รายงานการประชุมร่วมกันของรัฐสภา
ครั้งที่ ๑ (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง)
วันพุธที่ ๕ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๖๒
ณ หอประชุมใหญ่ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน)
ท่านสมาชิกที่เคารพครับ บัดนี้ สมาชิกลงชื่อมาประชุมครบองค์ประชุมแล้ว ผมขอเปิดการประชุมครับ ก่อนที่จะดำเนินการ ตามระเบียบวาระการประชุม ผมขอเรียนที่ประชุมว่าสำหรับสถานที่ที่นั่งท่านอาจจะ ไม่สะดวกนักนะครับ เพราะว่าได้เสริมที่นั่งขึ้นมาใหม่เพื่อวุฒิสมาชิกอีก ๒๕๐ คนมาร่วม ประชุมได้ เมื่อคืนนี้ผมก็มาตรวจสถานที่ แล้วที่สมาชิกได้ขอไว้ก็คือที่เก็บเอกสาร เพราะฉะนั้นส่วนใดที่ที่นั่งไม่ตรงกับที่นั่งข้างหน้าอาจจะมีปัญหาเรื่องเอกสารว่าเป็นของใคร ถ้ามีปัญหาให้เจ้าหน้าที่แจกเพิ่มเติมให้ เพราะว่าที่จริงแล้วจะให้สมาชิกนั่งตรงไหน เอกสาร ที่อยู่หลังที่นั่งเป็นของท่าน ถ้าอย่างนั้นก็อาจจะครบทุกคน แต่ว่าถ้าทำอย่างนั้นสมาชิก จะลำบากลุกขึ้นหยิบเอกสารจะลำบาก ก็เลยใช้วิธีว่าท่านหยิบเอกสารจากที่นั่งข้างหน้า ซึ่งสมาชิกได้ขอร้องให้ทำที่เก็บเอกสารไว้ ผมขอเรียนว่าความไม่สะดวกนี้ก็จะมีอยู่ระยะหนึ่ง ที่เราประชุมร่วมซึ่งก็ไม่มีบ่อยนัก เข้าใจว่าหลังจากนี้หารือกับท่านประธานวุฒิสภาแล้วว่า จะมีก็คือตอนแถลงนโยบาย หลังจากนั้นก็อาจจะนาน แล้วเราก็ต้องใช้ห้องประชุมนี้แม้จะมี ข้อจำกัดบ้างแต่ว่าก็ต้องใช้ให้ได้ประโยชน์ ไม่ให้ข้อจำกัดนี้เป็นอุปสรรคในการทำงานของเรา ท่านประธานวุฒิสภากับผมก็จะทำหน้าที่ร่วมประชุมในวันนี้และวันต่อไปร่วมกันสลับกันไป ถ้ามีวาระยืดยาวนะครับ
สำหรับการประชุมในวันนี้เนื่องจากรัฐสภาชุดปัจจุบันเป็นชุดใหม่นะครับ เราจึงยังไม่มีข้อบังคับการประชุม ผมจะขออนุมัติที่ประชุมนำข้อบังคับการประชุมรัฐสภา พุทธศักราช ๒๕๕๓ มาใช้บังคับการประชุมรัฐสภาโดยอนุโลมจนกว่าเราจะมีข้อบังคับ การประชุมรัฐสภาใหม่นะครับ แต่ขอเรียนว่าเมื่อถึงระเบียบวาระที่จะไปตามลำดับนั้น ก็จะเรียนให้ทราบถึงความจำเป็นที่ต้องใช้ข้อบังคับที่มีอยู่ในส่วนใดหรือใช้กฎหมายในส่วนใด อีกทีหนึ่ง เพราะว่าในบางวาระอาจจะไม่มีข้อบังคับที่เขียนหมวดนั้นไว้โดยเฉพาะนะครับ
ระเบียบวาระที่ ๑ เรื่องที่ประธานจะแจ้งต่อที่ประชุม
ผมขออนุญาตเรียนที่ประชุมอย่างนี้นะครับ วาระที่ ๑ นี้ก็ได้พิจารณากันว่า ควรจะให้ที่ประชุมรัฐสภารับทราบพระบรมราชโองการในวันนี้ไหม ก็ได้หารือกับ ท่านประธานวุฒิสภาว่าวุฒิสภาจะประชุมวันพรุ่งนี้ เพราะฉะนั้นการประชุมวันนี้ก่อนที่ วุฒิสภาจะประชุมนั้น วุฒิสภายังไม่ได้รับทราบพระบรมราชโองการ ฉะนั้นเพื่อให้การปฏิบัติ ภารกิจของรัฐสภาเป็นไปโดยถูกต้องไม่มีข้อบกพร่องก็เห็นชอบกันว่าขอให้แจ้งที่ประชุม รับทราบพระบรมราชโองการ ในวันนี้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้รับทราบแล้ว แต่ว่าขออนุญาต อีกครั้งหนึ่งเพื่อวุฒิสมาชิกได้มีโอกาสรับทราบด้วย มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ประกาศแต่งตั้งผู้รักษาการประธานองคมนตรี และมีรับทราบพระบรมราชโองการ โปรดเกล้าฯ ประกาศแต่งตั้งประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎร และมี พระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ประกาศแต่งตั้งประธานและรองประธานวุฒิสภา จึงขอท่านเลขาธิการได้อ่านพระบรมราชโองการ ขออนุญาตท่านสมาชิกยืนขึ้นนะครับ
“พระบรมราชโองการ
ประกาศ
เรื่อง แต่งตั้งผู้รักษาการประธานองคมนตรี
