อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี หารือเรื่องการจัดระบบงบประมาณของมหาวิทยาลัยที่จะออกนอกระบบ โดยชี้ให้เห็นความแตกต่างในการจัดทำงบการเงินระหว่างมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และเกษตรศาสตร์ และเรียกร้องให้กระทรวงศึกษาธิการปรับรูปแบบการรายงานงบประมาณให้เป็นมาตรฐานเดียวกันเพื่อเปรียบเทียบสถานะทางการเงินอย่างถูกต้อง
ท่านประธานที่เคารพ กระผม อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ก็เกาะติดมาทุกมหาวิทยาลัยที่จะมีการออกนอกระบบ มหาวิทยาลัยออกนอกระบบพูดให้ชัด ๆ ก็คือว่า เขาจะออกพ้นจากการเป็นส่วนราชการ แต่ก็ยังคงอยู่ภายใต้การก้ากับอยู่ดี นั่นก็หมายความว่า เขาเองก็ยังคงจะต้องได้รับงบประมาณจากรัฐบาล จากภาษีของพี่น้องประชาชนที่เรียกว่า งบอุดหนุนก็ยังคงได้รับอยู่ครับ เพียงแต่ว่าสถานะนั้นจะไม่ได้เป็นในรูปแบบของส่วนราชการ ความคล่องตัวของมหาวิทยาลัยก็จะมีมากขึ้นเพราะไม่ได้เป็นส่วนราชการแล้ว อาการนี้เกิดขึ้นมา เพราะเนื่องจากว่ามีมหาวิทยาลัยหลายมหาวิทยาลัยได้มีการออกนอกระบบไปแล้วก่อนหน้านี้ เพื่อเสริมความคล่องตัว จนกระทั่งวันนี้กลายเป็นแนวใหม่ว่าต้องออกนอกระบบกันเสียให้หมด คราวนี้การออกนอกระบบให้หมดแล้วก็ทยอยออก ก็ต้องดูความพร้อมของแต่ละมหาวิทยาลัย เหมือนกัน อย่างมหาวิทยาลัยที่ผมบอกว่าน่าจะออกนอกระบบและออกนอกระบบไปแล้ว ด้วยนะครับ ก็คืออย่างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเขารวยจริง ๆ ที่ดินเยอะแยะมากมาย บริเวณสยามสแควร์ แล้วก็ก้าลังมีเรื่องมีราวกันอยู่เรื่องการไล่ที่เพิ่มเติมกับมหาวิทยาลัย เทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตอุเทนถวายนี่นะครับ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รวยจริง ๆ ครับ แต่ว่ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ของกระผมในฐานะศิษย์เก่าได้มีโอกาสดู งบการเงินครับ จนอย่างเหลือเชื่อครับ จนกว่ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์อีกด้วยซ้าไป ทีนี้พอมาดูในงบการเงิน เนื่องจากว่าก็ทวงท่านรัฐมนตรีมาตั้งแต่มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ตั้งแต่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จนกระทั่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผมมาเจอวันนี้ว่า วิธีการท้างบการเงิน อันนี้ฝากไว้เลยนะครับ วิธีการท้างบการเงินของมหาวิทยาลัย มีความแตกต่างกันจริง ๆ ครับ ถ้าได้มีการดูงบการเงินของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จะเห็นภาพรวมของทั้งมหาวิทยาลัยเลยครับ จะเห็นภาพรวมทั้งมหาวิทยาลัยเลยว่ารับเงิน จากช่องรายจ่ายจะบอกเลยว่ามีการจ่ายอะไรไปบ้าง เงินเดือนเท่าไร ค่าด้าเนินการ ค่าที่ดิน ก่อสร้างเท่าไรว่าไปครับ แล้วอีกฝั่งหนึ่งก็จะเห็นชัดเจนเลยว่ารายรับมาจากเงินอุดหนุน ของรัฐบาลเท่าไร มาจากรายรับที่มาจากรายรับด้านอื่น ๆ ของมหาวิทยาลัยที่บริหารจัดการเองเท่าไร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เห็นชัดครับ แต่ปรากฏว่าพอมาดูงบการเงินของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มันไม่มีภาพรวมนั้นในเล่มนี้ ไม่มีภาพรวมนั้นนะครับ ภาพรวมนี้เขาเป็นการตัดทิ้งไปเลยว่า ส่วนที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ต้องของบอุดหนุนรัฐบาลทุกปี ปีที่แล้วประมาณ ๒,๕๐๐ ล้านบาท ก็ไม่ได้มีการอธิบายลงไปในนี้ แต่เอาเป็นว่าให้ ๒,๕๐๐ ล้านบาทก็จ่ายหมด ๒,๕๐๐ ล้านบาท แต่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เขาเอามาคิดเป็นอีกบัญชีหนึ่งต่างหากว่า ถ้าเอากันคิดเพียว ๆ ว่าค่าการเรียนการสอน ค่าธรรมเนียมที่เก็บได้ทั้งหมดเท่าไร ปรากฏว่า เขาก็บอกว่าเขาเองมีรายได้อยู่ ๙๑๓ ล้านบาท คร่าว ๆ แล้วเขามีรายจ่ายอยู่ ๗๔๑ ล้านบาท พูดง่าย ๆ คือมีก้าไรอยู่ที่ ๑๗๑ ล้านบาท แต่อันนี้มันเป็นแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้นเอง คือเขาก้าลัง จะบอกว่าเฉพาะแต่ค่าการเรียนการสอนเขาก้าไร แต่ท่านประธานที่เคารพครับ ย้อนกลับไป มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ถ้าท่านรัฐมนตรีตัดงบอุดหนุนแม้แต่นิดเดียวมหาวิทยาลัยขาดทุนทันที เพราะฉะนั้นแปลว่ามหาวิทยาลัยแห่งนี้ต่อให้ออกนอกระบบ หมายถึงว่าไม่ได้เป็นส่วนราชการแล้ว การอุดหนุนจากรัฐบาลก็ยังคงต้องอุดหนุนเท่าเดิมนะครับ ถ้าอุดหนุนน้อยลงเสร็จแน่นอน เพราะว่ามหาวิทยาลัยนี้จนจริง ๆ ผมพอมาดูงบแล้วก็เป็นห่วงนะครับ คราวนี้อย่างนี้ครับ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์นั้นท้างบการเงินไม่เหมือนกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จริง ๆ เนื่องจากว่าพอไปดูสภาพความเป็นจริงว่าท้าไมถึงเห็นด้วยกับการออกนอกระบบ ปรากฏว่า การสะสมความมั่งคั่งของแต่ละคณะนั้นมี อย่างคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี คณะนิติศาสตร์ต่าง ๆ เขาก็มีการท้างบว่ากันไปของแต่ละ ท่านประธาน พูดง่าย ๆ เป็นคณะ เป็นก๊กไป ไม่ได้มีการบูรณาการงบ ทีนี้ถ้าท่านรัฐมนตรีมีนโยบายที่จะทยอยเอามหาวิทยาลัย ออกนอกระบบไปเรื่อย ๆ ผมคิดว่ากระทรวงต้องมานั่งคุยดี ๆ แล้วครับว่าการจัดงบประมาณ ของมหาวิทยาลัยที่ถูกต้องแล้วเป็นฟอร์แมต (Format) เดียวกันทั้งหมด เพราะยังถือว่า ถึงแม้ท่านจะออกเป็นหน่วยงานที่ไม่ใช่ส่วนราชการแล้ว แต่ก็ต้องถือว่าเป็นมหาวิทยาลัย ในก้ากับของท่านอยู่ และรัฐบาลยังคงมีภาระในการที่จะต้องอุดหนุนงบประมาณไปอย่างตลอด งบการเงินเป็นเรื่องส้าคัญ อันนี้ผมอยากให้ท่านลองทบทวนใหม่ว่าลองเอามาให้มหาวิทยาลัย แต่ละมหาวิทยาลัยภายใต้การก้ากับนี่ พูดง่าย ๆ คือว่าอยู่ในรูปแบบของงบการเงินที่เหมือนกัน อธิบายง่าย ๆ เหมือนกัน มันถึง จะรู้ว่าเวลาเปรียบเทียบไหล่ต่อไหล่ใครรวยใครจนอย่างไรนะครับ ไม่อย่างนั้นนโยบายที่จะ ลงไปยังแต่ละมหาวิทยาลัยมันก็จะท้าได้ยากล้าบาก คือพอเห็นงบการเงินวันนี้เข้าใจแล้ว ถึงบางอ้อเลยว่ามหาวิทยาลัยแต่ละอันเขามีวิธีการของเขาเองหมด แล้วยิ่งถ้าออกนอกระบบ ไปอีก ถ้าไม่มีวิธีการส่วนนี้ดึงเอาไว้ในการจัดรูปแบบบัญชีให้มีลักษณะใกล้เคียงกัน