รายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๔ ปีที่ ๒
ครั้งที่ ๒๕ (สมัยสามัญนิติบัญญัติ)
วันพุธที่ ๒๗ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๕๖
ณ ตึกรัฐสภา
วาระหารือนะครับ เชิญท่านสัมพันธ์ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม สัมพันธ์ ตั้งเบญจผล ขอหารือต่อท่านประธานครับ เนื่องด้วยความเดือดร้อนของ ต้าบลบ้านน้าพุ ซึ่งมีภูเขาล้อมรอบบ่อน้าบาดาลใช้ไม่ได้ครับ ต้องอาศัยน้าจากแม่น้าและสระ หมู่ที่ ๗ ต้าบลบ้านน้าพุ ขอให้ประธานช่วยสนับสนุนงบประมาณเรื่องขุดเจาะบ่อน้าบาดาล ที่ต้าบลบ้านน้าพุนะครับ ขอบคุณครับ
เชิญคุณรังสรรค์
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม รังสรรค์ มณีรัตน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดล้าพูน พรรคเพื่อไทย เขตเลือกตั้งที่ ๒ วันนี้ผมมีเรื่องหารือ ท่านประธานผ่านไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนะครับ ช่วยดูแลแก้ไขปัญหาให้พี่น้องประชาชน ในเขตเลือกตั้งที่ ๒ ด้วยนะครับ เนื่องจากต้าบลป่าพลู ต้าบลบ้านโฮ่ง ต้าบลเหล่ายาว อ้าเภอบ้านโฮ่ง จังหวัดล้าพูน ๓ ต้าบลแถบนี้อยู่ติดชลประทาน สามารถที่จะปลูกมะม่วง ข้าวได้ผลดี แต่เนื่องจากชาวบ้าน ชาวสวนต้องการไฟฟ้าเพื่อการเกษตร ซึ่งชาวบ้านได้ยื่นเรื่องขอไปยัง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคหลายครั้งแล้ว ติดตามมาก็หลายครั้ง แต่ตอนนี้ยังไม่มีการขยายเขตไฟฟ้า เพื่อการเกษตรเข้ามายังต้าบลทั้ง ๓ ต้าบลนี้เลยนะครับ ตอนนี้ชาวบ้านต้องใช้เครื่องปั่นไฟ ใช้น้ามันซึ่งเป็นต้นทุนที่สูงมากนะครับ ชาวบ้านเขาเดือดร้อนรับไม่ได้นะครับ
อีกกรณีหนึ่ง กรณีนี้น้าแล้ง เนื่องจากต้าบลลี้ฝายที่กักเก็บน้าลี้ได้ล่มลงแล้วก็ ยังไม่ได้รับการซ่อมแซมหรือเยียวยาเลยนะครับ ชาวบ้าน กรรมการเหมืองฝายทั้งหลาย ต้องรวบรวมเงินกันเพื่อไปสร้างฝายใหม่ ไม่ว่าจะเป็นฝายห้วยอ้าย ต้าบลลี้ ฝายพะแล บ้านม่วงสามปี ฝายแม่แนต ต้าบลแม่ตืน ซึ่งทั้ง ๓ ฝายนี้ชาวบ้านต้องรวบรวมเงินกันเอง ซึ่งส่วนหนึ่งพวกผมก็ลงไปดูเองกับท่านนายอ้าเภอ ถ้าอย่างนั้นไม่มีน้าใช้เพราะว่าใกล้ที่จะ ปลูกข้าวแล้วแล้วก็ต้องเอาไปใช้ในการเกษตรกรรมเรื่องหอม กระเทียม หลายอย่าง เรื่องนี้ เดือดร้อนจริง ๆ จึงขอหน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยดูแลแก้ไขให้ด้วย ขอบพระคุณครับ
ท่านวัชระ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ความทุกข์ยากของพี่น้องประชาชนมีทุกวัน ท่านประธานครับ ผมเห็นท่านประธานได้ขึ้นมา นั่งบนบัลลังก์ก่อนท่านเลขาธิการจะมานั่งผมก็รู้สึกประทับใจความรวดเร็วในการท้างาน ของท่าน
เรื่องแรก ท่านประธานครับ กรณีนางภัทรนิตย์ ทรัพย์สินชัย ไม่ได้รับเงิน เยียวยา ๕,๐๐๐ บาทจากรัฐบาลกรณีน้าท่วม ผมในฐานะ ส.ส. ฝ่ายค้านก็ได้จ่ายเงินแทน รัฐบาล ๕,๐๐๐ บาทให้กับคุณภัทรนิตย์ ทรัพย์สินชัย ไปในวันนี้เพราะเนื่องจากละอายใจ แทนรัฐบาลที่ไม่จ่ายเงินดังกล่าวให้กับพี่น้องประชาชนที่ถูกน้าท่วมในเขตหนองแขม
เรื่องที่ ๒ ท่านประธานครับ คุณสุรสีห์ บุญส่งเสริม ได้ส่งจดหมายร้องเรียน มาระบุว่าได้รับเงินเยียวยาเพียง ๑๐๐ บาทเท่านั้นจากน้าท่วม และได้ส่งส้าเนาบัตรประชาชน พร้อมเลขที่บัญชีธนาคารมาให้กับผมเรียบร้อย ผมจะให้ท่านประธานเพื่อเป็นหลักฐาน ให้เห็นว่าเงิน ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาท พี่น้องประชาชนชาวหนองแขมท่านหนึ่งได้เพียงแค่ ๑๐๐ บาทครับ
เรื่องที่ ๓ ท่านประธานครับ คุณประภาพรรณ ศรีรักษา ซึ่งเป็นผู้ค้าในสนามหลวง ๒ พร้อมผู้ร้องรวม ๑๔๒ ราย มีรายชื่อเรียบร้อย ไม่ได้รับเงินเยียวยาน้าท่วมจากรัฐบาล ยิ่งลักษณ์อีกเช่นเดียวกันครับ และข้องใจการท้างานของเขตทวีวัฒนาและส้านักงานตลาด กรุงเทพมหานครซึ่งพูดจาไม่สุภาพกับพี่น้องประชาชน ขอให้ด้าเนินการเพื่อให้เงินเยียวยากับ พี่น้องประชาชนผู้ค้าสนามหลวง ๒
เรื่องสุดท้าย ท่านประธานครับ เป็นเรื่องที่กรมทางหลวงชนบทก้าลังจะไปสร้าง ที่กลับรถทับสวนเฉลิมพระชนมพรรษาครบ ๘๐ พรรษา ท่านประธานครับ สวนสาธารณะดังกล่าวนั้น อยู่ที่เขตบางแคครับ พี่น้องประชาชนโดยคุณสุนทร ก้าจรเกียรติ ได้ส่งจดหมายร้องเรียน มาที่กระผมพร้อมกับรายชื่อพี่น้องประชาชนจ้านวน ๒๔๒ ท่าน ร้องคัดค้านไม่ให้กรมทางหลวง สร้างจุดกลับรถบริเวณดังกล่าวและถ้าสร้างควรที่จะปรับปรุงเส้นทางโดยให้ใช้จ่ายงบประมาณ ที่น้อยกว่านี้และไม่ทับสวนสาธารณะ ซึ่งสวนดังกล่าวนั้นได้ใช้ชื่อเฉลิมฉลองพระชนมพรรษา ครบ ๘๐ พรรษา การที่กรมทางหลวงจะท้าถนนกลับรถบริเวณดังกล่าวนั้นควรที่จะได้รับ พระบรมราชานุญาตเสียก่อนเพราะได้อัญเชิญพระนามอันทรงเกียรติเช่นนี้ไปใช้ตั้งชื่อเป็น สวนสาธารณะ กรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม ไม่ควรท้าโดยพละการ ขอให้รัฐมนตรีชัชชาติ ได้โปรดด้าเนินการทบทวนให้กับพี่น้องประชาชนที่ออกก้าลังกายบริเวณสวนสาธารณะ ดังกล่าวโดยด่วน ขอขอบคุณท่านประธานครับ
ท่านสมคิด บาลไธสง
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม สมคิด บาลไธสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดหนองคาย พรรคเพื่อไทย วันนี้ขอหารือ กับท่านประธานเรื่องเดียวครับ ผมได้ลงพื้นที่เมื่อ ๒-๓ วันที่ผ่านมา ได้รับการร้องเรียนจาก พี่น้องบ้านตาลชุม ชื่อนายมานะ ได้ร้องเรียนว่าชาวบ้านที่เดินทางไปมาข้ามแม่น้าโขง เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมานี้ เจ้าหน้าที่ นรข. ได้เข้าใจว่าเป็นผู้ร้ายก็เลยมีการเรียกให้เรือที่ข้ามฝั่งหยุด ปรากฏว่ามีการไล่ยิงกัน มีประชาชนตาย ๒ คนที่กลางล้าแม่น้าโขงนะครับ นอกจากนั้นก็ได้เข้าค้นบ้านชาวบ้าน ที่บ้านตาลชุมริมแม่น้าโขง อ้าเภอรัตนวาปี ก็เลยมีการยิงล้อรถของชาวบ้านท้าให้ชาวบ้าน ไม่พอใจระหว่างชาวบ้านกับทหารเรือ นรข. ที่แม่น้าโขง ชาวบ้านก็เลยมีการเดินขบวนกัน ต่อต้าน ท้าให้ผมในฐานะที่เป็น ส.ส. อยู่ในเขตพื้นที่แล้วก็เป็นรองประธานคณะกรรมาธิการ กิจการชายแดนไทย ผมก็ไม่สบายใจ พี่น้องประชาชนเขาไม่พอใจเขาอยากให้มีการตรวจสอบ แล้วก็สอบสวนว่าเหตุนี้ใครผิด ใครถูกอย่างไร ผมเองในฐานะผู้แทนราษฎรก็ไม่สบายใจ ก็อยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะสภาความมั่นคงแห่งชาติหรือว่ากองทัพก็ได้นะครับ ได้สอบสวนข้อเท็จจริงเรื่องที่เกิดขึ้นนี้ เพราะว่าท้าให้ความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้อง ๒ ประเทศ ร้าวฉานขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง ก็ขอฝากไปยังผู้ที่เกี่ยวข้องด้วยนะครับ ขอบคุณมากครับ
ท่านสุรเชษฐ์ แวอาแซ ครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายสุรเชษฐ์ แวอาแซ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดนราธิวาส พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ผมได้รับการร้องเรียนจากคณะ อสม. จังหวัดนราธิวาส ๒ เรื่องด้วยกัน
เรื่องที่ ๑ ก็คือเงินค่าป่วยการของ อสม. จังหวัดนราธิวาส ไม่ได้รับเงินค่าป่วยการ มาแล้ว ๕ เดือนครับ ไม่ทราบว่าด้วยสาเหตุอะไร ก็อยากจะให้ท่านประธานผ่านไปยัง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยติดตามแล้วก็ให้ความส้าคัญกับ อสม. ด้วยครับ
เรื่องที่ ๒ ขอให้รัฐบาลได้พิจารณาความส้าคัญการปฏิบัติหน้าที่ของ อสม. อยากจะให้รัฐบาลนั้นช่วยพิจารณาค่าป่วยการเสียใหม่จากปัจจุบันนี้ได้ ๖๐๐ บาท แต่ถ้าหากว่าเรา ไปดูการปฏิบัติหน้าที่ของ อสม. แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ เหนื่อยแล้วก็เสี่ยง แต่ อสม. ได้ช่วยเหลือทางการผมคิดว่าคุ้มเกินที่รัฐได้มอบค่าป่วยการ เป็นขวัญก้าลังใจ ผมอยากจะให้ท่านประธานผ่านไปถึงนายกรัฐมนตรีครับ ช่วยพิจารณา ค่าป่วยการเสียใหม่จาก ๖๐๐ บาทเป็น ๑,๐๐๐ บาท คณะ อสม. ก็ได้มีข้อเสนอให้ทางรัฐบาลนั้น เล็งเห็นถึงความส้าคัญในด้านของจิตอาสาของกลุ่มเหล่านี้ ผมคิดว่าเป็นงบประมาณไม่มากนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งงบ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทที่รัฐบาลก้าลังจะด้าเนินการ คิดว่ามันก็เป็นส่วนหนึ่ง ถ้ามองถึงจิตใจของ อสม. ที่ปฏิบัติเพื่อประเทศชาติ ก็อยากจะให้ท่านประธานช่วยน้าเรียน ผ่านไปยังนายกรัฐมนตรีในเรื่องของการปรับค่าป่วยการจาก ๖๐๐ บาทเป็น ๑,๐๐๐ บาท ขอบคุณครับ
ท่านสุนทรีครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน นางสาวสุนทรี ชัยวิรัตนะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย จังหวัดชัยภูมิค่ะ
เรื่องแรก ที่อยากจะขอหารือกับท่านประธานในวันนี้นะคะ ดิฉันเอง ได้รับการร้องเรียนจากคณะครูอาจารย์ที่สังกัดส้านักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต ๓๐ จังหวัดชัยภูมิค่ะ เขาร้องเรียนบอกกับดิฉันมาว่าปัจจุบันเมื่อมีการแยกหน่วยงาน ระหว่างประถมศึกษากับมัธยมศึกษาออกจากกัน ท้าให้ปัจจุบันนี้ที่ส้านักงานเขตพื้นที่ การศึกษามัธยมศึกษา เขต ๓๐ ยังขาดแคลนในเรื่องเกี่ยวกับหอประชุมที่จะต้องใช้ ในการจัดกิจกรรมหรือว่าการจัดประชุมครูอาจารย์แล้วก็นักเรียน ท้าให้เวลามีการจัดงาน ครั้งใดจะต้องไปเช่าที่ของเอกชน อาจจะไปอาศัยที่ตามโรงแรมต่าง ๆ ที่มีขนาดใหญ่เพื่อรองรับจ้านวนผู้เข้าร่วมที่มีปริมาณ ค่อนข้างมากค่ะ ท้าให้สิ้นเปลืองงบประมาณที่จะต้องใช้ในการเรียนการสอนของนักเรียน แล้วก็ครูในการจะพัฒนานะคะ ก็อยากจะฝากท่านประธานผ่านไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ก็คือส้านักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานให้ช่วยดูแลในเรื่องการจัดสรรงบประมาณ ในการก่อสร้างหอประชุมประจ้าส้านักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต ๓๐ จังหวัดชัยภูมิด้วยค่ะ
เรื่องที่ ๒ ที่อยากจะขอหารือกับท่านประธานก็คือตอนนี้ถนนสายจากบ้านโนนจาน ถึงอ้าเภอบ้านเขว้า จังหวัดชัยภูมิ ซึ่งถนนเส้นนี้เป็นถนนในความรับผิดชอบของกรมทางหลวงชนบทค่ะ ปรากฏว่าตอนนี้มีอาการก็คือมีการทรุดตัวลงอยู่บริเวณจากแยกปากทางบ้านห้วยหวาย ถึงบ้านวังกุ่มนะคะ ซึ่งอยู่ในบริเวณที่ก่อนจะถึงบอกซ์ คัลเวิร์ท (Box culvert) นะคะท่านประธาน ท้าให้เกิดเป็นร่องบนพื้นถนน ในยามค่้าคืนถนนสายนี้ก็ไม่มีไฟฟ้าส่องสว่างท้าให้เกิดอันตราย ค่อนข้างมาก พี่น้องสัญจรผ่านมาโดยเฉพาะมอเตอร์ไซค์ค่ะท่านประธาน ขับขี่ผ่านมาเมื่อใด ก็จะตกหลุมท้าให้รถมีการสะเทือนแล้วก็ตกถนนค่อนข้างบ่อยค่ะ ก็อยากจะฝากท่านประธาน ผ่านไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็คือกรมทางหลวงชนบทให้ช่วยดูแลจัดสรรงบประมาณ ในการแก้ไขปัญหาถนนที่เกิดขึ้นด้วยค่ะ กราบขอบพระคุณค่ะ
ท่านนริศ ข้านุรักษ์ ครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นริศ ข้านุรักษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ผมขออนุญาตท่านประธานหารือปัญหา ความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน โดยขอให้ท่านประธานได้มีหนังสือถึงกรมทางหลวงแผ่นดิน กระทรวงคมนาคมให้ขยายพื้นผิวจราจรไหล่ทางหมู่บ้านหนองธง ต้าบลหนองธง อ้าเภอป่าบอน จังหวัดพัทลุง กับบ้านโหล๊ะบ้า ต้าบลคลองใหญ่ อ้าเภอตะโหมด จังหวัดพัทลุง ซึ่งเดิมเป็นชุมชนเล็ก ๆ แล้วก็มีถนนแคบ ๆ แต่ขณะนี้กลายเป็นชุมชนใหญ่ กลายเป็นเมืองแต่ถนนยังแคบอยู่ แต่ก็ยังมีพื้นผิว จราจรพอที่จะขยายให้เป็นเมืองได้นะครับ จึงขออนุญาตท่านประธานที่จะขอให้กระทรวงคมนาคม ได้ตั้งงบประมาณเพื่อที่จะขยายไหล่ทางพื้นผิวจราจรรองรับบ้านเมืองที่ขยายตัวขึ้นนะครับ
เรื่องที่ ๒ ขอให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้ปรับปรุงถนนและก่อสร้าง เครื่องอ้านวยความสะดวกส้าหรับสถานที่ท่องเที่ยว ๒ ที่ คือ น้าตกวังตอ ต้าบลคลองทรายขาว อ้าเภอกงหรา กับน้าตกมโนราห์ ต้าบลคลองเฉลิม อ้าเภอกงหรา จังหวัดพัทลุง ๒ น้าตกนี้ ขณะนี้มีนักท่องเที่ยวเข้ามาท่องเที่ยวเป็นจ้านวนมากนะครับ โดยเฉพาะในช่วงหลังปีใหม่ ก่อนเดือนเมษายนซึ่งเป็นช่วงที่โรงเรียนปิดเทอมด้วย ถนนก็ยังไม่เรียบร้อยและเครื่องอ้านวย ความสะดวกยังไม่สามารถอ้านวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวมากพอดีพอนะครับ จึงขอให้ กระทรวงการท่องเที่ยวและการกีฬาได้ปรับปรุงสนับสนุนทั้งถนนและเครื่องอ้านวย ความสะดวกนะครับ
เรื่องสุดท้ายขอให้กรมที่ดิน กระทรวงมหาดไทยได้จัดท้าเว็บไซต์ (Web site) ส้าหรับการเข้าไปดูการประเมินราคาที่ดินของพี่น้องประชาชน เพราะว่าการไปดูราคา การประเมินที่ดินยุ่งยากมากครับ ต้องไปที่ส้านักงานที่ดินทั้งสาขาหรือส้านักงานที่ดินจังหวัด เพื่อไปดูและมีค่าใช้จ่ายมาก ควรที่จะท้าเว็บไซต์ขึ้นมาสามารถกดดูรายละเอียดที่บ้าน เหมือนกับทุกประเทศ เหมือนกับบางประเทศที่ท้าแล้วประชาชนจะได้รับความสะดวกครับ กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ
ท่านเยาวนิตย์ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน นางเยาวนิตย์ เพียงเกษ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ดิฉันได้รับทราบถึงความเดือดร้อนจากการขาดน้าประปาใช้สอยในมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ ราชวิทยาลัย วิทยาเขตขอนแก่น ทั้งนี้ก็ทราบจากพระครูสุวิธานพัฒนบัณฑิต รองอธิการบดี มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยแห่งนี้ตั้งอยู่ที่ต้าบลโคกสี อ้าเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น ในสภาพปัจจุบันมหาวิทยาลัยแห่งนี้ก็ก้าลังพัฒนาศักยภาพเพื่อรองรับให้เป็นศูนย์กลาง ของการศึกษาและเผยแพร่พระพุทธศาสนาในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภูมิภาคอินโดจีน ปรากฏว่ามีทั้งนิสิตที่เป็นพระคุณเจ้าและฆราวาสร่วม ๒,๐๐๐ แต่ว่ามีอาคารใช้สอย ๔ อาคาร แล้วก็มีอาคารที่ก้าลังก่อสร้างอีก ๒ อาคาร น้าประปาที่ใช้สอย อยู่ทุกวันนี้เป็นน้าประปาใต้ดินซึ่งไม่พอใช้เลย ทางมหาวิทยาลัยก็มีโครงการว่าควรจะสูบน้า มาจากต้าบลหนองเลิง ซึ่งอยู่ในต้าบลโคกสีเช่นกันมาท้าเป็นน้าประปา ก็ขอกราบเรียน ท่านประธานผ่านไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้ช่วย ดูแลแก้ปัญหาให้ด้วยค่ะ เพราะว่าเป็นความเดือดร้อนจริง ๆ ทั้งพระ ทั้งโยม ทั้งผู้ที่ไป ปฏิบัติธรรมบ้างอะไรบ้างก็เดือดร้อนมาก
แล้วอีกเรื่องหนึ่งก็เป็นเรื่องเดียวกัน คือเรื่องการขาดน้าประปาที่ต้าบลโคกสี ก้านันต้าบลโคกสีบอกว่าน้าประปาก็ไม่พอใช้เหมือนกัน เพราะว่าน้าใต้ดินนี้ไม่สามารถ จะรองรับหมู่บ้านซึ่งก้าลังขยายใหญ่โตได้ ก็เลยขอน้าประปาที่จะสูบน้าจากต้าบลหนองเลิง มาใช้ในระบบประปาในหมู่บ้านเช่นกันค่ะ ก็ขอกราบเรียนผ่านท่านไปยังท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กราบขอบพระคุณค่ะ
ท่านธวัชชัยครับ ท่านเจะอามิงอีกรอบหนึ่งครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม ธวัชชัย อนามพงษ์ ส.ส. จังหวัดจันทบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ขอบคุณท่านประธานนะครับ ที่หารือแล้วท่านประธานก็ส่งให้ผมทุกเรื่อง เรื่องถนนก็ว่าจะท้าแล้วก็ดีใจนะครับ
วันนี้ก็จะคุยเรื่องความเดือดร้อนของพี่น้องชาวสวนเมืองจันทนะครับ ตอนนี้ ผลไม้ก็เริ่มออก ทุกปีเราก็จะท้าหนังสือถึงผู้บัญชาการต้ารวจแห่งชาติ ถึงหลายหน่วยงาน ปีนี้เราก็ร่วมกันท้าภาคตะวันออกนะครับ แล้วที่จังหวัดจันทบุรีก็มีประวัฒน์ อุตโมท ที่เป็น ส.ส. พรรคเพื่อไทย ก็ร่วมเซ็นชื่อด้วย ขอให้ท่านประธานเร่งหน่วยงานนะครับ เราส่งหนังสือ ไปหมดแล้วครับ ถ้าช้าไปเวลาผลไม้ออกจากเมืองจันทไปต่างจังหวัดก็จะโดนกักจนผลไม้เน่าเสีย เสียเงินเสียทอง ปีหนึ่งผลไม้ออกครั้งเดียวครับ ขอฝากท่านประธานด้วยนะครับ
เรื่องที่ ๒ ก็คือเรื่องความเดือดร้อนของประมงชายฝั่ง ทุกวันนี้ปลาหมดทะเล แล้วนะครับท่านประธาน เพราะว่าอวนลากอะไรทั้งหลายก็ไปลากกันหมดไม่มีบ้านอยู่ครับ อยากให้ท่านประธานฝากรัฐบาลดูงบท้าปะการังเทียมนะครับ ปะการังเทียมนี้ดีมากเลย ปลาเข้าไปอยู่อาศัย แล้วก็ออกลูกออกเต้าให้คนยากคนจนได้ตกหรือจับได้ คือปะการังเทียมนี้ ถ้าลงกลุ่มเล็ก ๆ กลุ่มละล้านสองล้านมันก็จมดินไปเลยนะครับ ที่ได้ประโยชน์มากคือกลุ่มใหญ่ ๆ ประมาณ ๑๐ ล้านบาทครับ เพราะฉะนั้นขอให้ท่านประธานฝากรัฐบาลช่วยดูแลประมง ชายฝั่งด้วย เขาเดือดร้อนมากนะครับ ขอบพระคุณครับ
ท่านเปล่งมณีครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางเปล่งมณี เร่งสมบูรณ์สุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเลย เขต ๓ พรรคเพื่อไทย ดิฉันมีปัญหาของพี่น้องประชาชนหารือท่านประธานอยู่ ๒ เรื่องค่ะ
เรื่องแรก เกี่ยวกับเรื่องขอความอนุเคราะห์ผลักดันงบประมาณในการ ก่อสร้างคลองส่งน้าหรือคลองไส้ไก่และประตูระบายน้า สืบเนื่องจากดิฉันได้รับหนังสือ ร้องเรียนจากนางบุญเหลือ บุบภาที ผู้ใหญ่บ้านบ้านน้าอ้อม หมู่ที่ ๑ ต้าบลวังสะพุง อ้าเภอวังสะพุง จังหวัดเลย ว่าในหมู่บ้านมีสถานีสูบน้าแต่มีคลองส่งน้าหรือคลองไส้ไก่ เพียง ๑๐๐ เมตร ก็อยากจะให้กรมชลประทานช่วยผลักดันงบประมาณในการก่อสร้าง คลองส่งน้าหรือคลองไส้ไก่นี้ ความยาวประมาณ ๑,๕๐๐ เมตร ก็จะช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกร ที่มีพื้นที่ทางการเกษตรประมาณ ๒๗๕ ไร่ ช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกร ๒ หมู่บ้าน คือบ้านน้าอ้อม หมู่ที่ ๑ และบ้านเล้า หมู่ที่ ๒ ต้าบลวังสะพุง อ้าเภอวังสะพุง จังหวัดเลย
เรื่องที่ ๒ ก็เช่นเดียวกันค่ะ เกี่ยวกับเรื่องสถานีสูบน้าของบ้านบุ่งกกตาล คุ้มหนองนกเจ่า ซึ่งได้งบประมาณในการก่อสร้างเมื่อปี ๒๕๕๕ ณ ขณะนี้สร้างแล้วเสร็จ แต่ไม่มีคลองส่งน้าหรือคลองไส้ไก่ให้กับพี่น้องประชาชน พี่น้องประชาชนผู้น้าหมู่บ้าน ก็เลยอยากให้ดิฉันมาเรียนถามท่านประธานสภาผ่านไปยังกรมชลประทานว่าเมื่อไรจะมี งบประมาณในการสร้างคลองส่งน้าหรือคลองไส้ไก่ และท่อสูบน้าอาคารถังพักน้า และท่อส่งน้าเข้านา เขาจะได้มีน้าที่จะใช้ในการเกษตรนะคะ ดังนั้นตัวดิฉันจึงกราบเรียน ท่านประธานผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้ก้ากับดูแล กรมชลประทานได้ช่วยสั่งการแก้ไขปัญหาในส่วนนี้ โดยผลักดันงบประมาณในการก่อสร้าง ให้กับพี่น้องประชาชนทั้ง ๒ หมู่บ้านนี้ด้วยนะคะ กราบขอบพระคุณค่ะ
ท่านเจะอามิงครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม เจะอามิง โตะตาหยง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนราธิวาส พรรคประชาธิปัตย์ ผมขออนุญาตหารือท่านประธานเรื่องปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนในจังหวัด ชายแดนภาคใต้ ๒ เรื่องครับท่านประธาน
เรื่องที่ ๑ คือปัญหาราคายางพาราตกต่้าอย่างต่อเนื่อง และปัจจุบันก็ยังตกต่้า อยู่อีกและไม่มีแนวโน้มที่จะมีราคายางพาราสูงขึ้นได้ ผมอยากจะถามถึงรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ว่าท่านมีกรอบและแนวทางในการแก้ไขปัญหายางพาราจะให้ ราคายางพารากระเตื้องขึ้นได้อย่างไร ผมขอค้าตอบจากท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร และสหกรณ์
ประเด็นที่ ๒ ที่ผมอยากจะหารือท่านประธานก็คือปัญหาความไม่สงบจังหวัด ชายแดนภาคใต้ ซึ่งพรุ่งนี้รัฐบาลโดย สมช. จะเป็นตัวแทนในการพูดคุยของกลุ่มขบวนการ บีอาร์เอ็น (BRN) อีกครั้งหนึ่ง แต่ว่าในจังหวัดชายแดนภาคใต้ยังเกิดเหตุการณ์ความรุนแรง อย่างต่อเนื่องครับท่านประธาน ผมถึงอยากจะฝากกรอบในการพูดคุยของ สมช. ว่า ประเด็นที่ส้าคัญที่สุดขณะนี้ต้องควบคุมไม่ให้เกิดเหตุการณ์การก่อเหตุอันจะน้าไปสู่ ความเป็นความตายของพี่น้องประชาชน ต้องวางเรื่องนี้เป็น ๑ ในกรอบที่ สมช. จะต้อง ไปพูดคุยนะครับท่านประธาน ในการพูดคุยผมเองก็ไม่ขัดข้องว่าจะให้มีการพูดคุยได้หรือไม่ ไม่ขัดข้องครับท่านประธาน เป็นเส้นทางและแนวทางในการที่ยุติปัญหาคือปัญหาทุกปัญหา ยุติลงด้วยการพูดคุย แต่บนพื้นฐานการพูดคุยต้องมีกรอบในการพูดคุยที่ชัดเจนไม่ใช่ไปพูดคุย อย่างสะเปะสะปะ ปัญหามันจะเกิดขึ้นและจะซ้าเติมกับปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ท่านประธานครับ อยากจะถามไปถึงนายกรัฐมนตรีเลยว่าวันนี้ท่านได้น้าเรื่องกรอบการเจรจา ในการควบคุมไม่ให้เกิดเหตุน้าไปพูดคุยกับฝ่ายขบวนการบีอาร์เอ็นหรือไม่ อย่างไร ขอบคุณครับท่านประธาน
ท่านจตุพร เจริญเชื้อ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม จตุพร เจริญเชื้อ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดขอนแก่น พรรคเพื่อไทย ผมมีเรื่องหารือต่อท่านประธานในกรณีของความแห้งแล้งที่เกิดขึ้น ผมอยู่อ้าเภอกระนวน แล้วก็ใช้น้าจากการประปาส่วนภูมิภาคอ้าเภอกระนวน ทุก ๆ ปีแม้ว่าปีไหนที่ยังไม่แห้งแล้ง แต่ว่าพอถึงช่วงเดือนเมษายน เดือนพฤษภาคม ก็จะมีปัญหาเรื่องน้าประปามาโดยตลอด เนื่องจากว่าแหล่งน้าดิบที่ใช้ผลิตประปาของอ้าเภอกระนวนนั้นใช้แหล่งน้าดิบที่เรียกว่า หนองใหญ่ซึ่งเป็นแหล่งน้าดิบธรรมชาติ เพราะฉะนั้นปีนี้เกิดความแห้งแล้งมาก ปัจจุบันนี้ น้าประปาที่อ้าเภอกระนวนแทบที่จะไม่ไหลแล้ว จะไหลเฉพาะช่วงตอนเย็น ๆ แต่ว่า ช่วงกลางวันปกติแทบจะไม่ไหลเลย ผมจึงขอหารือต่อท่านประธานว่าขอให้การประปา ส่วนภูมิภาคได้แก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน ซึ่งผมเคยเสนอว่าควรจะต้องดึงน้าโดยใช้แหล่งน้าดิบ จากเขื่อนหนองหวาย อ้าเภอน้าพอง จังหวัดขอนแก่น ซึ่งระยะทางประมาณ ๓๐ กว่ากิโลเมตร โดยการต่อท่อมา ซึ่งถ้าท้าในลักษณะอย่างนี้จะท้าให้สามารถแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนได้ จึงขอกราบเรียนท่านประธานว่าขอให้แจ้งไปทางการประปาส่วนภูมิภาคได้ต่อท่อน้าดิบ จากอ้าเภอน้าพองไปยังอ้าเภอกระนวนเพื่อแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนของพี่น้องชาวอ้าเภอกระนวน ขอบพระคุณมากครับ
ท่านเรวัตครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายเรวัต อารีรอบ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดภูเก็ต พรรคประชาธิปัตย์ วันนี้ผมขออนุญาต หารือท่านประธานสัก ๒-๓ เรื่องครับ
เรื่องแรก ประสบการณ์ตรงครับ ไม่มีใครมาร้องเรียน บริเวณถนนเจ้าฟ้า ตะวันออก ซึ่งผมคิดว่าเป็นหน่วยงานของกรมทางหลวงเพิ่งจะได้ขยายเส้นทางเสร็จเรียบร้อย ประมาณสัก ๒ เดือนที่ผ่านมา แต่สิ่งที่น่าสังเกตคือการตีเส้นครับ ผมขับรถผ่านเมื่อ ๓ วัน ที่ผ่านมาการตีเส้นเมื่อ ๒ เดือนที่แล้วเด่นชัดเจนแต่มาวันนี้เลือนไปหมดแล้วครับ เป็นเพราะ คุณภาพของผู้รับเหมาที่มาท้าการตีเส้นไม่มีคุณภาพ เนื่องจากว่าการตีเส้นเลือนหาย จางไปมากครับ
ประการที่ ๒ เรื่องของเด็กนักเรียนที่สอบเข้า ผมคิดว่าเกือบทั่วประเทศครับ เราเป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชนได้รับค้าร้องเรียนจากผู้ปกครอง บางทีเข้า ม. ๑ จ้านวน เปิดรับสมัครเข้าสอบ ๙๐๐ คน ๘๐๐ คน แต่เอาจริงประมาณสัก ๓๐๐ คน ส่วนที่เหลือ ไม่มีที่เรียน ก็อยากฝากท่านประธานไปยังกระทรวงศึกษาธิการว่าเราต้องเริ่มขยายเนื่องจาก ประชากรเราเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ท่านครับ
ประการสุดท้าย เรื่อง พ.ร.บ. เงินทดแทนที่อยู่ภายใต้ของกระทรวงแรงงาน กฎหมายฉบับนี้กล้าพูดได้เลยว่าเป็นกฎหมายที่ล้าหลัง แล้วก็ไม่ได้รับความเป็นธรรม ทั้งลูกจ้าง ทั้งนายจ้าง ยกตัวอย่างเช่นเมื่อเวลาลูกจ้างเกิดอุบัติเหตุไปรักษาพยาบาล สมมุติว่าเพดานที่ ๔๕,๐๐๐ บาท หลังจาก ๔๕,๐๐๐ บาท ท่านครับ นายจ้างจะต้องไปจ่ายเงินเพิ่มแล้ว มาเรียกเก็บทีหลัง
ประการต่อมา เรื่องของการรักษาพยาบาล ส่วนใหญ่โรงพยาบาลรัฐ แล้วโรงพยาบาลรัฐเต็มเตียงจะนอนก็ยังไม่มี ต้องไปโรงพยาบาลเอกชน สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ส้าคัญ ท่านครับ กราบขอบพระคุณครับ
ท่านสหรัฐ กุลศรี
ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม สหรัฐ กุลศรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุพรรณบุรี เขตเลือกตั้งที่ ๕ พรรคเพื่อไทย วันนี้ ผมขอน้าเรื่องความเดือดร้อนของประชาชนมาปรึกษาหารือสัก ๒ เรื่อง
เรื่องที่ ๑ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมได้รับการร้องเรียนจากประชาชน หมู่ที่ ๖ บ้านห้วยน้าจันทร์ ต้าบลแจงงาม อ้าเภอหนองหญ้าไซ จังหวัดสุพรรณบุรี จ้านวน ๒ รายร้องเรียนมา คือคุณสมจิตต์ ดีลา อยู่บ้านเลขที่ ๒๙๓ หมู่ที่ ๖ ต้าบลแจงงาม ท่านที่ ๒ ก็คือคุณส้ารวย กันมาลัย บ้านเลขที่ ๑๔๓ หมู่ที่ ๖ ต้าบลแจงงามเช่นเดียวกัน ร้องเรียนมาว่าแต่ก่อนเขาอยู่ข้างถนนทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๓๓๓ แต่ปัจจุบันข้างถนน เขาขุดคลอง ท่านประธานที่เคารพครับ พอขุดคลองรถยนต์ที่เคยเข้าออกบ้านเป็นประจ้า เข้าออกไม่ได้ เกิดความเดือดร้อนครับ ต้องน้ารถยนต์ไปฝากเพื่อนบ้านซึ่งอยู่ห่างไกล เขาอยากให้หน่วยงานที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการขุดคลองเลียบทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๓๓๓ ให้ด้าเนินการวางท่อบริเวณหน้าบ้านให้เขาด้วย เพราะเขาจะได้น้ารถยนต์เข้าบริเวณ บ้านเขาได้ โดยปัจจุบันเขายังได้รับความล้าบาก จึงฝากท่านประธานผ่านไปยังหน่วยงาน ที่รับผิดชอบด้วยครับ
เรื่องที่ ๒ ท่านประธานที่เคารพครับ เมื่อสัปดาห์ที่แล้วผมมีโอกาสเดินทาง ไปที่จังหวัดเชียงใหม่ก็ไปดูความสวยงามในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ แต่สิ่งที่ได้พบได้เห็น เหมือนจังหวัดภาคกลาง เหมือนอย่างไรครับท่านประธานที่เคารพ เขานิยมกันก็คือไม่ติด แผ่นป้ายทะเบียนท้ายอีกแล้วครับ ในตัวจังหวัดเชียงใหม่มองเห็นแต่รถป้ายทะเบียนข้างหน้า แต่ป้ายทะเบียนข้างหลังไม่ติดเป็นส่วนใหญ่ จึงฝากท่านประธานไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบ ให้ช่วยด้าเนินการแก้ไข ใกล้สงกรานต์ถ้าประชาชนเกิดอุบัติเหตุเขาจะจ้ารถคันนั้นไม่ได้ ฝากท่านประธานด้วยครับ ให้แก้ไขครับ ขอบคุณครับ
ดอกเตอร์ศุภชัย ศรีหล้า ครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ศุภชัย ศรีหล้า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุบลราชธานี พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผมขอหารือผ่านท่านประธานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะ กรมโยธาธิการและผังเมือง กรณีของการออกแบบถนนวงแหวนรอบที่ ๒ ของจังหวัดอุบลราชธานี ท่านประธานที่เคารพครับ ประเด็นที่ผมอยากกราบเรียนผ่านท่านไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ก็คือในการออกแบบผังเมืองรอบที่ ๒ ขอให้มีการรับฟังความคิดเห็นของพี่น้องประชาชน เนื่องจากว่าแบบที่น้าเสนออยู่ในขณะนี้อยู่ในความสนใจของประชาชน ขออนุญาตกราบเรียน ผ่านท่านประธานไปยังพี่น้องประชาชนชาวอุบลราชธานีที่ก้าลังฟังอยู่ในขณะนี้ว่าถนนวงแหวน รอบที่ ๒ นี้ก้าหนดระยะทางไว้ ๘๓ กิโลเมตร เป็นถนนเชื่อมจากวงแหวนรอบที่ ๑ ก็คือ จากตัวเมืองอุบลราชธานีและเมืองวารินช้าราบผ่านไปเส้นจังหวัดศรีสะเกษ และในขณะเดียวกันก็ผ่านไปทางถนนเชื่อมจากจังหวัดอุบลราชธานีไปอ้าเภอกันทรลักษ์ เส้นทางที่ผมอยากจะกราบเรียนเป็นจุดตัดส้าคัญ ๆ ที่จะท้าให้พี่น้องชาวจังหวัดอุบลราชธานี ได้มองเห็นภาพก็คือถนนวาริน-ศรีสะเกษ จุดตัดจะอยู่ที่บ้านราษฎร์ส้าราญ ถนนวาริน-ส้าโรง จุดตัดจะอยู่ที่บ้านบอน ถนนวาริน-เดชอุดม จุดตัดที่พี่น้องจะสัมผัสได้ก็คือบ้านโนนใหญ่ ถนนวาริน-พิบูล จุดตัดจะอยู่ที่บ้านค้านกเปล้า ถนนอุบล-ตาลสุม จุดตัดจะอยู่ที่บ้านผาแก้ว ช่วงถนนอุบล-ตระการ จุดตัดจะอยู่ที่บ้านดอนสะแบง ถนนอุบล-ม่วงสามสิบคือถนนชยางกูร จุดตัดอยู่ที่บ้านหนองเชียงมอง และถนนอุบล-เขื่องในคือถนนแจ้งสนิท จุดตัดจะอยู่ที่ บ้านดอนชี ถ้าขีดวงแหวนในลักษณะนี้พี่น้องประชาชนให้ความสนใจเป็นอย่างมาก ในขณะที่ ให้ความสนใจ กรมโยธาธิการและผังเมืองรวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะรับฟังความคิดเห็น ผ่านการท้าประชาพิจารณ์ ก็จะก่อประโยชน์ให้กับพี่น้องประชาชน กราบขอบพระคุณ ท่านประธานครับ
ท่านพงศ์พันธ์ สุนทรชัย
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม พงศ์พันธ์ สุนทรชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดหนองคาย พรรคเพื่อไทย มีความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนที่ต้องน้าเรียนท่านประธาน ๒-๓ เรื่อง
เรื่องแรก พี่น้องชาวต้าบลสระใคร ต้าบลคอกช้าง ต้าบลบ้านฝาง อ้าเภอสระใคร ไม่มีน้าที่จะดื่ม เนื่องจากว่าน้าที่ท้าประปาหนองน้าแห้งขอด ขณะนี้ประสานงานไปยัง การประปาส่วนภูมิภาคก็บอกว่าจะด้าเนินการ แต่ยังไม่มีความคืบหน้าในเรื่องของการด้าเนินการ ฝากท่านประธานไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบ
เรื่องที่ ๒ เรื่องภัยแล้งทุกจังหวัดนะครับ ไม่ใช่เฉพาะจังหวัดหนองคาย แต่กรอบการช่วยเหลือจากกระทรวงมหาดไทยที่สั่งการไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดไม่ชัดเจน อยากให้มีการสั่งการไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดต่าง ๆ ให้ชัดเจนด้วย เพื่อจะได้ใช้งบประมาณ ในการเยียวยาช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัยแล้ง
เรื่องที่ ๓ ได้รับการร้องเรียนจากพี่น้องที่สัญจรไปมาและชาวบ้านในหมู่บ้านบ่อแปบ ต้าบลพระธาตุบังพวน ไปถึงบ้านโคกก่อง และคนที่สัญจรไปมา เนื่องจากว่ามีโรงงานรับซื้อ ยางพาราเป็นโรงงานขนาดใหญ่ส่งกลิ่นเหม็นเป็นอย่างมากเลยนะครับ ผมเองลองขับรถ ไปแล้วเปิดกระจกไม่ได้เลย ใครที่สัญจรไปมาโดยใช้จักรยานหรือมอเตอร์ไซค์มีปัญหามาก ก็ฝากท่านประธานว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ส้านักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จังหวัดก็ดี ส้านักงานอุตสาหกรรมจังหวัดก็ดี ไปดูว่าเป็นอย่างไร มีการบ้าบัด มีการอย่างไร ท้าไมกลิ่นมันแรงเหลือเกินนะครับ
เรื่องที่ ๔ เป็นเรื่องส้าคัญอีกเรื่องหนึ่ง พี่น้องชาวหมู่บ้านนาจันทร์ไปถึง หมู่บ้านวังยางใต้ของต้าบลวัดธาตุและต้าบลโพธิ์ชัย เป็นเส้นทางที่เชื่อมกันระหว่างต้าบล มีปัญหาในเรื่องของถนนทรุดโทรมมากเลยเป็นหลุมเป็นบ่อ ความรับผิดชอบนี้น่าจะอยู่ที่ กรมทางหลวงชนบท ขอความกรุณาจัดสรรงบประมาณ ถ้าไม่ท้าใหม่ก็ซ่อมแซมให้หน่อย ชาวบ้านเดือดร้อนมากจริง ๆ ครับ ขอบคุณท่านประธานครับ
คุณจักรวาลครับ
อีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งผมได้รับค้าปรึกษาแล้วก็ร้องเรียนมาจากนักเรียน นักศึกษา ที่เรียนอยู่ที่ กศน. ว่าครูบาอาจารย์นั้นมีน้อยตลอดจนผู้บริหารนั้นท้างานมาก ในการเป็น ผู้อ้านวยการ กศน. ๑ คนใน ๑ อ้าเภอนั้นต้องดูแลนักศึกษาตั้งแต่เยาวชนจนถึงผู้สูงวัย ๓,๐๐๐-๔,๐๐๐ คน แต่มีผู้อ้านวยการ กศน. นั้นเพียงแค่ ๑ คน ไม่เหมือนสายสามัญ ซึ่งบางที ๑ โรงเรียนมีเด็กแค่ ๓๐-๔๐ คน มี ผอ. มีรอง ผอ. ๒ คน และครูอีก ๓-๔ คน จึงไม่เหมาะสมหรือไม่ถ่วงดุลกัน ก็อยากให้ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ โดยเฉพาะรัฐมนตรีพงศ์เทพ เทพกาญจนา ซึ่งให้ความส้าคัญเรื่อง กศน. มาก ก็อยากให้ปรับ เป็นระบบแท่งแล้วก็เพิ่มรองผู้อ้านวยการ กศน. สัก ๒ ต้าแหน่ง คือรองผู้อ้านวยการเกี่ยวกับ ฝ่ายปกครองและทางวิชาการ จะช่วยให้ กศน. ซึ่งเป็นศูนย์การเรียนนอกระบบ และตามอัธยาศัยนั้นสามารถจะสร้างต่อยอดให้กับนักศึกษาตั้งแต่เยาวชนจนถึงผู้สูงวัย กราบเรียนท่านประธานครับ
ท่านเชิดพงศ์ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพครับ ผม เชิดพงศ์ ราชป้องขันธ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดบึงกาฬ พรรคเพื่อไทย เขตเลือกตั้งที่ ๑ วันนี้ก็มีหนังสือเรื่องร้องเรียนจากนายราชัน วนาพรหม ผู้อ้านวยการ ศูนย์ อปพร. อบต. บึงกาฬ อ้าเภอเมืองบึงกาฬ จังหวัดบึงกาฬ เกี่ยวกับเรื่องค่าตอบแทน รายเดือนของอาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน อปพร. คือมูลเหตุที่ว่ามีเหตุการณ์อย่างนี้ เกิดขึ้นก็คือ อปพร. ในต้าบลบึงกาฬนั้นก็มีประมาณเกือบ ๑๐๐ คน ปรากฏว่าในการท้างานนั้น ถ้าท้างานไม่ถึง ๘ ชั่วโมงแล้วไม่สามารถเบิกจ่ายเงินค่าตอบแทนได้ทางผู้อ้านวยการศูนย์ อปพร. ก็เลยแจ้งมาว่าอยากจะให้มีการปรับเปลี่ยนแก้ไขระเบียบตรงนี้ เพื่อต้องการให้ อปพร. ที่ท้างานประมาณ ๓-๔ ชั่วโมงสามารถเบิกจ่ายค่าตอบแทนได้ด้วย อันนี้คือประเด็นที่ ๑
ประเด็นที่ ๒ ก็คืออยากจะให้มีค่าตอบแทนของ อปพร. เป็นรายเดือน ประมาณ เดือนละ ๕๐๐ บาท หรือ ๖๐๐ บาทก็ได้ ให้เท่ากับ อสม. ของกระทรวงสาธารณสุข ขอบคุณมากครับ
ท่านบุญเลิศ ไพรินทร์ ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายบุญเลิศ ไพรินทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดฉะเชิงเทรา พรรคประชาธิปัตย์ ขอหารือท่านประธาน ๒ เรื่องครับ
เรื่องที่ ๑ ประชาชนจ้านวน ๓๐๐ คนเศษจาก ๖ ต้าบล ได้ส่งตัวแทนมา ร้องเรียนกับกระผมว่า ได้ทราบว่าโรงไฟฟ้านครเนื่องเขตท้าการก่อสร้างโดยไม่มีใบอนุญาต จึงได้ร้องเรียนไปยัง อบต. นครเนื่องเขต อุตสาหกรรมจังหวัด ผู้ว่าราชการจังหวัด อธิบดี กรมโรงงานอุตสาหกรรม อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน ให้ระงับยับยั้งการก่อสร้างโรงไฟฟ้า นครเนื่องเขต แต่ก็มิได้มีการระงับยับยั้งการก่อสร้างโรงไฟฟ้าดังกล่าวแต่อย่างใด ทั้ง ๆ ที่ การกระท้าของโรงไฟฟ้านครเนื่องเขตนั้นผิดกฎหมายถึง ๒ ฉบับ คือ พระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. ๒๕๓๕ มาตรา ๑๒ วรรคสอง ที่ห้ามไม่ให้ก่อสร้างก่อนได้รับใบอนุญาต และพระราชบัญญัติ ควบคุมอาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒ ซึ่งเจ้าพนักงานท้องถิ่นสามารถสั่งให้โรงไฟฟ้านครเนื่องเขต ระงับยับยั้งหรือหยุดการก่อสร้างได้ตามมาตรา ๔๐ มาตรา ๔๑ มาตรา ๔๒ หรือมาตรา ๔๓ แห่งพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒ แต่ก็มิได้มีการด้าเนินการแต่อย่างใด จึงขอหารือและฝากท่านประธานได้ส่งความเดือดร้อนของประชาชนไปยังกระทรวงมหาดไทย กระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงพลังงาน ได้ดูแลในเรื่องนี้ให้ด้วยจะเป็นพระคุณอย่างสูง
เรื่องที่ ๒ ประชาชนจาก ๓ ต้าบล คือ ต้าบลหนามแดง ต้าบลคลองเปรง และต้าบลคลองอุดมชลจร ได้ส่งตัวแทนไปหารือกับกระผมเรื่องความเดือดร้อนเกี่ยวกับ ถนนสายหนามแดง คลองเปรง และคลองอุดมชลจร ช้ารุดทรุดโทรมอย่างมาก ท้าให้ประชาชนทั้ง ๓ ต้าบลได้รับความเดือดร้อนในการใช้รถใช้ถนนอย่างแสนสาหัส กระผม ได้ไปดูด้วยตัวเองก็เป็นความจริงอย่างที่เขามาร้อง จึงขอให้กระผมน้าความเดือดร้อน ของพวกเขามาหารือกับท่านประธานเพื่อให้ท่านได้น้าเอาความเดือดร้อนของพวกเขาส่งไปยัง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยได้จัดท้าแผนและงบประมาณลงไปซ่อมบ้ารุงถนน ทั้ง ๓ สายด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ทั้งนี้เพราะถนนทั้ง ๓ สาย อยู่ในความดูแลของ อบต. และ อบจ. จังหวัดฉะเชิงเทรานั่นเอง ขอกราบขอบพระคุณครับ
ท่านรณเทพครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายรณเทพ อนุวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชลบุรี พรรคพลังชล กระผมมี เรื่องปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนหารือท่านประธานผ่านไปยังกระทรวงคมนาคม จ้านวน ๓ เรื่องด้วยกัน
เรื่องแรก เป็นปัญหาเกี่ยวกับถนนที่อยู่ในความรับผิดชอบของทางหลวงชนบท ซึ่งช้ารุดเสียหายท้าให้ยากล้าบากในการสัญจรไปมา ซึ่งสายแรกได้แก่ สาย ชบ ๔๐๑๓ ช่วงแยกทางหลวงหมายเลข ๓๔๑ ไปบริเวณที่ก่อสร้างอ่างเก็บน้าคลองหลวง ระยะทาง ประมาณ ๒ กิโลเมตร สายที่ ๒ ได้แก่ สาย ชบ ๓๐๒๕ ช่วงกิโลเมตรที่ ๒ ถึงกิโลเมตรที่ ๔ ระยะทางประมาณ ๒ กิโลเมตร
เรื่องที่ ๒ เป็นปัญหาเกี่ยวกับถนนที่อยู่ในความรับผิดชอบของทางหลวงแผ่นดิน ซึ่งได้แก่ทางหลวงหมายเลข ๓๔๙ พนัสนิคม-หนองชาก ซึ่งทางกระทรวงคมนาคมนั้นได้จัดสรร งบประมาณการซ่อมแซมผิวจราจรในปี ๒๕๕๖ ช่วงกิโลเมตรที่ ๖ ถึงกิโลเมตรที่ ๒๑ แต่กิโลเมตรที่ ๑ ถึงกิโลเมตร ๖ นั้นยังไม่ได้มีการซ่อมแซม และถนนสายนี้ก็ไม่มีไฟฟ้า ส่องสว่าง หรือมีแต่ก็อยู่ห่างกันมากแล้วก็อยู่ห่างถนนออกไปประมาณ ๖ เมตรด้วยกัน ท้าให้ เวลาค่้าคืนนั้นถนนสายนี้มืดมาก มีปัญหาอาชญากรรมและอุบัติเหตุเกิดขึ้นอยู่เป็นประจ้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงกิโลเมตรที่ ๑ ถึงกิโลเมตรที่ ๑๑ ทางแยกส้านักขาม กิโลเมตรที่ ๑๐ และทางแยกสายเข้าวัดอรุณรังษี ช่วงกิโลเมตรที่ ๑๒
เรื่องที่ ๓ เป็นปัญหาเกี่ยวกับถนนทางหลวงหมายเลข ๓๑๕ ฉะเชิงเทรา-พนัสนิคม ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของทางหลวงแผ่นดิน ในปีงบประมาณ ๒๕๕๖ กรมทางหลวง ได้จัดสรรงบประมาณในการซ่อมแซมผิวจราจรในช่วงบ้านหัวไผ่ถึงต้าบลโคกเพลาะ ระยะทางประมาณ ๒ กิโลเมตรเศษ ซึ่งก็ยังคงเหลือระยะทางอีก ๘ กิโลเมตรก็จะเข้าสู่ เขตเทศบาลเมืองพนัสนิคมซึ่งก็ยังไม่มีการซ่อมแซมแต่ประการใด ซึ่งถนนสายนี้กระผมเอง ได้ตั้งกระทู้ถามทั่วไปถามทางท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมในเรื่องเกี่ยวกับ การขยายผิวจราจรจาก ๒ ช่องทางเป็น ๔ ช่องทาง ซึ่งหมดสมัยไปก่อนท่านรัฐมนตรีก็เลย ไม่ได้ตอบ เพราะฉะนั้นแล้วกระผมก็คงต้องขอหารือท่านประธานผ่านไปยังกระทรวงคมนาคม เพื่อได้โปรดช่วยตอบกระทู้ถามผมแล้วก็หางบประมาณในการซ่อมแซมผิวจราจรในถนน ๓ สายด้วยครับ ขอบคุณครับ
สภาผู้แทนราษฎรยินดีต้อนรับคณะครู นักเรียน โรงเรียนอนุบาลดงมหาวัน จังหวัดเชียงราย ด้วยความยินดียิ่งนะครับ ขณะนี้เราอยู่ในระหว่างวาระการหารือเรื่องความเดือดร้อน ของพี่น้องประชาชน ในขณะที่ผู้แทนราษฎรลงพื้นที่พบปัญหาได้มาบอกให้สภาท้าหนังสือ ถึงรัฐบาลเพื่อไปท้าการแก้ไขต่อไปนะครับ ท่านสามารถ มะลูลีม ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม สามารถ มะลูลีม ครับ จะน้าความเดือดร้อน ของพี่น้องประชาชนเรื่องการเรียนหนังสือนะครับ สืบเนื่องจากวันที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๖ กรุงเทพมหานครมี ๔๓๐ โรงเรียนนั้นมีการประชุมกันว่าจะขยายโอกาสนักเรียน ม. ๑ ๓ โรงเรียน คือ โรงเรียนสุเหร่าใหม่ เขตสวนหลวง โรงเรียนวัดราชสิงขร เขตบางคอแหลม และโรงเรียนสุเหร่าใหม่ เขตหนองจอก ชื่อตรงกัน ๒ โรงเรียนครับ ชื่อสุเหร่าใหม่ ผลการประชุมก็อนุมัติให้โรงเรียนวัดราชสิงขร ๑ โรงเรียน ส่วนอีก ๒ โรงเรียน คือโรงเรียน สุเหร่าใหม่ในเขตสวนหลวงกับโรงเรียนสุเหร่าใหม่ในเขตหนองจอกนั้นไม่อนุมัติ ซึ่งสาเหตุ จากการไม่อนุมัตินั้นต้องเรียนนะครับว่าอ้างเหตุผลซึ่งผมเห็นว่าเป็นเหตุผลที่ไม่สมควร อย่างยิ่ง อ้างว่าโรงเรียนสุเหร่าใหม่นั้นอยู่ห่างจากโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ ไม่เกิน ๔ กิโลเมตร ก็อยากจะให้เด็กไปสอบเข้าโรงเรียนนั้น แต่ตามสถิติ ๕ ปีที่ผ่านมานั้น ไม่มีเด็กสอบเข้าได้แม้แต่คนเดียว แม้แต่วันนี้ประกาศผลสอบของปีที่ ๖ ก็ยังไม่ได้แม้แต่ คนเดียว เหตุผลอย่างนี้นั้นผมคิดว่าไม่สมควรอย่างยิ่งที่ สพฐ. พื้นที่ที่ ๒ อ้างเหตุผลนี้ แล้วยังอ้างอีกด้วยครับว่าโรงเรียนเอกชนอยู่ใกล้ ๆ ตรงนั้นชื่อโรงเรียนอโศกวิทย์อ่อนนุช ก็น่าจะให้เด็กที่จบ ป. ๖ โรงเรียนสุเหร่าใหม่ไปเรียนที่โรงเรียนอโศกวิทย์อ่อนนุชซึ่งเป็น โรงเรียนเอกชน ก็ต้องเรียนครับว่าโรงเรียนอโศกวิทย์อ่อนนุชนั้นก็มีแค่ ป. ๖ เท่าโรงเรียน สุเหร่าใหม่เท่านั้น ท้าไมคนที่เป็น สพฐ. ไม่ทราบเลยหรือครับว่าโรงเรียนไหนมีถึง ป. ๖ โรงเรียนไหนมีถึง ม. ๓ แล้วเหตุผลอย่างนี้โดยเฉพาะศึกษาธิการเขตเป็นมุสลิมนะครับ เลขานุการคณะกรรมการการศึกษายังไปถามว่าคุณจะเอื้อมุสลิมขนาดนี้เลยหรือจะเปิด ม. ๑ นักเรียน ๙๐ เปอร์เซ็นต์เป็นมุสลิมไม่เอื้อมุสลิมจะไปเอื้อใครครับ โรงเรียนนี้เปิดมา ๗๘ ปี สุเหร่าเขายกที่ดินให้นะครับ ทุกคนก็ไม่ต้องไปวิ่งหาที่เรียน ห้องเรียนว่างอยู่ ๙ ห้อง อยากจะเปิดแค่ ๒ ห้อง อะไรก็พร้อมหมด กรรมการการศึกษาก็พร้อม ประชาชนก็พร้อม นักเรียนลงชื่อเรียนพร้อม ทุกคนยินดีหมด ไม่อยากจะไปเทียบกับโรงเรียนอื่นที่ได้รับอนุมัติ คือโรงเรียนวัดราชสิงขรได้รับอนุมัติอยู่โรงเรียนเดียวนั้นที่ดินก็น้อยกว่า อันนี้ที่ดินก็มากกว่า เพราะฉะนั้นก็ต้องเรียนว่านี่คือความเดือดร้อนอย่างแท้จริงของพี่น้องประชาชนว่า กระทรวงศึกษาธิการส่ง สพฐ. เข้าไปพิจารณาโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานครนั้นใช้สมอง ส่วนไหนคิดว่าโรงเรียนนี้อยู่ใกล้กับโรงเรียนนั้นโรงเรียนดัง ๆ อีกหน่อยเขตปทุมวันอยากจะเปิด ม. ๔ ขึ้นมาคุณก็บอกสิครับว่าเปิดไม่ได้หรอกครับอยู่ใกล้กับโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา โรงเรียนเตรียมอุดมใหญ่เปิดไม่ได้เพราะอยู่ใกล้กัน อยู่ใกล้มีประโยชน์อะไรครับ เหมือนหมาเห่าเครื่องบินครับท่านประธาน
ท่านมนพรครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน มนพร เจริญศรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครพนม พรรคเพื่อไทย วันนี้ดิฉันมีเรื่องที่จะหารือ ต่อท่านประธานจ้านวน ๓ เรื่อง
เรื่องแรก ดิฉันได้รับค้าร้องจากกลุ่มสหภาพแรงงงานกลุ่มผู้ตัดเย็บว่าขณะนี้ ใกล้จะเปิดเทอมแล้ว กลุ่มสหภาพแรงงานได้ตัดชุดนักเรียนให้กับกระทรวงศึกษาธิการ เป็นระยะเวลา ๒๐ กว่าปีแล้วถึงแม้วันนี้ค่าแรงจะขึ้น ๓๐๐ บาท แต่กลุ่มสหภาพแรงงาน ยังคงขายชุดนักเรียนราคาเก่ามาประมาณ ๒๐ กว่าปีแล้ว เช่น นักเรียนอนุบาลขาย ชุดละ ๑๕๐ บาท ชั้นประถมศึกษาขายชุดละ ๑๘๐ บาท มัธยมศึกษาตอนต้นขาย ชุดละ ๒๒๕ บาท มัธยมศึกษาตอนปลายขายชุดละ ๒๕๐ บาท ชุดหนึ่งก็คือรวมทั้งเสื้อ แล้วก็กระโปรงนักเรียน แต่ปรากฏว่ากระทรวงศึกษาธิการยังไม่ได้มีการปรับราคากลางขึ้น แต่อย่างใด ขณะนี้ทั้งผู้ประกอบการแล้วก็กลุ่มสหภาพที่ตัดเย็บเสื้อผ้าเดือดร้อนมากเลย ฝากเรื่องนี้ผ่านท่านประธานไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการได้ร่วมประชุมแล้วก็ ปรึกษาเพื่อจะปรับราคากลางของชุดนักเรียนขึ้นค่ะ
เรื่องที่ ๒ จากพายุโซนร้อนที่พัดผ่านในพื้นที่ของจังหวัดนครพนมเมื่ออาทิตย์ ที่ผ่านมา ปรากฏว่าบ้านเรือนราษฎรเสียหาย แต่ด้วยกฎ ระเบียบ แล้วก็หลักเกณฑ์ของ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยและกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ท้าให้ท้องถิ่น แต่ละแห่งจ่ายเพียงค่าสังกะสี ค่าประตูที่เป็นบาน แต่ว่าความเสียหายนั้นเสียหายทั้งหลัง ถ้าทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะได้มีการปรับหลักเกณฑ์แล้วก็จ่ายเงินตามความเป็นจริง ดิฉันจึงต้องฝากท่านประธานไปถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าดูสภาพความเป็นจริง บางครั้ง การยึดระเบียบเกินไปก็จะไม่สามารถแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนค่ะ
เรื่องที่ ๓ มีนักเรียน นักศึกษามหาวิทยาลัยนครพนมร้องมาว่าบริเวณ จุดบ้านเนินสะอาด หมู่ที่ ๘ ซึ่งเป็นเส้นทางหลวงชนบทเชื่อมกับเส้นทางหลวงสาย ๒๑๒ นครพนม-สกลนคร เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง เพราะพื้นที่ตรงนั้นไม่มีการติดไฟแดง ก็เลย ขอความอนุเคราะห์ไปยังแขวงการทางได้จัดสรรงบประมาณในการติดตั้งไฟแดง แล้วก็ ไฟส่องสว่างทางเข้ามหาวิทยาลัยนครพนมต่อไปด้วย ขอบคุณค่ะ
ท่านสุพัชรีครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน สุพัชรี ธรรมเพชร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ดิฉัน ขออนุญาตหารือเรื่องความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน ๒-๓ เรื่องด้วยกันนะคะ
เรื่องแรก ดิฉันได้รับเรื่องร้องเรียนมาจากเทศบาลต้าบลจองถนน ในเรื่องของ การก่อสร้างปรับปรุงศาลาอเนกประสงค์ริมทะเลสาบบ้านจงเก ซึ่งติดอยู่ต้าบลจองถนน อ้าเภอเขาชัยสน จังหวัดพัทลุง ซึ่งการก่อสร้างศาลาอเนกประสงค์หลังนี้ซึ่งเดิมเป็นหลังที่เก่า แล้วก็มีความทรุดโทรมมาก แต่ว่าที่ส้าคัญทางเทศบาลต้าบลจองถนนได้ท้าหนังสือไปยัง ผู้อ้านวยการส้านักงานเจ้าท่าภูมิภาค สาขาสงขลา แต่ว่ายังไม่ได้รับเรื่องยืนยันว่าจะอนุญาต ให้มีการปรับปรุงหรือว่าก่อสร้างหรือไม่ จึงอยากจะฝากท่านประธานไปยังท่านอธิบดีกรมเจ้าท่าหรือว่าทางท่านผู้อ้านวยการ ส้านักงานเจ้าท่าภูมิภาค สาขาสงขลาให้รีบตอบหนังสือไปยังเทศบาลต้าบลจองถนน ในการที่จะอนุญาตต่อเติมหรือว่าอนุญาตที่จะปรับปรุงศาลาเอนกประสงค์ของบ้านจงเก ต้าบลจองถนนด้วยค่ะ
เรื่องที่ ๒ ดิฉันได้รับเรื่องร้องเรียนจากเทศบาลต้าบลร่มเมือง ในเรื่องของ การก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งคลองนาโอ่ ซึ่งในการก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งอันนี้เพื่อที่จะ เก็บกักน้าไว้ใช้ในการท้าการเกษตรและอุปโภคบริโภค แล้วก็เพื่อป้องกันการพังทลาย ของตลิ่งในคลองนาโอ่ซึ่งติดอยู่ในต้าบลร่มเมือง อ้าเภอเมือง จังหวัดพัทลุง ซึ่งคลองแห่งนี้ เป็นถนนคอนกรีตอยู่แล้วแต่ว่าถ้าเกิดเราไม่ได้ท้าเขื่อนป้องกันตลิ่งจะท้าให้ถนนได้รับ ความเสียหาย อยากจะฝากท่านประธานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้วยค่ะ ขอบคุณค่ะ
สภาผู้แทนราษฎรยินดีต้อนรับคณะครูโรงเรียนประถมศึกษาปีที่ ๖ โรงเรียนบ้านตายา จังหวัดนราธิวาส ด้วยความยินดียิ่งนะครับ ขณะนี้อยู่ในวาระการหารือของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่ไปพบปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน ได้มาหารือสภาให้ท้าหนังสือถึงรัฐบาล เพื่อไปด้าเนินการแก้ไขความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนครับ เชิญท่านเอมอร สินธุไพร
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางเอมอร สินธุไพร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดร้อยเอ็ด เขต ๕ พรรคเพื่อไทยค่ะ ขออนุญาตท่านประธานน้าเอาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนมาหารือเพื่อผ่าน ท่านประธานไปยังท่านรัฐมนตรีหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดังนี้นะคะ
ดิฉันได้รับการร้องเรียนจากพี่น้องประชาชนที่ใช้ถนนสาย รอ ๓๐๙๑ ซึ่งอยู่ใน ความรับผิดชอบกรมทางหลวงชนบท เส้นทางนี้เริ่มจากบ้านมะเขือ ต้าบลค้อใหญ่ อ้าเภอพนมไพร จังหวัดร้อยเอ็ด ไปยังบ้านค้าพระ ต้าบลนานวล อ้าเภอพนมไพร จังหวัดร้อยเอ็ด ระยะทาง ๓ กิโลเมตร สภาพถนนในปัจจุบันซึ่งเป็นถนนลาดยาง แต่เป็นถนนลาดยางที่ หมดอายุ ก้อนหินร่อนแล้วก็เป็นหลุมเป็นบ่อตลอดเส้นทางทั้งหลุมเล็กหลุมใหญ่ เวลารถวิ่ง ฝุ่นก็ตลบไปหมด ถนนสายนี้ซึ่งเป็นถนนสายหลักของพี่น้องบ้านมะเขือซึ่งใช้เดินทางแล้วก็ ขนส่งผลผลิตไปขายยังตลาดอ้าเภอพนมไพร และนอกจากนั้นยังเป็นเส้นทางที่ลูกหลาน นักเรียนเดินทางไปเรียนหนังสือในระดับมัธยมศึกษาที่โรงเรียนประจ้าอ้าเภอพนมไพรนะคะ ซึ่งมีความล้าบากโดยเฉพาะหน้าฝน แล้วก็เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง ก็อยากจะฝากผ่านไปยัง ท่านรัฐมนตรีชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ได้จัดสรรงบประมาณไปซ่อมสร้างถนนเพื่อยกระดับมาตรฐาน ของการคมนาคม เพื่อที่พี่น้องจะได้ใช้ถนนอย่างสะดวกสบายนะคะ
เรื่องที่ ๒ ดิฉันได้รับการร้องเรียนจากพี่น้องต้าบลหนองไผ่ ซึ่งได้รับ ความเดือดร้อนเกี่ยวกับพายุโซนร้อนซึ่งเหมือนกันกับท่านผู้มีเกียรติจากจังหวัดนครพนม ที่ได้หารือผ่านไปแล้วนะคะ เมื่อวันที่ ๒๒ มีนาคม ๒๕๕๖ ได้เกิดพายุโซนร้อนแล้วก็พัดเอา หลังคาเรือนของพี่น้องจ้านวน ๒๑๗ หลังคาเรือน แล้วในเบื้องต้นทาง อบต. หนองไผ่ ได้จัดสรรงบประมาณลงไปดูแลช่วยเหลือพี่น้องเป็นเบื้องต้น แต่ก็ยังไม่พอเพียงกับการดูแล เพื่อที่จะไปซ่อมสร้างบ้านหลังใหม่ให้กับพี่น้องได้อยู่อาศัยนะคะ ก็อยากจะฝากไปยัง ทางส้านักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดร้อยเอ็ดได้จัดสรรงบประมาณไปดูแล ช่วยเหลือพี่น้องที่ประสบภัยจากธรรมชาติในครั้งนี้ด้วยค่ะ ขอบคุณค่ะ
ท่านยุคลครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายยุคล ชนะวัฒน์ปัญญา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดจันทบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ผมขอหารือท่านประธานสภาผ่านไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อแก้ไขปัญหาความทุกข์ เดือดร้อนของพี่น้องประชาชนในจังหวัดจันทบุรีดังต่อไปนี้ครับ
เรื่องที่ ๑ ผมได้รับหนังสือร้องเรียนจากท่านนายก อบต. ต้าบลร้าพัน อ้าเภอท่าใหม่ว่าทางเข้าโครงการพระราชด้าริ โครงการขุดสระเก็บน้ายางตอกทอย ของต้าบลร้าพัน อ้าเภอท่าใหม่ เป็นหลุมเป็นบ่อและเกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง และการสัญจรไปมา ของพี่น้องประชาชนล้าบากมากนะครับ อยากจะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปดูแลซ่อมแซม ถนนสายนี้ที่เป็นหลุมเป็นบ่อให้ดีอย่างเก่าเช่นเดิม
เรื่องที่ ๒ ผมได้ติดตามโครงการจัดภูมิทัศน์ริมถนนสุขุมวิท บ้านหนองสีงา ริมถนนสุขุมวิท ที่อยู่ต้าบลวังโตนด อ้าเภอนายายอาม เพราะสถานที่แหล่งนี้เป็นสถานที่ แหล่งท่องเที่ยวหรือทางเข้าแหล่งท่องเที่ยวที่พี่น้องคนทั่วทั้งประเทศรู้จักดี คือแหล่งท่องเที่ยว ชายฝั่งทะเลหาดจ้าวหลาว หาดแหลมสิงห์ หาดคุ้งวิมาน เป็นเขตของต้าบลวังโตนด อ้าเภอนายายอาม จังหวัดจันทบุรี เนื่องจากเส้นทางดังกล่าวที่ผมเรียนให้ทราบเป็นคู เป็นคลอง และเป็นที่ต่้า แล้วผู้ที่มาโฆษณาชอบมาติดป้ายเกะกะริมทางริมถนนนะครับ ดูแล้วไม่จูงใจนักท่องเที่ยวไปเที่ยว ไปชม ไปกิน ไปพักนะครับ ผมอยากจะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเมื่อนักท่องเที่ยวร้องเรียนมา เยอะ ๆ อย่างนี้ดูแล้วไม่เหมาะ ไม่สม อยากจะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรีบไปด้าเนินการแก้ไข จัดภูมิทัศน์ โดยเฉพาะแขวงการทางช่วยวางแผนรีบด้าเนินการ เอกสารทั้งหมดนี้ผมขอส่งให้กับ ท่านประธานและให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้าเนินการเร่งด่วนครับ ขอบพระคุณครับ
ท่านอนุรักษ์ บุญศล
ท่านประธานที่เคารพคะ ดิฉัน นางอนุรักษ์ บุญศล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร พรรคเพื่อไทย ขออนุญาตกราบเรียนหารือ ท่านประธานผ่านไปถึงการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และ/หรือ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เรื่องขอขยายไฟฟ้าสู่ที่พักอาศัย ได้รับเรื่องร้องเรียนจากนายโฆษิต โชติสาย ราษฎรบ้านธาตุทอง หมู่ ๑ ต้าบลธาตุทอง อ้าเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร และเพื่อนบ้าน อีก ๙ ครัวเรือน ถนนเข้าหมู่บ้านอยู่เยื้องโรงพยาบาลเพื่อสุขภาพ เสาไฟฟ้าสุดท้ายอยู่กลางซอย อีก ๙ ครัวเรือนเดือดร้อนมาก จะต้องต่อสายไฟฟ้ายาว ๆ และอีก ๔ ครอบครัวก้าลังก่อสร้าง จึงร้องขอท่านประธานผ่านไปถึงผู้มีส่วนเกี่ยวข้องแก้ปัญหาให้กับราษฎรอย่างเร่งด่วน ท่านประธานที่เคารพคะ ๙ ครัวเรือนนี้สร้างและอยู่อาศัยมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๒ ท่านประธานคะ ขออนุญาตให้กล้องฉายภาพใกล้ค่ะ รวม ๑๔ ปีแล้วนะคะ แต่บ้านของราษฎรนั้นยังต่อสายยาว ๆ อยู่ ราษฎรที่เห็นอยู่ในภาพนี้ก็คือราษฎรอีก ๙ ครัวเรือนนั้นมาต่อมาชี้เสาสุดท้ายว่าตรงนี้คือ เสาสุดท้าย และต่อไปอีก ๙ ครัวเรือนนั้นเดือดร้อนมาก นี่ค่ะส่งเป็นหนังสือร้องเรียนมาที่ดิฉัน ดิฉันจะส่งต่อให้ท่านประธานต่อไปนะคะ เพราะว่าเป็นความเดือดร้อนที่ยาวนานมาก ๑๔ ปีเลยทีเดียวค่ะ แล้วทีนี้การต่อสายยาว ๆ ของไฟฟ้าเพื่อที่จะเข้าแต่ละครอบครัวนั้น กลัวว่าจะเกิดไฟไหม้ค่ะ ยิ่งหน้านี้หน้าร้อน ร้อน ๔๓ องศาเซลเซียสนะคะ ที่บ้านของดิฉันนั้น ขอความกรุณาท่านด้วยค่ะ พี่น้องประชาชนบอกว่าถนนไปถึงไหน ไฟฟ้าไปด้วย ช่วยให้เกิด ความเจริญ ไร้ถนนไร้ไฟฟ้า มีน้าตาปนความยากจน ขอบพระคุณค่ะ
ท่านอภิชาตครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ผมขออนุญาตหารือท่านประธานอยู่ ๓ เรื่องนะครับ
เรื่องแรก พี่น้อง อปพร. ในจังหวัดนครศรีธรรมราชก็เหมือนกับพี่น้อง อปพร. ในพื้นที่ หลายจังหวัดที่เพื่อนสมาชิกได้หยิบยกมาหารือว่าท้างานหนัก แล้วก็ไม่มีสวัสดิการ ไม่มีค่าตอบแทน แล้วก็ไม่มีสวัสดิการที่เหมาะสมนะครับ ซึ่งก็แล้วแต่ว่าในแต่ละช่วงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เขาจะดูแลแบบไหน อย่างไรนะครับ แต่ว่าสิ่งหนึ่งที่พี่น้อง อปพร. ต้องการก็คือเนื่องจากว่า เขาท้างานหนักมากแล้วก็เสี่ยงภัยในการปฏิบัติหน้าที่เขาไม่มีประกันชีวิต ก็ขอเรียกร้องไปยัง กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นว่าลองจัดหางบประมาณเพื่อสนับสนุนให้เกิดการประกันชีวิตหมู่ กับพี่น้อง อปพร. ปัจจุบันนี้พี่น้อง อปพร. ต้องจ่ายเงินประกันชีวิตหมู่ของตนเอง
เรื่องที่ ๒ เรื่องนโยบายอนุญาตให้นักเรียนไว้ผมยาวของกระทรวงศึกษาธิการ เรื่องนี้มีผู้ออกมาชื่นชมมากว่าเป็นเรื่องที่เป็นการปลดปล่อยอิสระเสรีให้กับนักเรียน แต่ในอีกมุมหนึ่งเท่าที่ได้ลงไปพูดคุยพบปะกับครู อาจารย์ ผู้ปกครอง ในโรงเรียนประจ้าจังหวัด ที่จังหวัดนครศรีธรรมราชหลายแห่ง เขาวิตกกังวลว่าการที่เราเปิดโอกาสให้เด็กไว้ผมยาวนั้น มีผลต่อพฤติกรรมของเด็กโดยเฉพาะในระดับ ม. ต้น ซึ่งเป็นช่วงวัยที่มีการเปลี่ยนผ่านในเรื่อง พฤติกรรมง่ายมาก แล้วในช่วงเวลาที่ผ่านมาจะพบว่าปัญหาเด็กเยาวชนก็เกิดขึ้นกับเด็ก ชั้น ม. ต้นนี่ละครับ การไปเปิดกรอบให้เด็กไว้ผมอย่างเสรีเช่นนี้นอกจากจะท้าให้เด็กจ้านวนหนึ่ง ซึ่งมีพฤติกรรมที่หลุดออกไปแล้วยิ่งขยายปัญหาขึ้นไปใหญ่ ก็ขอให้กระทรวงศึกษาธิการ ได้ติดตามโดยได้ประเมินผลแล้วก็ทบทวนเรื่องนี้อย่างจริงจัง
สุดท้าย เรื่องพี่น้องชาวประมงชายฝั่งปากนครที่หาเช้ากินค่้าเวลานี้เกิดปัญหาว่า ไม่สามารถที่จะออกหากินในพื้นที่ชายฝั่งได้ เนื่องจากว่ากรมประมงได้มีข้อจ้ากัด เรื่องกฎหมายประมงมากไม่ให้ท้ามาหากินในเขตนอกชายฝั่ง ๕ กิโลเมตร ซึ่งปากน้าปากนคร จังหวัดนครศรีธรรมราชเป็นพื้นที่ที่อยู่ในเขตรัศมีที่พี่น้องจะต้องท้ามาหากินแต่ว่าโดยกฎหมาย ไม่สามารถที่จะท้ามาหากินได้ ก็ขอหารือไปกรมประมงที่จะผ่อนปรนกับพี่น้องชาวประมง ในเรื่องนี้ด้วย ขอบคุณครับ
ท่านนิยม วรปัญญา
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผมได้รับการร้องเรียนจากราษฎรจ้านวนมากว่าได้รับความเดือดร้อนเนื่องจากปัญหาเกิดภัยพิบัติภัยแล้ง ท่านประธานครับ ที่ท่านประธานได้เคยช่วยไปก็ได้ผลแต่ว่ายังไม่ทั่วถึง ก็อยากจะให้ท่านประธาน ช่วยกรุณาย้าไปอีกครับ แล้วก็ต้องขอขอบคุณท่านนายกรัฐมนตรีปูที่ส่งรถไปช่วยขุดลอก แม่น้าป่าสักแล้วก็คลองล้านารายณ์ แต่ที่ส่งไปช่วยนั้นรู้สึกจะท้างานช้าไปหน่อยเดี๋ยวฝนตก ก็จะท้าไม่ได้เท่าไร ตอนนี้รถก็ยังเข้าไม่ครบก็อยากให้ช่วยเร่งรัดด้วยว่าให้ช่วยไปเร่งท้าตอนนี้ ถ้าเดือนเมษายนฝนตกลงมาเขาจะท้างานไม่ได้
ข้อ ๒ ก็ขอให้ช่วยปรับปรุงถนนที่ตลาดล้านารายณ์เวลานี้รถติดขัดมากครับ มีถนนเลี่ยงเมืองอยู่ ๑๖ สาย แต่ทีนี้ไม่ได้ปรับปรุงเลยเป็นเวลาหลายปีมาแล้วถนนช้ารุด เสียหายมาก บางสายปรับปรุงดีแล้วก็มี แต่บางสายนี่เดินแทบไม่ได้เลย
ข้อ ๓ ขอให้ปรับปรุงถนนเลี่ยงเมืองม่วงค่อม ต้าบลม่วงค่อม เวลานี้ รถก็แออัดมากครับ
ข้อ ๔ ขอให้ปรับปรุงทางพาดรถไฟเร็วสายด่วนจากกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ ที่จังหวัดลพบุรีหน้าศาลพระกาฬ ขอให้สร้างเป็นอุโมงค์เพราะว่าวิ่งข้างบนกลัวจะมีผลกระทบต่อ วัตถุโบราณต่าง ๆ โบราณสถาน
ข้อ ๕ และที่ล้านารายณ์เช่นเดียวกันมีทางรถไฟพาดทับทางรถยนต์ แต่ถ้าจะ ขุดลอดใต้ลงไปบริเวณสถานีที่ดินจ้านวนมากก็จะได้มีไว้เป็นที่สร้างตลาดช่วยขายผลิตผล การเกษตร นั่นก็ขอให้ท้าเป็นอุโมงค์เหมือนกันครับ
ข้อ ๖ ขอให้การประปาส่วนภูมิภาคสร้างประปาที่กุดตาเพชร อ้าเภอไพศาลี แล้วก็ที่เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ครับ เพราะว่าน้าไม่มีจะบริโภคตอนนี้ และถ้าใช้น้าตามบ่อบาดาล ก็มีกรดมีด่างมาก แล้วน้าบาดาลก็สูบไม่ค่อยออก ขอให้ท่านประธานช่วยกรุณาด้วยครับ
ข้อ ๗ แล้วก็ขอให้ขุดลอกแม่น้าป่าสักเป็นห้วงเป็นวังครับท่านประธาน และผ่านไปยังท่านนายกรัฐมนตรีด้วย ขอขอบคุณแล้วก็ขอให้ท่านช่วยย้าไปอีกหน่อยครับ จะได้งานขุดได้ตอนนี้เพราะว่าฝนตกแล้วท้าไม่ได้ครับ กราบขอบคุณท่านประธานครับ
ข้อ ๘ ขอบคุณท่านประธานครับ แล้วก็ผ่านไปยังท่านนายกรัฐมนตรีด้วย ขอขอบคุณแล้วก็ขอให้ท่านช่วยย้าไปอีกหน่อยจะได้งานขุดได้ตอนนี้ เพราะว่าฝนตกแล้ว ท้าไม่ได้ครับ กราบขอบคุณท่านประธานครับ
ท่านธนิกครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม ธนิก มาสีพิทักษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย จังหวัดขอนแก่น สืบเนื่องจากที่ผมเคยหารือท่านประธานเกี่ยวกับเรื่องการสร้างหอประชุม โรงเรียนมัญจาศึกษาเพื่อที่จะซ่อมสร้าง เนื่องจากว่าหอประชุมนั้นก่อสร้างมานานกว่า ๓๐ ปี แล้วในพื้นที่ก็ร้อนหอประชุมไม่มีแอร์ (Air) แล้วก็ไม่มีพัดลมด้วย จากการหารือดังกล่าว โรงเรียนมัญจาศึกษาได้ท้าเรื่องไปถึงส้านักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต ๒๕ เนื่องจากว่าส้านักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานให้ส้านักงานเขตพื้นที่การศึกษา จัดอันดับให้กับโรงเรียนที่ขอในการก่อสร้างหอประชุม และโรงเรียนมัญจาศึกษาได้รับ การจัดอันดับในอันดับที่ ๑ ของจังหวัดขอนแก่น กระผมจึงขอหารือท่านประธาน เนื่องจากเป็นห่วงว่าถึงแม้ว่าจะได้รับการจัดอันดับในอันดับที่ ๑ ของจังหวัดขอนแก่น แต่เมื่อมาถึงกระทรวงศึกษาธิการแล้วกลัวว่าจะถูกตีตกไป จึงขอหารือท่านประธาน ผ่านไปยังกระทรวงศึกษาธิการเพื่อที่จะเสนอให้ได้รับการพิจารณาในการสร้างหอประชุม ในงบประมาณปี ๒๕๕๗ ของโรงเรียนมัญจาศึกษา จังหวัดขอนแก่น
อีกเรื่องหนึ่ง ผมได้รับการร้องเรียนจากนายอภิปราย เครือเครา ประธาน กลุ่มเกษตรกรผู้ใช้น้าเพื่อการเกษตร ต้าบลนาแพง อ้าเภอโคกโพธิ์ไชย จังหวัดขอนแก่น เกี่ยวกับ เรื่องการขุดลอกหนองกุดมะโน๊ตซึ่งอยู่ในเขตพื้นที่บ้านหนองหวาย ซึ่งหนองกุดมะโน๊ตเป็นหนองที่มี การสูบน้าด้วยไฟฟ้าเพื่อใช้ในการเกษตรในเขตต้าบลนาแพง แล้วก็เขตต้าบลบ้านโคก ของอ้าเภอโคกโพธิ์ไชย จังหวัดขอนแก่น ณ ขณะนี้หนองได้ตื้นเขินแล้วก็มีการขุดลอกไปแล้วครั้งหนึ่ง แต่ว่าโครงการยังไม่แล้วเสร็จ จึงขอหารือท่านประธานผ่านไปยังกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมเพื่อที่จะไปขุดลอกให้หนองกุดมะโน๊ตนี้สามารถที่จะรับน้าได้มากขึ้นและด้าเนินการ ขุดลอกให้แล้วเสร็จ ขอบพระคุณครับ
ท่านดอกเตอร์ลีลาวดีครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพคะ ดิฉัน นางสาวลีลาวดี วัชโรบล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขต ๕ ดุสิต-ราชเทวี พรรคเพื่อไทยค่ะ วันนี้มีเรื่องอยากจะขอหารือถึงเรื่องความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนนะคะ ดิฉันได้ลงพื้นที่ไปได้รับการร้องเรียนจากพี่น้องประชาชนในซอยโรงเรียนกิ่งเพชร เขตราชเทวี บอกว่ามีโค้งอันตราย ซึ่งอยากจะให้ทางเขตได้มาเทลูกระนาดทับของเดิมซึ่งมีอยู่แต่ว่า ต่้าเกินไปนะคะ แล้วก็อยากให้เทเพิ่มด้วยนะคะ โดยที่ซอยแห่งนี้ทะลุไปทางโรงแรมเอเชีย เพื่อเป็นการชะลอความเร็ว เนื่องจากว่าในแต่ละวันก็จะมีผู้ที่ได้รับอุบัติเหตุโดนรถเฉี่ยวชน อยู่เป็นจ้านวนมากนะคะ ร้องมาจากคุณถวัลย์ วงศ์เศวตมาลย์
อีกหนึ่งเรื่องค่ะ เมื่ออาทิตย์ที่แล้วทาง ส.ก. ส.ข. เขตดุสิตก็ได้ลงไปดูแล เรื่องของการฉีดยาให้กับสุนัขและแมวเพื่อเป็นการป้องกันโรคกลัวน้าที่เกรงว่าจะระบาด ในช่วงหน้าร้อนนี้ ก็ได้พบว่าบริเวณชุมชนหลังบ้านมนังคศิลาชาวบ้านมาร้องเรียนบอกว่า ในชุมชนแห่งนี้ท่อระบายน้านั้นไม่ได้รับการลอกท่อเลย บอกว่าอุดตันเหลือเกิน เนื่องจาก ตลาดมหานาคหรือหลังบ้านมนังคศิลาเป็นตลาดสินค้าสด ซึ่งมีการค้าขายจับจ่ายในแต่ละวัน จ้านวนมากทีเดียวนะคะ ดิฉันก็ให้น้องเจ้าหน้าที่ได้ลองถ่ายไปดูเขาบอกว่าแต่ละครั้งเวลามา ก็เหมือนเปิดฝาท่อแล้วก็ล้วงตักเฉย ๆ ไม่ได้มีการใช้รางในการดึงลอกท่อ ซึ่งทางชาวบ้านก็ได้ ฝากมา แล้วดิฉันเองก็ลงพื้นที่ไปในเรื่องของการแนะน้าให้พี่น้องประชาชนได้ท้าประชาคม เอสเอ็มแอล (SML) ก็ลงไปในชุมชนนิคมมักกะสัน ก็ต้องขออนุญาตฝากขอบพระคุณ ผ่านท่านประธานไปถึงเขตราชเทวีนะคะว่าได้หารือไปแล้วก็ได้ส่งทีมงานลงไปเพื่อที่จะ ไปซ่อมถนนบริเวณชุมชนนิคมมักกะสันท้าให้บริเวณถนนแห่งนี้ตอนนี้ได้มีการปรับระดับแล้วนะคะ จากเดิมซึ่งเป็นหลุมเป็นบ่อเวลาฝนตกก็น้าท่วมขัง ชาวบ้านฝากขอบพระคุณผ่านดิฉันมา ขอบคุณมากค่ะ
ท่านบุญแก้ว อยู่ไหมครับ ท่านสุทัศน์ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายสุทัศน์ จันทร์แสงศรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเพชรบูรณ์ พรรคเพื่อไทย ผมได้มีโอกาสไปเยี่ยมเยียนชาวบ้านพบว่ามีปัญหาเรื่องถนนช้ารุด ซึ่งค่อนข้างเป็นอันตรายมากนะครับ ในเส้นทางสายที่บ้านยางลาด-วังขอน ต้าบลระวิง ผมอยากให้ท่านขึ้นภาพเส้นทาง
(เจ้าหน้าที่ได้ด้าเนินการเปิดคลิปภาพ)
เนื่องจากช่วงที่ปัญหาน้าท่วม น้าได้กัดเซาะถนนพังน่าจะเป็นอันตรายเป็นอย่างมาก และผมได้ติดต่อทางทางหลวงชนบท ท่านก็ได้แจ้งว่าเนื่องจากเป็นถนนที่ถ่ายโอนไปที่ อบต. แล้วต้องใช้งบในการซ่อมบ้ารุง ซึ่งผม มองสภาพของถนนแล้วครับ งบซ่อมบ้ารุงต้องใช้งบค่อนข้างสูงมากจึงน้าเรื่องนี้หารือ สู่ท่านประธานเพื่อแจ้งเตือนหน่วยงานที่รับผิดชอบต่อไปครับ
เรื่องที่ ๒ ทางกรมทางหลวงชนบทอีกเส้นหนึ่งครับ เส้นของแยกทางหลวง แผ่นดิน หมายเลข ๒๑ กม. ที่ ๒๐๒+๑๐๐ บ้านโนนโรงเลื่อยเป็นถนนที่ถ่ายโอนให้ อบต. เช่นกันครับ แล้วก็ถนนมีการช้ารุดทรุดโทรม และได้พบว่าปัจจุบันนี้ อบต. ทุกแห่งแทบจะ ทั่วประเทศไทยไม่สามารถที่จะดูแลถนนที่รับการถ่ายโอนได้ เนื่องจากงบในแต่ละ อบต. ไม่เพียงพอต่อการบริหารในการซ่อมบ้ารุงเหล่านี้ เกิดปัญหาเดือดร้อนกับชาวบ้านค่อนข้างมาก แล้วก็เป็นอันตรายเยอะมากครับ
เส้นทางที่ ๓ ครับท่านประธาน ทางหลวงแผ่นดิน หมายเลข ๒๑ เหมือนกัน แต่หมายเลข กม. ๑๙๘+๗๐๐ เส้นนายมอยู่บริเวณหน้าวัดเกาะแก้ว ผู้ใหญ่บ้านได้เล่าให้ผมฟัง ว่าเส้นทางนี้มีวัยรุ่นขับแล้วก็ตกถนนถึงกับอันตรายและเสียชีวิตที่โรงพยาบาล ผมคิดว่า อันตรายเหล่านี้เกิดขึ้นจากการถนนที่ช้ารุดทรุดโทรม ซึ่ง อบต. ก็จะพยายามที่จะหางบ แต่ไม่สามารถด้าเนินการนั้นได้ ผมได้น้าเรื่องทั้ง ๓ เรื่องมาสู่ท่านประธาน อยากฝากท่านประธาน อีกหนึ่งเรื่องครับท่านประธาน เมื่อปีที่แล้วผมหารือไว้ ๓ เรื่อง ท่านประธานสมศักดิ์ได้ท้าหนังสือ แจ้งไปที่ผมแล้วว่าได้แจ้งไปที่หน่วยงานต้นสังกัดเรียบร้อยแล้วคือเรื่องของอาคารเรียน โรงเรียนเพชรพิทยาคม แล้วก็เรื่องของน้าที่ขาดแคลนของต้าบลบ้านพล้า และเรื่องถนนนะครับ ทั้ง ๓ เรื่องได้ส่งให้หน่วยงานต้นสังกัด แต่ขณะนี้แจ้งท่านประธานทราบว่ายังไม่ได้คืบหน้า อะไรสักเรื่องเลยครับ ผมอยากฝากท่านประธานช่วยติดตามก้าชับด้วยนะครับเพื่อน้า ความประโยชน์สุขให้กับชาวบ้านครับ ขอบคุณมากครับ
จ้านวนสมาชิกที่มาประชุมทั้งหมดที่ลงชื่อไว้เมื่อเลิกประชุม ๔๗๔ คน
ท่านสมาชิกครับ มีผู้มาลงชื่อจ้านวน ๓๙๖ ท่านครับ ครบองค์ประชุมครับ ผมขอด้าเนินตามระเบียบวาระนะครับ
ระเบียบวาระที่ ๑ กระทู้ถาม ไม่มีนะครับ ท่านสุกิจมีอะไรครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม สุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ จะเรียนสอบถาม ท่านประธานเรื่องกระทู้ถามสดนะครับ ซึ่งอาทิตย์ที่แล้วตั้งแต่วันพฤหัสบดีที่แล้วนะครับ ที่เราทราบกันว่ากระทู้ถามสดได้ถูกเลื่อน ๒ กระทู้ เพราะว่ารัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรี ไม่มาตอบนะครับ ซึ่งท่านประธานได้บอกกับที่ประชุมในวันนั้นด้วยเจตนาดีของท่าน ซึ่งผม ขอยกย่องว่าท่านจะไปประสานงานกับทางรัฐบาลให้มาตอบในวันนี้คือวันพุธวันนี้ครับ แต่ดูในระเบียบวาระแล้วมันไม่มีนะครับ จึงอยากจะเรียนถามท่านประธานนะครับว่า หลังจากที่ท่านได้ไปประสานงานแล้วทางรัฐบาลเขาตอบว่าอย่างไรครับ ถึงไม่มีการตอบ กระทู้ถามสดในวันนี้ครับ
อย่างนี้นะครับ การที่จะบรรจุกระทู้ถามวันพุธมันต้องขออนุมัติไว้ตั้งแต่อาทิตย์ที่แล้ว ซึ่งผมก็ไม่ทราบด้วยความสัตย์จริง แต่ทางวิป (Whip) ทั้ง ๒ ฝ่ายได้คุยกันแล้วว่าต้นเดือนจะบรรจุ ให้หมดเลย อาทิตย์ต่อไปจะบรรจุให้ทั้งหมด ที่เหลือเขาได้คุยกันทั้ง ๒ ฝ่ายแล้วครับที่ตกลงกัน ในที่ประชุม ท่านเจริญก็ได้มาเรียนผมทราบอย่างนี้นะครับ เป็นที่ตกลงทั้ง ๒ ฝ่ายแล้วว่า ท้าไม่ได้ไปปรึกษากันแล้วครับ แล้วอาทิตย์ต่อไปก็จะบรรจุให้ทั้งหมดเลย ทุกกระทู้ถาม ที่ค้างมาเอาให้หมดเลยก็เป็นที่ตกลงกันแล้วนะครับ ฉะนั้นก็ขอปรึกษาหารือนะครับ ระเบียบวาระที่ ๒.๑๗
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)
ถ้าไม่มี ท่านใดเห็นเป็นอย่างอื่น ผมขอปฏิบัติตามนี้เลยนะครับ
ระเบียบวาระที่ ๒ เรื่องที่ประธานจะแจ้งต่อที่ประชุม ซึ่งไม่ปรากฏในระเบียบวาระ จ้านวน ๒ เรื่อง
เรื่องแรก รับทราบการถึงแก่อนิจกรรมของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ท่านพิชาญเมธ ม่วงมณี ด้วย พลเอก พิชาญเมธ ม่วงมณี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ได้ถึงแก่อนิจกรรมเมื่อวันที่ ๒๐ มีนาคม ๒๕๕๖ ซึ่งถือว่า เป็นการสูญเสียบุคคลส้าคัญของสภาผู้แทนราษฎร จึงขอเชิญสมาชิกทุกท่านกรุณายืนขึ้น เพื่อเป็นการไว้อาลัย ๑ นาที เชิญครับ
(สมาชิกและผู้ที่อยู่ในที่ประชุมได้ยืนขึ้นเพื่อแสดงความไว้อาลัยเป็นเวลา ๑ นาที)
นั่งครับ
เรื่องที่ ๒ ประกาศสภาผู้แทนราษฎร ด้วยมีประกาศสภาผู้แทนราษฎร ลงวันที่ ๒๕ มีนาคม ๒๕๕๖ ให้ผู้มีรายชื่อในล้าดับต่อไปในบัญชีรายชื่อของพรรคประชาธิปัตย์ ล้าดับที่ ๔๗ คือ คุณอิสรา สุนทรวัฒน์ เลื่อนขึ้นมาเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แทน พลเอก พิชาญเมธ ม่วงมณี ซึ่งได้ถึงแก่อนิจกรรม และเป็นเหตุให้สมาชิกภาพความเป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๐๖ (๒) เชิญท่านอิสรา สุนทรวัฒน์ กรุณายืนขึ้นเพื่อกล่าวค้าปฏิญาณตน โดยผมจะเป็นผู้น้ากล่าว และโปรดระบุชื่อของท่าน ในขั้นตอนด้วย
“ข้าพเจ้า นายอิสรา สุนทรวัฒน์ ขอปฏิญาณว่า ข้าพเจ้าจะปฏิบัติหน้าที่ ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน ทั้งจะรักษาไว้ และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ”
เชิญนั่งครับ ขอแสดงความยินดีด้วยนะครับท่านสมาชิกใหม่
ต่อไปเป็นเรื่องรับทราบ ระเบียบวาระที่ ๒.๑๗ และระเบียบวาระที่ ๒.๑๙ รับทราบผลด้าเนินการตามข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ ป้องกันและปราบปรามการสนับสนุนทางการเงินแก่ผู้ก่อการร้าย พ.ศ. .... ตามที่คณะรัฐมนตรี ได้มีมติมอบหมายให้กระทรวงยุติธรรมรับข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการวิสามัญไปพิจารณา ด้าเนินการ เมื่อวันที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๖ นั้น ส้านักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ได้มีหนังสือแจ้งว่า กระทรวงยุติธรรมได้รายงานผลการด้าเนินการตามข้อสังเกตดังกล่าว ตามที่ได้รับมอบหมาย ซึ่งรายละเอียดรายงานผลการด้าเนินการดังกล่าว ส้านักงานเลขาธิการ สภาผู้แทนราษฎรได้จัดส่งให้สมาชิกได้รับทราบแล้ว จึงขอแจ้งให้ที่ประชุมรับทราบนะครับ
(ที่ประชุมรับทราบ)
เรื่องรับทราบ ระเบียบวาระที่ ๒.๑๘ ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรได้อนุญาตให้น้าเรื่องออกจาก ระเบียบวาระการประชุม ด้วยท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรได้อนุญาตให้น้าเรื่องขออนุญาต สภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาคดีอาญาสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ร้อยต้ารวจเอก นิติภูมิ นวรัตน์ ในระหว่างสมัยประชุมออกจากระเบียบวาระการประชุม เนื่องจากได้พ้นก้าหนดวันที่ศาลนัดแล้ว ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๗๙ วรรคสอง จึงแจ้งให้ที่ประชุมทราบนะครับ
(ที่ประชุมรับทราบ)
ระเบียบวาระที่ ๒.๑๙ รับทราบพิจารณาร่างพระราชบัญญัติของวุฒิสภา ด้วยท่านประธานวุฒิสภา ได้มีหนังสือแจ้งว่าในคราวประชุมวุฒิสภาครั้งที่ ๑๘ (สมัยสามัญนิติบัญญัติ) วันจันทร์ที่ ๑๘ มีนาคม ๒๕๕๖ ที่ประชุมได้พิจารณาเรื่องราวต่าง ๆ ดังนี้ ๑. ลงมติให้ขยายเวลาการพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... และร่างพระราชบัญญัติก้าหนดวิทยฐานะ ผู้ส้าเร็จวิชาการทหาร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ออกไปเป็นกรณีพิเศษอีก ๓๐ วัน นับตั้งแต่ วันที่ ๒๘ มีนาคม ๒๕๕๖ ๒. ลงมติเห็นชอบกับร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยเรื่องการเข้าชื่อ เสนอกฎหมาย พ.ศ. .... ซึ่งคณะกรรมาธิการร่วมกันพิจารณาเสร็จแล้ว จึงขอแจ้งให้ ที่ประชุมรับทราบนะครับ
(ที่ประชุมรับทราบ)
ต่อไป เป็นการพิจารณาเรื่องที่ประชุมเห็นชอบให้เลื่อนขึ้นมาพิจารณาก่อน
๑. ร่างพระราชบัญญัติประกันชีวิต (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (คณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ) (พิจารณาต่อจากการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๔ ปีที่ ๒ ครั้งที่ ๒๔ (สมัยสามัญนิติบัญญัติ) วันพฤหัสบดีที่ ๒๑ มีนาคม ๒๕๕๖ เพื่อลงมติ
จากการประชุมครั้งที่แล้ว ที่ประชุมได้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ เมื่อรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ท่านทนุศักดิ์ เล็กอุทัย แถลงหลักการ เหตุผล จบแล้วไม่มีสมาชิกท่านใดอภิปรายต่อที่ประชุม ท่านประธานเจริญได้สั่งให้เลื่อนการลงมติ ในวาระที่หนึ่งขั้นรับหลักการ เพื่อด้าเนินการต่อไปในการประชุมครั้งนี้ ผมขอด้าเนินการ ต่อเลยนะครับ จะขอมติจากที่ประชุมว่าจะรับหลักการแห่งร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้หรือไม่ครับ เชิญท่านสมาชิกที่อยู่นอกห้องประชุมกลับเข้าห้องประชุมเพื่อขอมติจากที่ประชุมนะครับ
(นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง มีสัญญาณ ให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนท้าการตรวจสอบองค์ประชุมและลงมติ)
ขอเชิญสมาชิก ที่อยู่นอกห้องประชุมกลับเข้าห้องประชุมนะครับ ผมจะขอตรวจสอบองค์ประชุมเพื่อจะ ขอมตินะครับ เชิญท่านสมาชิกที่อยู่ทุกตึกก้าลังประชุมคณะกรรมาธิการกรุณากลับเข้าห้องประชุม ก่อนจะมีการตรวจสอบองค์ประชุมครับ ท่านสมาชิกที่มาแล้วกรุณาเสียบบัตรแสดงตนนะครับ ท่านที่อยู่นอกห้องประชุมกลับเข้าห้องประชุมครับ ท่านที่มากรุณานั่งประจ้าที่เสียบบัตรแสดงตน ผมจะตรวจสอบองค์ประชุมนะครับ
(สมาชิกท้าการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
สภาผู้แทนราษฎรยินดีต้อนรับคณะครู กศน. จากอ้าเภอบ้านแท่น จังหวัดชัยภูมิ น้าโดยท่านขวัญใจ ไลนอก ผอ.กศน. บ้านแท่น จังหวัดชัยภูมิ ต้อนรับองค์การบริหารส่วนต้าบลโอโล ต้าบลโอโล อ้าเภอภูเขียว จังหวัดชัยภูมิ ด้วยความยินดียิ่งนะครับ ท่านใดยังไม่ได้เสียบบัตรแสดงตน ถ้าเรียบร้อยส่งผลคะแนนให้ผมทราบด้วยครับ มีผู้อยู่ในห้องประชุม ๒๗๙ ท่าน ครบองค์ประชุมนะครับ
ต่อไปผมจะขอมติจากที่ประชุมนะครับ ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิออกเสียง ลงคะแนน ผู้ใดเห็นควรรับหลักการโปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ท่านผู้ใดเห็นไม่ควรรับหลักการ โปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ท่านผู้ใดเห็นควรงดออกเสียงโปรดกดปุ่ม งดออกเสียง เชิญลงคะแนน ได้แล้วครับ
(สมาชิกท้าการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
ยังมี ท่านใดไม่ลงคะแนนครับ ท่านใดยังไม่ได้ใช้สิทธิครับ เรียบร้อยนะครับ ขอผลคะแนนด้วยครับ จ้านวนผู้เข้าประชุม ๓๗๖ ท่าน เห็นด้วย ๓๗๓ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๑ ท่าน งดออกเสียง ๑ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๑ ท่าน เป็นอันว่าที่ประชุมเห็นด้วยกับหลักการนะครับ
ต่อไปจะตั้งคณะกรรมาธิการนะครับ เชิญเสนอสัดส่วนครับท่านสัมภาษณ์
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ กระผม สัมภาษณ์ อัตถาวงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา พรรคเพื่อไทย ขอเสนอจ้านวนกรรมาธิการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกันชีวิต (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... จ้านวน ๓๑ ท่าน ขอผู้รับรองด้วยครับ
มีผู้รับรองถูกต้องครับ จ้านวนคณะรัฐมนตรี ๕ ท่านครับ เชิญท่านรัฐมนตรีเสนอรายชื่อครับ
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพครับ กระผม นายทนุศักดิ์ เล็กอุทัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดอุตรดิตถ์ พรรคเพื่อไทย ในฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ขอเสนอสัดส่วน กรรมาธิการในสัดส่วนคณะรัฐมนตรี ดังนี้ ๑. นายอรรถพล อรรถวรเดช ๒. นายสุรศักดิ์ พิชิตผจงกิจ ๓. คุณสุภัทรา เกิดไพบูลย์ ๔. นายอดิศร พิพัฒน์วรพงศ์ และ ๕. คุณวิชชุดา อุ่นจิตติกุล ครับ
พรรคเพื่อไทย จ้านวน ๑๔ ท่านครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม นายสัมภาษณ์ อัตถาวงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา พรรคเพื่อไทย ขอเสนอรายชื่อ กรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกันชีวิต (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ในสัดส่วน ของพรรคเพื่อไทย จ้านวน ๑๔ ท่าน ดังมีรายนามต่อไปนี้ ๑. นายชูกัน กุลวงษา ๒. นางสาวลินดา โอสถาวรนันท์ ๓. นางสาวมาลินี อินฉัตร ๔. นายธนิก มาสีพิทักษ์ ๕. นายขจิตร ชัยนิคม ๖. นางเอมอร สินธุไพร ๗. นางสาวธีรรัตน์ ส้าเร็จวาณิชย์ ๘. นายพิชัย เกียรติวินัยสกุล ๙. นางอนุสรา ยังตรง ๑๐. พลอากาศเอก ชูชาติ ชวนชม ๑๑. นายนพพล เหลืองทองนารา ๑๒. นายกฤษดาภรณ์ เสียมภักดี ๑๓. นายจักรัตน์ พั้วช่วย ๑๔. นายเรวัต สิรินุกุล ขอผู้รับรองด้วยครับ
มีผู้รับรองถูกต้องครับ เชิญพรรคประชาธิปัตย์ครับ
เรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม นายสุชีน เอ่งฉ้วน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกระบี่ พรรคประชาธิปัตย์ ขอเสนอ รายนามกรรมาธิการในสัดส่วนพรรคประชาธิปัตย์ดังนี้ ๑. นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม ๒. นายวัชระ เพชรทอง ๓. พลต้ารวจตรี สุรินทร์ ปาลาเร่ ๔. นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ ๕. นายอิสสระ สมชัย ๖. นายสราวุธ อ่อนละมัย ๗. นางศิริวรรณ ปราศจากศัตรู ๘. นายเกียรติศักดิ์ อุดขา ขอผู้รับรองด้วยครับ
มีผู้รับรองถูกต้องครับ เชิญพรรคภูมิใจไทย
ท่านประธานที่เคารพ ผม มนต์ไชย ชาติวัฒนศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดบุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย ขอเสนอกรรมาธิการ วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ. ประกันชีวิต (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ในสัดส่วนของพรรคภูมิใจไทย ๒ ท่าน ๑. นายวิสิทธิ์ พิทยาภรณ์ ๒. นายธนา เบญจาทิกุล ขอผู้รับรองด้วยครับ
มีผู้รับรองถูกต้องครับ เชิญพรรคชาติไทยพัฒนาจ้านวน ๒ ท่านครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม กรวีร์ ปริศนานันทกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอ่างทอง พรรคชาติไทยพัฒนา ขอเสนอ รายชื่อในสัดส่วนของพรรคชาติไทยพัฒนาจ้านวน ๑ ท่าน คือนายธนนท์สรณ์ เลิศฤทธิ์ศิริกุล ขอผู้รับรองด้วยครับ
มีผู้รับรอง ถูกต้องครับ พรรคชาติพัฒนา พรรคพลังชล จ้านวน ๑ ท่าน
ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายประสาท ตันประเสริฐ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครสวรรค์ พรรคชาติพัฒนา ในสัดส่วนของพรรคชาติพัฒนา พรรคพลังชล ขอเสนอนายศิโรตม์ มโนพัฒนะ ขอผู้รับรองครับ
มีผู้รับรอง ถูกต้องครับ เชิญท่านเลขาธิการอ่านรายชื่อ
รายชื่อคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ ประกันชีวิต (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... จ้านวน ๓๑ ท่าน ประกอบด้วย ๑. นายอรรถพล อรรถวรเดช ๒. นายสุรศักดิ์ พิชิตผจงกิจ ๓. นางสุภัทรา เกิดไพบูลย์ ๔. นายอดิศร พิพัฒน์วรพงศ์ ๕. นางวิชชุดา อุ่นจิตติกุล ๖. นายชูกัน กุลวงษา ๗. นางสาวลินดา โอสถาวรนันท์ ๘. นางสาวมาลินี อินฉัตร ๙. นายธนิก มาสีพิทักษ์ ๑๐. นายขจิตร ชัยนิคม ๑๑. นางเอมอร สินธุไพร ๑๒. นางสาวธีรรัตน์ ส้าเร็จวาณิชย์ ๑๓. นายพิชัย เกียรติวินัยสกุล ๑๔. นางอนุสรา ยังตรง ๑๕. พลอากาศเอก ชูชาติ ชวนชม ๑๖. นายนพพล เหลืองทองนารา ๑๗. นายกฤษดาภรณ์ เสียมภักดี ๑๘. นายจักรัตน์ พั้วช่วย ๑๙. นายเรวัต สิรินุกุล ๒๐.นายวรงค์ เดชกิจวิกรม ๒๑. นายวัชระ เพชรทอง ๒๒. พลต้ารวจตรี สุรินทร์ ปาลาเร่ ๒๓. นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ ๒๔. นายอิสสระ สมชัย ๒๕.นายสราวุธ อ่อนละมัย ๒๖. นางศิริวรรณ ปราศจากศัตรู ๒๗. นายเกียรติศักดิ์ อุดขา ๒๘. นายวิสิทธิ์ พิทยาภรณ์ ๒๙. นายธนา เบญจาทิกุล ๓๐. นายธนนท์สรณ์ เลิศฤทธิ์ศิริกุล และ ๓๑. นายศิโรตม์ มโนพัฒนะ
ระยะเวลา การแปรญัตติครับ ท่านสมาชิกครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ ผม นายสัมภาษณ์ อัตถาวงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา พรรคเพื่อไทย ขอเสนอญัตติแปรญัตติภายใน ๗ วัน ตามข้อบังคับครับ ขอผู้รับรองด้วยครับ
มีผู้รับรอง ถูกต้องครับ ขอเชิญวิปทั้ง ๒ ฝ่ายประชุมพร้อมกันหน้าห้อง ๓๓๐๑ อาคาร ๓ ชั้น ๓ เวลานี้ด้วยครับ เชิญวิปทั้ง ๒ ฝ่าย ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านประชุมพร้อมกันที่ห้อง ๓๓๐๑ อาคาร ๓ ชั้น ๓ เวลานี้ด้วยนะครับ
ต่อไปเป็นร่างพระราชบัญญัติบ้าเหน็จบ้านาญข้าราชการส่วนท้องถิ่น (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (คณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ)
เชิญท่านรัฐมนตรีครับ
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายประชา ประสพดี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้รับมอบหมายจากคณะรัฐมนตรีให้เสนอพระราชบัญญัติบ้าเหน็จบ้านาญข้าราชการท้องถิ่น (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... กล่าวคือ ปัจจุบันผู้รับบ้านาญของส่วนราชการได้รับสิทธิประโยชน์จาก การแก้ไขเพิ่มเติมร่างพระราชบัญญัติบ้าเหน็จบ้านาญข้าราชการ พ.ศ. ๒๔๙๖ เรียบร้อยแล้ว ตั้งแต่วันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๕๓ เป็นต้นมา สามารถน้าสิทธิในบ้าเหน็จตกทอดไปเป็นหลักทรัพย์ ในการประกันการกู้เงินกับสถาบันการเงินได้ ดังนั้นจึงมีความจ้าเป็นที่จะต้องเสนอ ร่างพระราชบัญญัติบ้าเหน็จบ้านาญข้าราชการส่วนท้องถิ่น (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... เพื่อให้ ข้าราชการส่วนท้องถิ่นผู้รับบ้านาญได้รับสิทธิประโยชน์ในเรื่องดังกล่าวเช่นเดียวกับข้าราชการ ประเภทอื่น การแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติบ้าเหน็จบ้านาญข้าราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๐๐ ย่อมเป็นประโยชน์ต่อข้าราชการส่วนท้องถิ่นผู้รับบ้านาญให้สามารถน้าสิทธิในบ้าเหน็จตกทอด ไปเป็นหลักทรัพย์ในการประกันการกู้เงินกับสถาบันการเงินได้เช่นเดียวกับข้าราชการ ประเภทอื่น การแก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าวมิได้ส่งผลกระทบต่อประชาชนแต่อย่างใด และผู้ที่ได้รับ ผลประโยชน์คือข้าราชการส่วนท้องถิ่นผู้รับบ้านาญ
หลักการ แก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติบ้าเหน็จบ้านาญข้าราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๐๐ เพื่อก้าหนดให้ผู้รับบ้านาญสามารถน้าสิทธิในบ้าเหน็จตกทอดไปเป็นหลักทรัพย์ ในการประกันการกู้เงินได้ (เพิ่มลักษณะ ๓/๒ การน้าสิทธิในบ้าเหน็จตกทอดไปเป็นหลักทรัพย์ ในการประกันการกู้เงิน มาตรา ๔๖/๒ มาตรา ๔๖/๓ มาตรา ๔๖/๔ และมาตรา ๔๖/๕ และเพิ่มเติมมาตรา ๔๘/๑)
เหตุผล โดยที่พระราชบัญญัติบ้าเหน็จบ้านาญข้าราชการ พ.ศ. ๒๔๙๔ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติบ้าเหน็จบ้านาญข้าราชการ (ฉบับที่ ๒๖) พ.ศ. ๒๕๕๓ และพระราชบัญญัติกองทุนบ้าเหน็จบ้านาญข้าราชการ พ.ศ. ๒๕๓๙ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติม โดยพระราชบัญญัติกองทุนบ้าเหน็จบ้านาญข้าราชการ (ฉบับที่ ๗) พ.ศ. ๒๕๕๓ ได้บัญญัติ ให้ผู้รับบ้านาญสามารถน้าสิทธิในบ้าเหน็จตกทอดไปเป็นหลักทรัพย์ในการประกันการกู้เงิน กับสถาบันการเงินเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของผู้รับบ้านาญ และส่งเสริมการลงทุน อันเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจของไทยในภาพรวมอีกทางหนึ่ง ดังนั้น สมควรแก้ไขเพิ่มเติม บทบัญญัติเกี่ยวกับบ้าเหน็จบ้านาญของข้าราชการส่วนท้องถิ่นในพระราชบัญญัติบ้าเหน็จบ้านาญ ข้าราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๐๐ ให้สอดคล้องกัน เพื่อให้ข้าราชการส่วนท้องถิ่น ผู้รับบ้านาญสามารถน้าสิทธิในบ้าเหน็จตกทอดไปเป็นหลักทรัพย์ในการประกันการกู้เงิน กับสถาบันการเงินอันเป็นการได้รับประโยชน์เช่นเดียวกันกับข้าราชการ จึงจ้าเป็นต้อง ตราพระราชบัญญัตินี้
จึงกราบเรียนเพื่อสภาผู้แทนราษฎรได้โปรดพิจารณารับหลักการ
เนื่องจาก มีร่างพระราชบัญญัติอีก ๑ ฉบับ ก็คือ ร่างพระราชบัญญัติบ้าเหน็จบ้านาญข้าราชการ ส่วนท้องถิ่น (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (นายสนอง เทพอักษรณรงค์ กับคณะ เป็นผู้เสนอ)
ผมเห็นว่าเป็นเรื่องเดียวกันนะครับ เชิญท่านสนองเลยครับ รวมเป็นเรื่องเดียวกัน ไม่มีใครเห็นเป็นอย่างอื่น เชิญท่านสนองแถลงหลักการและเหตุผลเลยครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม สนอง เทพอักษรณรงค์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดบุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย ท่านประธาน ที่เคารพครับ เนื่องจากว่าร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวนั้นถือได้ว่ามีความส้าคัญต่อข้าราชการ ส่วนท้องถิ่นเป็นอย่างยิ่ง กระผม สนอง เทพอักษรณรงค์ ได้ร่วมกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อีก ๒๒ ท่าน ได้เสนอแก้ไขร่างพระราชบัญญัติบ้าเหน็จบ้านาญข้าราชการส่วนท้องถิ่น (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... โดยมีหลักการและเหตุผลดังต่อไปนี้
หลักการ แก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติบ้าเหน็จบ้านาญข้าราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๐๐ เพื่อก้าหนดให้ผู้ได้รับบ้านาญสามารถน้าสิทธิในบ้าเหน็จตกทอดไปเป็นหลักทรัพย์ ในการค้าประกันเงินกู้ได้ โดยเพิ่มลักษณะข้อ ๓/๒ การน้าสิทธิในบ้าเหน็จตกทอด ไปเป็นหลักทรัพย์ในการประกันเงินกู้มาตรา ๔๖/๒ มาตรา ๔๖/๓ มาตรา ๔๖/๔ และ มาตรา ๔๖/๕ และเพิ่มมาตรา ๔๘/๑
เหตุผล ด้วยพระราชบัญญัติบ้าเหน็จบ้านาญข้าราชการ พ.ศ. ๒๔๙๔ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติบ้าเหน็จบ้านาญข้าราชการ (ฉบับที่ ๒๖) พ.ศ. ๒๕๕๓ และพระราชบัญญัติกองทุนบ้าเหน็จบ้านาญข้าราชการ พ.ศ. ๒๕๓๙ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติม โดยพระราชบัญญัติกองทุนบ้าเหน็จบ้านาญข้าราชการ (ฉบับที่ ๗) พ.ศ. ๒๕๕๓ ได้บัญญัติให้ ผู้รับบ้านาญสามารถน้าสิทธิในบ้าเหน็จตกทอดไปเป็นหลักทรัพย์ในการค้าประกันเงินกู้ กับสถาบันการเงินเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ผู้ได้รับบ้านาญ และส่งเสริมการลงทุน อันเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจของไทยในภาพรวมอีกทางหนึ่ง ดังนั้นสมควรแก้ไขเพิ่มเติม บทบัญญัติเกี่ยวกับบ้าเหน็จบ้านาญของข้าราชการส่วนท้องถิ่นในพระราชบัญญัติบ้าเหน็จ บ้านาญข้าราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๐๐ ให้สอดคล้องกัน เพื่อให้ข้าราชการส่วนท้องถิ่น ผู้ได้รับบ้านาญสามารถที่จะน้าสิทธิในบ้าเหน็จตกทอดไปเป็นหลักทรัพย์ในการค้าประกัน เงินกู้กับสถาบันการเงิน อันเป็นการได้รับประโยชน์เช่นเดียวกันกับข้าราชการส่วนอื่น จึงจ้าเป็นต้องตราพระราชบัญญัติฉบับนี้ จึงกราบเรียนมาเพื่อท่านสมาชิกได้โปรด ให้ความเห็นชอบตามเสนอด้วย ขอบพระคุณมากครับ
เป็นเรื่องเดียวกัน พิจารณาไปพร้อมกันนะครับ
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)
ไม่มีท่านใด เห็นเป็นอย่างอื่น เชิญท่านอรรถกรครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายอรรถกร ศิริลัทธยากร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดฉะเชิงเทรา พรรคเพื่อไทย วันนี้ต้องขออนุญาตท่านประธานในการอภิปรายสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติบ้าเหน็จบ้านาญ ข้าราชการส่วนท้องถิ่น (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ท่านประธานครับ ในปัจจุบันนี้จ้านวนของข้าราชการ ส่วนท้องถิ่นทั้งหมดทั่วประเทศมีจ้านวนประมาณ ๒๒๐,๐๐๐ คน โดยแบ่งเป็นพนักงาน ในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นประมาณ ๘๐,๐๐๐ คน อีก ๒๕,๐๐๐ คน เป็นลูกจ้างในสังกัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แล้วก็มีอีก ๑๑๕,๐๐๐ คนโดยประมาณ ซึ่งทุกวันนี้เป็นพนักงานจ้าง ในสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยตัวเลขที่ผมกราบเรียนไปยังไม่รวมครอบครัว ของข้าราชการส่วนท้องถิ่นนะครับ ไม่ว่าจะเป็นภรรยา เป็นบุตร เป็นหลาน เป็นพี่น้อง จากตัวเลขดังกล่าวจะเห็นได้ว่ามีบุคคลจ้านวนมากที่เลือกจะมาท้างานสังกัดข้าราชการส่วนท้องถิ่น และบุคคลเหล่านี้ที่ท้างานคลุกคลีกับพี่น้องประชาชน ที่ท้างานคลุกคลีกับชุมชน ท้างานกับ พื้นที่โดยตรง โดยตามหลักการของร่างนี้นั้นจะส่งผลกระทบในเชิงบวกให้กับสวัสดิการ ของพ่อแม่พี่น้องที่เป็นข้าราชการส่วนท้องถิ่นอย่างแน่นอน โดยเฉพาะในเรื่องของการเพิ่มโอกาส แล้วก็เรื่องของการเพิ่มหลักประกันในชีวิตของข้าราชการส่วนท้องถิ่นเหล่านี้เป็นเรื่องที่ส้าคัญ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมมีความกังวงใจอยู่นิดหนึ่งครับ เพราะว่าในหลายครั้งผมมีโอกาส ได้พูดคุยกับพี่น้องที่เป็นข้าราชการ ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการพลเรือนก็ดี หรือว่าข้าราชการส่วนท้องถิ่นก็ดี ก็มีเสียงเปรียบเทียบมากมายครับว่าบางครั้งเขาบอกว่าศักดิ์ศรีของข้าราชการพลเรือน ข้าราชการประจ้านั้นสูงกว่าข้าราชการส่วนท้องถิ่น บางครั้งก็มีเสียงค่อนขอดออกมาครับว่า ข้าราชการส่วนท้องถิ่นนั้นไม่จ้าเป็นต้องใช้ความรู้ หรือว่าความสามารถมากในการท้างาน บางครั้งก็บอกว่าข้าราชการส่วนท้องถิ่นนั้นถ้าเส้นใหญ่ก็ได้เป็น ก็ได้ท้างาน ซึ่งผมไม่อยากได้ยินครับ ดังนั้นการที่จะผลักดันร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ออกมาใช้เพื่อให้มีสวัสดิการที่เท่าเทียมกัน ระหว่างข้าราชการส่วนท้องถิ่นกับข้าราชการในรูปแบบอื่น ๆ นั้น จึงมีความส้าคัญ จึงมีความจ้าเป็น และอีกอย่างครับ มันจะเป็นการสนับสนุนความเท่าเทียมกันในเรื่องของพี่น้องที่เป็นข้าราชการ ด้วยนะครับ จริง ๆ แล้วผมมองอย่างนี้ครับว่า ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการส่วนท้องถิ่นก็ดี ข้าราชการประจ้า หรือว่าข้าราชการพลเรือนก็ดี แต่ละฝ่ายนั้นล้วนมีความส้าคัญ ล้วนมีความจ้าเป็นต่อระบบการปกครอง ต่อระบบราชการในประเทศไทยทั้งสิ้นครับ ดังนั้นกระผมจึงเห็นว่าเป็นการสมควรแล้วครับที่วันนี้พวกเราจะช่วยกันพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ บ้าเหน็จบ้านาญของข้าราชการส่วนท้องถิ่น หลังจากนี้ผมก็ไม่อยากได้ยินแล้วครับว่าจะมีใครพูดว่า ใครเก่งกว่ากัน ใครดีกว่ากัน ใครศักดิ์ศรีมากกว่า น้อยกว่ากันนะครับ ท่านประธานครับ นอกจากเรื่องสวัสดิการแล้วผมอยากจะพูดถึงเรื่องอายุของคนไทยนิดหนึ่งนะครับ ทุกวันนี้ เนื่องจากพัฒนาการทางการแพทย์ซึ่งท้าให้คนเรามีอายุยืนยาวยิ่งขึ้น ผมได้พูดคุยกับพี่น้อง ที่เป็นข้าราชการส่วนท้องถิ่นหลายคนซึ่งก็มีอายุมากแล้วนะครับ บางคนก็บอกว่าถ้าเกษียณแล้ว ก็ไม่รู้จะไปท้าอะไร ไม่อยากจะกลับบ้านไปเลี้ยงลูกเลี้ยงหลาน ยังมีไฟอยู่ครับ ยังสามารถขยับเขยื้อน ยังสามารถท้าโน่นท้านี่ได้มากมายนะครับ ดังนั้นร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้จะเป็นร่างที่น้ามาใช้ แล้วก็จะให้ข้าราชการนั้นสามารถน้าบ้านาญในอนาคตนั้นมาเป็นหลักประกันในการกู้เงินได้ นอกจากนี้ก็ยังท้าให้ระบบเศรษฐกิจในชุมชนนั้นหมุนเวียน เงินทองไหลเวียนอยู่ในระบบ เศรษฐกิจ ภาษีก็เก็บได้มากขึ้นเช่นกัน แน่นอนครับ ตั้งแต่ผมเริ่มอภิปรายมาผมสนับสนุน ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้อย่างแน่นอน แต่ก็ขอยกบางตัวอย่างในช่วงอาทิตย์สองอาทิตย์ที่ผ่านมา ผมมีโอกาสได้นั่งพูดคุยกับพี่น้องที่เป็นข้าราชการส่วนท้องถิ่นหลายท่าน พี่น้องที่เป็นข้าราชการ ส่วนท้องถิ่นเขาก็รู้สึกยินดี แล้วก็รู้สึกตื่นเต้นที่รัฐบาลนั้นให้ความส้าคัญกับสวัสดิการของพวกเขา แต่บังเอิญผมไปนั่งคุยกับข้าราชการส่วนท้องถิ่นแล้วดันมีพี่น้องที่เป็นผู้บริหารส่วนท้องถิ่นนั่งอยู่ด้วย ไม่ว่าจะเป็นเลขานุการของนายก อบต. บ้าง รองนายก อบต. หรือว่าแม้แต่สมาชิก อบต. บ้าง เขาก็ได้แต่นั่งมองหน้าผมท้าตาปริบ ๆ ครับว่าท้าไมถึงให้สวัสดิการ ท้าไมถึงให้สิทธิประโยชน์ แก่ข้าราชการส่วนท้องถิ่น แต่เขาก็ท้างานในส่วนท้องถิ่นเหมือนกันถึงแม้ว่าจะเป็นผู้บริหาร แต่ก็ไม่ค่อยได้รับสวัสดิการมากเท่าไรนัก ซึ่งกระผมก็เข้าใจครับว่าบุคคลเหล่านี้จริง ๆ แล้ว มีวาระในการท้างาน การท้างานของเขาขึ้นอยู่กับการเลือกตั้ง ถ้าเลือกตั้งชนะก็ได้เป็น หรือว่า ถ้าได้รับการแต่งตั้งจากคนที่ชนะการเลือกตั้งก็ได้ท้างาน แต่บางครั้งการเลือกตั้งก็มีทั้งผู้ชนะ แล้วก็ผู้แพ้ บางครั้งเขาก็ไม่สามารถท้างานเป็นผู้บริหารส่วนท้องถิ่นได้ตลอดไปนะครับ แต่ว่าคืออย่างนี้ได้ไหมครับ ในเมื่อทุกวันนี้ข้าราชการไม่ว่าจะเป็นข้าราชการส่วนไหน ถ้าท้างานเกิน ๑๐ ปีก็จะได้รับบ้าเหน็จบ้านาญ ได้รับสิทธิพิเศษอยู่แล้ว ส่วนผู้บริหารเหล่านี้ ถ้าสมมุติท้างานรวมกันเกิน ๑๐ ปี นับวันก็ได้ครับ ถ้าเกิน ๑๐ ปีเขาจะสามารถได้รับสวัสดิการดี ๆ อย่างนี้บ้างหรือเปล่า เขาจะสามารถน้าบ้าเหน็จบ้านาญในอนาคตไปเป็นหลักประกันในการกู้เงิน มาท้าธุรกิจได้บ้างหรือเปล่า เพราะว่าผู้บริหารส่วนท้องถิ่นเหล่านี้ก็มีครอบครัวเหมือนกัน ต้องดิ้นรนสู้ชีวิตเหมือนกัน แล้วก็ยังมีไฟเหมือนกัน ดังนั้นผมก็เลยอยากจะกราบเรียนผ่านท่านประธาน ไปยังท่านรัฐมนตรีลองพิจารณาถึงแนวทางในการให้สวัสดิการในการเป็นหลักประกันในชีวิต ของพี่น้องที่เป็นผู้บริหารส่วนท้องถิ่นได้ไหม ถ้าได้ก็คงจะขึ้นอยู่กับความเหมาะสมแล้วก็ สถานการณ์ แต่ว่าการจะให้อย่างไรผมก็คงไม่กล้าที่จะเสนอแนะเพราะว่าผมไม่เก่ง คณิตศาสตร์ครับ ไม่รู้ว่าจะต้องน้าตัวเลข ไม่รู้ว่าจะต้องน้าฐานเงินเดือนมาบวกลบคูณหาร อย่างไร ผมเชื่อว่าตรงนี้ก็มีคนที่เป็นผู้สันทัด มีคนที่เป็นผู้รู้อยู่แล้วก็คงสามารถท้าตรงนี้ได้ นั่นก็คือเรื่องที่ผมอยากจะฝากไว้
อีกเรื่องครับ อยากจะฝากข้อพึงสังเกตไว้นิดเดียวครับ ทุกวันนี้ประเทศไทยเรา ประสบกับปัญหาของหนี้สินในครูบาอาจารย์มากมายนะครับ โดยที่จริง ๆ แล้วตัวเลข ของหนี้สินครูในปัจจุบันต่อหัวค่อนข้างสูง ถ้าสมมุติว่าพวกเรานั้นผลักดันร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ ให้ผ่านสภาไปแล้วก็บังคับใช้ อยากจะเห็นรัฐบาลท้าการประชาสัมพันธ์ให้กับพี่น้อง ที่เป็นข้าราชการส่วนท้องถิ่นนั้นได้รับทราบครับว่าการบริหารจัดการหนี้สินที่ดีเป็นอย่างไร หรือว่าการลงทุนอย่างไรให้ยั่งยืนและมั่นคง เพื่อที่จะป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาหนี้สิน แบบที่เกิดกับคุณครูในประเทศไทยของเรานะครับ ส่วนเนื้อหาของร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้นั้น กระผมเห็นชอบแล้วก็จะโหวตให้ครับ ก็จะสนับสนุนอย่างเต็มที่ อย่างไรก็ตามก็ต้อง ขอกราบขอบพระคุณท่านประธานที่ให้เวลาในวันนี้ครับ ขอบคุณครับ
