สงวน พงษ์มณี เสนอให้แก้ไขมาตรา ๑๗ แห่งพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัย เพื่อป้องกันปัญหาการออกนอกระบบที่เอื้อประโยชน์ต่อจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในการขับไล่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออกและมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยชี้ให้เห็นความไม่เท่าเทียมและการซ่อนเงื่อนในกฎหมายที่ทำให้ทรัพย์สินของรัฐถูกยึดเป็นของมหาวิทยาลัยส่วนตัว พร้อมเรียกร้องให้รัฐสภาร่วมกันแก้ไขกฎหมายดังกล่าวเพื่อคุ้มครองสิทธิของประชาชนและระบบการศึกษาที่เป็นธรรม
ท่านประธานที่เคารพ ผม สงวน พงษ์มณี พรรคเพื่อไทย จังหวัดล้าพูน ท่านประธานครับ ผมเองคิดว่าวันนี้โชคดีที่ท่านรัฐมนตรี ท่านมานั่งฟังเองแล้วก็ท่านเป็นนักกฎหมาย ผมคิดว่าวันนี้เราจะปล่อยให้ทรัพย์ของชาติ ออกนอกระบบอย่างไม่มีขีดจ้ากัดไม่ได้ ท่านประธาน มาตรา ๑๗ มาตรา ๑๔ น่าสนใจมาก ผมคิดว่ามาตรา ๑๗ ถ้าท่านอ่านให้ดีคงต้องตัดออกในสาระส้าคัญบางเรื่อง ท่านประธานครับ เหตุแห่งการออกนอกระบบมันส่งสัญญาณในทางลบต่อสังคมเราแล้วหลายเรื่อง ท่านครับ วันนี้จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยก้าลังขับไล่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตอุเทนถวายออกจากที่ตัวเอง ท่านครับ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตอุเทนถวายเป็นมหาวิทยาลัยในความรู้สึกของคนเรียนเองและของคนทั่วไป และเชื่อโดยสุจริตใจของผมนี่เหมือนมหาวิทยาลัยชั้น ๒ วันนี้ถ้าปล่อยให้จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ขับไล่และอาศัยอนุญาโตตุลาการเหมือนมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ บ้านเมืองคงไม่สงบ ท่านประธานครับ การก้ากับดูแลตามมาตรา ๖๗ สุดท้ายท่านประธานครับ เป็นภาระ ของรัฐมนตรีที่จะต้องวินิจฉัยแล้วน้าเข้าสู่ ครม. ให้ ครม. เห็นชอบถึงจะให้ทุกส่วนปฏิบัติ ตามมาตรา ๖๗ ผมยกตัวอย่างที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ครับ วันนี้มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ขับไล่ หน่วยราชการ ท่านประธานครับ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ขับไล่โรงพยาบาลประสาทเชียงใหม่ โรงพยาบาลประสาทเชียงใหม่อยู่ตรงนั้นมาพร้อมกับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ในที่ของหลวง