__________________ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว
พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า
ตามที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ เป็นประธาน องคมนตรี ตามประกาศพระราชโองการลงวันที่ ๒ ธันวาคม ๒๕๕๙ แล้วนั้น
บัดนี้ พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ถึงแก่อสัญกรรม เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๖๒
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๐ มาตรา ๑๑ มาตรา ๑๔ และมาตรา ๑๕ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า โปรดกระหม่อมแต่งตั้ง พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี เป็นผู้รักษาการประธาน องคมนตรี
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ ๒๗ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๒
ประกาศ ณ วันที่ ๒๗ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๒ เป็นปีที่ ๔ ในรัชกาลปัจจุบัน”
“ประกาศ
แต่งตั้งประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎร
______________ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว
พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า โดยที่สภาผู้แทนราษฎร ได้ลงมติเมื่อวันที่ ๒๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๖๒ เลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรให้เป็น ประธานสภาผู้แทนราษฎร และสภาผู้แทนราษฎรได้ลงมติเมื่อวันที่ ๒๖ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๖๒ เลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรให้เป็นรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ดังนี้
๑. นายชวน หลีกภัย เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร
๒. นายสุชาติ ตันเจริญ เป็นรองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง
๓. นายศุภชัย โพธิ์สุ เป็นรองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง
จึงแต่งตั้งให้ผู้มีนามดังกล่าวเป็นประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ตามความในมาตรา ๑๑๖ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
ประกาศ ณ วันที่ ๒๘ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๒ เป็นปีที่ ๔ ในรัชกาลปัจจุบัน ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
นายกรัฐมนตรี”
“ประกาศ
แต่งตั้งประธานและรองประธานวุฒิสภา
______________ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว
พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า โดยที่วุฒิสภา ได้ลงมติเมื่อวันที่ ๒๔ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๖๒ เลือกสมาชิกสภาวุฒิสภาให้เป็นประธาน และรองประธานวุฒิสภา ดังนี้
๑. นายพรเพชร วิชิตชลชัย เป็นประธานวุฒิสภา
๒. พลเอก สิงห์ศึก สิงห์ไพร เป็นรองประธานวุฒิสภา คนที่หนึ่ง
๓. นายศุภชัย สมเจริญ เป็นรองประธานวุฒิสภา คนที่สอง
จึงแต่งตั้งให้ผู้มีนามดังกล่าวเป็นประธานและรองประธานวุฒิสภา ตามความ ในมาตรา ๑๑๖ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
ประกาศ ณ วันที่ ๒๘ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๒ เป็นปีที่ ๔ ในรัชกาลปัจจุบัน ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
นายกรัฐมนตรี”
ขอบคุณครับ เชิญนั่งครับ ผมขออนุญาต แจ้งรับทราบเรื่องต่อไปก่อนนะครับ เรื่องการถ่ายทอดการประชุมทางวิทยุกระจายเสียง และวิทยุโทรทัศน์
ด้วยในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคล ซึ่งสมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีในวันนี้ นอกจากจะมีการถ่ายทอดทางสถานี วิทยุกระจายเสียงรัฐสภาและสถานีวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา ช่องหมายเลข ๑๐ รวมทั้งล่าม ภาษามือแล้วยังมีสำนักข่าวเอพี และสถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง ๓ เชื่อมสัญญาณภาพ การถ่ายทอดสดร่วมกับสถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภาตามข้อบังคับ ข้อ ๑๑ วรรคสอง ตั้งแต่เริ่มต้นจนเสร็จสิ้นการประชุมด้วย จึงแจ้งที่ประชุมรับทราบครับ
(ที่ประชุมรับทราบ)
สำหรับท่านสมาชิกที่จะอภิปราย ขอเรียนให้ทราบว่าได้จัดไมโครโฟนไว้ให้ทั้งหมด ๔๐ ชุด แล้วก็ไมโครโฟนไร้สายซึ่งจะใช้ตอน ลงคะแนน ไม่ได้ใช้ตอนนี้ อันนี้เพื่อสมาชิกได้รับทราบโดยทั่วไป ผมขออนุญาตที่ประชุม ดำเนินการในวาระต่อไป คุณหมอชลน่านเชิญเลยครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทย จังหวัดน่าน ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมต้องขออนุญาตกลับไปประเด็นข้อหารือท่านประธานนิดหนึ่งนะครับ เรื่องการใช้ข้อบังคับ ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภาในวันนี้ ท่านประธานได้วินิจฉัยว่าจะใช้ข้อบังคับของ การประชุมรัฐสภา ปี ๒๕๕๓ โดยอนุโลม บทที่ไม่มีบังคับก็ไปใช้ข้อบังคับของสภาผู้แทนราษฎร ผมด้วยความเคารพท่านประธานด้วยความเกรงใจ ผมเปิดรัฐธรรมนูญตามที่ท่านประธาน ได้กรุณาวินิจฉัยในมาตรา ๑๕๗ วรรคแรก ขออนุญาตท่านประธานที่จะอ่านครับ ในการประชุม ร่วมกันของรัฐสภา ให้ใช้ข้อบังคับของการประชุมรัฐสภา ในระหว่างที่ยังไม่มีข้อบังคับ การประชุมรัฐสภา ให้ใช้ข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎรโดยอนุโลมไปพลางก่อน ด้วยความเคารพท่านประธาน ผมคิดว่าเราน่าจะใช้บทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๗ มาบังคับใช้ เพราะการประชุมครั้งนี้ท่านประธานได้เน้นย้ำว่าต้องเป็นไปตามข้อบังคับ และบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ และการประชุมร่วมกันวันนี้เป็นวาระที่เราจะพิจารณาให้ความ เห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรที่จะได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ข้อบังคับการประชุม รัฐสภาไม่ได้เขียนเรื่องนี้ไว้ แล้วก็ถือว่าหมดไปแล้วด้วย ถือว่าไม่มี แต่ว่าในข้อบังคับ การประชุมสภาผู้แทนราษฎรได้เขียนเรื่องนี้ไว้ชัดเจน ท่านประธานได้โปรดกรุณาวินิจฉัย เป็นพระคุณครับ
ผมได้ตรวจดูข้อบังคับทั้ง ๒ ฝ่าย ในส่วนของการให้ความเห็นชอบนายกรัฐมนตรีนั้น ไม่มีข้อบังคับของรัฐสภาที่ปรากฏอยู่ แต่ว่าบังเอิญว่าในครั้งนี้มีกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗๒ ซึ่งเป็นบทเฉพาะกาล เฉพาะเจาะจงเรื่องของการให้ความเห็นชอบนายกรัฐมนตรีบัญญัติไว้โดยเฉพาะ เพราะฉะนั้น กระบวนการไม่มีปัญหาขัดข้อง เพียงแต่ว่าในการประชุม เช่น การอภิปรายก่อนหลังอย่างไรนี้ ก็คงใช้ข้อบังคับที่มีอยู่ได้ อันนี้คงไม่มีปัญหาอะไร เพราะว่าข้อบังคับไม่ต่างกันมากนัก เพียงแต่ว่าตอนเสนอชื่อและตอนอภิปรายเรื่องนี้ที่แม้จะไม่มีข้อบังคับของรัฐสภากำหนดไว้ก็ตาม แต่ว่าโดยบทบัญญัติเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญนั้นได้กำหนดไว้โดยเฉพาะชัดเจน เพราะฉะนั้นก็จะดำเนินการให้เป็นไปตามข้อบังคับและกฎหมาย ขออภัยสมาชิกถ้าหากว่า ผมมองไม่เห็น ท่านเลขาธิการรัฐสภาจะได้จดชื่อมาให้ ท่านครูมานิตย์ครับ