เชิญท่านดอกเตอร์ศุภชัย ศรีหล้า ครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ศุภชัย ศรีหล้า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุบลราชธานี พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผมขอให้ความเห็นต่อร่างพระราชบัญญัติบ้าเหน็จบ้านาญข้าราชการ ส่วนท้องถิ่น (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้มีทั้งหมด ๖ มาตรา แน่นอนที่สุด เป้าหมายส้าคัญที่เราต้องการจะดูแลคือพี่น้องข้าราชการส่วนท้องถิ่นที่กระจายอยู่ ตามองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วทั้งประเทศ ทั้งองค์การบริหารส่วนต้าบล เทศบาลต้าบล เทศบาลเมือง เทศบาลนคร องค์การบริหารส่วนจังหวัด ไม่เฉพาะเท่านั้นครับท่านประธาน หากแต่ยังคงมีหน่วยงานหลายหน่วยงานที่อยู่ภายใต้ร่มขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเหล่านี้ หลายองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีโรงเรียน บางแห่งมีโรงพยาบาลอยู่ภายใต้สังกัด พี่น้องที่เป็นข้าราชการที่ปฏิบัติงานตามองค์กรเหล่านี้จะได้รับประโยชน์จากร่างพระราชบัญญัติ ที่เราก้าลังพิจารณาอยู่ในขณะนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ พี่น้องข้าราชการเหล่านี้กระจายอยู่ ตามภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วทั้งประเทศ อย่างที่ผมได้กราบเรียนว่ามีพี่น้องข้าราชการส่วนท้องถิ่น หลายคนอยู่ตาม อบต. ต่าง ๆ การเดินทางสัญจรไปมายากล้าบากอยู่แล้ว ความเป็นอยู่ ยากล้าบากอยู่แล้ว รายได้จากเงินเดือนก็น้อยอยู่แล้ว สิทธิประโยชน์ที่เขาพึงจะได้รับ อันเกิดจากร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้จึงถือได้ว่ามีความส้าคัญ ท่านประธานที่เคารพครับ นอกจากพี่น้องข้าราชการส่วนท้องถิ่นที่กระจายอยู่ตามภูมิภาคต่าง ๆ มีจ้านวนมากแล้ว เขาเหล่านั้นยังมีส่วนส้าคัญในการพัฒนาบ้านเมืองผ่านองค์กรของเขาที่ท้างานอยู่ องค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นเหล่านี้มีส่วนส้าคัญในการพัฒนาความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชน ตามแนวทางที่พรรคประชาธิปัตย์ได้ท้าต่อเนื่องมาโดยตลอดนั่นคือการกระจายอ้านาจ การกระจายความเจริญไปสู่ภูมิภาคต่าง ๆ เราพัฒนาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเหล่านี้ มาเป็นล้าดับจนกระทั่งมีความเข้มแข็งพอสมควรในปัจจุบัน ถ้าเราจะเดินหน้าต่อไปเพื่อดูแล ข้าราชการเหล่านี้จึงถือได้ว่ามีความส้าคัญเป็นอย่างยิ่ง ไม่เฉพาะเรื่องการพัฒนาท้องถิ่น ต่าง ๆ นะครับท่านประธาน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเหล่านี้ยังมีส่วนอย่างส้าคัญ ในการพัฒนาประชาธิปไตยของบ้านเมืองเรา ขวัญก้าลังใจเหล่านี้ถ้าเผื่อว่าเราผ่าน ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้โดยเร็วจะก่อประโยชน์กับพี่น้องประชาชนซึ่งเป็นผลโดยรวม หลังจากที่เราให้ความส้าคัญกับข้าราชการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเหล่านี้ ท่านประธาน ที่เคารพครับ คน ๒๕๐,๐๐๐ คนที่กระจายอยู่ตามภูมิภาคต่าง ๆ เขาเหล่านี้มีครอบครัว เขาเหล่านี้มีลูก เขาเหล่านี้มีคุณพ่อคุณแม่ ถ้าเราให้หลักประกันกับเขาว่านับจากนี้ไป เขาสามารถใช้สิทธิเหล่านี้ไปค้าประกันสถาบันการเงินต่าง ๆ เพื่อให้เขาสามารถดูแลตัวเองได้ ดูแลครอบครัวได้ หรือจะน้าเงินเหล่านี้ไปลงทุนเพื่อการพัฒนาครอบครัวของเขานั่นคือ ประโยชน์ที่จะเกิดขึ้น ถ้าเผื่อว่าเราให้ความส้าคัญกับพี่น้องที่ท้างานตามองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นเหล่านี้ ผมจึงอยากจะกราบเรียนผ่านท่านประธานว่าสาระส้าคัญที่เรามีอยู่ ทั้งหมด ๖ มาตรา แม้จะเป็นสาระส้าคัญที่ไม่มากนัก ถ้าเผื่อว่าสภาจะเร่งรัดเพื่อการดูแล พี่น้องที่ท้าหน้าที่แทนพวกเราเป็นข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นแต่เพียงว่า เขาท้างานอยู่ตามองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต่าง ๆ โดยเร็วก็จะก่อประโยชน์ต่อเขาโดยเร็ว ผมจึงให้การสนับสนุนต่อร่างพระราชบัญญัติบ้าเหน็จบ้านาญข้าราชการส่วนท้องถิ่น (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ที่เราก้าลังพิจารณาอยู่ในขณะนี้ครับท่านประธาน ขอบพระคุณครับ
ท่านชวลิตครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายชวลิต วิชยสุทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กระผมขอสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติบ้าเหน็จบ้านาญข้าราชการส่วนท้องถิ่น (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้มีหลักการในการก้าหนดให้ผู้รับบ้านาญสามารถน้าสิทธิ ในบ้าเหน็จตกทอดไปเป็นหลักทรัพย์ในการประกันการกู้เงินได้ ปัจจุบันมีพระราชบัญญัติ บ้าเหน็จบ้านาญข้าราชการ (ฉบับที่ ๒๖) พ.ศ. ๒๕๕๓ ใช้บังคับมาตั้งแต่ปี ๒๕๕๓ แต่กฎหมาย ดังกล่าวนั้นไม่ครอบคลุมถึงข้าราชการส่วนท้องถิ่น ซึ่งท้าให้ข้าราชการส่วนท้องถิ่นจ้านวนหนึ่ง เสียสิทธิอันพึงมีพึงได้ กระผมได้ตรวจสอบข้อมูลจ้านวนข้าราชการส่วนท้องถิ่นที่เกษียณอายุ ณ ปัจจุบันที่มีสิทธิรับบ้าเหน็จตกทอดมีจ้านวน ๑๓,๘๖๒ คน ถ้าร่างกฎหมายนี้ผ่านการพิจารณา มีผลบังคับใช้เป็นกฎหมาย ข้าราชการส่วนท้องถิ่นจ้านวนดังกล่าวก็จะได้ประโยชน์ตามที่กฎหมาย ฉบับนี้ก้าหนดให้ โดยมีวงเงินใน ๑๓,๘๖๒ คนนั้นมีวงเงินที่ข้าราชการบ้านาญส่วนท้องถิ่น สามารถน้าไปเป็นหลักประกันการกู้เงินได้ประมาณ ๕,๑๙๒ ล้านบาทเศษ นอกจากนี้ ข้าราชการส่วนท้องถิ่นในปัจจุบันที่เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายไปเมื่อตอนต้น เมื่อเกษียณอายุ ก็จะได้รับประโยชน์จากกฎหมายนี้เช่นกัน จากเหตุผลดังกล่าวเพื่อให้ข้าราชการส่วนท้องถิ่น ได้รับประโยชน์เทียบเคียงกับข้าราชการทั่วไปได้ ผมจึงเห็นควรสนับสนุนร่างกฎหมายฉบับนี้ เพราะฉะนั้นในโอกาสต่อไปในอนาคตขอฝากข้อสังเกตไปยังรัฐบาลว่าหากมีกฎหมายที่เอื้อประโยชน์ เป็นสิทธิสวัสดิการใด ๆ เกี่ยวกับข้าราชการเพื่อไม่ให้เกิดความน้อยเนื้อต่้าใจเพราะก็เป็นข้าราชการ เหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการพลเรือน ข้าราชการส่วนท้องถิ่น หรือข้าราชการอื่นใด ก็ควรจะได้ด้าเนินการในลักษณะที่ทัดเทียมกัน ก็ขออภิปรายสนับสนุนสั้น ๆ เพียงเท่านี้ครับ ขอขอบคุณครับ
ท่านอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ สมาชิกผู้แทนราษฎรจากจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ กระผมขออนุญาตที่จะแสดงความคิดเห็นในมุมมองที่อาจจะแตกต่าง กับเพื่อนสมาชิกในวาระอภิปรายรับหลักการร่างพระราชบัญญัติบ้าเหน็จบ้านาญข้าราชการ ส่วนท้องถิ่น (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ในวันนี้ กราบเรียนกับท่านประธานด้วยความเคารพว่า กฎหมายฉบับนี้ก็มีหลักการใหญ่ ๆ อยู่ ๒ ประการส้าคัญ
๑. ก็คือว่าให้ข้าราชการส่วนท้องถิ่นนั้นได้มีสิทธิในเรื่องของบ้าเหน็จตกทอด เหมือนกับข้าราชการทั่วไปตาม พ.ร.บ. กองทุนบ้าเหน็จบ้านาญข้าราชการที่ได้มีการแก้ไข ใน (ฉบับที่ ๗) พ.ศ. ๒๕๕๓ กฎหมายฉบับนั้นเขาบัญญัติว่า ให้ผู้รับบ้านาญนี้สามารถน้าสิทธิ ในบ้าเหน็จตกทอดไปเป็นหลักทรัพย์ในการประกันกู้เงินกับสถาบันการเงินเพื่อบรรเทา ความเดือดร้อนของผู้รับบ้านาญ เขาต้องการให้ข้าราชการส่วนท้องถิ่นได้รับสิทธิอันนี้ด้วย
ประเด็นที่ ๒ ก็คือว่ามีเจตนารมณ์ที่จะให้เอาเงินที่เป็นสิทธิในบ้าเหน็จตกทอดนั้น ไปเป็นหลักทรัพย์ในการประกันเงินกู้กับสถาบันการเงิน ก็คือสามารถที่จะเอาเงินในอนาคต ของผู้รับบ้านาญที่เป็นข้าราชการส่วนท้องถิ่นนั้นมาเป็นทุนเป็นทรัพย์สินเพื่อไปขอเงินกู้จาก สถาบันการเงินแล้วเอาเงินไปท้าอะไรก็ได้ นี่คือหลักการของกฎหมายฉบับนี้ ฟังดูเผิน ๆ แล้วถ้ายืนยันว่าต้องการเห็นความเท่าเทียมกัน ระหว่างข้าราชการทั่วไปกับข้าราชการส่วนท้องถิ่นควรจะมีความเท่าเทียมกันแล้วกฎหมาย ฉบับนี้ก็สนองตอบละครับ จะกราบเรียนกับท่านประธานด้วยความเคารพว่าหลักคิดที่จะ เอาเงินอนาคตของข้าราชการบ้านาญมาใช้เป็นหลักคิดที่จะต้องมีความละเอียดรอบคอบ ล้าพังเพียงให้เท่าเทียมกันนั้นไม่พอรัฐบาลจะต้องคิดมากกว่านั้น วันนี้ถ้าท่านประธานได้อ่าน กฎหมายฉบับนี้แล้วศึกษาก็จะเห็นว่าข้าราชการส่วนท้องถิ่นนั้นก็เหมือนข้าราชการทั่วไป ที่มีสิทธิในเรื่องของเงินบ้านาญ เงินบ้านาญได้มาจากไหน ๑. เงินบ้านาญก็คือเงินตอบแทนความชอบ ที่ได้รับราชการมานานซึ่งจะจ่ายเป็นรายเดือน ก็มีสูตรค้านวณไป ๒. เงินบ้าเหน็จด้ารงชีพ คือเงินที่จ่ายให้แก่ผู้รับบ้านาญเพื่อช่วยเหลือการด้ารงชีพโดยจ่ายให้เป็นครั้งเดียว คือไม่รับ บ้านาญก็ได้ รับเงินบ้าเหน็จด้ารงชีพก็ได้ แต่ไม่ว่าจะรับแบบไหนก็ตาม เมื่อตายเขาจะได้ เงินก้อนหนึ่งเรียกว่าเงินบ้าเหน็จตกทอด เงินบ้าเหน็จตกทอดนั้นตกกับใคร ตกกับคน ๓ กลุ่ม ๑. บิดามารดาส่วนหนึ่ง ๒. คู่สมรสส่วนหนึ่ง ๓. บุตร ๒ ส่วน นี่แบ่งเป็น ๔ ส่วน ท่านประธานครับ เงินเหล่านี้เงินบ้าเหน็จตกทอดก้อนนี้ละครับที่กฎหมายฉบับนี้ต้องการจะให้ผู้รับบ้านาญ เอาไปใช้ประโยชน์คือเอาไปเป็นทุนในการขอกู้เงิน ปัญหาที่จะเกิดขึ้นในวันข้างหน้าก็คือว่า สิทธิในการไปใช้สิทธิอันนี้มาเป็นทุนในการขอกู้เงิน ได้เงินมาแล้วยังไม่รู้ว่าในวันข้างหน้า เงินที่ได้มานั้นจะไปท้าอะไรและมีความเสี่ยงต่อการสูญสิ้นหลักทรัพย์ที่ไปประกันมากน้อย แค่ไหน อย่างไร ถ้าบังเอิญว่าเงินที่ได้จากสถาบันการเงินนี้เอาไปใช้อีลุ่ยฉุยแฉก เอาไปใช้ ตามค่านิยมในสังคมยุคปัจจุบันก็คือพูดถึงเรื่องวัตถุนิยมกัน เงินที่ควรจะเหลือไว้เก็บไว้ให้ลูก ให้หลาน หรือให้พ่อให้แม่ที่ยังมีชีวิตอยู่นั้นก็หายไปด้วย ถามว่าวันนี้คนที่รับราชการมายาวนาน ถึงเวลาที่ได้บ้าเหน็จบ้านาญเหลือเวลาที่จะใช้ชีวิตอีกยาวนานแค่ไหนก็ไม่เกิน ๒๐-๓๐ ปี หรอกครับ แต่วันนี้รัฐบาลก้าลังส่งเสริมให้คนเหล่านี้คิดที่จะลงทุนกับสิทธิที่ตัวเองมีอยู่ไม่สิ้นสุด คิดที่จะให้เขาเป็นหนี้ภายใต้กรอบที่รัฐบาลพยายามแบ่งให้ไปโดยไม่มีที่สิ้นสุด แล้วเมื่อไรล่ะครับ เขาจะได้อยู่สุขสบายในบั้นปลายของชีวิตถ้ารัฐบาลยังส่งเสริมแบบนี้ แล้วเกิดพลาดพลั้งลงไป ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นก็คือว่าลูกหลาน เมีย พ่อแม่ ที่ควรจะได้รับสิทธิบ้าเหน็จตกทอดนี้ ก็ไม่ได้ จะรู้ได้อย่างไรว่าได้เงินไปลงทุนแล้วประสบความส้าเร็จ ดีไม่ดีหายไปทั้งเงินต้น และเงินสิทธิบ้าเหน็จตกทอด ดีไม่ดีเงินค่าท้าศพของคนเหล่านี้ก็แทบจะไม่มีด้วยซ้าถ้าเกิด ความผิดพลาดขึ้นมา นี่เป็นสิ่งที่ผมอยากจะให้รัฐบาลได้คิดด้วย ผมมีความรู้สึกว่าวิธีคิดเช่นนี้ ไม่ได้เป็นวิธีคิดที่น้าไปสู่การส่งสัญญาณให้คนในสังคมโดยเฉพาะคนที่ใช้ชีวิตบั้นปลายมีวิถีชีวิต ที่พอเพียง กลับส่งเสริมให้มีการสร้างหนี้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด แล้ววิถีชีวิตพอเพียงของคนมันจะ เกิดขึ้นได้ตอนไหนล่ะครับ ขนาดคนแก่ ขนาดคนที่ใช้เงินบ้านาญ ท่านยังเอาสิทธิบ้าเหน็จตกทอด ไปเป็นทุนแล้วไปกู้หนี้ยืมสินกันจนไม่มีที่สิ้นสุดเช่นนี้ นี่คือสิ่งที่ผมอยากจะฝากกับท่านประธานไป แม้ว่าไม่สามารถที่จะแก้ไขในหลักการของกฎหมายฉบับนี้ได้เพราะว่าเขียนแข็งแรงมาแบบนี้แล้ว แต่ว่านี่เป็นสิ่งที่รัฐบาลจะต้องตระหนัก แล้วคณะกรรมาธิการที่จะตั้งขึ้นควรจะน้าเอาประเด็น ที่มีความเห็นต่างเช่นนี้ไปขบคิดด้วย กราบขอบพระคุณท่านประธาน
ท่านนิยม เวชกามา
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นิยม เวชกามา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ผมคนหนึ่งละที่ต้องสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติบ้าเหน็จบ้านาญข้าราชการส่วนท้องถิ่นฉบับนี้ ผมมีเหตุมีผลครับท่านประธาน รัฐบาลยุคนี้น้าโดยท่านยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้ความเห็นใจ ให้การสนับสนุนข้าราชการในระดับท้องถิ่นเป็นยุคที่มีความส้าคัญอย่างยิ่ง ไปมองขวัญและก้าลังใจของข้าราชการระดับท้องถิ่น ท่านประธานครับ ถึงแม้กฎหมาย ฉบับนี้มีเพียง ๖ มาตรา แต่เป็น ๖ มาตราที่มีความส้าคัญคือให้ข้าราชการบ้านาญ ซึ่งวันนี้ ก็ทราบว่ามี ๑๐,๐๐๐ กว่าคน ซึ่งจะเกษียณอีกปีสองปีข้างหน้าไม่น้อยก็ ๕๐๐-๖๐๐ คน มีหลักทรัพย์ของชีวิต หมายความว่าพอเกษียณไปแล้วก็มีหลักประกันโดยใช้หลักประกัน คือบ้าเหน็จบ้านาญตกทอดไปเป็นหลักทรัพย์ในการกู้เงินจากสถาบันการเงิน ค้าว่า กู้เงิน จากสถาบันการเงิน ไม่ได้หมายความว่าจะสร้างให้บุคคลซึ่งเป็นข้าราชการในท้องถิ่น เป็นหนี้เป็นสินต่อไป แต่คงเป็นลักษณะว่าบางคนในเมื่อเกษียณไปแล้วอาจจะไม่มีทรัพย์สิน พอที่จะให้ลูกให้หลานต่อไปได้ ก็อาจจะกู้เงินจากสถาบันการเงินโดยการใช้หลักทรัพย์คือ บ้าเหน็จบ้านาญตกทอดนี้ละ บ้าเหน็จบ้านาญหลักทรัพย์ตัวนี้เป็นหลักประกันเพื่อลูกหลาน ตัวเองจะท้าธุรกิจอะไรซึ่งสามารถเลี้ยงชีวิตตัวเองได้ นี่คือระดับที่เป็นความตั้งใจของรัฐบาล พรรคเพื่อไทยเป็นแกนน้าอยู่ในยุคปัจจุบัน ท่านประธานครับ ผมเพียงอยากจะตั้งข้อสังเกต ให้พี่น้องข้าราชการระดับท้องถิ่นทั้งหลาย ซึ่งวันนี้มีทั้ง อบต. เทศบาล องค์การระดับจังหวัด ไปถึงครูในระดับท้องถิ่นด้วย ซึ่งถือว่าเป็นข้าราชการส่วนท้องถิ่นได้ตระหนักว่าในเมื่อรัฐบาล มองเห็นความส้าคัญขนาดออกร่างพระราชบัญญัติบ้าเหน็จบ้านาญฉบับนี้ให้แล้วเป็นหลักประกัน ให้แล้ว ท่านต้องส้านึกว่ารัฐบาลนี้คิดจะช่วยเหลืออย่างไร เพราะฉะนั้นส้านึกแล้วไม่ต้องมา ตอบแทนบุญคุณอย่างอื่นหรอก ไปดูแลพี่น้องประชาชนซึ่งท่านเป็นข้าราชการเป็นบุคคล ที่อยู่ใกล้ชิด เป็นหน่วยงานที่จะต้องบริการพี่น้องประชาชนในท้องถิ่นใกล้ชิดที่สุดโดยการท้าหน้าที่ ของข้าราชการ ไม่ใช่เมื่อให้สิทธิของท่านแล้วท่านก็เอาสิทธิไปท้าอย่างอื่นจนลืมพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะงานบริการ อันนี้ฝากว่างานบริการของท่านอย่าไปมองว่าพอสิ้นปีแล้วท่านก็จะเอาโบนัส ๓ เปอร์เซ็นต์ ๔ เปอร์เซ็นต์ไปท้า ซึ่งไม่เป็นเรื่องการบริการแบบนั้น ผมก็ไม่เห็นด้วย อันนี้ ฝากเป็นข้อสังเกตว่าในเมื่อรัฐบาลให้ท่าน ให้ก้าลังใจท่าน ให้สิทธิของท่านท่านต้องกลับไปดู พี่น้องประชาชน อันนี้คือเป้าหมายของรัฐบาลนี้ ผมจึงว่าถึงเวลาท่านต้องทบทวนบทบาทตัวเอง ด้วยว่าไม่ใช่เอาโบนัสไปแบ่งกันเท่านั้น บางครั้งผมได้ยินแล้วก็เศร้าใจว่าโบนัสปีหนึ่งได้เงิน หลายบาทแบ่งสันปันส่วนกัน แต่พี่น้องประชาชนเขาได้อะไร ท่านต้องทบทวน ท่านจะไปคิด แต่เรื่องซี (C) อย่างเดียวนะครับ ซี ๕ ซี ๖ ซี ๗ ซี ๘ อะไรของท่านถึงปลัดอะไรก็แล้วแต่ แต่ท่านต้องคิดทบทวนว่ารัฐบาลให้ท่านท่านต้องไปให้ประชาชน ผมจึงบอกว่ากฎหมาย ฉบับนี้มีเพียง ๖ มาตรา แต่เป็นกฎหมายที่มีความส้าคัญต่อสิทธิอันท่านควรได้ ควรมี โดยเฉพาะเป็นหลักประกันในการกู้เงินจากสถาบันการเงินซึ่งไม่ใช่เรื่องธรรมดา คนเกษียณอายุไป ปกติสถาบันการเงินเขาไม่ให้สิทธิ แต่วันนี้รัฐบาลคิดได้สนับสนุนท่าน ผมจึงฝากท่านว่า ต้องกลับไปทบทวนว่าท่านได้ท้างานบริการประชาชนอย่างไร ขอบคุณมากท่านประธานครับ
ท่านนคร มาฉิม ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ ผม นายนคร มาฉิม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเองพร้อมที่จะให้การสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ แล้วก็เห็นดีด้วยที่ข้าราชการในส่วนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะได้รับการพิจารณา ให้มีบ้าเหน็จให้มีบ้านาญ แต่สิ่งที่ผมขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานซึ่งเกี่ยวโยงกัน แล้วก็ฝากเป็นดุลยพินิจให้ท่านนายกรัฐมนตรีรวมไปถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และรัฐบาลทั้งชุดได้พิจารณาว่าท่านมีความจริงใจในการที่จะกระจายอ้านาจไปสู่องค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นมากน้อยขนาดไหน
ประเด็นที่ ๒ เป็นค้าถามที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศเกือบ ๑๐,๐๐๐ แห่ง สะท้อนผ่านทุกวิถีทางแต่ท่านไม่เคยสนองตอบก็คือการกระจายงบประมาณ ไปตามพระราชบัญญัติก้าหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอ้านาจให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งจะต้องกระจายงบประมาณไปไม่น้อยกว่าร้อยละ ๓๕ แต่จนถึงปีนี้ พอดีผมได้มีโอกาส เป็นกรรมาธิการพิจารณางบประมาณด้วยก็ยังให้ได้แค่เพียงร้อยละ ๒๖ เศษ ๆ เท่านั้น เพราะฉะนั้นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศซึ่งเขารู้จักปัญหาบ้านเขาดีที่สุด เขาทราบถึงความประสงค์และความต้องการของประชาชนในท้องถิ่นของเขาดีที่สุด เขารู้ว่า ปัญหาใดควรที่จะรับการแก้ไขก่อนและหลัง ปัญหาใดควรที่จะใช้จ่ายเงินงบประมาณเท่าใด แต่รัฐบาลไม่เคยสนองตอบเลยท่านประธานที่เคารพครับ เช่น อบต. นี้มีความจ้าเป็น ต้องพัฒนาแหล่งน้า ไม่ว่าจะเป็นฝาย เป็นอ่าง เป็นคลอง ลุ่มน้าต่าง ๆ ห้วย หนอง คลอง บึงต่าง ๆ ก็ไม่สามารถที่จะด้าเนินการได้เพราะไม่มีเงินงบประมาณ งบประมาณที่รัฐบาล เจียดให้ไปร้อยละ ๒๖ เศษ ๆ ของเงินงบประมาณซึ่งขัดแล้วก็ไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ ของกฎหมายก้าหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอ้านาจ ท้องถิ่นบางท้องถิ่นท่านประธาน ทราบไหมครับ จ่ายเฉพาะเงินเดือนประจ้า จ่ายเฉพาะค่าเบี้ยเลี้ยง จ่ายเฉพาะค่าการประชุม ไม่มีเงินที่จะเอาไปลงทุนหรือไม่มีงบลงทุนเหลืออยู่เลย บางโครงการจึงถูกดองไว้เป็น ๕ ปี ๑๐ ปี ปัญหาของพี่น้องประชาชนตามหมู่บ้าน ตามต้าบล ตามชุมชน ตามเทศบาล จึงไม่ได้รับ การแก้ไขเลย เพราะรัฐบาลไม่ให้ความส้าคัญกับการกระจายอ้านาจสู่ท้องถิ่นเท่าที่ควรจะท้า และมีกฎหมายบังคับไว้ด้วย เรื่องนี้ขอให้ท่านรัฐมนตรีได้ชี้แจงด้วย ท้องถิ่นทั่วประเทศก้าลัง รอฟังอยู่ว่าเพราะเหตุใดรัฐบาลจึงไม่กระจายเงินงบประมาณไปตามกฎหมายก้าหนดแผน และขั้นตอนการกระจายอ้านาจไปสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ท้องถิ่นทั่วประเทศรอฟัง ค้าตอบจากรัฐบาล
เรื่องที่ ๒ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมดีใจที่ตัวแทนของรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทยมาชี้แจง มาเสนอกฎหมายฉบับนี้ต่อสภาผู้แทนราษฎร และผมมีโอกาส ได้อภิปรายและตั้งข้อสังเกตในเรื่องนี้ซึ่งเป็นประเด็นที่ ๒ ท่านประธานที่เคารพครับ มันจะมี งบประมาณอยู่ก้อนหนึ่งอยู่ในความก้ากับดูแลของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นอันตรายที่สุด ท้าไมเงินจึงกระจุกอยู่ในกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นซึ่งเป็นส่วนกลาง และไม่เข้าใจไม่รู้ ถึงสภาพปัญหาและความเดือดร้อนของท้องถิ่น ดีเท่ากับคนในท้องถิ่น แต่ท่านเอาเงินไว้ครับ พอท่านเอาเงินนับหมื่นแล้วก็หลายหมื่นล้านบาทอยู่ในกรม ท่านประธานทราบไหมครับ มันมีการเรียกหัวคิว เรียกเปอร์เซ็นต์ มีการคอร์รัปชัน (Corruption) จากส่วนกลางนี่ละครับ ท่านก้าหนดเปอร์เซ็นต์ไปเลย ผมยกตัวอย่างให้ท่านประธานและท่านรัฐมนตรีที่มาชี้แจง กฎหมายฉบับนี้ ท่านต้องไปเคลียร์ (Clear) ต้องไปสร้างความชัดเจนและไม่ให้เป็นตัวอย่างอีกต่อไป ก็คือต้าบลท่างาม อ้าเภอวัดโบสถ์ จังหวัดพิษณุโลก ประชาชนเดือดร้อนเรื่องน้ากิน น้าใช้ น้าอุปโภคบริโภค ขอการสนับสนุนผ่านกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นมา ท่านประธานทราบไหมครับ เขาบอกว่า ให้ครับ งบ ๓,๙๐๐,๐๐๐ บาท เพื่อเอาไปท้าน้าประปาให้ชาวบ้านได้กิน ได้ใช้ ได้อุปโภคบริโภค แต่มีคนหนึ่งที่เป็นข้าราชการครับ แอบอ้างว่าเป็นตัวแทนของกรม เป็นตัวแทนของผู้ใหญ่ ในกรมและในกระทรวง ซึ่งจะต้องเอาเปอร์เซ็นต์ทอนคืนให้กับกรมและกระทรวงนะครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ร้อยละ ๒๕ ต้องให้ท้องถิ่นนั้นเอาเงิน ๙๐๐,๐๐๐ กว่าบาท เป็นเงินสดเอามาจ่ายให้ก่อนเพื่อทอนคืนถึงจะได้เงินเอาไปพัฒนาแหล่งน้า ชาวบ้านรอความหวัง แต่ท่านใช้ความหวังและวิกฤติของชาวบ้านมาแสวงและเรียกรับผลประโยชน์ ท่านประธาน ที่เคารพครับ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ถ้า ๒๕ เปอร์เซ็นต์ มันต้องทอนคืนมา ๒,๕๐๐ ล้านบาท ถ้า ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท มันจะต้องทอนคืนมา ๒๕,๐๐๐ ล้านบาทครับ เงินที่เอาไว้ต่อรอง กับความทุกข์ยากของพี่น้องประชาชนแบบนี้ท่านจะต้องไม่ให้มีเกิดขึ้นและจะต้องปฏิบัติ ให้เป็นแบบอย่าง ผมยกกรณีตัวอย่างเขตพื้นที่เลือกตั้งของผมที่จังหวัดพิษณุโลก ท่านขอให้ ตรวจสอบ และถ้าเกิดว่าท่านไม่ท้าเรื่องนี้ให้กระจ่าง ผมจะด้าเนินการน้าเรื่องนี้ไปยื่นต่อ องค์กรอิสระหรือหน่วยงานที่รับผิดชอบเพื่อด้าเนินการต่อไป และท่านจะต้องให้ค้าตอบ และถ้าเกิดว่า อบต. แห่งนี้ไม่ได้งบประมาณตามที่สัญญาเตรียมโครงการ เตรียมแผนงาน กันไว้เพราะเขาไม่มีเงินจะเอามาทอนคืนให้ท่านร้อยละ ๒๕ ขอให้ท่านชี้แจงและท้าเรื่องนี้ ให้เป็นที่ประจักษ์เป็นกรณีตัวอย่าง ท่านประธานที่เคารพ
เรื่องที่ ๓ ท่านประธานที่เคารพครับ ไม่มีใครจะรู้จักปัญหาของท้องถิ่นดีเท่ากับ คนท้องถิ่น ไม่มีใครจะทราบความเดือดร้อนในท้องถิ่นดีเท่ากับเจ้าของบ้านของเขา แต่น่าเสียดาย เหลือเกินท้องถิ่นกลับไม่ได้รับการใส่ใจอย่างที่ควรจะเป็น บางท้องถิ่นซึ่งส่วนใหญ่ผมเชื่อ ในผู้บริหาร และสมาชิกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นคนดีครับ ถ้าไม่ดีประชาชนในท้องถิ่น เขาคงไม่เลือกมาเป็นสมาชิกและผู้บริหารของท้องถิ่นนั้น แต่แน่นอนครับ บางท้องถิ่นผู้บริหาร หรือสมาชิกก็เป็นผู้มีอิทธิพล ทั้งนี้ทั้งนั้นที่ผมขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานเป็นประเด็น สุดท้ายด้วยครับ ก็คือในปัจจุบันท่านประธานคงไม่ปฏิเสธนะครับว่าการใช้เงินเป็นปัจจัย ในการชี้แพ้ชี้ชนะในการเลือกตั้งท้องถิ่นนั้นหนักหน่วง รุนแรงและสาหัสที่สุดครับ บางท้องถิ่น คุยกันแบบเปิดเผยเลยครับว่าการเลือกตั้งนายก อบต. ครั้งนี้หมดไปกี่ล้านบาท บอกว่า แจกหัวละ ๒,๐๐๐ บาท หมดไป ๑๐ ล้านบาทครับ หมดไป ๑๕ ล้านบาท และถามว่าผู้บริหาร มีเงินเดือนเท่าไร สมาชิกท้องถิ่นมีเงินเดือนเท่าไรครับ แม้กระทั่งท้องถิ่นขนาดใหญ่ ก็คือ องค์การบริหารส่วนจังหวัด แต่ละจังหวัดท่านประธานทราบไหมว่าเลือกตั้งแต่ละครั้ง ใช้เงิน ๑๐๐ ล้านบาท ๒๐๐ ล้านบาท ทั้ง ๆ ที่เงินเดือนไม่ถึง ๑๐๐,๐๐๐ บาท ท่านประธานครับ มันส่อนัยว่าเลือกไปแล้วจะต้องไปโกงครับ เลือกไปแล้วจะต้องไปแสวงหาผลประโยชน์ จากงบประมาณที่เหลืออยู่เล็กน้อยขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จะไม่มีเงินเหลือที่จะพัฒนา อีกต่อไปแล้ว นอกจากตั้งโครงการไม่ว่าจะเป็นอีเวนท์ (Event) ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็แล้วแต่ ขุดลอกคลอง หรือซื้อถุงยังชีพ ต้นทุน ๑๐๐ บาท เบิก ๕๐๐ บาท ต้นทุน ๑๒๐ บาท เบิก ๗๐๐ บาท เพื่อกินเปอร์เซ็นต์ส่วนต่างไม่รู้กี่ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ท่านประธานที่เคารพครับ ท่านจะขจัดปัญหาการทุจริต การคอร์รัปชัน การซื้อสิทธิขายเสียงในองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นอย่างไร ก็ขออนุญาตโยงไปถึง กกต. นิดหนึ่ง กกต. ไม่ว่าจะท้องถิ่นหรือในระดับชาติ ผมถือว่าล้มเหลวที่สุดขอพาดพิงไปถึง กกต. ว่าถ้าเกิดว่า กกต. ไม่สามารถที่จะท้ากฎหมาย การเลือกตั้งทั้งในระดับชาติและในระดับท้องถิ่นให้ศักดิ์สิทธิ์ได้ กระบวนการในการพัฒนา ประชาธิปไตยตั้งแต่ในระดับท้องถิ่นถึงในระดับชาติไม่มีวันที่จะก้าวหน้าไปมากกว่านี้ครับ ก็ขอถือโอกาสนี้ฝากข้อสังเกต ข้อเท็จจริงและข้อเสนอพร้อมกับแสดงเหตุผลที่เห็นด้วย กับร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ต่อท่านประธานและที่ประชุมทุกท่าน ขอบพระคุณครับ
ท่านรัฐมนตรีจะตอบไหมครับ เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม ในฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่มีหน้าที่ก้ากับดูแล กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น วันนี้เป็นการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติบ้าเหน็จบ้านาญ ข้าราชการส่วนท้องถิ่น (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ก็ต้องขอขอบคุณท่านสมาชิกที่ต้องเอ่ยชื่อ ท่าน ส.ส. นคร มาฉิม จังหวัดพิษณุโลก ที่ได้กล่าวถึงเรื่องงบประมาณของกรมส่งเสริม การปกครองท้องถิ่นว่าไม่รีบด้าเนินการเพราะเหตุใดที่จะอุดหนุนลงไปสู่ท้องถิ่น ต้องกราบเรียนว่า ผมเองเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งจากพี่น้องประชาชนเช่นเดียวกัน ในข้อสั่งการของรัฐบาลขอให้ท่านมั่นใจว่าเมื่อผมมารับต้าแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงมหาดไทยมาจากการเลือกตั้ง พื้นที่จังหวัดผมคงไม่ต่างอะไรจากจังหวัดพิษณุโลก และจังหวัดอื่น ๆ ของผู้แทนราษฎรทุกเขตทั่วประเทศที่ท้องถิ่นเขามีความจ้าเป็น เขามี ความเดือดร้อนเรื่องแหล่งน้า เรื่องถนนหนทาง ไฟฟ้า แสงสว่าง อะไรทั้งหลาย ผมเอง ก็เคยอยู่ลักษณะอย่างนี้ เมื่อคราวที่เป็นฝ่ายค้านก็มีข่าวอย่างนี้ งบประมาณก็หาย แต่ผมเป็น ผู้แทนราษฎรตามรัฐธรรมนูญมีบทบัญญัติห้ามผู้แทนราษฎรเข้าไปก้าวก่าย ไปยุ่งเกี่ยว หรือไปด้าเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งเกี่ยวกับงบประมาณซึ่งอาจจะส่อและผิดกฎหมาย รัฐธรรมนูญได้ จากค้าอภิปรายที่ท่านได้เสนอ วันนี้กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น โดยการประชุมของคณะกรรมการการกระจายอ้านาจ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ท่านได้ลงนามในค้าประกาศของคณะกรรมการการกระจายอ้านาจเป็นที่เรียบร้อยแล้ว การที่จะประกาศได้หรือไม่ได้นั้นทุกอย่างต้องรัดกุม มั่นคง รอบคอบ ปลอดภัย และจะต้อง เป็นไปตามกฎหมายทุกประการ รัฐบาลไม่อาจที่จะลงนามในประกาศโดยไม่ผ่านการประชุม ของคณะกรรมการการกระจายอ้านาจได้มันก็เลยท้าให้เกิดความล่าช้าไปบ้าง ขณะนี้ ลงนามแล้ว ประกาศแล้วนะครับ ทางกรมก็ได้มีหนังสือเวียนไปยังทุกจังหวัดให้จังหวัด ได้ด้าเนินการ โดยผู้ว่าราชการจังหวัดให้ท้องถิ่นได้ส่งโครงการทั้งหลายต้องผ่านกระบวนการ ขั้นตอน และผ่านคณะกรรมการกลั่นกรองของจังหวัด โครงการแต่ละโครงการมีเงื่อนไข ต้องไม่เกิน ๑ ปี จะต้องจัดซื้อครุภัณฑ์ไม่ได้ อย่างไรมีเอกสารประกอบเป็นเงื่อนไขแต่ละข้อ ๆ ที่เขาเรียกว่าคุณสมบัติ ท่านเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรท่านก็คงจะทราบ
ประการต่อไป เมื่อเดือนที่ผ่านมาผมให้ฝ่ายกฎหมายของกระทรวงมหาดไทย ไปด้าเนินการร้องทุกข์กล่าวโทษกับคนที่ท่านกล่าวทั้งหลายว่ามีตัวแทนไปเดินเรียกรับขายงบ งบประมาณยังไม่ได้ปล่อย ผมเอาชีวิตของคนเป็นผู้แทนราษฎรบ้านนอกเป็นเดิมพัน ท่านมั่นใจได้ ที่จะมาถือกระเป๋าท้าแบบที่ผมเคยถูกกระท้ามาสมัยหนึ่งผมไม่ยอมปล่อยแน่นอน มีบุคคล ไปเดินอยู่ตามจังหวัดนั้นจังหวัดนี้ มันเป็นหน้าที่ของนายกรัฐมนตรีและข้าราชการต้องช่วยกัน ตรวจสอบว่าบุคคลที่เดินมาตามท้องถิ่นและมาบอกว่ามีงบเครื่องสูบน้า มีงบเทถนน งบก่อสร้างทั้งหลาย ถ้าคนที่เขามีหน้าที่ เดี๋ยวต้องขออนุญาตชี้แจงเดี๋ยวท่านทีหลังก็แล้วกัน ท่านจะได้เข้าใจนะครับ ท่านให้ผมชี้แจงให้จบก่อนครับ ก็ไปด้าเนินการ สุดท้ายก็เป็นไข่ตุ๋น ทั้งนั้นนะครับ พิมพ์นามบัตรมี ๕-๖ ต้าแหน่งในสภาผู้แทนราษฎร คณะกรรมาธิการ ท้าหนังสือ ตรวจสอบจากกระทรวงมหาดไทยไป ทางวุฒิสภาตอบมาว่าไม่มีต้าแหน่ง เห็นไหมครับ และรายที่ ๓ จับได้ก็เป็นข้าราชการบันทึกภาคทัณฑ์ส่งตัวกลับไปต้นสังกัด เพราะฉะนั้น ที่ท่านบอกว่าที่จังหวัดพิษณุโลกมีงบประมาณ ๓,๙๐๐,๐๐๐ บาท แล้วมีตัวแทนของ ข้าราชการในกรมก็ไม่ได้หมายความว่าเกี่ยวข้องกับรัฐมนตรี ที่ผมนี่ไม่มี ถ้าท่านมีข้อมูล มีบุคคล มีชื่อ ท่านเอาชื่อมาส่งให้ผมผมจะด้าเนินการให้ท่านโดยเฉียบขาดที่ไปเดินแล้ว เรียกเงินทอน ๒๕ เปอร์เซ็นต์ ก็คนที่เดินทอนเขาชื่ออะไรครับ เขาให้นามบัตรไหม และเขาเป็น ตัวแทนของนาย ก ข้าราชการส่วนไหน อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นรับแนวทางนโยบายการปฏิบัติต้องไม่ให้เกิดวิธีการอย่างนี้ ในกรมเด็ดขาด แต่อาจจะมีคนเหล่านี้เกิดขึ้น มันก็อาจจะไม่ได้หมายความว่าเป็นเจ้าหน้าที่ ถ้าเป็นเจ้าหน้าที่ต้องมีบัตร ท้าไมท่านไม่ให้ท้องถิ่นเขาควบคุมตัวหรือถ่ายรูปบันทึกเสียงไว้ ผมเข้าใจคนเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดที่เขาเดือดร้อนเขาควรจะได้งบประมาณ ไปด้าเนินการ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ที่ท่านฝากมาผมก็จะเข้าไปก้าชับ ทุกจังหวัดมีความจ้าเป็น ทุก อบต. มีความจ้าเป็นเท่ากันหมด เมื่องบประมาณมีอยู่เท่านี้มันก็เป็นไปตามสัดส่วน ตามโอกาส ความจ้าเป็นก่อนและหลัง ถ้ามีงบประมาณในคราวต่อไปก็ว่ากันต่อไป เพราะฉะนั้นก็ขอย้าว่า ที่ไปเดินสายขายงบฟังมาหลายเที่ยวก็ด้าเนินการติดตามก็สุ่มดูอยู่ตลอด สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มาบอกว่าท่านรัฐมนตรีมีคนไปเดินขายงบตรงโน้น มันงบของใครล่ะครับ กรมไหน ชื่ออะไร จังหวัดไหน หน้าตาเป็นอย่างไรจะได้ดู แต่วันนี้มันมีข่าวอย่างนี้เราต้องช่วยกัน ท่านเป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพิษณุโลก ถ้าท่านให้ข้อมูลมาไปแจ้ง ป.ป.ช. เลยก็ได้ ไปแจ้งต้ารวจ หรือส่งข้อมูลมาจะด้าเนินการให้ ทั้งหมดที่กล่าวมานี้มีนามบัตร มีหลักฐาน มีบันทึก มีบันทึกประจ้าวันของต้ารวจ แล้วก็มีบัตรประจ้าตัวข้าราชการ และมีข้อสั่งการ ของผมไปถึงอธิบดีให้ก้าชับและเข้มงวดเรื่องนี้นะครับ ส่วนเรื่องงบอื่น ๆ ก็เป็นไปตามกติกา เริ่มด้าเนินการแล้วนะครับ อาจจะล่าช้าด้วย ฝนจะตกเดี๋ยวจะไม่ทันการหน้าฝนติดทั้งหลาย อันนั้นเป็นหน้าที่ในกระบวนการที่เราด้าเนินการให้ท่านโดยเรียบร้อย ขอให้ท่านวางใจได้ แต่ถ้าจะมีเหตุการณ์อย่างนั้นท่านต้องให้ความร่วมมือกับผม กับกระทรวง หรือคนอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง จะเป็นพระคุณและยินดีอย่างยิ่งครับ
เชิญท่านนคร มาฉิม ครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นายนคร มาฉิม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ ผมต้องยืนยัน ข้อมูลข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ท่านประธานที่เคารพครับ มีคนโกงที่ตั้งใจจะไปเรียกรับเงิน ที่ไหนครับจะไปมอบนามบัตร เพราะมันตลก ผมกราบเรียนข้อเท็จจริงทั้งหมด ท่านรัฐมนตรี มีอ้านาจในการที่จะสั่งการ ถ้าฝ่ายนโยบายไม่รู้ อธิบดีกรมไม่รับรู้ในเรื่องการโกง ในเรื่อง การเรียกรับเปอร์เซ็นต์ร้อยละ ๒๕ ท่านต้องตั้งกรรมการสอบ ซึ่งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เขามีข้อมูลอยู่ทั้งหมด ข้อมูลข้อเท็จจริงเหล่านี้นายกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น นายก อบต. ท่างาม อ้าเภอวัดโบสถ์ จังหวัดพิษณุโลก พร้อมที่จะให้ข้อมูลครับ แล้วก็ ท่านเอาคนผิดมาลงโทษเลยนะครับ
อันที่ ๒ นะครับ ที่ท่านรัฐมนตรีได้ให้ความกรุณาบอกว่าได้ตรวจสอบได้เอาผิด กับคนที่ไปเร่ขายงบเรียกรับเปอร์เซ็นต์มาแบบนี้ เค้าลางมันมีอยู่จริงครับ ข้อเท็จจริงมันมีอยู่จริง ในกรมนี้ ท่านประธานที่เคารพ แม้กระทั่งเพื่อนสมาชิกของผมหลายท่านพอผมพูดจบนี่ เขาบอกว่าที่จังหวัดเขา ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ที่จังหวัดเขา ๒๕ เปอร์เซ็นต์เหมือนกัน ในท้านองเดียวกัน ทั้งประเทศ ท่านประธานที่เคารพ ถ้ารัฐมนตรีท่านจริงใจและจะเอาผิดเรื่องนี้อย่างแท้จริง ท่านจะต้องเอาเอกสารที่ท่านมอบอ้านาจให้กับข้าราชการไปด้าเนินการแจ้งความร้องทุกข์ กล่าวโทษด้าเนินคดีว่าท่านด้าเนินไปแล้วกี่คน กี่ราย เสนอต่อท่านประธานและผมพร้อมที่จะ ตรวจสอบเรื่องนี้
สุดท้ายจริง ๆ ก็คือที่ท่านตอบว่ามีความจริงใจที่จะกระจายอ้านาจ กระจาย เงินงบประมาณไปสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พอฟังค้าตอบแล้วรู้สึกผิดหวังแทน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั้งหมดทั่วประเทศเลย ท่านสามารถที่จะอ้างเหตุอ้างผลสารพัดว่า มีคณะกรรมการกระจายอ้านาจ
ท่านนครครับมีผู้ประท้วง ท่านพิเชษฐ์ประท้วงเรื่องอะไรครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ผมประท้วงท่านประธานและประท้วงท่านผู้อภิปรายตามข้อบังคับ ข้อ ๖๑ ผมคิดว่ามันน่าจะเป็น กระทู้ถามไปแล้วนะครับ ท่านประธานช่วยควบคุมการประชุมด้วยครับ มันไม่เกี่ยวข้องกับ ร่างพระราชบัญญัติเลยนะครับ อย่างไรให้ท่านประธานช่วยพิจารณาด้วยครับ
พอแล้ว ท่านพิเชษฐ์จะสรุปอยู่แล้ว เชิญท่านนครต่อจะจบอยู่แล้วครับ
กราบขอบพระคุณท่านประธานที่เคารพครับ อันที่จริงเกี่ยวข้องทุกประเด็น เพราะเกี่ยวกับงบการเงิน เกี่ยวกับการบริหารองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น พอท่านรัฐมนตรีได้กรุณาตอบมานะครับ ผมก็ขออนุญาตยืนยันข้อเท็จจริง และฝากข้อเท็จจริงให้ท่านรัฐมนตรีในฐานะผู้ก้ากับดูแลให้กฎหมายศักดิ์สิทธิ์ ให้ท้องถิ่น เจริญก้าวหน้า ให้ประชาชนได้ประโยชน์ ท่านประธานที่เคารพ ก็ฝากเรื่องนี้เพื่อให้ท่านรัฐมนตรี และรัฐบาลแสดงความจริงใจและไม่มีเหตุผลที่จะอ้างเพื่อปฏิบัติตามกฎหมายแผน และขั้นตอนการกระจายอ้านาจสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ขอบพระคุณครับ
ท่านสมาชิกที่อยู่นอกห้องกรุณากลับเข้าห้องประชุมนะครับ จะขอมติจากที่ประชุม เดี๋ยวท่านรัฐมนตรีแป๊บหนึ่งครับ เชิญท่านรัฐมนตรีตอบครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผมในฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ตามที่ท่านสมาชิกได้สอบถามกรณีดังกล่าว ก็ขอเรียนว่าเอกสารทั้งหลายจะส่งมอบให้ ท่านประธาน ๑ ชุด และให้ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติซึ่งเป็นสมาชิกที่มีคุณภาพ ๑ ชุด ไม่มีโจร ที่ไหนจะพิมพ์นามบัตร ผมเป็นรัฐมนตรีคนแรกที่จับโจรมีนามบัตรมาให้ท่านดู เป็นนามบัตร มีโลโก้ (Logo) ทั้งหลาย แล้วโยงไปถึงใคร เดี๋ยวจะส่งมอบให้ท่าน แล้วหนังสือสอบถามจาก กระทรวงมหาดไทยไปยังประธานวุฒิสภาว่า นาย ก นามสกุล ข มีต้าแหน่งที่ปรึกษา กิตติมศักดิ์ เลขานุการคณะกรรมาธิการนั้น คณะกรรมาธิการนี้หรือไม่ ปรากฏว่าไม่มี และผมจะเดินทางไปตรวจราชการ ไปหา อบต. ที่ท่านได้กล่าวนี้ในวันที่ ๕ ตอนเช้าว่า โครงการ ๓,๙๐๐,๐๐๐ บาท มันมีอยู่ในแผนของ อบต. ไหม แล้วท้าการขอสนับสนุนมาที่ ท้องถิ่นแล้วไม่ได้รับงบ แล้วมีบุคคลใดไปกล่าวอ้าง ผมจะเชิญผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้บังคับการจังหวัด และผู้ก้ากับการสถานีต้ารวจ มาบันทึกถ้อยค้า และจะด้าเนินคดี และสืบหาคนร้ายรายนี้ให้กับท่านจนเป็นที่พอใจท่าน แล้วก็หวังว่าจะได้น้าสิ่งเหล่านี้ เป็นกรอบไม่ให้เกิดเหตุการณ์ที่เขากล่าว เขาอ้างกันว่าไปขายงบตรงนั้นงบตรงนี้ แล้วอยู่ตรงไหนล่ะครับ ทีนี้ปัญหาต้องช่วยกันดูว่าถ้ามีปุ๊บท่านให้ข้อมูลผม ผมก็จะได้ ด้าเนินการ รัฐบาลไม่มีนโยบายอื่น จะไม่จริงใจไม่ได้ เพราะพี่น้องประชาชนเดือดร้อน ท้องถิ่นก็ต้องได้รับงบประมาณนะครับ เพราะฉะนั้นก็ขอยืนยันในเรื่องนี้ให้ท่าน แล้วจะ ส่งมอบเอกสาร เดี๋ยวให้เจ้าหน้าฝ่ายกฎหมายน้ามาให้ แล้วจะส่งให้ท่านตามที่อยู่ จะให้ เจ้าหน้าที่จากฝ่ายกฎหมายกระทรวงมหาดไทยได้จัดส่งให้ท่านหวังว่าท่านจะได้รับทราบ ข้อมูลไว้ในระดับหนึ่ง ขอขอบคุณครับ
ท่านวิทยามีอะไรครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม วิทยา แก้วภราดัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ผมต้อง ขอบคุณท่านรัฐมนตรีที่อุตส่าห์รับปากกลางสภาไป และผมคิดว่าเรื่องนี้จะเป็นบรรทัดฐาน เพราะเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นบ่อยในชนบทจริง ๆ นะครับ แล้วก็หวังว่าถ้าท่านสอบสวนเสร็จ ท่านมีเวลาช่วยรายงานผ่านท่านประธานสภาแจ้งเพื่อนสมาชิกด้วยครับ
ท่านสมาชิกที่อยู่นอกห้องประชุมกรุณากลับเข้าห้องประชุมนะครับ ที่ประชุม คณะกรรมาธิการก็ขอความกรุณามาใช้สิทธิในการลงมติก่อนนะครับ ท่านที่มาแล้วกรุณา เสียบบัตรแสดงตนผมจะต้องตรวจสอบองค์ประชุมครับ ท่านที่อยู่ภายนอกทั้งหลายกรุณา กลับเข้าห้องประชุมเชิญเสียบบัตรแสดงตนครับ
(สมาชิกท้าการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
ส่งผลคะแนนครับ จ้านวนผู้ที่อยู่ในห้องประชุม ๒๙๙ ท่าน ครบองค์ประชุมนะครับ
ต่อไปผมจะขอมติจากที่ประชุมว่าจะรับหลักการแห่งร่างพระราชบัญญัติ ทั้ง ๒ ฉบับหรือไม่ เชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนครับ ผู้ใดเห็นควรรับหลักการ โปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ท่านผู้ใดเห็นควรว่าไม่รับหลักการโปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ท่านผู้ใด เห็นควรงดออกเสียงโปรดกดปุ่ม งดออกเสียง เชิญลงคะแนนได้แล้วครับ
(สมาชิกท้าการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
อาจารย์ประกอบเรียบร้อยแล้วนะครับ ปิดการลงคะแนนครับ ส่งผลคะแนนให้ผมด้วยครับ จ้านวนผู้เข้าประชุม ๓๙๖ ท่าน เห็นด้วยทั้งหมด ๓๙๖ ท่าน เป็นอันว่าที่ประชุมรับหลักการ แห่งร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้นะครับ
ต่อไปหารือเรื่องตั้งคณะกรรมาธิการครับ
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายสัมภาษณ์ อัตถาวงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครราชสีมา พรรคเพื่อไทย ขอเสนอส่งร่างพระราชบัญญัติบ้าเหน็จบ้านาญ ข้าราชการส่วนท้องถิ่น (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ให้คณะกรรมาธิการสามัญคือคณะกรรมาธิการ การปกครองส่วนท้องถิ่นพิจารณาครับ ขอผู้รับรองด้วยครับ
มีผู้รับรอง มีท่านใดเห็นเป็นอย่างอื่นไหมครับ
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)
ถ้าไม่มีก็ให้ส่งร่างพระราชบัญญัตินี้ให้กับคณะกรรมาธิการการปกครองส่วนท้องถิ่นนะครับ ใช้ร่างของผู้ใดเป็นหลักครับ ซึ่งมีอยู่ ๒ ร่างครับ
เนื่องจากว่ามีร่างของนายสนอง เทพอักษรณรงค์ กับคณะ เป็นผู้เสนอด้วยให้รวมพิจารณาครับ โดยเสนอร่างของคณะรัฐมนตรี เป็นหลัก และขอแปรญัตติตามข้อบังคับ ๗ วันครับ
เป็นอันว่าปฏิบัติตามนี้นะครับ ส่งให้คณะกรรมาธิการการปกครองส่วนท้องถิ่นและแปรญัตติ ๗ วันตามข้อบังคับนะครับ
ต่อไปเป็นร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พ.ศ. .... (คณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ)
เชิญท่านรัฐมนตรีแถลงหลักการและเหตุผลครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม พงศ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้รับ มอบหมายจากคณะรัฐมนตรีให้เสนอร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พ.ศ. .... โดยมีหลักการและเหตุผลดังนี้
หลักการ ปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
เหตุผล โดยที่สมควรปรับปรุงการศึกษาระดับอุดมศึกษาให้สอดคล้อง กับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม โดยมีการส่งเสริมให้มหาวิทยาลัยของรัฐพัฒนา ไปสู่การเป็นมหาวิทยาลัยของรัฐที่ไม่เป็นส่วนราชการแต่อยู่ในก้ากับของรัฐ เพื่อประโยชน์ ในการบริหารจัดการที่เป็นอิสระและมีความคล่องตัว สามารถจัดการศึกษาในระดับอุดมศึกษา ได้อย่างมีคุณภาพและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยการจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษา จะต้องค้านึงถึงความเป็นอิสระ สามารถพัฒนาระบบบริหารและมีความเป็นเลิศทางวิชาการ ซึ่งสอดคล้องกับกฎหมายว่าด้วยการศึกษาแห่งชาติ ดังนั้น สมควรปรับปรุงการบริหาร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ให้เป็นไปตามแนวทางดังกล่าว จึงจ้าเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้ ซึ่งสอดคล้องกับกฎหมายว่าด้วยการศึกษาแห่งชาติ ดังนั้น สมควรปรับปรุงการบริหาร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ให้เป็นไปตามแนวทางดังกล่าว จึงจ้าเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้
ท่านรัฐมนตรีจะขออนุญาตแจกเอกสารเกี่ยวกับการเงินของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งท่านสมาชิกเคยขอไว้ เชิญเจ้าหน้าที่กรุณาแจกให้ท่านสมาชิกด้วยตามที่ของบการเงินครับ เชิญแจกให้สมาชิกด้วยครับ งบการเงินของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เอกสารพร้อมแล้วใช่ไหม พร้อมแล้วเชิญแจกเลยครับ เจ้าหน้าที่แจกงบการเงินไปทางฝ่ายค้านด้วยครับ เชิญ มีท่านใด จะใช้สิทธิอภิปรายบ้างครับ เชิญท่านชินวรณ์ครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ชินวรณ์ บุณยเกียรติ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดนครศรีธรรมราช ก่อนอื่นผมขออนุญาต ที่จะกราบเรียนท่านประธานว่าผมเห็นชอบด้วยหลักการที่ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้เสนอร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พ.ศ. .... ซึ่งก็เป็นเรื่องที่มีความเป็นมาในการที่รัฐบาลจะต้องสนับสนุนให้การศึกษาระดับอุดมศึกษา สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงทางด้านเศรษฐกิจและสังคม โดยเฉพาะการส่งเสริมให้ มหาวิทยาลัยของรัฐได้พัฒนาไปสู่การเป็นมหาวิทยาลัยของรัฐที่ไม่เป็นส่วนราชการอยู่ใน ก้ากับของรัฐ กระผมขออนุญาตที่จะกราบเรียนเป็นเบื้องต้นอย่างนี้ก่อนครับท่านประธานว่า รัฐสภาของเราในช่วงปัจจุบันนี้ก็ได้มีโอกาสหยิบยกเอาพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยที่ได้ ขอเปลี่ยนแปลงพัฒนาไปสู่การเป็นมหาวิทยาลัยในก้ากับของรัฐหลายมหาวิทยาลัยด้วยกัน แล้วก็มีค้าพูดที่แตกต่างกันที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่งก็คือว่ามีหลายท่านได้อภิปรายในสภานี้ว่า เป็นการที่จะให้มหาวิทยาลัยออกนอกระบบ หรือบางท่านก็บอกว่าให้มหาวิทยาลัยมีอิสระ ในการบริหารจัดการ หรือบางท่านก็บอกว่าพัฒนามหาวิทยาลัยไปสู่การไม่เป็นส่วนราชการ แต่อยู่ในก้ากับของรัฐ เพราะฉะนั้นผมอยากจะกราบเรียนว่าจริง ๆ เรื่องนี้ก็ไม่ได้เป็นเรื่องใหม่ แต่เป็นเรื่องที่มหาวิทยาลัยทั้งหลายได้มีการศึกษาเรียนรู้แล้วก็พยายามที่จะได้มีการปรับตัว เพื่อให้มหาวิทยาลัยนั้นมีความเป็นอิสระทางวิชาการ มีความคล่องตัวในการบริหาร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ก็อยู่ในบริบทเช่นเดียวกันนะครับ ถ้าท่านประธานจะจ้าได้ ในปี ๒๕๓๓ เราได้มีการเสนอมหาวิทยาลัยที่เรียกว่าเป็นมหาวิทยาลัยที่อยู่ในก้ากับของรัฐ เป็นมหาวิทยาลัยแรกคือมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี นั่นก็ด้วยความประสงค์ที่ชัดเจน ที่ต้องการจะให้มหาวิทยาลัยดังกล่าวนี้เดิมทีเดียวต้องการที่จะให้เป็นมหาวิทยาลัยนอกระบบ อย่างแท้จริง และมีความเป็นอิสระทั้งทางด้านวิชาการและทางด้านบริหาร แต่ว่าด้วยข้อจ้ากัด ในหลายอย่างครับ ในท้ายที่สุดการพัฒนามหาวิทยาลัยของเราที่ต้องการจะให้ออกไปสู่ นอกระบบอย่างแท้จริงก็ไม่ได้เป็นไปตามอุดมคติดังกล่าว เราจึงใช้ค้าว่าเป็นมหาวิทยาลัย ที่อยู่ในก้ากับของรัฐไม่เป็นส่วนราชการ พูดให้มีความเข้าใจให้มากยิ่งขึ้นในยุคปัจจุบันนี้ ก็คือว่าการที่มหาวิทยาลัยได้มีการพัฒนาสถานภาพของมหาวิทยาลัยเป็นมหาวิทยาลัย ในก้ากับของรัฐไม่เป็นส่วนราชการ ก็แปลว่าให้มหาวิทยาลัยนั้นได้มีความอิสระในการบริหาร เพิ่มมากขึ้น ก็คือสามารถที่จะบริหารจัดการมหาวิทยาลัยให้มีประสิทธิภาพ แต่มหาวิทยาลัย ก็ยังอยู่ในก้ากับของรัฐ ในความหมายโดยทั่วไปในขณะนี้ก็คือว่ายังของบประมาณจากรัฐบาล ได้เช่นเดิม แต่ว่าโดยอุดมคติที่เราต้องการจะยกมหาวิทยาลัยให้เป็นมหาวิทยาลัยนอกระบบ อย่างแท้จริงเราต้องการที่จะให้มหาวิทยาลัยต่าง ๆ นั้นโดยเฉพาะมหาวิทยาลัยระดับชั้นน้า ของประเทศของเรานั้นได้พัฒนาเป็นมหาวิทยาลัยนอกระบบ ในความหมายที่ผมอยากจะ กราบเรียนกับท่านประธานในวันนี้เพื่อให้เพื่อนสมาชิกได้ร่วมกันพิจารณาว่าวันนี้เมื่อเวลา ผ่านล่วงเลยไปตั้งแต่ปี ๒๕๕๓ เราก็ได้พัฒนาสถานภาพของมหาวิทยาลัยมาเป็น มหาวิทยาลัยในก้ากับมากกว่า ๑๗ แห่งแล้ว เพราะฉะนั้นผมจึงยืนยันกับท่านประธานว่า ยังไม่มีมหาวิทยาลัยใดเลยครับที่เป็นมหาวิทยาลัยที่ได้ชื่อว่าออกนอกระบบอย่างแท้จริง จริง ๆ แล้วในความคิดของผมผมต้องการเห็นมหาวิทยาลัยอย่างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล หรือมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งเป็น มหาวิทยาลัยชั้นน้าของประเทศเป็นมหาวิทยาลัยที่ออกนอกระบบอย่างแท้จริง นั่นคือเป็น มหาวิทยาลัยที่รัฐบาลต้องส่งเสริมให้มหาวิทยาลัยได้บริหารจัดการโดยฟาวน์เดชัน (Foundation) โดยกองทุนของมหาวิทยาลัยเอง ถ้าเมื่อไรเราสามารถที่จะพัฒนา มหาวิทยาลัยของเราไปสู่การยกระดับเหมือนมหาวิทยาลัยชั้นน้าของโลกอย่างแท้จริง ผมคิดว่า นั่นละครับคือการที่เราให้มหาวิทยาลัยของเราได้ออกนอกระบบ คือมหาวิทยาลัยมีกองทุน ในการบริหารจัดการมหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมีความสามารถในการหารายได้เข้ามาสู่ มหาวิทยาลัยเอง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ก็เป็นมหาวิทยาลัยหนึ่ง ได้มีการต่อสู้กันในประชาคมของมหาวิทยาลัยเอง ตั้งแต่ปี ๒๕๓๘ ปี ๒๕๔๒ หลังจากที่เราได้มีพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ และได้มี บทบัญญัติไว้ชัดเจนที่จะให้อ้านาจของมหาวิทยาลัยหรือการศึกษาในระดับอุดมศึกษานั้น มีความอิสระในการบริหารจัดการเพิ่มมากขึ้น เราได้มีการเขียนบทบัญญัติไว้ในขณะนั้น ชัดเจนว่าในการบริหารจัดการเกี่ยวกับรายได้และทรัพย์สินของมหาวิทยาลัยให้เป็นข้อยกเว้น ที่ไม่จ้าเป็นต้องส่งเป็นรายได้ของแผ่นดิน นั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่ส้าคัญที่ผมอยากจะกราบเรียน ท่านประธานครับ แน่นอนที่สุดวันนี้ผมจะไม่ทบทวนถึงศักยภาพของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพราะเป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปว่ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์นั้นมีประวัติความเป็นมาอย่างช้านาน และมีประวัติความเป็นมาที่งดงามในหลายด้าน และที่ส้าคัญคือเป็นมหาวิทยาลัยที่มีศักยภาพ และเมื่อมาดูรายงานการเงินงบประมาณรายจ่ายจากรายได้พิเศษของมหาวิทยาลัยแล้วก็ต้อง ยอมรับจริง ๆ ว่ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มีความพร้อมที่จะเป็นมหาวิทยาลัยในก้ากับ ที่ไม่เป็นส่วนราชการและมีอิสระ แต่วันนี้ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านรัฐมนตรี ผมมีประเด็นที่เราคิดว่าในชั้นกรรมาธิการซึ่งช่วงนี้ก็ได้มีการยกร่างพระราชบัญญัติ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต พ.ศ. .... ร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พ.ศ. .... รวมทั้งฉบับนี้คือร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พ.ศ. .... ผมอยากจะเรียน ผ่านท่านประธานไปยังรัฐมนตรีว่าอย่างน้อยมี ๕ ประเด็นส้าคัญครับที่วันนี้ควรจะเป็น ก้าวย่างที่รัฐมนตรีควรที่จะน้าเสนอกฎหมายที่ต้องการให้มหาวิทยาลัยได้พัฒนาไปสู่ การไม่เป็นส่วนราชการแต่อยู่ในก้ากับของรัฐนั้นได้มีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง ไม่เช่นนั้นแล้ว การเสนอเพื่อพัฒนามหาวิทยาลัยต่าง ๆ ที่จะเป็นมหาวิทยาลัยในก้ากับของรัฐก็ท้าเป็น แบบฟอร์ม (Form) เดียวกันหมดแล้วครับในขณะนี้ ไม่ได้มีการสนองตอบต่ออัตลักษณ์ ของแต่ละมหาวิทยาลัย ไม่ได้มีการต่อยอดในการที่สนับสนุนให้มหาวิทยาลัยนั้นได้มีความอิสระ มีประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ ค้านึงถึงคุณภาพผู้เรียน และค้านึงถึงสถานภาพของ มหาวิทยาลัยเอง ผมคิดว่าวันนี้อย่างน้อยมี ๕ ประเด็นที่ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธาน ผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีและผ่านไปยังคณะกรรมาธิการที่เราต้องร่วมพิจารณาว่าวันนี้ปี ๒๕๕๖ ถ้านับย้อนกลับไปปี ๒๕๓๓ ก็ ๒๐ กว่าปีครับ เพราะฉะนั้นการที่จะให้มหาวิทยาลัยของเรา ได้เป็นมหาวิทยาลัยที่ตอบโจทย์ต่อประเทศไทยในขณะนี้ ที่เป็นมหาวิทยาลัยที่ตอบโจทย์ ในการที่จะพัฒนาศักยภาพในการแข่งขันของประเทศในขณะนี้ เราควรจะเพิ่มเติมบทบัญญัติ ที่เกี่ยวกับมหาวิทยาลัยให้เป็นมหาวิทยาลัยในก้ากับไม่เป็นส่วนราชการในประเด็นใดบ้าง