ท้าไมเขากล้าขับไล่ ท่านประธานครับ ที่เขากล้าขับไล่ก็เพราะมาตรา ๑๗ ท่านรัฐมนตรี ช่วยอ่านดูมาตรา ๑๗ วรรคท้าย ที่ดินทั้งหมดไม่ถือเป็นที่ราชพัสดุ เขาออกจากระบบเอาทรัพย์ของรัฐซึ่งเป็นที่ราชพัสดุ ไปเป็นของตัวเองครับ นี่ขับไล่สาธารณสุขจังหวัด ขับไล่โรงพยาบาลประสาทเชียงใหม่ อนุญาโตตุลาการก็ดีเหลือเกินไม่ยอมรับกระบวนการยุติธรรมในคณะนี้ ไปวินิจฉัยว่าต้องออก เขาฟ้องศาลปกครองเพื่อที่จะขอให้ประวิงเวลา ศาลปกครองสูงสุดก็บอกว่าประวิงเวลา ไม่ได้แล้ว เพราะว่ากฎหมายให้อ้านาจคณะอนุญาโตตุลาการ ท่านครับ เรื่องนี้ถ้าอย่างนั้น เอามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ที่ผมใกล้ชิด ผมรู้จักดี จังหวัดล้าพูนครั้งเมื่อท่านชูชีพ หาญสวัสดิ์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ท่านมนตรี ด่านไพบูลย์ และพวกผม ได้ขอที่ป่าไว้ ๔,๕๐๐ ไร่ ท่านประธานครับ ท่านรัฐมนตรีครับ ๔,๕๐๐ ไร่ กรมป่าไม้อนุญาต ให้ส่วนราชการคือจังหวัดล้าพูนใช้ จังหวัดล้าพูนประสงค์จะให้เป็นที่ส้าหรับการศึกษายกให้ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ใช้ เมื่อ ๘-๙ ปีก่อนเราบอกว่าถ้าคุณไม่ท้าอะไรเลยแล้วเป็น ๑๐ ปีแล้วนี่เราจะเอาคืน คุณก็มาท้าให้เป็นมหาวิทยาลัยสาขาล้าพูนขึ้นมา แล้ววันนี้ โดยมาตรา ๑๗ คุณก็จะยึดไปเสียอย่างนั้นหรือ ยึดไปแล้วเอาไปใช้ประโยชน์ คนอื่น อยู่ตรงนั้นต้องไล่ออกหมดเลยอย่างนั้นใช่ไหม ท่านประธานครับ ผมคิดว่ารัฐสภาแห่งนี้ สภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้น่าจะร่วมกันเสนอกฎหมายแก้มาตรา ๑๗ ท่านไปอ่านสิครับ ผมจะขออนุญาตอ่านนะครับ บรรดาอสังหาริมทรัพย์ที่มหาวิทยาลัยได้มาโดยมีผู้อุทิศให้ หรือได้มาโดยการซื้อด้วยเงินรายได้ของมหาวิทยาลัย หรือแลกเปลี่ยนกับทรัพย์สิน ของมหาวิทยาลัย หรือได้มาด้วยวิธีอื่น ไม่ถือเป็นที่ราชพัสดุ บางมหาวิทยาลัยได้ที่หลวง ที่ราชพัสดุไปล้วน ๆ พอออกนอกระบบใช้มาตรานี้ยึดเป็นของมหาวิทยาลัยเลย เป็นธรรมไหมออกกฎหมายแบบนี้ ซ่อนเงื่อนไหมครับ อาจารย์ในมหาวิทยาลัยทุกคนเป็นคน เขียนกฎหมายงบประมาณ เป็นคนเขียนกฎหมายเกือบจะเกินครึ่งของกฎหมายที่ใช้ ในเมืองไทย เขาซ่อนเงื่อนไว้อย่างนี้ตลอดเวลาครับ นั่งยิ้มหราในโทรทัศน์ตลอด เพราะว่า เขาเป็นนักคิดทางกฎหมาย