สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๕ · ๒๗ มีนาคม ๒๕๕๖

ชินวรณ์ บุณยเกียรติ พูดถึงการเปลี่ยนแปลงสถานภาพมหาวิทยาลัยให้มีความอิสระในการบริหารจัดการและไม่เป็นส่วนราชการ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการมีคุณภาพผู้เรียน และการรับใช้สังคมของมหาวิทยาลัย และเรียกร้องการชัดเจนในนโยบายของรัฐบาล และเร่งแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในเรื่องนี้

นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ นครศรีธรรมราช

ท่านประธานที่เคารพ กระผม ชินวรณ์ บุณยเกียรติ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดนครศรีธรรมราช ก่อนอื่นผมขออนุญาต ที่จะกราบเรียนท่านประธานว่าผมเห็นชอบด้วยหลักการที่ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้เสนอร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พ.ศ. .... ซึ่งก็เป็นเรื่องที่มีความเป็นมาในการที่รัฐบาลจะต้องสนับสนุนให้การศึกษาระดับอุดมศึกษา สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงทางด้านเศรษฐกิจและสังคม โดยเฉพาะการส่งเสริมให้ มหาวิทยาลัยของรัฐได้พัฒนาไปสู่การเป็นมหาวิทยาลัยของรัฐที่ไม่เป็นส่วนราชการอยู่ใน ก้ากับของรัฐ กระผมขออนุญาตที่จะกราบเรียนเป็นเบื้องต้นอย่างนี้ก่อนครับท่านประธานว่า รัฐสภาของเราในช่วงปัจจุบันนี้ก็ได้มีโอกาสหยิบยกเอาพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยที่ได้ ขอเปลี่ยนแปลงพัฒนาไปสู่การเป็นมหาวิทยาลัยในก้ากับของรัฐหลายมหาวิทยาลัยด้วยกัน แล้วก็มีค้าพูดที่แตกต่างกันที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่งก็คือว่ามีหลายท่านได้อภิปรายในสภานี้ว่า เป็นการที่จะให้มหาวิทยาลัยออกนอกระบบ หรือบางท่านก็บอกว่าให้มหาวิทยาลัยมีอิสระ ในการบริหารจัดการ หรือบางท่านก็บอกว่าพัฒนามหาวิทยาลัยไปสู่การไม่เป็นส่วนราชการ แต่อยู่ในก้ากับของรัฐ เพราะฉะนั้นผมอยากจะกราบเรียนว่าจริง ๆ เรื่องนี้ก็ไม่ได้เป็นเรื่องใหม่ แต่เป็นเรื่องที่มหาวิทยาลัยทั้งหลายได้มีการศึกษาเรียนรู้แล้วก็พยายามที่จะได้มีการปรับตัว เพื่อให้มหาวิทยาลัยนั้นมีความเป็นอิสระทางวิชาการ มีความคล่องตัวในการบริหาร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ก็อยู่ในบริบทเช่นเดียวกันนะครับ ถ้าท่านประธานจะจ้าได้ ในปี ๒๕๓๓ เราได้มีการเสนอมหาวิทยาลัยที่เรียกว่าเป็นมหาวิทยาลัยที่อยู่ในก้ากับของรัฐ เป็นมหาวิทยาลัยแรกคือมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี นั่นก็ด้วยความประสงค์ที่ชัดเจน ที่ต้องการจะให้มหาวิทยาลัยดังกล่าวนี้เดิมทีเดียวต้องการที่จะให้เป็นมหาวิทยาลัยนอกระบบ อย่างแท้จริง และมีความเป็นอิสระทั้งทางด้านวิชาการและทางด้านบริหาร แต่ว่าด้วยข้อจ้ากัด ในหลายอย่างครับ ในท้ายที่สุดการพัฒนามหาวิทยาลัยของเราที่ต้องการจะให้ออกไปสู่ นอกระบบอย่างแท้จริงก็ไม่ได้เป็นไปตามอุดมคติดังกล่าว เราจึงใช้ค้าว่าเป็นมหาวิทยาลัย ที่อยู่ในก้ากับของรัฐไม่เป็นส่วนราชการ พูดให้มีความเข้าใจให้มากยิ่งขึ้นในยุคปัจจุบันนี้ ก็คือว่าการที่มหาวิทยาลัยได้มีการพัฒนาสถานภาพของมหาวิทยาลัยเป็นมหาวิทยาลัย ในก้ากับของรัฐไม่เป็นส่วนราชการ ก็แปลว่าให้มหาวิทยาลัยนั้นได้มีความอิสระในการบริหาร เพิ่มมากขึ้น ก็คือสามารถที่จะบริหารจัดการมหาวิทยาลัยให้มีประสิทธิภาพ แต่มหาวิทยาลัย ก็ยังอยู่ในก้ากับของรัฐ ในความหมายโดยทั่วไปในขณะนี้ก็คือว่ายังของบประมาณจากรัฐบาล ได้เช่นเดิม แต่ว่าโดยอุดมคติที่เราต้องการจะยกมหาวิทยาลัยให้เป็นมหาวิทยาลัยนอกระบบ อย่างแท้จริงเราต้องการที่จะให้มหาวิทยาลัยต่าง ๆ นั้นโดยเฉพาะมหาวิทยาลัยระดับชั้นน้า ของประเทศของเรานั้นได้พัฒนาเป็นมหาวิทยาลัยนอกระบบ ในความหมายที่ผมอยากจะ กราบเรียนกับท่านประธานในวันนี้เพื่อให้เพื่อนสมาชิกได้ร่วมกันพิจารณาว่าวันนี้เมื่อเวลา ผ่านล่วงเลยไปตั้งแต่ปี ๒๕๕๓ เราก็ได้พัฒนาสถานภาพของมหาวิทยาลัยมาเป็น มหาวิทยาลัยในก้ากับมากกว่า ๑๗ แห่งแล้ว เพราะฉะนั้นผมจึงยืนยันกับท่านประธานว่า ยังไม่มีมหาวิทยาลัยใดเลยครับที่เป็นมหาวิทยาลัยที่ได้ชื่อว่าออกนอกระบบอย่างแท้จริง จริง ๆ แล้วในความคิดของผมผมต้องการเห็นมหาวิทยาลัยอย่างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล หรือมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งเป็น มหาวิทยาลัยชั้นน้าของประเทศเป็นมหาวิทยาลัยที่ออกนอกระบบอย่างแท้จริง นั่นคือเป็น มหาวิทยาลัยที่รัฐบาลต้องส่งเสริมให้มหาวิทยาลัยได้บริหารจัดการโดยฟาวน์เดชัน (Foundation) โดยกองทุนของมหาวิทยาลัยเอง ถ้าเมื่อไรเราสามารถที่จะพัฒนา มหาวิทยาลัยของเราไปสู่การยกระดับเหมือนมหาวิทยาลัยชั้นน้าของโลกอย่างแท้จริง ผมคิดว่า นั่นละครับคือการที่เราให้มหาวิทยาลัยของเราได้ออกนอกระบบ คือมหาวิทยาลัยมีกองทุน ในการบริหารจัดการมหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมีความสามารถในการหารายได้เข้ามาสู่ มหาวิทยาลัยเอง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ก็เป็นมหาวิทยาลัยหนึ่ง ได้มีการต่อสู้กันในประชาคมของมหาวิทยาลัยเอง ตั้งแต่ปี ๒๕๓๘ ปี ๒๕๔๒ หลังจากที่เราได้มีพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ และได้มี บทบัญญัติไว้ชัดเจนที่จะให้อ้านาจของมหาวิทยาลัยหรือการศึกษาในระดับอุดมศึกษานั้น มีความอิสระในการบริหารจัดการเพิ่มมากขึ้น เราได้มีการเขียนบทบัญญัติไว้ในขณะนั้น ชัดเจนว่าในการบริหารจัดการเกี่ยวกับรายได้และทรัพย์สินของมหาวิทยาลัยให้เป็นข้อยกเว้น ที่ไม่จ้าเป็นต้องส่งเป็นรายได้ของแผ่นดิน นั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่ส้าคัญที่ผมอยากจะกราบเรียน ท่านประธานครับ แน่นอนที่สุดวันนี้ผมจะไม่ทบทวนถึงศักยภาพของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพราะเป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปว่ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์นั้นมีประวัติความเป็นมาอย่างช้านาน และมีประวัติความเป็นมาที่งดงามในหลายด้าน และที่ส้าคัญคือเป็นมหาวิทยาลัยที่มีศักยภาพ และเมื่อมาดูรายงานการเงินงบประมาณรายจ่ายจากรายได้พิเศษของมหาวิทยาลัยแล้วก็ต้อง ยอมรับจริง ๆ ว่ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มีความพร้อมที่จะเป็นมหาวิทยาลัยในก้ากับ ที่ไม่เป็นส่วนราชการและมีอิสระ แต่วันนี้ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านรัฐมนตรี ผมมีประเด็นที่เราคิดว่าในชั้นกรรมาธิการซึ่งช่วงนี้ก็ได้มีการยกร่างพระราชบัญญัติ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต พ.