สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๕ · ๒๗ มีนาคม ๒๕๕๖

พงศ์เทพ เทพกาญจนา ขอขอบคุณทุกท่านที่ให้ความคิดเห็นเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และพร้อมจะตอบคำถามและอธิบายเหตุผลเกี่ยวกับร่างกฎหมายดังกล่าว พงศ์เทพ เทพกาญจนา เสนอแนวคิดในการบริหารมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของสภามหาวิทยาลัยในการบริหารงาน และเรียกร้องการตัวแทนนักศึกษาในสภามหาวิทยาลัยเพื่อให้มหาวิทยาลัยสามารถบริหารงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังหารือเรื่องปณิธานจุดเด่นของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยเน้นถึงจิตวิญญาณของมหาวิทยาลัยที่มีอยู่ตั้งแต่ก่อตั้ง และหารือเรื่องการโอนข้าราชการและลูกจ้างเข้ามาเป็นพนักงานมหาวิทยาลัย โดยอธิบายว่าข้าราชการและลูกจ้างที่โอนมาจะไม่ได้รับผลกระทบ และมีสิทธิ์เปลี่ยนสภาพเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยได้

นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงศึกษาธิการ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม พงศ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ต้องขอกราบขอบพระคุณท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับท่านประธาน ที่ได้กรุณาให้ความสนใจ แล้วก็ให้ความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พ.ศ. .... ท่านประธานครับ กระผมขออนุญาตที่จะตอบประเด็นบางประเด็นที่ท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติได้ยกขึ้นมา ซึ่งมีหลายท่านที่ได้หยิบยกในประเด็นเดียวกันแต่ด้วยมุมมอง หรือค้าอธิบายเหตุผลที่แตกต่างกัน

เรื่องแรก ท่านประธานครับ เป็นเรื่องเกี่ยวกับการบริหารมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งองค์กรส้าคัญที่มีบทบาทในการที่จะท้าให้มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์สามารถจะบริหารงาน ตามที่ท่านสมาชิกทั้งหลายต้องการคือเป็นมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่ให้ความรู้ ให้การศึกษา แก่ประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ยากไร้ แล้วก็ไม่ใช่เป็นองค์กรที่จะไปคิดมุ่งในทางแสวงหาก้าไร ตรงนี้อยู่ที่ สภามหาวิทยาลัย ซึ่งองค์ประกอบของสภามหาวิทยาลัยนั้นมีความส้าคัญ ท่านประธานครับ ต้องยอมรับว่าในบรรดามหาวิทยาลัยของรัฐทั้งหลายถามว่าองค์ประกอบใครเป็นเจ้าของ จะเห็นได้ว่าโครงสร้างของมหาวิทยาลัยในปัจจุบันเกือบทั้งหมดนะครับ ถ้าถามว่าใครเป็น เจ้าของตัวแทนของเจ้าของเราอาจจะไม่เห็นชัดเจนนัก ซึ่งส่วนต่าง ๆ เหล่านี้ก็เป็นส่วนหนึ่ง ที่ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้หยิบยกขึ้นมา อย่างที่ ๒ ครับ ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องได้รับผลดี ผลเสียมากที่สุด กลุ่มใหญ่ที่สุดก็คือนักศึกษา ซึ่งบรรดามหาวิทยาลัยในเมืองไทยทั้งหมด ก็ไม่มีตัวแทนของนักศึกษาอยู่ในสภามหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นเรื่องจริงครับ ถามว่าในประเทศ ที่เขาพัฒนาอย่างในประเทศสหรัฐอเมริกา อย่างในประเทศอังกฤษ มหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียง หลายมหาวิทยาลัยมีตัวแทนนักศึกษาอยู่ในสภามหาวิทยาลัย เพราะฉะนั้นกระผมเห็นด้วย ที่ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติหลายท่านได้หยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมา แล้วเขาก็มีตัวแทนนักศึกษานั้น ทั้งเป็นกรรมการที่มีสิทธิลงคะแนนเสียง ทั้งเป็นกรรมการที่ไม่มีสิทธิลงคะแนนเสียง ซึ่งกระผม เชื่อครับว่าแนวความคิดเหล่านี้ในชั้นกรรมาธิการก็คงได้รับความคิดเห็นของท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติไปพิจารณาต่อไป แน่นอนท่านประธานครับ เรื่องการตรวจสอบก็เช่นเดียวกัน สภามหาวิทยาลัยก็จะมีบทบาทที่ส้าคัญในการตรวจสอบการบริหารของฝ่ายบริหาร ไม่ว่าจะเป็น อธิการบดี รองอธิการบดี คณบดี และท่านคณาจารย์ทั้งหลาย เหนือไปกว่านั้นก็คือเป็นหน้าที่ที่ รัฐมนตรีต้องไปก้ากับดูแล แต่ถ้าโครงสร้างของสภามหาวิทยาลัยประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิ ที่ท้างานกันอย่างเข้มแข็ง ยึดถือประโยชน์ของมหาวิทยาลัยเป็นหลัก ยึดถือประโยชน์ของ ส่วนรวมเป็นหลัก ก็คงจะไม่มีประเด็นอะไรที่ในส่วนของทางฝ่ายการเมือง ทางรัฐมนตรี จะต้องเข้าไปเกี่ยวข้องมากมาย

เรื่องที่ ๒ ท่านประธานครับ ได้มีการอภิปรายเกี่ยวกับเรื่องปณิธานจุดเด่น ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งท่านสมาชิกหลายท่านก็ได้หยิบยกขึ้นมาแล้วว่าในส่วนของ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เอง มาตรา ๗ ก็ได้เน้นในเรื่องของการพัฒนาวิชาธรรมศาสตร์ การเมืองและการปกครอง ซึ่งท่านสมาชิกทุกท่านก็เห็นพ้องต้องกันว่าเป็นจุดเด่นของ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เรื่องของการส่งเสริมประชาธิปไตย เรื่องของอะไรต่าง ๆ ท่านประธานครับ ท่านสมาชิกหลายท่านอาจจะไม่สบายใจที่เห็นบทบาทของผู้บริหาร มหาวิทยาลัยหรืออะไรก็ตามแต่ในการที่มีบทบาทซึ่งแตกต่างไปจากบทบาทที่ท่านคาดหวัง แตกต่างไปจากบทบาทในอดีตที่เราเคยเห็นท่านผู้บริหารมหาวิทยาลัย ตรงนั้นก็เป็นมุมมอง ต่าง ๆ ของท่านสมาชิก แต่ว่าอย่างหนึ่งที่ผมยืนยันได้ครับ ไม่ว่าผู้บริหารจะเป็นอย่างไร ก็เทียบเคียงกันได้กับบรรดาผู้ส้าเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีทั้งผู้ที่ยึดมั่น ในแนวทางประชาธิปไตย ถามว่ามีคนที่จบจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ไปรับใช้แนวทาง นอกประชาธิปไตยหรือไม่ ก็ต้องบอกว่ามีครับ ก็มีเป็นเรื่องปกติ แต่ว่าจิตวิญญาณที่แท้จริง ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ซึ่งไม่ได้ติดอยู่กับผู้บริหารคนใดคนหนึ่ง ไม่ได้ติดอยู่กับศิษย์เก่า คนใดคนหนึ่งนั้น จิตวิญญาณของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ก็เป็นจิตวิญญาณตั้งแต่ก่อตั้งขึ้นมา ที่ว่ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์นั้นรับใช้ประชาชน

