สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๕ · ๒๗ มีนาคม ๒๕๕๖

ชวน หลีกภัย หารือเรื่องร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของแนวทางประชาธิปไตย และเสนอร่างพระราชบัญญัติเพื่อให้มีความเป็นอิสระในการพัฒนาตัวเอง

นายชวน หลีกภัย บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ ผม นายชวน หลีกภัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ที่จริงแล้วผมคิดว่าท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงศึกษาธิการน่าจะเป็นผู้ที่ให้ข้อมูลที่ลึกซึ้งละเอียดแก่เพื่อนสมาชิกของเราในประเด็น ที่อาจจะคลาดเคลื่อนต่อประวัติหรือข้อเท็จจริง แต่ว่าเพื่อให้เราได้รู้จักร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ซึ่งความจริงแล้วรัฐบาลจะเป็นผู้ที่รับผิดชอบ และข้อที่เพื่อนสมาชิกทั้งหลายปรารถนาจะให้เป็น หรือเปลี่ยนแปลงก็สามารถท้าได้โดยไม่ยาก เพราะว่ารัฐบาลเป็นเจ้าของกฎหมาย แล้วรัฐบาล มีเสียงข้างมากอยู่แล้วครับ แต่ว่าอยากจะกราบเรียนท่านประธานเพื่อเข้าใจบทบาทของ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จากร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ คือถ้าเราดูตัวร่างพระราชบัญญัติ ฉบับนี้ยกเลิกปี ๒๕๓๓ ยกเลิกปี ๒๕๔๑ ซึ่งมีการแก้ไขครั้งส้าคัญ ตัวสาระส้าคัญทั้ง ๑๐๗ มาตรา ท่านประธานจะเห็นว่าถ้าเราน้าไปเปรียบเทียบกับมหาวิทยาลัยอื่นเราจะไม่เห็นข้อแตกต่าง ในเนื้อหาทั้ง ๑๐๘ มาตรา ประทานโทษครับ เราจะไม่เห็นข้อแตกต่างมากนัก เพราะจะเป็น รูปแบบที่มาจากที่เดียวกัน ด้วยกฤษฎีกาคณะเดียวคือกลุ่มกฤษฎีกาเป็นผู้ตรวจสอบมา แต่วัตถุประสงค์ของมหาวิทยาลัยนั้นย่อมแตกต่างกันไม่มากก็น้อย เราจึงควรจะมาดูว่า ความเปลี่ยนแปลงส้าคัญของร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ต่อมหาวิทยาลัยคืออะไร สิ่งแรกก็คือว่า หลักการที่ต้องการปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์นั้นเราดูเหตุผลนะครับ ในเหตุผล ๘ บรรทัดนั้นจริง ๆ แล้วสาระส้าคัญก็คือว่าการพัฒนาไปสู่การเป็นมหาวิทยาลัย ของรัฐที่ไม่เป็นส่วนราชการ แต่อยู่ในก้ากับของรัฐ นี่คือตรงนี้ครับ เพราะจริง ๆ แล้วเมื่อกฎหมาย ฉบับนี้ออกมาหน้าตาของมหาวิทยาลัยก็ใช่ว่าจะเปลี่ยนแปลงไป บุคลากรก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไป คณะวิชา แผนกวิชา ครูอาจารย์ที่สอนก็ชุดเดิม แต่ผลที่จะมีผลในทางบริหารก็คือการเป็น มหาวิทยาลัยของรัฐที่ไม่เป็นส่วนราชการ แต่อยู่ในก้ากับของรัฐ ซึ่งบัญญัติไว้ในหมวด ๑ บททั่วไป