อภิชาต ศักดิเศรษฐ์ พูดถึงการออกนอกระบบของมหาวิทยาลัย โดยแนะนำให้ใช้โอกาสในการออกกฎหมายใหม่เพื่อสร้างจุดเน้นของแต่ละมหาวิทยาลัย และให้คณะกรรมาธิการวิสามัญและผู้บริหารมหาวิทยาลัยให้ความสำคัญกับเรื่องสัญลักษณ์และตราของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ผมได้ยกมือเพื่อขอแสดงความคิดเห็นในเรื่องนี้ตั้งแต่ตอนต้นเลยนะครับ แต่ว่าท่านประธานได้กรุณาเพิ่งเรียกเมื่อสักครู่นี้ ก็ต้องขอบคุณท่านประธาน กราบเรียน ท่านประธานด้วยความเคารพว่าประเด็นเรื่องการน้ามหาวิทยาลัยออกนอกระบบนั้น ในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมานี้ เราได้มีโอกาสได้แลกเปลี่ยนถกเถียงกันค่อนข้างกว้างขวาง มากครับ แล้วก็เป็นประเด็นที่แทบจะเรียกได้ว่าเราก็เห็นถึงปัญหา เห็นถึงอุปสรรค และเห็นถึง ข้อดีของการออกนอกระบบของมหาวิทยาลัยที่มีความจ้าเป็นอยู่ในภาวะปัจจุบันนี้อย่างมาก อยู่แล้วนะครับ ในช่วงหลายสัปดาห์ที่ว่านี้เรามีโอกาสได้พูดถึงมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต เราได้มีโอกาสพูดถึงมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และวันนี้เรามีโอกาสพูดถึง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งจะต้องออกนอกระบบหรือเป็นมหาวิทยาลัยที่อยู่ในก้ากับ ของรัฐ ท่านประธานที่เคารพครับ มีข้อที่น่าเสียดายกับการที่เราได้ใช้เวลาในการถกเถียงกัน ถึงเรื่องมหาวิทยาลัยออกนอกระบบนี้ในหลายประเด็น
ประการแรกนะครับ เมื่อเรามีโอกาสที่จะเอามหาวิทยาลัย ๓ แห่งออกนอก ระบบ เรากลับใช้ร่างพระราชบัญญัติที่มีเนื้อหาสาระที่มีลักษณะที่ใกล้เคียงกันมาก หรือแทบจะเหมือนกันเลย อาจจะเป็นร่างมาจาก สกอ. หรือร่างจากส้านักงาน คณะกรรมการกฤษฎีกาที่ร่างโดยคนคนเดียวกัน แน่นอนละครับหลักการเดียวกัน ไปในทิศทางเดียวกัน ความใกล้เคียงกันของเนื้อหาสาระในกฎหมายไม่ใช่เรื่องแปลก แต่ประเด็นที่มีความส้าคัญก็เนื่องจากว่าแต่ละมหาวิทยาลัยนั้นมีประวัติศาสตร์ มีความเป็นมา มีภารกิจ มีพันธกิจต่อสังคมเฉพาะของตัวเอง มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ซึ่งกระผมได้แสดงความคิดเห็นไปแล้วว่าเสียดายโอกาสที่เขาไม่ได้ใช้โอกาสนี้ในการสร้าง จุดเน้นของตัวเอง นั่นก็คือการเป็นมหาวิทยาลัยที่ผลิตบุคลากรด้านครู ด้านอาจารย์เพื่อมาสั่งสอนคน ในวันข้างหน้า ทั้ง ๆ ที่ประวัติศาสตร์ความเป็นมาของมหาวิทยาลัยแห่งนั้นเริ่มจากโรงเรียน ฝึกหัดครู เริ่มจากวิทยาลัยครู เริ่มจากสถาบันราชภัฏ สุดท้ายมาเป็นมหาวิทยาลัยราชภัฏ แล้วสุดท้ายเมื่อออกนอกระบบกลับกลายมาจะเป็นมหาวิทยาลัยที่ไม่มีจุดเน้นของตัวเอง