เรื่องที่ ๓ ท่านประธานครับ มีท่านสมาชิกเป็นห่วงบรรดาข้าราชการที่เป็นอยู่ ในปัจจุบัน บรรดาบุคลากรจะได้รับผลกระทบหรือไม่ รายได้จะลดลงหรือไม่ ซึ่งส่วนต่าง ๆ เหล่านี้ ในตัวร่างพระราชบัญญัตินี้ในกรณีของบรรดาข้าราชการทั้งหลายถ้าเขายังต้องการจะอยู่ใน สถานะเดิมก็จะเห็นได้ครับว่าในบทเฉพาะกาลข้าราชการเหล่านั้นยังอยู่ในสถานะเหมือนเดิม ได้ครับ จะอยู่ในมาตรา ๙๘ ที่ว่า การโอนบรรดาข้าราชการ ลูกจ้างทั้งหลาย บุคคลดังกล่าว ถ้าดูในวรรคสอง ยังรับเงินเดือน ค่าจ้าง และเงินอื่น ๆ ผ่านมหาวิทยาลัยโดยเบิกจ่ายจาก งบประมาณแผ่นดิน งบบุคลากรที่จ่ายในลักษณะเงินเดือน เพราะฉะนั้นตรงนั้นคนที่ประสงค์ จะอยู่ในระบบเดิมก็ไม่ถูกกระทบแต่อย่างใด ในขณะเดียวกันถ้าเขาประสงค์จะเปลี่ยนสภาพ เขาก็สามารถจะเปลี่ยนสภาพมาเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยได้ ซึ่งเขาก็คงมีดุลยพินิจที่จะดูว่า เขาจะได้รับประโยชน์ค่าตอบแทนอย่างไร ในมาตรา ๑๐๐ ก็ประกันว่าคนที่เข้ามาเป็น พนักงานมหาวิทยาลัย หรือลูกจ้างโดยการโอนมา จะเปลี่ยนจากสถานะเดิม เขาจะได้รับเงินเดือน ค่าจ้าง สวัสดิการ และประโยชน์ตอบแทน อย่างอื่นไม่น้อยกว่าที่เคยได้รับอยู่ก่อนเข้ามาเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยหรือลูกจ้างของ มหาวิทยาลัย เรื่องของการบริหารทรัพย์สินของมหาวิทยาลัยซึ่งท่านสมาชิกหลายท่าน เป็นห่วง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ก็อาจจะมีปัญหาน้อยเพราะว่าไม่ได้มีทรัพย์สิน มีที่ดิน อะไรมากมาย แล้วเท่าที่ทราบก็ไม่มีกรณีที่ให้หน่วยงานอื่นที่มาเช่าทรัพย์สิน ตรงนี้ก็จะมีอยู่ นิด ๆ หน่อย ๆ ซึ่งก็คงจะไม่ได้มีปัญหาอะไร และกระผมก็ต้องยอมรับครับว่าปัญหาเช่น สมาชิกได้หยิบยกขึ้นมาเกี่ยวกับการที่มหาวิทยาลัยบางมหาวิทยาลัยมีกรณีที่ต้องไปขับไล่ ไปด้าเนินคดีกันนั้น ถามว่ากรณีที่เกิดขึ้นเป็นผลมาจากการที่มหาวิทยาลัยออกนอกระบบ จากมหาวิทยาลัยที่เป็นหน่วยงานของรัฐมาเป็นมหาวิทยาลัยในก้ากับหรือไม่ ก็ต้องบอกว่า ไม่ใช่ครับ เรื่องของการขับไล่หน่วยงานอื่นซึ่งไม่ใช่ที่มหาวิทยาลัยเกิดมาก่อนที่มหาวิทยาลัย หลายแห่งจะออกนอกระบบครับ เนื่องจากมหาวิทยาลัยถือว่าที่ตรงนั้นเป็นที่ของตัวเอง เมื่อตัวเองต้องการจะใช้ก็มีการที่จะต้องให้หน่วยงานอื่นออกไป ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ใช่เกิด เพราะการที่มหาวิทยาลัยออกนอกระบบ แต่มันเป็นเรื่องที่มหาวิทยาลัยเขาใช้สิทธิต่าง ๆ ซึ่งแตกต่างกันไป ซึ่งกระผมก็เข้าใจครับว่าถ้าบอกว่ามหาวิทยาลัยบางแห่งมีกรณีที่ไปบอกให้ โรงพยาบาลออกไปนอกมหาวิทยาลัยมันก็กระทบกระเทือนความรู้สึกอยู่เหมือนกัน แล้วก็ เป็นดุลยพินิจของผู้บริหารมหาวิทยาลัย ดุลยพินิจของสภามหาวิทยาลัยว่าสมควรจะท้า อย่างนั้นหรือไม่ กระผมต้องขอกราบขอบพระคุณท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติอีกครั้งครับ ท่านประธาน