ที่ผมอยากจะกราบเรียนเพื่อชี้ให้เราเห็นว่าถ้ากฎหมายฉบับนี้ออกไปแล้ว มหาวิทยาลัยจะไม่อยู่ ภายใต้ส่วนราชการเหมือนเดิม แต่มีฐานะเป็นหน่วยงานในก้ากับของรัฐ ซึ่งไม่เป็นส่วนราชการตาม กฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน กฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการ กระทรวงศึกษาธิการ และกฎหมายว่าด้วยการปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม และไม่เป็น รัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณและกฎหมายอื่น อันนี้คือส่วนที่จะเปลี่ยนแปลง ส้าคัญ ส่วนมาตราอื่น ๆ นั้นเป็นการก้าหนดบทบาทหรือแบ่งแยกองค์กรก็เป็นไปตามแบบที่ มหาวิทยาลัยทั่วไปอย่างที่เราเห็นกันอยู่ ผมจึงต้องกราบเรียนท่านประธานว่าเมื่อร่างกฎหมาย ฉบับนี้ได้ออกมาใช้แล้วความเปลี่ยนแปลงที่เราจะต้องติดตามก็คือว่า โครงสร้างการบริหาร ของมหาวิทยาลัยนั้นแม้ผู้บริหารจะเป็นชุดเดิม แต่การไม่อยู่ภายใต้ระเบียบหลายประการนั้น สิ่งที่เขาหวัง ก็คือความเป็นอิสระอย่างที่หลักการได้พูดเอาไว้และเหตุผลได้พูดเอาไว้ ความเป็นอิสระ ก็ไม่จ้าเป็นต้องว่าท้าอะไรตามอ้าเภอใจ แต่หมายความว่าไม่อยู่ภายใต้ระเบียบที่เคร่งครัด จนกระทั่ง มหาวิทยาลัยไม่สามารถพัฒนาตัวเองได้เพราะอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ที่เปลี่ยนแปลงอะไรได้ยาก กระผมคิดว่าพวกเราทั้งหลายที่ให้ความสนใจต่อร่างกฎหมายของมหาวิทยาลัยนั้น ผมเชื่อว่า พวกเราส่วนใหญ่เห็นด้วยกันว่าหัวใจของการพัฒนาประเทศที่แท้จริงคือการพัฒนาการศึกษา ของชาติ ไม่ใช่เป็นความคิดใหม่หรือไม่ใช่เป็นความเห็นใหม่ แต่เป็นความคิดตั้งแต่ดั้งเดิม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้เกิดขึ้นเมื่อปี ๒๔๗๗ ท่านผู้ประศาสน์การดอกเตอร์ปรีดี พนมยงค์ ผู้มีคุณูปการต่อมหาวิทยาลัยและบ้านเมืองได้มีความประสงค์ที่จะให้มหาวิทยาลัยนี้รองรับ การผลิตบุคลากร บัณฑิตเพื่อสนองต่อความเปลี่ยนแปลงของบ้านเมืองในขณะนั้นคือบ้านเมือง ที่เปลี่ยนแปลงเป็นระบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เพราะฉะนั้น มหาวิทยาลัยจึงได้เปิดคณะวิชาในตอนเริ่มต้นอย่างที่เราทราบก็คือวิชาธรรมศาสตร์ส้าเร็จออกไป ก็มีบัณฑิตชื่อเดียวครับ ธรรมศาสตร์บัณฑิต เป็นตลาดวิชาใครก็มาเรียนได้ตามคุณสมบัติ พระเปรียญก็มาเรียนได้ จบอาชีวศึกษาก็มีปัญหาบ้างแต่ก็วัดคุณวุฒิให้แล้วก็มาเรียนได้ ไม่ต้องสอบเข้า ผมก็เข้ามาในยุคที่เป็นตลาดวิชายุคที่ใครสอบที่ไหนไม่ได้ก็มาเรียนที่นี่ กับคนที่ ไม่อยากไปเรียนที่อื่นแล้วก็ตั้งใจมาเข้าเรียนที่นี่ เพราะฉะนั้นวัตถุประสงค์ในตอนเริ่มต้นของ มหาวิทยาลัยนั้นจึงมุ่งผลิตบัณฑิตในสาขาที่รองรับการเปลี่ยนแปลงบ้านเมืองในการปกครอง จึงสอนวิชากฎหมาย แล้วก็ค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นคณะอื่น คือ คณะบัญชี คณะกฎหมาย คณะรัฐศาสตร์ คณะเศรษฐศาสตร์ แล้วต่อมาก็มีคณะสังคมศาสตร์ คณะวารสารศาสตร์ เกิดขึ้นเพิ่มขึ้นโดยล้าดับ ไม่ได้มีปัญหาสถานที่เรียนเพราะว่าคณะที่เรียนก็ไม่ต้องใช้ห้องทดลองอะไรทั้งสิ้น แต่กระผม คิดว่าเราต้องเข้าใจว่าความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในช่วงหลัง คือกระผมเข้าไปตอนเป็นตลาดวิชา เมื่อมหาวิทยาลัยตั้งมาได้ประมาณ ๒๔ ปี ขณะนี้มหาวิทยาลัยจะมีอายุครบ ๘๐ ปี ต้องกราบเรียน ท่านประธานในฐานะเป็นคนที่นั่นว่าชีวิตของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ไม่ได้ผ่านมาด้วย ความราบรื่น ที่กราบเรียนเรื่องนี้เพื่อให้เราได้เห็นร่วมกันว่าพัฒนาการของมหาวิทยาลัยในอดีตนั้นยาก คนจบมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์สมัยโน้นถ้ารับราชการเป็นต้ารวจเขาให้นายดาบครับ เขาไม่ได้ให้ร้อยตรีหรอกครับ ถ้าจบจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเขาให้ร้อยตรี จึงต้องมีการต่อสู้ เพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิที่เท่าเทียมกัน แม้กระทั่งสถานที่สอนอย่างที่เพื่อนได้พูด เราก็ต้องไปต่อสู้ เพื่อให้ได้มา ความจริงเมื่อสัปดาห์ที่แล้วธรรมศาสตร์รุ่นเหล่านี้เขาก็ประชุมกันเพื่อระลึกถึง วันที่ ๕ พฤศจิกายน ที่ได้ที่คืนมาจากทหาร บุคคลที่ส้าคัญยิ่งที่ยังมีชีวิตอยู่ก็คือท่านมารุต บุนนาค ผมกราบเรียนย่อ ๆ เพื่อให้เราได้รู้ว่ามหาวิทยาลัยไม่ได้อยู่กับที่ครับ ได้พัฒนามาโดยล้าดับ แล้วในที่สุดก็มีการเปลี่ยนแปลงชื่อมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง ก็ตัด วิชา และการเมือง ออกไป เหลือเป็น มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กระผมเข้าไปชื่อเขาตัดไปแล้วครับ แต่ก็อยากจะกราบเรียนท่านประธานว่าเมื่อมหาวิทยาลัยไม่อยู่กับที่ผู้บริหารก็คิดในทางที่จะ เปลี่ยนแปลงเพื่อมหาวิทยาลัยได้พัฒนามากขึ้น ความคิดเหล่านั้นจึงต้องเปิดคณะวิชา เพิ่มขึ้น ๆ จนสถานที่นั้นไม่พอแล้วครับ ด้วยวิสัยทัศน์ของผู้บริหารที่กว้างไกลนับตั้งแต่ ท่านอาจารย์ป๋วย ท่านอาจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ คุณหญิงนงเยาว์ และอธิการบดี นายกสภามหาวิทยาลัยในยุคนั้น หลายคน ความจริงความเห็นไม่สอดคล้องกันหรอกครับ แต่ว่าแน่นอนมันก็ต้องมีคนตัดสินว่า ทางออกที่ดีที่สุดคืออะไรจึงได้เกิดวิทยาเขตรังสิตขึ้น ซึ่งวันนี้ถ้าไม่มีวิทยาเขตนี้มหาวิทยาลัย ก็จะล้าบากมาก เพราะมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่ท่าพระจันทร์ไม่สามารถจะรับคณะอื่น ๆ นอกเหนือจากคณะเดิมได้ อันนี้คือสิ่งที่อยากให้พวกเราได้รับรู้ว่าอะไรเป็นอะไร ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผมเรียนในสมัยที่ค่าเล่าเรียนปีละ ๔๐ บาท แล้วก็ขึ้นเป็น ๔๐๐ บาท แล้วเราก็ ประท้วง เพื่อนผมก็ถูกไล่ออกหลายคนครับ นายปรีชา สามัคคีธรรม นายโกเมนประท้วงเรื่อง ขึ้นค่าเล่าเรียน พวกผมก็ประท้วง แต่ว่าประท้วงด้วยวิธีเล่นงิ้ว เล่นลิเกเพื่อไม่ให้รู้ว่าใคร เป็นใคร แต่ไม่เห็นด้วยกับมหาวิทยาลัยที่ขึ้นค่าเล่าเรียนในสมัยนั้น สิ่งเหล่านี้มันเป็นพัฒนาการ ซึ่งบางอย่างเราเห็นด้วย บางอย่างเราไม่เห็นด้วยจนมาเป็นวันนี้ กราบเรียนท่านประธานเรื่องนี้ เพื่อให้เราทั้งหลายได้มีส่วนร่วมรับรู้ครับว่าเมื่อถึงวันนี้มหาวิทยาลัยได้มีคณะวิชามากมาย แล้วครับ แล้วก็มีสาขาอื่นนอกเหนือจากสาขาสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มีสาขา ด้านแพทย์ สาธารณสุข วิทยาศาสตร์ วิศวะ มากมายครบถ้วนเกือบจะพูดได้ว่าเกือบ ทุกคณะแล้วเช่นเดียวกับมหาวิทยาลัยที่เป็นมหาวิทยาลัยใหญ่ ๆ แล้วก็มีคณะครบถ้วน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์แต่เดิมก็คือสอนคณะเกษตร วนศาสตร์ สัตวแพทย์ อยู่ไม่กี่คณะ วันนี้เขามีคณะสถาปัตย์ มีคณะบริหาร มีทุกคณะเหมือนกับที่อื่น มหาวิทยาลัยศิลปากร เดิมก็สอนเฉพาะจิตรกรรม ประติมากรรม สถาปัตยกรรม โบราณคดี วันนี้ก็มีคณะเภสัชศาสตร์ มีคณะอื่น ๆ เหมือนกับที่อื่น ผมกราบเรียนเรื่องนี้เพราะว่ารุ่นน้องหลายคนอาจจะนึกไม่ออกว่า มหาวิทยาลัยสมัยนั้นก็มีเพียงแค่นี้ครับ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒซึ่งเป็น วิทยาลัยครูสมัยโน้น แต่วันนี้เรามีสถาบันการศึกษากระจายไปทั่วแล้ว ผมกราบเรียนท่านประธาน เพราะว่าเมื่อปี ๒๕๓๘ กระผมเองในฐานะนายกรัฐมนตรีก็ได้มีมติขยายมหาวิทยาลัยไป ๑๑ จังหวัด และประเด็นที่พวกเราพูดถึงคือความห่วงใยว่ากฎหมายนี้ออกมาลูกหลานชาวบ้านจะไม่มี เงินเรียนเราจึงได้คิดไว้ตั้งแต่ตอนนั้น จึงเกิดกองทุนกู้ยืมขึ้นในปีนั้น ปี ๒๕๓๘ ซึ่งวันนี้กองทุน กู้ยืมก็แก้ปัญหาให้กับลูกหลานของเราได้ไม่น้อยทีเดียว อย่างน้อยกระผมคิดว่าวันนี้มีลูกหลาน ของพี่น้องทั้งหลายของเราได้ใช้ประโยชน์จากกองทุนนี้ไม่น่าจะต่้ากว่า ๓,๐๐๐,๐๐๐ คนแล้ว ซึ่งถ้าไม่มีโครงการเหล่านี้ ยาก กระผมทราบดีเพราะสมัยพวกเราเรียนหนังสือไม่มีกองทุน เราก็ต้องดิ้นรนเพื่ออยู่วัด มิเช่นนั้นเราก็ไม่สามารถเรียนหนังสือได้ อันนี้คือสิ่งที่เป็นประสบการณ์ ของการศึกษาของประเทศไทย แต่วันนี้ที่อยากจะกราบเรียนพวกเราก็คือว่าผมไม่อยากให้ เรามองมหาวิทยาลัยไปในทางลบเสียหมดนะครับ จริง ๆ แล้วมหาวิทยาลัยไม่ได้ผลิตบุคลากร ที่สมบูรณ์ไปหมดหรอกครับ คนที่สร้างปัญหาให้กับบ้านเมืองทุกวันนี้ก็มหาวิทยาลัยเป็นผู้ผลิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ก็ผลิตคนพวกนี้เหมือนกัน ไม่ใช่ดีทั้งหมดหรอกครับ ข้าราชการที่โกง คอร์รัปชันก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มาจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีเหมือนกัน และทุกสถาบัน ก็ผลิตคนที่ท้าประโยชน์ให้กับบ้านเมืองและคนที่เป็นตัวถ่วงบ้านเมือง ดังนั้นเป้าหมาย อุดมการณ์ของมหาวิทยาลัยที่สมาชิกพูดถึงจึงมีความส้าคัญ ผมกราบเรียนท่านประธาน เพราะว่าไม่ใช่เป็นคนนอก แต่เมื่อจบมาแล้วก็ได้ย้อนกลับไปเป็นกรรมการของมหาวิทยาลัย ยาวนานแล้วก็เพิ่งลาออกไปเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ เพราะว่ามีการร้องเรียนว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญ มหาวิทยาลัยก็บอกว่ามันไม่ขัด แต่ผมก็ออกไปเพื่อไม่ให้มหาวิทยาลัยต้องล้าบากใจ ต้องคอยชี้แจง ด้วยความยากล้าบากว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ จึงได้เห็นการบริหารงานของมหาวิทยาลัย อยากกราบเรียนพวกเราทั้งหลายนะครับว่าบางท่านก็อยู่ได้ครบวาระ บางท่านก็อยู่ไม่ครบ แต่สภามหาวิทยาลัยทุกยุคเขาจะไม่ยอมเลือกผู้บริหารประเภทที่ศรัทธาต่อระบบเผด็จการ สมาชิกบางท่านอาจจะพาดพิงถึงอธิการบดีบางท่านผมไม่เอ่ยถึงนะครับ แต่ผมจะเรียนว่า ในฐานะคนในคนที่ท่านอาจจะวิจารณ์นั้นคือคนที่มหาวิทยาลัยยกย่องเป็นนักประชาธิปไตย ไม่คล้อยตามการทุจริต โกงกินบ้านเมือง ไม่เห็นด้วยกับแนวทางการใช้วิธีการนอกกฎหมาย บ้านเมือง อันนี้คือจุดเด่นที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้มีอยู่ตลอดมาจนทุกวันนี้ และด้วย ศักยภาพของผู้บริหารเหล่านี้มหาวิทยาลัยจึงมีความก้าวหน้ามาจนบัดนี้ แต่ก็ยังไม่ใช่เป็นที่ พอใจหรอกครับ ด้วยตระหนักว่าผลผลิตมหาวิทยาลัยบางคนมีปัญหาจึงได้คิดปรับปรุงวิชา ผมกราบเรียนท่านประธาน เชื่อว่าในห้องนี้อาจจะมีคนรู้ไม่มากนักว่ามันมีวิชาหนึ่งที่ไม่เหมือนกับ ที่อื่นคือวิชาทียู ๑๐๐ (TU 100) วิชาทียู ๑๐๐ ก็คือวิชาธรรมศาสตร์ ๑๐๐ วิชานี้ก็คือวิชา หน้าที่พลเมืองครับท่านประธาน