นี่เป็นเรื่องที่น่าเสียดาย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ก็เช่นเดียวกัน เนื่องจากใช้ร่างกฎหมาย ที่มีเนื้อหาใกล้เคียงกัน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ก็เสียโอกาสที่จะเขียนไว้ในกฎหมาย ของตัวเองว่าจะมีจุดเน้นในเรื่องของงานทางด้านการวิจัย งานทางด้านการศึกษา ด้านเกษตรศาสตร์ ท่านประธานที่เคารพครับ เมื่อมาถึงมหาวิทยาลัยผมจะเปรียบเทียบ ให้เห็นว่าของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์นั้นมีความแตกต่างอยู่ในรายละเอียดในเรื่องนี้ ซึ่งเป็น เรื่องที่น่ายินดีแล้วก็รู้สึกสบายใจขึ้นมานิดหนึ่งว่า ร่างของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์นั้น ได้ใช้โอกาสนี้สะท้อนความมีลักษณะเฉพาะของมหาวิทยาลัยที่เขียนไว้ในกฎหมายฉบับนี้ แม้ว่าในกฎหมายฉบับเก่า ปี ๒๕๓๑ ซึ่งถือว่าเป็นกฎหมายที่ใช้มาเป็นเวลายาวนาน ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จะมีลักษณะเฉพาะของตัวเอง แต่ก็ไม่โดดเด่นเหมือนกับ การเขียนในครั้งนี้นะครับ นั่นก็คือความโดดเด่นที่เขียนไว้ในมาตรา ๗ และมาตรา ๘ ท่านประธานที่เคารพครับ ก่อนที่จะลงไปในรายละเอียดของมาตรา ๗ และมาตรา ๘ กฎหมายฉบับนี้ก็ยังมีกลิ่นไอที่พยายามจะท้าให้เป็นกฎหมายรวมที่เหมือนกับกฎหมายฉบับอื่น นั่นก็คือว่าในหลักการและเหตุผลก็ยังคงไม่มีการเขียนความเป็นเฉพาะของ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เอาไว้ ท่านประธานไปอ่านดูเถอะครับ แม้ว่าจะเป็นหลักการก็คือ การปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ก็ตาม แต่เหตุผลที่อ้างนั้นเป็นเหตุผล ที่ไม่ได้บอกกับสังคมว่ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มีความจ้าเป็นอะไรที่จะต้องปรับปรุง กฎหมายฉบับนี้ เพียงแค่ต้องการส่งเสริมให้มหาวิทยาลัยของรัฐพัฒนาไปสู่การเป็น มหาวิทยาลัยของรัฐที่ไม่เป็นส่วนราชการแต่อยู่ในก้ากับของรัฐเท่านี้มันไม่พอ ในเหตุผล ต้องบอกให้ทราบว่ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์นั้นมีความจ้าเป็นอะไรที่จะต้องออกนอกระบบ ภายใต้กฎหมายฉบับนี้ นี่ผมคิดว่าเป็นการเสียโอกาสประการหนึ่งของการเขียนกฎหมายฉบับนี้ แต่อย่างไรก็ตามท่านประธาน กระผมได้เรียนแล้วว่า มาตรา ๗ และมาตรา ๘ นั้นเป็นมาตราที่มี ความโดดเด่นที่สะท้อนที่พอจะอนุโลมได้ว่านี่คือความเป็นมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นี่คือ กฎหมายที่มีลักษณะเฉพาะที่พอมองเห็นได้ นั่นก็คือการระบุว่าให้มหาวิทยาลัย เป็นสถานศึกษาทางวิชาการและวิชาชีพชั้นสูง