ศ. .... ร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พ.ศ. .... รวมทั้งฉบับนี้คือร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พ.ศ. .... ผมอยากจะเรียน ผ่านท่านประธานไปยังรัฐมนตรีว่าอย่างน้อยมี ๕ ประเด็นส้าคัญครับที่วันนี้ควรจะเป็น ก้าวย่างที่รัฐมนตรีควรที่จะน้าเสนอกฎหมายที่ต้องการให้มหาวิทยาลัยได้พัฒนาไปสู่ การไม่เป็นส่วนราชการแต่อยู่ในก้ากับของรัฐนั้นได้มีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง ไม่เช่นนั้นแล้ว การเสนอเพื่อพัฒนามหาวิทยาลัยต่าง ๆ ที่จะเป็นมหาวิทยาลัยในก้ากับของรัฐก็ท้าเป็น แบบฟอร์ม (Form) เดียวกันหมดแล้วครับในขณะนี้ ไม่ได้มีการสนองตอบต่ออัตลักษณ์ ของแต่ละมหาวิทยาลัย ไม่ได้มีการต่อยอดในการที่สนับสนุนให้มหาวิทยาลัยนั้นได้มีความอิสระ มีประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ ค้านึงถึงคุณภาพผู้เรียน และค้านึงถึงสถานภาพของ มหาวิทยาลัยเอง ผมคิดว่าวันนี้อย่างน้อยมี ๕ ประเด็นที่ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธาน ผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีและผ่านไปยังคณะกรรมาธิการที่เราต้องร่วมพิจารณาว่าวันนี้ปี ๒๕๕๖ ถ้านับย้อนกลับไปปี ๒๕๓๓ ก็ ๒๐ กว่าปีครับ เพราะฉะนั้นการที่จะให้มหาวิทยาลัยของเรา ได้เป็นมหาวิทยาลัยที่ตอบโจทย์ต่อประเทศไทยในขณะนี้ ที่เป็นมหาวิทยาลัยที่ตอบโจทย์ ในการที่จะพัฒนาศักยภาพในการแข่งขันของประเทศในขณะนี้ เราควรจะเพิ่มเติมบทบัญญัติ ที่เกี่ยวกับมหาวิทยาลัยให้เป็นมหาวิทยาลัยในก้ากับไม่เป็นส่วนราชการในประเด็นใดบ้าง

ประเด็นแรกครับท่านประธาน ที่ผมอยากจะกราบเรียนคือประเด็นในเรื่อง ของประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ เราต้องยอมรับความเป็นจริงครับ ในขณะนี้เมื่อผมไปดู ร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ที่เสนอเข้ามาเพื่อพัฒนาให้เป็นมหาวิทยาลัยในก้ากับ ของรัฐนั้น ยังไม่มีบทบัญญัติของมหาวิทยาลัยใดเลยครับที่เปลี่ยนแปลงไปจากรูปแบบเดิม ที่ต้องการมาตอบโจทย์ในเรื่องประสิทธิภาพในการบริหาร ตอบโจทย์ประการแรกก็คือ ในเรื่ององค์กรสูงสุดในการบริหารมหาวิทยาลัยครับ ท่านประธานคงจ้าได้ว่าการบริหาร มหาวิทยาลัยหรือการบริหารในระดับอุดมศึกษานั้นเราได้มีการมอบอ้านาจให้กับมหาวิทยาลัย ตั้งแต่ในยุคท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ขอประทานโทษที่เอ่ยนาม คือ ฯพณฯ ชวน หลีกภัย ครับ ในขณะนั้นได้มีการมอบอ้านาจในการบริหารจัดการทั้งหมดไปให้มหาวิทยาลัย คือสมัยก่อนหน้านั้นการที่จะขอขยายสาขาวิชา ขอเปิดคณะวิชาต่าง ๆ การขอขยายหลักสูตร วิชาต่าง ๆ ต้องเสนอมาที่กระทรวงศึกษาธิการหรือต้องเสนอมาที่ทบวงมหาวิทยาลัยในขณะนั้น แต่ว่าหลังปี ๒๕๔๒ แล้วเมื่อเรามีพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ เราก็ได้จัดการ การบริหารมหาวิทยาลัยในระดับส่วนกลางไปเป็นส้านักเรียกว่า ส้านักงานคณะกรรมการ การอุดมศึกษา ซึ่งบริหารงานเป็นอีกแท่งหนึ่งของกระทรวงศึกษาธิการ มีคณะกรรมการ การอุดมศึกษาเป็นคนดูแลในเรื่องของการบริหารจัดการในส่วนกลางทั้งหมด ไม่มีส่วนใด ที่เกี่ยวกับการบริหารจัดการที่จะมาเกี่ยวข้องถึงรัฐมนตรีโดยตรง ถึงแม้ท่านพงศ์เทพ ท่านก็คงทราบดีนะครับ เรามีหน้าที่เพียงเรื่องพิธีการเท่านั้นละครับ เกี่ยวกับเรื่องมหาวิทยาลัย เช่น อาจจะต้อง เสนอขึ้นทูลเกล้าฯ แต่งตั้งอธิการบดีหรือนายกสภาเท่านั้นเอง หรือขอขยายเวลาที่เกี่ยวข้อง กับงบประมาณเท่านั้นเอง ส่วนกระบวนการในการบริหารจัดการตั้งแต่การจัดตั้งงบประมาณ จนถึงการบริหารภายในมหาวิทยาลัยนั้น เดี๋ยวนี้เป็นเรื่องของสภามหาวิทยาลัย เป็นเรื่องของ สภามหาวิทยาลัยไปแล้ว เพราะฉะนั้นวันนี้ผมจึงอยากจะกราบเรียนว่าบทบัญญัติที่เราจะยก ร่างพระราชบัญญัติในการที่จะให้มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ของเรามีประสิทธิภาพ ในการบริหารจัดการที่เป็นแบบอย่าง เป็นต้นแบบครับ ผมคิดว่าวันนี้เราต้องมาดูถึง ความชัดเจนในเรื่ององค์กรสูงสุด ประการแรก คือเรื่องสภามหาวิทยาลัยนะครับ ผมทราบข่าวด้วยความดีใจครับว่าท่านรัฐมนตรีก็ได้ให้ความส้าคัญในเรื่องนี้ และเมื่อท่านเข้าไป ท่านก็ได้ให้นโยบายชัดเจนตามที่พวกผมเคยท้าไว้ ที่ต้องการจะให้มหาวิทยาลัยนั้นสนองต่อ การตอบโจทย์ของประเทศ ทั้งในเรื่องคุณภาพผู้เรียน ทั้งในเรื่องของการรับใช้สังคม และที่ส้าคัญท่านรัฐมนตรีเองก็ได้ไปสั่งการชัดเจนตามที่ผมทราบมาก็คือว่าต่อไปนี้ คนที่จะเป็นนายกสภามหาวิทยาลัย ไม่ใช่เดินสายเป็นไปทั่วประเทศแล้ว ต้องให้เป็นได้เพียง ๒ มหาวิทยาลัยเท่านั้น แต่แค่นี้มันยังไม่พอนะครับ ที่ท่านบริหารจัดการไปยังเป็นเพียง รูปแบบเท่านั้นเอง ผมต้องการให้องค์กรสูงสุดในการบริหารการศึกษาระดับอุดมศึกษา หรือระดับมหาวิทยาลัย โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยที่เป็นมหาวิทยาลัยในก้ากับของรัฐนั้น ต้องเป็นสภามหาวิทยาลัยที่ประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิอย่างแท้จริง และภายในกระบวนการ ดังกล่าวนั้นเราจะต้องมีโครงสร้างเชิงอ้านาจครับ ท่านประธานครับ ที่ให้มีการตรวจสอบ และถ่วงดุลครับ ไม่อย่างนั้นมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ก็จะกลายไปเป็นอาณาจักรแต่ละอาณาจักรนะครับ ซึ่งผมคิดว่าในสภานี้คงไม่มีใครต้องการที่จะให้การบริหารจัดการมหาวิทยาลัย ไม่ได้คืนกลับสนองตอบต่อสังคม ไม่ได้มีจิตส้านึกที่จะรับใช้และตอบโจทย์ต่อประเทศชาติ บ้านเมือง เราไม่ต้องการเห็นมหาวิทยาลัยที่จะเป็นอาณาจักรที่ได้รับงบประมาณ จากการก่อตั้งมาเมื่อหลายสิบปีที่แล้วมาและวันนี้กลับกลายเป็นอาณาจักรของตนเอง โดยไม่สนใจสิ่งแวดล้อมข้างนอก โดยไม่สนใจในการตอบโจทย์ของประเทศชาติบ้านเมือง ในการที่จะพัฒนาศักยภาพ ในการแข่งขัน หรือในการผลิตก้าลังคนของภาครัฐ เพราะฉะนั้น องค์กรสูงสุดที่เป็นสภามหาวิทยาลัย ผมคิดว่าต้องมีการด้าเนินการในการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง ในยุคนี้ ในยุคที่มีการเสนอกฎหมายฉบับนี้เข้ามา แน่นอนที่สุดในชั้นรับหลักการนี้ผมจะขออนุญาต ไม่ลงรายละเอียด แต่ว่าในชั้นกรรมาธิการผมคิดว่าถึงเวลาที่เราจะต้องร่วมมือกันระหว่าง ฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติที่เราจะต้องมาปฏิรูปสภามหาวิทยาลัย และต้องยอมรับ ความเป็นจริงนะครับ จากโครงสร้างเดิมนั้นมีปัญหามากพอสมควรครับ ในขณะนี้ บางมหาวิทยาลัยยังไม่สามารถแต่งตั้งอธิการบดีได้เลยครับ เพราะมันเหมือนกับไก่กับไข่ เหมือนกับงูกินหางครับท่านประธาน เพราะอธิการบดีเป็นคนเสนอชื่อผู้ทรงคุณวุฒิ เสนอชื่อกรรมการสภามหาวิทยาลัย และกรรมการสภามหาวิทยาลัย นายกสภามหาวิทยาลัย ในท้ายที่สุดก็กลายเป็นคนที่จะคัดสรรอธิการบดี เราควรจะมีกระบวนการอย่างไรครับ ที่จะท้าให้การบริหารจัดการของสภามหาวิทยาลัยนั้นได้มีความชัดเจนในฐานะองค์กรสูงสุด แต่เท่านั้นยังไม่พอครับ เมื่อเรามอบอ้านาจในการบริหารทั้งหมดให้กับสภามหาวิทยาลัย เป็นบอร์ด (Board) บริหารแล้ว ผมคิดว่าการยึดโยงกับนโยบายของรัฐ การยึดโยงกับ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ การยึดโยงกับแผนพัฒนาการศึกษาของชาติ ยิ่งจะต้องมีความจ้าเป็นที่เราจะต้องมีกลไกใดก็แล้วแต่ครับ ที่จะต้องมายึดโยงในส่วนของ องค์กรสูงสุดนี้กับกระบวนการในการที่จะตอบโจทย์ในการจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษา ของประเทศของเรา ไม่เช่นนั้นแล้วนอกจากกลายเป็นอาณาจักรแล้วต่างคนต่างท้า ต่างคนต่างผลิตบัณฑิต และการผลิตบัณฑิตไม่ตอบโจทย์ตามแผนพัฒนาก้าลังคนของรัฐ ที่เราต้องการจะให้เป็นไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตอบโจทย์ที่จะให้ได้บัณฑิตที่ขาดแคลน สาขาวิชาชีพที่ขาดแคลน อันนี้เป็นเรื่องที่มีความจ้าเป็นอย่างยิ่งครับเรื่องแรก

เรื่องที่ ๒ ที่มีการพูดถึงกันมากว่าการที่เรามาปรับปรุงร่างพระราชบัญญัติ กฎหมายในการที่จะพัฒนาการไปสู่มหาวิทยาลัยในก้ากับของรัฐนั้นได้ตอบโจทย์ประการที่ ๒ หรือไม่ คือเรื่องคุณภาพผู้เรียน ท่านประธานต้องยอมรับความเป็นจริงครับ ผมไม่เป็นห่วง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่เราพิจารณากันในวันนี้ครับ แต่ผมเป็นห่วงหลายมหาวิทยาลัย และในขณะเดียวกันก็คงหลีกไม่พ้นละครับ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ก็เป็นส่วนหนึ่ง ของการจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษาที่จะต้องเป็นต้นแบบในการที่จะต้องด้าเนินการในเรื่อง ธงน้าของการจัดการศึกษาในยุคนี้คือเรื่องคุณภาพผู้เรียนครับ ผมดีใจที่เห็นรัฐมนตรีท่านนี้ เป็นท่านแรกของรัฐบาลชุดนี้ที่ได้พูดถึงคุณภาพการศึกษา ได้พูดถึงหลักสูตร แต่ที่ผ่านมา ก็ไม่ได้จับโจทย์ปัญหาของประเทศทางการศึกษาได้หยิบยกขึ้นมาพูดอย่างแท้จริง แต่เรื่อง คุณภาพผู้เรียนซึ่งในสมัยรัฐบาลท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เราได้ก้าหนดเป็นหลักเกณฑ์ชัดเจน ที่เรียกว่าเราต้องการเห็นบัณฑิตยุคใหม่ บัณฑิตยุคใหม่คือบัณฑิตที่มีความเป็นเลิศ ทางวิชาการ มีคุณธรรม มีจริยธรรม มีความสามารถทางการใช้เทคโนโลยี มีความเท่าทัน ต่อความเป็นเลิศทางวิชาการโดยเฉพาะเทคโนโลยีชั้นน้าของประเทศ และที่ส้าคัญคือ มีศักยภาพในการที่จะเป็นกลไกขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศของเราไปสู่การแข่งขันกับ ประชาคมอาเซียนและประชาคมโลก นอกจากคุณภาพผู้เรียนในด้านคุณสมบัติส่วนตัวแล้ว สิ่งหนึ่งที่ผมอยากจะฝากและผมคิดว่าเราต้องไปร่างไว้ในกฎหมายฉบับนี้ คือเราจะท้าอย่างไร ที่จะให้มหาวิทยาลัยนั้นได้รับใช้สังคม