ประเด็นแรกครับท่านประธาน ที่ผมอยากจะกราบเรียนคือประเด็นในเรื่อง ของประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ เราต้องยอมรับความเป็นจริงครับ ในขณะนี้เมื่อผมไปดู ร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ที่เสนอเข้ามาเพื่อพัฒนาให้เป็นมหาวิทยาลัยในก้ากับ ของรัฐนั้น ยังไม่มีบทบัญญัติของมหาวิทยาลัยใดเลยครับที่เปลี่ยนแปลงไปจากรูปแบบเดิม ที่ต้องการมาตอบโจทย์ในเรื่องประสิทธิภาพในการบริหาร ตอบโจทย์ประการแรกก็คือ ในเรื่ององค์กรสูงสุดในการบริหารมหาวิทยาลัยครับ ท่านประธานคงจ้าได้ว่าการบริหาร มหาวิทยาลัยหรือการบริหารในระดับอุดมศึกษานั้นเราได้มีการมอบอ้านาจให้กับมหาวิทยาลัย ตั้งแต่ในยุคท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ขอประทานโทษที่เอ่ยนาม คือ ฯพณฯ ชวน หลีกภัย ครับ ในขณะนั้นได้มีการมอบอ้านาจในการบริหารจัดการทั้งหมดไปให้มหาวิทยาลัย คือสมัยก่อนหน้านั้นการที่จะขอขยายสาขาวิชา ขอเปิดคณะวิชาต่าง ๆ การขอขยายหลักสูตร วิชาต่าง ๆ ต้องเสนอมาที่กระทรวงศึกษาธิการหรือต้องเสนอมาที่ทบวงมหาวิทยาลัยในขณะนั้น แต่ว่าหลังปี ๒๕๔๒ แล้วเมื่อเรามีพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ เราก็ได้จัดการ การบริหารมหาวิทยาลัยในระดับส่วนกลางไปเป็นส้านักเรียกว่า ส้านักงานคณะกรรมการ การอุดมศึกษา ซึ่งบริหารงานเป็นอีกแท่งหนึ่งของกระทรวงศึกษาธิการ มีคณะกรรมการ การอุดมศึกษาเป็นคนดูแลในเรื่องของการบริหารจัดการในส่วนกลางทั้งหมด ไม่มีส่วนใด ที่เกี่ยวกับการบริหารจัดการที่จะมาเกี่ยวข้องถึงรัฐมนตรีโดยตรง ถึงแม้ท่านพงศ์เทพ ท่านก็คงทราบดีนะครับ เรามีหน้าที่เพียงเรื่องพิธีการเท่านั้นละครับ เกี่ยวกับเรื่องมหาวิทยาลัย เช่น อาจจะต้อง เสนอขึ้นทูลเกล้าฯ แต่งตั้งอธิการบดีหรือนายกสภาเท่านั้นเอง หรือขอขยายเวลาที่เกี่ยวข้อง กับงบประมาณเท่านั้นเอง ส่วนกระบวนการในการบริหารจัดการตั้งแต่การจัดตั้งงบประมาณ จนถึงการบริหารภายในมหาวิทยาลัยนั้น เดี๋ยวนี้เป็นเรื่องของสภามหาวิทยาลัย เป็นเรื่องของ สภามหาวิทยาลัยไปแล้ว เพราะฉะนั้นวันนี้ผมจึงอยากจะกราบเรียนว่าบทบัญญัติที่เราจะยก ร่างพระราชบัญญัติในการที่จะให้มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ของเรามีประสิทธิภาพ ในการบริหารจัดการที่เป็นแบบอย่าง เป็นต้นแบบครับ ผมคิดว่าวันนี้เราต้องมาดูถึง ความชัดเจนในเรื่ององค์กรสูงสุด ประการแรก คือเรื่องสภามหาวิทยาลัยนะครับ ผมทราบข่าวด้วยความดีใจครับว่าท่านรัฐมนตรีก็ได้ให้ความส้าคัญในเรื่องนี้ และเมื่อท่านเข้าไป ท่านก็ได้ให้นโยบายชัดเจนตามที่พวกผมเคยท้าไว้ ที่ต้องการจะให้มหาวิทยาลัยนั้นสนองต่อ การตอบโจทย์ของประเทศ ทั้งในเรื่องคุณภาพผู้เรียน ทั้งในเรื่องของการรับใช้สังคม และที่ส้าคัญท่านรัฐมนตรีเองก็ได้ไปสั่งการชัดเจนตามที่ผมทราบมาก็คือว่าต่อไปนี้ คนที่จะเป็นนายกสภามหาวิทยาลัย ไม่ใช่เดินสายเป็นไปทั่วประเทศแล้ว ต้องให้เป็นได้เพียง ๒ มหาวิทยาลัยเท่านั้น แต่แค่นี้มันยังไม่พอนะครับ ที่ท่านบริหารจัดการไปยังเป็นเพียง รูปแบบเท่านั้นเอง ผมต้องการให้องค์กรสูงสุดในการบริหารการศึกษาระดับอุดมศึกษา หรือระดับมหาวิทยาลัย โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยที่เป็นมหาวิทยาลัยในก้ากับของรัฐนั้น ต้องเป็นสภามหาวิทยาลัยที่ประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิอย่างแท้จริง และภายในกระบวนการ ดังกล่าวนั้นเราจะต้องมีโครงสร้างเชิงอ้านาจครับ ท่านประธานครับ ที่ให้มีการตรวจสอบ และถ่วงดุลครับ ไม่อย่างนั้นมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ก็จะกลายไปเป็นอาณาจักรแต่ละอาณาจักรนะครับ ซึ่งผมคิดว่าในสภานี้คงไม่มีใครต้องการที่จะให้การบริหารจัดการมหาวิทยาลัย ไม่ได้คืนกลับสนองตอบต่อสังคม ไม่ได้มีจิตส้านึกที่จะรับใช้และตอบโจทย์ต่อประเทศชาติ บ้านเมือง เราไม่ต้องการเห็นมหาวิทยาลัยที่จะเป็นอาณาจักรที่ได้รับงบประมาณ จากการก่อตั้งมาเมื่อหลายสิบปีที่แล้วมาและวันนี้กลับกลายเป็นอาณาจักรของตนเอง โดยไม่สนใจสิ่งแวดล้อมข้างนอก โดยไม่สนใจในการตอบโจทย์ของประเทศชาติบ้านเมือง ในการที่จะพัฒนาศักยภาพ ในการแข่งขัน หรือในการผลิตก้าลังคนของภาครัฐ เพราะฉะนั้น องค์กรสูงสุดที่เป็นสภามหาวิทยาลัย ผมคิดว่าต้องมีการด้าเนินการในการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง ในยุคนี้ ในยุคที่มีการเสนอกฎหมายฉบับนี้เข้ามา แน่นอนที่สุดในชั้นรับหลักการนี้ผมจะขออนุญาต ไม่ลงรายละเอียด แต่ว่าในชั้นกรรมาธิการผมคิดว่าถึงเวลาที่เราจะต้องร่วมมือกันระหว่าง ฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติที่เราจะต้องมาปฏิรูปสภามหาวิทยาลัย และต้องยอมรับ ความเป็นจริงนะครับ จากโครงสร้างเดิมนั้นมีปัญหามากพอสมควรครับ ในขณะนี้ บางมหาวิทยาลัยยังไม่สามารถแต่งตั้งอธิการบดีได้เลยครับ เพราะมันเหมือนกับไก่กับไข่ เหมือนกับงูกินหางครับท่านประธาน เพราะอธิการบดีเป็นคนเสนอชื่อผู้ทรงคุณวุฒิ เสนอชื่อกรรมการสภามหาวิทยาลัย และกรรมการสภามหาวิทยาลัย นายกสภามหาวิทยาลัย ในท้ายที่สุดก็กลายเป็นคนที่จะคัดสรรอธิการบดี เราควรจะมีกระบวนการอย่างไรครับ ที่จะท้าให้การบริหารจัดการของสภามหาวิทยาลัยนั้นได้มีความชัดเจนในฐานะองค์กรสูงสุด แต่เท่านั้นยังไม่พอครับ เมื่อเรามอบอ้านาจในการบริหารทั้งหมดให้กับสภามหาวิทยาลัย เป็นบอร์ด (Board) บริหารแล้ว ผมคิดว่าการยึดโยงกับนโยบายของรัฐ การยึดโยงกับ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ การยึดโยงกับแผนพัฒนาการศึกษาของชาติ ยิ่งจะต้องมีความจ้าเป็นที่เราจะต้องมีกลไกใดก็แล้วแต่ครับ ที่จะต้องมายึดโยงในส่วนของ องค์กรสูงสุดนี้กับกระบวนการในการที่จะตอบโจทย์ในการจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษา ของประเทศของเรา ไม่เช่นนั้นแล้วนอกจากกลายเป็นอาณาจักรแล้วต่างคนต่างท้า ต่างคนต่างผลิตบัณฑิต และการผลิตบัณฑิตไม่ตอบโจทย์ตามแผนพัฒนาก้าลังคนของรัฐ ที่เราต้องการจะให้เป็นไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตอบโจทย์ที่จะให้ได้บัณฑิตที่ขาดแคลน สาขาวิชาชีพที่ขาดแคลน อันนี้เป็นเรื่องที่มีความจ้าเป็นอย่างยิ่งครับเรื่องแรก
เรื่องที่ ๒ ที่มีการพูดถึงกันมากว่าการที่เรามาปรับปรุงร่างพระราชบัญญัติ กฎหมายในการที่จะพัฒนาการไปสู่มหาวิทยาลัยในก้ากับของรัฐนั้นได้ตอบโจทย์ประการที่ ๒ หรือไม่ คือเรื่องคุณภาพผู้เรียน ท่านประธานต้องยอมรับความเป็นจริงครับ ผมไม่เป็นห่วง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่เราพิจารณากันในวันนี้ครับ แต่ผมเป็นห่วงหลายมหาวิทยาลัย และในขณะเดียวกันก็คงหลีกไม่พ้นละครับ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ก็เป็นส่วนหนึ่ง ของการจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษาที่จะต้องเป็นต้นแบบในการที่จะต้องด้าเนินการในเรื่อง ธงน้าของการจัดการศึกษาในยุคนี้คือเรื่องคุณภาพผู้เรียนครับ ผมดีใจที่เห็นรัฐมนตรีท่านนี้ เป็นท่านแรกของรัฐบาลชุดนี้ที่ได้พูดถึงคุณภาพการศึกษา ได้พูดถึงหลักสูตร แต่ที่ผ่านมา ก็ไม่ได้จับโจทย์ปัญหาของประเทศทางการศึกษาได้หยิบยกขึ้นมาพูดอย่างแท้จริง แต่เรื่อง คุณภาพผู้เรียนซึ่งในสมัยรัฐบาลท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เราได้ก้าหนดเป็นหลักเกณฑ์ชัดเจน ที่เรียกว่าเราต้องการเห็นบัณฑิตยุคใหม่ บัณฑิตยุคใหม่คือบัณฑิตที่มีความเป็นเลิศ ทางวิชาการ มีคุณธรรม มีจริยธรรม มีความสามารถทางการใช้เทคโนโลยี มีความเท่าทัน ต่อความเป็นเลิศทางวิชาการโดยเฉพาะเทคโนโลยีชั้นน้าของประเทศ และที่ส้าคัญคือ มีศักยภาพในการที่จะเป็นกลไกขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศของเราไปสู่การแข่งขันกับ ประชาคมอาเซียนและประชาคมโลก นอกจากคุณภาพผู้เรียนในด้านคุณสมบัติส่วนตัวแล้ว สิ่งหนึ่งที่ผมอยากจะฝากและผมคิดว่าเราต้องไปร่างไว้ในกฎหมายฉบับนี้ คือเราจะท้าอย่างไร ที่จะให้มหาวิทยาลัยนั้นได้รับใช้สังคม ตรงนี้เป็นเรื่องส้าคัญมากในขณะนี้ ท่านประธาน คงจ้าได้เหตุการณ์น้าท่วมที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นมหาวิทยาลัยต้นแบบที่ได้ เปิดมหาวิทยาลัยมาให้เป็นที่อพยพของพี่น้องประชาชนเพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่โดน น้าท่วมใหญ่ แล้วก็ไม่พ้น ในท้ายที่สุดมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เองก็จมอยู่ใต้น้าเช่นเดียวกัน และมีความเสียหายค่อนข้างมาก แต่ท่านลองกลับไปดูมหาวิทยาลัยที่น้าไม่ท่วมสิครับ ท่านประธานครับ มีมหาวิทยาลัยใดบ้างที่ได้แสดงออกที่เป็นการเข้าไปช่วยเหลือสังคม นี่ยกตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมนะครับ มีบางมหาวิทยาลัยที่เห็นได้ชัดเช่นทางภาคใต้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ก็ได้เอานักศึกษาอาจารย์มาช่วยเหลือตั้งเป็นโรงครัวส้าหรับ ช่วยเหลือผู้น้าท่วม ผมคิดว่านี่ผมไม่ได้พูดถึงการรับใช้สังคมที่ต้องการจะให้เป็นไป ตามเป้าหมายที่เราเคยตั้งเอาไว้ว่า ๑ มหาวิทยาลัย ๑ จังหวัดที่จะต้องเข้าไปดูแลในเรื่อง การที่จะต้องท้าข้อมูลพื้นฐานรวมไปถึงการวิจัยและพัฒนา
ประการที่ ๓ ท่านประธานครับ เรื่องสถานภาพของมหาวิทยาลัย วันนี้ ผมเพียงแต่เรียนเรื่องนี้กับท่านประธานผ่านไปยังรัฐมนตรีว่าผมอยากให้ท่านรัฐมนตรี ได้กลับไปดูและตรวจสอบความพร้อมของมหาวิทยาลัยแต่ละแห่งที่ต้องการจะปรับปรุง กฎหมายให้มาอยู่ในก้ากับของรัฐอย่างแท้จริง มหาวิทยาลัยระดับชั้นน้าที่เสนอเข้ามาคงไม่มี ใครติดใจละครับ แต่ว่าต่อไปในอนาคตผมคิดว่าถ้านโยบายของท่านไม่ชัดเจนก็จะท้าให้เกิด ปัญหาต่อไปว่าเราจะท้าอย่างไรให้สถานภาพของมหาวิทยาลัยนั้นมีความพร้อมที่จะเป็น มหาวิทยาลัยที่ไม่เป็นส่วนราชการและอยู่ในก้ากับของรัฐ ความขัดแย้งในประชาคม มหาวิทยาลัย แต่มหาวิทยาลัยขณะนี้มีความพร้อมแค่ไหน อย่างไรครับ
และประการที่ ๔ ท่านประธานครับ คือเรื่องภาระของผู้เรียน อันนี้มีการพูด กันมากละครับ เพราะว่าตามที่ผมได้เรียนท่านประธานเป็นเบื้องต้นแล้วว่าแนวความคิด ที่เราจะให้มหาวิทยาลัยออกนอกระบบ ให้มหาวิทยาลัยนั้นอยู่ในก้ากับที่ไม่เป็นส่วนราชการ เรื่องความเป็นอิสระทางวิชาการนั้นไม่ต้องพูดถึงแล้วครับ มีหลายท่านมาอ้างถึงว่าที่ต้อง พัฒนากฎหมายฉบับนี้เพื่อความเป็นอิสระทางวิชาการ แต่ความจริงไม่พัฒนากฎหมายฉบับนี้ มหาวิทยาลัยก็เป็นอิสระทางวิชาการอย่างเต็มที่อยู่แล้วขณะนี้ แต่ประเด็นส้าคัญก็คือ เมื่อเราไม่คิดครบวงจรว่าให้มหาวิทยาลัยที่จะอยู่ในก้ากับของรัฐนั้นมีกองทุนของตัวเอง การจัดการศึกษาต้องอยู่ในภาระของผู้เรียน เพื่อไม่ให้ความเหลื่อมล้าระหว่างมหาวิทยาลัย ในก้ากับของรัฐและมหาวิทยาลัยเอกชน ท้าไมมหาวิทยาลัยเอกชนเขาจึงสามารถยืนอยู่ได้ด้วยภาระในการบริหารจัดการ ของมหาวิทยาลัยเป็นภาระของผู้เรียนตรงนี้เป็นประเด็นส้าคัญนะครับ ถ้าเราต้องการ ที่จะให้มหาวิทยาลัยของรัฐมีความคล่องตัวในการบริหารจัดการจริง ๆ เราต้องตั้งหลัก ความเป็นจริงให้ได้ว่าการบริหารจัดการของมหาวิทยาลัยนั้นต้องเป็นภาระของผู้เรียน แต่เป็นภาระของผู้เรียนในความหมายของผมก็คือว่าทางมหาวิทยาลัยเอง ทางรัฐบาลเอง ต้องมีนโยบายชัดเจนครับว่าเมื่อคุณเป็นมหาวิทยาลัยในก้ากับของรัฐแล้วคุณสามารถที่จะ ก้าหนดต้าแหน่ง ก้าหนดเงินเดือนได้เอง คุณสามารถที่จะจ้างอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญได้เองแล้ว คุณก็พร้อมที่จะมาเก็บค่าเล่าเรียนที่สูงขึ้นได้ แต่ในขณะเดียวกันการที่จะเก็บค่าเล่าเรียน ที่สูงขึ้นได้ต้องไม่เป็นภาระของผู้เรียนที่ด้อยโอกาส ตรงนี้ละครับจึงเป็นหน้าที่ของท่านรัฐมนตรี ต้องตอบให้ชัดเจนนะครับว่าท่านต้องมีนโยบายว่าต่อไปนี้ถ้าเป็นนักศึกษาที่ด้อยโอกาส ทุกมหาวิทยาลัยต้องมีเงินกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษาที่เพียงพอ วันนี้ภาระของผู้เรียน มี ๓ ทางครับท่านประธาน ทางที่ ๑ คือผู้เรียนที่มีฐานะที่เป็นผู้ด้อยโอกาสก็สามารถที่จะขอ เงินกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษาได้ ในสมัยยุครัฐบาลท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผมเป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ผมได้ขอจัดตั้งงบประมาณเงินกองทุนกู้ยืม เพื่อการศึกษาให้มากที่สุดเป็นประวัติศาสตร์ครับ มายุคนี้ท่านแบ่งเงินกองทุนกู้ยืม ไปให้เป็นกองทุน กรอ. คือกองทุนที่ผูกติดกับรายได้ในอนาคต คือให้ลูกของคนที่มีโอกาสดี สามารถกู้ยืมได้ด้วย นี่เป็นช่องทางที่ ๒ คือ กรอ. ช่องทางที่ ๓ คือช่องทางที่นักศึกษามีผู้ปกครอง ที่มีฐานะดีเขาก็ไม่กู้ยืมอยู่แล้วละครับเขาก็พร้อมที่จะใช้เงินของตัวเอง เพราะฉะนั้น ประเด็นส้าคัญในขณะนี้ก็คือว่าโจทย์ที่จะต้องตอบคือว่าการที่จะให้มหาวิทยาลัยพัฒนาไปสู่ มหาวิทยาลัยในก้ากับของรัฐนั้นต้องไม่เป็นภาระของผู้เรียนในแง่ที่ต้องไปขึ้นค่าเล่าเรียน เพื่อธุรกิจทางการศึกษา แต่ต้องเป็นการด้าเนินการของรัฐที่ต้องใช้นโยบายในเรื่องของ การให้เงินกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา ไม่ว่าจะ กยศ. กรอ. เพื่อที่จะให้เด็กเหล่านี้ ต้องไม่สูญเสียโอกาสและมหาวิทยาลัยต้องเปิดรับนักศึกษาอย่างทั่วถึงอย่างแท้จริง ภาระของผู้เรียนจึงเป็นเรื่องที่ผู้เรียนสามารถที่จะรับได้
ประการสุดท้าย ท่านประธานครับ คือความเป็นเลิศทางวิชาการ และการส่งเสริมศักยภาพในการแข่งขันของประเทศ เราต้องยอมรับความเป็นจริงครับว่า วันนี้ระบบการศึกษาของเราก็ถูกเรียกร้องมาเยอะแล้วครับ ปฏิรูปการศึกษาในยุคที่ ๑ เราก็ท้ามาแล้วในท้ายที่สุดก็ปฏิรูปได้เฉพาะโครงสร้าง แต่ไม่สามารถที่จะน้าไปสู่ การตอบโจทย์เพื่อแก้ไขปัญหาว่าการศึกษาเป็นเครื่องมือในการพัฒนาประเทศชาติบ้านเมือง แต่ถ้าเราหันไปดูประเทศรอบข้างแม้แต่ในประชาคมอาเซียนของเราครับ วันนี้ ประเทศสิงคโปร์เขาประกาศชัดเจนการลงทุนเพื่อการศึกษา การลงทุนทางปัญญาถือว่า เป็นความส้าคัญอันดับ ๑ ครับท่านประธาน ประเทศจีนถึงแม้ว่าจะไม่สามารถกระจายได้ ทั่วประเทศ แต่วันนี้เมืองใหญ่ ๆ เช่นเซี่ยงไฮ้ก็ได้รับการยอมรับว่าได้มีการพัฒนา ทางการศึกษา แม้แต่ประเทศสหรัฐอเมริกาท่านประธานาธิบดีโอบามาหลังจาก การเลือกตั้งประธานาธิบดีก็ได้ให้นโยบายที่ชัดเจนว่าจะต้องพัฒนาคุณภาพของมหาวิทยาลัย เพื่อสร้างความเป็นเลิศและสร้างสถาบันความเป็นเลิศทางวิชาการ ซึ่งเรื่องนี้รัฐบาล ที่ผ่านมาเราได้เสนอให้มีการจัดตั้งสถาบันความเป็นเลิศทางวิชาการไว้ทั้งหมด ๙ สถาบัน ซึ่งไปเกี่ยวข้องมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ผมอยากจะให้รัฐมนตรีได้ตามไปดูเรื่องนี้ครับ
ประการที่ ๒ คือความเป็นเลิศของมหาวิทยาลัย วันนี้ที่ผมอยากจะ กราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังรัฐมนตรี และผมคิดว่าอาจจะต้องเป็นข้อบังคับที่ชัดเจน หรือข้อกฎหมายที่ชัดเจนมากขึ้นคือบทบาทของมหาวิทยาลัยในการวิจัยและพัฒนา ท่านประธานครับ มหาวิทยาลัยของประเทศไทยเราได้รับการคัดเลือกเป็นมหาวิทยาลัย ชั้นน้าของโลกบ้างครับ อยู่ในล้าดับที่หลักร้อยขึ้นไป ผมไม่โทษมหาวิทยาลัยหรอกครับ ผมโทษนโยบายของรัฐ เพราะเราไม่ได้มีการขับเคลื่อนให้มหาวิทยาลัยของเราเป็นสถาบันวิจัย เพื่อพัฒนา เป็นสถาบันที่ต้องเอางบลงทุนการวิจัยไปด้าเนินการวิจัยเพื่อมาใช้ในการพัฒนา ประเทศอย่างแท้จริง การวิจัยของมหาวิทยาลัยต่าง ๆ มุ่งเน้นในเรื่องของการวิจัย เพื่อเป็นใบรับรองหลักประกันในการศึกษาแต่ละระดับเท่านั้นเอง แต่ว่าบทบาทของ มหาวิทยาลัยตามพระราชบัญญัตินั้นมีหน้าที่โดยตรงที่จะต้องด้าเนินการในการวิจัยและพัฒนา และเป็นคุณสมบัติข้อส้าคัญในการคัดเลือกในการยกระดับของเราไว้ให้เป็นเวิลด์ คลาส ยูนิเวอร์ซิตี้ (World Class University) อันนี้เป็นเรื่องที่ผมคิดว่าวันนี้มีการกล่าวถึงว่า รัฐบาลนี้แทนที่จะจัดงบประมาณเรื่องการวิจัยให้ได้เป็น ๒ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี (GDP) หรือ ๓ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี มีนักวิชาการท่านหนึ่งเพิ่งพูดในเวทีสัมมนาประชาคมอาเซียน ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชัน ว่ารัฐบาลนี้ให้งบการวิจัยหรือเพียง ๑ สลึงเท่านั้นเองครับ นี่จึงเรื่องที่น่าแปลกใจมากว่าวันนี้เราจ้าเป็นหรือไม่ครับที่เราจะต้องเขียนในตัวบทกฎหมาย เพื่อให้รองรับบทบาทของการวิจัยของมหาวิทยาลัย และบทบาทของการเป็นสถาบัน ความเป็นเลิศ ท้าไมต้องมีการวิจัยและส่งเสริมการจัดตั้งสถาบันความเป็นเลิศทางวิชาการครับ ท่านประธาน ท่านประธานต้องยอมรับความเป็นจริงนะครับ ในยุคที่ผ่านมาเมื่อ ๒๐ ปีที่แล้ว เรามีคณะวิศวกรรมศาสตร์แล้วก็มีสาขาวิชา ๒-๓ สาขาวิชา วันนี้ในสาขาวิศวกรรมศาสตร์ เรามีสาขาวิชา ๑๐-๒๐ สาขาวิชาที่ตอบโจทย์ต่อวิทยาการที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และบางวิทยาการท่านประธานครับ ในขณะนี้เรายังไม่มีมหาวิทยาลัยใดเลยที่เป็นเจ้าภาพ ที่จะมาดูแล ไม่ว่าเรื่องนาโนเทคโนโลยี ไม่ว่าเรื่องเกี่ยวกับประชากร ไม่ว่ามาเรื่องเกี่ยวกับ ไบโอเทคโนโลยี และหลายวิทยาการที่ผมคิดว่ามหาวิทยาลัยที่ไปอยู่ในก้ากับของรัฐ อย่างมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ต้องเป็นต้นแบบในเรื่องนี้ครับ เพราะวันนี้ผมอยากจะกราบเรียน ท่านประธานผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีและเพื่อนสมาชิกในสภานี้ว่าเมื่อเราได้หยิบยก มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ขึ้นมาปรับปรุงกฎหมายผมก็อยากจะเห็นความก้าวหน้า ที่ให้มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์นั้นเป็นต้นแบบในการที่จะพัฒนามหาวิทยาลัยไปสู่ ความเป็นมหาวิทยาลัยในระดับโลกอย่างแท้จริงต่อไป และตอบโจทย์ต่อการแก้ไขปัญหา การศึกษาของประเทศของเราครับ ขอบคุณครับ
ท่านสมาชิกครับ อีก ๔ ท่านนะครับ ทีละท่าน ต่อไปจะเป็นท่านจิรายุ ห่วงทรัพย์ แล้วมาท่านบุญยอด สุขถิ่นไทย มาท่านสงวน พงษ์มณี แล้วก็ดอกเตอร์เจริญ คันธวงศ์ ๔ ท่านก่อนนะครับ ส่วนท่านอภิชาต ท่านอรรถวิชช์เดี๋ยวเราจะเรียกตามล้าดับ เชิญท่านจิรายุครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม จิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขตคลองสามวา ท่านประธานครับ เรื่องการออกนอกระบบพูดกันมาตั้งแต่ปี ๒๕๐๗ แล้วก็พยายามกันมา ตั้งแต่สมัย จอมพล ถนอม ผมก็ติดตามประวัติศาสตร์ของประเทศเรา มหาวิทยาลัยบ้างก็อยากออก บ้างก็ไม่อยากออก ขอบพระคุณท่านรัฐมนตรีถ้าจ้าไม่ผิดท่านเป็นศิษย์เก่าแม่โดมด้วย และถ้าเกิดจ้าได้ต่อมาอีกท่านเป็นผู้ริเริ่มในการพัฒนามหาวิทยาลัยแห่งนี้ ผมในฐานะ รุ่นน้องของท่านนะครับ แล้วก็คุ้นเคยกับมหาวิทยาลัยแห่งนี้มาแม้อาจจะไม่มากเท่ากับรุ่นพี่ ในสภาผู้แทนราษฎรหลายท่านบางคนครับ แต่จากการศึกษาที่รั้วแม่โดมท้าให้ผมเห็นปัญหา หลากหลาย แม้ว่าจะเป็นเหตุการณ์เมื่อ ๑๐ กว่าปีที่แล้ว แต่ว่ามันพอรู้สึกได้หลากหลายว่า การออกนอกระบบมันมีข้อดีข้อเสียอย่างไร ผมจะขออนุญาตนะครับ สิ่งที่เรามักพูดกันเสมอ ก็คือการออกนอกระบบ การบริหารจัดการท้าได้ดี แน่นอนครับ ปัญหาต่อมาก็คือท่านได้ถาม ข้าราชการในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์หรือยัง ท่านได้ถามคณะครู อาจารย์ที่เขาเป็น ส่วนราชการแล้วหรือไม่ อย่างไร แล้วเขาพร้อมที่จะออกนอกระบบไปเป็นพนักงานประจ้า ของมหาวิทยาลัยแทนค้าว่าข้าราชการพลเรือนหรือไม่ ถ้าเขาบอกว่าไม่มีปัญหานะครับ นักศึกษา ๓๐,๐๐๐ กว่าคน ข้าราชการเป็นหมื่นคน พร้อมเพราะว่าเงินเดือนจะดีขึ้น สวัสดิการจะดีขึ้น การท้าอะไรก็แล้วแต่ถ้าทางด้านวิชาการจะดีขึ้นไม่ติดใจอะไรนะครับ ก็ฝากท่านประธานผ่านไปยังรัฐมนตรีครับ เราคุ้นเคยกันดีกับการบริหารแบบคล่องตัว สมัยรัฐบาลขออภัยที่เอ่ยนามท่านอยู่ไกล อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณก็พยายามจะท้า มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์แล้วก็อีกหลายแห่งออกนอกระบบ ท่านประธานครับ แต่ปรากฏว่า ช่วงนั้นก็เกิดคัดค้านกันมากมาย หลังการปฏิวัติมามายุคของรัฐบาล ฯพณฯ พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ ก็มีการเริ่มที่จะท้าอีกครั้งหนึ่งครับ ก็คือมองเห็นละครับว่า หลังการปฏิวัติมา มายุคของรัฐบาล ฯพณฯ พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ ก็มีการเริ่มที่จะท้าอีกครั้งหนึ่งครับ ก็คือมองเห็นแล้วครับว่าการคัดค้านด้วยกระแสต่าง ๆ โดยไม่ได้มองเหตุและผล มันไม่เป็นประโยชน์ จึงมีความพยายามจะเอามหาวิทยาลัยออกนอกระบบครับ หลักการง่าย ๆ ท่านประธานครับ ออกนอกระบบก็คือท้าอะไรง่าย ๆ ไม่ต้องผ่านขั้นตอน ไม่ต้องใช้ปีงบประมาณ ไม่ต้องผ่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ แล้วก็ท้ากัน โดยสภามหาวิทยาลัย แต่ที่ผมเป็นห่วงเนื่องจากเว็บไซต์ วันนี้คึกคักน่าดู ท่านประธาน ก็จบจากที่นั่นนะครับ จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าในเรื่องบางเรื่องมีความหมายส้าคัญก็คือ นักศึกษาเขาถามครับว่าถ้าออกนอกระบบแล้วสภามหาวิทยาลัยหรือว่ามหาวิทยาลัยต่าง ๆ ที่จะเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้จะมีการขึ้นค่าเทอมไหม จะเป็นการท้าในลักษณะพวกเดียวกันเองหมด หรือไม่ สภาของมหาวิทยาลัยท่านเขียนรัดกุมแล้วหรือยัง ถ้าเขียนรัดกุมแล้วไม่ติดใจอะไรนะครับ นอกจากนี้ครับ ข้อสังเกตที่ผมฝากไว้ก็คือเรื่องของการเปิดหลักสูตรเองได้ ถ้าท่านออกนอกระบบ แล้ววันนี้คณะนิติศาสตร์ คณะวารสารศาสตร์ คณะบัญชี ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จะมีคณะเพิ่มไหม เช่น คณะเทคโนโลยีหรือว่าไอที (IT) ครับ แล้วถ้าเปิดไปแล้ว โดยสภามหาวิทยาลัยตั้งเรียบร้อยแล้ว มีคนเรียนอยู่ ๗-๘ คน ผ่านไปโลกเทคโนโลยี มันเปลี่ยนไปแล้วคณะนี้ต้องยุบ มีการศึกษาผลกระทบไว้หรือไม่ อย่างไร ออกนอกระบบดีครับ ไม่มีใครไปยุ่งกับท่าน แต่พอท้าเข้าจริง ๆ แล้วผลกระทบที่ตามมานั้นมีมากน้อยขนาดไหน นอกจากนี้เป็นข้อสังเกตที่น่าเป็นห่วงก็คือเรื่องของการบริหาร กระบวนการตรวจสอบ ในส่วนของสภามหาวิทยาลัยนี้ผมเชื่อว่ากลั่นกรองกันมาดีแล้ว แต่พอลงไปในการบริหารครับ ถ้าเกิดท่านประธานไปแถว ๆ ท่าพระจันทร์นะครับ ท่าช้าง ท่าพระจันทร์นี้ท่านจะเห็นสินค้า เป็นรูปแม่โดมเขียนอยู่ในเสื้อบ้าง แล้วก็มีวลีเด็ดที่ผมจ้าได้ก็คือ ฉันรักธรรมศาสตร์ เพราะธรรมศาสตร์สอนให้ฉันรักประชาชน ตัวละ ๑๙๙ บาทครับ ถามว่ามหาวิทยาลัย คิดแต่เรื่องธุรกิจเพราะเป็นนิติบุคคลอย่างเดียวหรือไม่ ได้คิดแนวคิดในเรื่องของวิชาการ อย่างไร นี่คือประเด็นที่ผมสงสัย แล้วก็อยากจะถามผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีนะครับว่า ในอนาคตนี้ท่านจะดูแลการบริหารได้อย่างไร การออกนอกระบบหลายคนอยากออก เพราะว่าไม่ต้องไปยุ่งเกี่ยวกับท่านรัฐมนตรี ไม่ต้องไปยุ่งเกี่ยวกับภาระงบประมาณของแผ่นดิน แล้วก็สามารถท้าอะไรเองก็ได้
ประเด็นต่อมาก็คือว่า เนื้อหาของร่างพระราชบัญญัตินี้ผมอ่านอย่างเร็ว ๆ นี่ ท่านประธานครับ ส่วนใหญ่ก็จะเป็นเรื่องของสภามหาวิทยาลัย คณะกรรมการ หรือว่าที่มา ของคณะที่จะไปบริหารหลังจากที่ออกนอกระบบ แต่ว่าเนื้อหาด้านการศึกษาท่านได้ใส่เข้าไป ในนี้มากน้อยขนาดไหน แน่นอนนะครับ ในกรณีดังกล่าวนี้ก็กลายเป็นประเด็นที่ถามกัน อย่างต่อเนื่องครับว่ามันเกิดความคล่องตัวก็จริง แต่ถ้าคล่องตัวแล้วตรวจสอบไม่ได้มันจะเป็น รัฐอิสระอีกหรือไม่ ท่านประธานที่เคารพครับ เมื่อตอนปี ๒๕๕๐ ถ้าผมจ้าไม่ผิดนะครับ ผมเคยเป็นศิษย์เก่าที่เข้าไปมหาวิทยาลัยบ่อย อาจารย์หลายท่านเชิญผมไปตอนผมเป็น ผู้สื่อข่าวนะครับ เชิญไปเป็นพิธีกรบ้างละ เชิญไปเป็นโน่นบ้างละ จนกระทั่งวันหนึ่งผมเข้าไป อยู่พรรคเพื่อไทย ตั้งแต่นั้นมามหาวิทยาลัยนี้ไม่เชิญผมแล้วนะครับ เขาบอกว่าผมแดง ผมก็บอกว่ามหาวิทยาลัยนี้มันจะแดงได้อย่างไร ในเมื่อโลโก้มันยังเป็นเหลืองและแดงเลย นี่เป็นเหตุผล ท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นผมฝากท่านรัฐมนตรีนะครับว่า ถ้าท่านออกนอกระบบแล้วท่านไม่ต้องยุ่งการเมืองได้ไหม ท่านสอนการเมือง ท่านท้าให้ ชัดเจนอย่างเป็นกลางได้ไหม ไม่ใช่ว่าวันดีคืนดีอธิการบดีบางคนอยากจะไปอยู่ใน สนช. อยากไปอยู่ คมช. ก็ไปอย่างนี้ ท่านช่วยกรุณาเขียนในสภาไว้หน่อยได้ไหมครับ ประเทศมันจะได้เดินอย่างขับเคลื่อนแบบมีมหาวิทยาลัยสัก ๒-๓ แห่งที่มันเป็นกลาง ทางสังคม ผมชอบนะครับท่านประธาน โลโก้เป็นเหลืองแดงนี่ชัดเจนดีครับ คือใครเข้าไป เหลืองก็เข้าไปเรียนได้ แดงก็เข้าไปเรียนได้ เพราะฉะนั้นสถาบันแห่งนี้เมื่อออกนอกระบบแล้ว เป็นข้อสังเกตครับว่ามันจะไปผูกขาดกับคนกลุ่มใดอีกหรือไม่ ที่ผ่านมาท่านอาจจะกังวลครับ บอกว่าอยู่ในระบบอะไรก็รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ อะไรก็อธิการบดี แต่ถ้าออกนอกระบบแล้วคราวนี้ละครับ ธุรกิจครับ ที่จอดรถจะแพงขึ้นไหม ใครที่เรียน มหาวิทยาลัยรังสิตนี่พอเข้าใจครับ กว้างแต่เดินทางไกล แต่ถ้าใครที่เรียนที่แม่โดม ที่ท่าพระจันทร์นี่จะรู้เลยครับว่าที่จอดรถไม่มีหรอกครับ ยิ่งหลัง ๆ ปรับภูมิทัศน์สวยงาม นี่ไม่ต้องห่วงเลยครับ จอดสนามหลวง แล้วเดี๋ยวนี้สนามหลวง กทม. ก็ห้ามเข้านะครับ ท่านก็ไปจอดกันเยอะแยะริมถนนข้างทางกัน นี่จะเป็นการบริหารจัดการในเชิงธุรกิจหรือไม่ ในเว็บไซต์ปรากฏว่านักศึกษาท่านหนึ่งเรียนคณะศิลปศาสตร์ ปี ๔ ก้าลังจะจบเร็ววันนี้ครับ เขาแสดงความกังวลอย่างยิ่งครับ บอกว่าค่าหน่วยกิตเขาจะแพงขึ้นไหม แล้วชุดต่าง ๆ ที่เขาจะออกแบบเวลาไปแข่งขันฟุตบอลประเพณีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์อะไรนี่ อีกหน่อยจะต้องซื้อแพงขึ้นไหม เพราะมันเป็นธุรกิจแล้ว สติกเกอร์ (Sticker) ที่ติดอยู่ในหนังสือบ้างละ เดี๋ยวนี้มีซองมือถือเป็นโลโก้แม่โดมเยอะแยะมากมาย เพราะมันเป็นธุรกิจแล้ว สติกเกอร์ที่ติดอยู่ในหนังสือบ้างละ เดี๋ยวนี้มีซองมือถือเป็นโลโก้ แม่โดมเยอะแยะมากมายมันจะถูกขายไปโดยมหาวิทยาลัยใช่ไหม หลายท่านอาจจะมองว่า ผมมองในแง่ร้ายนะครับท่านประธาน แต่ถ้ามองในแง่ดีถ้ามหาวิทยาลัยท้าเองเลยก็ดีสิครับ เพราะทุกวันนี้ใครไปท้าแถว ๆ ท่าพระจันทร์ไปเดินได้เลยขายกันเองทั้งนั้นละครับ ไม่มีลิขสิทธิ์ วัน ๆ อยากจะเอารูปแม่โดมมาใส่ก็เขียนชัดเจนเขียนโลโก้อะไรแปลก ๆ เขียนคณะศิลปศาสตร์ ก็เขียน ส สระ อิ น หนู ล ลิง สระ อะ สาต อย่างนี้ เพราะฉะนั้น ผมเห็นด้วยครับกับการที่จะออกนอกระบบ แต่ท่านช่วยกรุณาท้าอย่างรัดกุมนะครับ สุดท้ายปลายทางในฐานะผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับมหาวิทยาลัยนี้ทั้งทางร่างกายและจิตใจนะครับ ก็ขอฝากท่านประธานผ่านไปยังรัฐมนตรีครับว่าสภามหาวิทยาลัย ผมอ่านเร็ว ๆ ก็พอรัดกุมอยู่ครับ แต่จะมีกฎระเบียบและเงื่อนไขอย่างไรที่จะเป็นบทลงโทษหรือว่าเป็นบทที่เพิกถอน คณะกรรมการของมหาวิทยาลัยกรณีที่เอียงกระเท่เร่ ไม่ต้องเอียงมาแดงหรอกครับ แต่ไม่ต้องเอียงไปเหลือง แต่ขอให้เดินแบบตรง ๆ ในฐานะมหาวิทยาลัยของประชาชน มีคนตายมากมายนะครับที่หน้าคณะผม และหลายคนก็ถามหาความรู้สึกประชาธิปไตย กับมหาวิทยาลัยแห่งนี้อยู่ตลอดเวลา ช่วงเหตุการณ์พฤษภาทมิฬมหาวิทยาลัยแห่งนี้ มีส่วนเกี่ยวข้องที่จะชี้ถูก หรือว่าชี้ผิด หรือจะแสดงความเป็นกลาง ช่วงเหตุการณ์ สลายการชุมชุมปี ๒๕๕๓ สมัยรัฐบาลท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขออภัยที่เอ่ยนามนะครับ เราก็คาดหวังครับว่าสถาบันการศึกษาที่เกิดมาจากรากของประชาธิปไตยของพ่อปรีดี พนมยงค์ จะสามารถบอกอะไรสังคมได้บ้าง ไม่ใช่สภามหาวิทยาลัยออกนอกระบบแล้ว วัน ๆ คิดแต่จะท้าโลโก้ขายอย่างเดียว ไม่ได้นะครับ ท่านต้องวางตัวให้ประเทศนี้ไว้วาง มหาวิทยาลัยแห่งนี้ได้ว่าอะไรคือความถูกต้อง อะไรคือความจริงครับ ผมสนับสนุนครับ ที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้จะออกนอกระบบ แต่ต้องมีระเบียบและกฎเกณฑ์ครับ ขอบพระคุณ ท่านประธานครับ
สภาผู้แทนราษฎรขอต้อนรับคณะบุคคลที่ขอเข้าฟังการประชุมนะครับ คณะเจ้าหน้าที่จาก โรงเรียนในจังหวัดกระบี่ ขณะนี้ก้าลังพิจารณาร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อยู่นะครับ เชิญท่านบุญยอด สุขถิ่นไทย ครับ
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ครับ ขออนุญาตที่จะได้อภิปรายในร่างพระราชบัญญัติ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พ.ศ .... นะครับ ผมขอเริ่มต้นที่รัฐธรรมนูญ มาตรา ๕๐ ซึ่งอยู่ในส่วนที่ ๕ สิทธิและเสรีภาพในการศึกษา มาตรา ๕๐ นั้นบอกว่าบุคคลย่อมมีเสรีภาพ ในทางวิชาการ การศึกษาอบรม การเรียนการสอน การวิจัย และการเผยแพร่งานวิจัย ตามหลักวิชาการย่อมได้รับความคุ้มครอง ทั้งนี้ เท่าที่ไม่ขัดต่อหน้าที่ของพลเมือง หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ผมจ้าเป็นต้องอ่านบทนี้ให้ท่านได้ฟังเพราะว่าในหลักการ และเหตุผลของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้นั้นผมคิดว่ายังตกอยู่ กับค้าว่าการมีเสรีภาพทางวิชาการที่จะต้องได้รับความคุ้มครองครับ ถ้าท่านประธานดู ค้าว่า เหตุผล ท่านจะเห็นว่าก็ได้เขียนเหตุผลไว้ส่วนหนึ่งว่าให้มีการบริหารจัดการที่เป็นอิสระ และมีความคล่องตัว การบริหารจัดการที่เป็นอิสระนั้นไม่ได้แปลว่าทางวิชาการและเป็นอิสระ เพียงแต่ว่าการบริหารจัดการเป็นอิสระเท่านั้นไม่ค่อยมีความคล่องตัว ดังนั้นผมคิดว่า ในส่วนของเหตุผลควรจะต้องให้ใส่ค้าว่า เสรีภาพทางวิชาการลงไปด้วย เช่นเดียวกันนะครับ สอดคล้องกับอีกมาตราหนึ่งที่ผมเห็นในร่างนี้ที่น่าจะต้องให้ความมีเสรีภาพก็คือหมวดที่ ๕ ของร่างนี้ครับ การก้ากับและดูแล มาตรา ๖๗ ซึ่งบอกว่ารัฐมนตรีมีอ้านาจหน้าที่ก้ากับ และดูแลโดยทั่วไปซึ่งกิจการของมหาวิทยาลัยให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ในมาตรา ๗ ที่ผมอ่านเมื่อสักครู่นะครับ ดังนั้นในมาตรา ๖๗ ก็ต้องเขียนให้ชัดเจนอีกเหมือนกันว่า รัฐมนตรีนั้นแม้มีอ้านาจหน้าที่ก้ากับดูแลนะครับ แต่อย่างไรก็ตามก็ต้องให้เสรีภาพ ทางวิชาการของบรรดาคณาจารย์ นักวิชาการ และมหาวิทยาลัยแห่งนี้ด้วยเช่นเดียวกัน
ประเด็นต่อมา ที่ผมขออนุญาตที่จะได้อภิปรายไว้ในชั้นนี้ก็คือเรื่องของ การรับประกันครับว่านักศึกษาของมหาวิทยาลัยแห่งนี้หลังจากที่มีการเปลี่ยนแปลงไปเป็น การออกนอกระบบอย่างที่ว่าแล้วนี่นะครับ สิ่งที่เป็นข้อกังวลอย่างมากของนักศึกษาก็คือ พวกเขาไม่ทราบนะครับว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงทางด้านค่าบ้ารุง หรือว่าค่าเล่าเรียน หรือค่าหน่วยกิตต่าง ๆ หรือไม่ อ่านดูในร่างพระราชบัญญัติแห่งนี้ก็ยังไม่มีระบุไว้ครับ ท่านประธาน ผมขอให้มีหลักประกันนะครับว่านักศึกษาไม่ว่าจะอยู่ในชั้นปริญญาตรี ปริญญาโท ปริญญาเอก หรือในการศึกษาใดก็ตาม หลักสูตรใดก็ตาม เขาควรได้รับรู้ครับท่านประธานว่าในเวลาที่เขาจะเรียน ๔ ปี ๖ ปี ๒ ปี หรืออย่างไร เขาจะมีค่าใช้จ่ายเท่าไร และไม่ควรจะไปปรับค่าใช้จ่ายของเขาหลังจากที่เขาได้เข้าไปแล้ว ซึ่งอันนี้ผมคิดว่าจะท้าให้คลายความกังวลให้กับบรรดานักศึกษาที่ก้าลังเรียนอยู่ในขณะนี้ มากยิ่งขึ้น เพราะได้ทราบว่าแต่ละมหาวิทยาลัยนั้นส่วนใหญ่จะปรับกันทุก ๆ ๓ ปี แต่ว่า หลักสูตร ๔ ปี เรียนไปปี ๑ แล้วปี ๔ อาจจะโดนปรับค่าเล่าเรียน หรือค่าหน่วยกิตอีกก็ได้ ขอให้เพิ่มหมวดนี้เข้ามาในร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้
นอกจากนั้น ท่านประธานครับ อีกส่วนหนึ่งที่ส้าคัญและผมขอฝากไว้นะครับ ก็คือเรื่องของผลประโยชน์ทับซ้อนครับ การออกนอกระบบราชการไปอยู่ในการก้ากับดูแล เฉย ๆ นั้น สังคมไทยจับตามองเสมอในทุกมหาวิทยาลัยว่าบรรดาผู้บริหาร คณะกรรมการ สภามหาวิทยาลัย อธิการบดี เป็นต้นไปนั้น ท่านจะไปก้าหนดเงินเดือน ค่าตอบแทน ของตนเองอย่างสูงเกินไปหรือไม่ มีจุดใดไหมครับที่จะสามารถยึดโยงได้ว่าสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ ต้องผ่านรัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรีเสียก่อนนะครับ นอกจากนั้นครับ อยากขอให้เพิ่ม ในมาตราของการไม่ให้มีผลประโยชน์ทับซ้อนครับ ผมขอให้เพิ่มว่า อธิการบดี รองอธิการบดี นายกสภามหาวิทยาลัย และกรรมการสภามหาวิทยาลัย ต้องไม่ท้ากิจการใดที่มีประโยชน์ ขัดแย้งกับกิจการของมหาวิทยาลัยไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม รวมทั้งไม่เป็นเจ้าของ หรือผู้ถือหุ้นเพื่อประโยชน์แห่งการลงทุนในบริษัท ห้างหุ้นส่วน ร้านค้า หรือกิจการที่ได้รับ ประโยชน์จากการจัดซื้อจัดจ้างของมหาวิทยาลัยครับ ทั้งนี้ด้วยเหตุผลก็คือว่าเพื่อให้ ผู้บริหารของมหาวิทยาลัยนั้นสามารถที่จะบริหารมหาวิทยาลัยได้อย่างตรงไปตรงมา ไม่หวังผลประโยชน์ทับซ้อนที่อาจจะเกิดขึ้นจากการหาผลประโยชน์ของมหาวิทยาลัยเองครับ ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่ผมขอฝากไว้ในการรับหลักการในวาระแรก ผมยินดีครับที่อยากจะเห็น มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์นั้นได้ออกไปบริหารด้วยความคล่องตัว ด้วยการที่ทันต่อเศรษฐกิจ และสังคมที่มีการเปลี่ยนแปลง แต่อย่างไรก็ตามต้องขอให้เขามีเสรีภาพทางวิชาการ และแน่นอนนะครับ นักวิชาการนี้ไม่สามารถมีเสรีภาพได้เกินขอบเขตจากรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เช่นเดียวกันครับ ขอบพระคุณครับ
ท่านสงวน พงษ์มณี ครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม สงวน พงษ์มณี พรรคเพื่อไทย จังหวัดล้าพูน ท่านประธานครับ ผมเองคิดว่าวันนี้โชคดีที่ท่านรัฐมนตรี ท่านมานั่งฟังเองแล้วก็ท่านเป็นนักกฎหมาย ผมคิดว่าวันนี้เราจะปล่อยให้ทรัพย์ของชาติ ออกนอกระบบอย่างไม่มีขีดจ้ากัดไม่ได้ ท่านประธาน มาตรา ๑๗ มาตรา ๑๔ น่าสนใจมาก ผมคิดว่ามาตรา ๑๗ ถ้าท่านอ่านให้ดีคงต้องตัดออกในสาระส้าคัญบางเรื่อง ท่านประธานครับ เหตุแห่งการออกนอกระบบมันส่งสัญญาณในทางลบต่อสังคมเราแล้วหลายเรื่อง ท่านครับ วันนี้จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยก้าลังขับไล่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตอุเทนถวายออกจากที่ตัวเอง ท่านครับ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตอุเทนถวายเป็นมหาวิทยาลัยในความรู้สึกของคนเรียนเองและของคนทั่วไป และเชื่อโดยสุจริตใจของผมนี่เหมือนมหาวิทยาลัยชั้น ๒ วันนี้ถ้าปล่อยให้จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ขับไล่และอาศัยอนุญาโตตุลาการเหมือนมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ บ้านเมืองคงไม่สงบ ท่านประธานครับ การก้ากับดูแลตามมาตรา ๖๗ สุดท้ายท่านประธานครับ เป็นภาระ ของรัฐมนตรีที่จะต้องวินิจฉัยแล้วน้าเข้าสู่ ครม. ให้ ครม. เห็นชอบถึงจะให้ทุกส่วนปฏิบัติ ตามมาตรา ๖๗ ผมยกตัวอย่างที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ครับ วันนี้มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ขับไล่ หน่วยราชการ ท่านประธานครับ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ขับไล่โรงพยาบาลประสาทเชียงใหม่ โรงพยาบาลประสาทเชียงใหม่อยู่ตรงนั้นมาพร้อมกับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ในที่ของหลวง ท้าไมเขากล้าขับไล่ ท่านประธานครับ ที่เขากล้าขับไล่ก็เพราะมาตรา ๑๗ ท่านรัฐมนตรี ช่วยอ่านดูมาตรา ๑๗ วรรคท้าย ที่ดินทั้งหมดไม่ถือเป็นที่ราชพัสดุ เขาออกจากระบบเอาทรัพย์ของรัฐซึ่งเป็นที่ราชพัสดุ ไปเป็นของตัวเองครับ นี่ขับไล่สาธารณสุขจังหวัด ขับไล่โรงพยาบาลประสาทเชียงใหม่ อนุญาโตตุลาการก็ดีเหลือเกินไม่ยอมรับกระบวนการยุติธรรมในคณะนี้ ไปวินิจฉัยว่าต้องออก เขาฟ้องศาลปกครองเพื่อที่จะขอให้ประวิงเวลา ศาลปกครองสูงสุดก็บอกว่าประวิงเวลา ไม่ได้แล้ว เพราะว่ากฎหมายให้อ้านาจคณะอนุญาโตตุลาการ ท่านครับ เรื่องนี้ถ้าอย่างนั้น เอามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ที่ผมใกล้ชิด ผมรู้จักดี จังหวัดล้าพูนครั้งเมื่อท่านชูชีพ หาญสวัสดิ์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ท่านมนตรี ด่านไพบูลย์ และพวกผม ได้ขอที่ป่าไว้ ๔,๕๐๐ ไร่ ท่านประธานครับ ท่านรัฐมนตรีครับ ๔,๕๐๐ ไร่ กรมป่าไม้อนุญาต ให้ส่วนราชการคือจังหวัดล้าพูนใช้ จังหวัดล้าพูนประสงค์จะให้เป็นที่ส้าหรับการศึกษายกให้ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ใช้ เมื่อ ๘-๙ ปีก่อนเราบอกว่าถ้าคุณไม่ท้าอะไรเลยแล้วเป็น ๑๐ ปีแล้วนี่เราจะเอาคืน คุณก็มาท้าให้เป็นมหาวิทยาลัยสาขาล้าพูนขึ้นมา แล้ววันนี้ โดยมาตรา ๑๗ คุณก็จะยึดไปเสียอย่างนั้นหรือ ยึดไปแล้วเอาไปใช้ประโยชน์ คนอื่น อยู่ตรงนั้นต้องไล่ออกหมดเลยอย่างนั้นใช่ไหม ท่านประธานครับ ผมคิดว่ารัฐสภาแห่งนี้ สภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้น่าจะร่วมกันเสนอกฎหมายแก้มาตรา ๑๗ ท่านไปอ่านสิครับ ผมจะขออนุญาตอ่านนะครับ บรรดาอสังหาริมทรัพย์ที่มหาวิทยาลัยได้มาโดยมีผู้อุทิศให้ หรือได้มาโดยการซื้อด้วยเงินรายได้ของมหาวิทยาลัย หรือแลกเปลี่ยนกับทรัพย์สิน ของมหาวิทยาลัย หรือได้มาด้วยวิธีอื่น ไม่ถือเป็นที่ราชพัสดุ บางมหาวิทยาลัยได้ที่หลวง ที่ราชพัสดุไปล้วน ๆ พอออกนอกระบบใช้มาตรานี้ยึดเป็นของมหาวิทยาลัยเลย เป็นธรรมไหมออกกฎหมายแบบนี้ ซ่อนเงื่อนไหมครับ อาจารย์ในมหาวิทยาลัยทุกคนเป็นคน เขียนกฎหมายงบประมาณ เป็นคนเขียนกฎหมายเกือบจะเกินครึ่งของกฎหมายที่ใช้ ในเมืองไทย เขาซ่อนเงื่อนไว้อย่างนี้ตลอดเวลาครับ นั่งยิ้มหราในโทรทัศน์ตลอด เพราะว่า เขาเป็นนักคิดทางกฎหมาย ประเทศไทยบริหารประเทศโดยระบบกฎหมาย กฎหมาย เขียนไว้คนใช้กฎหมายย่อมซ่อนเงื่อนไขให้ประโยชน์กับตัวเองอยู่แล้ว เขียนอย่างนี้ตกใจมาก ท่านประธานครับ มาตรา ๖๗ ให้ตรวจสอบมาตรา ๗ เรื่องคุณสมบัติ แต่ผมว่ามาตรา ๑๔ คือสารบัญญัติซึ่งต้องก้ากับอย่างเข้มข้นเหมือนกันเพราะอยู่ในก้ากับ ท่านประธานครับ ผมเชื่อว่าท่านรัฐมนตรีเข้าใจเรื่องที่ผมพูด แต่ผมยังเชื่อต่อไปว่าบางครั้งเราเอาปรัชญา ของการออกนอกระบบมาเขียนอย่างชนิดที่ว่าเอาให้ไป ๆ แล้วมันจะดีเอง ท่านประธานครับ มีมหาวิทยาลัยหนึ่งเด็กคนหนึ่งเรียนไม่เก่งคณิตศาสตร์ ตกวิชาเดียว ซัมเมอร์ (Summer) ปีนี้วิชาเดียว ๗,๐๐๐ บาท ๓ หน่วยกิต ๗,๐๐๐ บาท มหาวิทยาลัยที่ออกนอกระบบ ท้าอย่างนี้ ท่านรัฐมนตรี ผมอยากจะพูดกับท่านประธานผ่านไปรัฐมนตรีครับ ในระบบ เขารับตามปกติ ๑๐๐ คน ปีหนึ่งประมาณ ๒๐,๐๐๐ กว่าบาท พอออกนอกระบบก็ประมาณ ๓๐,๐๐๐ กว่าบาทนิด ๆ แต่รับเพิ่มอีก ๑๐๐ คน เป็นแสนต่อปี นี่มันหาก้าไร เกินควร อาจารย์ก็กลุ่มเดิม เครื่องใช้ไม้สอยก็ของหลวง ที่ดินก็ของหลวง อะไรก็ ของหลวงหมด เอาไปบริหารนอกระบบคล่องตัวเพื่อใคร ผมถามย้าว่าคล่องตัวเพื่อใคร เพราะฉะนั้นผมอยากจะเชิญชวนให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเราช่วยกันแปรญัตติตัดค้าว่า ไม่ถือเป็นที่ราชพัสดุ คุณได้มาที่เดิมเป็นอย่างไร นี่ถ้ามหาวิทยาลัยเลิกไปมันจะกลายเป็นอะไรครับ เอามาขายทอดตลาดหรืออย่างไร คือเขียนกฎหมายจนไม่ยึดกลุ่มเรื่องอื่น ท่านครับ ขับไล่เอกชนอยู่ในเขตมหาวิทยาลัย เอามาใช้เพื่อการศึกษายังพอท้าเนานะครับท่าน นี่ขับไล่ส่วนราชการครับ ขับไล่โรงพยาบาล ประสาทเชียงใหม่ ส้าหรับคนที่ภาคเหนือทั้งหมดและคนทั่วประเทศบางทีก็ไปโรงพยาบาล ประสาทเชียงใหม่ ท่านประธานที่เคารพ ขับไล่ออกจากมหาวิทยาลัยให้ไปอยู่ที่อื่นต้องใช้เงินอีก ๑,๐๐๐ กว่าล้านบาท แล้วตรงนั้นเอาไปท้าอะไร คุณเป็นอะไรมหาวิทยาลัยทั้งหลาย ที่คุณออกนอกระบบ เราก็อยู่ด้วยกันดี ๆ ในประเทศนี้ออกนอกระบบต้องการให้มันคล่องตัว บริหารจัดการง่าย แล้วพัฒนาการศึกษาให้ดีขึ้น คุณไม่ต้องอยู่ในก้ากับจนกระทั่งว่า คุณไม่มีอิสระทางการบริหารการศึกษา องค์ความรู้คุณจะแคบไปสร้างองค์ความรู้ไม่ได้ อันนี้เราเห็นด้วยอย่างยิ่ง แต่การจัดการทรัพย์สินตามมาตรา ๑๗ ผมว่าท่านต้องทบทวน เพราะอะไรครับ เพราะผลมันออกมาแล้วชัดเจนที่จังหวัดเชียงใหม่ขับไล่ส่วนราชการ ผมย้าตรงนี้นะครับ ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยขับไล่ส่วนราชการเหมือนกันครับ ไม่ใช่ส่วนราชการเป็นมหาวิทยาลัยมหาวิทยาลัยหนึ่งเหมือนกัน เป็นของหลวงเหมือนกัน จ้าเดิมก็ให้ใช้ผลประโยชน์ร่วมกันถึงได้สร้างใกล้กันครับ แล้วที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ถ้าไล่ ๒ แห่งนี้ไปนะครับไปอยู่ที่ไหนล่ะ แล้วเอาเงินที่ไหนมาสร้างก็เงินหลวงอีกนั่นละ ผมพูดเรื่องนี้เพื่อจะบอกว่ามีหลายส่วนที่ต้องท้า ท่านครับ ถ้าการบริหารจัดการ เราเขียนวิธีการบริหารจัดการมหาวิทยาลัยภาครัฐในก้ากับของรัฐออกมาว่าการจะขึ้นอะไรก็ตาม จะปรับปรุง เปลี่ยนแปลงอะไรก็ตามที่กระทบกับคนทั้งมหาวิทยาลัยให้ค้านึงถึงบุคลากร ในมหาวิทยาลัย แล้วในมหาวิทยาลัยนั้นให้นักศึกษาเป็นบุคลากรด้วย มีส่วนในการคิด มีส่วนในการท้า ผมคิดว่าค่าหน่วยกิตคงไม่ขึ้นระเบิดเถิดเทิงขนาดนี้ แต่จุดนี้ผมว่ายังพอแก้ได้ แต่จุดที่จะแก้ไม่ได้คือมาตรา ๑๗ ยึดไปจัดการเองเลยครับ ผมนึกว่าการบริหารจัดการ มหาวิทยาลัยจะเป็นองค์กรซึ่งอยู่มาท้างานมายากล้าบากเพราะอยู่ในระบบ ระบบราชการ มันมัดตัว ออกนอกระบบไปเป็นมหาวิทยาลัยในก้ากับจะท้าให้มันดีขึ้นและประชาชน ได้ประโยชน์ วันนี้ถ้าค่าหน่วยกิตแพงท้าให้ประชาชนเสียประโยชน์ เสียประโยชน์ครับท่าน แต่สิ่งหนึ่งผมจะพูดย้าอีกครั้งหนึ่งนะครับ ผลส้าเร็จสูงสุดของการออกนอกระบบ ของมหาวิทยาลัยเปลี่ยนจากส่วนราชการเป็นมหาวิทยาลัยในก้ากับคืออะไรครับ มหาวิทยาลัยในก้ากับของรัฐได้มีประสิทธิภาพสูงสุดในการท้าลายมหาวิทยาลัยเอกชน เพราะอะไรครับ ศักดิ์ศรี คุณภาพ ชื่อชั้นดีกว่า ปรับราคาใกล้เคียงกัน รับนักศึกษาเพิ่มขึ้น นักศึกษาส่วนใหญ่ก็ไหลจากมหาวิทยาลัยเอกชนมาเรียนในมหาวิทยาลัยในก้ากับของรัฐหมดเลย อันนี้เป็นความส้าเร็จ ถ้าการท้าลายมหาวิทยาลัยเอกชนเป็นเรื่องดีอันนี้คือความส้าเร็จ เพียงเรื่องเดียวเท่านั้นอย่างอื่นผมยังไม่เห็น น้อง ๆ บางคนเป็นอธิการบดี เป็นคณบดี ท่านครับ วันนี้เฉพาะค่าที่ปรึกษาวิชาใหม่วิชาละ ๒๐,๐๐๐ บาท ผมไม่อิจฉาเรื่องมีเงินเยอะ เพราะสมควรจะได้ แต่นั่นหมายความว่าเราก้าลังใช้ทรัพย์ของชาติซึ่งเป็นสมบัติร่วมกัน ให้กับคนกลุ่มหนึ่งซึ่งไปบริหารมหาวิทยาลัยได้ประโยชน์สุด ๆ เลยครับ ขอบคุณครับ ท่านประธาน
ท่านอาจารย์เจริญ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายเจริญ คันธวงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กระผม ขอสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ฉบับนี้ เพราะว่าเรื่องนี้เป็นปัญหา ซึ่งมีมาเป็นเวลาช้านาน เมื่อประมาณ ๕๐ ปีมาแล้วนั้นตัวผมเองเป็นอาจารย์อยู่มหาวิทยาลัย สมองไหลจากมหาวิทยาลัยของรัฐ ก็หาทางคิดว่าจะท้าอย่างไรเพราะว่าเงินเดือนของ อาจารย์มหาวิทยาลัยของรัฐนั้นผูกติดกับข้าราชการต่าง ๆ ฉะนั้นท่านอาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ท่านเป็นอธิการบดีที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก็เป็นประธานคณะกรรมการ มานั่งคิดกันว่าเราจะท้าอย่างไรดีที่จะให้อาจารย์เก่ง ๆ ดี ๆ เป็นอาจารย์ของรัฐต่อไป เพื่อให้การศึกษากับเยาวชนรุ่นหลังต่อไป ด้วยเหตุนี้ก็มานั่งคิดว่าถ้าหากออกนอกระบบแล้ว เงินเดือนจะไม่ผูกกับหน่วยราชการ จึงมีระบบออกนอกระบบออกมา ออกนอกระบบนี่ แปลว่ายังเป็นของรัฐบาลอยู่แต่ว่าไม่ใช้ระบบเงินเดือนของข้าราชการ เมื่อไม่ใช้แล้วก็มีปัญหา ว่าจะใช้เงินเดือนระดับไหน ในตอนนั้นตกลงกันว่าอย่างน้อยที่สุดนั้นจะต้องมีเงินเดือน มากกว่าข้าราชการประจ้า คือมากกว่าข้าราชการธรรมดาเพื่อว่าจะได้มีอาจารย์ดี ๆ มาสอนหนังสือ แต่ปรากฏว่าพอท้า ๆ ไปนั้นก็มีมหาวิทยาลัยหลายแห่งมาร้องเรียนว่า ไม่ได้เป็นอย่างนั้น ก็คือว่าบางครั้งแล้วเงินเดือนข้าราชการขึ้นแต่ว่าเงินเดือนของอาจารย์ ในมหาวิทยาลัยที่ออกนอกระบบไม่ขึ้น อันนี้ก็มีปัญหามากครับ อันนี้ก็อยากฝากเตือน ท่านรัฐมนตรีซึ่งท่านนั้นก็ทราบระบบการศึกษาอย่างดี แต่ว่าอันนี้ท่านมีความจ้าเป็นครับว่า จะต้องท้าอะไรสักอย่างหนึ่งว่าวัตถุประสงค์ของการออกนอกระบบนี้ต้องการรักษา ไม่ให้สมองไหลออกจากมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ของรัฐ ฉะนั้นเรื่องนี้เป็นหน้าที่ของท่านรัฐมนตรี จะต้องดูแลว่าเงินเดือนนั้นจะต้องไม่ต่้ากว่าข้าราชการประจ้า ถ้าเป็นอย่างนั้นแล้ว วัตถุประสงค์ของออกนอกระบบนี้ผิดหมดครับ เมื่อออกนอกระบบแล้วก็มีปัญหาต่อไปว่า กลัวว่ามหาวิทยาลัยออกนอกระบบแล้วจะไปคิดสตางค์แพงเป็นค่าเล่าเรียนจากนักศึกษา ก็มีตกลงกันครับว่าจะต้องไม่แตะเพราะว่าเงินต่าง ๆ ที่รัฐบาลให้เป็นเงินอุดหนุนนั้นอย่างไร ก็เป็นอย่างนั้น จะสร้างตึกก็ขอเงินจากรัฐบาล จะท้าอะไรก็ขอเงินจากรัฐบาล แต่ว่า เงินที่เขาให้นั้นให้ฝ่ายการบริหารของมหาวิทยาลัยนั้นไปตกลงกันว่าจะใช้จ่ายอย่างไร ที่จะให้มีอาจารย์มีคุณภาพอยู่ได้ ฉะนั้นในขณะเดียวกันก็หาทางที่ว่าให้อาจารย์ที่ไม่มีคุณภาพ ออกเร็ว ๆ ด้วย อันนี้ก็เป็นหลักการของมัน แต่ว่าท่านประธานที่เคารพครับ พอมาถึงวันนี้ ปรากฏว่าผลมันไม่ได้ออกอย่างนั้น หลายมหาวิทยาลัยไม่ได้ออกอย่างนั้น แม้ว่า ๑๗ แห่ง ออกไปนอกระบบแล้วก็ตาม แต่ว่ามาดูผลของการศึกษาเป็นอย่างไรบ้าง ผลของการศึกษา ในปัจจุบันนี้ก็คือว่าคนที่จะมาเป็นครูโรงเรียนหรืออาจารย์โรงเรียนตั้งแต่ชั้นประถมศึกษา ขึ้นมานั้นก็จบจากมหาวิทยาลัยทั้งสิ้น แสดงว่ามหาวิทยาลัยยังมีปัญหาในการบริหาร ตัวอย่างว่าการวัดผลเมื่อเร็ว ๆ นี้ปรากฏว่าสอบไม่ถึง ๕๐ เปอร์เซ็นต์ แม้แต่วิชาภาษาไทย ก็ไม่ถึง ๕๐ เปอร์เซ็นต์ นักเรียนของเราไร้คุณภาพ ภาษาอังกฤษไม่ถึง ๕๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าเปรียบเทียบกับประเทศกัมพูชา สปป. ลาว ภาษาต่างประเทศ ภาษาอังกฤษ เขาเกิน ๕๐ เปอร์เซ็นต์ แต่คนไทยของเรานั้นไม่ถึง ๕๐ เปอร์เซ็นต์ แสดงว่าการศึกษา ในมหาวิทยาลัยของเรานั้นมีปัญหา นอกจากว่าภาษาไทยก็สอบตก ภาษาอังกฤษก็สอบตก คณิตศาสตร์ก็สอบตก วิทยาศาสตร์ก็สอบตก ท่านรัฐมนตรีครับ อันนี้ก็เป็นปัญหาของท่าน และเป็นปัญหาของคนไทยทั้งประเทศ ก็ขอฝากท่านไว้ด้วยครับ แต่ว่านอกจากนี้แล้วปัญหา ตามมาอีกอันหนึ่งก็คือว่าการศึกษาของไทยเรานั้นไม่นิยมใช้การค้นคว้า แม้ว่าขณะนี้ มีเทคโนโลยีสูงไม่ต้องไปห้องสมุดแต่ว่าใช้การค้นคว้าวิจัยผ่านเครื่องคอมพิวเตอร์ก็ตาม แต่ว่าระบบการศึกษาของเรานั้นเรายังไม่ได้เน้นหนักเรื่องการศึกษาค้นคว้า แม้ว่าให้เด็ก ไปท้าการบ้าน ไปท้าโครงการต่าง ๆ มามหาวิทยาลัยไม่น้อยปรากฏว่าเด็กไปตัดแปะมา ไปถ่ายรูปจากห้องสมุดมาแล้วก็แปะ ๆ เอาแล้วก็ท้าปกสวย ๆ อันนี้ก็สะท้อนให้เห็นว่า ระดับการศึกษาของไทยนั้นถ้าเปรียบเทียบกันกับประเทศทั้งโลกนั้นเราต่้ามากครับ ในกลุ่มอาเซียนด้วยกันนั้นประเทศสิงคโปร์ยังน้าอยู่ ของประเทศไทยนั้นต่้ามาก แม้ว่ามีบางมหาวิทยาลัยของประเทศไทยแต่ว่าถ้าไปเปรียบเทียบ กับของต่างประเทศของโลกนั้นเรายังอยู่ต่้า อันนี้ก็ต้องขอฝากท่านรัฐมนตรีไว้ด้วยครับ และอันนี้ก็ขอฝากสังคมไทยด้วยครับว่าเรามีปัญหาจะต้องหาทางแก้ไข
