อลงกรณ์ พลบุตร หารือเรื่องร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พ.ศ. ๒๕๕๖ โดยแสดงความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบต่อความเป็นอัตลักษณ์ของมหาวิทยาลัยและผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงของประเทศไทย พร้อมเน้นย้ำถึงความสำคัญของอุดมการณ์ของมหาวิทยาลัยและความสำคัญของการไม่ให้มหาวิทยาลัยเป็นมหาวิทยาลัยพาณิชย์ และเรียกร้องให้รัฐมนตรีตอบคำถามเกี่ยวกับการปรับเปลี่ยนมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ไปสู่มหาวิทยาลัยนอกระบบ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม อลงกรณ์ พลบุตร ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ตามที่คณะรัฐมนตรีได้เสนอ ร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ฉบับนี้ต่อสภานั้นถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลง ครั้งส้าคัญของมหาวิทยาลัยแห่งนี้ ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยแห่งที่ ๒ ของประเทศและเป็นตลาดวิชา เป็นมหาวิทยาลัยเปิดแห่งแรก บัดนี้ครบ ๘๐ ปี จากพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัย วิชาธรรมศาสตร์และการเมือง พุทธศักราช ๒๔๗๖ จนถึงปี ๒๕๕๖ ๘๐ ปี ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีการเปลี่ยนแปลงหลายครั้งตามภาวการณ์ของบ้านเมืองทั้งในด้านของประชาธิปไตย ทั้งในเรื่องของโลกาภิวัตน์ ทั้งในเรื่องของการปฏิรูปประเทศไทย ๑๐๘ มาตราดังกล่าวนั้น กระผมมีประเด็นว่าจะตอบค้าถาม ๓-๔ ข้อได้หรือไม่
ประการแรก ก็คือว่าการเป็นมหาวิทยาลัยออกนอกระบบของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ครั้งนี้จะสามารถสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศได้มากน้อยเพียงใด
ประการที่ ๒ ก็คือว่าการเปลี่ยนแปลงไปสู่มหาวิทยาลัยนอกระบบดังกล่าวนี้ ยังเป็นมหาวิทยาลัยของคนยากคนจน คนชนบท ของคนมีรายได้น้อย และจะขยายโอกาส ทางการศึกษาเพิ่มเติมจากที่มีศูนย์รังสิต มีศูนย์ล้าปาง ศูนย์พัทยา ไปสู่ศูนย์ภาคอีสาน ศูนย์ภาคใต้ได้หรือไม่ อย่างไร
ประการที่ ๓ ก็คือว่าการเปลี่ยนแปลงด้วยร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ๒๕๕๖ ฉบับนี้จะท้าให้มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เปลี่ยนแปลงเป็นมหาวิทยาลัยพาณิชย์ เป็นมหาวิทยาลัยธุรกิจหรือไม่ จะคงรักษาอัตลักษณ์ เอกลักษณ์ของความเป็น มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ๘๐ ปีที่ผ่านมาได้อย่างไร
ประการที่ ๔ คือการเปลี่ยนแปลงมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ครั้งนี้จะมีส่วนต่อ การเกิดขึ้นของประชาคมอาเซียนมากน้อยแค่ไหน
ใน ๔ ประเด็นดังกล่าวนั้นกระผมเรียนท่านประธานว่าในชั้นพิจารณาหลักการ และเหตุผลทราบดีว่าการเกิดเปลี่ยนแปลงจากมหาวิทยาลัยของรัฐไปสู่มหาวิทยาลัยที่ไม่ใช่ ส่วนราชการ แต่ยังอยู่ในก้ากับของรัฐหรือเรียกสั้น ๆ ว่ามหาวิทยาลัยนอกระบบนั้น มันเกิดขึ้นเพราะเหตุผลทางเศรษฐกิจเมื่อเกิดเหตุการณ์วิกฤตการณ์ต้มย้ากุ้ง แล้วเราต้องรับเงื่อนไขของธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชียหรือเอดีบี (ADB) ให้มีการเปลี่ยนแปลง การบริหารจัดการมหาวิทยาลัยของรัฐไปสู่มหาวิทยาลัยนอกระบบ นั่นหมายความว่า นอกจากมีความเป็นนิติบุคคลแล้วมีความเป็นอิสระ ความเป็นอิสระและความมีเสรีภาพ ทางวิชาการไปสู่ความมีอิสระทางเศรษฐกิจและธุรกิจด้วย เพราะฉะนั้นต้นสายปลายเหตุ ของความเป็นมา ถ้าเราเข้าใจถึงการเปลี่ยนแปลงระบบมหาวิทยาลัยของรัฐในประเทศไทย ก็จะเข้าใจว่ามันเป็นรูปแบบหนึ่งของการสร้างองค์กรธุรกิจภายใต้องค์กรความเป็น สถาบันอุดมศึกษา ความคล่องตัว และประสิทธิภาพ รวมทั้งความโปร่งใส จะเป็นหัวใจส้าคัญ ของความส้าเร็จหรือไม่ อย่างไร ผมเองเป็นศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ครับ จบมัธยมศึกษาจากจังหวัดเพชรบุรี โรงเรียนอรุณประดิษฐ สอบเอนทรานซ์ได้เข้าคณะนิติศาสตร์ แต่เผชิญกับเหตุการณ์ ๖ ตุลา ๒๕๑๙ หลังจากนั้นผมก็เปลี่ยนสายไปเรียนคณะรัฐศาสตร์ ด้วยความสนใจในเรื่องของการเมืองการปกครอง แล้วก็ไม่ได้ห่างไกลจากมหาวิทยาลัยนี้เลย ยังมีความใกล้ชิด เชิญมาไปสอนปริญญาเอกเมื่อเดือนที่แล้ว สอนปริญญาโทบ้าง ปริญญาตรี ถ่ายทอดประสบการณ์ แลกเปลี่ยนความรู้ แม้แต่ศูนย์อินเดียศึกษาของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แต่มันแตกต่างจากเมื่อปี ๒๔๗๖ ที่ตรากฎหมายก่อตั้งมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์ และการเมือง ไม่ใช่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์ และการเมือง ท้าไมจึงบอกว่าต้องเกิดขึ้น และท้าอย่างไรเราจะรักษาอัตลักษณ์ อุดมการณ์ได้ จริงหรือไม่ หรือว่าการรักษาอัตลักษณ์ อุดมการณ์ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์นั้นจะต้อง คู่ขนานไปกับการพัฒนาความเป็นมหาวิทยาลัยนอกระบบ ซึ่งมีความเป็นอิสระในทางการเงิน การคลัง ทางวิชาการ แต่ต้องรับผิดชอบตัวเอง เพราะในอดีตที่ผ่านมาเมื่อมีการเปลี่ยนแปลง การปกครอง ท่านประธานคงทราบว่าตอนนั้นมีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นมหาวิทยาลัย แห่งเดียวของประเทศ เมื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองจ้าเป็นที่จะต้องใช้องค์ความรู้ให้ประชาชน มีความรู้ แต่การจะมีความรู้ได้ต้องมีสถาบันอุดมศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จึงเกิดขึ้น เป็นมหาวิทยาลัยแห่งที่ ๒ และเป็นมหาวิทยาลัยเปิด ค่าเรียน ๒๐ บาทต่อปี ท่านผู้ประศาสน์การ ดอกเตอร์ปรีดี พนมยงค์ สมัยนั้นท่านเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยนะครับ ก็เห็นว่าจ้าเป็นที่จะต้องให้ราษฎรก็ดี หรือว่าก้านัน ผู้ใหญ่บ้าน คนที่มีอาชีพ อยากจะมีความรู้ ทางกฎหมายและการเมืองการปกครองก็สามารถเข้ามาเรียนได้โดยเปิดกว้าง เป็นตลาดวิชา เป็นมหาวิทยาลัยเปิด สิ่งที่ผมอยากจะเรียนท่านประธานเพื่อให้เห็นว่าไม่ว่าเราจะ เปลี่ยนแปลงใน ๘๐ ปีจากพระราชบัญญัติ ปี ๒๔๗๖ น้ามาสู่การจัดตั้งและเปิดมหาวิทยาลัย ในวันที่ ๒๗ มิถุนายน ๒๔๗๗ แล้ววันนี้ ๘๐ ปี มาสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่อีกครั้งหนึ่ง แต่เราจะต้องไม่ลืมรากเหง้า ไม่ลืมอัตลักษณ์ของเรา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์แตกต่างและมี ความยาวนานของประวัติศาสตร์ มีอุดมการณ์และปรัชญาที่แตกต่าง ท่านรัฐมนตรี เป็นตัวแทนคณะรัฐมนตรีอยู่ ณ ที่นี้ ท่านจะต้องรักษาการตามกฎหมายหลังจากที่กฎหมายนี้ มีผลใช้บังคับ ๓๐ วัน ในค้ากล่าวรายงานที่ผู้ประศาสน์การ คือดอกเตอร์ปรีดี พนมยงค์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยขณะนั้นได้รายงานต่อผู้ส้าเร็จราชการในวันเปิด มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นั่นคือปรัชญาเริ่มต้นของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วันนี้ผมไม่คิดว่า เราจะลืมปรัชญาดังกล่าว ค้ากล่าวรายงานบอกว่า “มหาวิทยาลัยย่อมอุปมาประดุจบ่อน้า บ้าบัดความกระหายของราษฎรผู้สมัครแสวงหาความรู้ อันเป็นสิทธิและโอกาสที่เขาควรมี ควรได้ ตามหลักเสรีภาพของการศึกษา” ร่างกฎหมาย ปี ๒๕๕๖ ไม่ได้แตกต่างไปในตัวลายลักษณ์อักษร เราพูดถึงสิทธิและโอกาส ทางการศึกษาของราษฎร นั่นคือประเด็นที่ ๒ ที่กระผมได้ฝากไปถึงท่านประธานถาม ท่านรัฐมนตรีว่ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จะกลายเป็นมหาวิทยาลัยพาณิชย์ มหาวิทยาลัย ธุรกิจหรือไม่ ด้วยแรงกดดันของค่าใช้จ่าย ด้วยแรงกดดันต้องการที่จะเป็นมหาวิทยาลัย ชั้นน้านานาชาติ ด้วยแรงกดดันที่ต้องการความเป็นเลิศทางวิชาการ สิ่งเหล่านี้มีค่าใช้จ่าย ทั้งสิ้น ค่าใช้จ่ายเหล่านั้นมาจากค่าหน่วยกิต ค่าเล่าเรียน ความห่วงใยทุกครั้งที่มีการเสนอ กฎหมายเข้าสู่สภาไม่ว่ายุคใดในการที่จะแปลงมหาวิทยาลัยของรัฐออกนอกระบบนั้น บรรดา นักศึกษา ผู้ปกครองล้วนแล้วแต่กังวลใจ และทางเลือกนั้นมีน้อยส้าหรับคนยากคนจน คนที่ อยากจะส่งเสริมการศึกษา และนั่นคือสิทธิและโอกาสดังที่ศาสตราจารย์ปรีดา พนมยงค์ ได้กล่าวรายงานต่อผู้ส้าเร็จราชการในวันเปิดมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ประเด็นนี้ ท่านรัฐมนตรีได้ให้สัมภาษณ์คลุมเครือครับ ให้สัมภาษณ์คลุมเครือแล้วก็ยังไม่ตอบโจทย์ ในข้อเสนอหลายประการ เช่น การให้มีองค์กรกลางในการมาดูแลเรื่องของค่าหน่วยกิต ค่าธรรมเนียมของมหาวิทยาลัยนอกระบบทั้งหมด ไม่ใช่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ หรือมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่ได้พิจารณาสัปดาห์ที่แล้วและก้าลังพิจารณาในขณะนี้ ความเป็นตลาดวิชาคือการเปิดกว้าง และแน่นอนที่สุดครับ ๘๐ ปีที่ผ่านมามันไม่ได้มี การเปลี่ยนแปลงดังที่สมาชิกหลายท่านพูดถึงการรัฐประหารวันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๔๙๐ ที่ตัดค้าว่า การเมือง ออกไป แต่ปี ๒๕๑๘ ปีที่ผมเข้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ปีแรกอาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ เห็นว่า ๕๐ ไร่ที่ท่าพระจันทร์มันเล็กเกินไป และยุคโลกาภิวัตน์ก้าลังคืบคลาน เข้ามาจ้าเป็นที่จะต้องเสริมสร้างองค์ความรู้ให้ประเทศชาติโดยให้มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รับใช้ จึงได้พื้นที่ ๒,๔๐๐ ไร่ที่เป็นศูนย์รังสิตในปัจจุบัน แต่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ผมเห็นก่อนที่จะเข้ามันไม่เหมือนตอนที่เราจบออกมา เพราะปี ๒๕๑๘ เน้นไปสู่ เรื่องวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี มันไม่มีอีกแล้วครับในการจ้ากัดไปสู่เรื่องของการเรียน นิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ การทูต วิชาการบัญชีและพาณิชย์ แต่ได้เป็นสหวิชา เอกลักษณ์ อัตลักษณ์ของความเป็นมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ยังเหมือนเดิม แต่รูปโฉมของ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในวิชาการต่าง ๆ คณะวิชาต่าง ๆ เปลี่ยนแปลงไป มีคณะแพทยศาสตร์ มีคณะวิศวกรรมศาสตร์ และมีคณะอื่น ๆ ปี ๒๕๓๑ เป็นการเปลี่ยนแปลงที่มีการตรากฎหมาย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์อีกครั้งหนึ่ง และล่าสุดก็คือกฎหมายฉบับนี้จะไปยกเลิกกฎหมาย ปี ๒๕๓๑ ความเป็นมหาวิทยาลัยพาณิชย์เป็นที่วิตกมาก เพราะท่านรัฐมนตรีคงทราบว่า เราล้มเหลวทางการปฏิรูปการศึกษา เราล้มเหลวในระบบการศึกษาอย่างร้ายแรง ใน ๑๐ ประเทศอาเซียนเราเป็นประเทศที่ลงทุนด้านการศึกษาด้วยการจัดงบประมาณ ให้มากที่สุดในอาเซียน เมื่อคิดเป็นสัดส่วนของงบประมาณ แต่คุณภาพการศึกษาของเราอยู่ บ๊วยสุดครับ อยู่หลังสุด บ๊วยสุด การเปลี่ยนแปลงนอกระบบอย่างนี้จะแก้ไขอย่างไร ให้เราสามารถที่จะช่วยให้ประเทศนั้นก้าวมาสู่ความเป็นประเทศที่น้าด้วยความรู้ปัญญา สุดท้ายก็คือกฎหมายฉบับนี้ในชั้นหลักการที่จะมีการเพิ่มประสิทธิภาพ เพิ่มความคล่องตัวในการบริหารจัดการ จะตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงในภูมิภาคนี้ อย่างไร เรามีเครือข่ายมหาวิทยาลัยอาเซียนท่านประธานคงทราบดี ท่านรัฐมนตรีคงทราบดี ภาษาอังกฤษใช้ค้าว่า อาเซียน ยูนิเวอร์ซิตี้ เนตเวิร์ก (ASEAN University Network) หรือเอยูเอ็น AUN เป็นไปตามอาเซียน ซัมมิท (ASEAN Summit) ครั้งที่ ๔ ในปี ๒๕๓๘ เริ่มต้นก็ ๖ ประเทศ กลุ่มซีแอลเอ็มวี (CLMV) เข้ามาทีหลัง วันนี้ครบ ๑๐ ประเทศ ๒๖ สถาบัน ๑๐ ประเทศ มีจากประเทศไทย ๔ มหาวิทยาลัย แต่ว่าท่านประธานครับ ไม่มีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์หรอกครับ ในขณะที่เราก้าลังก้าวสู่ประชาคมอาเซียน ในปี ๒๕๕๘ นี่ปี ๒๕๕๖ ปี ๒๕๕๖ ผมเชื่อว่าพรรคประชาธิปัตย์ พรรครัฐบาล พรรคอื่น ๆ ที่มี ส.ส. ในสภาจะยกมือเห็นชอบกับร่างกฎหมายนี้ แต่เมื่อยกมือเห็นชอบแล้วหลังจาก เป็นกฎหมายท่านรัฐมนตรีรักษาการ คณะผู้บริหารตั้งแต่อธิการบดีลงมาหรือประชาคมธรรมศาสตร์ และนักศึกษามีส่วนรับผิดชอบต่อการขับเคลื่อนให้ประเทศไทยนั้นก้าวไปสู่การเปลี่ยนแปลง ครั้งใหญ่ในภูมิภาค มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นเครือข่ายมหาวิทยาลัยเอเชียและยุโรป ภายใต้กรอบอาเซ็ม (ASEM) และเป็นเครือข่ายมหาวิทยาลัยในกลุ่มลุ่มน้าโขงที่เป็นเครือข่าย จีเอ็มเอส (GMS) แต่ไม่ได้อยู่ในเครือข่ายมหาวิทยาลัยอาเซียน ผมอยากจะน้าเสนอว่า มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จะต้องเข้าไปสู่จุดนั้นในฐานะที่เป็นมหาวิทยาลัยเปิดแห่งแรก ของประเทศ เก่าแก่ที่สุดอันดับ ๒ เป็นมหาวิทยาลัยแห่งที่ ๒ ของประเทศ