ตรงนี้เป็นเรื่องส้าคัญมากในขณะนี้ ท่านประธาน คงจ้าได้เหตุการณ์น้าท่วมที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นมหาวิทยาลัยต้นแบบที่ได้ เปิดมหาวิทยาลัยมาให้เป็นที่อพยพของพี่น้องประชาชนเพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่โดน น้าท่วมใหญ่ แล้วก็ไม่พ้น ในท้ายที่สุดมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เองก็จมอยู่ใต้น้าเช่นเดียวกัน และมีความเสียหายค่อนข้างมาก แต่ท่านลองกลับไปดูมหาวิทยาลัยที่น้าไม่ท่วมสิครับ ท่านประธานครับ มีมหาวิทยาลัยใดบ้างที่ได้แสดงออกที่เป็นการเข้าไปช่วยเหลือสังคม นี่ยกตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมนะครับ มีบางมหาวิทยาลัยที่เห็นได้ชัดเช่นทางภาคใต้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ก็ได้เอานักศึกษาอาจารย์มาช่วยเหลือตั้งเป็นโรงครัวส้าหรับ ช่วยเหลือผู้น้าท่วม ผมคิดว่านี่ผมไม่ได้พูดถึงการรับใช้สังคมที่ต้องการจะให้เป็นไป ตามเป้าหมายที่เราเคยตั้งเอาไว้ว่า ๑ มหาวิทยาลัย ๑ จังหวัดที่จะต้องเข้าไปดูแลในเรื่อง การที่จะต้องท้าข้อมูลพื้นฐานรวมไปถึงการวิจัยและพัฒนา

ประการที่ ๓ ท่านประธานครับ เรื่องสถานภาพของมหาวิทยาลัย วันนี้ ผมเพียงแต่เรียนเรื่องนี้กับท่านประธานผ่านไปยังรัฐมนตรีว่าผมอยากให้ท่านรัฐมนตรี ได้กลับไปดูและตรวจสอบความพร้อมของมหาวิทยาลัยแต่ละแห่งที่ต้องการจะปรับปรุง กฎหมายให้มาอยู่ในก้ากับของรัฐอย่างแท้จริง มหาวิทยาลัยระดับชั้นน้าที่เสนอเข้ามาคงไม่มี ใครติดใจละครับ แต่ว่าต่อไปในอนาคตผมคิดว่าถ้านโยบายของท่านไม่ชัดเจนก็จะท้าให้เกิด ปัญหาต่อไปว่าเราจะท้าอย่างไรให้สถานภาพของมหาวิทยาลัยนั้นมีความพร้อมที่จะเป็น มหาวิทยาลัยที่ไม่เป็นส่วนราชการและอยู่ในก้ากับของรัฐ ความขัดแย้งในประชาคม มหาวิทยาลัย แต่มหาวิทยาลัยขณะนี้มีความพร้อมแค่ไหน อย่างไรครับ

และประการที่ ๔ ท่านประธานครับ คือเรื่องภาระของผู้เรียน อันนี้มีการพูด กันมากละครับ เพราะว่าตามที่ผมได้เรียนท่านประธานเป็นเบื้องต้นแล้วว่าแนวความคิด ที่เราจะให้มหาวิทยาลัยออกนอกระบบ ให้มหาวิทยาลัยนั้นอยู่ในก้ากับที่ไม่เป็นส่วนราชการ เรื่องความเป็นอิสระทางวิชาการนั้นไม่ต้องพูดถึงแล้วครับ มีหลายท่านมาอ้างถึงว่าที่ต้อง พัฒนากฎหมายฉบับนี้เพื่อความเป็นอิสระทางวิชาการ แต่ความจริงไม่พัฒนากฎหมายฉบับนี้ มหาวิทยาลัยก็เป็นอิสระทางวิชาการอย่างเต็มที่อยู่แล้วขณะนี้ แต่ประเด็นส้าคัญก็คือ เมื่อเราไม่คิดครบวงจรว่าให้มหาวิทยาลัยที่จะอยู่ในก้ากับของรัฐนั้นมีกองทุนของตัวเอง การจัดการศึกษาต้องอยู่ในภาระของผู้เรียน เพื่อไม่ให้ความเหลื่อมล้าระหว่างมหาวิทยาลัย ในก้ากับของรัฐและมหาวิทยาลัยเอกชน ท้าไมมหาวิทยาลัยเอกชนเขาจึงสามารถยืนอยู่ได้ด้วยภาระในการบริหารจัดการ ของมหาวิทยาลัยเป็นภาระของผู้เรียนตรงนี้เป็นประเด็นส้าคัญนะครับ ถ้าเราต้องการ ที่จะให้มหาวิทยาลัยของรัฐมีความคล่องตัวในการบริหารจัดการจริง ๆ เราต้องตั้งหลัก ความเป็นจริงให้ได้ว่าการบริหารจัดการของมหาวิทยาลัยนั้นต้องเป็นภาระของผู้เรียน แต่เป็นภาระของผู้เรียนในความหมายของผมก็คือว่าทางมหาวิทยาลัยเอง ทางรัฐบาลเอง ต้องมีนโยบายชัดเจนครับว่าเมื่อคุณเป็นมหาวิทยาลัยในก้ากับของรัฐแล้วคุณสามารถที่จะ ก้าหนดต้าแหน่ง ก้าหนดเงินเดือนได้เอง คุณสามารถที่จะจ้างอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญได้เองแล้ว คุณก็พร้อมที่จะมาเก็บค่าเล่าเรียนที่สูงขึ้นได้ แต่ในขณะเดียวกันการที่จะเก็บค่าเล่าเรียน ที่สูงขึ้นได้ต้องไม่เป็นภาระของผู้เรียนที่ด้อยโอกาส ตรงนี้ละครับจึงเป็นหน้าที่ของท่านรัฐมนตรี ต้องตอบให้ชัดเจนนะครับว่าท่านต้องมีนโยบายว่าต่อไปนี้ถ้าเป็นนักศึกษาที่ด้อยโอกาส ทุกมหาวิทยาลัยต้องมีเงินกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษาที่เพียงพอ วันนี้ภาระของผู้เรียน มี ๓ ทางครับท่านประธาน ทางที่ ๑ คือผู้เรียนที่มีฐานะที่เป็นผู้ด้อยโอกาสก็สามารถที่จะขอ เงินกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษาได้ ในสมัยยุครัฐบาลท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผมเป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ผมได้ขอจัดตั้งงบประมาณเงินกองทุนกู้ยืม เพื่อการศึกษาให้มากที่สุดเป็นประวัติศาสตร์ครับ มายุคนี้ท่านแบ่งเงินกองทุนกู้ยืม ไปให้เป็นกองทุน กรอ. คือกองทุนที่ผูกติดกับรายได้ในอนาคต คือให้ลูกของคนที่มีโอกาสดี สามารถกู้ยืมได้ด้วย นี่เป็นช่องทางที่ ๒ คือ กรอ. ช่องทางที่ ๓ คือช่องทางที่นักศึกษามีผู้ปกครอง ที่มีฐานะดีเขาก็ไม่กู้ยืมอยู่แล้วละครับเขาก็พร้อมที่จะใช้เงินของตัวเอง เพราะฉะนั้น ประเด็นส้าคัญในขณะนี้ก็คือว่าโจทย์ที่จะต้องตอบคือว่าการที่จะให้มหาวิทยาลัยพัฒนาไปสู่ มหาวิทยาลัยในก้ากับของรัฐนั้นต้องไม่เป็นภาระของผู้เรียนในแง่ที่ต้องไปขึ้นค่าเล่าเรียน เพื่อธุรกิจทางการศึกษา แต่ต้องเป็นการด้าเนินการของรัฐที่ต้องใช้นโยบายในเรื่องของ การให้เงินกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา ไม่ว่าจะ กยศ. กรอ. เพื่อที่จะให้เด็กเหล่านี้ ต้องไม่สูญเสียโอกาสและมหาวิทยาลัยต้องเปิดรับนักศึกษาอย่างทั่วถึงอย่างแท้จริง ภาระของผู้เรียนจึงเป็นเรื่องที่ผู้เรียนสามารถที่จะรับได้

ประการสุดท้าย ท่านประธานครับ คือความเป็นเลิศทางวิชาการ และการส่งเสริมศักยภาพในการแข่งขันของประเทศ เราต้องยอมรับความเป็นจริงครับว่า วันนี้ระบบการศึกษาของเราก็ถูกเรียกร้องมาเยอะแล้วครับ ปฏิรูปการศึกษาในยุคที่ ๑ เราก็ท้ามาแล้วในท้ายที่สุดก็ปฏิรูปได้เฉพาะโครงสร้าง แต่ไม่สามารถที่จะน้าไปสู่ การตอบโจทย์เพื่อแก้ไขปัญหาว่าการศึกษาเป็นเครื่องมือในการพัฒนาประเทศชาติบ้านเมือง แต่ถ้าเราหันไปดูประเทศรอบข้างแม้แต่ในประชาคมอาเซียนของเราครับ วันนี้ ประเทศสิงคโปร์เขาประกาศชัดเจนการลงทุนเพื่อการศึกษา การลงทุนทางปัญญาถือว่า เป็นความส้าคัญอันดับ ๑ ครับท่านประธาน ประเทศจีนถึงแม้ว่าจะไม่สามารถกระจายได้ ทั่วประเทศ แต่วันนี้เมืองใหญ่ ๆ เช่นเซี่ยงไฮ้ก็ได้รับการยอมรับว่าได้มีการพัฒนา ทางการศึกษา แม้แต่ประเทศสหรัฐอเมริกาท่านประธานาธิบดีโอบามาหลังจาก การเลือกตั้งประธานาธิบดีก็ได้ให้นโยบายที่ชัดเจนว่าจะต้องพัฒนาคุณภาพของมหาวิทยาลัย เพื่อสร้างความเป็นเลิศและสร้างสถาบันความเป็นเลิศทางวิชาการ ซึ่งเรื่องนี้รัฐบาล ที่ผ่านมาเราได้เสนอให้มีการจัดตั้งสถาบันความเป็นเลิศทางวิชาการไว้ทั้งหมด ๙ สถาบัน ซึ่งไปเกี่ยวข้องมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ผมอยากจะให้รัฐมนตรีได้ตามไปดูเรื่องนี้ครับ