ประการสุดท้าย ก็คือว่าออกนอกระบบนี้หลายมหาวิทยาลัย แทนที่ว่า จะบริหารคล่องตัว ท้างานต่าง ๆ ดีขึ้น แต่ปรากฏว่าบางมหาวิทยาลัยนั้นใช้มหาวิทยาลัย ท้ามาหากินให้กับอาจารย์ ใช้ท้ามาหากินให้กับผู้บริหาร อธิการบดี คณบดี ตัวอย่างที่ไม่ใช่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์นะครับ บางมหาวิทยาลัยไปมีหลักสูตรพิเศษเยอะแยะเก็บสตางค์แพง แล้วก็ตั้งอธิการบดีเป็นที่ปรึกษาหลักสูตร หลักสูตรละ ๒๐,๐๐๐ บาทต่อเดือน ๑๐ หลักสูตรก็หลายแสนบาทนะครับ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ผมอยากจะขอฝากท่านรัฐมนตรีครับ ผมรู้จักท่านดี ท่านเป็นคนดี แต่ว่าเสียงสะท้อนจากผมในฐานะเป็น ส.ส. คนหนึ่ง ขอเรียนว่า ท่านรัฐมนตรีครับ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ผมเป็นห่วงครับ เพราะว่ามหาวิทยาลัยนั้นดีอยู่แล้ว แต่ว่า ผู้บริหารนั้นบางแห่งไม่สุจริตใช้มหาวิทยาลัยนี้ท้ามาค้าขายซึ่งไม่ยุติธรรมต่อผู้เรียน อันนี้ ก็ต้องขอฝากไว้ด้วยครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ในที่สุดนี้ผมก็ขอฝากไว้ด้วยว่ามาตรฐาน ของเรานั้นต่้านะครับ ขอฝากรัฐมนตรีไว้ด้วยเราจะท้าอย่างไรต่อไปเราร่วมกันครับ แล้วผม ขอสนับสนุนกฎหมายฉบับนี้ สวัสดีครับ
อย่างนี้นะครับ ต่อไปจะเป็นท่านพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน แล้วก็มาที่ดอกเตอร์อภิชาต การิกาญจน์ ท่านกรวีร์ ปริศนานันทกุล ท่านอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี อีก ๔ ท่าน ส่วนท่าน พันเอก วินัย สมพงษ์ แล้วก็อาจารย์ผุสดีล้าดับต่อไปนะครับ เดี๋ยวจะล้าดับไปเรื่อย ๆ เชิญท่านพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พ.ศ. .... ก็เหมือน ร่างพระราชบัญญัติของมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ๑๖ สถาบัน ซึ่งออกจากรัฐบาลไปอยู่ในก้ากับ มีทั้งข้อดี ข้อเสีย ข้อเสียก็คือว่าทะเยอทะยานที่จะเป็นระดับโลก ระดับสากล แต่ไม่ดูแล คนยากคนจนแม้แต่เพื่อนพ้องมิตรสหายที่อยู่ร่วมชายคาร่วมเขตแดนก็ขับไล่เขา ท่านประธานครับ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มีปรัชญาว่า มหาวิทยาลัยย่อมอุปมาดุจบ่อน้า บ้าบัดความกระหายของราษฎร ผู้สมัครแสวงหาความรู้อันเป็นสิทธิและโอกาสที่เขาควรได้ ตามหลักเสรีภาพของการศึกษา นี่คือปรัชญา ปณิธานของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นมหาวิทยาลัยของประชาชนทั้งในแง่การให้โอกาส การปลูกฝัง จิตวิญญาณธรรมศาสตร์ที่ให้ความส้าคัญและตอบสนองต่อผลประโยชน์ของประชาชน ท่านประธานครับ นี่คือปรัชญาและปณิธานอันแน่วแน่ในการก่อตั้งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่านประธานครับ วันนี้มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ประชาชนเขาบอกว่าอยู่ในก้ากับของ เผด็จการ ๕ ปีให้หลังมานี้หลังจากปฏิวัติรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ อดีตอธิการบดี มีบทบาทอันเด่นชัดในการช่วยเหลือ อ้านวยความสะดวก และบริหารจัดการ หลังจาก มีการปฏิวัติเข้ามาเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติด้วย ไปเป็นประธานบอร์ดรัฐวิสาหกิจด้วย นี่คือ ผลตอบแทนของการเป็นอธิการบดีของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่านประธานครับ นี่คือ ผลตอบแทนของการเป็นอธิการบดีของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
เชิญผู้ประท้วงครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ขออนุญาตประท้วงท่านสมาชิกฝ่ายรัฐบาลที่ได้อภิปรายกล่าวหามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ว่า อยู่ในก้ากับของเผด็จการ ซึ่งเป็นการผิดข้อบังคับ ข้อ ๖๑ วรรคสอง ท่านประธานครับ ซึ่งการอภิปรายดังกล่าวนั้นได้สร้างความเสียหายให้กับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในปัจจุบัน ขอให้ท่านประธานได้โปรดวินิจฉัยครับว่าเป็นการใส่ร้ายต่อมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และไม่เป็นธรรมต่อมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แม้ว่าผมจะไม่ได้จบมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แต่พ่อผมจบมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ครับ
ท่านพิเชษฐ์ครับ เอาอย่างนี้นะครับ
ครับท่านประธาน
คือส่วนข้อเท็จจริงท่านอธิการบดีท่านจะไปด้ารงต้าแหน่งประการใดนั้นเป็นเรื่องส่วนตัว ของท่านนะครับ แต่อันนี้เราก้าลังพูดถึงเรื่องหลักการการปรับปรุงกฎหมายว่าด้วย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์นะครับ เอาเฉพาะหลักการแล้วก็เนื้อหาในกฎหมายนะครับ ฉะนั้น อย่าไปก้าวก่ายแล้วก็จะวิเคราะห์ไปไกลถึงขนาดนั้นนะครับ เอาเฉพาะในประเด็นที่เราก้าลัง หารือกันอยู่ เชิญอภิปรายต่อครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผลพวง จากบทบาทที่โดดเด่นนั้นวันนี้ก็ยังมีพลังที่ยังได้ด้ารงต้าแหน่งในกรุงเทพมหานคร
เดี๋ยวนะครับ อะไรนะครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม วัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์
เกี่ยวข้องกับผู้ว่าราชการ กรุงเทพมหานคร
เดี๋ยวครับ ท่านวัชระก้าลังพูดอยู่ครับ เชิญครับท่านวัชระ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม วัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ที่ผมได้ลุกขึ้น ประท้วงเพื่อนสมาชิกนั้น ผมมีความประสงค์ให้ท่านประธานได้วินิจฉัยเพื่อที่จะให้ ท่านพิเชษฐ์ได้ถอนค้าพูดซึ่งเป็นการกล่าวร้ายต่อมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ไม่เป็นธรรม ต่อมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งท้าให้มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์นั้นเสื่อมเสียชื่อเสียงจาก การกล่าวของท่านพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ครับ
คือพอท่านประท้วงนะครับ ผมก็ได้วินิจฉัยแล้วก็เตือนท่านผู้อภิปรายแล้วนะครับ ผมคุม การประชุมอยู่ เชิญต่อครับ
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ไม่เสียหายครับท่านประธาน แต่คนที่ใช้เครดิต
คืออย่างนี้ครับ คือไม่อยากให้โต้ตอบนะครับ ท่านก็อภิปรายในหลักการว่าเขาปรับปรุง ส่วนข้อเท็จจริงมันก็ปรากฏเป็นข้อยุติแล้วนะครับว่าท่านด้ารงอันนี้ไม่ต้องไปเกี่ยวเอาเฉพาะ หลักการกับเหตุผลที่เราก้าลังถกเถียงกันอยู่เท่านั้นก็พอครับ
ท่านประธานครับ ความเป็น มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์นั้นมีมาตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครอง เครดิตในทางการเมืองนั้น สูงมาก การเป็นผู้น้าของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ประเมินค่าไม่ได้ จะมีค่า ๑,๐๐๐,๐๐๐, ๒,๐๐๐,๐๐๐, ๓,๐๐๐,๐๐๐ ประเมินค่าไม่ได้ในฐานะผู้น้าองค์กร ดังนั้นใครจะมาเป็น อธิการบดีของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ต้องนึกถึงปรัชญาและปณิธานของมหาวิทยาลัย โดยเด็ดขาด ท่านประธานครับ สัญลักษณ์ของประชาธิปไตยแตกสลายลงทันทีในช่วง ๕ ปี ที่ผ่านมา รับใช้เผด็จการหรือว่าถูกซื้อตัวไปผมไม่ทราบ วันที่ ๒๗ มิถุนายน
เดี๋ยวนะครับ คืออย่างนี้ท่านพิเชษฐ์ ท่านประท้วงก่อนเดี๋ยวผมจะได้เตือนครับ
กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ ผม วัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมขอประท้วงเพื่อนสมาชิก ท่านพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน จริง ๆ แล้วโดยส่วนตัวสนิทกันครับ แต่ว่าจ้าเป็นต้องลุกขึ้นประท้วงเพราะท่านกล่าวหา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และท่านยังกล่าวย้าเป็นครั้งที่ ๒ ว่ารับใช้เผด็จการ ซึ่งเป็นการผิดข้อบังคับ ตามข้อ ๖๑ วรรคสอง เป็นการใส่ร้ายต่อมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ไม่ได้รับใช้เผด็จการครับ ท่านประธานที่เคารพครับ และท้าให้ศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เสื่อมเสียชื่อเสียง รวมทั้งสถาบัน รวมทั้งพ่อผมซึ่งจบมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ด้วย
คืออย่างนี้ท่านพิเชษฐ์ครับ ผมเตือนเป็นครั้งที่ ๒ นะครับ ถ้าท่านยังอภิปรายในท้านองนี้อยู่ ผมจะไม่ให้อภิปรายนะครับ
(นายสุนัย จุลพงศธร ได้ยืนและยกมือขึ้น)
ผมก้าลังวินิจฉัยอยู่ครับ นั่งลงครับ คือหลักการนี่เขาขอให้ปรับปรุงกฎหมายของ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์นะครับ ส่วนตัวบุคคลเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ท่านสุนัยประท้วงอะไรครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม สุนัย จุลพงศธร ผมได้นั่งฟังการอภิปรายของท่านสมาชิกสภาผู้มีเกียรติท่านพิเชษฐ์แล้วนี่ครับ ผมอยากจะขอกราบเรียนท่านประธานว่า ค้าวินิจฉัยของท่านประธานแม้ท่านจะได้ใช้ข้อ ๖ ข้อ ๘ และท่านผู้ประท้วงใช้ข้อ ๖๑ นั้น ผมกราบเรียนว่าการแสดงความเห็นในส่วน ของเหตุการณ์ที่เป็นจริงนี้ผมว่าท่านประธานน่าจะได้ใจกว้างให้โอกาสแก่ท่านผู้อภิปราย เพราะข้อเท็จจริงก่อนจะมีการรัฐประหารเมื่อ ๑๙ กันยายนนั้น ผมเองตอนนั้นท้างานอยู่ที่ ส้านักนายกรัฐมนตรีครับ ยื่นเรื่องขอใช้สถานที่ห้องประชุมที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แต่ไม่ได้ครับ แต่กลุ่มที่ท้าการประท้วงเพื่อจะล้มรัฐบาลท้าได้ครับ
อย่างนี้ จะไม่จบครับ ไม่ใช่ครับ ท่านประท้วง ท่านนั่งลงผมจะได้วินิจฉัยครับ เดี๋ยวอีกฝั่งหนึ่งท่านก็ จะต้องใช้สิทธิ ก้าลังไปได้เรียบร้อย ใจเย็นครับ ผมเข้าใจครับ คือเหตุการณ์จะเกิดขึ้น นั่งลงครับ เชิญท่านพิเชษฐ์ต่อครับ
(นายอลงกรณ์ พลบุตร ได้ยืนและยกมือขึ้น)
ผมวินิจฉัยไปหมดแล้วท่านอลงกรณ์ครับ ไม่มีอะไรแล้วครับ มันไม่ได้ปรากฏแล้วครับ ท่านประท้วงอะไรครับ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายอลงกรณ์ พลบุตร ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ความจริงผมพยายามใช้สิทธิ อย่างสุภาพด้วยการยกมือ ท่านประธานเห็น
ท่านจะประท้วงอะไรครับ เชิญครับ
ผมประท้วงผู้ที่อภิปราย แล้วท่านประธานก็ยังไม่ได้เคร่งครัดเพียงพอในการควบคุมการประชุม เหตุผลอย่างนี้ครับ ท่านประธานครับ
มันไม่ใช่ เหตุผลประท้วงแล้วครับ ผมวินิจฉัยไปแล้วนะครับ ไม่อนุญาตครับ เชิญท่านพิเชษฐ์ต่อครับ นั่งลงครับ เชิญท่านพิเชษฐ์ต่อครับ ขอความกรุณาอยู่ในเนื้อหา ถ้าไปมากกว่านั้น เดี๋ยวจะเดินหน้าไม่ได้ เชิญครับ
ขอบคุณท่านประธานครับ จริง ๆ แล้ว ผมไม่ได้เอ่ยชื่อบุคคลนะครับ แต่ต่อไปนี้ผมจะเอ่ยชื่อบุคคล หลังจากเกิดการปฏิวัติ เปลี่ยนแปลงการปกครอง ปี ๒๔๗๕ การเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาเป็นระบอบประชาธิปไตย ท่านประธานครับ ฯพณฯ ศาสตราจารย์ดอกเตอร์ปรีดี พนมยงค์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในขณะนั้น ได้ริเริ่มก่อตั้งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อวันที่ ๒๗ มิถุนายน ๒๔๗๗ ชื่อว่า มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง ท่านประธานครับ คือชื่อที่สมบูรณ์แบบที่สุด เป็นเอกลักษณ์การริเริ่มประชาธิปไตย วันแรกที่มีการรับสมัคร นักศึกษา มีคนเข้ามาสมัครตั้งแต่วุฒิสมาชิก ตั้งแต่ ส.ส. ไปจนถึง อบต. ก้านัน ๗,๐๐๐ กว่าคน ในสมัยนั้น นี่คือการริเริ่มเริ่มต้นของบุคลากรในระบอบประชาธิปไตย ท่านประธานครับ มีการสอนกฎหมายการปกครองและสังคม เพื่อเร่งเอาคนมารับใช้ประเทศชาติ พระราชบัญญัติ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง อธิการบดีคนแรกเขาไม่ได้เรียกอธิการบดี เขาเรียก ผู้ประศาสน์การ ผู้ประศาสน์การคนแรกและคนเดียวก็คือ ท่านปรีดี พนมยงค์ ตอนหลัง ท่านปรีดีก็ถูกปฏิวัติรัฐประหารลี้ภัยไปอยู่ต่างประเทศ ความเป็นตลาดวิชา ความเป็น มหาวิทยาลัยเปิดแห่งแรกของประเทศไทยสิ้นสุดลงเมื่อเกิดการปฏิวัติรัฐประหาร ท่านปรีดี ในวันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๔๙๐ คณะรัฐประหารยึดอ้านาจ ยึดตลาดวิชา ยึดมหาวิทยาลัยเปิด ท่านประธานครับ เหลือแต่ค้าว่ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หลังจากนี้ผมจะแปรญัตติเอาค้าว่า การเมือง กลับมา ในเมื่อประเทศไทยวันนี้เป็นประชาธิปไตย ฝ่ายเผด็จการตัดเอาการเมืองออกไป ผมจะแปรญัตติเอาธรรมศาสตร์และการเมืองกลับมา เพื่อเส้นสรวงดวงวิญญาณของท่านปรีดี พนมยงค์ ท่านประธานครับ การปรับปรุงแก้ไข รัฐธรรมนูญหลายครั้งในระยะหลังนี้มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ถูกลดค่า ถูกให้ความสนใจ น้อยลงเพราะผู้บริหารถูกแทรกแซง ถูกท้าลาย
ท่านพิเชษฐ์ครับ คือรัฐบาลเขาเสนอกฎหมายเพื่อปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แล้วก็มีเหตุผล ประกอบให้มีการเปลี่ยนแปลงในท้านองออกจากการก้ากับดูแลของรัฐบาลแล้วก็จะให้ การบริหารของเขาเป็นอิสระและคล่องตัวขึ้น ทีนี้ประเด็นที่ท่านพูดท่านก้าลังโยงไป อีกเรื่องหนึ่ง ผมไม่อยากให้บรรยากาศเป็นอย่างอื่น เอาเฉพาะสาระที่รัฐบาลเขาเสนอ กฎหมายมา
ท่านประธานครับ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีมาเกือบ ๑๐๐ ปี แล้วคนรุ่นหลังที่เกิดเมื่อ ๑๐ ปีที่แล้ว ๒๐ ปีที่แล้วจะรู้ไหมว่ามาอย่างไร ไปอย่างไร แล้วจะออกในก้ากับอย่างไร วันนี้ก็ไม่มีใครพูด ท่านประธานครับ วันนี้สถาบัน พระปกเกล้ากลับโดดเด่นที่สุดในประเทศไทย เป็นสัญลักษณ์ของประชาธิปไตย มี ส.ส. มีนักการเมืองเรียนเต็มไปหมด แต่มหาวิทยาลัยต้นฉบับกลับด้อยค่าลงไป นักการเมืองวิ่งไป สถาบันพระปกเกล้าหมดเพราะอะไร ท่านประธานครับ ๒๕๑๘ ท่านดอกเตอร์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ เห็นว่ามหาวิทยาลัยที่สอนการเมืองแห่งนี้คับแคบ มีคนสนใจการเมือง สนใจประชาธิปไตย มากขึ้น จึงได้ไปขอนิคมอุตสาหกรรมของกระทรวงอุตสาหกรรมที่รังสิต ๒,๔๐๐ ไร่เอามาเป็น มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ศูนย์รังสิตที่มีอยู่ในปัจจุบัน บุคคลทั้งสองนี้ตายต่างประเทศทั้งคู่ครับ ท่านประธานที่เคารพ วันนี้ขอให้คนธรรมศาสตร์ทั้งหลายนึกถึงปณิธานและนึกถึงปรัชญา ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อปี ๒๔๗๖ ต้องกลับไปเป็นมหาวิทยาลัยที่สั่งสมสั่งสอน ทางด้านประชาธิปไตยของประเทศไทยให้ได้ อย่าให้ประชาชนและบรรพบุรุษต้องเสียใจว่า สัญลักษณ์ของประชาธิปไตยคือมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คือโดมของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อย่าให้กลายเป็นมหาวิทยาลัยสากลซึ่งก็ไม่มีสัญลักษณ์อะไรจะให้ผมแสดงความเสียใจล่วงหน้า วันนี้ผมขอบพระคุณที่ได้พูดถึงมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ขอบคุณท่านประธานครับ
ท่านดอกเตอร์อภิชาต การิกาญจน์ ครับ
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายอภิชาต การิกาญจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ผมมีประเด็นที่จะอภิปรายในเรื่องของร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ทิศทางในการก้าวไปสู่มหาวิทยาลัยในก้ากับผมคิดว่าวันนี้เป็นทิศทางที่ต้องไปอยู่แล้ว แต่เราจะท้าอย่างไรว่าเมื่อเราเปลี่ยนแปลงไปสู่มหาวิทยาลัยในก้ากับ เราจะท้าอย่างไร ให้ทิศทางของมหาวิทยาลัยที่จะเปลี่ยนไปจะเปลี่ยนไปในทิศทางใด
ประเด็นแรก เราเห็นว่ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เริ่มต้นจากการเป็นตลาดวิชา เป็นการจัดการศึกษาเพื่อสังคม สร้างบุคลากร สร้างนักการเมือง สร้างนักบริหารไปสู่องค์กรต่าง ๆ ในประเทศนี้ต่อเนื่องกันมาเป็นระยะเวลายาวนาน กับทิศทางใหม่ที่เราหลีกหนีไม่ได้ในเรื่อง แนวโน้มของการศึกษาเพื่อรายได้ที่ดี เพื่อการงาน เพื่อสิ่งที่เรียกได้ว่าธุรกิจทางการศึกษา การต่อสู้ใน ๒ แนวนี้เราจะท้าอย่างไรที่จะให้มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ยังคงเป็นมหาวิทยาลัย ที่ยืนอยู่บนแนวทางของการจัดการศึกษาเพื่อสังคมอย่างแท้จริง บนความเป็นอิสระ บนความคล่องตัว ทั้งในการบริหารที่มีอ้านาจในการบริหาร มีอ้านาจในการตัดสินใจ มีงบประมาณที่สามารถจะจัดหาเพิ่มขึ้นได้นอกเหนือจากการจัดสรรงบประมาณโดยรัฐ ที่ให้เป็นงบประมาณก้อนหนึ่งเพื่อการบริหารมหาวิทยาลัยซึ่งอาจจะไม่เพียงพอ ความเพียงพอ หรือไม่เพียงพอจะเป็นส่วนหนึ่งที่จะกระทบไปสู่ผู้ที่จะเป็นนักศึกษาหรือผู้เรียนในมหาวิทยาลัย เรามีมหาวิทยาลัยในก้ากับที่เริ่มต้นโดยการออกโดย พ.ร.บ. ตั้งแต่เริ่มแรกอย่างน้อย ๓ มหาวิทยาลัย คือ ๑. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ๒. มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ๓. มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ การสรุปบทเรียนจากมหาวิทยาลัยที่ออกไปอยู่ในก้ากับมาก่อนหน้า ทั้ง ๑๖ มหาวิทยาลัย เป็นส่วนหนึ่งที่ผมคิดว่าเราจ้าเป็นจะต้องทบทวนว่ามีสิ่งใดบ้างที่จะ กระทบต่อผู้เรียนที่จะเข้าไปเรียนในมหาวิทยาลัย หากเราตามไปดูในหลายมหาวิทยาลัย เด็ก ๆ ที่มีโอกาสมาจากครอบครัวยากจนในชนบทสอบเข้าเรียนแอดมิชชัน (Admission) เข้าไปเรียนได้ในมหาวิทยาลัยที่เป็นมหาวิทยาลัยในก้ากับ ปรากฏว่าเมื่อเข้าไปเรียนแล้ว ต้องออกกลางการศึกษาด้วยเหตุผลว่าไม่สามารถที่จะจัดการในเรื่องค่าใช้จ่ายที่จะรองรับ กับการเรียนในมหาวิทยาลัยในระบบดังกล่าวได้ ผมคิดว่ามีจ้านวนไม่น้อยที่เด็กต้องออกจาก ระบบไป เพราะฉะนั้นทิศทางเหล่านี้จึงเป็นเรื่องส้าคัญว่าเมื่อมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จะก้าวไปสู่มหาวิทยาลัยแบบนั้นเราจะดูแลคนอีกกลุ่มหนึ่งที่เป็นคนในสังคมที่ควรได้รับ โอกาสกับการมาเรียนมหาวิทยาลัยไม่ให้หลุดพ้นด้วยปัญหาข้อจ้ากัดและเงื่อนไขในเรื่อง ของค่าใช้จ่ายและความจ้าเป็นในการศึกษานะครับ
ประการที่ ๒ ในเรื่องความเป็นเลิศทางวิชาการ ถามว่าจริง ๆ แล้วมหาวิทยาลัย ทั้งหมดในสังคม ในต่างประเทศ ในโลกเราจะมีทิศทางเดียวกันก็คือการก้าวไปสู่ความเป็นเลิศ ทางวิชาการ ซึ่งถามว่าจริง ๆ แล้วผู้ที่มาเรียนคนที่จะเป็นที่ ๑ คนที่จะเก่งที่สุด คนที่จะดีที่สุด มันเป็นจ้านวนน้อยมากนะครับ ที่ ๑ มีที่เดียวเท่านั้น แต่ทิศทางของแต่ละมหาวิทยาลัย จะมุ่งไปสู่ความเป็นเลิศทางวิชาการ เน้นความเก่งกล้าทางด้านวิชาการ เราจะท้าอย่างไร ให้มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นมหาวิทยาลัยที่เป็นความแตกต่างโดยไม่มุ่งเน้นเฉพาะ ความเป็นเลิศทางวิชาการเพียงอย่างเดียว แต่จะต้องเป็นความแตกต่างที่สร้างบุคลากร สร้างบัณฑิตที่สามารถมีองค์ประกอบอื่น ๆ นอกเหนือจากความรู้ทางวิชาการ เช่นเราจะสร้าง นักคิดทางสังคมอย่างไรภายใต้ระบบสังคมที่เราเชื่อว่าคนมีปัญหาในระบบคิดอยู่มากมาย แล้วปัญหาเรื่องระบบคิดเป็นสิ่งที่สถาบันหรือสถานศึกษาในประเทศไทยเราไม่ถูกหยิบยก ขึ้นมาเน้นหรือว่าเป็นเรื่องส้าคัญเลย เราเน้นในเรื่องระบบความรู้ แต่ผมเชื่อว่าในสถานการณ์โลก ปัจจุบันนี้ระบบความรู้อย่างเดียวไม่สามารถที่จะน้าพาประเทศชาติ น้าพาสังคมไปสู่ความรุ่งเรือง อย่างแท้จริงได้ แต่ปัญหาในสังคมสิ่งที่เป็นปัญหาอยู่ขณะนี้การสร้างระบบคิดในตัวผู้เรียน มันจะเป็นส่วนหนึ่งของการน้าพาสังคม น้าพาประเทศชาติไปสู่ความรุ่งเรืองในอนาคตได้ เราจะท้าอย่างไรให้นักศึกษาของ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นนักคิดไม่ว่าจะเรียนในคณะใด ในคณะวิชาชีพทางด้านวิทยาศาสตร์ ทางด้านวิทยาศาสตร์ประยุกต์ หรือทางด้านสังคมศาสตร์ แต่อย่างน้อยเราจะท้าอย่างไร ให้เขาได้เป็นนักคิดที่คิดอย่างแตกต่าง คิดอย่างท้าทาย คิดอย่างเชื่อมโยง คิดอย่างมีเหตุมีผล การเน้นให้เป็นมหาวิทยาลัยที่สอนระบบคิดผมคิดว่าจะเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างบัณฑิตที่จะมา คลี่คลายปัญหาของชาติบ้านเมือง ของสังคมที่เรามีปัญหาอยู่ขณะนี้ได้ เราใช้เวลาไม่นานครับ เราจะสร้างจากเด็กตั้งแต่ระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษาช้า การสร้างในมหาวิทยาลัยใช้เวลา ๔ ปี เป็น ๔ ปีที่เราสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงในตัวบัณฑิตได้ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จึงไม่ควรเน้นความเป็นเลิศทางวิชาการเพียงอย่างเดียว แต่จะต้องเป็นความต่างของมหาวิทยาลัย ที่สามารถสร้างนักคิดที่จะช่วยกันคลี่คลายแก้ไขปัญหาในสังคมได้
ประเด็นที่ ๓ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มีชื่อเสียงในเรื่องการสร้างคน ที่มีอุดมคติในการออกไปรับใช้สังคมและประเทศชาติบ้านเมือง แนวทางนี้ผมคิดว่าจะต้อง เป็นแนวทางที่เราจะสร้างตัวแบบที่ดีของบัณฑิตที่จะไปสู่สังคมในวันข้างหน้า แม้จะออกนอกระบบ เป็นมหาวิทยาลัยไปอยู่ในก้ากับ แต่แนวทางบนความเป็นมาของมหาวิทยาลัยอันเก่าแก่แห่งนี้ ควรจะเป็นแนวทางที่ยึดถือของการสร้างคนต้นแบบที่มีอุดมคติในการไปรับใช้สังคม รับใช้องค์กร ที่จะเกิดประโยชน์สูงสุด แนวทางของการเป็นมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมืองเรื่องนี้ ผมคิดว่าเป็นเรื่องส้าคัญ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้สร้างนักการเมือง ได้สร้างนักต่อสู้ในทาง การเมือง ได้สร้างนักคิดในทางสังคม เป็นแกนน้าในการต่อสู้ของการเรียกร้องเพื่อความถูกต้อง ชอบธรรมในสังคมตลอดระยะเวลายาวนาน อาจจะมีข้อที่ต้าหนิได้ในบางเรื่อง แต่ถ้ามอง ความยิ่งใหญ่ตลอดระยะเวลาตั้งแต่เริ่มต้นมาผมคิดว่าความยิ่งใหญ่ในเรื่องการสร้างคนที่ตระหนัก ถึงการรับใช้สังคมเราไม่ด้อยกว่าที่อื่น ผมจึงเชื่อว่าแนวทางที่เราจะสร้างบุคลากรที่มีคุณภาพ ในการไปรับใช้ชาติ ในการรับใช้สังคม และหน่วยงานต่าง ๆ ตามแนวคิดของมหาวิทยาลัย ตั้งแต่เริ่มต้นยังคงต้องเป็นหลักส้าคัญที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จะต้องยึดถือถึงแม้ว่า ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้จะน้าพามหาวิทยาลัยไปอยู่อย่างเป็นอิสระมากขึ้น การเป็นอิสระในทางวิชาการ การเป็นอิสระในการบริหาร สิ่งที่ต้องตระหนักสิ่งที่ต้องคิดผมคิดว่าเราไม่หนักใจกับเรื่อง ความรู้ความสามารถของบุคลากรในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แต่ท่าทีและวิสัยทัศน์ที่จะสร้าง มหาวิทยาลัยให้มีส่วนของการเป็นมหาวิทยาลัยที่เป็นความต่างที่ผมว่านี่เป็นเรื่องที่น่าจะ ถกเถียง เป็นเรื่องที่น่าสนใจว่าถ้าเราสามารถน้าเอาความต่างมาเป็นความโดดเด่น มาเป็นเอกลักษณ์ ของมหาวิทยาลัยให้ได้มันจะเป็นความรู้สึกว่าการยกร่าง พ.ร.บ. มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ฉบับใหม่ไม่เหมือนเดิม ไม่เหมือนที่ผ่านมา ไม่เหมือนทั้ง ๑๖ มหาวิทยาลัยที่เราได้ยกร่างไปแล้ว แต่จะต้องให้เห็นว่าเป็นความแตกต่าง เป็นความก้าวหน้า เป็นการพัฒนา แล้วเชื่อว่าสิ่งนี้ จะสามารถเรียกร้องสิ่งที่มันอาจจะเกิดความบกพร่องผิดพลาดบางเรื่องในประวัติศาสตร์ การเมืองไทยให้กลับมาได้ ผมขอให้ท่านรัฐมนตรีได้ตระหนักว่าแนวทางของข้อถกเถียง ในเรื่องความต่างน่าจะเป็นส่วนหนึ่งที่ถูกท้าให้เกิดความเป็นเอกลักษณ์ใหม่เกี่ยวกับ ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่ยังยึดถือแนวทางที่เป็นประโยชน์ของการรับใช้สังคม และประเทศชาติบ้านเมืองครับ
ท่านกรวีร์ ปริศนานันทกุล ครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม กรวีร์ ปริศนานันทกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอ่างทอง พรรคชาติไทยพัฒนา ต้องกราบขอบพระคุณท่านประธานที่ให้โอกาสผมได้มีส่วนร่วมในการอภิปรายร่างพระราชบัญญัติ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พ.ศ. .... ฉบับนี้ ผมต้องบอกกับท่านประธานว่าผมนั้นเห็นด้วยครับ และคงไม่มีใครหรอกที่จะปฏิเสธว่าเราอยากจะเห็นกระบวนการในการจัดการการศึกษา เราอยากจะเห็นความคล่องตัวทางด้านการบริหารทางด้านการศึกษานั้นให้มันมีความคล่องตัว ให้มันมีประสิทธิภาพ ให้มันสามารถที่จะผลิตบัณฑิต ผลิตนักศึกษาออกไปเพื่อที่จะแข่งขัน กับนานาประเทศให้ทันกับโลกในอนาคตได้อย่างมากขึ้น วันนี้ผมจึงเห็นว่าเป็นเหตุจ้าเป็น ที่จะต้องให้มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แล้วก็มหาวิทยาลัยนั้นสามารถที่จะบริหารจัดการ และสามารถที่จะตัดปัญหาเรื่องของความล่าช้าในการบริหารงานจากโครงสร้างของการบริหารงาน แบบราชการแบบเดิม ๆ ให้ออกไปได้ เพราะฉะนั้นผมดีใจที่เราจะได้เห็นการบริหารงาน ในมุมมองใหม่ ในมิติในการบริหารงานแบบใหม่ เพื่อที่จะท้าให้มหาวิทยาลัยนั้นสามารถที่จะ พัฒนาศักยภาพและยกระดับคุณภาพของการศึกษาให้มากขึ้นไปด้วยในอนาคต ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผมนั้นเป็นคนหนึ่งที่ส้าเร็จการศึกษามาจากมหาวิทยาลัยแห่งนี้ แล้วผมก็ ภาคภูมิใจครับ ภาคภูมิใจที่ได้เห็นมหาวิทยาลัยแห่งนี้ตลอดระยะเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา เกือบจะร้อยปีที่ผ่านมานั้นได้สร้างบุคลากร และได้ผลิตบุคลากรออกไปเพื่อที่จะรับใช้สังคม ออกไปรับใช้ประชาชน ออกไปรับใช้ประเทศชาติเป็นจ้านวนมาก สิ่งหนึ่งที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้สอน และผมมั่นใจว่าเป็นรากฐานที่ส้าคัญที่สุดของการด้ารงอยู่ร่วมกันในสังคมแห่งนี้ นั่นก็คือ มหาวิทยาลัยแห่งนี้เขาสอนครับ สอนว่าให้รักประชาชน ให้รักสังคม และให้รักประเทศชาติ นี่เป็นเจตนารมณ์ที่ผมคิดว่าท้าให้มหาวิทยาลัยแห่งนี้แตกต่างไปจากมหาวิทยาลัยแห่งอื่น แล้วผมก็จ้าได้เหมือนกันว่าตั้งแต่เริ่มเดิมทีนั้นเจตนารมณ์ของท่านปรีดี พนมยงค์ ผู้ประศาสน์การ ที่ก่อตั้งมหาวิทยาลัยแห่งนี้ขึ้นตั้งแต่ปี ๒๔๗๗ แต่เริ่มนั้นมหาวิทยาลัยแห่งนี้ เป็นมหาวิทยาลัยเปิดครับ เป็นมหาวิทยาลัยเปิดเพื่อที่จะให้พี่น้องประชาชนไม่ว่าจะยากดีมีจน แค่ไหนก็แล้วแต่ ไม่ว่าจะอยู่ในสาขาอาชีพใดก็แล้วแต่สามารถที่จะก้าวเข้าสู่กระบวนการศึกษา สามารถที่จะก้าวเข้าสู่การศึกษาในระดับอุดมศึกษาได้อย่างเท่าเทียมกัน ได้อย่างทั่วถึง เหมือนกันหมดทั้งประเทศ แต่การแก้ไขกฎหมายโดยการร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ผมจึงมี ค้าถามครับ บอกว่าเราจะมีหลักประกันได้อย่างไรว่ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ของผม และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ของท่านสมาชิกอีกหลายคนในห้องนี้ และมหาวิทยาลัย ของประชาชนแห่งนี้จะยังคงเจตนารมณ์เดิม และจะยังคงตัวตนรากเหง้าของตัวเอง เอาไว้ได้เช่นเดิมหลังจากที่ออกนอกระบบไปแล้ว เราจะมีหลักประกันได้อย่างไรว่าการเก็บ ค่าเล่าเรียนซึ่งเป็นหัวข้อหลักที่ผมคิดว่าพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักศึกษา ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตลอดจนกระทั่งประชาคมของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์นั้น ให้ความส้าคัญครับ เราจะมีหลักประกันได้อย่างไรว่าเมื่อมหาวิทยาลัยแห่งนี้ออกนอกระบบ ไปแล้ว มหาวิทยาลัยแห่งนี้จะไม่ละทิ้งเจตนารมณ์เดิม จะมีหลักประกันใดที่จะท้าให้ ค่าเล่าเรียนซึ่งต่อไปผมเข้าใจว่าน่าจะผ่านการก้าหนดจากคณะกรรมการของมหาวิทยาลัย จะท้าอย่างไรครับ ที่ไม่ให้การตั้งค่าเล่าเรียนโดยผ่านคณะกรรมการชุดนี้เป็นการปิดกั้นโอกาส ให้กับผู้ยากไร้ ให้กับพี่น้องประชาชนคนยากจน ลูกตาสีตาสาที่อยู่ตามต่างจังหวัด ท้าอย่างไร ที่จะไม่ให้เงินทรัพย์สินนั้นเป็นก้าแพงกั้นที่จะก้าวเข้าสู่การศึกษาในระดับชั้นอุดมศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์แห่งนี้ คงไม่มีใครอยากจะเห็นหรอกครับ แล้วผมก็เชื่อว่าไม่มีประโยชน์อะไรเลยครับ ถ้าหากว่ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์แห่งนี้ ออกนอกระบบไปแล้ว และละทิ้งตัวตนของตัวเอง ลืมเจตนารมณ์จากผู้ประศาสน์การ แรกเริ่มของมหาวิทยาลัยแห่งนี้ และคงไม่มีประโยชน์เลยถ้าหากว่าออกจากระบบไปแล้ว มหาวิทยาลัยแห่งนี้เปลี่ยนไปแล้ว คงไม่มีประโยชน์ละครับ และผมเชื่อว่าไม่มีใครที่อยากจะเห็นว่าหลังจากที่มหาวิทยาลัย แห่งนี้ออกนอกระบบไปแล้วไม่สามารถที่จะรับใช้พี่น้องประชาชน รับใช้สังคม ประเทศชาติ ได้อย่างเดิม นั่นเป็นประเด็นแรกที่ผมอยากจะฝากกับท่านประธานผ่านไปยังท่านรัฐมนตรี
ประเด็นที่ ๒ ผมเองนั้นสมัยที่เรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผมโชคดี ที่มีโอกาสได้ท้ากิจกรรมแล้วก็มีโอกาสได้รับการเลือกตั้งจากเพื่อน ๆ จากน้อง ๆ นักศึกษา ในมหาวิทยาลัยให้เป็นนายกองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์หรือว่านายก อมธ. พี่ชายของผมครับ ท่าน ส.ส. ภราดร ปริศนานันทกุล เป็นประธานสภานักศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พวกเรารู้ดีครับ เวลามหาวิทยาลัยแห่งนี้จะมีการตัดสินใจใด ๆ ก็แล้วแต่กระบวนการจะผ่านสภามหาวิทยาลัย แต่หลายครั้งครับ หลายครั้งที่ท่านละเลย หลายครั้งที่ท่านมองข้ามความส้าคัญของนักศึกษา ซึ่งในความเป็นจริงแล้วถ้าหากว่า เทียบสัดส่วนกันแล้วนักศึกษานั้นเรียกได้ว่าเป็นสัดส่วนที่มากที่สุด เป็นสัดส่วนที่ส้าคัญที่สุด ของการอยู่ร่วมกันในมหาวิทยาลัย คณาจารย์ อาจารย์ บุคลากรทางด้านการศึกษา ผู้สอน การศึกษานั้นอาจจะมีหลักร้อยหลักพันครับ แต่นักศึกษามีเป็นหลักหมื่น ทั้งที่ท่าพระจันทร์ ทั้งที่รังสิต ทั้งมหาวิทยาลัยที่ล้าปาง มีเป็นหมื่นครับ แต่เวลาที่มหาวิทยาลัยจะตัดสินใจ ท้าอะไรสักทีหนึ่ง ผมยกตัวอย่างกรณีอย่างเช่นเมื่อหลายปีก่อนที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก้าลังจะย้ายจากศูนย์ที่ท่าพระจันทร์ไปที่รังสิต ในขณะนั้นผมเป็นนายกองค์การนักศึกษา เป็นนายก อมธ. ครับ มหาวิทยาลัยไม่ได้ถามนักศึกษาเลยว่านักศึกษานั้นมีความคิดเห็นอย่างไร ในการย้ายมหาวิทยาลัยจากท่าพระจันทร์ไปที่รังสิต มหาวิทยาลัยไม่ได้ให้ความส้าคัญ กับนักศึกษาเท่าที่ควร และผมก็แปลกใจที่ได้เห็นร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้นั้นในมาตรา ๔ ท่านก้าหนดเอาไว้ว่าจะให้มีคณะกรรมการบริหารมหาวิทยาลัย ท่านก้าหนดเอาไว้ว่าจะให้มี คณะกรรมการวิชาการ ท่านก้าหนดเอาไว้เพิ่มเติมจากพระราชบัญญัติในปี ๒๕๓๑ ว่าให้มี สภาอาจารย์ ให้มีสภาพนักงานมหาวิทยาลัย ให้มีพนักงานมหาวิทยาลัย นักศึกษาอยู่ที่ไหนครับ ท้าไมประชาคมคนที่อยู่ในมหาวิทยาลัยเป็นจ้านวนมากที่สุดในสัดส่วนมากที่สุดนั่นก็คือ นักศึกษาท่านเอาไว้ที่ไหนครับ ตลอดทุกมาตราในร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ไม่ได้เขียนถึง ช่องทางที่จะให้น้อง ๆ นักศึกษาของผมที่อยู่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็น ทางองค์การนักศึกษาก็ดี ไม่ว่าจะเป็นสภานักศึกษาก็ดี เขามาจากการเลือกตั้งของนักศึกษา เขามีความชอบธรรมที่จะก้าหนดทิศทาง เขามีความชอบธรรมที่จะก้าหนดอนาคตที่จะไป กระทบโดยตรงกับนักศึกษาในมหาวิทยาลัย ท่านเอานักศึกษาไว้ที่ไหนครับ เพราะฉะนั้น ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานฝากไปยังท่านรัฐมนตรีครับ ถ้าเป็นไปได้ ผมเข้าใจครับ นักศึกษานั้นอยู่ ๔ ปี และการที่จะไปก้าหนดนักศึกษานั้นบางครั้งนักศึกษาก็ก้าลังท้างานอยู่ ก้าลังดูเรื่องใดเรื่องหนึ่งอยู่เขาก็ต้องส้าเร็จการศึกษาไป แต่จะดีกว่าไหมถ้าหากว่าเราเปิด ช่องทางเอาไว้เพื่อที่จะให้นักศึกษาอาจจะผ่านทางองค์การนักศึกษา อาจจะผ่านทาง สภานักศึกษา อาจจะผ่านในรูปแบบของชุมนุม ชมรมต่าง ๆ ให้เขาเข้ามามีส่วนร่วม ในการก้าหนดทิศทาง ให้เขาได้มามีส่วนร่วมในการออกสิทธิออกเสียงเพื่อที่จะสะท้อน ความต้องการของเขาไปให้ผู้บริหารในมหาวิทยาลัยได้รับทราบ ในร่างกฎหมายฉบับนี้ ในร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ผมไม่เห็นครับ เพราะฉะนั้นอยากจะกราบเรียนท่านประธาน ฝากไปยังท่านรัฐมนตรีครับ ถ้าเป็นไปได้ผมอยากจะเห็นช่องทางในการเปิดโอกาสให้กับ นักศึกษานั้นได้เข้ามามีส่วนร่วมในการก้าหนดชะตาชีวิตอนาคตของตัวเองในพระราชบัญญัติ ฉบับนี้ด้วย และท้ายที่สุดผมก็กราบเรียนกับท่านประธานฝากไปยังท่านรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่งว่า ผมชื่นชมและผมขอบคุณนะครับที่ท่านมีเจตนาที่ดีที่อยากจะให้มหาวิทยาลัยแห่งนี้นั้น ได้ออกนอกระบบเพื่อที่จะลดขั้นตอนต่าง ๆ เพื่อที่จะให้เกิดความคล่องตัว เพื่อที่จะเพิ่ม ประสิทธิภาพในการบริหารมหาวิทยาลัยแห่งนี้ แต่สิ่งที่ท่านจะต้องไม่ลืมครับ มหาวิทยาลัย แห่งนี้นั้นเป็นมหาวิทยาลัยของพี่น้องประชาชน เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะออกนอกระบบ ไม่ว่าจะเปลี่ยนกฎหมายใดก็แล้วแต่ เจตนารมณ์ที่ส้าคัญที่สุดนั่นก็คือท้าอย่างไรที่จะท้าให้ มหาวิทยาลัยแห่งนี้ของผม ท้าอย่างไรที่ท้าให้มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ของประชาชนนั้น ยังเป็นของประชาชนเช่นเดิม ขอบพระคุณครับ
ต่อไป ท่านอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี นะครับ หลังจากท่านอรรถวิชช์แล้วจะเป็นท่านขจิตร ชัยนิคม แล้วก็มาที่ท่านอาจารย์ผุสดี ตามไท ท่าน พันเอก วินัย สมพงษ์ แล้วก็จะมีอีกประมาณ ๓ ท่าน คือท่านวัชระ เพชรทอง ท่านอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ แล้วก็ท่านอลงกรณ์ พลบุตร เชิญท่านอรรถวิชช์ก่อนครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ก็เกาะติดมาทุกมหาวิทยาลัยที่จะมีการออกนอกระบบ มหาวิทยาลัยออกนอกระบบพูดให้ชัด ๆ ก็คือว่า เขาจะออกพ้นจากการเป็นส่วนราชการ แต่ก็ยังคงอยู่ภายใต้การก้ากับอยู่ดี นั่นก็หมายความว่า เขาเองก็ยังคงจะต้องได้รับงบประมาณจากรัฐบาล จากภาษีของพี่น้องประชาชนที่เรียกว่า งบอุดหนุนก็ยังคงได้รับอยู่ครับ เพียงแต่ว่าสถานะนั้นจะไม่ได้เป็นในรูปแบบของส่วนราชการ ความคล่องตัวของมหาวิทยาลัยก็จะมีมากขึ้นเพราะไม่ได้เป็นส่วนราชการแล้ว อาการนี้เกิดขึ้นมา เพราะเนื่องจากว่ามีมหาวิทยาลัยหลายมหาวิทยาลัยได้มีการออกนอกระบบไปแล้วก่อนหน้านี้ เพื่อเสริมความคล่องตัว จนกระทั่งวันนี้กลายเป็นแนวใหม่ว่าต้องออกนอกระบบกันเสียให้หมด คราวนี้การออกนอกระบบให้หมดแล้วก็ทยอยออก ก็ต้องดูความพร้อมของแต่ละมหาวิทยาลัย เหมือนกัน อย่างมหาวิทยาลัยที่ผมบอกว่าน่าจะออกนอกระบบและออกนอกระบบไปแล้ว ด้วยนะครับ ก็คืออย่างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเขารวยจริง ๆ ที่ดินเยอะแยะมากมาย บริเวณสยามสแควร์ แล้วก็ก้าลังมีเรื่องมีราวกันอยู่เรื่องการไล่ที่เพิ่มเติมกับมหาวิทยาลัย เทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตอุเทนถวายนี่นะครับ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รวยจริง ๆ ครับ แต่ว่ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ของกระผมในฐานะศิษย์เก่าได้มีโอกาสดู งบการเงินครับ จนอย่างเหลือเชื่อครับ จนกว่ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์อีกด้วยซ้าไป ทีนี้พอมาดูในงบการเงิน เนื่องจากว่าก็ทวงท่านรัฐมนตรีมาตั้งแต่มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ตั้งแต่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จนกระทั่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผมมาเจอวันนี้ว่า วิธีการท้างบการเงิน อันนี้ฝากไว้เลยนะครับ วิธีการท้างบการเงินของมหาวิทยาลัย มีความแตกต่างกันจริง ๆ ครับ ถ้าได้มีการดูงบการเงินของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จะเห็นภาพรวมของทั้งมหาวิทยาลัยเลยครับ จะเห็นภาพรวมทั้งมหาวิทยาลัยเลยว่ารับเงิน จากช่องรายจ่ายจะบอกเลยว่ามีการจ่ายอะไรไปบ้าง เงินเดือนเท่าไร ค่าด้าเนินการ ค่าที่ดิน ก่อสร้างเท่าไรว่าไปครับ แล้วอีกฝั่งหนึ่งก็จะเห็นชัดเจนเลยว่ารายรับมาจากเงินอุดหนุน ของรัฐบาลเท่าไร มาจากรายรับที่มาจากรายรับด้านอื่น ๆ ของมหาวิทยาลัยที่บริหารจัดการเองเท่าไร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เห็นชัดครับ แต่ปรากฏว่าพอมาดูงบการเงินของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มันไม่มีภาพรวมนั้นในเล่มนี้ ไม่มีภาพรวมนั้นนะครับ ภาพรวมนี้เขาเป็นการตัดทิ้งไปเลยว่า ส่วนที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ต้องของบอุดหนุนรัฐบาลทุกปี ปีที่แล้วประมาณ ๒,๕๐๐ ล้านบาท ก็ไม่ได้มีการอธิบายลงไปในนี้ แต่เอาเป็นว่าให้ ๒,๕๐๐ ล้านบาทก็จ่ายหมด ๒,๕๐๐ ล้านบาท แต่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เขาเอามาคิดเป็นอีกบัญชีหนึ่งต่างหากว่า ถ้าเอากันคิดเพียว ๆ ว่าค่าการเรียนการสอน ค่าธรรมเนียมที่เก็บได้ทั้งหมดเท่าไร ปรากฏว่า เขาก็บอกว่าเขาเองมีรายได้อยู่ ๙๑๓ ล้านบาท คร่าว ๆ แล้วเขามีรายจ่ายอยู่ ๗๔๑ ล้านบาท พูดง่าย ๆ คือมีก้าไรอยู่ที่ ๑๗๑ ล้านบาท แต่อันนี้มันเป็นแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้นเอง คือเขาก้าลัง จะบอกว่าเฉพาะแต่ค่าการเรียนการสอนเขาก้าไร แต่ท่านประธานที่เคารพครับ ย้อนกลับไป มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ถ้าท่านรัฐมนตรีตัดงบอุดหนุนแม้แต่นิดเดียวมหาวิทยาลัยขาดทุนทันที เพราะฉะนั้นแปลว่ามหาวิทยาลัยแห่งนี้ต่อให้ออกนอกระบบ หมายถึงว่าไม่ได้เป็นส่วนราชการแล้ว การอุดหนุนจากรัฐบาลก็ยังคงต้องอุดหนุนเท่าเดิมนะครับ ถ้าอุดหนุนน้อยลงเสร็จแน่นอน เพราะว่ามหาวิทยาลัยนี้จนจริง ๆ ผมพอมาดูงบแล้วก็เป็นห่วงนะครับ คราวนี้อย่างนี้ครับ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์นั้นท้างบการเงินไม่เหมือนกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จริง ๆ เนื่องจากว่าพอไปดูสภาพความเป็นจริงว่าท้าไมถึงเห็นด้วยกับการออกนอกระบบ ปรากฏว่า การสะสมความมั่งคั่งของแต่ละคณะนั้นมี อย่างคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี คณะนิติศาสตร์ต่าง ๆ เขาก็มีการท้างบว่ากันไปของแต่ละ ท่านประธาน พูดง่าย ๆ เป็นคณะ เป็นก๊กไป ไม่ได้มีการบูรณาการงบ ทีนี้ถ้าท่านรัฐมนตรีมีนโยบายที่จะทยอยเอามหาวิทยาลัย ออกนอกระบบไปเรื่อย ๆ ผมคิดว่ากระทรวงต้องมานั่งคุยดี ๆ แล้วครับว่าการจัดงบประมาณ ของมหาวิทยาลัยที่ถูกต้องแล้วเป็นฟอร์แมต (Format) เดียวกันทั้งหมด เพราะยังถือว่า ถึงแม้ท่านจะออกเป็นหน่วยงานที่ไม่ใช่ส่วนราชการแล้ว แต่ก็ต้องถือว่าเป็นมหาวิทยาลัย ในก้ากับของท่านอยู่ และรัฐบาลยังคงมีภาระในการที่จะต้องอุดหนุนงบประมาณไปอย่างตลอด งบการเงินเป็นเรื่องส้าคัญ อันนี้ผมอยากให้ท่านลองทบทวนใหม่ว่าลองเอามาให้มหาวิทยาลัย แต่ละมหาวิทยาลัยภายใต้การก้ากับนี่ พูดง่าย ๆ คือว่าอยู่ในรูปแบบของงบการเงินที่เหมือนกัน อธิบายง่าย ๆ เหมือนกัน มันถึง จะรู้ว่าเวลาเปรียบเทียบไหล่ต่อไหล่ใครรวยใครจนอย่างไรนะครับ ไม่อย่างนั้นนโยบายที่จะ ลงไปยังแต่ละมหาวิทยาลัยมันก็จะท้าได้ยากล้าบาก คือพอเห็นงบการเงินวันนี้เข้าใจแล้ว ถึงบางอ้อเลยว่ามหาวิทยาลัยแต่ละอันเขามีวิธีการของเขาเองหมด แล้วยิ่งถ้าออกนอกระบบ ไปอีก ถ้าไม่มีวิธีการส่วนนี้ดึงเอาไว้ในการจัดรูปแบบบัญชีให้มีลักษณะใกล้เคียงกัน ท่านก็จะ ประสบปัญหาเรื่องตัวชี้วัดของมหาวิทยาลัยครับ เพราะเวลาเขาออกนอกระบบไปแล้ว อัตราฐานเงินเดือนเขามีโอกาสที่จะแตกต่างกันในแต่ละมหาวิทยาลัย ความรั่วไหลของรัฐบาล มันจะไม่ได้รั่วไหลในสิ่งที่รัฐบาลนั้นควบคุมประมาณการได้ เพราะว่าถ้าบางมหาวิทยาลัย ไปลงทุนในเรื่องของเงินเดือนที่เพิ่มมากขึ้นกว่ามหาวิทยาลัยอื่นเขาก็มีสิทธิที่จะท้าได้ โดยขออนุมัติในส่วนของผู้บริหารอนุญาตอ้านาจตามกฎหมายนั้น ๆ เพราะฉะนั้นถ้าจะใช้ วิธีการออกนอกระบบคือไม่ได้เป็นส่วนราชการแล้ว ระบบบัญชีท่านต้องท้าให้หน้าตามัน เหมือนกันก่อนนะครับ ไม่อย่างนั้นแล้วรั่วแน่นอน ผมย้านะครับ รั่วแน่นอน พอรั่วเรื่องตัวบุคคล ก็จะย้อนกลับมาเป็นการขึ้นเงินเดือนและขึ้นหน่วยกิตของนักเรียนนักศึกษาต่อไป อันนี้เป็น หัวใจหลักที่ผมอยากจะน้าเรียนท่านรัฐมนตรีช่วยกรุณาปรับหน้าตางบการเงินของมันให้เป็น เหมือนกันหมดหลังจากที่ออกนอกระบบ เพราะตอนนี้เป็นแฟชั่นแล้วครับ เพราะว่าหลายคน ออกไปแล้วก็มีความสะดวกสบายเรื่องของการขึ้นเงินเดือน เรื่องของสวัสดิการต่าง ๆ เห็นด้วยครับ แต่จะคุมไม่อยู่ เพราะดูอาการแล้วหลายมหาวิทยาลัยนั้นจ้าเป็นต้องใช้เงินอุดหนุน จากรัฐบาล และผมยืนยันเลยว่าดูมา ๒-๓ ร่างหลังนี้ไม่มีทางที่ท่านรัฐมนตรีจะอุดหนุน น้อยลงครับ มีแต่อุดหนุนเท่าเดิมหรือเพิ่มมากขึ้นเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นขอให้ปรับหน้าตา งบการเงินให้อยู่ทิศทางเดียวกัน เพราะไม่อย่างนั้นแล้วรายจ่ายประจ้าแต่ละอันโยกกันได้ สนุกสนานเลยครับ ก็ฝากไว้เป็นประเด็นส้าคัญ แล้วก็มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในร่างนี้ ฝากท่านกรรมาธิการที่จะตั้งในอนาคตว่าโครงสร้างของมหาวิทยาลัยเองเขามีโครงสร้าง ในการให้ทุนเด็กได้ค่อนข้างชัดเจน ซึ่งถือว่าเป็นต้นแบบที่ดีในการที่จะให้ทุนการศึกษา แก่นักเรียนผู้ยากไร้ในชั้นปริญญาตรี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ท้าได้ดีในเรื่องนี้ แล้วผม อยากเห็นวิธีการแบบนี้มีต่อไปอีกเรื่อย ๆ ก็อยากจะให้เน้นย้าว่าในชั้นปริญญาตรีเองรัฐเอง ยังมีอ้านาจในการก้ากับดูแลอยู่ ขอให้โฟกัสให้ดีเรื่องของค่าเรียนในชั้นปริญญาตรี ส่วนหลักสูตร ในเรื่องของปริญญาโท หลักสูตรพิเศษต่าง ๆ แน่นอนครับ ก็ต้องมีค่าใช้จ่ายที่เพิ่มมากขึ้น เพราะออกนอกระบบแล้วการที่ท้าให้แต่ละคณะมีความก้าวหน้าทางวิชาการก็ต้องได้เงินมา แต่ว่าหลักสูตรในชั้นปริญญาตรีนี่ขอเถอะต้องพยายามตรึงราคาให้ได้นานที่สุดนะครับ เพราะฉะนั้นประชาชนก็จะได้มีโอกาสอย่างน้อย ๆ จบปริญญาตรีกันแบบสบาย ๆ ส่วนหลักสูตรพิเศษนั้นก็คงต้องว่ากันไป เพราะว่าในต่างประเทศถ้าเรียนระดับอันเดอร์แกรดูเอท (Undergraduate) หรือระดับปริญญาตรีแล้วเขาก็มีค่าใช้จ่ายที่ถูกกว่าในชั้นระดับปริญญา โทซึ่งมีค่าเรียนที่แพงขึ้น ก็ฝากท่านรัฐมนตรีไว้นะครับ สาระส้าคัญของผมวันนี้ก็คือ เรื่องรูปแบบของงบการเงิน อยากจะให้หน้าตาเหมือนกันเพื่อง่ายต่อการตรวจสอบและง่าย ต่อการที่จะให้รัฐบาลนั้นมีงบอุดหนุนอย่างเป็นธรรมครับ ขอบพระคุณครับ
ต่อไปท่านขจิตร ชัยนิคม ครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม ขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ในร่างพระราชบัญญัติ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พ.ศ. .... หรือจะด้าเนินการให้ออกนอกระบบ ไปอยู่ในก้ากับ ของรัฐบาล ผมฟังจากการอภิปรายของหลายท่าน ผมก็อยากจะแสดงความเห็นฝาก ฯพณฯ รัฐมนตรีไปนะครับ
ประการที่ ๑ ท่านจะต้องไปดูว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แล้วก็สิ่งที่เกิดขึ้นกับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ที่สมาชิกได้อภิปรายนี่ผมว่าต้องมีมาตรา หรือการเขียนจ้ากัดอ้านาจในบทเฉพาะกาลหรือในที่ไหนก็ได้ คือในหน่วยงานราชการ หรือหน่วยงานที่เขาตั้งอยู่ในที่ของมหาวิทยาลัยซึ่งจะได้รับโอนไปตามมาตรา ๑๔ มาตรา ๑๕ มาตรา ๑๖ อะไรนี้ มันต้องค้านึงถึงคนที่เขาอยู่ด้วย อย่างกรณีที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่ท่านสงวน พงษ์มณี ต้องขออนุญาตเอ่ยถึง อภิปรายว่าโรงพยาบาลประสาทเชียงใหม่ ก้าลังจะถูกขับไล่ที่อะไรอย่างนี้ผมว่าไม่น่าจะเกิดขึ้น ถ้าการไปสู่อิสระโดยน้าทรัพย์สมบัติของรัฐไปเสร็จแล้วก็ไม่ได้ค้านึงถึงสถานศึกษาหรือสถานบริการ ของรัฐที่ก่อตั้งขึ้นมาพร้อมกันหรือที่มีศักดิ์และสิทธิในที่ดินของรัฐด้วยต้องพึงระมัดระวัง ผมอยากฝากท่านรัฐมนตรีให้ไปดูจุดนี้ไม่ควรจะเกิดขึ้นอีก ในกรณีที่ออกไปแล้วเอาที่ดินรัฐไป เอาอะไรไปเสร็จแล้วพออยู่นอกระบบมีกฎหมายของตัวเองกลับมาขับไล่หน่วยงานราชการ ด้วยกันออกไป ผมใช้ค้าว่า โดยไร้มนุษยธรรม โดยมุ่งแต่ประโยชน์ของตัวเองที่จะมีรายได้ ของตัวเอง มีความเป็นเลิศ มีความเป็นอิสระ มันจะต้องอยู่ในก้ากับของรัฐด้วย ผมฝาก ฯพณฯ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการไปดูด้วยว่าจะต้องเขียน จะต้องเริ่มเขียน มหาวิทยาลัยที่อยู่ในสภานี้ แล้วมหาวิทยาลัยที่ออกไปแล้วก็ต้องไปจ้ากัดอ้านาจในเรื่องนี้ด้วย อ้ายที่จบแล้วมันแก้ไม่ได้แต่อย่าให้เกิดขึ้นอีกผมฝากท่านประเด็นส้าคัญ ก็วกมาถึงเรื่อง การจะมีร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งเราก็รู้จักกันดีในชื่อเสียงของ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีหลายท่านอภิปรายไปแล้วถึงความเป็นมา ผมเห็นด้วยกับ ท่านพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ที่บอกว่าจะต้องเอาชื่อมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมืองเข้ามา ท่านประธานครับ ผมฝากท่านผ่านไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการครับว่า มหาวิทยาลัย หรือสถานศึกษาของเราในเมืองไทยความเป็นอิสระทางวิชาการ ความเป็นอิสระทางความคิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่จะเกี่ยวข้องกับการสร้างประชาธิปไตยนี่ผมไม่ค่อยเห็น ไม่ค่อยเห็นชัดเจน ดีว่ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มีจุดก้าเนิดมาจากความเป็นประชาธิปไตย การสถาปนา ประชาธิปไตยขึ้นในประเทศไทยเป็นมหาวิทยาลัยที่ก่อก้าเนิดเป็นสัญลักษณ์ของนักประชาธิปไตย อัตลักษณ์อันนี้ผมไม่ได้เห็นเขียนไว้ในนี้เลย วัตถุประสงค์ในการที่จะสร้างสรรค์ความเป็นประชาธิปไตย หรือนักประชาธิปไตย นักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยที่จะต่อต้านเผด็จการทุกรูปแบบควรจะเขียนไว้สิ ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หรือจะทิ้งของเดิมไปหมด หรือจะทิ้งประวัติศาสตร์ ผมเห็นว่า ในมาตรา ๖ มาตรา ๗ มาตรา ๘ อะไรนี่ที่พูดถึงวัตถุประสงค์และการที่จะมาบรรลุทุกวัตถุประสงค์ พูดถึงภูมิเดิมหรือปูมเดิมความเป็นมา ความเป็นอัตลักษณ์ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ การสร้างนิสิตนักศึกษาหรือผู้ส้าเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ไปให้รักและเคารพ ประชาชน ให้รักและเทิดทูนประชาชนว่าประชาชนเขาเป็นเจ้าของประเทศ จิตวิญญาณ เหล่านี้จะต้องใส่ลงไปในความเป็นมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง ก็ค้าว่า การเมือง คนที่เป็นประชาธิปไตยเขาเอาออกหรือพวกเผด็จการเอาออก พวกยึดอ้านาจ พวกเป็นเผด็จการ เอาออกก็ต้องเอากลับคืนมา ถ้าการตรากฎหมายนี้มันเป็นสัญลักษณ์ของคนที่รักประชาธิปไตย สภานี้แสดงออกถึงการเป็นประชาธิปไตยจะต้องเอาค้าว่า มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และการเมือง กลับคืนมาก่อนชื่อนี้ส้าคัญมาก สุดท้ายวัตถุประสงค์ก็ต้องชัดเจน การกล่าวถึง การด้าเนินการของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ การจะสร้างนักประชาธิปไตยที่อาจหาญแกล้วกล้า การจะคัดสรรอธิการบดีในมาตรา ๓๗ มาตรา ๓๘ หรืออะไร คุณสมบัติของคนที่จะมาเป็น อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จะต้องเป็นคุณสมบัติที่ชัดเจน ต้องกล้าเขียน ที่ไม่เหมือนมหาวิทยาลัยอื่น ต้องกล้าเขียน คนที่แสดงความนิยม เผด็จการ ให้ความร่วมมือ เผด็จการ ฝักใฝ่เผด็จการ ไม่เคารพประชาธิปไตยด้วยความบริสุทธิ์ใจ ต้องเป็นอธิการบดี มหาวิทยาลัยนี้ไม่ได้ ไม่ใช่เป็นอธิการบดีแล้วไปรับใช้เผด็จการก็ได้ มันไม่ได้หรอก ถ้าจะสนองตอบต่อมหาวิทยาลัยหรือจิตวิญญาณของคนตั้งมหาวิทยาลัยนี้จะต้องต่อสู้ ด้วยชีวิตเพื่อรักษาประชาธิปไตย คนที่เป็นอธิการบดีและคณะผู้บริหารจะต้องมีจิตวิญญาณอันนี้ สิ่งที่จะต้องเขียนในคุณสมบัติ ของอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ต้องกล้าเขียนให้มากกว่ามหาวิทยาลัยอื่นในเชิง ประชาธิปไตย ไม่มีอัตลักษณ์อื่นที่คนในประเทศนี้ไม่ว่าคนจะเรียนมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หรือคนไม่ได้เรียนมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์อย่างผม ผมเรียนปริญญาตรีมหาวิทยาลัยบ้านนอกมา ปริญญาโทผมเรียนจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ไม่ได้เรียนมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์หรอก แต่ว่าคนธรรมศาสตร์หรือมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในประเทศไทยมีศักดิ์และสิทธิ มีประวัติอยู่ มหาวิทยาลัยเดียวนี่ละที่จะต้องแสดงความเป็นประชาธิปไตยให้เด่นชัดกว่าเขาอื่น ไม่ว่าวิชาที่สอน ไม่ว่ากระบวนการที่ให้นิสิตนักศึกษาหรือให้ประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วม ไม่ว่าคณะผู้บริหารหรืออธิการบดี คุณสมบัติที่แสดงถึงความเป็นปฏิปักษ์ ความนิยมเป็นปฏิปักษ์ ต่อประชาธิปไตย ความนิยมชมชอบเผด็จการต้องไม่มี ต้องเขียนไว้ให้ชัดเจน นั่นประการที่ผม อยากแสดงความคิดเห็น
ประการที่ส้าคัญผมฝากเรื่องสากล ท่านประธานครับ ผมฝากไปยังท่านรัฐมนตรี อีกเรื่องหนึ่ง ผมกราบเรียนรัฐมนตรีว่าในทางวิชาการในระบบการเรียนการสอนหรือในระบบ การศึกษาของประเทศไทยวันนี้ไม่มีครับ ไล่มาจากประถมศึกษา มัธยมศึกษา ถึงมหาวิทยาลัย แล้วจบปริญญาตรี ปริญญาโท ปริญญาเอก สิ่งที่ไม่มีสิ่งหนึ่งก็คือการส้ารวจหรือการใช้ เครื่องมือทางจิตวิทยาซึ่งได้รับการยอมรับในสากลโลกเขา เอามาตรวจสอบ เอามาวัดบุคคล เป็นรายบุคคลแล้วให้บุคคลนั้นรู้ว่าตัวเองเก่งด้านไหน ศักยภาพด้านไหน ต้องได้รับการพัฒนา สู่ความเป็นเลิศ สู่ความเป็นอัจฉริยะสากล ซึ่งหลักสูตรนี้มีอยู่ในสากลในประเทศสหรัฐอเมริกาก็มี ในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ประเทศเนเธอร์แลนด์ แม้แต่ประเทศสิงคโปร์ที่พัฒนาประเทศเขา เรามีนักการศึกษาไปดูเยอะแยะไปหมด มหาวิทยาลัยในประเทศสิงคโปร์ ในประเทศสหรัฐอเมริกา ในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เราไปดูกันหมดแต่เราไม่ได้เอากลับมาใช้ ท่านรัฐมนตรีครับ ท่านประธานครับ เราได้สูญเสียความเป็นอัจฉริยภาพของนักเรียนหรือนักศึกษาแต่ละคน เพราะเรามุ่งจะเอาความแตกต่างของนักเรียนเหล่านี้เราเอามาวัดผ่านมาตรฐานกลาง เอามาเข้าหลักสูตรเดียวกันหมดเลยครับ ใครผ่านมาตรฐานกลางเป็นอันว่าเป็นพลเมืองไทย เพราะฉะนั้นประเทศไทยถึงไร้ผู้น้ารุ่นใหม่ ๆ ที่จะขึ้นมาเก่งในแต่ละด้าน เราไม่มีหรอกครับ เพราะว่าเราไม่มีตรงนี้ เพราะฉะนั้นวัตถุประสงค์ตามมาตรา ๖ หรือมาตรา ๗ ในนี้ข้อหนึ่ง จะต้องมี หน้าที่ของมหาวิทยาลัยจะต้องมีหน้าที่ค้นหา มีเครื่องมือที่ค้นหาศักยภาพของผู้เรียนว่า มีความสามารถเด่นชัดในด้านใด แล้วก็ต้องใช้กระบวนการเข้าไปพัฒนาศักยภาพรายบุคคลนั้น ให้ไปสู่ความมาตรฐานอัจฉริยะสากล ผมใช้ค้าว่า อัจฉริยะสากล ค้าว่า อัจฉริยะ ต้องเป็น ของนานาชาติได้รับการยอมรับด้วย เพราะฉะนั้นสิ่งนี้จะต้องมีในวัตถุประสงค์ของมหาวิทยาลัย ในประเทศไทย
เรื่องสุดท้ายของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่านมีสภาธรรมศาสตร์สัมพันธ์ เป็นเรื่องที่ดี เป็นเรื่องที่เชื่อมโยงกับศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่จะให้ค้าแนะน้า ให้ค้าปรึกษา นั่นคือเครื่องเกี่ยวโยงที่ดีมาก แล้วทั้งสภาธรรมศาสตร์สัมพันธ์ ทั้งสภาคณาจารย์ ทั้งอธิการบดี ทุกกระบวนการ การมาของอธิการบดีก็ต้องมีส่วนร่วมของบุคลากรทั้งหมด แล้วต้องด้าเนินการภายใต้อัตลักษณ์ซึ่งเป็นของตัวเอง ผมไม่เห็นด้วยที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จะเขียนแบบมหาวิทยาลัยทั่วไป จะวิ่งไปเรื่องด้านวิชาการเหมือนทั่วไป แต่ผมจะเห็นด้วยอย่างยิ่ง ถ้าหากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์แห่งนี้จะถือว่าเพื่อพัฒนาสู่ความเป็นเลิศในการสร้าง นักประชาธิปไตย นักการเมืองที่เป็นแบบอย่างที่เคารพและเทิดทูนประชาชนในระบอบ ประชาธิปไตย ขอขอบคุณครับ
อาจารย์ผุสดี ตามไท ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน ผุสดี ตามไท สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานคะ ดิฉันขออนุญาตใช้เวลาไม่ยาวนักในการที่จะอภิปรายแบ่งปันข้อคิดความเห็นนะคะ ที่จริง หลักการของการที่ท่านรัฐมนตรีน้าเสนอร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พ.ศ. .... หลัก ๆ คือท่านบอกว่าจะให้มีการน้าไปสู่การเป็นมหาวิทยาลัยของรัฐที่ไม่เป็นส่วนราชการ แต่อยู่ในก้ากับของรัฐ เพื่อประโยชน์ในการบริหารจัดการที่เป็นอิสระ แล้วก็มีความคล่องตัว สามารถจัดการศึกษาในระดับอุดมศึกษาได้อย่างมีคุณภาพและประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
ประเด็นที่ ๑ เลยดิฉันอยากจะขออนุญาตฝากท่านประธานเพื่อจะผ่านไปยัง ท่านรัฐมนตรีก็คือว่าความเป็นอิสระและคล่องตัวตรงนี้ดูจะเป็นเหตุผลที่ท้าให้มีการแก้ไข ร่างพระราชบัญญัติของมหาวิทยาลัยต่าง ๆ และดิฉันก็ยอมรับว่าทิศทางมันอาจจะต้อง เป็นไปอย่างนั้นจริง เพียงแต่ว่าเราคงต้องท้าความเข้าใจกันว่าความเป็นอิสระที่ว่าตรงนี้ คือเป็นอิสระจากอะไร เป็นอิสระจากใคร ความคล่องตัว คล่องตัวของใคร และเพื่อใคร ที่จริงเพื่อนสมาชิกก็ได้เริ่มอภิปรายไปบ้างแล้ว ดิฉันก็อยากจะขออนุญาตย้าเตือนว่าจะเป็น อิสระจากการตรวจสอบใช่หรือเปล่าคะ คือจะท้าอะไรให้มันง่าย ๆ สะดวก ๆ คล่อง ๆ เร็ว ๆ คิดเอาแต่เพียงง่าย ๆ คิดว่ามันเป็นเรื่องของความคล่องตัวเป็นอิสระ แต่แท้ที่จริงแล้วมันอาจจะ มีโอกาสไร้ซึ่งธรรมาภิบาล แล้วก็อาจจะไร้เรื่องของประสิทธิภาพและความโปร่งใสก็ได้ เพราะฉะนั้นจะต้องมั่นใจเลยว่ากลไกในเรื่องการตรวจสอบนั้นต้องมีอยู่ แล้วก็สามารถท้างาน ได้อย่างมีประสิทธิภาพจริง ๆ ท่านเขียนไว้ในกฎหมายฉบับนี้อยู่หลายเรื่องด้วยกัน แล้วก็ ไม่ว่าจะเป็นที่มาตรา ๘ เวลาจะให้บรรลุวัตถุประสงค์ตามมาตรา ๗ นั้นต้องด้าเนินการ โดยยึดหลักเขียนไว้ดีมากเลยไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเสรีภาพทางวิชาการ ความเสมอภาค และส้าคัญที่ท่านเขียนไว้ใน (๗) ก็คือความมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการบริหาร ที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ เขียนไว้ดีมากเลยนะคะ แต่ว่าอะไรคือกลไกที่จะต้องไปท้าตรงนั้น แล้วก็มันไม่ใช่เพียงการตรวจสอบเรื่องของเงินทองตามบัญชีเท่านั้นเอง แต่เป็นเรื่อง ของการบริหารงานด้วยท่านก็เขียนไว้ ดิฉันก็เห็นในหมวด ๓ ตั้งแต่มาตรา ๕๔ ถึงมาตรา ๕๘ แต่มันก็เป็นการเขียนโดยหลักการกว้าง ๆ แต่แท้ที่จริงเวลาลงมือปฏิบัติการจริง ๆ นั้น ท่านจะท้ากันอย่างไร ดิฉันไม่แน่ใจว่าจะเขียนไว้ที่ตรงไหนในกฎหมายฉบับนี้เพื่อให้รัดกุม มากยิ่งขึ้น
ในประเด็นถัดมา ดิฉันอยากจะขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานก็คือ เรื่องวิธีคิดในเรื่องของการบริหารจัดการการศึกษา ดิฉันคิดว่าอย่างนี้ เราต้องอย่าลืม ๒ เรื่อง เรื่องที่ ๑ คือจุดประสงค์หลักเลยแม้ว่ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จะต้องเป็นสถานศึกษา ที่ต้องไปสร้าง พัฒนา ประมวล ประยุกต์องค์ความรู้อะไรทั้งหลายทั้งปวงที่ท่านเขียนไว้ แต่ว่าหัวใจใหญ่ส้าคัญอีกอันหนึ่งก็คือเรื่องของการสร้างคน ท่านเขียนไว้สั้น ๆ ง่าย ๆ ประโยคเดียวคือจะต้องผลิตบัณฑิตที่มีความรู้มีความสามารถในการท้างานและด้ารงชีวิต อย่างมีคุณค่า ดิฉันไม่แน่ใจว่าคุณค่านั้นใครจะเป็นคนตีความและตีอย่างไรนะคะ มีคุณธรรม มีจิตใจเสียสละ ใฝ่รู้ และมีส้านึกทั้งหลาย เอาง่าย ๆ แล้วกันท่านช่วยผลิตบัณฑิตให้คิดเป็น ท้าเป็น แล้วก็แก้ปัญหาเป็นได้ไหมล่ะคะ แล้วทั้งหมดนี้ก็ต้องสอนให้คนนั้นอยู่บนกรอบของ กฎหมายที่บอกว่าด้าเนินชีวิตอย่างมีคุณค่านั้นหลักการส้าคัญในประชาธิปไตยก็คือท่านจะต้อง อยู่บนกรอบของกฎหมาย ท่านจะท้าอะไรตามอ้าเภอใจนั้นไม่ได้ และแม้แต่ท่านจะมีอ้านาจ ที่ได้รับมอบหมายมาจากประชาชนแล้วก็ตาม การด้าเนินการของท่าน การใช้อ้านาจของท่านนั้น ก็ต้องอยู่บนกรอบของกฎหมายเช่นเดียวกัน และยิ่งใหญ่ไปกว่าเรื่องของกฎหมายก็คือกรอบ ของคุณธรรมจริยธรรม ความมีจิตสาธารณะท่านก็เขียนนะคะ แล้วก็มีส้าเหนียกจริง ๆ ที่จะ สร้างสรรค์สังคมที่มันดีงาม พูดง่าย ๆ ก็คือคุณภาพของบัณฑิต คุณภาพของผู้เรียนตรงนี้ เป็นหัวใจที่ส้าคัญมากทีเดียว ทีนี้ถ้าจะถามว่าคุณภาพของผู้เรียนนั้นมาจากไหน ตัวป้อน มีเยอะแยะเลยนักการศึกษาและแม้แต่พวกเราหลายคนที่ไม่ใช่นักการศึกษาก็รู้ว่าตัวป้อน ที่ส้าคัญก็คือคณาจารย์นั่นละคะ ผู้ที่เสกสรรปั้นแต่งคนเรียนนั่นละคะจะให้เป็นอย่างไร ตัวคณาจารย์ ตัวหลักสูตร ตัวกระบวนการเรียนการสอน แล้วก็รวมไปถึงบรรยากาศแห่งการเรียนรู้ ท่านประธานคะ แม้ดิฉันจะมองเห็นนะคะว่า ในหมวด ๓ ในมาตรา ๕๔ ถึงมาตรา ๕๘ พูดถึงเรื่องของการประเมินผู้ปฏิบัติงานด้วย เช่นเดียวกัน นั่นก็ย่อมหมายถึงคณาจารย์ด้วย ดิฉันก็ยังมองไม่ค่อยออกนะคะว่าในท้ายที่สุด ท่านจะไปประเมินกันอย่างไร ดิฉันอยากจะกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีว่า ในการประเมินคณาจารย์ซึ่งเป็นตัวปัจจัยส้าคัญที่สุดในการพัฒนาคุณภาพของผู้เรียน ไม่ว่าจะเป็น เรื่องของความรู้ความสามารถ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของทัศนคติ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความรับผิดชอบ รู้กาลเทศะแล้วก็การค้านึงถึงภาพใหญ่ของการพัฒนาประเทศ แล้วส้าคัญที่สุดก็คือดิฉันคิดว่า ในระดับมหาวิทยาลัยนี้ผู้ที่สอนหรือคณาจารย์นั้นน่าจะท้าหน้าที่เป็นผู้เอื้ออ้านวยความสะดวก และเป็นผู้ที่กระตุ้นให้คนคิด ไม่ใช่ไปสวมความคิดของคณาจารย์ให้กับเด็ก ต้องยอมรับค่ะว่า จริง ๆ แล้วการศึกษาของเรานั้นก็คงจะมีความผิดพลาดอย่างใหญ่หลวง ตั้งแต่ช่วงมัธยมศึกษา ตั้งแต่ช่วงเด็กเป็นต้นมา เราไม่อาจจะท้าให้เด็ก ๆ หรือคนที่ผ่านระบบการศึกษานั้นสามารถ ที่จะคิดได้ วิเคราะห์เป็น และใช้วิจารณญาณได้ สามารถที่จะเสาะแสวงหาข้อมูลเอามา ประกอบการตัดสินใจ เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่าในระดับมหาวิทยาลัยต้องยอมรับว่าคนจ้านวน น้อยนิดเดียวที่เดินเข้าสู่มหาวิทยาลัย ก็น่าที่จะกลายไปเป็นชนชั้นน้าเสียด้วยซ้านะคะ คือเป็นคนมีโอกาสในสังคม เพราะฉะนั้นตรงนี้เรื่องใหญ่ในเรื่องการบริหารการศึกษา พาดพิง ตามกันมาก็คือว่าดิฉันไม่อยากที่จะต้องให้มหาวิทยาลัยนี้มีการบริหารการศึกษาโดยคิดถึง เรื่องเงินเป็นตัวตั้ง ดิฉันเกรงและดิฉันกลัวว่าทิศทางในอนาคตที่เราก้าลังจะให้สถาบันการศึกษา ออกนอกระบบนั้นจะไปวุ่นวายอยู่กับเรื่องการหาเงินเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการลงทุน ร่วมลงทุน หรือการหาประโยชน์จากทรัพย์สินของมหาวิทยาลัยกันอย่างหน้ามืดตามัว ซึ่งร่างกฎหมายฉบับนี้ก็เอื้อไว้ให้ในมาตรา ๑๔ และมาตรา ๑๗ ดิฉันดีใจที่เพื่อนสมาชิก จากซีกรัฐบาล ต้องขอประทานโทษที่เอ่ยนามคือท่าน ส.ส. สงวน พงษ์มณี ที่มีความห่วงใย และมองเห็น แล้วก็มีความกังวลเช่นเดียวกับที่ดิฉันเป็นห่วงกังวลเช่นเดียวกัน เพราะใน ประสบการณ์แม้แต่โรงเรียน แม้แต่สภาเวลาที่มีชื่อเป็นเจ้าของทรัพย์สินแล้วก็ลืมคิดไปเลยว่า เรานั้นจ้าเป็นจะต้องถือครองทรัพย์สินเพื่อประโยชน์แห่งการศึกษา ไม่ใช่เอาไปท้าอะไรกันก็ได้ เพื่อจะให้ได้เงินมา และเงินนั้นในท้ายที่สุดถึงแม้จะอ้างว่าเอาน้ามาปรับปรุงคุณภาพการศึกษา แต่ถ้าตามไปดูจริง ๆ อาจจะไม่ใช่เลยก็ได้ ท่านประธานคะ จริง ๆ แล้วเรื่องนี้อยากจะให้มี ความตระหนักกันอย่างมากเลยว่าภารกิจความรับผิดชอบของสถานศึกษานั้นไม่ใช่ท้าก้าไรนะคะ แต่ว่าท่านต้องสร้างความรู้ สร้างคนที่มีคุณภาพเพื่อร่วมกันสร้างสรรค์สังคมที่มันเสมอภาค เป็นธรรม และสันติ ท่านประธานคะ ดิฉันอยากจะขออนุญาตย้าตรงนี้ค่ะว่าการบริหาร จัดการศึกษานั้นต้องไม่ใช่ธุรกิจการค้าก้าไร แล้วก็ต้องไม่ใช่ว่าผู้บริหาร คณาจารย์ต่าง ๆ ร่้ารวยได้เงินจากการท้าวิจัย แต่ท้ายที่สุดไม่สามารถที่จะประสิทธิ์ประสาทและช่วยกันพัฒนา คุณภาพของผู้เรียน แล้วก็ปล่อยทิ้งให้ผู้ที่เสียเปรียบในสังคมนั้นไม่มีโอกาสเข้ารับการศึกษา และพัฒนาตนเองได้ตามศักยภาพเช่นเดียวกับผู้ได้เปรียบในสังคม เพราะฉะนั้นดิฉันก็ฝากไว้ด้วย แล้วกันนะคะว่าในทั้งหมดนี้เขียนกันก็ดี ทั้งหลายทั้งปวงหรูเลิศเลยนะคะ แต่ว่าในการน้าไป ปฏิบัติการนั้นท่านต้องท้าอย่างไรถึงจะให้มีจิตส้านึกอยู่ตรงนี้ค่ะว่ามหาวิทยาลัยนั้นหลักใหญ่ คือนอกเหนือจากพัฒนาความรู้ต้องสร้างคนที่มีคุณภาพ เพราะไม่เช่นนั้นแล้วประเทศก็คงจะ ไปไม่ไหว แล้วมหาวิทยาลัยนั้นก็ไม่รู้จะมีอยู่ท้าไม
สุดท้าย ดิฉันอยากจะเรียนอย่างนี้ค่ะว่าหลายคนอาจจะลืมว่าพอออกไป นอกระบบแล้วไปลุกขึ้นรับผิดชอบตัวเอง เมื่อสักครู่เพื่อนสมาชิกก็พูดแล้ว ไม่จริงเลยนะคะ ในมาตรา ๑๕ นั้นเขียนไว้ชัดเจนว่า รายได้ของมหาวิทยาลัยไม่เป็นรายได้ที่ต้องน้าส่งคลัง เป็นรายได้แผ่นดินตามกฎหมายว่าด้วยเงินคงคลัง กฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ หรือกฎหมายอื่น วรรคต่อมาส้าคัญค่ะ ในกรณีที่รายได้ตามวรรคหนึ่งมีจ้านวนไม่เพียงพอ ส้าหรับค่าใช้จ่ายในการด้าเนินการของมหาวิทยาลัยและค่าภาระต่าง ๆ ที่เหมาะสม และมหาวิทยาลัยไม่สามารถหาเงินจากแหล่งอื่นได้ รัฐบาลพึงจัดสรรเงินอุดหนุนทั่วไปเพิ่มเติมให้แก่มหาวิทยาลัยตามความจ้าเป็นของมหาวิทยาลัย ท้ายที่สุดก็หนีไม่พ้นค่ะ อยากจะออกไปมีอิสระดิฉันเห็นด้วย อยากจะให้มีความคล่องตัว ดิฉันเห็นด้วย แต่ทั้งหมดนั้นต้องกระท้าไปด้วยความรับผิดชอบและส้าเหนียกว่าเงินทุกบาท ทุกสตางค์นั้นมาจากภาษีของพี่น้องประชาชน ขอบพระคุณค่ะ
ต่อไป อาจารย์เชิดชัย ตันติศิรินทร์ ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายแพทย์เชิดชัย ตันติศิรินทร์ ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ผมสนับสนุน ร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พ.ศ. .... ฉบับนี้นะครับ แต่ก็ขอร่วมอภิปราย เสนอความคิดเห็นบ้างนะครับ ท่านประธานครับ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ก็มีเพื่อนสมาชิก ได้อภิปรายไปบ้างแล้วนะครับ คือทุกมหาวิทยาลัยต้องมีเอกลักษณ์ของตัวเอง ผมชอบ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เพราะว่าตอนผมเรียนอยู่คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดลอยู่ตรงข้ามกันครับ แล้วก็มหาวิทยาลัยมหิดล หรือมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์เดิม ก็มีประเพณีแข่งเรือกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์อยู่แล้ว ตอนหลังก็ยกเลิกกันไป เพราะว่า มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ก็ย้ายไปอยู่ที่รังสิต ท่านประธานครับ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีประวัติยาวนานเป็นความภูมิใจของชาวธรรมศาสตร์และของประเทศด้วยนะครับ เพราะว่า มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ตั้งขึ้นวัตถุประสงค์ก็คือต้องการจะแสดงสัญลักษณ์ความเป็น ประชาธิปไตยของไทยจริง ๆ นะครับ เพราะฉะนั้นในเมื่อมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มีเอกลักษณ์ เป็นอย่างนั้น เป็นเหมือนธงน้านะครับ ก็ควรจะรักษาเอกลักษณ์แล้วก็เป็นที่น่าเสียดายก็คือ มีเรื่องการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้องชื่อธรรมศาสตร์และการเมืองก็เลยหายไปด้วยนะครับ เพราะฉะนั้น ถ้าเป็นไปได้ถ้าจะรักษาเอกลักษณ์ชื่อนี่น่าจะเปลี่ยนเหมือนกันนะครับ เอาคงเดิมไว้นะครับ มันจะเป็นสัญลักษณ์ว่าคนที่จบมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ต้องเรื่องการเมืองเป็นเรื่องหลักนะครับ เพราะว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มีชื่อเสียงส่วนใหญ่ก็จบจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่านประธานครับ ท่านไปดูมาตรา ๗ มหาวิทยาลัยมีปณิธาน มุ่งสู่ความเป็นเลิศนี่เป็นเรื่อง ปกตินะครับ เป็นมหาวิทยาลัยชั้นน้าก็เรื่องปกติ แต่ที่ส้าคัญก็คือต้องร่วมน้าสังคมไปในแนวทาง ที่ถูกต้องดีงามและพึงประสงค์ เสริมสร้างให้เกิดความเป็นธรรมในสังคม อันนี้ส้าคัญครับ ก็คือไม่รู้ว่าดีงามอย่างไร พึงประสงค์อย่างไร แต่ถ้าธงหลักเทรนด์ (Trend) ทั่วโลกต้องเป็น ประชาธิปไตยครับ ไม่ใช่เฉพาะประเทศไทยนะครับ ทั่วโลกละครับต้องเป็นประชาธิปไตย ผมอยากให้ใส่ค้าเหล่านี้เข้าไปในของธรรมศาสตร์นะครับ รวมทั้งข้อ ๖ ย่อย ที่บอกว่ารับผิดชอบ ต่อสังคมและประเทศชาติต้องชูธงประชาธิปไตยด้วย ต้องบอกว่าเอาอันนี้เป็นหลัก ท่านประธาน พ.ร.บ. เหล่านี้มันก็ก๊อบปี้ (Copy) กันไปก๊อบปี้กันมาทั้งนั้นนะครับ คือมันควรจะมีเอกลักษณ์ของ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เองนะครับ ธรรมศาสตร์และการเมือง เพลงธรรมศาสตร์เองก็บอก อยู่แล้วว่าเป็นอย่างไร ทีนี้ผมนิดหนึ่งที่ติดใจนะครับ คือทุกคนนี่ก็อยากจะเป็นมหาวิทยาลัย ในก้ากับเพราะอ้างว่าเพื่อความอิสระมีความคล่องตัวในการบริหาร แต่การบริหารต้องบริหาร ที่เอื้อต่อการบริหารวิชาการนะครับ ไม่ใช่บริหารไปเอาผลประโยชน์มาก เงินไม่ส้าคัญครับ แต่ก็ จ้าเป็นครับ ท่านประธานครับ ผมเห็นด้วยกับสมาชิกบางท่านที่ลุกขึ้นมาพูดว่างบของ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์นี่ดูยาก ก็ดูยากจริง ๆ ครับ ท่านประธานครับ ในมหาวิทยาลัย ที่เขาเจริญแล้วนี่ครับเขาจะไปพึ่งหน่วยกิตนักศึกษาเป็นหลักมาก ๆ เลย มันคงเป็นไปไม่ได้ ยกเว้นประเทศด้อยพัฒนาทั้งหลาย ท่านลองไปดูนะครับหน้า ๙ ทั่วไป ผมพยายามดูนะครับ ค่าหน่วยกิต ๒๓๗ บาท และมีค่าหน่วยกิตปริญญาตรี ค่าธรรมเนียมนี่ก็ถือว่าเก็บจาก การศึกษาทั้งสิ้นนะครับ คือค่าหน่วยกิต ๒๖ เปอร์เซ็นต์ ค่าธรรมเนียมปริญญาตรี ๑๒ เปอร์เซ็นต์ ค่าธรรมเนียมปริญญาโท ๙ เปอร์เซ็นต์ ค่าธรรมเนียมโครงการพิเศษต่าง ๆ อีกประมาณ ๑๘ เปอร์เซ็นต์ อันนี้ได้จากนักศึกษาทั้งสิ้นนะครับท่านประธาน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีประวัติยาวนานต้องต่อยอดนะครับ ต้องสอนปริญญาโท ปริญญาเอก ค่าปริญญาโท ปริญญาเอก นี่ต้องให้แพงขึ้นนะครับ รายได้ถึงจะไปจุนเจือปริญญาตรีที่อาจจะมีนักศึกษาที่ยากจน ท่านประธานครับ ฝากไปยัง รัฐมนตรีด้วยครับ ในเหล่านี้ประเทศที่เจริญแล้วเหมือนกันเขาจะมีรายได้จากการวิจัย ไม่เห็นมีเลยครับ การวิจัยนะครับ เพราะว่าจะเป็นตัวหลัก ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อาจจะวิจัยทางสังคมศาสตร์ก็ได้ งบประมาณของรัฐบาลก็มีเยอะแยะที่จะมีการวิจัยเกี่ยวกับ ทางสังคม ต้องมีรายได้พวกนี้ครับ อีกอันหนึ่งก็คืองบบริการวิชาการต่อสังคม ไม่ใช่สอนอย่างเดียว มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ก็เริ่มมีคณะหลากหลาย เป็นมหาวิทยาลัยที่สมบูรณ์แบบ มีคณะแพทย์ มีโรงพยาบาล เหล่านี้ไม่เห็นปรากฏในรายได้ของมหาวิทยาลัยเลยนะครับ เพราะอันนี้จะดูว่า มหาวิทยาลัยไปไหวไหมครับ อีกอันหนึ่งก็คือเงินอุดหนุนจากรัฐควรจะมีไม่เห็นมีครับ แล้วก็ รายได้อื่น ๆ ที่ท่านมีเอาไปซื้อพันธบัตรรัฐบาล ท่านเอาไปลงทุนก็มี แต่ไม่เห็นเป็นรายได้ ให้ปรากฏ เพราะว่าการที่มหาวิทยาลัยจะอยู่รอดหรือเปล่าแล้วจะไปเอื้อกิจกรรมของมหาวิทยาลัย มันจ้าเป็นนะครับ คือเพื่อความปลอดภัย เพราะมีสมาชิกได้พูดอยู่แล้วนะครับว่าถึงท่าน ออกนอกระบบ ท่านประธานครับ ออกนอกระบบทุกคนก็ฝันว่าจะได้เงินเดือนประมาณ เท่าครึ่งขึ้นไป อันนี้เป็นภาระของรัฐบาลที่จะต้องลงนะครับ พอออกปั๊บต้องจ่ายเงินเพิ่มขึ้น ประมาณ ๐.๕ จาก ๑ เป็น ๑.๕ อันนี้ก็เป็นเรื่องจ้าเป็นว่าเขาจะพึ่งตัวเองได้ไหม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มีมาตรา ๑๖ ที่ว่า ต้องส่งเสริมให้นักศึกษาซึ่งขาดแคลนทุนทรัพย์อย่างแท้จริงจนจบปริญญาตรี แล้วก็เกณฑ์ต่าง ๆ ให้ท้าเป็นข้อบังคับมหาวิทยาลัยถ้าไม่มีเงินแล้วจะเอาเงินที่ไหนครับ นี่ครับ คือเขียนไว้จริงแต่ในแง่ปฏิบัติก็ไปพึ่งงบ เมื่อสักครู่มีเพื่อนสมาชิกอภิปรายว่างบที่รัฐบาลให้ แต่จริง ๆ ถ้าเรามีรายได้มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ให้เองก็ได้แสดงว่าหามาใช้เพื่อกิจกรรมของ วิชาการจริง ๆ ท่านประธานครับ ในมาตรา ๑๙ ผมเห็นด้วยกับเพื่อนสมาชิกนะครับ บรรดา เงินรายได้และทรัพย์สินของมหาวิทยาลัยต่าง ๆ น่าจะเขียนลงไปว่ามหาวิทยาลัยไม่ค้าก้าไร เป็นนอน โพรฟิท (Non Profit) จริงอยู่หารายได้ได้แต่ต้องเป็นนอน โพรฟิท จริง ๆ ให้เขียน เข้าไปเลย ท่านประธานครับ ผมอยากดูว่าของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เขาเขียนดีนะครับ คือ นายกสภามหาวิทยาลัย กรรมการสภามหาวิทยาลัย อยู่ได้คราวละ ๓ ปี แต่ไม่เกิน ๒ วาระ อันนี้ดีมากเพราะป้องกันการสร้างมาเฟีย (Mafia) ที่ผู้ทรงอิทธิพลต่าง ๆ แต่ผมอยากจะให้ เพิ่มนิดหนึ่งนะครับ นายกสภามหาวิทยาลัยไม่ควรจะอายุมากนัก ผมได้เคยอภิปราย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ถ้านายกสภามหาวิทยาลัยอายุมากโดยสภาพสังขารไปเลี้ยงหลาน ดีกว่าเพราะว่ามากเกินไป อย่าเกิน ๗๐ ปีเลยนะครับ หรือว่าต้องดูแลเรื่องสุขภาพด้วย ท่านประธานครับ อีกอันหนึ่งที่อยากจะเสนอไปคือการบริหารงานบุคคลครับ พอออกนอกระบบปั๊บ ก็จะมีการประเมิน โดยเฉพาะเรื่องอาจารย์นะครับ ต่อให้มหาวิทยาลัยเขียนว่าอาจารย์ มีอิสระทางความคิดอย่างไร ๆ ก็ไม่พ้นเรื่องประเมินถ้าออกนอกระบบ ทีนี้อาจารย์ที่ยิ่งเป็น มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมืองเข้าต้องปากกล้าใจกล้าแสดงเป็นตัวอย่าง เกิดไปขัดกับ ผู้บังคับบัญชาแล้วประเมินมันมีผลนะครับ อาจจะหลุดไปจากการเป็นอาจารย์ของ มหาวิทยาลัยก็ได้ อันนี้ท่านจะมีมาตรการอย่างไรที่จะป้องกันการถูกกลั่นแกล้ง
อีกอันหนึ่งครับท่านประธาน เป็นเรื่องที่ดีแต่อยากเพิ่มนิดหนึ่งคือมาตรา ๓๖ อธิการบดีมีวาระ ๓ ปี แต่งตั้งแล้วก็ด้ารงต้าแหน่งไม่เกิน ๒ วาระ อันนี้ดี แต่อยากให้เขียน เพิ่มว่า เท่านั้น อย่าไปเป็นที่อื่นอีกเลย ไม่ใช่ว่ากลับมาอีกเว้นไป อยากให้เป็นแล้วหายไปเลย เพราะว่าตอนนี้คนอายุยืนขึ้นเราต้องการนักบริหารที่แท้จริง ท่านเหล่านี้จะได้ไปบริหาร มหาวิทยาลัยอื่นถ้ามีฝีมือ แล้วอีกอย่างหนึ่งจากอาจารย์ที่ขึ้นไปเป็นผู้บริหารต้องมีหลักเกณฑ์ ที่ชัดเจนว่าให้หลุดไปเลยจากวิชาการ จะมายืน ๒ ขาแล้วก็เอาทุก ๒ อย่างไม่ได้ สุดท้ายงานบริการ ก็ไม่ได้เรื่อง งานวิชาการก็ไม่เป็น ก็เกิดความเสียหาย เราต้องการมืออาชีพเพราะว่าเรา พยายามบอกว่าต้องการมืออาชีพจริง ๆ ไปก็จะได้มืออาชีพจริง ๆ แต่หากไม่ท้าให้ชัดเจน แล้วมืออาชีพนี้ก็ไม่มี
ท่านประธานครับ ยังมีอีกเรื่องหนึ่งนะครับ เรื่องการควบคุม ในมาตรา ๖๔ การตรวจสอบบัญชีอะไรต่าง ๆ นี่นะครับ สภามหาวิทยาลัยต้องเสนอรัฐมนตรี ผมไม่ทราบว่า ในแง่ปฏิบัติรัฐมนตรีได้ดูไหมครับ รายงานผลสอบบัญชีเงินเสนอต่อสภามหาวิทยาลัย ๑๕๐ วัน แล้วก็เพื่อสภามหาวิทยาลัยเสนอต่อรัฐมนตรี เพราะมันจะมาเกี่ยวข้องกับหมวด ๕ การก้ากับและดูแล รัฐมนตรีมีอ้านาจที่ก้ากับแล้วก็ต้องให้สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลหรือมติ ครม. ที่เกี่ยวกับ มหาวิทยาลัยเป็นการเฉพาะเพื่อลดการขัดแย้งอะไรก็ว่ากันไปครับ ในแง่ปฏิบัติเคยมีไหมครับ แล้วท่านรัฐมนตรีทราบไหมครับว่ามหาวิทยาลัยเขาท้าอะไรกันบ้าง อันนี้ผมอยากเห็นข้อความต่าง ๆ มีผลในแง่ปฏิบัติ เพราะผมเป็นอาจารย์มาตลอดชีวิตครับท่านประธาน มันก็อยู่ในมหาวิทยาลัย ก็อยู่กันแค่นั้นก็ฟัดกันเหมือนอยู่ในกรงนะครับ แต่ทางข้างนอกไม่ทราบเลย จะทราบก็ต่อเมื่อ มีการเดินขบวนหรือมีการประท้วงกัน
ท่านประธานครับ อีกอันหนึ่งเกี่ยวกับ ศ. ต่าง ๆ นะครับ อยากให้มีความชัดเจนว่า คนในมหาวิทยาลัยมีความถนัดคนละแบบ บางคนอาจจะถนัดสอนก็ต้องให้คะแนนเขา สอนเยอะ ๆ บางคนอาจจะถนัดวิจัยก็ให้วิจัยเยอะ ๆ บางคนอาจจะถนัดบริการวิชาการ ต่อสังคมหรืออื่น ๆ นะครับ ซึ่งน้าหนักการประเมินไปสู่ต้าแหน่งวิชาการควรจะให้มีหลากหลาย คนเราเก่งไม่เหมือนกัน ถนัดไม่เหมือนกัน แต่ทุกคนมีผลงานได้แล้วก็ควรจะได้รับการยกย่อง ถ้างานเขาไปถึงเกณฑ์หรือถึงขั้นที่เราวางไว้ว่ามีคุณภาพตามเกณฑ์ที่วางไว้นะครับ ท่านประธานครับ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จริง ๆ ผมอยากจะให้เป็นมหาวิทยาลัยตัวอย่างด้วยนะครับ เพราะประวัติศาสตร์ยาวนานมาก แล้วโดยเฉพาะคณะนิติศาสตร์ คณะรัฐศาสตร์ พวกนี้ มีชื่อเสียงมาก คณะการบัญชีก็เช่นเดียวกันครับ ควรจะคงเอกลักษณ์ใน ๓ อันนี้ละครับให้ได้ ที่มหาวิทยาลัยขอนแก่นจะมีคณะนิติศาสตร์ ท่านประธานขอเวลานิดหนึ่งนะครับ ผมยังแนะน้า เขาว่ามาเป็นแอฟฟิล ิเอท (Affiliate) หรือมาร่วมกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้ไหม อาศัยชื่อ ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เพื่อไปดึงว่าให้คณะนิติศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยขอนแก่นได้รับ การยอมรับ คนมาเรียนเยอะ ยังแนะน้าเลยขนาดเป็นมหาวิทยาลัยภูมิภาคแล้วก็มีมานาน ก็แสดงว่าเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องส้าคัญจริง ๆ
สุดท้ายท่านประธานครับ ผมก็สนับสนุนร่าง พ.ร.บ. มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พ.ศ. .... แล้วก็มีเป็นห่วงอย่างที่ได้เสนอไปแล้ว ก็ฝากไปยังท่านรัฐมนตรีด้วยนะครับ ขอบคุณ ท่านประธานครับ
จะล้าดับ อย่างนี้นะครับ ต่อไปจะเป็นท่าน พันเอก วินัย สมพงษ์ แล้วก็ท่านนายแพทย์เหวง โตจิราการ ท่านชวน หลีกภัย ๓ ท่านก่อนนะครับ เชิญ พันเอก วินัย สมพงษ์ ครับ หลังจากท่านชวน แล้วก็จะเป็นท่านวัชระ เพชรทอง
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม พันเอก วินัย สมพงษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ กระผมใคร่ขอร่วมอภิปรายแสดงความคิดเห็นโดยจะใช้ระยะเวลาเพียง สั้น ๆ เพราะหลาย ๆ ท่านก็ได้พูดจาอภิปรายตรงใจอย่างที่ผมอยากจะอภิปรายอยู่แล้ว ท่านประธานครับ ในระยะ ๒-๓ สัปดาห์นี้เรื่องท้านองนี้คือร่างพระราชบัญญัติเพื่อที่จะให้ มหาวิทยาลัยออกนอกระบบหลั่งไหลกันเข้าสู่สภา ฉบับแรกก็น่าจะเป็นร่างพระราชบัญญัติ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิตเปลี่ยนชื่อเป็นมหาวิทยาลัยสวนดุสิตแล้วก็ออกนอกระบบ ท่านประธานครับ ผมจ้าได้ว่าเมื่อเรื่องร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต พ.ศ. .... เสนอเข้าสภานักศึกษาจากสถาบันราชภัฏก็ออกมาประท้วงแสดงความไม่เห็นด้วย ออกมาคัดค้าน ตัวกระผมเองก็อภิปรายไม่เห็นด้วยแล้วการโหวตก็ไม่เห็นด้วย ฉบับต่อมา ก็คือร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พ.ศ. .... เมื่อเสนอเข้าสู่สภาผมทราบว่าทางนิสิตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ก็ออกมาประท้วงคัดค้าน ผมเองก็คัดค้านไม่เห็นด้วยแม้ผมจะแพ้ครั้งแล้วครั้งเล่า มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิตผมก็แพ้ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ผมก็แพ้ เช่นเดียวกันครับ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ผมก็ต้องคัดค้านอีก แม้รู้ว่าก็แพ้อีก แต่อย่างน้อยที่สุดการที่ผมออกมาทักท้วง ออกมาคัดค้าน อย่างน้อยที่สุด ท่านรัฐมนตรีที่จะต้องก้ากับดูแลมหาวิทยาลัยที่ออกนอกระบบจะได้มีข้อพึงสังวรว่า หลายท่านที่ทักท้วง หลายท่านที่คัดค้านรวมทั้งตัวกระผมนี่ เรามีความเป็นห่วงเป็นใยในเรื่อง อะไร เราไม่อยากให้สิ่งนั้นได้เกิดขึ้น อย่างน้อยท่านเอาสิ่งที่พวกเราห่วงใย ทัดทาน คัดค้าน เอาไปก้ากับมหาวิทยาลัย กระผมคิดว่าจะก่อให้เกิดผลดีต่อสังคม ท่านประธานครับ กระผม มีความเชื่อว่าการสร้างชาติ การสร้างสังคมนั้นต่อให้สร้างโครงสร้างพื้นฐานจะกี่ล้านล้านบาท ซึ่งจะเข้าพรุ่งนี้ มะรืนนี้ สร้างเถอะครับระบบการขนส่ง ระบบจิปาถะ ถนน รถไฟ รถยนต์ สนามบิน สร้างเถอะ แต่มันจะไม่มีความส้าคัญเทียบเท่ากับการสร้างคน ไม่มีการลงทุนอะไร ที่คุ้มค่าเท่ากับการลงทุนเพื่อการสร้างคน นั่นก็คือให้คนมีการศึกษา ให้คนมีความรู้ มีความสามารถ มีคุณธรรม แล้วก็มีคุณภาพ จากการส้ารวจของสถาบันพระปกเกล้าเมื่อปี ๒๕๕๔ ๒ ปีที่ผ่านมาครับ ปีครึ่งนี่เองว่าตามจริง สถาบันพระปกเกล้าได้ส้ารวจว่าคนไทย ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ มีเพียง ๑๒ เปอร์เซ็นต์ที่จบปริญญาตรี ปริญญาโท แล้วก็ปริญญาเอก คือตั้งแต่ปริญญาตรี ขึ้นไปมีเพียง ๑๒ เปอร์เซ็นต์ อีก ๘๘ เปอร์เซ็นต์จบ ปวช. จบ ปวส. จบมัธยมศึกษา จบประถมศึกษา และอีก ๓ เปอร์เซ็นต์ที่ไม่ได้รับการศึกษาอะไรเลยครับ เราอยากจะให้ตัวเลข ของคนที่มีการศึกษาระดับสูงระดับอุดมศึกษามีเพิ่มมากขึ้น ๆ ท่านประธานที่เคารพครับ ปรัชญาของการศึกษา การศึกษาจะต้องเปิดกว้างไม่ว่ายากดีมีจนมีสิทธิที่จะเข้ารับการศึกษา ได้เปิดกว้างใคร ๆ ก็เข้าได้ เข้าถึงได้ เรียนได้ ภาษาอังกฤษเขาเรียกว่า แอคเซสซิบิลิตี (Accessibility) เปิดกว้าง แต่ถ้าเผื่อราคาของการศึกษา ราคาค่าหน่วยกิตมันแพงขึ้น สูงขึ้น ๆ นับตั้งแต่ ๑๖ สถาบันมหาวิทยาลัยได้ออกนอกระบบ ผมกราบเรียนนะครับว่าเสียงร้องทุกข์ คร่้าครวญของคนยากจน เพื่อนร่วมงานเก่าผมเป็นนายสิบก็มี เป็นจ่าก็มี พ่อค้าแม่ค้าที่ยากจน เจอหน้าผมร้องทุกข์มากมายหลายเรื่อง อย่างหนึ่งที่เขาไม่ลืมก็คือ พันเอก วินัยท้าไมค่าการศึกษา ได้แพงขึ้น ๆ ตอนนี้ส่งลูกเรียนไม่ไหวแล้ว คนเหล่านั้นครับเขาอยากจะให้ลูกของเขา บุตรธิดาของเขามีการศึกษาที่ดีกว่าเขา มีอนาคตที่ดีกว่า เขาจะได้มีฐานะการเป็นอยู่ที่ดีกว่า พ่อแม่คือเขาเองอยากจะให้ลูกดีขึ้น แต่ว่าเขาก็สู้ไม่ได้ นี่คือการร้องทุกข์ที่มากที่สุดครับ ในฐานะที่กระผมเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเจอหน้าก็คือค่าการศึกษาแพงเหลือเกินสู้ไม่ไหว บางรายต้องออกกลางคัน ท่านประธานที่เคารพครับ นอกจากค่าการศึกษาแพง เมื่อไรก็แล้วแต่ ที่ท่านเอามหาวิทยาลัยออกนอกระบบฟังดูเหมือนดีนึกว่าจะไปท้ามาหาใช้เอง แต่ถ้าเผื่อ เงินงบประมาณไม่พอใช้รัฐบาลก็ต้องอุดหนุนแปลว่าไม่ออกไปจริงครับยังเป็นภาระรัฐบาล แต่เมื่อไรก็แล้วแต่ที่ให้มหาวิทยาลัยออกนอกระบบเท่ากับท่านเอาความรู้สึกนึกคิด เอาจิตวิญญาณ เอาสปิริท (Spirit) ของธุรกิจใส่เข้าไปในมหาวิทยาลัยนั้น ๆ ปฏิเสธไม่ได้ ครูบาอาจารย์ สภามหาวิทยาลัย คิดเงิน คิดก้าไร คิดเรื่องขาดทุน หรือคิดเรื่องความคล่องตัว คิดถึงความเป็นอิสระ เมื่อไรก็แล้วแต่ที่ท่านได้เอามหาวิทยาลัยออกนอกระบบเท่ากับท่านใส่ จิตวิญญาณของเชิงการค้าพาณิชย์ให้กับมหาวิทยาลัยนั้นมากขึ้น ๆ เพราะฉะนั้นเงินกลับกลาย เป็นตัวตั้งแทนที่จะเป็นการศึกษาเป็นตัวตั้ง ท่านประธานที่เคารพครับ ๑๖ สถาบันที่ออกนอกไปแล้วมีกรณีตัวอย่าง ไม่ว่าจะเป็น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ไม่ว่าจะเป็นมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กรณีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยี ราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตอุเทนถวาย กรณีของโรงพยาบาลประสาทเชียงใหม่ครับ คือความขัดแย้งที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แล้วก็มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ต้องการที่จะเคลม (Claim) เอาที่ดินคืนมาเพื่อการค้าเชิงพาณิชย์ แม้จะให้เหตุผลว่าเพื่อการศึกษา ท่านที่เคารพครับ ก็ยังฟังไม่ขึ้น ท่านประธานที่เคารพครับ แม้นการศึกษา แม้นมหาวิทยาลัยจะออกนอกระบบ ผมกราบเรียนว่าตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ เป็นต้นมา ถึงวันนี้ ๑๕-๑๖ ปี มีการปฏิรูปการศึกษา มีการเอา มหาวิทยาลัยออกนอกระบบ กลุ่มคนที่ได้ดีแน่นอนครับ ไม่มีใครปฏิเสธครูบาอาจารย์ครับ เงินเดือนขึ้น รายได้เพิ่มขึ้น แต่ผลผลิตของการศึกษาที่แท้จริงคือนักศึกษา ผมกราบเรียน ถามท่านว่าดีขึ้นไหมครับ ผมกล้าฟันธงว่าไม่ดีขึ้นกลับแย่ลง เปรียบเทียบกับเพื่อนบ้านใกล้เคียง ในกลุ่มอาเซียน (ASEAN) ประเทศไทยครับ เกือบจะอยู่ล้าดับท้าย ๆ เป็นที่โหล่ ผลผลิต การศึกษาของเรานั้นไม่ดีขึ้น แต่ครูบาอาจารย์ดีขึ้น ท่านประธานที่เคารพครับ ทั้งหลายทั้งปวง ที่กระผมได้อภิปรายเป็นความห่วงใย ถึงแม้ว่าผมจะแพ้การโหวต คราวนี้ก็ขอได้โปรดให้ รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องได้เอาความห่วงใยเหล่านี้เป็นข้อพึงสังวรในการก้ากับดูแลมหาวิทยาลัย ที่ออกนอกระบบเพื่อให้อยู่ในร่องในรอย ในกรอบ เพื่อไม่ให้มหาวิทยาลัยนั้นเป็นเชิงธุรกิจ เพิ่มมากขึ้น ๆ อันก่อให้เกิดผลตามมาก็คือค่าหน่วยกิตการศึกษามันแพงขึ้น ๆ ซึ่งเป็นการกีดกัน การศึกษาให้กับลูกหลานของเราในอนาคต กระผมก็ขอกราบเรียนด้วยความเคารพครับ
เชิญ นายแพทย์เหวง โตจิราการ ครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายแพทย์เหวง โตจิราการ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ผมจะใช้เวลาไม่มาก ทั้งนี้เนื่องจากว่าเพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติจ้านวนมาก ได้อภิปรายในสิ่งที่เป็นประโยชน์มากมายเหลือเกินแล้วนะครับ ผมเห็นด้วยเกือบ ๆ จะทุกประเด็น ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานแค่สัก ๒-๓ ประเด็น ที่ผมคิดว่ายังมีเพื่อนสมาชิกยังไม่ได้ พูดถึงนะครับ
ข้อแรก ผมต้องกราบเรียนท่านประธานก่อนนะครับว่าผมเห็นด้วยกับ ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้นะครับ แล้วก็เห็นด้วยกับหลักการ หลักการเป็นเรื่องที่ดีครับ ท่านประธาน ผมขออนุญาตที่จะกราบเรียนท่านประธานซ้าอีกครั้งหนึ่ง เพราะว่าครั้งที่แล้ว ตอนที่ผมอภิปรายสนับสนุนร่าง พ.ร.บ. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ออกนอกระบบนี้ ผมก็ได้กราบเรียนท่านประธานไปแล้วนะครับ ทีนี้ผมต้องกราบเรียนอีกครั้งหนึ่ง คือในเรื่อง การออกนอกระบบนี้เพื่อเป็นประโยชน์ในการบริหารจัดการที่เป็นอิสระ มีความคล่องตัว และท้าให้การจัดการศึกษาในระดับอุดมศึกษามีคุณภาพและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น แล้วก็ จัดการศึกษาระดับอุดมศึกษานี้ค้านึงถึงหลักความเป็นอิสระ และสามารถพัฒนาระบบบริหาร และความเป็นเลิศทางวิชาการ ตรงนี้เป็นภาษาที่สวยหรูครับท่านประธาน และหากว่า ท่านประธานโปรดพิจารณาดูนะครับ ร่างทั้ง ๓ ร่างที่ผ่านเรามานะครับ ไม่ว่าจะเป็นของ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิตก็ดี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ก็ดี ที่เราก้าลังพิจารณา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ก็ดี ท่านประธานครับ ผมแปลกใจมาก คล้ายคลึงกันมากเลยนะครับ อาจจะมีความแตกต่างกันอยู่ไม่กี่บรรทัด ไม่กี่ตัวอักษร ถ้าอย่างนั้นมหาวิทยาลัยแต่ละแห่งนี้ มีความแตกต่างกันอย่างไรครับ แล้วเราลบเลือนลักษณะเฉพาะของเขาไปเสียสิ้นแล้วฉะนั้นหรือ แต่ละมหาวิทยาลัยเขาก็จะมีลักษณะเฉพาะของเขา ลักษณะเด่นของเขาแต่ละแห่ง อย่างครั้งที่แล้วผมได้กราบเรียนท่านประธานแล้วว่ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์นี้ ผมไม่อยากจะให้ลืมเลือนลักษณะเฉพาะ ลักษณะเด่นของตัวเอง แล้วผมอยากจะกราบเรียน ท่านประธานว่าประเทศนี้ต้องพึ่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ครับ ในเรื่องการวิจัย ค้นคว้าทางด้านการเกษตรของประเทศไทย เพราะไม่รู้จะไปพึ่งใครนะครับ ต้องพึ่ง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ครับ เราจะไปพึ่งเมืองนอกก็ไม่ได้ครับเพราะว่าเขาไม่รู้จัก ประเทศไทย มีแต่คนไทยเท่านั้นถึงจะรู้จักประเทศไทย ผมขออนุญาตที่จะกราบเรียน ท่านประธาน ก้าวไปเท้าความถึงมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์สักนิดหนึ่งเพื่อเป็นตัวอย่าง ที่ชัดเจนนะครับ เพราะมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เขาจะรู้จักพืชของประเทศไทย รู้จักต้นไม้ บนดินในป่าเขาล้าเนาไพร รวมทั้งพืชต่าง ๆ ในทะเล และรวมทั้งสัตว์บกและสัตว์น้า สัตว์เลี้ยง และสัตว์ป่า เป็นต้น แต่ปรากฏว่าในเรื่องนี้ถูกทอดทิ้งหรือละเลยไปอย่างน่าใจหายนะครับ เพราะผมยังไม่เห็นผลงานวิจัยที่เลิศในเรื่องต่าง ๆ ที่ผมได้กราบเรียนท่านประธาน อาจจะ เกิดขึ้นเนื่องจากว่าแต่ละแห่งละเลยสิ่งนี้ไปหรือเปล่าผมไม่ทราบได้ ดังนั้นเมื่อเป็นอย่างนี้ ผมได้กราบเรียนท่านประธานแล้วนะครับ ในตอนที่จะต้องอภิปรายเรื่องมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผมต้องขอสงวนสิทธิในการที่จะพูดถึงมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์สักเล็กน้อยเพื่อที่ผม ไม่ต้องการจะให้ พ.ร.บ. ออกนอกระบบเกือบจะทุกฉบับคล้ายคลึงกันหมดเลย ถ้าเช่นนั้น ท้าไมจะต้องร่างหลายฉบับครับ เราก็ร่างเสียฉบับเดียวแล้วก็เขียนหมายเลขไปไม่ดีกว่าหรือครับ ที่เราร่างหลาย ๆ ฉบับแล้วก็มีการระบุชื่อลงไปนั่นย่อมหมายความว่าแต่ละแห่งต้องมี ความแตกต่างกัน มีเอกลักษณ์เฉพาะ มีอัตลักษณ์ของตัวเองเฉพาะนะครับ ดังนั้นในกรณีของ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ข้อแรกนะครับท่านประธาน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มีลักษณะแตกต่าง ไปจากมหาวิทยาลัยอื่นพอสมควร นั่นก็คือมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เกิดขึ้นจากการก่อตั้ง ของท่านผู้ประศาสน์การก็คือท่านอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ แล้วท่านก็ตั้งใจในการที่จะตั้งชื่อว่า มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง แต่ก็ปรากฏว่าท่านประสงค์ที่อยากจะให้ประเทศไทย มีความแข็งแกร่งในเรื่องระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เพราะฉะนั้น มี ๒ เรื่องนะครับท่านประธาน คือมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรก ที่เป็นตลาดวิชาหรือเป็นมหาวิทยาลัยเปิด ดังนั้นในวันนี้ผมดูแล้วถ้าจะมีก็อาจจะเป็น มหาวิทยาลัยรามค้าแหง หรือมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช อย่างไรก็ดีผมไม่อยากจะให้ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ละเลยสิ่งนี้ของตัวเองไปนะครับ มีหนทางใดหรือไม่ที่จะท้าให้ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์น้าเอาความเป็นตลาดวิชาของตัวเองแล้วก็เป็นมหาวิทยาลัยเปิดของตัวเอง กลับคืนมา ข้อต่อมาท่านอาจารย์ปรีดีตั้งใจเลยนะครับในการที่จะให้การศึกษาทางการเมือง กับประชาชนทั้งประเทศเพื่อให้เข้าใจระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น ประมุข และท่านก็ตั้งใจในการที่จะคิดชื่อครับ ค้าว่า ธรรมศาสตร์ มีความหมายที่ลึกซึ้งมาก ก็คือศาสตร์แห่งธรรมะ แต่ท่านเติมค้าว่า และการเมือง เข้าไปด้วย แปลว่า การเมืองต้อง ประกอบด้วยธรรมะครับ ดังนั้นท่านก็เลยใช้ค้าว่า ธรรมศาสตร์และการเมือง เมื่อเป็นอย่างนี้ ต้องกราบเรียนท่านประธาน ผมไม่อภิปรายยาวนะครับ อยากจะกราบเรียนท่านประธานว่า ท่านรัฐมนตรีครับ หรือว่าถ้าเรามีคณะกรรมาธิการได้โปรดกรุณาเติมลงไปในมาตรา ๑ ได้ไหมครับว่า เป็นพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง
ข้อที่ ๒ ผมได้กราบเรียนท่านประธานไปแล้วนะครับว่าผมอยากเห็นมหาวิทยาลัย แต่ละแห่ง สถาบันอุดมศึกษาแต่ละแห่งมีความล้าเลิศที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของตัวเอง อย่างเช่นมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ผมได้กราบเรียนไปแล้ว ถ้าหากว่าพูดถึงมหาวิทยาลัยมหิดล ของผม ผมก็อยากจะกราบเรียนว่าควรจะต้องมีความล้าเลิศทางด้านวิชาแพทยศาสตร์ หรือสิ่งที่เกี่ยวข้องกับวิชาทางการแพทย์เป็นต้นนะครับ ไม่อย่างนั้นแต่ละแห่งจะแยกกันไม่ออกเลย ผมก็ต้องกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพด้วยนะครับว่าดูทิศทางต่อไปในอนาคตแต่ละ มหาวิทยาลัยเขาก็อยากจะมีสาขาวิชาให้ครบทุกด้านนะครับ อย่างเช่นมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เขาพยายามที่จะมีคณะแพทยศาสตร์ขึ้นมา ถ้าอย่างนั้นมันจะมีความแตกต่างอะไรกันครับ ระหว่างมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยรามค้าแหง มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช มันก็ไม่มีความแตกต่างอะไรกัน เพราะฉะนั้นถึงแม้ว่า แต่ละสถาบันอุดมศึกษาเขาประสงค์ที่อยากจะขยายสาขาทางการศึกษาให้ครอบคลุมครบถ้วน ทุกด้านก็ตาม แต่ละแห่งก็ต้องทรงความเป็นเลิศอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างก็ได้ ของตัวเองเอาไว้ ไม่อย่างนั้นก็ไม่แตกต่างอะไรกันเลย คือที่ต้องมีความเป็นเลิศเพื่อที่จะได้ เป็นที่พึ่งพิงของประเทศชาติของประชาชน เวลาเขาพูดถึงประเทศไทยหรือคนในประเทศไทย สมมุติว่าคิดถึงการวิจัยทางการเกษตร สมมุติว่าต้องการที่จะได้ค้าตอบส้าหรับวิชาเกษตร ในประเทศไทยเขาจะรู้สึกขึ้นมาทันทีว่ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จะมีค้าตอบในเรื่องนี้ ถ้าเขาต้องการที่จะอาศัยทางด้านการแพทย์เขาจะรู้ทันทีว่ามหาวิทยาลัยมหิดลจะเป็นค้าตอบ ทางด้านนี้ แต่มิได้หมายความว่ามองข้ามมหาวิทยาลัยอื่นไป แต่ความเป็นเลิศต้องมีครับ เมื่อเป็นอย่างนี้ท่านประธานครับ ในกรณีของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์นอกจากที่ผมอยากจะ กราบเรียนท่านประธานว่าเนื่องจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มีประวัติความเป็นมาที่เกี่ยวข้อง กับการท้าให้ประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขโดยตรง ดังนั้น ท่านผู้ประศาสน์การปรีดี พนมยงค์ ท่านก็เลยตั้งใจที่จะบัญญัติชื่อว่าเป็นมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และการเมือง และจริง ๆ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ก็ตกอยู่ภายใต้ชะตากรรมที่เผชิญหน้ากับ เผด็จการมาโดยตลอด ผมก็คงไม่ลงสู่รายละเอียดนะครับเพื่อไม่ก่อให้เกิดการประท้วงกัน หรือท้าให้การอภิปรายยืดยาว แต่ต้องกราบเรียนท่านประธานนะครับว่าไม่เคยมีมหาวิทยาลัย แห่งไหนยกเว้นมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่ถูกทหารเผด็จการยึดเอามาตั้งเป็นกองทัพครับ แต่โดยการต่อสู้ของผู้รักประชาธิปไตยโดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือว่าศิษย์ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ทุกท่าน ต้องขอแสดงความคารวะและศรัทธาชื่นชมต่อสู้จนเอามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง คืนมาจากทหารได้ แต่ในที่สุดทหารเผด็จการก็ตัดค้าว่า และการเมือง ทิ้ง เมื่อเป็นอย่างนี้ เราสมควรที่จะคืนค้าว่า และการเมือง ให้กับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้แล้ว ท่านประธานครับ ทีนี้เมื่อเป็นอย่างนี้ผมต้องกราบเรียนท่านประธานในมาตรา ๗ ผมยังมีประเด็นหนึ่งซึ่งสั้น ๆ เหมือนกัน ผมจึงอยากกราบเรียนท่านประธานไว้ว่าในมาตรา ๗ วรรคสอง ผมอยากจะกราบเรียน ท่านประธานฝากไปยังกรรมาธิการถ้าจะมีการแปรญัตติ ผมขออนุญาตแสดงความคิดเห็น อย่างนี้ไว้ได้ไหมครับเพื่อประกอบการพิจารณา ก็คือในมาตรา ๗ วรรคสอง มหาวิทยาลัย มีปณิธานมุ่งสู่ความเป็นเลิศทางวิชาการ แล้วก็ต่อโดยเฉพาะอย่างยิ่งทางด้านธรรมศาสตร์ และการเมือง และจากนั้นก็เป็นประโยคต่อไป เป็นมหาวิทยาลัยชั้นน้า ต่อไปนะครับ ก็คือผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานว่าผมอยากจะเสนอให้เติมค้าว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในทางด้านธรรมศาสตร์และการเมือง เช่นเดียวกับ พ.ร.บ. มหาวิทยาลัยฉบับอื่น ๆ ที่เขา อยากจะออกนอกระบบ ควรจะต้องรักษาความโดดเด่น ความล้าเลิศของตัวเองเอาไว้ ทีนี้ผม อยากจะกราบเรียนประเด็นเล็ก ๆ ๒ ประเด็น ผมกราบเรียนถามท่านประธานครับว่า ถ้าหากว่า ประชาชน หรือว่านักปราชญ์ หรือว่าผู้มีความรู้ ผู้ทรงภูมิทั้งหลาย เขาจะประเมินสถาบันอุดมศึกษา หรือจะประเมินมหาวิทยาลัยนี่ วิธีการประเมินที่ง่ายและเร็วแล้วมีประสิทธิภาพสูงสุดอยู่ตรงไหนครับ ท่านประธาน ส้าหรับผมเองอยากจะกราบเรียนท่านประธานก็คือว่าไปดูห้องสมุดกลางของเขาว่า คุณภาพของห้องสมุดกลางของเขาเป็นอย่างไร ถ้าหากคุณภาพของห้องสมุดกลางเขานี่ล้าเลิศ เราสามารถบอกได้ทันทีเลยว่าความเป็นเลิศทางวิชาการ หรือคุณภาพทางการศึกษา ของสถาบันอุดมศึกษาแห่งนี้เป็นที่ไว้วางใจได้ แต่หากว่าคุณภาพของห้องสมุดนี้ใช้ไม่ได้เลย อย่ามาอธิบายในเรื่องอื่นเลยครับ เพราะห้องสมุดเป็นที่พึ่งในการค้นคว้าทางวิชาการ และห้องสมุดนี้ก็คือทางส่วนมหาวิทยาลัยต้องลงทุนในการที่จะไปเสาะแสวงหาต้าราดี ๆ ทั้งต้าราโบราณ ปัจจุบัน และต้าราที่จะมีการวิจัยเพิ่มเติมในอนาคตมาเอาไว้ในห้องสมุดและอย่างเพียงพอ แล้วควรจะต้องให้หยิบยืมกันได้นานพอสมควร ในสมัยที่ผมเป็นเด็กนักศึกษาผมเองรู้สึก อึดอัดใจ บางทีห้องสมุดนี้อนุญาตให้ผมยืมได้แค่ ๓ วัน ผมยังไม่สามารถที่จะอ่านหัวข้อที่ผม จะศึกษาได้อย่างจุใจก็จ้าเป็นต้องไปคืนห้องสมุดเสียแล้ว แล้วก็ล้าบากมากในการที่จะไปยืมต่อ เป็นต้น แล้วนอกจากนี้ในวันนี้ความที่เทคโนโลยีทันสมัยขึ้นเยอะ เพราะฉะนั้นห้องสมุด ควรจะต้องมีบริการทางด้านการค้นคว้า ทางด้านอินเทอร์เน็ต (Internet) หรืออิเล็กทรอนิกส์ ให้มากพอสมควร บริการกับนักศึกษาที่จะไปใช้ หรือว่าครูบาอาจารย์ต่าง ๆ ที่จะไปศึกษา ค้นคว้าได้ ดังนั้นผมต้องกราบเรียนท่านประธานไปยังท่านรัฐมนตรีหรือกรรมาธิการก็ได้ว่า ในโครงสร้างมหาวิทยาลัยอาจแบ่งส่วนงานดังต่อไปนี้ ไม่ทราบว่าเป็นไปได้ไหม เติมลงไป สักหัวข้อหนึ่งครับ อาจจะเป็นหัวข้อที่ ๗ ก็ได้ครับ ก็คือส้านักงานหอสมุดกลางครับ ต้องมีครับ ถ้าเราไม่มีส้านักงานหอสมุดกลางเราจะไว้วางใจได้อย่างไรครับว่าจะมีสถานที่ที่ให้นักศึกษา รวมทั้งครูบาอาจารย์ต่าง ๆ ได้วิจัยค้นคว้า อย่างน้อยต้าราก็เป็นส่วนหนึ่งของการวิจัยค้นคว้า เพราะว่าต้าราเป็นการตกผลึกของการภูมิรู้ของมนุษย์ในโลกทั้งหมดไม่เพียงแต่ในประเทศไทย เพราะฉะนั้นผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานไม่ทราบว่าเราลืมเลือนไปหรือเปล่า หรือว่าซ่อนเร้นไว้ตรงไหน แต่ผมไม่อยากจะให้ซ่อนเร้นควรจะเขียนออกมาให้ชัดเลยนะครับ ส้าหรับ พ.ร.บ. ว่าด้วยสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาหรือมหาวิทยาลัยที่จะออกนอกระบบ ผมอยากจะส่งข้อคิดเห็นของผมนี้ไปยังทุก พ.ร.บ. เลยนะครับ ควรจะต้องบรรจุส้านัก หอสมุดกลางลงไปในมาตราใดมาตราหนึ่ง ในวันนี้ผมเห็นมาตรา ๙ แล้วก็ฉบับอื่นก็คงจะเป็น มาตรา ๙