ท่านประธานครับ ผมฝากประเด็นส้าคัญในฐานะที่เป็นศิษย์เก่าแล้วก็ยัง ผูกพันมาโดยตลอด เพราะสัญลักษณ์ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่เป็นธรรมจักร ๑๒ แฉก เป็นหลักคุณธรรม สีของมหาวิทยาลัยคือสีเหลืองแดง เรามีวลีประโยคที่ว่าเหลืองของเราคือ ธรรมประจ้าจิต แดงของเราคือโลหิตอุทิศให้ มีความหมายว่าความส้านึกในความเป็นธรรม และความเสียสละเพื่อสังคม สมาชิกหลายคนพาดพิงมหาวิทยาลัยของผม มหาวิทยาลัยของเรา ด้วยความเข้าใจผิด มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ไม่เคยรับใช้เผด็จการหรือทรราช มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ต่อสู้เผด็จการและทรราชไม่ว่าพลเรือนหรือทหารมาโดยตลอด ต่อสู้แม้ว่าตัวมหาวิทยาลัยจะเป็นสมรภูมิเลือดในเหตุการณ์ ๑๔ ตุลา ปี ๒๕๑๖ หรือ ๖ ตุลา ปี ๒๕๑๙ ผมอยู่ในเหตุการณ์เหล่านั้นผมรู้ดีว่าอุดมการณ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่มีต่อ ความเป็นประชาธิปไตยและผู้บริหารของเรานั้นที่มาจากการคัดเลือก คัดสรร ไม่ใช่มาจาก การแต่งตั้งในยุคสมัยก่อนปี ๒๕๑๐ นั้นได้รับการคัดสรรและได้รับการยอมรับ อุดมการณ์ อาจจะแตกต่างจากพวกเราหรือพวกท่าน หรือกับพวกใดก็ตามซึ่งเป็นเสรีภาพในการที่จะเชื่อ และยึดมั่นในอุดมการณ์เหมือนที่ท่านทั้งหลาย ตัวผมมีความเชื่อในอุดมการณ์อาจจะ แตกต่าง แต่เราให้ความเคารพในความแตกต่าง เราไม่ควรไปต้าหนิเพราะบุคลากรระดับ อธิการบดีของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์นั้นมีคุณค่าต่อประเทศชาติ และอุทิศตน เพื่อประเทศชาติมาอย่างยาวนาน ท่านประธานครับ ผมฝากท่านรัฐมนตรีถ้ามีโอกาส ช่วยกรุณาตอบในประเด็นว่าการปรับเปลี่ยนมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ไปสู่มหาวิทยาลัย นอกระบบนั้น ด้วยกลไก โครงสร้าง และระบบใหม่ที่เกิดขึ้นนั้น จะตอบสนองต่อการเพิ่ม ขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยเฉพาะการใช้องค์ความรู้ในการสร้างประเทศ ได้อย่างไร
๒. ก็คือว่าจะไม่ให้เป็นมหาวิทยาลัยพาณิชย์ มหาวิทยาลัยธุรกิจที่เปิดกัน เกร่อเหลือเกินในภาควิชาต่าง ๆ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นภาควิชาที่ไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์ โดยตรง ในขณะที่เราต้องการองค์ความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ด้านอาชีวะ เทคนิคที่จ้าเป็น
๓. ก็คือว่าจะดูแลในเรื่องความกังวลของนักศึกษา ผู้ปกครอง รุ่นนี้ รุ่นหน้า ในเรื่องค่าหน่วยกิต ค่าเล่าเรียน แล้วจะมีทางออกทางแก้รับมืออย่างไร มีองค์กรที่จะบริหาร เป็นการเฉพาะหรือไม่
และสุดท้าย คือการรักษาอุดมการณ์ปรัชญาของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ก่อตั้งมาเป็นเวลาถึง ๘๐ ปีในวันนี้ กระผมยินดีที่จะสนับสนุนเห็นด้วยในหลักการส้าหรับ ร่างกฎหมายดังกล่าวครับ