ประการที่ ๒ คือความเป็นเลิศของมหาวิทยาลัย วันนี้ที่ผมอยากจะ กราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังรัฐมนตรี และผมคิดว่าอาจจะต้องเป็นข้อบังคับที่ชัดเจน หรือข้อกฎหมายที่ชัดเจนมากขึ้นคือบทบาทของมหาวิทยาลัยในการวิจัยและพัฒนา ท่านประธานครับ มหาวิทยาลัยของประเทศไทยเราได้รับการคัดเลือกเป็นมหาวิทยาลัย ชั้นน้าของโลกบ้างครับ อยู่ในล้าดับที่หลักร้อยขึ้นไป ผมไม่โทษมหาวิทยาลัยหรอกครับ ผมโทษนโยบายของรัฐ เพราะเราไม่ได้มีการขับเคลื่อนให้มหาวิทยาลัยของเราเป็นสถาบันวิจัย เพื่อพัฒนา เป็นสถาบันที่ต้องเอางบลงทุนการวิจัยไปด้าเนินการวิจัยเพื่อมาใช้ในการพัฒนา ประเทศอย่างแท้จริง การวิจัยของมหาวิทยาลัยต่าง ๆ มุ่งเน้นในเรื่องของการวิจัย เพื่อเป็นใบรับรองหลักประกันในการศึกษาแต่ละระดับเท่านั้นเอง แต่ว่าบทบาทของ มหาวิทยาลัยตามพระราชบัญญัตินั้นมีหน้าที่โดยตรงที่จะต้องด้าเนินการในการวิจัยและพัฒนา และเป็นคุณสมบัติข้อส้าคัญในการคัดเลือกในการยกระดับของเราไว้ให้เป็นเวิลด์ คลาส ยูนิเวอร์ซิตี้ (World Class University) อันนี้เป็นเรื่องที่ผมคิดว่าวันนี้มีการกล่าวถึงว่า รัฐบาลนี้แทนที่จะจัดงบประมาณเรื่องการวิจัยให้ได้เป็น ๒ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี (GDP) หรือ ๓ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี มีนักวิชาการท่านหนึ่งเพิ่งพูดในเวทีสัมมนาประชาคมอาเซียน ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชัน ว่ารัฐบาลนี้ให้งบการวิจัยหรือเพียง ๑ สลึงเท่านั้นเองครับ นี่จึงเรื่องที่น่าแปลกใจมากว่าวันนี้เราจ้าเป็นหรือไม่ครับที่เราจะต้องเขียนในตัวบทกฎหมาย เพื่อให้รองรับบทบาทของการวิจัยของมหาวิทยาลัย และบทบาทของการเป็นสถาบัน ความเป็นเลิศ ท้าไมต้องมีการวิจัยและส่งเสริมการจัดตั้งสถาบันความเป็นเลิศทางวิชาการครับ ท่านประธาน ท่านประธานต้องยอมรับความเป็นจริงนะครับ ในยุคที่ผ่านมาเมื่อ ๒๐ ปีที่แล้ว เรามีคณะวิศวกรรมศาสตร์แล้วก็มีสาขาวิชา ๒-๓ สาขาวิชา วันนี้ในสาขาวิศวกรรมศาสตร์ เรามีสาขาวิชา ๑๐-๒๐ สาขาวิชาที่ตอบโจทย์ต่อวิทยาการที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และบางวิทยาการท่านประธานครับ ในขณะนี้เรายังไม่มีมหาวิทยาลัยใดเลยที่เป็นเจ้าภาพ ที่จะมาดูแล ไม่ว่าเรื่องนาโนเทคโนโลยี ไม่ว่าเรื่องเกี่ยวกับประชากร ไม่ว่ามาเรื่องเกี่ยวกับ ไบโอเทคโนโลยี และหลายวิทยาการที่ผมคิดว่ามหาวิทยาลัยที่ไปอยู่ในก้ากับของรัฐ อย่างมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ต้องเป็นต้นแบบในเรื่องนี้ครับ เพราะวันนี้ผมอยากจะกราบเรียน ท่านประธานผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีและเพื่อนสมาชิกในสภานี้ว่าเมื่อเราได้หยิบยก มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ขึ้นมาปรับปรุงกฎหมายผมก็อยากจะเห็นความก้าวหน้า ที่ให้มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์นั้นเป็นต้นแบบในการที่จะพัฒนามหาวิทยาลัยไปสู่ ความเป็นมหาวิทยาลัยในระดับโลกอย่างแท้จริงต่อไป และตอบโจทย์ต่อการแก้ไขปัญหา การศึกษาของประเทศของเราครับ ขอบคุณครับ