อีกประเด็นหนึ่ง เป็นประเด็นสุดท้ายที่ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานก็คือว่า ผมอยากจะเห็นเขียนตรงไหนสักแห่งก็ได้ครับ คือควรจะต้องมีกองทุนสนับสนุนการวิจัย และกองทุนสนับสนุนการศึกษาครับ ซึ่งอาจจะพิจารณานักเรียนที่เขาเรียนดี หรือว่ามีทุนทรัพย์ ไม่เพียงพอนะครับ แล้วบางทีการวิจัยบางอันนี้มีความจ้าเป็นในการที่จะใช้ทุนทรัพย์สูงมาก ดังนั้นอยากจะให้เขียนให้ชัดใน พ.ร.บ. มหาวิทยาลัยออกนอกระบบควรจะต้องมีกองทุน เพื่อการวิจัยและกองทุนสนับสนุนการศึกษาให้ปรากฏไว้ด้วยครับ ท่านประธานครับ ผมก็ ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานเพียงเท่านี้ ขอบพระคุณมากครับ
เชิญท่านชวน หลีกภัย ครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม นายชวน หลีกภัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ที่จริงแล้วผมคิดว่าท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงศึกษาธิการน่าจะเป็นผู้ที่ให้ข้อมูลที่ลึกซึ้งละเอียดแก่เพื่อนสมาชิกของเราในประเด็น ที่อาจจะคลาดเคลื่อนต่อประวัติหรือข้อเท็จจริง แต่ว่าเพื่อให้เราได้รู้จักร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ซึ่งความจริงแล้วรัฐบาลจะเป็นผู้ที่รับผิดชอบ และข้อที่เพื่อนสมาชิกทั้งหลายปรารถนาจะให้เป็น หรือเปลี่ยนแปลงก็สามารถท้าได้โดยไม่ยาก เพราะว่ารัฐบาลเป็นเจ้าของกฎหมาย แล้วรัฐบาล มีเสียงข้างมากอยู่แล้วครับ แต่ว่าอยากจะกราบเรียนท่านประธานเพื่อเข้าใจบทบาทของ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จากร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ คือถ้าเราดูตัวร่างพระราชบัญญัติ ฉบับนี้ยกเลิกปี ๒๕๓๓ ยกเลิกปี ๒๕๔๑ ซึ่งมีการแก้ไขครั้งส้าคัญ ตัวสาระส้าคัญทั้ง ๑๐๗ มาตรา ท่านประธานจะเห็นว่าถ้าเราน้าไปเปรียบเทียบกับมหาวิทยาลัยอื่นเราจะไม่เห็นข้อแตกต่าง ในเนื้อหาทั้ง ๑๐๘ มาตรา ประทานโทษครับ เราจะไม่เห็นข้อแตกต่างมากนัก เพราะจะเป็น รูปแบบที่มาจากที่เดียวกัน ด้วยกฤษฎีกาคณะเดียวคือกลุ่มกฤษฎีกาเป็นผู้ตรวจสอบมา แต่วัตถุประสงค์ของมหาวิทยาลัยนั้นย่อมแตกต่างกันไม่มากก็น้อย เราจึงควรจะมาดูว่า ความเปลี่ยนแปลงส้าคัญของร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ต่อมหาวิทยาลัยคืออะไร สิ่งแรกก็คือว่า หลักการที่ต้องการปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์นั้นเราดูเหตุผลนะครับ ในเหตุผล ๘ บรรทัดนั้นจริง ๆ แล้วสาระส้าคัญก็คือว่าการพัฒนาไปสู่การเป็นมหาวิทยาลัย ของรัฐที่ไม่เป็นส่วนราชการ แต่อยู่ในก้ากับของรัฐ นี่คือตรงนี้ครับ เพราะจริง ๆ แล้วเมื่อกฎหมาย ฉบับนี้ออกมาหน้าตาของมหาวิทยาลัยก็ใช่ว่าจะเปลี่ยนแปลงไป บุคลากรก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไป คณะวิชา แผนกวิชา ครูอาจารย์ที่สอนก็ชุดเดิม แต่ผลที่จะมีผลในทางบริหารก็คือการเป็น มหาวิทยาลัยของรัฐที่ไม่เป็นส่วนราชการ แต่อยู่ในก้ากับของรัฐ ซึ่งบัญญัติไว้ในหมวด ๑ บททั่วไป ที่ผมอยากจะกราบเรียนเพื่อชี้ให้เราเห็นว่าถ้ากฎหมายฉบับนี้ออกไปแล้ว มหาวิทยาลัยจะไม่อยู่ ภายใต้ส่วนราชการเหมือนเดิม แต่มีฐานะเป็นหน่วยงานในก้ากับของรัฐ ซึ่งไม่เป็นส่วนราชการตาม กฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน กฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการ กระทรวงศึกษาธิการ และกฎหมายว่าด้วยการปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม และไม่เป็น รัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณและกฎหมายอื่น อันนี้คือส่วนที่จะเปลี่ยนแปลง ส้าคัญ ส่วนมาตราอื่น ๆ นั้นเป็นการก้าหนดบทบาทหรือแบ่งแยกองค์กรก็เป็นไปตามแบบที่ มหาวิทยาลัยทั่วไปอย่างที่เราเห็นกันอยู่ ผมจึงต้องกราบเรียนท่านประธานว่าเมื่อร่างกฎหมาย ฉบับนี้ได้ออกมาใช้แล้วความเปลี่ยนแปลงที่เราจะต้องติดตามก็คือว่า โครงสร้างการบริหาร ของมหาวิทยาลัยนั้นแม้ผู้บริหารจะเป็นชุดเดิม แต่การไม่อยู่ภายใต้ระเบียบหลายประการนั้น สิ่งที่เขาหวัง ก็คือความเป็นอิสระอย่างที่หลักการได้พูดเอาไว้และเหตุผลได้พูดเอาไว้ ความเป็นอิสระ ก็ไม่จ้าเป็นต้องว่าท้าอะไรตามอ้าเภอใจ แต่หมายความว่าไม่อยู่ภายใต้ระเบียบที่เคร่งครัด จนกระทั่ง มหาวิทยาลัยไม่สามารถพัฒนาตัวเองได้เพราะอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ที่เปลี่ยนแปลงอะไรได้ยาก กระผมคิดว่าพวกเราทั้งหลายที่ให้ความสนใจต่อร่างกฎหมายของมหาวิทยาลัยนั้น ผมเชื่อว่า พวกเราส่วนใหญ่เห็นด้วยกันว่าหัวใจของการพัฒนาประเทศที่แท้จริงคือการพัฒนาการศึกษา ของชาติ ไม่ใช่เป็นความคิดใหม่หรือไม่ใช่เป็นความเห็นใหม่ แต่เป็นความคิดตั้งแต่ดั้งเดิม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้เกิดขึ้นเมื่อปี ๒๔๗๗ ท่านผู้ประศาสน์การดอกเตอร์ปรีดี พนมยงค์ ผู้มีคุณูปการต่อมหาวิทยาลัยและบ้านเมืองได้มีความประสงค์ที่จะให้มหาวิทยาลัยนี้รองรับ การผลิตบุคลากร บัณฑิตเพื่อสนองต่อความเปลี่ยนแปลงของบ้านเมืองในขณะนั้นคือบ้านเมือง ที่เปลี่ยนแปลงเป็นระบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เพราะฉะนั้น มหาวิทยาลัยจึงได้เปิดคณะวิชาในตอนเริ่มต้นอย่างที่เราทราบก็คือวิชาธรรมศาสตร์ส้าเร็จออกไป ก็มีบัณฑิตชื่อเดียวครับ ธรรมศาสตร์บัณฑิต เป็นตลาดวิชาใครก็มาเรียนได้ตามคุณสมบัติ พระเปรียญก็มาเรียนได้ จบอาชีวศึกษาก็มีปัญหาบ้างแต่ก็วัดคุณวุฒิให้แล้วก็มาเรียนได้ ไม่ต้องสอบเข้า ผมก็เข้ามาในยุคที่เป็นตลาดวิชายุคที่ใครสอบที่ไหนไม่ได้ก็มาเรียนที่นี่ กับคนที่ ไม่อยากไปเรียนที่อื่นแล้วก็ตั้งใจมาเข้าเรียนที่นี่ เพราะฉะนั้นวัตถุประสงค์ในตอนเริ่มต้นของ มหาวิทยาลัยนั้นจึงมุ่งผลิตบัณฑิตในสาขาที่รองรับการเปลี่ยนแปลงบ้านเมืองในการปกครอง จึงสอนวิชากฎหมาย แล้วก็ค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นคณะอื่น คือ คณะบัญชี คณะกฎหมาย คณะรัฐศาสตร์ คณะเศรษฐศาสตร์ แล้วต่อมาก็มีคณะสังคมศาสตร์ คณะวารสารศาสตร์ เกิดขึ้นเพิ่มขึ้นโดยล้าดับ ไม่ได้มีปัญหาสถานที่เรียนเพราะว่าคณะที่เรียนก็ไม่ต้องใช้ห้องทดลองอะไรทั้งสิ้น แต่กระผม คิดว่าเราต้องเข้าใจว่าความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในช่วงหลัง คือกระผมเข้าไปตอนเป็นตลาดวิชา เมื่อมหาวิทยาลัยตั้งมาได้ประมาณ ๒๔ ปี ขณะนี้มหาวิทยาลัยจะมีอายุครบ ๘๐ ปี ต้องกราบเรียน ท่านประธานในฐานะเป็นคนที่นั่นว่าชีวิตของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ไม่ได้ผ่านมาด้วย ความราบรื่น ที่กราบเรียนเรื่องนี้เพื่อให้เราได้เห็นร่วมกันว่าพัฒนาการของมหาวิทยาลัยในอดีตนั้นยาก คนจบมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์สมัยโน้นถ้ารับราชการเป็นต้ารวจเขาให้นายดาบครับ เขาไม่ได้ให้ร้อยตรีหรอกครับ ถ้าจบจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเขาให้ร้อยตรี จึงต้องมีการต่อสู้ เพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิที่เท่าเทียมกัน แม้กระทั่งสถานที่สอนอย่างที่เพื่อนได้พูด เราก็ต้องไปต่อสู้ เพื่อให้ได้มา ความจริงเมื่อสัปดาห์ที่แล้วธรรมศาสตร์รุ่นเหล่านี้เขาก็ประชุมกันเพื่อระลึกถึง วันที่ ๕ พฤศจิกายน ที่ได้ที่คืนมาจากทหาร บุคคลที่ส้าคัญยิ่งที่ยังมีชีวิตอยู่ก็คือท่านมารุต บุนนาค ผมกราบเรียนย่อ ๆ เพื่อให้เราได้รู้ว่ามหาวิทยาลัยไม่ได้อยู่กับที่ครับ ได้พัฒนามาโดยล้าดับ แล้วในที่สุดก็มีการเปลี่ยนแปลงชื่อมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง ก็ตัด วิชา และการเมือง ออกไป เหลือเป็น มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กระผมเข้าไปชื่อเขาตัดไปแล้วครับ แต่ก็อยากจะกราบเรียนท่านประธานว่าเมื่อมหาวิทยาลัยไม่อยู่กับที่ผู้บริหารก็คิดในทางที่จะ เปลี่ยนแปลงเพื่อมหาวิทยาลัยได้พัฒนามากขึ้น ความคิดเหล่านั้นจึงต้องเปิดคณะวิชา เพิ่มขึ้น ๆ จนสถานที่นั้นไม่พอแล้วครับ ด้วยวิสัยทัศน์ของผู้บริหารที่กว้างไกลนับตั้งแต่ ท่านอาจารย์ป๋วย ท่านอาจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ คุณหญิงนงเยาว์ และอธิการบดี นายกสภามหาวิทยาลัยในยุคนั้น หลายคน ความจริงความเห็นไม่สอดคล้องกันหรอกครับ แต่ว่าแน่นอนมันก็ต้องมีคนตัดสินว่า ทางออกที่ดีที่สุดคืออะไรจึงได้เกิดวิทยาเขตรังสิตขึ้น ซึ่งวันนี้ถ้าไม่มีวิทยาเขตนี้มหาวิทยาลัย ก็จะล้าบากมาก เพราะมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่ท่าพระจันทร์ไม่สามารถจะรับคณะอื่น ๆ นอกเหนือจากคณะเดิมได้ อันนี้คือสิ่งที่อยากให้พวกเราได้รับรู้ว่าอะไรเป็นอะไร ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผมเรียนในสมัยที่ค่าเล่าเรียนปีละ ๔๐ บาท แล้วก็ขึ้นเป็น ๔๐๐ บาท แล้วเราก็ ประท้วง เพื่อนผมก็ถูกไล่ออกหลายคนครับ นายปรีชา สามัคคีธรรม นายโกเมนประท้วงเรื่อง ขึ้นค่าเล่าเรียน พวกผมก็ประท้วง แต่ว่าประท้วงด้วยวิธีเล่นงิ้ว เล่นลิเกเพื่อไม่ให้รู้ว่าใคร เป็นใคร แต่ไม่เห็นด้วยกับมหาวิทยาลัยที่ขึ้นค่าเล่าเรียนในสมัยนั้น สิ่งเหล่านี้มันเป็นพัฒนาการ ซึ่งบางอย่างเราเห็นด้วย บางอย่างเราไม่เห็นด้วยจนมาเป็นวันนี้ กราบเรียนท่านประธานเรื่องนี้ เพื่อให้เราทั้งหลายได้มีส่วนร่วมรับรู้ครับว่าเมื่อถึงวันนี้มหาวิทยาลัยได้มีคณะวิชามากมาย แล้วครับ แล้วก็มีสาขาอื่นนอกเหนือจากสาขาสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มีสาขา ด้านแพทย์ สาธารณสุข วิทยาศาสตร์ วิศวะ มากมายครบถ้วนเกือบจะพูดได้ว่าเกือบ ทุกคณะแล้วเช่นเดียวกับมหาวิทยาลัยที่เป็นมหาวิทยาลัยใหญ่ ๆ แล้วก็มีคณะครบถ้วน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์แต่เดิมก็คือสอนคณะเกษตร วนศาสตร์ สัตวแพทย์ อยู่ไม่กี่คณะ วันนี้เขามีคณะสถาปัตย์ มีคณะบริหาร มีทุกคณะเหมือนกับที่อื่น มหาวิทยาลัยศิลปากร เดิมก็สอนเฉพาะจิตรกรรม ประติมากรรม สถาปัตยกรรม โบราณคดี วันนี้ก็มีคณะเภสัชศาสตร์ มีคณะอื่น ๆ เหมือนกับที่อื่น ผมกราบเรียนเรื่องนี้เพราะว่ารุ่นน้องหลายคนอาจจะนึกไม่ออกว่า มหาวิทยาลัยสมัยนั้นก็มีเพียงแค่นี้ครับ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒซึ่งเป็น วิทยาลัยครูสมัยโน้น แต่วันนี้เรามีสถาบันการศึกษากระจายไปทั่วแล้ว ผมกราบเรียนท่านประธาน เพราะว่าเมื่อปี ๒๕๓๘ กระผมเองในฐานะนายกรัฐมนตรีก็ได้มีมติขยายมหาวิทยาลัยไป ๑๑ จังหวัด และประเด็นที่พวกเราพูดถึงคือความห่วงใยว่ากฎหมายนี้ออกมาลูกหลานชาวบ้านจะไม่มี เงินเรียนเราจึงได้คิดไว้ตั้งแต่ตอนนั้น จึงเกิดกองทุนกู้ยืมขึ้นในปีนั้น ปี ๒๕๓๘ ซึ่งวันนี้กองทุน กู้ยืมก็แก้ปัญหาให้กับลูกหลานของเราได้ไม่น้อยทีเดียว อย่างน้อยกระผมคิดว่าวันนี้มีลูกหลาน ของพี่น้องทั้งหลายของเราได้ใช้ประโยชน์จากกองทุนนี้ไม่น่าจะต่้ากว่า ๓,๐๐๐,๐๐๐ คนแล้ว ซึ่งถ้าไม่มีโครงการเหล่านี้ ยาก กระผมทราบดีเพราะสมัยพวกเราเรียนหนังสือไม่มีกองทุน เราก็ต้องดิ้นรนเพื่ออยู่วัด มิเช่นนั้นเราก็ไม่สามารถเรียนหนังสือได้ อันนี้คือสิ่งที่เป็นประสบการณ์ ของการศึกษาของประเทศไทย แต่วันนี้ที่อยากจะกราบเรียนพวกเราก็คือว่าผมไม่อยากให้ เรามองมหาวิทยาลัยไปในทางลบเสียหมดนะครับ จริง ๆ แล้วมหาวิทยาลัยไม่ได้ผลิตบุคลากร ที่สมบูรณ์ไปหมดหรอกครับ คนที่สร้างปัญหาให้กับบ้านเมืองทุกวันนี้ก็มหาวิทยาลัยเป็นผู้ผลิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ก็ผลิตคนพวกนี้เหมือนกัน ไม่ใช่ดีทั้งหมดหรอกครับ ข้าราชการที่โกง คอร์รัปชันก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มาจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีเหมือนกัน และทุกสถาบัน ก็ผลิตคนที่ท้าประโยชน์ให้กับบ้านเมืองและคนที่เป็นตัวถ่วงบ้านเมือง ดังนั้นเป้าหมาย อุดมการณ์ของมหาวิทยาลัยที่สมาชิกพูดถึงจึงมีความส้าคัญ ผมกราบเรียนท่านประธาน เพราะว่าไม่ใช่เป็นคนนอก แต่เมื่อจบมาแล้วก็ได้ย้อนกลับไปเป็นกรรมการของมหาวิทยาลัย ยาวนานแล้วก็เพิ่งลาออกไปเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ เพราะว่ามีการร้องเรียนว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญ มหาวิทยาลัยก็บอกว่ามันไม่ขัด แต่ผมก็ออกไปเพื่อไม่ให้มหาวิทยาลัยต้องล้าบากใจ ต้องคอยชี้แจง ด้วยความยากล้าบากว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ จึงได้เห็นการบริหารงานของมหาวิทยาลัย อยากกราบเรียนพวกเราทั้งหลายนะครับว่าบางท่านก็อยู่ได้ครบวาระ บางท่านก็อยู่ไม่ครบ แต่สภามหาวิทยาลัยทุกยุคเขาจะไม่ยอมเลือกผู้บริหารประเภทที่ศรัทธาต่อระบบเผด็จการ สมาชิกบางท่านอาจจะพาดพิงถึงอธิการบดีบางท่านผมไม่เอ่ยถึงนะครับ แต่ผมจะเรียนว่า ในฐานะคนในคนที่ท่านอาจจะวิจารณ์นั้นคือคนที่มหาวิทยาลัยยกย่องเป็นนักประชาธิปไตย ไม่คล้อยตามการทุจริต โกงกินบ้านเมือง ไม่เห็นด้วยกับแนวทางการใช้วิธีการนอกกฎหมาย บ้านเมือง อันนี้คือจุดเด่นที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้มีอยู่ตลอดมาจนทุกวันนี้ และด้วย ศักยภาพของผู้บริหารเหล่านี้มหาวิทยาลัยจึงมีความก้าวหน้ามาจนบัดนี้ แต่ก็ยังไม่ใช่เป็นที่ พอใจหรอกครับ ด้วยตระหนักว่าผลผลิตมหาวิทยาลัยบางคนมีปัญหาจึงได้คิดปรับปรุงวิชา ผมกราบเรียนท่านประธาน เชื่อว่าในห้องนี้อาจจะมีคนรู้ไม่มากนักว่ามันมีวิชาหนึ่งที่ไม่เหมือนกับ ที่อื่นคือวิชาทียู ๑๐๐ (TU 100) วิชาทียู ๑๐๐ ก็คือวิชาธรรมศาสตร์ ๑๐๐ วิชานี้ก็คือวิชา หน้าที่พลเมืองครับท่านประธาน ก็คือมาตรา ๗ วรรคสอง มหาวิทยาลัยมีปณิธานมุ่งสู่ ความเป็นเลิศทางวิชาการ อันนี้แน่นอนทุกมหาวิทยาลัยจะต้องปฏิบัติอย่างนี้ เป็นมหาวิทยาลัยชั้นน้า ร่วมน้าสังคมไปแนวทางที่ถูกต้องดีงามและพึงปรารถนา เสริมสร้างให้เกิดความเป็นธรรมในสังคม ผลิตบัณฑิตที่มีความรู้ มีความสามารถในการท้างาน และด้ารงชีวิตอย่างมีคุณค่า มีคุณธรรม มีจิตใจเสียสละ ใฝ่รู้ และมีส้านึกรับผิดชอบต่อสังคมและประเทศชาติ อันนี้เป็นหลักการ แต่ทางปฏิบัติอาจจะไม่มีก็ได้ถ้าไม่ได้สอนวิชาเหล่านี้ จึงได้เกิดวิชาทียู ๑๐๐ ขึ้น ซึ่งความจริง กระผมก็ทราบว่าหลายมหาวิทยาลัยก็ได้มีวิชาประเภทนี้ บังเอิญได้พบคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก็ได้เปิดวิชาธรรมาภิบาล เพื่อนิสิตที่จบเป็นบัณฑิตจะได้มีความส้านึก เรื่องธรรมาภิบาล เพราะฉะนั้นทุกมหาวิทยาลัยคงจะได้ตระหนักร่วมกัน แต่ว่ามันไม่มีใคร รับรองได้ทั้งหมดหรอกครับว่าผลผลิตนั้นจะเป็นเบ้าที่ผลิตมาได้เหมือนกันหมด แต่เมื่อมี วัตถุประสงค์อย่างนี้ก็เป็นหน้าที่เราที่จะต้องติดตามให้มหาวิทยาลัยได้ด้าเนินการไปตามนโยบาย ที่ได้บัญญัติเอาไว้ในกฎหมาย ผมกราบเรียนท่านประธานถึงประสบการณ์ในมหาวิทยาลัย เพื่อได้เห็นว่าบรรดาผู้ที่มีบทบาทส้าคัญในการบริหารมหาวิทยาลัยมาในช่วง ๘๐ ปีที่ผ่านมานี้ มันก็ใกล้เคียงกับการเปลี่ยนแปลงการปกครองคือมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ตั้งหลังเปลี่ยนแปลง การปกครองเพียงประมาณ ๒ ปีเท่านั้นเอง ปี ๒๔๗๗ เพราะฉะนั้นก็ถือว่าอยู่คู่การปกครอง ระบอบประชาธิปไตย ได้มีส่วนรับรู้ปัญหาบ้านเมืองแล้วก็มีส่วนได้แก้ไขปัญหา ผลิตคนที่มา ท้างานเพื่อชาติบ้านเมือง และขณะเดียวกันผลผลิตเหล่านั้นก็ไม่ได้มาตรฐานเท่ากันหมดทุกคน อย่างที่ผมกราบเรียนไปแล้ว อันนี้ก็ไม่ใช่มีเฉพาะมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แต่มีอยู่ทั่วไป แต่เราหวังว่าเมื่อร่างกฎหมายฉบับนี้ผ่านไปแล้วเมื่อมหาวิทยาลัยมีความเป็นอิสระมากขึ้น สิ่งที่ ต้องสนใจก็คือว่าเราจะต้องดูแลทรัพยากรคนในมหาวิทยาลัยให้มีความผูกพันด้วยการให้ ค่าตอบแทนที่คุ้ม ที่ผมกราบเรียนเรื่องนี้เพราะมหาวิทยาลัยแรกคือมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี เขาสามารถออกนอกระบบได้เพราะเขาเป็นมหาวิทยาลัยที่ตั้งใหม่ ส่วนมหาวิทยาลัยที่ตั้งมา แต่เดิมนั้นไม่สามารถที่จะออกได้อย่างง่ายดายต้องอาศัยความพยายาม และเป็นเรื่องดีที่ผม กราบเรียนได้ว่าทุกรัฐบาลต่อเนื่องมาไม่มีรัฐบาลไหนแม้นโยบายจะต่างกันบ้าง แต่เรื่องของ มหาวิทยาลัยออกนอกระบบนี้ไม่มีรัฐบาลไหนขัดแย้งกัน มหาวิทยาลัยทั้งหลายจึงค่อย ๆ ออกมาโดยล้าดับ ๆ ครับ ที่จริงแล้วอยากจะกราบเรียนว่ามหาวิทยาลัยแรกที่ได้ออกคือ มหาวิทยาลัยที่ตั้งไว้ก่อนแล้วนะครับไม่ใช่ตั้งใหม่ ที่สามารถออกกฎหมายออกไปได้แห่งแรก ก็คือมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ซึ่งความจริงขณะนั้นเราต้องต่อรองกับส้านักงบประมาณว่า ค่าตอบแทนที่จะให้กับพนักงานมหาวิทยาลัยเมื่อเขาไม่เป็นราชการจะต้องสูง สูงจนเขายอมรับ เป็นที่พอใจ และกราบเรียนท่านประธานว่ามหาวิทยาลัยแห่งนี้ประสบความส้าเร็จมาก วันนี้ถึงแม้การบริหารงานทุกแห่งที่ออกไปจะไม่ได้ราบรื่นทั้งหมดก็ตามครับ แต่โดยทั่วไปแล้ว ถือว่าประสบความส้าเร็จ เพียงแต่ว่าเมื่อมีการปรับเงินเดือนของข้าราชการ ผมเข้าใจว่า บางช่วงเราลืมพนักงานเหล่านี้ไป การปรับจะต้องสอดคล้องกันคือต้องปรับของเขาให้สูงขึ้นมา เพื่อไม่ให้เป็นเงื่อนไขว่าไหนบอกว่าเมื่อออกจากระบบราชการแล้วสถานการณ์จะดีกว่าเดิม อันนี้ต้องรักษาสิ่งนี้เอาไว้ นั่นประการหนึ่งครับท่านประธานที่เคารพ
สุดท้ายที่กระผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานก็คือว่า กระผมขอสนับสนุน ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ให้ผ่านไปได้นะครับ แล้วก็พวกเราที่สนใจอยากจะเปลี่ยนแปลง วัตถุประสงค์หรือเปลี่ยนแปลงเนื้อหาสาระ ผมเชื่อว่าโดยเฉพาะเพื่อนที่เป็นสมาชิกฝ่ายรัฐบาล ท่านอาศัยเสียงข้างมากสามารถเปลี่ยนแปลงได้โดยไม่ยาก แต่ทั้งหมดให้หันมามองภาพของ ความเป็นจริง และผมไม่อยากให้พวกเราทั้งหลายเข้าใจผิดนะครับ เพราะว่ามหาวิทยาลัย มีความยึดมั่นในแนวทางประชาธิปไตย ผู้บริหารในมหาวิทยาลัยไม่ใช่มี ๒ คนละครับ ถ้าอธิการบดี เป็นคนไม่ดีเขาไม่เลือกหรอกครับ อธิการบดีที่เราพยายามพูดพาดพิงถึงท่านนั้นได้รับการยอมรับ ประเมินผลส้าเร็จดียิ่ง แล้วก็ได้รับแต่งตั้งจนกระทั่งครบวาระไม่สามารถเป็นต่อได้เพราะครบ ไปแล้ว อันนี้ก็อยากจะเรียนเพื่อความยุติธรรมกับท่าน แต่แน่นอนความเห็นของท่านอาจจะ ไม่เหมือนพวกเราหรือพวกท่าน เพราะว่าท่านยึดมั่นในแนวทางของท่าน แต่ผมให้ความเคารพต่อ บุคคลผู้ที่ท่านพูดถึงเพราะผมรู้ว่าคนเหล่านี้คือผลผลิตของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่ยึดมั่น แนวทางประชาธิปไตยอย่างแท้จริง แล้วก็ไม่เห็นด้วยกับแนวทางนอกกฎหมายหรือวิธีการใด ก็ตามเป็นวิธีการที่ไม่สอดคล้องกับแนวทางประชาธิปไตย ผมกราบเรียนท่านประธาน แล้วก็เชื่อว่าเพื่อนสมาชิกจะให้ความสนับสนุนรัฐบาลในการรับรองกฎหมายฉบับนี้ด้วยดี ขอบพระคุณครับ
ท่านวัชระครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ฉันรักธรรมศาสตร์ เพราะธรรมศาสตร์สอนให้ฉันรักประชาชน ท่านประธานครับ นี่คือ ค้ากล่าวของศรีบูรพา หรือท่านกุหลาบ สายประดิษฐ์ ซึ่งเป็นอดีตนักหนังสือพิมพ์ ที่มีอุดมการณ์จนเป็นที่ประจักษ์ได้กล่าวเอาไว้และเป็นประโยคทองของนักศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่ใช้มาจนถึงปัจจุบัน ผมไม่ได้จบมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตอนเอนทรานซ์ (Entrance) ก็เลือกมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แต่เอนทรานซ์ไม่ติด ก็ต้องไปเรียนมหาวิทยาลัยรามค้าแหง ท่านประธานครับ ถึงผมไปเรียนมหาวิทยาลัยรามค้าแหง ผมก็ได้รับจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ตั้งแต่เป็นนักเรียน เนื่องจากว่าได้ไปเข้าร่วมประท้วงกับพี่ ๆ นักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์โดยองค์การ นักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์หรือ อมธ. ในขณะนั้นตั้งแต่ปี ๒๕๒๕ และได้ออกค่ายอาสา พัฒนาชนบทร่วมกับชมรมโดมทักษิณที่อ้าเภอเชียรใหญ่ จังหวัดนครศรีธรรมราช ตั้งแต่ ผมเป็นนักเรียน รุ่นพี่จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้สอนผมให้รู้จักการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย และผมได้น้าวิธีการดังกล่าวนั้นไปใช้ในมหาวิทยาลัยรามค้าแหง ท่านประธานครับ เมื่อได้มีโอกาสอภิปรายร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พ.ศ. .... ซึ่งเสนอมา โดยรัฐบาลแม้ว่าผมจะไม่เห็นด้วย ทว่ามหาวิทยาลัยกลายเป็นธุรกิจอย่างที่เพื่อนสมาชิก ได้อภิปรายกันหลายท่าน แต่ผมเห็นด้วยในหลักการที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้จะไม่เป็นส่วนราชการ แต่อยู่ในก้ากับของรัฐในอนาคต ทั้งนี้เพื่อความเป็นอิสระและความคล่องตัว ความเป็นอิสระนี้ ก็ต้องไม่แพง เป็นการศึกษาที่ต้องไม่แพงต่อพี่น้องประชาชน และความคล่องตัวนี้ก็ต้อง ไม่แพงต่อการศึกษาของพี่น้องประชาชนเช่นเดียวกัน ท่านประธานครับ ร่างกฎหมายฉบับนี้ มี ๑๐๘ มาตรา และในมาตรา ๘ นั้น ได้บัญญัติไว้อย่างชัดเจนถึงวัตถุประสงค์ของมหาวิทยาลัยที่จะมีเสรีภาพ ทางวิชาการ ความเสมอภาคในโอกาสทางการศึกษา ความมีคุณธรรม ท่านประธานครับ ความมีคุณธรรมในที่นี้ก็คงจะหมายถึงการไม่เห็นแก่เงินจนลืมอุดมการณ์ การไม่เห็นแก่เงิน จนลืมความผิดชอบชั่วดี การไม่เห็นแก่เงินจนลืมผิดลืมถูก การไม่เห็นแก่เงินจนลืมกฎหมาย บ้านเมือง การไม่เห็นแก่เงินจนลืมความสงบสุขของแผ่นดิน การไม่เห็นแก่เงินจนลืมคืน ความสุขให้กับพี่น้องประชาชน การไม่เห็นแก่เงินจนลืมแม้กระทั่งคนยากคนจนที่เคย ประกาศไว้ การไม่เห็นแก่เงินจนลืมแม้กระทั่งความกตัญญูต่อมาตุภูมิของตนเอง การไม่เห็น แก่เงินจนไปรับใช้ทรราช ท่านประธานครับ ผมภูมิใจในบุคลากรของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ได้ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยมาโดยตลอด และแม้ว่าจะมีเพื่อนสมาชิกบางท่านอาจจะกล่าวหาว่า มหาวิทยาลัยไปรับใช้เผด็จการ ซึ่งผมถือว่าเป็นการอภิปรายที่ผิดไปจากความเป็นจริง อย่างสิ้นเชิง ท่านประธานที่เคารพ ในมาตรา ๑๖ มหาวิทยาลัยจะต้องส่งเสริมและสนับสนุน ผู้ซึ่งมหาวิทยาลัยรับเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยและนักศึกษาซึ่งขาดแคลนทุนทรัพย์อย่างแท้จริง ให้มีโอกาสเรียนจนส้าเร็จปริญญาตรี ความในข้อนี้ผมอยากกราบเรียนท่านประธานไปยัง ท่านรัฐมนตรีและคณะกรรมาธิการวิสามัญว่าผมจะขอแปรญัตติในมาตรานี้ว่า บรรดานักศึกษา ที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ที่จะเข้าเรียนในแต่ละสาขาวิชาแต่ละคณะนั้น ขอได้บัญญัติไว้ ในมาตรา ๑๖ เลยว่ามหาวิทยาลัยจะต้องรับนักศึกษาที่ยากจนจากชนบท ที่ยากจนจากขุนเขา ที่ยากจนจากพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ ไม่ต่้ากว่าร้อยละยี่สิบห้าของปีการศึกษานั้น ๆ ท่านประธานครับ ถ้าเราไม่ก้าหนดเอาไว้ว่าจะต้องให้มีลูกหลานคนยากคนจนเข้ามาเรียน ในมหาวิทยาลัยแห่งนี้ไม่ต่้ากว่าร้อยละ ๒๕ ก็คือ ๑ ใน ๔ ที่จะเป็นฐานในการยึดโยงให้ มหาวิทยาลัยได้รับใช้ประชาชน และรับใช้คนยากคนจนอย่างแท้จริง ท่านประธานครับ ความในข้อนี้ผมก็จะแปรญัตติเป็นลายลักษณ์อักษรต่อไปเพื่อไม่ให้เยิ่นเย้อ และทั้ง ๑๐๘ มาตรา ผมสนับสนุน แต่เห็นควรว่าควรที่จะมีการแก้ไขและดูแลอย่างใกล้ชิด มีการบัญญัติไว้ถึงการให้ปริญญากิตติมศักดิ์ในมาตรา ๘๔ ก็ต้องดูให้ดีครับว่าถ้าให้ ปริญญากิตติมศักดิ์ต่อผู้น้าทางการเมืองก็ต้องให้ถูกทิศถูกทาง และต้องมีคุณสมบัติ ตามที่ประจักษ์อย่างแท้จริง ไม่ใช่ให้แบบบางมหาวิทยาลัยที่ไม่ควรให้แล้วไปให้ก็จะท้าให้ มหาวิทยาลัยเสียชื่อเสียง นอกจากนี้ยังมีบทก้าหนดโทษในมาตรา ๘๘ ส้าหรับผู้ที่ ใส่ครุยวิทยฐานะโดยไม่มีสิทธิ และมาตรา ๘๙ มีโทษส้าหรับคนที่ท้าปลอมหรือท้าเลียนแบบ ซึ่งตราและเครื่องหมายสัญลักษณ์ของมหาวิทยาลัย ท่านประธานครับ แม้กระทั่ง ในมหาวิทยาลัยก็มีการบัญญัติเอาไว้ว่ามีการลงโทษจ้าคุกไม่เกิน ๑ ปี หรือปรับไม่เกิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท อย่างนี้เป็นต้น ผมก็อยากจะกราบเรียนท่านประธานว่าการท้าตราประทับปลอมมันลามมาถึง ในสภาผู้ทรงเกียรติแห่งนี้ก็คือรัฐสภา มีการท้าตราประทับปลอมของที่ปรึกษาประธานรัฐสภา ด้วยซ้าไป ซึ่งมีบทลงโทษตามกฎหมาย แต่เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรและประธานรัฐสภา ยังไม่ด้าเนินการอะไรเลย ท่านประธานครับ กฎหมายฉบับนี้จึงต้องใคร่ครวญและตรวจสอบ อย่างเคร่งครัด เพื่อที่จะเปิดโอกาสให้กับลูกหลานคนยากคนจนในชนบทได้มีโอกาสเรียน ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในอนาคตโดยมีโควตาหรือมีที่นั่งที่เป็นหลักประกัน ให้กับลูกหลานของคนยากคนจนที่มีสติปัญญา มีความรู้ความสามารถ แต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ให้มีที่นั่งเรียนในแต่ละปีการศึกษา อย่างที่ผมได้กราบเรียนท่านประธานไปแล้วว่าไม่ควร ต่้ากว่าร้อยละ ๒๕ ท่านประธานครับ คุณเปลื้อง วรรณศรี ได้เคยแต่งบทประพันธ์เกี่ยวกับ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ไว้ว่า หากขาดโดมเจ้าพระยาท่าพระจันทร์ ก็เหมือนขาดสัญลักษณ์ พิทักษ์ธรรม ท่านประธานที่เคารพ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้ต่อสู้เพื่อพี่น้องประชาชน เพื่อประชาธิปไตยมาโดยตลอด ผมขอสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้และควรให้มีที่นั่ง ของลูกหลานคนยากคนจนทั้งหลายทั่วทั้งประเทศได้มีที่นั่งไม่ต่้ากว่าร้อยละ ๒๕ ของจ้านวน นักศึกษาที่จะรับในแต่ละปีการศึกษา ขอกราบขอบพระคุณท่านประธาน
ท่านสุนัยครับ
ท่านประธานครับ กระผม สุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ จังหวัดนครสวรรค์ พรรคเพื่อไทย กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ ผมเองนั่งฟังการอภิปรายร่างพระราชบัญญัติ มหาวิทยาลัยมาหลายมหาวิทยาลัยแล้วครับ ผมก็สนับสนุนทุกครั้ง กดสนับสนุนทุกครั้ง เพราะถือว่าการออกนอกระบบมีหลักการส้าคัญที่จะท้าให้กลไกของวิชาการนี้มีอิสระที่จะ คิดค้น ซึ่งที่ผ่านมาก็ไม่เคยอภิปรายครับ แต่บังเอิญถึงมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ไม่ใช่ มหาวิทยาลัยของคนที่อยู่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์นะครับท่านประธาน แต่เป็นมหาวิทยาลัย ของประชาชน และเป็นมหาวิทยาลัยที่เกี่ยวโยงกับการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ ผมจะได้กล่าวถึงประวัติศาสตร์เล็กน้อยแม้ผมจะไม่ได้อยู่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่านประธานครับ ผมเชื่อว่าใครที่ชอบการเมืองก็ใฝ่ฝันอยากจะเข้า มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ บ้านผมพี่ชายผมหลายคนก็อยู่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตอนจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยเขาก็บอกให้สอบเข้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แต่บังเอิญ ตอนนั้นเป็นเยาวชนก็ไม่ค่อยมีความรู้ครับ ก็ไปดูคะแนนเขาบอกคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย มีพระเกี้ยว คะแนนสูงกว่าก็เลยเลือกตามล้าดับ ปรากฏว่าไปได้ที่จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย ท่านประธานครับ สิ่งที่ผมอยากจะกราบเรียนผ่านท่านประธานไปถึง ท่านรัฐมนตรีก็คือการที่มหาวิทยาลัยออกนอกระบบผมว่าไม่มากก็น้อย การบริหารจัดการ ก็จะเป็นอิสระขึ้น แต่ว่าการก่อร่างสร้างตัวของสถาบันการศึกษาในระดับมหาวิทยาลัย แต่ละแห่งนั้นมีที่มาที่ไปไม่เหมือนกัน จะชอบ ไม่ชอบ จะดี จะเลว เป็นเรื่องของ ประวัติศาสตร์ที่เราไม่มีเวลาที่จะไปเปลี่ยนแปลง ก่อนที่จะมีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์นั้น ประเทศไทยมีอยู่มหาวิทยาลัยเดียวครับ ใครบอกว่าใครดี ใครเด่น ใครชอบ เชิญเถอะครับ แต่ ณ วันนี้มีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยอยู่แห่งเดียว ก็มีความเป็นมาตั้งแต่สมัยล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๕ ที่ต้องการจะสร้างโรงเรียนส้าหรับฝึกหัดวิชาข้าราชการพลเรือนขึ้น ตอนนั้น สามัญชนเข้าไม่ได้หรอกครับ ยากที่จะเข้าได้ต้องคนอยู่ในชั้นใน ท่านประธานครับ ถ้าจะพูด กันตรง ๆ ก็คือในอดีตไพร่เรียนไม่ได้ แต่ท้าอย่างไรล่ะครับประชาชนส่วนใหญ่ไม่มีการศึกษา เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองหลัก ๖ ประการของ ฯพณฯ ปรีดี พนมยงค์ ผู้ประศาสน์การมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมืองก็ได้เล็งเห็นแล้วว่าถ้าจะมีแต่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเรื่องสิทธิเสรีภาพจะขยายตัวไม่ทัน ดังนั้นเอาแนวคิดเรื่องสิทธิเสรีภาพและแนวคิดที่จะเปิดทางให้ประชาชนสามัญชนได้เรียนรู้ เรื่องสิทธิเสรีภาพมากที่สุด เร็วที่สุด จึงได้สร้างมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมืองขึ้น ดังนั้นปฏิเสธไม่ได้หรอกครับท่านประธานว่าโดยพื้นฐานของการเกิดมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และการเมืองนั้นชื่อถูกต้องแล้วครับเป็นเรื่องการเมือง แต่เป็นการเมืองที่จะหนุนระบอบ ประชาธิปไตย ด้วยเหตุนี้เองครับเสื้อครุยเวลาจบปริญญาของ ๒ มหาวิทยาลัยก็ไม่เหมือนกัน ถ้าของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยคล้าย ๆ บวชพระครับ แต่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ค่อนข้าง จะเหมือนกับทางยุโรป ผมว่าประวัติศาสตร์ความเป็นมาตามที่ทางสภาได้จัดท้าเราหาอ่านได้ แล้วก็มีส่วนมาก ดังนั้น ค้าว่าการเมืองในคอนเซปต์ (Concept) ค้าว่า การเมือง มันจึงเกิด มองได้ ๒ ด้าน ถ้าความคิดเชิงอนุรักษ์นิยมมักจะมองว่าเรื่องการเมืองเป็นความเลวร้าย ทุกวันนี้ครูบาอาจารย์มหาวิทยาลัยแม้กระทั่งสถาบันพระปกเกล้าที่เราดูแลอยู่ก็ดูเหมือนจะ พยายามสร้างให้เรื่องการเมืองเป็นเรื่องเลวร้ายแล้วก็ใส่ไข่หลาย ๆ เรื่อง มีบางคนพยายามจะ พูดถึงเรื่องคุณธรรมอย่างนั้นอย่างนี้ ท่านประธานครับ ผมไม่อยากจะเอ่ยชื่อคนบางคน หรอกครับ ไม่มีกฎหมายรับรองเลยครับ แต่อยู่บ้านหลวงฟรีได้ทั้ง ๆ ที่เกษียณอายุแล้ว ก็เห็น ยังยกย่องกันอยู่ ก็ไหนบอกว่ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เขามีวิชาการที่จะท้าให้เกิดธรรมาภิบาลขึ้น ดังนั้นท่านประธานครับ การต่อสู้เรื่องการเมืองจึงเป็นหัวใจส้าคัญที่สุด เป็นกลไกที่ส้าคัญ ที่สุดของระบอบประชาธิปไตยที่ฝ่ายอนุรักษ์นิยมมักจะท้าให้คนเกลียดกลัวการเมือง
มีคนประท้วง เชิญท่านวัชระ
ท่านประธานที่เคารพ
ผมไม่ได้พูดถึงมหาวิทยาลัยรามค้าแหงนะครับ
ท่านสุนัย ท่านต้องพูดกับประธานเท่านั้น เชิญท่านวัชระ
ผม วัชระ เพชรทอง สมาชิก สภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ด้วยความเคารพ ต่อผู้อภิปรายฝ่ายรัฐบาลและเคารพท่านประธาน ผมขอประท้วงผู้อภิปรายในลักษณะ การอภิปรายนอกประเด็นโดยพาดพิงถึงบุคคลอื่น แม้ว่าท่านไม่เอ่ยชื่อก็รู้กันทั้งประเทศว่า หมายถึงใคร และอยากให้ท่านประธานได้ก้าชับประเด็นการอภิปรายของผู้อภิปราย ให้อยู่ในประเด็นในร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ด้วยครับ อย่าได้ออกนอกประเด็นไปเลย เพราะว่าไม่เป็นประโยชน์ต่อการฟังของพี่น้องประชาชน ขอขอบคุณครับ
อย่างนี้นะครับ ในสภาเราเคยวินิจฉัยไว้หลายครั้งแล้วว่าไม่สมควรพูดถึงบุคคลภายนอก โดยไม่จ้าเป็น แต่ถ้าไปกล่าวหาบุคคลภายนอกก็รับผิดชอบตามกฎหมายเอาเอง ทุกฝ่ายก็เป็นผู้ที่รู้กฎหมายอยู่แล้วนะครับ ท่านสุนัยกระชับหน่อยก็แล้วกัน เชิญครับ
ขอบคุณท่านประธานครับ ท่านสมาชิกบางคนก็มีเซนส์ (Sense) ที่ ๑๐ กระมัง ผมยังไม่ได้เอ่ยชื่อใครรู้ว่าเป็นใครได้ ท่านประธานครับ ผมก้าลังจะบอกถึงประเด็นที่ผมจะต้องพูดถึงและจะต้องแปรญัตติ ฝ่ายอนุรักษ์นิยมก็จะมองว่าการเมืองเป็นเรื่องเลวร้ายแล้วพยายามจะใส่แนวคิดอย่างนี้ ให้เกลียดทางการเมือง ท่านครับ เรื่องของการเมืองเป็นเรื่องของมหาชนครับ ไม่มีกฎหมาย การควบคุม มีดีมีเลวก็ว่ากันไป แต่ว่าถ้าเราไม่ยอมรับความเป็นจริงว่าการเมืองเป็นรากฐาน ของระบอบประชาธิปไตย การเมืองเป็นจุดก่อก้าเนิดอ้านาจของประชาชนเราจะมานั่งกันที่นี่ ได้อย่างไรครับท่านประธาน ด้วยเหตุนี้เองครับชื่อของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และการเมืองจึงถูกอ้านาจเผด็จการตัดออกไปเป็นผลจากการรัฐประหารเมื่อ ๘ พฤศจิกายน ๒๔๙๐ นี่บันทึกอยู่ในหนังสือของสภาเอง ผมไม่ได้กล่าวเรื่องนอกประเด็น แต่ผมก้าลังจะให้ เหตุผลว่า ท่านครับ การย่้ายีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ด้วยการเปลี่ยนชื่อนี้เป็นประเด็นหนึ่ง ทางการเมืองจนถึงวันนี้ ซึ่งท่านประธานครับ วันนี้มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์นั้นมีคุณูปการมากที่สุดต่อการก่อก้าเนิดแนวคิดเรื่องเสรีภาพ แล้วผลก็เป็นจริงครับ เมื่อก่อตั้งมหาวิทยาลัยแล้วการต่อสู้ของประชาชนลุกขึ้นสู้เผด็จการ จุดประกายไฟ ๑๔ ตุลาที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่ลานโพธิ์ แล้วประวัติศาสตร์ตัวนี้มันยัง ปลุกเร้าจิตใจประชาชนให้ห่วงหาเสรีภาพและประชาธิปไตย และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งประชาธิปไตย แต่น่าสลดใจที่สุดที่คนบางคนที่อาศัยท้อง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เกิดแต่จิตใจเป็นเผด็จการ ท่านครับ นี่คือความจริงที่เกิดขึ้น การรัฐประหารเมื่อ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ มีส่วนส้าคัญที่สุดของอาจารย์บางคนที่นั่น ผมไม่ต้องเอ่ยชื่อและไม่ต้องเอ่ยประวัติ แต่ผมก้าลังจะกราบเรียนท่านประธานว่าพวกเรา หลายคนที่นั่งอยู่ที่นี่เรามีความเห็นร่วมกันว่าท่านปรีดี พนมยงค์ นั้นเป็นผู้ประศาสน์การ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และเป็นผู้น้าสามัญชนที่โดดเด่นที่สุดจนกระทั่งยูเนสโก (UNESCO) รับรอง ท่านได้ตั้งชื่อนี่ไว้คือมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง ผมจึงกราบเรียนเป็นเหตุผลในเบื้องต้น ท่านประธานครับ กราบเรียนถึงท่านรัฐมนตรีว่า ประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นแล้ว เขามีประวัติศาสตร์ความเป็นมา มีความโดดเด่น ซึ่งมหาวิทยาลัยอื่น ก็ลบล้างสิ่งเหล่านี้เขาไม่ได้ วันนี้เราตั้งมหาวิทยาลัยอีกเยอะแยะหมดครับเป็นร้อยมหาวิทยาลัย แต่ก็ไม่สามารถจะมาแข่งประวัติศาสตร์เรื่องนี้ได้ ผมจึงมีความเห็นร่วมกันว่าผมจะต้องขอ แปรญัตติเปลี่ยนชื่อมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์นี้เพื่อเป็นเกียรติยศและเป็นความทรงจ้าให้แก่ ท่านผู้ประศาสน์การปรีดี พนมยงค์ โดยจะเปลี่ยนชื่อเป็น มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และการเมือง ดังที่ท่านได้ผู้ประศาสน์การได้สร้างขึ้น กราบขอบพระคุณครับ
ท่านอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ ครับ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ผมได้ยกมือเพื่อขอแสดงความคิดเห็นในเรื่องนี้ตั้งแต่ตอนต้นเลยนะครับ แต่ว่าท่านประธานได้กรุณาเพิ่งเรียกเมื่อสักครู่นี้ ก็ต้องขอบคุณท่านประธาน กราบเรียน ท่านประธานด้วยความเคารพว่าประเด็นเรื่องการน้ามหาวิทยาลัยออกนอกระบบนั้น ในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมานี้ เราได้มีโอกาสได้แลกเปลี่ยนถกเถียงกันค่อนข้างกว้างขวาง มากครับ แล้วก็เป็นประเด็นที่แทบจะเรียกได้ว่าเราก็เห็นถึงปัญหา เห็นถึงอุปสรรค และเห็นถึง ข้อดีของการออกนอกระบบของมหาวิทยาลัยที่มีความจ้าเป็นอยู่ในภาวะปัจจุบันนี้อย่างมาก อยู่แล้วนะครับ ในช่วงหลายสัปดาห์ที่ว่านี้เรามีโอกาสได้พูดถึงมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต เราได้มีโอกาสพูดถึงมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และวันนี้เรามีโอกาสพูดถึง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งจะต้องออกนอกระบบหรือเป็นมหาวิทยาลัยที่อยู่ในก้ากับ ของรัฐ ท่านประธานที่เคารพครับ มีข้อที่น่าเสียดายกับการที่เราได้ใช้เวลาในการถกเถียงกัน ถึงเรื่องมหาวิทยาลัยออกนอกระบบนี้ในหลายประเด็น
ประการแรกนะครับ เมื่อเรามีโอกาสที่จะเอามหาวิทยาลัย ๓ แห่งออกนอก ระบบ เรากลับใช้ร่างพระราชบัญญัติที่มีเนื้อหาสาระที่มีลักษณะที่ใกล้เคียงกันมาก หรือแทบจะเหมือนกันเลย อาจจะเป็นร่างมาจาก สกอ. หรือร่างจากส้านักงาน คณะกรรมการกฤษฎีกาที่ร่างโดยคนคนเดียวกัน แน่นอนละครับหลักการเดียวกัน ไปในทิศทางเดียวกัน ความใกล้เคียงกันของเนื้อหาสาระในกฎหมายไม่ใช่เรื่องแปลก แต่ประเด็นที่มีความส้าคัญก็เนื่องจากว่าแต่ละมหาวิทยาลัยนั้นมีประวัติศาสตร์ มีความเป็นมา มีภารกิจ มีพันธกิจต่อสังคมเฉพาะของตัวเอง มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ซึ่งกระผมได้แสดงความคิดเห็นไปแล้วว่าเสียดายโอกาสที่เขาไม่ได้ใช้โอกาสนี้ในการสร้าง จุดเน้นของตัวเอง นั่นก็คือการเป็นมหาวิทยาลัยที่ผลิตบุคลากรด้านครู ด้านอาจารย์เพื่อมาสั่งสอนคน ในวันข้างหน้า ทั้ง ๆ ที่ประวัติศาสตร์ความเป็นมาของมหาวิทยาลัยแห่งนั้นเริ่มจากโรงเรียน ฝึกหัดครู เริ่มจากวิทยาลัยครู เริ่มจากสถาบันราชภัฏ สุดท้ายมาเป็นมหาวิทยาลัยราชภัฏ แล้วสุดท้ายเมื่อออกนอกระบบกลับกลายมาจะเป็นมหาวิทยาลัยที่ไม่มีจุดเน้นของตัวเอง นี่เป็นเรื่องที่น่าเสียดาย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ก็เช่นเดียวกัน เนื่องจากใช้ร่างกฎหมาย ที่มีเนื้อหาใกล้เคียงกัน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ก็เสียโอกาสที่จะเขียนไว้ในกฎหมาย ของตัวเองว่าจะมีจุดเน้นในเรื่องของงานทางด้านการวิจัย งานทางด้านการศึกษา ด้านเกษตรศาสตร์ ท่านประธานที่เคารพครับ เมื่อมาถึงมหาวิทยาลัยผมจะเปรียบเทียบ ให้เห็นว่าของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์นั้นมีความแตกต่างอยู่ในรายละเอียดในเรื่องนี้ ซึ่งเป็น เรื่องที่น่ายินดีแล้วก็รู้สึกสบายใจขึ้นมานิดหนึ่งว่า ร่างของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์นั้น ได้ใช้โอกาสนี้สะท้อนความมีลักษณะเฉพาะของมหาวิทยาลัยที่เขียนไว้ในกฎหมายฉบับนี้ แม้ว่าในกฎหมายฉบับเก่า ปี ๒๕๓๑ ซึ่งถือว่าเป็นกฎหมายที่ใช้มาเป็นเวลายาวนาน ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จะมีลักษณะเฉพาะของตัวเอง แต่ก็ไม่โดดเด่นเหมือนกับ การเขียนในครั้งนี้นะครับ นั่นก็คือความโดดเด่นที่เขียนไว้ในมาตรา ๗ และมาตรา ๘ ท่านประธานที่เคารพครับ ก่อนที่จะลงไปในรายละเอียดของมาตรา ๗ และมาตรา ๘ กฎหมายฉบับนี้ก็ยังมีกลิ่นไอที่พยายามจะท้าให้เป็นกฎหมายรวมที่เหมือนกับกฎหมายฉบับอื่น นั่นก็คือว่าในหลักการและเหตุผลก็ยังคงไม่มีการเขียนความเป็นเฉพาะของ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เอาไว้ ท่านประธานไปอ่านดูเถอะครับ แม้ว่าจะเป็นหลักการก็คือ การปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ก็ตาม แต่เหตุผลที่อ้างนั้นเป็นเหตุผล ที่ไม่ได้บอกกับสังคมว่ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มีความจ้าเป็นอะไรที่จะต้องปรับปรุง กฎหมายฉบับนี้ เพียงแค่ต้องการส่งเสริมให้มหาวิทยาลัยของรัฐพัฒนาไปสู่การเป็น มหาวิทยาลัยของรัฐที่ไม่เป็นส่วนราชการแต่อยู่ในก้ากับของรัฐเท่านี้มันไม่พอ ในเหตุผล ต้องบอกให้ทราบว่ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์นั้นมีความจ้าเป็นอะไรที่จะต้องออกนอกระบบ ภายใต้กฎหมายฉบับนี้ นี่ผมคิดว่าเป็นการเสียโอกาสประการหนึ่งของการเขียนกฎหมายฉบับนี้ แต่อย่างไรก็ตามท่านประธาน กระผมได้เรียนแล้วว่า มาตรา ๗ และมาตรา ๘ นั้นเป็นมาตราที่มี ความโดดเด่นที่สะท้อนที่พอจะอนุโลมได้ว่านี่คือความเป็นมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นี่คือ กฎหมายที่มีลักษณะเฉพาะที่พอมองเห็นได้ นั่นก็คือการระบุว่าให้มหาวิทยาลัย เป็นสถานศึกษาทางวิชาการและวิชาชีพชั้นสูง ก็ว่าไปนะครับ และพัฒนาวิชาธรรมศาสตร์ การเมือง การปกครอง อันนี้คือจุดเน้นของมหาวิทยาลัย และเขาไม่ลืมรากฐานความเป็นมา ของความเป็นมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ซึ่งจ้าเป็นจะต้องหยิบยกขึ้นมาพูดถึง และในวรรคสอง ของมาตรา ๗ นะครับ มหาวิทยาลัยมีปณิธานมุ่งสู่ความเป็นเลิศทางวิชาการ เป็นมหาวิทยาลัย ชั้นน้า ร่วมน้าสังคมไปในแนวทางที่ถูกต้องดีงามและพึงปรารถนา เสริมสร้างให้เกิด ความเป็นธรรมในสังคม ผลิตบัณฑิตที่มีความรู้ มีความสามารถในการท้างาน และด้ารงชีวิต อย่างมีคุณค่า มีคุณธรรม มีจิตใจเสียสละ ใฝ่รู้ และมีส้านึกรับผิดชอบต่อสังคม และประเทศชาติ นี่คือความโดดเด่นและไม่มีในกฎหมายออกนอกระบบของมหาวิทยาลัยอื่น ซึ่งผมได้อ่านความข้อนี้เมื่อครั้งที่อภิปรายในร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พ.ศ. .... ให้ฟังแล้ว แล้วก็ได้ฝากกับคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พ.ศ. .... ว่าจ้าเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องให้มหาวิทยาลัยนั้นผูกพัน กับพันธกิจในการผลิตบัณฑิตที่มีความรู้ความสามารถ มีความส้านึกรับผิดชอบต่อสังคม และประเทศชาติ ท่านประธานที่เคารพครับ ในมาตรา ๘ ก็เช่นกัน แม้ว่าจะมีเนื้อหาสาระ ในเรื่องของการให้บรรลุวัตถุประสงค์ตามปณิธานในมาตรา ๗ แล้วก็เขียนไว้ว่า ต้องมีเสรีภาพทางวิชาการ ความเสมอภาคในทางการศึกษา ความเป็นเลิศทางวิชาการ ต่าง ๆ ก็มีในกฎหมายอื่น แต่ว่าที่ไม่มีก็คือเรื่องความรับผิดชอบต่อสังคมและประเทศชาติ ซึ่งของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้เขียนเรื่องนี้ไว้ ประเด็นนี้มีความหมายและมีความส้าคัญมาก ต้องเรียนกับท่านประธานด้วยความเคารพว่าในระยะหลายปีที่ผ่านมาสังคมเฝ้ารอคอย แล้วก็มีความพึ่งหวังบทบาทของมหาวิทยาลัยซึ่งเป็นสถาบันการศึกษาชั้นสูงของประเทศว่า เมื่อสังคมมีความสับสน สังคมมีความต้องการที่จะแสวงหาทางออก มหาวิทยาลัย หรือนักวิชาการในมหาวิทยาลัยควรจะมีบทบาทในการช่วยชี้แนะทางออกให้กับสังคม ท่านประธานที่เคารพครับ ในหลายปีที่ผ่านมาเราไม่ค่อยเห็นบทบาทของอาจารย์มหาวิทยาลัย มาแสดงออกในแนวทางที่จะเสนอแนะทางออกของสังคมอย่างมีอิสระและอย่างเป็นอิสระ เราอาจจะเห็นนักวิชาการในมหาวิทยาลัยแม้กระทั่งในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เองก็ตาม ที่ออกมานอกสังคมแต่ว่าเป็นการออกมานอกสังคมที่ไม่ได้มีความเป็นอิสระอย่างแท้จริง เขามีอิสระที่จะแสดงบทบาทางวิชาการแต่เขาไม่เป็นอิสระทางวิชาการ นั่นก็คือว่าถูกครอบง้า ทางความคิดโดยฝ่าย โดยพวก โดยอามิสสินจ้าง หรือโดยอิทธิพลความคิดใด ๆ ก็ตาม ซึ่งยิ่งก่อให้เกิดความขัดแย้งในสังคมมากขึ้น ผมจะไม่ลงในรายละเอียดหรอกครับว่า อาจารย์กลุ่มไหนท้าอะไร แต่สังคมก็ได้มองเห็นอยู่แล้ว ผมคิดว่าบทบาทตรงนี้ละเป็นบทบาท ที่สังคมต้องการเรียกร้องให้มหาวิทยาลัยได้ทบทวนถึงบทบาทพันธกิจที่จะมีต่อสังคม ความรับผิดชอบต่อประเทศชาติในแง่ของวิชาการอย่างเป็นอิสระในโอกาสต่อไปนะครับ นั่นเป็นประเด็นที่ผมอยากจะกราบเรียนกับท่านประธานไว้ และส้าหรับมหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์เองเป็นมหาวิทยาลัยที่ในอดีตมีบทบาทและคนในประชาคมธรรมศาสตร์ ก็รู้ร้อนรู้หนาวไปกับปัญหาของบ้านเมือง ซึ่งสิ่งนี้เอกลักษณ์ในเรื่องนี้จ้าเป็นที่จะต้องส่งเสริม และสนับสนุนให้ด้ารงอยู่ เพราะฉะนั้นการระบุไว้ในมาตรา ๘ เรื่องของความรับผิดชอบ ต่อสังคมและประเทศชาตินั้นเป็นเรื่องที่มีความหมาย มีความส้าคัญ ท่านประธานที่เคารพ เราไม่อาจที่จะให้มหาวิทยาลัยเดินไปข้างหน้าได้เพียงแค่อาจารย์ บุคลากรที่เป็นพนักงาน เป็นข้าราชการเท่านั้น แต่ความเป็นประชาคมของมหาวิทยาลัยนั้นมีองค์ประกอบ ที่กว้างขวางหลากหลาย นักศึกษาก็มีบทบาท มีความส้าคัญ ในอดีตนั้นผมคิดว่าบทบาท ของนักศึกษาในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มีบทบาทส้าคัญ และมหาวิทยาลัยก็ให้ความส้าคัญ กับนักศึกษาในการเลือกผู้บริหารด้วยซ้า และเป็นแบบอย่างให้กับมหาวิทยาลัยอื่น ๆ ในการคัดเลือกผู้บริหารมหาวิทยาลัยโดยใช้ความเห็นร่วมกันของคนในประชาคม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นแบบอย่าง ผมคิดว่าในร่างกฎหมายฉบับนี้ไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้ อย่างชัดเจน เพื่อนสมาชิกซึ่งเคยเป็นอดีตนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ก็ได้หยิบยก ประเด็นนี้ขึ้นมากล่าวกับท่านประธานแล้วว่าน่าเสียดายที่ร่างกฎหมายฉบับนี้ไม่ได้ให้ ความส้าคัญกับนักศึกษาเท่าที่ควร แต่อย่างไรก็ตามครับท่านประธาน ด้วยความมอง ในทิศทางบวกกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผมคิดว่ากฎหมายฉบับนี้ได้เปิดช่องส้าคัญ อันหนึ่งซึ่งจะต้องไปส่งเสริมให้เป็นจริงเป็นจังต่อไปก็คือในมาตรา ๒๕ ซึ่งแตกต่างจาก มหาวิทยาลัยอื่น ๆ ก็คือว่าให้มีสภาธรรมศาสตร์สัมพันธ์ขึ้นมา ผมคิดว่าตรงนี้เป็นจุดที่จ้าเป็น ที่ผู้บริหารมหาวิทยาลัยรวมทั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญที่จะจัดตั้งขึ้นหลังจากนี้จะให้ ความส้าคัญและผลักดันให้เป็นจริงเป็นรูปธรรม สภาธรรมศาสตร์สัมพันธ์ ประกอบด้วย ผู้แทนจากสมาคมศิษย์เก่าของมหาวิทยาลัย สมาคมวิชาชีพในสาขาวิชาที่มีการเรียนการสอน ในมหาวิทยาลัย และผู้ทรงคุณวุฒิจากบุคคลภายนอกผู้ท้าคุณประโยชน์ให้แก่มหาวิทยาลัย หรือสังคม สภาธรรมศาสตร์สัมพันธ์มีหน้าที่ ดังต่อไปนี้ (๑) ให้ค้าปรึกษาและข้อเสนอแนะ ต่อสภามหาวิทยาลัยและอธิการบดี เกี่ยวกับการด้าเนินงานที่เป็นประโยชน์ต่อ ความเจริญก้าวหน้าของมหาวิทยาลัยและสังคมโดยรวม (๒) สนับสนุนและส่งเสริมการด้าเนินงานของมหาวิทยาลัย โดยระดมความคิดเห็นและทรัพยากร ในด้านต่าง ๆ จากประชาคมธรรมศาสตร์ ศิษย์เก่า และสาธารณชนทั่วไป นี่เป็นสิ่งที่ผม ได้สบายใจในระดับหนึ่งว่าถ้าหากว่ากฎหมายในมาตรานี้เป็นจริงถูกน้าไปใช้เป็นรูปธรรม อย่างแท้จริง ผมคิดว่าประชาคมธรรมศาสตร์ในที่นี้หมายรวมถึงนักศึกษาด้วย และกฎหมาย ฉบับนี้ก็จะให้ความส้าคัญ ผู้บริหารมหาวิทยาลัยจะฟังความเห็นข้อเสนอแนะของ สภาธรรมศาสตร์สัมพันธ์ ปัญหาอยู่ที่ว่าในอนาคตจะให้ความส้าคัญกับสภาธรรมศาสตร์ สัมพันธ์นี้มากน้อยแค่ไหนเท่านั้นเอง
กราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพว่ามีประเด็นสุดท้ายที่จะใช้เวลาของ สภานี้นิดเดียว ก็คือเรื่องของเครื่องหมายและสัญลักษณ์ของมหาวิทยาลัยซึ่งระบุไว้ใน มาตรา ๘๖ ผมไปพลิกดูกฎหมายฉบับเก่าแล้วไม่มีการระบุเรื่องนี้ไว้ มหาวิทยาลัย อาจก้าหนดให้มีตรา เครื่องหมาย หรือสัญลักษณ์ของมหาวิทยาลัยหรือส่วนงานของ มหาวิทยาลัยได้ โดยท้าเป็นข้อบังคับของมหาวิทยาลัยและประกาศในราชกิจจานุเบกษา แม้ว่าอ้านาจนี้จะให้มหาวิทยาลัยไปออกข้อบังคับ แต่อยากจะฝากข้อสังเกตไว้ว่าสัญลักษณ์ หลายประการ เครื่องหมายหลายประการ ตราหลายประการของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่เกี่ยวเนื่องกันมาเป็นเวลา ๘๐ ปีนั้นมีความเป็นมา มีประวัติศาสตร์ และหลายส่วน เกี่ยวพันกับพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ยกตัวอย่างเช่น เพลงประจ้ามหาวิทยาลัยซึ่งเป็นเพลงพระราชนิพนธ์พระราชทานกับนักศึกษามหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ การที่จะก้าหนดให้มีตรา เครื่องหมาย หรือสัญลักษณ์ของมหาวิทยาลัยหรือของ ส่วนงานต่าง ๆ อยากให้ค้านึงถึงรากฐานความเป็นมาอันนี้ด้วย ผมเกรงว่าในวันข้างหน้า คนธรรมศาสตร์ในรุ่นหลัง ๆ ที่ไม่มีราก ไม่มีการยึดโยง ไม่เข้าใจประวัติศาสตร์ความเป็นมา อาจจะลบล้างสิ่งเหล่านี้ไปได้ ก็ต้องฝากกราบเรียนท่านประธานไปยังคณะกรรมาธิการวิสามัญ ที่จะจัดตั้งขึ้น รวมทั้งผู้บริหารมหาวิทยาลัยในอนาคตได้ให้ความส้าคัญกับเรื่องนี้ด้วย กราบขอบพระคุณครับ
ท่านจารุพรรณ คืออย่างนี้ท่านจารุพรรณครับ ขอสัก ๗ นาทีได้ไหมครับเพราะเราอภิปราย เรื่องนี้มาเกือบ ๕ ชั่วโมง ก็ยังเหลืออีก ๔-๖ ท่าน เชิญครับ ขอสัก ๗ นาที ตั้งเวลา
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน จารุพรรณ กุลดิลก ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ดิฉันใช้ เวลาไม่ถึง ๗ นาทีค่ะท่านประธาน ให้สบายใจได้นะคะ เผอิญในช่วงที่ยังท้างานวิชาการ ในมหาวิทยาลัยมหิดลนั้นก็ได้มีส่วนที่ไปท้างานเป็นคณะท้างานที่ปรึกษาของการออกนอกระบบ ของมหาวิทยาลัยมหิดล น่าเสียดายที่มหาวิทยาลัยมหิดลแล้วก็รวมทั้งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในช่วงนั้นอยู่ในช่วงที่มีการออกนอกระบบโดยสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ดังนั้นเนื้อหา ของพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยมหิดลแล้วก็จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจึงมีความแตกต่าง โดยสิ้นเชิงจากร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และดิฉันก็มีความมุ่งหวัง ที่จะให้มีเนื้อหาที่แตกต่างกันอย่างมีนัยส้าคัญนะคะ ดังนั้นในเนื้อหาที่บอกว่าพระราชบัญญัติ ที่ถูกร่างขึ้นมาเพื่อรองรับการออกนอกระบบนั้นควรที่จะมีเนื้อหาคล้ายคลึงกัน ไม่เป็นจริง เพราะว่าในขณะที่ดิฉันท้าหน้าที่เป็นที่ปรึกษาให้กับมหาวิทยาลัยมหิดลในการออกนอกระบบ ร่วมกับคณะท้างานหลาย ๆ ฝ่ายเห็นข้อจ้ากัดแล้วก็อุปสรรคหลายประการในการออกนอกระบบ ท้าไมมหาวิทยาลัยจ้าเป็นที่จะต้องออกนอกระบบนะคะ อันนี้เป็นเรื่องที่จะต้องมาเน้นย้ากัน เพื่อที่จะกราบเรียนต่อท่านประธานไปยังประชาชนชาวไทยทุกท่านว่าจริง ๆ แล้วไม่มีใคร บุคลากรทั้งหลายอยากจะออกนอกระบบ เพียงแต่ว่าหัวใจส้าคัญนั้นก็คือว่าเราไม่สามารถ ตอบโจทย์ได้ว่าเราจะพัฒนามหาวิทยาลัยให้อยู่ในระดับน้าของโลกได้อย่างไร รวมทั้ง จะไม่น้าวิชาการต่าง ๆ ให้มาสิ้นเปลืองกับภาษีของราษฎร ดังนั้นในการออกนอกระบบจึงมีความส้าคัญอย่างยิ่งเพื่อที่จะให้มหาวิทยาลัยนั้นสามารถ แสวงหารายได้ได้ด้วยตนเอง ไม่ต้องพึ่งภาษีของราษฎรในการซื้อดินสอ ปากกา ยางลบ โต๊ะเรียนของเด็ก แล้วก็เพื่อที่จะให้บุคลากรแล้วก็นักศึกษาเติบโตเป็นผู้ใหญ่ได้เสียที จึงมีแนวคิดของการออกนอกระบบขึ้นมา ซึ่งดิฉันเห็นด้วยอย่างยิ่งนะคะ แต่โครงสร้าง ในการออกนอกระบบนั้นเราท้าไปแล้ว แต่คณะที่ปรึกษากลับพบว่าแนวความคิด หรือโครงสร้างทางความคิดของบุคลากรที่ยังอยู่ในมหาวิทยาลัยในระบบมาเป็นเวลานาน โครงสร้างทางความคิดยังไม่เปลี่ยนไป มีความส้าคัญอย่างยิ่ง ๔ ประการค่ะท่านประธาน คือ
ประการที่ ๑ โครงสร้างจะต้องไม่เป็บแบบฟังก์ชันนัล (Functional) อันนี้ เป็นภาษาที่ใช้ในการท้าการผ่าตัดโครงสร้างเพื่อรองรับมหาวิทยาลัยออกนอกระบบ คือโครงสร้างจะต้องไม่เป็นแบบฟังก์ชันนัล ที่แปลเป็นภาษาไทยว่าโครงสร้างจะต้อง ไม่เป็นเผด็จการหรือเป็นโครงสร้างแนวดิ่ง เพื่อรองรับโครงสร้างที่เป็นเมทริคซ์ (Matrix) คือโครงสร้างที่เป็นเครือข่าย
ประการที่ ๒ บุคลากรต้องมีงานวิจัยที่น่าเชื่อถือ ในทีนี้หมายความว่างานวิจัย ของบุคลากรในมหาวิทยาลัยจะต้องถูกอ่าน ถูกน้าไปอ้างอิงซ้า ๆ อย่างมีนัยส้าคัญ แล้วก็ มีคนเชื่อถือ
ประการที่ ๓ ก็คือมีความรวดเร็วในการประสานงานกระบวนการการศึกษา มิฉะนั้นเราจะไม่มีพันธมิตรที่เป็นมหาวิทยาลัยต่างประเทศสามารถท้างานวิจัยได้ ในการสร้างจรวดขึ้นไปยังดวงจันทร์หรือดาวอังคารของมืออาชีพก็ไม่ได้แปลว่าบริษัทเดียว หรือว่าองค์กรเดียวจะเป็นคนสร้างจรวดนั้น ฉันใดฉันนั้นมหาวิทยาลัยท้างานวิจัยก็จะต้อง มีส่วนที่ย่อย ๆ เพื่อมาประกอบกันเป็นงานวิจัยใหญ่ที่เป็นที่รู้จักของชาวโลก ดังนั้นวิธี การท้างานเรียกว่าต้องมีดีเอ็นเอ (DNA) ที่เหมือนกัน ดังนั้นเราต้องพยายามผ่าตัดให้ โครงสร้างการท้างานของมหาวิทยาลัยไทยให้มีดีเอ็นเอคล้ายคลึงกับมืออาชีพระดับโลกให้ได้ ตรงนี้ก็คือการประสานงานอย่างรวดเร็วนั่นเอง
ประการที่ ๔ คือกระบวนการตรวจสอบได้ที่คล่องตัวมีเครือข่ายพันธมิตร ในการที่จะมาช่วยกันท้างานวิจัยอย่างเป็นเนตเวิร์ก (Network) คือเป็นเครือข่ายการท้างานวิจัย ไม่ใช่ว่ามหาวิทยาลัยอยู่โดดเดี่ยวแล้วอยู่อย่างนั้นนะคะ ก็ไม่มีเพื่อนที่จะมาท้างาน วิจัยร่วมกันได้ ดังนั้นปัญหาอยู่ตรงนี้ค่ะท่านประธานที่เคารพ คือมหาวิทยาลัยเราไม่ได้มี งานวิจัยที่ต่างประเทศสามารถน้าไปใช้อ้างอิงได้ คณะท้างานที่ได้เตรียมท้าโครงสร้าง ออกนอกระบบก็มาตรวจสอบว่าเกิดอะไรขึ้น ผลปรากฏว่าก็คือแนวคิดของคนที่อยู่ในองค์กร การผลิตบุคลากรทางวิชาการ รวมทั้งมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ยังมีแนวคิดที่เป็นแนวดิ่ง คือเป็นแนวคิดที่สั่งการ หัวโต๊ะจะมีเสียงดังกว่าคนที่นั่งปลายโต๊ะ ตรงนี้เป็นแนวคิดที่เรา ต้องเปลี่ยน เราจะต้องปล่อยให้คนที่อยู่ปลาย ๆ โต๊ะสามารถมีอ้านาจตัดสินใจได้ เพราะฉะนั้นมหาวิทยาลัยก็เช่นกันไม่ใช่ว่าปล่อยให้อธิการบดีมีอ้านาจตัดสินใจสั่งการได้ อย่างเดียวนะคะ ดิฉันไปไล่เรียงดูพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยมีแต่ระบุว่าให้อธิการบดี เป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุด แค่การใช้ค้าก็เป็นการใช้ค้าพูดที่เป็นระบบฟังก์ชันนัลคือเป็นแนวคิด เผด็จการหรือเป็นแนวดิ่งมาก ๆ แล้วดิฉันก็ไปดูว่าเกิดปัญหาอะไรขึ้น ก็เพราะว่า ร่างพระราชบัญญัติถูกร่างโดยสภานิติบัญญัติแห่งชาติ โดยใช้ถ้อยค้าที่ว่าให้ตรา พระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยค้าแนะน้าและยินยอมของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ส่วนร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้ตัดถ้อยค้าตรงนี้ออกไป ซึ่งดิฉันมี ความภูมิใจและยินดีนะคะที่ตัดถ้อยค้าตรงนี้ออกไปเสีย โดยค้าแนะน้าและยินยอมของ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ดิฉันเชื่อว่าไม่มีมหาวิทยาลัยไหนที่มีความภูมิใจในเรื่องนี้ ดิฉันขอกล่าวอีกนิดหนึ่งว่า
๑. งานวิจัยที่จะเป็นชั้นน้าของโลกได้นั้นจะต้องมีอาจารย์ที่สามารถแลกเปลี่ยน กับมหาวิทยาลัยที่เป็นพันธมิตรไปต่างประเทศได้
๒. จะต้องมีนักศึกษาที่สามารถแลกเปลี่ยนพูดคุยท้างานวิจัยร่วมกับมหาวิทยาลัย ต่างประเทศได้ นี่คือตัวชี้วัด
๓. มีงานวิจัยที่คนอื่นอ้างอิงเป็นจ้านวนมาก
๔. ภาษาที่ใช้จะต้องเป็นภาษาที่เข้าใจตรงกัน
ดังนั้น จึงไม่แปลกใจว่ามหาวิทยาลัยหลายมหาวิทยาลัยออกนอกระบบแล้ว ยังไม่ประสบความส้าเร็จจะต้องไปหารายได้จากการให้เช่าที่หรือไปหารายได้จากการออก พันธบัตรอย่างนี้เป็นต้น จริง ๆ ไม่ได้นะคะท่านประธาน ต้องให้เน้นไปที่การวิจัย ดังนั้น ดิฉัน อ่านในตัวร่างพระราชบัญญัติแล้วดิฉันอยากจะแปรญัตติตรงที่ว่าน่าจะมีข้อก้าหนดไปให้ชัด ๆ ว่า ควรที่จะท้าให้บุคลากรออกจากโครงสร้างแนวดิ่งหรือฟังก์ชันนัลให้ได้มากที่สุดเริ่มตั้งแต่มาตราที่ ก้าหนดการสรรหาอธิการบดี อธิการบดีจะต้องไม่เป็นผู้ที่เคารพในระบอบเผด็จการ ให้เป็น ผู้ที่เคารพในระบอบประชาธิปไตย ดังนั้นตรงนี้ดิฉันขอแปรญัตติไว้ว่าตัวบุคลากรต้องเป็นผู้ที่ เคารพในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข
ท่านอลงกรณ์ครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม อลงกรณ์ พลบุตร ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ตามที่คณะรัฐมนตรีได้เสนอ ร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ฉบับนี้ต่อสภานั้นถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลง ครั้งส้าคัญของมหาวิทยาลัยแห่งนี้ ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยแห่งที่ ๒ ของประเทศและเป็นตลาดวิชา เป็นมหาวิทยาลัยเปิดแห่งแรก บัดนี้ครบ ๘๐ ปี จากพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัย วิชาธรรมศาสตร์และการเมือง พุทธศักราช ๒๔๗๖ จนถึงปี ๒๕๕๖ ๘๐ ปี ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีการเปลี่ยนแปลงหลายครั้งตามภาวการณ์ของบ้านเมืองทั้งในด้านของประชาธิปไตย ทั้งในเรื่องของโลกาภิวัตน์ ทั้งในเรื่องของการปฏิรูปประเทศไทย ๑๐๘ มาตราดังกล่าวนั้น กระผมมีประเด็นว่าจะตอบค้าถาม ๓-๔ ข้อได้หรือไม่
ประการแรก ก็คือว่าการเป็นมหาวิทยาลัยออกนอกระบบของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ครั้งนี้จะสามารถสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศได้มากน้อยเพียงใด
ประการที่ ๒ ก็คือว่าการเปลี่ยนแปลงไปสู่มหาวิทยาลัยนอกระบบดังกล่าวนี้ ยังเป็นมหาวิทยาลัยของคนยากคนจน คนชนบท ของคนมีรายได้น้อย และจะขยายโอกาส ทางการศึกษาเพิ่มเติมจากที่มีศูนย์รังสิต มีศูนย์ล้าปาง ศูนย์พัทยา ไปสู่ศูนย์ภาคอีสาน ศูนย์ภาคใต้ได้หรือไม่ อย่างไร
ประการที่ ๓ ก็คือว่าการเปลี่ยนแปลงด้วยร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ๒๕๕๖ ฉบับนี้จะท้าให้มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เปลี่ยนแปลงเป็นมหาวิทยาลัยพาณิชย์ เป็นมหาวิทยาลัยธุรกิจหรือไม่ จะคงรักษาอัตลักษณ์ เอกลักษณ์ของความเป็น มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ๘๐ ปีที่ผ่านมาได้อย่างไร
ประการที่ ๔ คือการเปลี่ยนแปลงมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ครั้งนี้จะมีส่วนต่อ การเกิดขึ้นของประชาคมอาเซียนมากน้อยแค่ไหน
ใน ๔ ประเด็นดังกล่าวนั้นกระผมเรียนท่านประธานว่าในชั้นพิจารณาหลักการ และเหตุผลทราบดีว่าการเกิดเปลี่ยนแปลงจากมหาวิทยาลัยของรัฐไปสู่มหาวิทยาลัยที่ไม่ใช่ ส่วนราชการ แต่ยังอยู่ในก้ากับของรัฐหรือเรียกสั้น ๆ ว่ามหาวิทยาลัยนอกระบบนั้น มันเกิดขึ้นเพราะเหตุผลทางเศรษฐกิจเมื่อเกิดเหตุการณ์วิกฤตการณ์ต้มย้ากุ้ง แล้วเราต้องรับเงื่อนไขของธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชียหรือเอดีบี (ADB) ให้มีการเปลี่ยนแปลง การบริหารจัดการมหาวิทยาลัยของรัฐไปสู่มหาวิทยาลัยนอกระบบ นั่นหมายความว่า นอกจากมีความเป็นนิติบุคคลแล้วมีความเป็นอิสระ ความเป็นอิสระและความมีเสรีภาพ ทางวิชาการไปสู่ความมีอิสระทางเศรษฐกิจและธุรกิจด้วย เพราะฉะนั้นต้นสายปลายเหตุ ของความเป็นมา ถ้าเราเข้าใจถึงการเปลี่ยนแปลงระบบมหาวิทยาลัยของรัฐในประเทศไทย ก็จะเข้าใจว่ามันเป็นรูปแบบหนึ่งของการสร้างองค์กรธุรกิจภายใต้องค์กรความเป็น สถาบันอุดมศึกษา ความคล่องตัว และประสิทธิภาพ รวมทั้งความโปร่งใส จะเป็นหัวใจส้าคัญ ของความส้าเร็จหรือไม่ อย่างไร ผมเองเป็นศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ครับ จบมัธยมศึกษาจากจังหวัดเพชรบุรี โรงเรียนอรุณประดิษฐ สอบเอนทรานซ์ได้เข้าคณะนิติศาสตร์ แต่เผชิญกับเหตุการณ์ ๖ ตุลา ๒๕๑๙ หลังจากนั้นผมก็เปลี่ยนสายไปเรียนคณะรัฐศาสตร์ ด้วยความสนใจในเรื่องของการเมืองการปกครอง แล้วก็ไม่ได้ห่างไกลจากมหาวิทยาลัยนี้เลย ยังมีความใกล้ชิด เชิญมาไปสอนปริญญาเอกเมื่อเดือนที่แล้ว สอนปริญญาโทบ้าง ปริญญาตรี ถ่ายทอดประสบการณ์ แลกเปลี่ยนความรู้ แม้แต่ศูนย์อินเดียศึกษาของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แต่มันแตกต่างจากเมื่อปี ๒๔๗๖ ที่ตรากฎหมายก่อตั้งมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์ และการเมือง ไม่ใช่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์ และการเมือง ท้าไมจึงบอกว่าต้องเกิดขึ้น และท้าอย่างไรเราจะรักษาอัตลักษณ์ อุดมการณ์ได้ จริงหรือไม่ หรือว่าการรักษาอัตลักษณ์ อุดมการณ์ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์นั้นจะต้อง คู่ขนานไปกับการพัฒนาความเป็นมหาวิทยาลัยนอกระบบ ซึ่งมีความเป็นอิสระในทางการเงิน การคลัง ทางวิชาการ แต่ต้องรับผิดชอบตัวเอง เพราะในอดีตที่ผ่านมาเมื่อมีการเปลี่ยนแปลง การปกครอง ท่านประธานคงทราบว่าตอนนั้นมีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นมหาวิทยาลัย แห่งเดียวของประเทศ เมื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองจ้าเป็นที่จะต้องใช้องค์ความรู้ให้ประชาชน มีความรู้ แต่การจะมีความรู้ได้ต้องมีสถาบันอุดมศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จึงเกิดขึ้น เป็นมหาวิทยาลัยแห่งที่ ๒ และเป็นมหาวิทยาลัยเปิด ค่าเรียน ๒๐ บาทต่อปี ท่านผู้ประศาสน์การ ดอกเตอร์ปรีดี พนมยงค์ สมัยนั้นท่านเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยนะครับ ก็เห็นว่าจ้าเป็นที่จะต้องให้ราษฎรก็ดี หรือว่าก้านัน ผู้ใหญ่บ้าน คนที่มีอาชีพ อยากจะมีความรู้ ทางกฎหมายและการเมืองการปกครองก็สามารถเข้ามาเรียนได้โดยเปิดกว้าง เป็นตลาดวิชา เป็นมหาวิทยาลัยเปิด สิ่งที่ผมอยากจะเรียนท่านประธานเพื่อให้เห็นว่าไม่ว่าเราจะ เปลี่ยนแปลงใน ๘๐ ปีจากพระราชบัญญัติ ปี ๒๔๗๖ น้ามาสู่การจัดตั้งและเปิดมหาวิทยาลัย ในวันที่ ๒๗ มิถุนายน ๒๔๗๗ แล้ววันนี้ ๘๐ ปี มาสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่อีกครั้งหนึ่ง แต่เราจะต้องไม่ลืมรากเหง้า ไม่ลืมอัตลักษณ์ของเรา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์แตกต่างและมี ความยาวนานของประวัติศาสตร์ มีอุดมการณ์และปรัชญาที่แตกต่าง ท่านรัฐมนตรี เป็นตัวแทนคณะรัฐมนตรีอยู่ ณ ที่นี้ ท่านจะต้องรักษาการตามกฎหมายหลังจากที่กฎหมายนี้ มีผลใช้บังคับ ๓๐ วัน ในค้ากล่าวรายงานที่ผู้ประศาสน์การ คือดอกเตอร์ปรีดี พนมยงค์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยขณะนั้นได้รายงานต่อผู้ส้าเร็จราชการในวันเปิด มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นั่นคือปรัชญาเริ่มต้นของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วันนี้ผมไม่คิดว่า เราจะลืมปรัชญาดังกล่าว ค้ากล่าวรายงานบอกว่า “มหาวิทยาลัยย่อมอุปมาประดุจบ่อน้า บ้าบัดความกระหายของราษฎรผู้สมัครแสวงหาความรู้ อันเป็นสิทธิและโอกาสที่เขาควรมี ควรได้ ตามหลักเสรีภาพของการศึกษา” ร่างกฎหมาย ปี ๒๕๕๖ ไม่ได้แตกต่างไปในตัวลายลักษณ์อักษร เราพูดถึงสิทธิและโอกาส ทางการศึกษาของราษฎร นั่นคือประเด็นที่ ๒ ที่กระผมได้ฝากไปถึงท่านประธานถาม ท่านรัฐมนตรีว่ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จะกลายเป็นมหาวิทยาลัยพาณิชย์ มหาวิทยาลัย ธุรกิจหรือไม่ ด้วยแรงกดดันของค่าใช้จ่าย ด้วยแรงกดดันต้องการที่จะเป็นมหาวิทยาลัย ชั้นน้านานาชาติ ด้วยแรงกดดันที่ต้องการความเป็นเลิศทางวิชาการ สิ่งเหล่านี้มีค่าใช้จ่าย ทั้งสิ้น ค่าใช้จ่ายเหล่านั้นมาจากค่าหน่วยกิต ค่าเล่าเรียน ความห่วงใยทุกครั้งที่มีการเสนอ กฎหมายเข้าสู่สภาไม่ว่ายุคใดในการที่จะแปลงมหาวิทยาลัยของรัฐออกนอกระบบนั้น บรรดา นักศึกษา ผู้ปกครองล้วนแล้วแต่กังวลใจ และทางเลือกนั้นมีน้อยส้าหรับคนยากคนจน คนที่ อยากจะส่งเสริมการศึกษา และนั่นคือสิทธิและโอกาสดังที่ศาสตราจารย์ปรีดา พนมยงค์ ได้กล่าวรายงานต่อผู้ส้าเร็จราชการในวันเปิดมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ประเด็นนี้ ท่านรัฐมนตรีได้ให้สัมภาษณ์คลุมเครือครับ ให้สัมภาษณ์คลุมเครือแล้วก็ยังไม่ตอบโจทย์ ในข้อเสนอหลายประการ เช่น การให้มีองค์กรกลางในการมาดูแลเรื่องของค่าหน่วยกิต ค่าธรรมเนียมของมหาวิทยาลัยนอกระบบทั้งหมด ไม่ใช่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ หรือมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่ได้พิจารณาสัปดาห์ที่แล้วและก้าลังพิจารณาในขณะนี้ ความเป็นตลาดวิชาคือการเปิดกว้าง และแน่นอนที่สุดครับ ๘๐ ปีที่ผ่านมามันไม่ได้มี การเปลี่ยนแปลงดังที่สมาชิกหลายท่านพูดถึงการรัฐประหารวันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๔๙๐ ที่ตัดค้าว่า การเมือง ออกไป แต่ปี ๒๕๑๘ ปีที่ผมเข้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ปีแรกอาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ เห็นว่า ๕๐ ไร่ที่ท่าพระจันทร์มันเล็กเกินไป และยุคโลกาภิวัตน์ก้าลังคืบคลาน เข้ามาจ้าเป็นที่จะต้องเสริมสร้างองค์ความรู้ให้ประเทศชาติโดยให้มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รับใช้ จึงได้พื้นที่ ๒,๔๐๐ ไร่ที่เป็นศูนย์รังสิตในปัจจุบัน แต่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ผมเห็นก่อนที่จะเข้ามันไม่เหมือนตอนที่เราจบออกมา เพราะปี ๒๕๑๘ เน้นไปสู่ เรื่องวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี มันไม่มีอีกแล้วครับในการจ้ากัดไปสู่เรื่องของการเรียน นิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ การทูต วิชาการบัญชีและพาณิชย์ แต่ได้เป็นสหวิชา เอกลักษณ์ อัตลักษณ์ของความเป็นมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ยังเหมือนเดิม แต่รูปโฉมของ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในวิชาการต่าง ๆ คณะวิชาต่าง ๆ เปลี่ยนแปลงไป มีคณะแพทยศาสตร์ มีคณะวิศวกรรมศาสตร์ และมีคณะอื่น ๆ ปี ๒๕๓๑ เป็นการเปลี่ยนแปลงที่มีการตรากฎหมาย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์อีกครั้งหนึ่ง และล่าสุดก็คือกฎหมายฉบับนี้จะไปยกเลิกกฎหมาย ปี ๒๕๓๑ ความเป็นมหาวิทยาลัยพาณิชย์เป็นที่วิตกมาก เพราะท่านรัฐมนตรีคงทราบว่า เราล้มเหลวทางการปฏิรูปการศึกษา เราล้มเหลวในระบบการศึกษาอย่างร้ายแรง ใน ๑๐ ประเทศอาเซียนเราเป็นประเทศที่ลงทุนด้านการศึกษาด้วยการจัดงบประมาณ ให้มากที่สุดในอาเซียน เมื่อคิดเป็นสัดส่วนของงบประมาณ แต่คุณภาพการศึกษาของเราอยู่ บ๊วยสุดครับ อยู่หลังสุด บ๊วยสุด การเปลี่ยนแปลงนอกระบบอย่างนี้จะแก้ไขอย่างไร ให้เราสามารถที่จะช่วยให้ประเทศนั้นก้าวมาสู่ความเป็นประเทศที่น้าด้วยความรู้ปัญญา สุดท้ายก็คือกฎหมายฉบับนี้ในชั้นหลักการที่จะมีการเพิ่มประสิทธิภาพ เพิ่มความคล่องตัวในการบริหารจัดการ จะตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงในภูมิภาคนี้ อย่างไร เรามีเครือข่ายมหาวิทยาลัยอาเซียนท่านประธานคงทราบดี ท่านรัฐมนตรีคงทราบดี ภาษาอังกฤษใช้ค้าว่า อาเซียน ยูนิเวอร์ซิตี้ เนตเวิร์ก (ASEAN University Network) หรือเอยูเอ็น AUN เป็นไปตามอาเซียน ซัมมิท (ASEAN Summit) ครั้งที่ ๔ ในปี ๒๕๓๘ เริ่มต้นก็ ๖ ประเทศ กลุ่มซีแอลเอ็มวี (CLMV) เข้ามาทีหลัง วันนี้ครบ ๑๐ ประเทศ ๒๖ สถาบัน ๑๐ ประเทศ มีจากประเทศไทย ๔ มหาวิทยาลัย แต่ว่าท่านประธานครับ ไม่มีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์หรอกครับ ในขณะที่เราก้าลังก้าวสู่ประชาคมอาเซียน ในปี ๒๕๕๘ นี่ปี ๒๕๕๖ ปี ๒๕๕๖ ผมเชื่อว่าพรรคประชาธิปัตย์ พรรครัฐบาล พรรคอื่น ๆ ที่มี ส.ส. ในสภาจะยกมือเห็นชอบกับร่างกฎหมายนี้ แต่เมื่อยกมือเห็นชอบแล้วหลังจาก เป็นกฎหมายท่านรัฐมนตรีรักษาการ คณะผู้บริหารตั้งแต่อธิการบดีลงมาหรือประชาคมธรรมศาสตร์ และนักศึกษามีส่วนรับผิดชอบต่อการขับเคลื่อนให้ประเทศไทยนั้นก้าวไปสู่การเปลี่ยนแปลง ครั้งใหญ่ในภูมิภาค มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นเครือข่ายมหาวิทยาลัยเอเชียและยุโรป ภายใต้กรอบอาเซ็ม (ASEM) และเป็นเครือข่ายมหาวิทยาลัยในกลุ่มลุ่มน้าโขงที่เป็นเครือข่าย จีเอ็มเอส (GMS) แต่ไม่ได้อยู่ในเครือข่ายมหาวิทยาลัยอาเซียน ผมอยากจะน้าเสนอว่า มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จะต้องเข้าไปสู่จุดนั้นในฐานะที่เป็นมหาวิทยาลัยเปิดแห่งแรก ของประเทศ เก่าแก่ที่สุดอันดับ ๒ เป็นมหาวิทยาลัยแห่งที่ ๒ ของประเทศ
ท่านประธานครับ ผมฝากประเด็นส้าคัญในฐานะที่เป็นศิษย์เก่าแล้วก็ยัง ผูกพันมาโดยตลอด เพราะสัญลักษณ์ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่เป็นธรรมจักร ๑๒ แฉก เป็นหลักคุณธรรม สีของมหาวิทยาลัยคือสีเหลืองแดง เรามีวลีประโยคที่ว่าเหลืองของเราคือ ธรรมประจ้าจิต แดงของเราคือโลหิตอุทิศให้ มีความหมายว่าความส้านึกในความเป็นธรรม และความเสียสละเพื่อสังคม สมาชิกหลายคนพาดพิงมหาวิทยาลัยของผม มหาวิทยาลัยของเรา ด้วยความเข้าใจผิด มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ไม่เคยรับใช้เผด็จการหรือทรราช มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ต่อสู้เผด็จการและทรราชไม่ว่าพลเรือนหรือทหารมาโดยตลอด ต่อสู้แม้ว่าตัวมหาวิทยาลัยจะเป็นสมรภูมิเลือดในเหตุการณ์ ๑๔ ตุลา ปี ๒๕๑๖ หรือ ๖ ตุลา ปี ๒๕๑๙ ผมอยู่ในเหตุการณ์เหล่านั้นผมรู้ดีว่าอุดมการณ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่มีต่อ ความเป็นประชาธิปไตยและผู้บริหารของเรานั้นที่มาจากการคัดเลือก คัดสรร ไม่ใช่มาจาก การแต่งตั้งในยุคสมัยก่อนปี ๒๕๑๐ นั้นได้รับการคัดสรรและได้รับการยอมรับ อุดมการณ์ อาจจะแตกต่างจากพวกเราหรือพวกท่าน หรือกับพวกใดก็ตามซึ่งเป็นเสรีภาพในการที่จะเชื่อ และยึดมั่นในอุดมการณ์เหมือนที่ท่านทั้งหลาย ตัวผมมีความเชื่อในอุดมการณ์อาจจะ แตกต่าง แต่เราให้ความเคารพในความแตกต่าง เราไม่ควรไปต้าหนิเพราะบุคลากรระดับ อธิการบดีของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์นั้นมีคุณค่าต่อประเทศชาติ และอุทิศตน เพื่อประเทศชาติมาอย่างยาวนาน ท่านประธานครับ ผมฝากท่านรัฐมนตรีถ้ามีโอกาส ช่วยกรุณาตอบในประเด็นว่าการปรับเปลี่ยนมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ไปสู่มหาวิทยาลัย นอกระบบนั้น ด้วยกลไก โครงสร้าง และระบบใหม่ที่เกิดขึ้นนั้น จะตอบสนองต่อการเพิ่ม ขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยเฉพาะการใช้องค์ความรู้ในการสร้างประเทศ ได้อย่างไร
๒. ก็คือว่าจะไม่ให้เป็นมหาวิทยาลัยพาณิชย์ มหาวิทยาลัยธุรกิจที่เปิดกัน เกร่อเหลือเกินในภาควิชาต่าง ๆ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นภาควิชาที่ไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์ โดยตรง ในขณะที่เราต้องการองค์ความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ด้านอาชีวะ เทคนิคที่จ้าเป็น
๓. ก็คือว่าจะดูแลในเรื่องความกังวลของนักศึกษา ผู้ปกครอง รุ่นนี้ รุ่นหน้า ในเรื่องค่าหน่วยกิต ค่าเล่าเรียน แล้วจะมีทางออกทางแก้รับมืออย่างไร มีองค์กรที่จะบริหาร เป็นการเฉพาะหรือไม่
และสุดท้าย คือการรักษาอุดมการณ์ปรัชญาของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ก่อตั้งมาเป็นเวลาถึง ๘๐ ปีในวันนี้ กระผมยินดีที่จะสนับสนุนเห็นด้วยในหลักการส้าหรับ ร่างกฎหมายดังกล่าวครับ
ท่านเกียรติศักดิ์ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม นายเกียรติศักดิ์ ส่องแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขตเลือกตั้งที่ ๕ อ้าเภอล้าลูกกา จังหวัดปทุมธานี พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานสภาที่เคารพครับ ถึงแม้ว่ากระผมมิใช่ ศิษย์เก่าของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ก็ตาม แต่ในประสบการณ์ของผมนั้นมีส่วนได้ส่วนเสีย โดยตรงกับ ๒ มหาวิทยาลัยของไทย กล่าวคือ ๑. เป็นลูกศิษย์ของมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ๒. เป็นอาจารย์ผู้สอนและเป็นกรรมการสภามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ท่านประธานสภาที่เคารพครับ พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยทุกมหาวิทยาลัยนั้นมีหลักการ ส้าคัญก็คือ เรื่องของวัตถุประสงค์ หรือหน้าที่ของมหาวิทยาลัยที่ใกล้เคียงกันอยู่ ๔ ด้าน ด้วยกัน
๑. มหาวิทยาลัยนั้นมีหน้าที่ในการสอน เพราะว่าทุกมหาวิทยาลัยนั้นจะต้องมี นักศึกษา
๒. มหาวิทยาลัยจะต้องวิจัย สร้างองค์ความรู้ สร้างนวัตกรรมและเทคโนโลยี ใหม่ ๆ ให้กับประเทศชาติ
๓. มหาวิทยาลัยนั้นจะต้องให้บริการทางวิชาการ วิชาชีพแก่สังคม
๔. มหาวิทยาลัยจะต้องท้านุบ้ารุงสนับสนุนศาสนา ภูมิปัญญา และวัฒนธรรม ของชาติ
ท่านประธานสภาที่เคารพครับ กระผมขออภิปรายสนับสนุนเห็นด้วยในการเป็น มหาวิทยาลัยในก้ากับของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ด้วยเหตุผล ๓ ประการ ดังนี้
ประการที่ ๑ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์นั้นเป็นมหาวิทยาลัยที่มีความพร้อม เป็นมหาวิทยาลัยชั้นน้าของประเทศ เป็นมหาวิทยาลัยที่ติดอันดับของเอเชียและของโลกด้วย เป็นมหาวิทยาลัยเก่าแก่ที่มีประวัติศาสตร์ มีวัฒนธรรมทางวิชาการ เป็นหลักของประเทศชาติมาช้านาน
ประการที่ ๒ ผมเห็นด้วยกับร่าง พ.ร.บ. มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก็คือ เป็นมหาวิทยาลัยที่จะเป็นโมเดล (Model) หรือว่าเป็นรูปแบบอย่างแท้จริงของมหาวิทยาลัย ที่ก้าลังจะทยอยขอเป็นมหาวิทยาลัยในก้ากับกันเป็นจ้านวนมากในขณะนี้ ทั้ง ๆ ที่ มหาวิทยาลัยเหล่านั้นยังไม่มีความพร้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่งความพร้อมทางวิชาการ แต่ต้องการที่จะเป็นมหาวิทยาลัยนอกระบบก็เพื่อที่จะหารายได้ทุกรูปแบบ อย่างเช่น เปิดคณะต่าง ๆ เปิดวิทยาเขต ท้าเอ็มโอยู (MOU) กับโรงเรียนรับจ้านวนนักศึกษาเข้ามา เยอะ ๆ เปิดสาขาวิชาต่าง ๆ เพื่อหารายได้เข้ามหาวิทยาลัยให้ได้จ้านวนมาก แล้วก็ใช้เงิน ที่ได้มานั้นอย่างสุรุ่ยสุร่าย ไม่เกิดประโยชน์ต่อวงวิชาการของชาติ เพียงแค่ให้มหาวิทยาลัย เป็นที่ท้ามาหากินของผู้บริหารมหาวิทยาลัยเท่านั้น
ประการที่ ๓ ที่ผมเห็นด้วย จะได้มีโอกาสทบทวนกฎหมายอันที่จะเป็นประโยชน์ ต่อการส่งเสริมความเป็นเลิศทางวิชาการ สร้างองค์ความรู้ นวัตกรรม เทคโนโลยีใหม่ และปรัชญาให้กับประเทศชาติ
ท่านประธานสภาที่เคารพครับ หัวใจส้าคัญที่เป็นสาระหรือเป็นหัวใจส้าคัญ ของพระราชบัญญัติของมหาวิทยาลัยทุกมหาวิทยาลัยนั้นก็คือ มาตราว่าด้วยสภามหาวิทยาลัย มาตรานี้จะมีรายละเอียดของการก้าหนดองค์ประกอบของสภา ซึ่งก็ประกอบไปด้วย ๑. นายกสภามหาวิทยาลัย ๒. กรรมการสภาโดยต้าแหน่ง ๓. กรรมการสภาจากตัวแทน ของคณาจารย์ และ ๔. กรรมการสภาจากผู้ทรงคุณวุฒิ มาตราที่ว่าด้วยการให้มีอธิการบดีเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดซึ่งมีอ้านาจมาก ก้าหนดความเป็น ความตายของอาจารย์ ข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้าง นักศึกษา และผู้ปกครองทั้งมวล หากอธิการบดีไม่มีจรรยาบรรณเขาเหล่านี้ก็จะมีความทุกข์ร้อน มาตราที่ว่าด้วยวาระ การด้ารงต้าแหน่งของสภามหาวิทยาลัยและอธิการบดี ท่านประธานที่เคารพครับ สภาแห่งนี้ จะได้มีเวลาทบทวนร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยในก้ากับของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แล้วจะได้ พ.ร.บ. มหาวิทยาลัยในก้ากับที่ดี และจะได้เป็นแม่แบบที่มีคุณภาพของ ร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยในก้ากับของมหาวิทยาลัยอื่น ๆ ที่จะเสนอเข้าสภาแห่งนี้ เรื่อย ๆ อีกหลายมหาวิทยาลัยตามมา
สุดท้ายครับ ผมขอให้ข้อสังเกตว่าขอให้การน้าเสนอร่างพระราชบัญญัติ มหาวิทยาลัยในก้ากับเพื่อให้มหาวิทยาลัยได้กฎหมายออกไปแล้วได้ท้าหน้าที่ของมหาวิทยาลัย ๔ ประการ คือ ๑. สอนลูกศิษย์แล้วให้ลูกศิษย์เก่งขึ้น ๒. ได้ท้าวิจัย ได้สร้างองค์ความรู้ ได้สร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ ให้กับสังคมไทย ๓. ได้รับใช้บริการทางวิชาการแก่ประชาชนให้ได้ อย่างแท้จริง และ ๔. ได้ท้านุบ้ารุงศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรมของชาติอย่างแท้จริง อย่าเพียงว่า อธิการบดีที่มีวาระด้ารงต้าแหน่งครบ ๒ วาระติดต่อกันแล้วมาเสนอร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัย ในก้ากับแล้วนับวาระการด้ารงต้าแหน่งของตัวเองใหม่ได้อีก ๒ วาระติดต่อกันเพื่อให้ ตัวผู้เสนอกฎหมายนั้นได้เป็นอธิการบดีต่ออีก ๖-๘ ปีแล้วแต่วาระ เนื่องจากว่ามหาวิทยาลัยเดิม กับมหาวิทยาลัยในก้ากับใหม่ไม่ใช่มหาวิทยาลัยเดียวกันจึงสามารถเป็นอธิการบดีติดต่อกันได้อีก ๒ สมัย ผมขอสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในก้ากับฉบับนี้ เพราะเป็นร่างพระราชบัญญัติที่สมบูรณ์ จะเป็นแบบอย่างของร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัย ในก้ากับอื่น ๆ ต่อไป และที่ส้าคัญอธิการบดีคนเดิมนั้นได้อยู่ครบ ๒ วาระไปแล้ว การเสนอ กฎหมายฉบับนี้คงมิใช่เพื่อตัวอธิการบดีเอง ขอกราบขอบพระคุณครับ
ท่านวิรัตน์ครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม วิรัตน์ กัลยาศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ผมเป็นศิษย์เก่า มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยรามค้าแหง เป็นศิษย์เก่านิด้า (NIDA) ต้องขออนุญาตชื่นชมร่างพระราชบัญญัติออกนอกระบบของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เหตุที่ กราบเรียนท่านประธานว่าขออนุญาตชื่นชมเพราะว่าในภาวะที่ประเทศมีความแตกแยก เป็นฝักฝ่ายหลายคนเห็นไปคนละทิศคนละทาง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์กล้ายืนยันนะครับว่า จะพัฒนาวิชาธรรมศาสตร์การเมืองและการปกครอง ตรงนี้เป็นความเข้มข้น เป็นความเข้มแข็ง ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่กล้ายืนหยัดว่าจะพัฒนาวิชาธรรมศาสตร์การเมืองและการปกครอง ถ้าผมแปลง่าย ๆ ก็คือว่าจะยืนหยัดเพื่อชาติ ศาสนา และสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นการพัฒนา จิตใจ พัฒนาการเมือง พัฒนาความโปร่งใส ต่อไปจากนั้นครับ ในมาตรา ๗ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ยังกล้ายืนยันว่าด้ารงชีวิตอย่างมีคุณค่า มีคุณธรรม มีจิตใจเสียสละ ใฝ่รู้ ตรงนี้เองคืออะไรครับ มีการเคารพการคด การโกง ใครโกงได้โกงเอา ใครโกงได้ยิ่งใหญ่ก็เคารพนับถือ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จึงยืนหยัดว่าลูกศิษย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จะต้องไม่โกง จะต้องไม่โลภ จะต้องไม่กินชาติ กินประเทศ ตรงนี้จึงถือว่ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มีคุณูปการในการชี้น้าประเทศอย่างมีนัยส้าคัญ ผมขออนุญาต ที่ผมมั่นใจ ที่ผมสบายใจ และดีใจว่าผมเป็นศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพราะว่าผมได้เรียนกับท่านอาจารย์หยุด แสงอุทัย ได้มีโอกาสติดตามงานของท่านอาจารย์จิตติ ติงศภัทิย์ มีโอกาสได้สัมผัสกับท่านอาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ได้ศึกษาแนวทางของท่าน ผู้ประศาสน์การท่านปรีดี พนมยงค์ และผมได้ติดตามการท้างานทางการเมืองของรุ่นพี่คือ ฯพณฯ ชวน หลีกภัย ตรงนี้เองครับมหาวิทยาลัยหลายแห่งพูด แต่ท้าได้หรือเปล่า แต่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เราท้ามากกว่าพูด ท้ามากกว่าเขียนด้วยซ้านะครับ เมื่อช่วง ประมาณบ่ายโมงครึ่งถึงประมาณห้าโมงครึ่งผมนั่งประชุมเตรียมยกร่างกฎหมายต่อต้าน การทรมาน คนที่มาช่วยส้าคัญก็เป็นรองคณบดีของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีแนวคิด กว้างไกลเพื่อพัฒนาประเทศ มีแนวคิดกว้างไกลที่จะยกระดับสิทธิเสรีภาพของประชาชน นี่คือสิ่งที่อยากจะกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพว่าผมในฐานะเป็นศิษย์เก่าด้วย ในฐานะเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรด้วย บอกว่าขอชื่นชมกับแนวคิดซึ่งกล้ายืนหยัดไว้ใน มาตราของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ว่าจะพัฒนาวิชาชีพธรรมศาสตร์การเมืองและการปกครอง มีน้อยมหาวิทยาลัยครับเห็นเพื่อนออกออกด้วย ก็หวังว่าอาจารย์จะร่้ารวย อาจารย์จะมีรถเบนซ์ อาจารย์จะมีบ้าน เปิดใหญ่เปิดโต บางมหาวิทยาลัย ท่านประธานครับ ท่านรัฐมนตรีครับ เปิดสอนคณะนิติศาสตร์ อาจารย์สอนกฎหมายอาญายังไม่มีครับ เอากฎจราจรมาแทน กฎหมายอาญา ท่านไปดูสิครับมหาวิทยาลัยทั้งหลายที่จะตัดค้าว่า ราชภัฏ ออก มีหลายแห่ง ทุจริตกันอย่างมโหฬาร ทุจริตทางวิชาการคือความรู้ไม่พอแต่ไปเปิดเข้า ซึ่งต่างกับ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์โดยสิ้นเชิง สิ่งที่ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานต่อไป อย่างสั้น ๆ ก็คือว่ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์กล้ายืนหยัดถึงความมีคุณธรรม กล้ายืนหยัดถึง การน้าความรู้สู่สังคม กล้ายืนหยัดถึงความรับผิดชอบต่อสังคมและประเทศชาติ ศิษย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จึงไม่ก้มหัวให้กับคนโกง ศิษย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จึงขัดขวางการโกง ศิษย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จึงขัดขวางคนเลวทุกระบบ นี่คือสิ่งที่ ผมขออนุญาตชื่นชมคณะผู้บริหารมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในปัจจุบันนี้ และสิ่งที่ ร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์แตกต่างจากพระราชบัญญัติของมหาวิทยาลัย ออกนอกระบบอื่นก็คือในมาตรา ๒๕ ให้มีสภาธรรมศาสตร์สัมพันธ์ ตรงนี้ครับ คือความเข้มแข็ง ของศิษย์เก่า ความเข้มแข็งของสมาคมวิชาชีพ ความเข้มแข็งของผู้ทรงคุณวุฒิจาก บุคคลภายนอก ๓ ฝ่ายท้าให้สภาธรรมศาสตร์สัมพันธ์ เจริญ เข้มแข็ง และวัฒนาถาวรนะครับ ตรงนี้ที่อยากจะยืนหยัดว่าเห็นด้วยและสนับสนุน ก็คือว่าสภาธรรมศาสตร์สัมพันธ์มองถึง ความเจริญก้าวหน้าของมหาวิทยาลัย มองถึงความเจริญก้าวหน้าของสังคมและประเทศชาติ โดยรวม ก็อยากจะฝากท่านรัฐมนตรีว่าหลายมหาวิทยาลัยที่อยากจะออกนอกระบบท่านต้อง ดูให้ได้ครับว่ามีนัยที่จับต้องได้ว่ามีของจริงไม่ใช่สักแต่ว่าเขียนแต่ว่าไม่มีเนื้อใน ไม่มีบุคลากร ซึ่งแตกต่างจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์โดยสิ้นเชิง เพราะฉะนั้นในฐานะศิษย์เก่า ในฐานะที่ ได้มีโอกาสเรียนอยู่ที่นั่นหลายปี ก็ขออนุญาตสนับสนุนให้มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ออกนอกระบบ สนับสนุนให้มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นหลักของบ้านเมือง สนับสนุนให้ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ต่อต้านการโกงการกินประเทศทุกรูปแบบ ขอบพระคุณ ท่านประธานครับ
ท่านนายแพทย์สามารถครับ
เรียนท่านประธานครับ ผม พันต้ารวจเอก นายแพทย์สามารถ ม่วงศิริ ครับ ส้าหรับร่างพระราชบัญญัติ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พ.ศ. .... กระผมเห็นด้วยกับการที่มหาวิทยาลัยออกนอกระบบ อยู่ในหน่วยงานก้ากับของรัฐไม่ใช่หน่วยงานของรัฐ ข้าพเจ้าขอแสดงความเห็นขออภิปราย เล็กน้อย เนื่องจากมีผู้อภิปรายเกี่ยวกับชื่อของมหาวิทยาลัย ก็คือมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เกิดจากคณะนิติศาสตร์ก็จริง ปัจจุบันมีมากกว่า ๒๔๐ หลักสูตร แล้วปัจจุบันมีคณะแพทยศาสตร์ติด ๑ ใน ๑๐ ของประเทศ แม้แต่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ก็ยังไม่มีคณะแพทยศาสตร์ครับ นี่ประการที่ ๑ แล้วผมก็ต้องขอขอบคุณมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ได้สร้างโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติซึ่งจะเป็นได้ว่าในหลายสิบปีที่ผ่านมา ไม่มีโรงพยาบาลของรัฐซึ่งมีค่ารักษาพยาบาลราคาถูกซึ่งอยู่ฝั่งตะวันออกของกรุงเทพฯ ซึ่งรักษาประชาชนที่อยู่รอบข้างทางฝั่งตะวันออกของกรุงเทพฯ ไกลไปถึงจังหวัดสระบุรี ต้องขอขอบคุณมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ที่ให้การรักษาประชาชนบริเวณข้างเคียง บริเวณรอบข้าง ซึ่งจะเห็นได้ว่าการออกนอกระบบ จะท้าให้มีความยืดหยุ่นและมีความคล่องตัว จะเห็นได้ว่าแพทย์ที่ปฏิบัติงานอยู่ใน โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติไม่ได้ท้าหน้าที่รักษาคนไข้อย่างเดียว ยังต้องมีหน้าที่ สั่งสอน มีหน้าที่ให้การศึกษาก็คือสั่งสอนแพทย์ทั้งทางด้านวิชาการและคุณธรรม ซึ่งปัจจุบัน จะเห็นได้ว่ามหาวิทยาลัยของรัฐหลายมหาวิทยาลัยนอกจากออกนอกระบบแล้วผมยังมี ความเป็นห่วงหลายมหาวิทยาลัยพยายามจะลดสิทธิการรักษาพยาบาล ท่านจะเห็นได้ว่า เท่าที่ทราบอยู่ในปัจจุบันมีอยู่ ๓ สิทธิ ไม่ว่าจะเป็นสิทธิของกรมบัญชีกลาง สิทธิของ ประกันสังคม สิทธิของ สปสช. จะเห็นได้ว่าหน่วยงานที่ออกนอกระบบจะพยายามลดจ้านวน คนไข้ของสิทธิ ๓๐ บาท และสิทธิประกันสังคม ซึ่งผมก็ต้องฝากท่านรัฐมนตรีไปซึ่งเป็น หน่วยงานที่อยู่ในก้ากับ จะท้าอย่างไรให้เกิดความสมดุล ๑. ก็คือค่ารักษาพยาบาล เห็นไหมครับ ที่ผ่านมาบอกว่ามีการขึ้นรักษาค่าพยาบาล ผมก็มีความกังวลเหมือนกันว่าการที่ออกนอกระบบ จะมีปัญหาเรื่องค่ารักษาพยาบาลหรือไม่ จะท้าอย่างไรที่จะท้าให้มีความยืดหยุ่น มีค่าตอบแทน บุคลากร ท้าให้บุคลากรอยู่ในระบบได้ เพราะท่านจะเห็นว่ามีการชุมนุมในปัจจุบัน แล้วท้าอย่างไร ที่จะให้มีความสมดุลในการที่จะรักษาความเป็นเลิศทางวิชาการ ซึ่งระดับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผมยังไม่เห็นเลย ควรจะมีงบดุลมากกว่า ๑,๐๐๐ ล้านบาทส้าหรับงานสนับสนุนทางด้าน วิชาการคืองานวิจัยที่มีหลายท่านกล่าวอย่างนี้ ผมเคยไปดูงานโรงพยาบาลเล็ก ๆ ไม่ติดระดับ มหาวิทยาลัย งบสนับสนุนวิจัย ๔,๐๐๐ ล้านบาท ผมว่าระดับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ๑,๐๐๐ ล้านบาทยังน้อยไปด้วยซ้า แต่ในงบดุลมี ๓,๐๐๐ ล้านบาท งบดุลงานวิจัยหายไปไหน เพราะฉะนั้นจะท้าอย่างไรให้มีความสมดุลกันที่ผมกล่าวมา อย่างโรงพยาบาลธรรมศาสตร์ เฉลิมพระเกียรติต้องขอขอบคุณที่มีส่วนช่วยเหลือสังคม ท้าอย่างไรที่จะท้าให้ค่ารักษาพยาบาล มีความสมดุล ท้าอย่างไรที่จะท้าให้รักษาความเป็นเลิศทางวิชาการอยู่ได้โดยที่ค่ารักษาพยาบาล ไม่เพิ่มขึ้น ท้าอย่างไรที่จะรักษาบุคลากรให้อยู่ในโรงพยาบาลได้โดยที่ค่ารักษาพยาบาล ไม่เพิ่มขึ้น จะต้องมีงบอุดหนุนเพิ่มขึ้นหรือไม่ ทั้งนี้ทั้งนั้นที่ผมอภิปรายมาผมก็ขอสนับสนุน การออกนอกระบบของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ครับ ขอบคุณท่านประธานครับ
ไม่มีท่านใดอภิปรายแล้วใช่ไหมครับ
(ไม่มีสมาชิกขออภิปราย)
ขอปิดการอภิปราย เชิญท่านรัฐมนตรีตอบครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม พงศ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ต้องขอกราบขอบพระคุณท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับท่านประธาน ที่ได้กรุณาให้ความสนใจ แล้วก็ให้ความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พ.ศ. .... ท่านประธานครับ กระผมขออนุญาตที่จะตอบประเด็นบางประเด็นที่ท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติได้ยกขึ้นมา ซึ่งมีหลายท่านที่ได้หยิบยกในประเด็นเดียวกันแต่ด้วยมุมมอง หรือค้าอธิบายเหตุผลที่แตกต่างกัน
เรื่องแรก ท่านประธานครับ เป็นเรื่องเกี่ยวกับการบริหารมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งองค์กรส้าคัญที่มีบทบาทในการที่จะท้าให้มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์สามารถจะบริหารงาน ตามที่ท่านสมาชิกทั้งหลายต้องการคือเป็นมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่ให้ความรู้ ให้การศึกษา แก่ประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ยากไร้ แล้วก็ไม่ใช่เป็นองค์กรที่จะไปคิดมุ่งในทางแสวงหาก้าไร ตรงนี้อยู่ที่ สภามหาวิทยาลัย ซึ่งองค์ประกอบของสภามหาวิทยาลัยนั้นมีความส้าคัญ ท่านประธานครับ ต้องยอมรับว่าในบรรดามหาวิทยาลัยของรัฐทั้งหลายถามว่าองค์ประกอบใครเป็นเจ้าของ จะเห็นได้ว่าโครงสร้างของมหาวิทยาลัยในปัจจุบันเกือบทั้งหมดนะครับ ถ้าถามว่าใครเป็น เจ้าของตัวแทนของเจ้าของเราอาจจะไม่เห็นชัดเจนนัก ซึ่งส่วนต่าง ๆ เหล่านี้ก็เป็นส่วนหนึ่ง ที่ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้หยิบยกขึ้นมา อย่างที่ ๒ ครับ ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องได้รับผลดี ผลเสียมากที่สุด กลุ่มใหญ่ที่สุดก็คือนักศึกษา ซึ่งบรรดามหาวิทยาลัยในเมืองไทยทั้งหมด ก็ไม่มีตัวแทนของนักศึกษาอยู่ในสภามหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นเรื่องจริงครับ ถามว่าในประเทศ ที่เขาพัฒนาอย่างในประเทศสหรัฐอเมริกา อย่างในประเทศอังกฤษ มหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียง หลายมหาวิทยาลัยมีตัวแทนนักศึกษาอยู่ในสภามหาวิทยาลัย เพราะฉะนั้นกระผมเห็นด้วย ที่ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติหลายท่านได้หยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมา แล้วเขาก็มีตัวแทนนักศึกษานั้น ทั้งเป็นกรรมการที่มีสิทธิลงคะแนนเสียง ทั้งเป็นกรรมการที่ไม่มีสิทธิลงคะแนนเสียง ซึ่งกระผม เชื่อครับว่าแนวความคิดเหล่านี้ในชั้นกรรมาธิการก็คงได้รับความคิดเห็นของท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติไปพิจารณาต่อไป แน่นอนท่านประธานครับ เรื่องการตรวจสอบก็เช่นเดียวกัน สภามหาวิทยาลัยก็จะมีบทบาทที่ส้าคัญในการตรวจสอบการบริหารของฝ่ายบริหาร ไม่ว่าจะเป็น อธิการบดี รองอธิการบดี คณบดี และท่านคณาจารย์ทั้งหลาย เหนือไปกว่านั้นก็คือเป็นหน้าที่ที่ รัฐมนตรีต้องไปก้ากับดูแล แต่ถ้าโครงสร้างของสภามหาวิทยาลัยประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิ ที่ท้างานกันอย่างเข้มแข็ง ยึดถือประโยชน์ของมหาวิทยาลัยเป็นหลัก ยึดถือประโยชน์ของ ส่วนรวมเป็นหลัก ก็คงจะไม่มีประเด็นอะไรที่ในส่วนของทางฝ่ายการเมือง ทางรัฐมนตรี จะต้องเข้าไปเกี่ยวข้องมากมาย
เรื่องที่ ๒ ท่านประธานครับ ได้มีการอภิปรายเกี่ยวกับเรื่องปณิธานจุดเด่น ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งท่านสมาชิกหลายท่านก็ได้หยิบยกขึ้นมาแล้วว่าในส่วนของ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เอง มาตรา ๗ ก็ได้เน้นในเรื่องของการพัฒนาวิชาธรรมศาสตร์ การเมืองและการปกครอง ซึ่งท่านสมาชิกทุกท่านก็เห็นพ้องต้องกันว่าเป็นจุดเด่นของ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เรื่องของการส่งเสริมประชาธิปไตย เรื่องของอะไรต่าง ๆ ท่านประธานครับ ท่านสมาชิกหลายท่านอาจจะไม่สบายใจที่เห็นบทบาทของผู้บริหาร มหาวิทยาลัยหรืออะไรก็ตามแต่ในการที่มีบทบาทซึ่งแตกต่างไปจากบทบาทที่ท่านคาดหวัง แตกต่างไปจากบทบาทในอดีตที่เราเคยเห็นท่านผู้บริหารมหาวิทยาลัย ตรงนั้นก็เป็นมุมมอง ต่าง ๆ ของท่านสมาชิก แต่ว่าอย่างหนึ่งที่ผมยืนยันได้ครับ ไม่ว่าผู้บริหารจะเป็นอย่างไร ก็เทียบเคียงกันได้กับบรรดาผู้ส้าเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีทั้งผู้ที่ยึดมั่น ในแนวทางประชาธิปไตย ถามว่ามีคนที่จบจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ไปรับใช้แนวทาง นอกประชาธิปไตยหรือไม่ ก็ต้องบอกว่ามีครับ ก็มีเป็นเรื่องปกติ แต่ว่าจิตวิญญาณที่แท้จริง ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ซึ่งไม่ได้ติดอยู่กับผู้บริหารคนใดคนหนึ่ง ไม่ได้ติดอยู่กับศิษย์เก่า คนใดคนหนึ่งนั้น จิตวิญญาณของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ก็เป็นจิตวิญญาณตั้งแต่ก่อตั้งขึ้นมา ที่ว่ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์นั้นรับใช้ประชาชน
เรื่องที่ ๓ ท่านประธานครับ มีท่านสมาชิกเป็นห่วงบรรดาข้าราชการที่เป็นอยู่ ในปัจจุบัน บรรดาบุคลากรจะได้รับผลกระทบหรือไม่ รายได้จะลดลงหรือไม่ ซึ่งส่วนต่าง ๆ เหล่านี้ ในตัวร่างพระราชบัญญัตินี้ในกรณีของบรรดาข้าราชการทั้งหลายถ้าเขายังต้องการจะอยู่ใน สถานะเดิมก็จะเห็นได้ครับว่าในบทเฉพาะกาลข้าราชการเหล่านั้นยังอยู่ในสถานะเหมือนเดิม ได้ครับ จะอยู่ในมาตรา ๙๘ ที่ว่า การโอนบรรดาข้าราชการ ลูกจ้างทั้งหลาย บุคคลดังกล่าว ถ้าดูในวรรคสอง ยังรับเงินเดือน ค่าจ้าง และเงินอื่น ๆ ผ่านมหาวิทยาลัยโดยเบิกจ่ายจาก งบประมาณแผ่นดิน งบบุคลากรที่จ่ายในลักษณะเงินเดือน เพราะฉะนั้นตรงนั้นคนที่ประสงค์ จะอยู่ในระบบเดิมก็ไม่ถูกกระทบแต่อย่างใด ในขณะเดียวกันถ้าเขาประสงค์จะเปลี่ยนสภาพ เขาก็สามารถจะเปลี่ยนสภาพมาเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยได้ ซึ่งเขาก็คงมีดุลยพินิจที่จะดูว่า เขาจะได้รับประโยชน์ค่าตอบแทนอย่างไร ในมาตรา ๑๐๐ ก็ประกันว่าคนที่เข้ามาเป็น พนักงานมหาวิทยาลัย หรือลูกจ้างโดยการโอนมา จะเปลี่ยนจากสถานะเดิม เขาจะได้รับเงินเดือน ค่าจ้าง สวัสดิการ และประโยชน์ตอบแทน อย่างอื่นไม่น้อยกว่าที่เคยได้รับอยู่ก่อนเข้ามาเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยหรือลูกจ้างของ มหาวิทยาลัย เรื่องของการบริหารทรัพย์สินของมหาวิทยาลัยซึ่งท่านสมาชิกหลายท่าน เป็นห่วง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ก็อาจจะมีปัญหาน้อยเพราะว่าไม่ได้มีทรัพย์สิน มีที่ดิน อะไรมากมาย แล้วเท่าที่ทราบก็ไม่มีกรณีที่ให้หน่วยงานอื่นที่มาเช่าทรัพย์สิน ตรงนี้ก็จะมีอยู่ นิด ๆ หน่อย ๆ ซึ่งก็คงจะไม่ได้มีปัญหาอะไร และกระผมก็ต้องยอมรับครับว่าปัญหาเช่น สมาชิกได้หยิบยกขึ้นมาเกี่ยวกับการที่มหาวิทยาลัยบางมหาวิทยาลัยมีกรณีที่ต้องไปขับไล่ ไปด้าเนินคดีกันนั้น ถามว่ากรณีที่เกิดขึ้นเป็นผลมาจากการที่มหาวิทยาลัยออกนอกระบบ จากมหาวิทยาลัยที่เป็นหน่วยงานของรัฐมาเป็นมหาวิทยาลัยในก้ากับหรือไม่ ก็ต้องบอกว่า ไม่ใช่ครับ เรื่องของการขับไล่หน่วยงานอื่นซึ่งไม่ใช่ที่มหาวิทยาลัยเกิดมาก่อนที่มหาวิทยาลัย หลายแห่งจะออกนอกระบบครับ เนื่องจากมหาวิทยาลัยถือว่าที่ตรงนั้นเป็นที่ของตัวเอง เมื่อตัวเองต้องการจะใช้ก็มีการที่จะต้องให้หน่วยงานอื่นออกไป ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ใช่เกิด เพราะการที่มหาวิทยาลัยออกนอกระบบ แต่มันเป็นเรื่องที่มหาวิทยาลัยเขาใช้สิทธิต่าง ๆ ซึ่งแตกต่างกันไป ซึ่งกระผมก็เข้าใจครับว่าถ้าบอกว่ามหาวิทยาลัยบางแห่งมีกรณีที่ไปบอกให้ โรงพยาบาลออกไปนอกมหาวิทยาลัยมันก็กระทบกระเทือนความรู้สึกอยู่เหมือนกัน แล้วก็ เป็นดุลยพินิจของผู้บริหารมหาวิทยาลัย ดุลยพินิจของสภามหาวิทยาลัยว่าสมควรจะท้า อย่างนั้นหรือไม่ กระผมต้องขอกราบขอบพระคุณท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติอีกครั้งครับ ท่านประธาน
เราไปลงมติ อาทิตย์หน้าก็แล้วกันครับ วันนี้พอสมควร ปิดการประชุมครับ