ประเทศไทยบริหารประเทศโดยระบบกฎหมาย กฎหมาย เขียนไว้คนใช้กฎหมายย่อมซ่อนเงื่อนไขให้ประโยชน์กับตัวเองอยู่แล้ว เขียนอย่างนี้ตกใจมาก ท่านประธานครับ มาตรา ๖๗ ให้ตรวจสอบมาตรา ๗ เรื่องคุณสมบัติ แต่ผมว่ามาตรา ๑๔ คือสารบัญญัติซึ่งต้องก้ากับอย่างเข้มข้นเหมือนกันเพราะอยู่ในก้ากับ ท่านประธานครับ ผมเชื่อว่าท่านรัฐมนตรีเข้าใจเรื่องที่ผมพูด แต่ผมยังเชื่อต่อไปว่าบางครั้งเราเอาปรัชญา ของการออกนอกระบบมาเขียนอย่างชนิดที่ว่าเอาให้ไป ๆ แล้วมันจะดีเอง ท่านประธานครับ มีมหาวิทยาลัยหนึ่งเด็กคนหนึ่งเรียนไม่เก่งคณิตศาสตร์ ตกวิชาเดียว ซัมเมอร์ (Summer) ปีนี้วิชาเดียว ๗,๐๐๐ บาท ๓ หน่วยกิต ๗,๐๐๐ บาท มหาวิทยาลัยที่ออกนอกระบบ ท้าอย่างนี้ ท่านรัฐมนตรี ผมอยากจะพูดกับท่านประธานผ่านไปรัฐมนตรีครับ ในระบบ เขารับตามปกติ ๑๐๐ คน ปีหนึ่งประมาณ ๒๐,๐๐๐ กว่าบาท พอออกนอกระบบก็ประมาณ ๓๐,๐๐๐ กว่าบาทนิด ๆ แต่รับเพิ่มอีก ๑๐๐ คน เป็นแสนต่อปี นี่มันหาก้าไร เกินควร อาจารย์ก็กลุ่มเดิม เครื่องใช้ไม้สอยก็ของหลวง ที่ดินก็ของหลวง อะไรก็ ของหลวงหมด เอาไปบริหารนอกระบบคล่องตัวเพื่อใคร ผมถามย้าว่าคล่องตัวเพื่อใคร เพราะฉะนั้นผมอยากจะเชิญชวนให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเราช่วยกันแปรญัตติตัดค้าว่า ไม่ถือเป็นที่ราชพัสดุ คุณได้มาที่เดิมเป็นอย่างไร นี่ถ้ามหาวิทยาลัยเลิกไปมันจะกลายเป็นอะไรครับ เอามาขายทอดตลาดหรืออย่างไร คือเขียนกฎหมายจนไม่ยึดกลุ่มเรื่องอื่น ท่านครับ ขับไล่เอกชนอยู่ในเขตมหาวิทยาลัย เอามาใช้เพื่อการศึกษายังพอท้าเนานะครับท่าน นี่ขับไล่ส่วนราชการครับ ขับไล่โรงพยาบาล ประสาทเชียงใหม่ ส้าหรับคนที่ภาคเหนือทั้งหมดและคนทั่วประเทศบางทีก็ไปโรงพยาบาล ประสาทเชียงใหม่ ท่านประธานที่เคารพ ขับไล่ออกจากมหาวิทยาลัยให้ไปอยู่ที่อื่นต้องใช้เงินอีก ๑,๐๐๐ กว่าล้านบาท แล้วตรงนั้นเอาไปท้าอะไร คุณเป็นอะไรมหาวิทยาลัยทั้งหลาย ที่คุณออกนอกระบบ เราก็อยู่ด้วยกันดี ๆ ในประเทศนี้ออกนอกระบบต้องการให้มันคล่องตัว บริหารจัดการง่าย แล้วพัฒนาการศึกษาให้ดีขึ้น คุณไม่ต้องอยู่ในก้ากับจนกระทั่งว่า คุณไม่มีอิสระทางการบริหารการศึกษา องค์ความรู้คุณจะแคบไปสร้างองค์ความรู้ไม่ได้ อันนี้เราเห็นด้วยอย่างยิ่ง แต่การจัดการทรัพย์สินตามมาตรา ๑๗ ผมว่าท่านต้องทบทวน เพราะอะไรครับ เพราะผลมันออกมาแล้วชัดเจนที่จังหวัดเชียงใหม่ขับไล่ส่วนราชการ ผมย้าตรงนี้นะครับ ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยขับไล่ส่วนราชการเหมือนกันครับ ไม่ใช่ส่วนราชการเป็นมหาวิทยาลัยมหาวิทยาลัยหนึ่งเหมือนกัน เป็นของหลวงเหมือนกัน จ้าเดิมก็ให้ใช้ผลประโยชน์ร่วมกันถึงได้สร้างใกล้กันครับ แล้วที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ถ้าไล่ ๒ แห่งนี้ไปนะครับไปอยู่ที่ไหนล่ะ แล้วเอาเงินที่ไหนมาสร้างก็เงินหลวงอีกนั่นละ ผมพูดเรื่องนี้เพื่อจะบอกว่ามีหลายส่วนที่ต้องท้า ท่านครับ ถ้าการบริหารจัดการ เราเขียนวิธีการบริหารจัดการมหาวิทยาลัยภาครัฐในก้ากับของรัฐออกมาว่าการจะขึ้นอะไรก็ตาม จะปรับปรุง เปลี่ยนแปลงอะไรก็ตามที่กระทบกับคนทั้งมหาวิทยาลัยให้ค้านึงถึงบุคลากร ในมหาวิทยาลัย แล้วในมหาวิทยาลัยนั้นให้นักศึกษาเป็นบุคลากรด้วย มีส่วนในการคิด มีส่วนในการท้า ผมคิดว่าค่าหน่วยกิตคงไม่ขึ้นระเบิดเถิดเทิงขนาดนี้ แต่จุดนี้ผมว่ายังพอแก้ได้ แต่จุดที่จะแก้ไม่ได้คือมาตรา ๑๗ ยึดไปจัดการเองเลยครับ ผมนึกว่าการบริหารจัดการ มหาวิทยาลัยจะเป็นองค์กรซึ่งอยู่มาท้างานมายากล้าบากเพราะอยู่ในระบบ ระบบราชการ มันมัดตัว ออกนอกระบบไปเป็นมหาวิทยาลัยในก้ากับจะท้าให้มันดีขึ้นและประชาชน ได้ประโยชน์ วันนี้ถ้าค่าหน่วยกิตแพงท้าให้ประชาชนเสียประโยชน์ เสียประโยชน์ครับท่าน แต่สิ่งหนึ่งผมจะพูดย้าอีกครั้งหนึ่งนะครับ ผลส้าเร็จสูงสุดของการออกนอกระบบ ของมหาวิทยาลัยเปลี่ยนจากส่วนราชการเป็นมหาวิทยาลัยในก้ากับคืออะไรครับ มหาวิทยาลัยในก้ากับของรัฐได้มีประสิทธิภาพสูงสุดในการท้าลายมหาวิทยาลัยเอกชน เพราะอะไรครับ ศักดิ์ศรี คุณภาพ ชื่อชั้นดีกว่า ปรับราคาใกล้เคียงกัน รับนักศึกษาเพิ่มขึ้น นักศึกษาส่วนใหญ่ก็ไหลจากมหาวิทยาลัยเอกชนมาเรียนในมหาวิทยาลัยในก้ากับของรัฐหมดเลย อันนี้เป็นความส้าเร็จ ถ้าการท้าลายมหาวิทยาลัยเอกชนเป็นเรื่องดีอันนี้คือความส้าเร็จ เพียงเรื่องเดียวเท่านั้นอย่างอื่นผมยังไม่เห็น น้อง ๆ บางคนเป็นอธิการบดี เป็นคณบดี ท่านครับ วันนี้เฉพาะค่าที่ปรึกษาวิชาใหม่วิชาละ ๒๐,๐๐๐ บาท ผมไม่อิจฉาเรื่องมีเงินเยอะ เพราะสมควรจะได้ แต่นั่นหมายความว่าเราก้าลังใช้ทรัพย์ของชาติซึ่งเป็นสมบัติร่วมกัน ให้กับคนกลุ่มหนึ่งซึ่งไปบริหารมหาวิทยาลัยได้ประโยชน์สุด ๆ เลยครับ ขอบคุณครับ ท่านประธาน