ก็คือมาตรา ๗ วรรคสอง มหาวิทยาลัยมีปณิธานมุ่งสู่ ความเป็นเลิศทางวิชาการ อันนี้แน่นอนทุกมหาวิทยาลัยจะต้องปฏิบัติอย่างนี้ เป็นมหาวิทยาลัยชั้นน้า ร่วมน้าสังคมไปแนวทางที่ถูกต้องดีงามและพึงปรารถนา เสริมสร้างให้เกิดความเป็นธรรมในสังคม ผลิตบัณฑิตที่มีความรู้ มีความสามารถในการท้างาน และด้ารงชีวิตอย่างมีคุณค่า มีคุณธรรม มีจิตใจเสียสละ ใฝ่รู้ และมีส้านึกรับผิดชอบต่อสังคมและประเทศชาติ อันนี้เป็นหลักการ แต่ทางปฏิบัติอาจจะไม่มีก็ได้ถ้าไม่ได้สอนวิชาเหล่านี้ จึงได้เกิดวิชาทียู ๑๐๐ ขึ้น ซึ่งความจริง กระผมก็ทราบว่าหลายมหาวิทยาลัยก็ได้มีวิชาประเภทนี้ บังเอิญได้พบคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก็ได้เปิดวิชาธรรมาภิบาล เพื่อนิสิตที่จบเป็นบัณฑิตจะได้มีความส้านึก เรื่องธรรมาภิบาล เพราะฉะนั้นทุกมหาวิทยาลัยคงจะได้ตระหนักร่วมกัน แต่ว่ามันไม่มีใคร รับรองได้ทั้งหมดหรอกครับว่าผลผลิตนั้นจะเป็นเบ้าที่ผลิตมาได้เหมือนกันหมด แต่เมื่อมี วัตถุประสงค์อย่างนี้ก็เป็นหน้าที่เราที่จะต้องติดตามให้มหาวิทยาลัยได้ด้าเนินการไปตามนโยบาย ที่ได้บัญญัติเอาไว้ในกฎหมาย ผมกราบเรียนท่านประธานถึงประสบการณ์ในมหาวิทยาลัย เพื่อได้เห็นว่าบรรดาผู้ที่มีบทบาทส้าคัญในการบริหารมหาวิทยาลัยมาในช่วง ๘๐ ปีที่ผ่านมานี้ มันก็ใกล้เคียงกับการเปลี่ยนแปลงการปกครองคือมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ตั้งหลังเปลี่ยนแปลง การปกครองเพียงประมาณ ๒ ปีเท่านั้นเอง ปี ๒๔๗๗ เพราะฉะนั้นก็ถือว่าอยู่คู่การปกครอง ระบอบประชาธิปไตย ได้มีส่วนรับรู้ปัญหาบ้านเมืองแล้วก็มีส่วนได้แก้ไขปัญหา ผลิตคนที่มา ท้างานเพื่อชาติบ้านเมือง และขณะเดียวกันผลผลิตเหล่านั้นก็ไม่ได้มาตรฐานเท่ากันหมดทุกคน อย่างที่ผมกราบเรียนไปแล้ว อันนี้ก็ไม่ใช่มีเฉพาะมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แต่มีอยู่ทั่วไป แต่เราหวังว่าเมื่อร่างกฎหมายฉบับนี้ผ่านไปแล้วเมื่อมหาวิทยาลัยมีความเป็นอิสระมากขึ้น สิ่งที่ ต้องสนใจก็คือว่าเราจะต้องดูแลทรัพยากรคนในมหาวิทยาลัยให้มีความผูกพันด้วยการให้ ค่าตอบแทนที่คุ้ม ที่ผมกราบเรียนเรื่องนี้เพราะมหาวิทยาลัยแรกคือมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี เขาสามารถออกนอกระบบได้เพราะเขาเป็นมหาวิทยาลัยที่ตั้งใหม่ ส่วนมหาวิทยาลัยที่ตั้งมา แต่เดิมนั้นไม่สามารถที่จะออกได้อย่างง่ายดายต้องอาศัยความพยายาม และเป็นเรื่องดีที่ผม กราบเรียนได้ว่าทุกรัฐบาลต่อเนื่องมาไม่มีรัฐบาลไหนแม้นโยบายจะต่างกันบ้าง แต่เรื่องของ มหาวิทยาลัยออกนอกระบบนี้ไม่มีรัฐบาลไหนขัดแย้งกัน มหาวิทยาลัยทั้งหลายจึงค่อย ๆ ออกมาโดยล้าดับ ๆ ครับ ที่จริงแล้วอยากจะกราบเรียนว่ามหาวิทยาลัยแรกที่ได้ออกคือ มหาวิทยาลัยที่ตั้งไว้ก่อนแล้วนะครับไม่ใช่ตั้งใหม่ ที่สามารถออกกฎหมายออกไปได้แห่งแรก ก็คือมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ซึ่งความจริงขณะนั้นเราต้องต่อรองกับส้านักงบประมาณว่า ค่าตอบแทนที่จะให้กับพนักงานมหาวิทยาลัยเมื่อเขาไม่เป็นราชการจะต้องสูง สูงจนเขายอมรับ เป็นที่พอใจ และกราบเรียนท่านประธานว่ามหาวิทยาลัยแห่งนี้ประสบความส้าเร็จมาก วันนี้ถึงแม้การบริหารงานทุกแห่งที่ออกไปจะไม่ได้ราบรื่นทั้งหมดก็ตามครับ แต่โดยทั่วไปแล้ว ถือว่าประสบความส้าเร็จ เพียงแต่ว่าเมื่อมีการปรับเงินเดือนของข้าราชการ ผมเข้าใจว่า บางช่วงเราลืมพนักงานเหล่านี้ไป การปรับจะต้องสอดคล้องกันคือต้องปรับของเขาให้สูงขึ้นมา เพื่อไม่ให้เป็นเงื่อนไขว่าไหนบอกว่าเมื่อออกจากระบบราชการแล้วสถานการณ์จะดีกว่าเดิม อันนี้ต้องรักษาสิ่งนี้เอาไว้ นั่นประการหนึ่งครับท่านประธานที่เคารพ

สุดท้ายที่กระผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานก็คือว่า กระผมขอสนับสนุน ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ให้ผ่านไปได้นะครับ แล้วก็พวกเราที่สนใจอยากจะเปลี่ยนแปลง วัตถุประสงค์หรือเปลี่ยนแปลงเนื้อหาสาระ ผมเชื่อว่าโดยเฉพาะเพื่อนที่เป็นสมาชิกฝ่ายรัฐบาล ท่านอาศัยเสียงข้างมากสามารถเปลี่ยนแปลงได้โดยไม่ยาก แต่ทั้งหมดให้หันมามองภาพของ ความเป็นจริง และผมไม่อยากให้พวกเราทั้งหลายเข้าใจผิดนะครับ เพราะว่ามหาวิทยาลัย มีความยึดมั่นในแนวทางประชาธิปไตย ผู้บริหารในมหาวิทยาลัยไม่ใช่มี ๒ คนละครับ ถ้าอธิการบดี เป็นคนไม่ดีเขาไม่เลือกหรอกครับ อธิการบดีที่เราพยายามพูดพาดพิงถึงท่านนั้นได้รับการยอมรับ ประเมินผลส้าเร็จดียิ่ง แล้วก็ได้รับแต่งตั้งจนกระทั่งครบวาระไม่สามารถเป็นต่อได้เพราะครบ ไปแล้ว อันนี้ก็อยากจะเรียนเพื่อความยุติธรรมกับท่าน แต่แน่นอนความเห็นของท่านอาจจะ ไม่เหมือนพวกเราหรือพวกท่าน เพราะว่าท่านยึดมั่นในแนวทางของท่าน แต่ผมให้ความเคารพต่อ บุคคลผู้ที่ท่านพูดถึงเพราะผมรู้ว่าคนเหล่านี้คือผลผลิตของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่ยึดมั่น แนวทางประชาธิปไตยอย่างแท้จริง แล้วก็ไม่เห็นด้วยกับแนวทางนอกกฎหมายหรือวิธีการใด ก็ตามเป็นวิธีการที่ไม่สอดคล้องกับแนวทางประชาธิปไตย ผมกราบเรียนท่านประธาน แล้วก็เชื่อว่าเพื่อนสมาชิกจะให้ความสนับสนุนรัฐบาลในการรับรองกฎหมายฉบับนี้ด้วยดี ขอบพระคุณครับ