ก็ว่าไปนะครับ และพัฒนาวิชาธรรมศาสตร์ การเมือง การปกครอง อันนี้คือจุดเน้นของมหาวิทยาลัย และเขาไม่ลืมรากฐานความเป็นมา ของความเป็นมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ซึ่งจ้าเป็นจะต้องหยิบยกขึ้นมาพูดถึง และในวรรคสอง ของมาตรา ๗ นะครับ มหาวิทยาลัยมีปณิธานมุ่งสู่ความเป็นเลิศทางวิชาการ เป็นมหาวิทยาลัย ชั้นน้า ร่วมน้าสังคมไปในแนวทางที่ถูกต้องดีงามและพึงปรารถนา เสริมสร้างให้เกิด ความเป็นธรรมในสังคม ผลิตบัณฑิตที่มีความรู้ มีความสามารถในการท้างาน และด้ารงชีวิต อย่างมีคุณค่า มีคุณธรรม มีจิตใจเสียสละ ใฝ่รู้ และมีส้านึกรับผิดชอบต่อสังคม และประเทศชาติ นี่คือความโดดเด่นและไม่มีในกฎหมายออกนอกระบบของมหาวิทยาลัยอื่น ซึ่งผมได้อ่านความข้อนี้เมื่อครั้งที่อภิปรายในร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พ.ศ. .... ให้ฟังแล้ว แล้วก็ได้ฝากกับคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พ.ศ. .... ว่าจ้าเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องให้มหาวิทยาลัยนั้นผูกพัน กับพันธกิจในการผลิตบัณฑิตที่มีความรู้ความสามารถ มีความส้านึกรับผิดชอบต่อสังคม และประเทศชาติ ท่านประธานที่เคารพครับ ในมาตรา ๘ ก็เช่นกัน แม้ว่าจะมีเนื้อหาสาระ ในเรื่องของการให้บรรลุวัตถุประสงค์ตามปณิธานในมาตรา ๗ แล้วก็เขียนไว้ว่า ต้องมีเสรีภาพทางวิชาการ ความเสมอภาคในทางการศึกษา ความเป็นเลิศทางวิชาการ ต่าง ๆ ก็มีในกฎหมายอื่น แต่ว่าที่ไม่มีก็คือเรื่องความรับผิดชอบต่อสังคมและประเทศชาติ ซึ่งของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้เขียนเรื่องนี้ไว้ ประเด็นนี้มีความหมายและมีความส้าคัญมาก ต้องเรียนกับท่านประธานด้วยความเคารพว่าในระยะหลายปีที่ผ่านมาสังคมเฝ้ารอคอย แล้วก็มีความพึ่งหวังบทบาทของมหาวิทยาลัยซึ่งเป็นสถาบันการศึกษาชั้นสูงของประเทศว่า เมื่อสังคมมีความสับสน สังคมมีความต้องการที่จะแสวงหาทางออก มหาวิทยาลัย หรือนักวิชาการในมหาวิทยาลัยควรจะมีบทบาทในการช่วยชี้แนะทางออกให้กับสังคม ท่านประธานที่เคารพครับ ในหลายปีที่ผ่านมาเราไม่ค่อยเห็นบทบาทของอาจารย์มหาวิทยาลัย มาแสดงออกในแนวทางที่จะเสนอแนะทางออกของสังคมอย่างมีอิสระและอย่างเป็นอิสระ เราอาจจะเห็นนักวิชาการในมหาวิทยาลัยแม้กระทั่งในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เองก็ตาม ที่ออกมานอกสังคมแต่ว่าเป็นการออกมานอกสังคมที่ไม่ได้มีความเป็นอิสระอย่างแท้จริง เขามีอิสระที่จะแสดงบทบาทางวิชาการแต่เขาไม่เป็นอิสระทางวิชาการ นั่นก็คือว่าถูกครอบง้า