ท่านก็จะ ประสบปัญหาเรื่องตัวชี้วัดของมหาวิทยาลัยครับ เพราะเวลาเขาออกนอกระบบไปแล้ว อัตราฐานเงินเดือนเขามีโอกาสที่จะแตกต่างกันในแต่ละมหาวิทยาลัย ความรั่วไหลของรัฐบาล มันจะไม่ได้รั่วไหลในสิ่งที่รัฐบาลนั้นควบคุมประมาณการได้ เพราะว่าถ้าบางมหาวิทยาลัย ไปลงทุนในเรื่องของเงินเดือนที่เพิ่มมากขึ้นกว่ามหาวิทยาลัยอื่นเขาก็มีสิทธิที่จะท้าได้ โดยขออนุมัติในส่วนของผู้บริหารอนุญาตอ้านาจตามกฎหมายนั้น ๆ เพราะฉะนั้นถ้าจะใช้ วิธีการออกนอกระบบคือไม่ได้เป็นส่วนราชการแล้ว ระบบบัญชีท่านต้องท้าให้หน้าตามัน เหมือนกันก่อนนะครับ ไม่อย่างนั้นแล้วรั่วแน่นอน ผมย้านะครับ รั่วแน่นอน พอรั่วเรื่องตัวบุคคล ก็จะย้อนกลับมาเป็นการขึ้นเงินเดือนและขึ้นหน่วยกิตของนักเรียนนักศึกษาต่อไป อันนี้เป็น หัวใจหลักที่ผมอยากจะน้าเรียนท่านรัฐมนตรีช่วยกรุณาปรับหน้าตางบการเงินของมันให้เป็น เหมือนกันหมดหลังจากที่ออกนอกระบบ เพราะตอนนี้เป็นแฟชั่นแล้วครับ เพราะว่าหลายคน ออกไปแล้วก็มีความสะดวกสบายเรื่องของการขึ้นเงินเดือน เรื่องของสวัสดิการต่าง ๆ เห็นด้วยครับ แต่จะคุมไม่อยู่ เพราะดูอาการแล้วหลายมหาวิทยาลัยนั้นจ้าเป็นต้องใช้เงินอุดหนุน จากรัฐบาล และผมยืนยันเลยว่าดูมา ๒-๓ ร่างหลังนี้ไม่มีทางที่ท่านรัฐมนตรีจะอุดหนุน น้อยลงครับ มีแต่อุดหนุนเท่าเดิมหรือเพิ่มมากขึ้นเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นขอให้ปรับหน้าตา งบการเงินให้อยู่ทิศทางเดียวกัน เพราะไม่อย่างนั้นแล้วรายจ่ายประจ้าแต่ละอันโยกกันได้ สนุกสนานเลยครับ ก็ฝากไว้เป็นประเด็นส้าคัญ แล้วก็มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในร่างนี้ ฝากท่านกรรมาธิการที่จะตั้งในอนาคตว่าโครงสร้างของมหาวิทยาลัยเองเขามีโครงสร้าง ในการให้ทุนเด็กได้ค่อนข้างชัดเจน ซึ่งถือว่าเป็นต้นแบบที่ดีในการที่จะให้ทุนการศึกษา แก่นักเรียนผู้ยากไร้ในชั้นปริญญาตรี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ท้าได้ดีในเรื่องนี้ แล้วผม อยากเห็นวิธีการแบบนี้มีต่อไปอีกเรื่อย ๆ ก็อยากจะให้เน้นย้าว่าในชั้นปริญญาตรีเองรัฐเอง ยังมีอ้านาจในการก้ากับดูแลอยู่ ขอให้โฟกัสให้ดีเรื่องของค่าเรียนในชั้นปริญญาตรี ส่วนหลักสูตร ในเรื่องของปริญญาโท หลักสูตรพิเศษต่าง ๆ แน่นอนครับ ก็ต้องมีค่าใช้จ่ายที่เพิ่มมากขึ้น เพราะออกนอกระบบแล้วการที่ท้าให้แต่ละคณะมีความก้าวหน้าทางวิชาการก็ต้องได้เงินมา แต่ว่าหลักสูตรในชั้นปริญญาตรีนี่ขอเถอะต้องพยายามตรึงราคาให้ได้นานที่สุดนะครับ เพราะฉะนั้นประชาชนก็จะได้มีโอกาสอย่างน้อย ๆ จบปริญญาตรีกันแบบสบาย ๆ ส่วนหลักสูตรพิเศษนั้นก็คงต้องว่ากันไป เพราะว่าในต่างประเทศถ้าเรียนระดับอันเดอร์แกรดูเอท (Undergraduate) หรือระดับปริญญาตรีแล้วเขาก็มีค่าใช้จ่ายที่ถูกกว่าในชั้นระดับปริญญา โทซึ่งมีค่าเรียนที่แพงขึ้น ก็ฝากท่านรัฐมนตรีไว้นะครับ สาระส้าคัญของผมวันนี้ก็คือ เรื่องรูปแบบของงบการเงิน อยากจะให้หน้าตาเหมือนกันเพื่อง่ายต่อการตรวจสอบและง่าย ต่อการที่จะให้รัฐบาลนั้นมีงบอุดหนุนอย่างเป็นธรรมครับ ขอบพระคุณครับ