ทางความคิดโดยฝ่าย โดยพวก โดยอามิสสินจ้าง หรือโดยอิทธิพลความคิดใด ๆ ก็ตาม ซึ่งยิ่งก่อให้เกิดความขัดแย้งในสังคมมากขึ้น ผมจะไม่ลงในรายละเอียดหรอกครับว่า อาจารย์กลุ่มไหนท้าอะไร แต่สังคมก็ได้มองเห็นอยู่แล้ว ผมคิดว่าบทบาทตรงนี้ละเป็นบทบาท ที่สังคมต้องการเรียกร้องให้มหาวิทยาลัยได้ทบทวนถึงบทบาทพันธกิจที่จะมีต่อสังคม ความรับผิดชอบต่อประเทศชาติในแง่ของวิชาการอย่างเป็นอิสระในโอกาสต่อไปนะครับ นั่นเป็นประเด็นที่ผมอยากจะกราบเรียนกับท่านประธานไว้ และส้าหรับมหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์เองเป็นมหาวิทยาลัยที่ในอดีตมีบทบาทและคนในประชาคมธรรมศาสตร์ ก็รู้ร้อนรู้หนาวไปกับปัญหาของบ้านเมือง ซึ่งสิ่งนี้เอกลักษณ์ในเรื่องนี้จ้าเป็นที่จะต้องส่งเสริม และสนับสนุนให้ด้ารงอยู่ เพราะฉะนั้นการระบุไว้ในมาตรา ๘ เรื่องของความรับผิดชอบ ต่อสังคมและประเทศชาตินั้นเป็นเรื่องที่มีความหมาย มีความส้าคัญ ท่านประธานที่เคารพ เราไม่อาจที่จะให้มหาวิทยาลัยเดินไปข้างหน้าได้เพียงแค่อาจารย์ บุคลากรที่เป็นพนักงาน เป็นข้าราชการเท่านั้น แต่ความเป็นประชาคมของมหาวิทยาลัยนั้นมีองค์ประกอบ ที่กว้างขวางหลากหลาย นักศึกษาก็มีบทบาท มีความส้าคัญ ในอดีตนั้นผมคิดว่าบทบาท ของนักศึกษาในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มีบทบาทส้าคัญ และมหาวิทยาลัยก็ให้ความส้าคัญ กับนักศึกษาในการเลือกผู้บริหารด้วยซ้า และเป็นแบบอย่างให้กับมหาวิทยาลัยอื่น ๆ ในการคัดเลือกผู้บริหารมหาวิทยาลัยโดยใช้ความเห็นร่วมกันของคนในประชาคม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นแบบอย่าง ผมคิดว่าในร่างกฎหมายฉบับนี้ไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้ อย่างชัดเจน เพื่อนสมาชิกซึ่งเคยเป็นอดีตนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ก็ได้หยิบยก ประเด็นนี้ขึ้นมากล่าวกับท่านประธานแล้วว่าน่าเสียดายที่ร่างกฎหมายฉบับนี้ไม่ได้ให้ ความส้าคัญกับนักศึกษาเท่าที่ควร แต่อย่างไรก็ตามครับท่านประธาน ด้วยความมอง ในทิศทางบวกกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผมคิดว่ากฎหมายฉบับนี้ได้เปิดช่องส้าคัญ อันหนึ่งซึ่งจะต้องไปส่งเสริมให้เป็นจริงเป็นจังต่อไปก็คือในมาตรา ๒๕ ซึ่งแตกต่างจาก มหาวิทยาลัยอื่น ๆ ก็คือว่าให้มีสภาธรรมศาสตร์สัมพันธ์ขึ้นมา ผมคิดว่าตรงนี้เป็นจุดที่จ้าเป็น ที่ผู้บริหารมหาวิทยาลัยรวมทั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญที่จะจัดตั้งขึ้นหลังจากนี้จะให้ ความส้าคัญและผลักดันให้เป็นจริงเป็นรูปธรรม สภาธรรมศาสตร์สัมพันธ์ ประกอบด้วย ผู้แทนจากสมาคมศิษย์เก่าของมหาวิทยาลัย สมาคมวิชาชีพในสาขาวิชาที่มีการเรียนการสอน ในมหาวิทยาลัย และผู้ทรงคุณวุฒิจากบุคคลภายนอกผู้ท้าคุณประโยชน์ให้แก่มหาวิทยาลัย หรือสังคม สภาธรรมศาสตร์สัมพันธ์มีหน้าที่ ดังต่อไปนี้ (๑) ให้ค้าปรึกษาและข้อเสนอแนะ ต่อสภามหาวิทยาลัยและอธิการบดี เกี่ยวกับการด้าเนินงานที่เป็นประโยชน์ต่อ ความเจริญก้าวหน้าของมหาวิทยาลัยและสังคมโดยรวม (๒) สนับสนุนและส่งเสริมการด้าเนินงานของมหาวิทยาลัย โดยระดมความคิดเห็นและทรัพยากร ในด้านต่าง ๆ จากประชาคมธรรมศาสตร์ ศิษย์เก่า และสาธารณชนทั่วไป นี่เป็นสิ่งที่ผม ได้สบายใจในระดับหนึ่งว่าถ้าหากว่ากฎหมายในมาตรานี้เป็นจริงถูกน้าไปใช้เป็นรูปธรรม อย่างแท้จริง ผมคิดว่าประชาคมธรรมศาสตร์ในที่นี้หมายรวมถึงนักศึกษาด้วย และกฎหมาย ฉบับนี้ก็จะให้ความส้าคัญ ผู้บริหารมหาวิทยาลัยจะฟังความเห็นข้อเสนอแนะของ สภาธรรมศาสตร์สัมพันธ์ ปัญหาอยู่ที่ว่าในอนาคตจะให้ความส้าคัญกับสภาธรรมศาสตร์ สัมพันธ์นี้มากน้อยแค่ไหนเท่านั้นเอง
กราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพว่ามีประเด็นสุดท้ายที่จะใช้เวลาของ สภานี้นิดเดียว ก็คือเรื่องของเครื่องหมายและสัญลักษณ์ของมหาวิทยาลัยซึ่งระบุไว้ใน มาตรา ๘๖ ผมไปพลิกดูกฎหมายฉบับเก่าแล้วไม่มีการระบุเรื่องนี้ไว้ มหาวิทยาลัย อาจก้าหนดให้มีตรา เครื่องหมาย หรือสัญลักษณ์ของมหาวิทยาลัยหรือส่วนงานของ มหาวิทยาลัยได้ โดยท้าเป็นข้อบังคับของมหาวิทยาลัยและประกาศในราชกิจจานุเบกษา แม้ว่าอ้านาจนี้จะให้มหาวิทยาลัยไปออกข้อบังคับ แต่อยากจะฝากข้อสังเกตไว้ว่าสัญลักษณ์ หลายประการ เครื่องหมายหลายประการ ตราหลายประการของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่เกี่ยวเนื่องกันมาเป็นเวลา ๘๐ ปีนั้นมีความเป็นมา มีประวัติศาสตร์ และหลายส่วน เกี่ยวพันกับพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ยกตัวอย่างเช่น เพลงประจ้ามหาวิทยาลัยซึ่งเป็นเพลงพระราชนิพนธ์พระราชทานกับนักศึกษามหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ การที่จะก้าหนดให้มีตรา เครื่องหมาย หรือสัญลักษณ์ของมหาวิทยาลัยหรือของ ส่วนงานต่าง ๆ อยากให้ค้านึงถึงรากฐานความเป็นมาอันนี้ด้วย ผมเกรงว่าในวันข้างหน้า คนธรรมศาสตร์ในรุ่นหลัง ๆ ที่ไม่มีราก ไม่มีการยึดโยง ไม่เข้าใจประวัติศาสตร์ความเป็นมา อาจจะลบล้างสิ่งเหล่านี้ไปได้ ก็ต้องฝากกราบเรียนท่านประธานไปยังคณะกรรมาธิการวิสามัญ ที่จะจัดตั้งขึ้น รวมทั้งผู้บริหารมหาวิทยาลัยในอนาคตได้ให้ความส้าคัญกับเรื่องนี้ด้วย กราบขอบพระคุณครับ