ท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม ครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดสุรินทร์ พรรคเพื่อไทย เมื่อสักครู่ผมก็พยายามที่จะฟังท่านประธานวินิจฉัยในเรื่องการใช้ข้อบังคับอยู่ แต่ว่าบังเอิญรัฐธรรมนูญเขาเขียนไว้ชัดเจนในมาตรา ๑๕๗ ว่าในเมื่อไม่มีข้อบังคับการประชุม ร่วมกันของรัฐสภาให้ใช้ข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎรโดยอนุโลมไปพลางก่อน ผมคิดว่าถ้าเราได้ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญก็น่าที่จะใช้ข้อบังคับของสภาผู้แทนราษฎรไปก่อน ในวันนี้เพื่อให้ถูกต้องเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ กราบขอบคุณครับ
ขอบคุณมากครับ ไม่ขัดข้องนะครับ อย่างที่ผมเรียนแล้วว่าข้อบังคับเกี่ยวกับเรื่องของรัฐสภานั้น ในส่วนที่เกี่ยวกับเรื่องของ การให้ความเห็นชอบนายกรัฐมนตรีนั้นมีกฎหมายรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ ซึ่งตัวกฎหมายก็แน่นอนว่ามีความหนักแน่นมากกว่าข้อบังคับ แล้วก็เฉพาะในกรณีนั้น ไม่มีปัญหาใด ๆ ทั้งสิ้น เพียงแต่ว่าที่เรียนไว้ว่าข้อบังคับของเราทั้งสองนั้นมีลักษณะเกี่ยวกับ เรื่องการอภิปรายก่อน อภิปรายหลังนั้นก็เป็นไปตามข้อบังคับก็ไม่ขัดข้องที่ท่านเสนอมา จะอนุโลมใช้ทั้ง ๒ อย่างเท่าที่ทำได้ ท่านเสรีพิศุทธ์เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเสรีรวมไทย เมื่อเช้าในช่วงประชุมสภาผู้แทนราษฎรท่านประธานเป็นประธาน ในที่ประชุม แต่ท่านรองประธาน แล้วก็ท่านสมาชิกวุฒิสภาไม่ได้มาเข้ามาร่วมประชุมด้วย คุณหมอเรวัต สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเสรีรวมไทย ได้เสนอกับท่านประธานว่า ก่อนที่จะนำรายชื่อผู้ที่สมควรดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมาประชุมต่อที่ประชุม รัฐสภานั้น ควรดำเนินการตามกฎหมายก่อน ซึ่งท่านประธานก็รับทราบแต่ก็ไม่ได้วินิจฉัย แล้วปิดการประชุมไป แล้วก็มาเปิดการประชุมรัฐสภาต่อในเวลานี้ ผมขออนุญาตกราบเรียน เพิ่มเติมว่าตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๐๐ การดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีจะต้อง ดำเนินการตามมาตรา ๑๕๘ และมาตรา ๑๕๙ มาตรา ๑๕๙ ก็เฉพาะเรื่องการให้ความ เห็นชอบเรื่องคุณสมบัติ ลักษณะต้องห้าม เรื่องการเสนอชื่อในวรรคสอง และมติ ในวรรคที่สาม นอกจากนั้นก็ยังมีบทเฉพาะกาลในมาตรา ๒๗๒ คือผมอยากให้ประธาน และสมาชิกทุกท่านได้ดูรัฐธรรมนูญตามไปด้วยนะครับ ในมาตรา ๒๗๒ บัญญัติว่า ในระหว่าง ห้าปีแรกนับแต่วันที่มีรัฐสภาชุดแรกตามรัฐธรรมนูญนี้ การให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควร ได้รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีให้ดำเนินการตามมาตรา ๑๕๙ คือแค่ ๒ บรรทัดนี้ก่อน ก็ให้ดำเนินการตามมาตรา ๑๕๙ เพียงแต่ในวรรคเดียวกันมีข้อความต่อมาว่า เว้นแต่ การพิจารณาให้ความเห็นชอบตามมาตรา ๑๕๙ วรรคหนึ่ง ให้กระทำในที่ประชุมร่วมกัน ของรัฐสภา และมติที่เห็นชอบการแต่งตั้งบุคคลใดให้เป็นนายกรัฐมนตรีตามมาตรา ๑๕๙ วรรคสาม ต้องมีคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของ ทั้งสองสภา จากมาตรา ๒๗๒ เขาให้ดำเนินการตามมาตรา ๑๕๙ เว้นแต่ มาตรา ๑๕๙ วรรคหนึ่ง และมาตรา ๑๕๙ วรรคสาม เขาไม่ได้พูดให้เว้น มาตรา ๑๕๙ วรรคสอง มาตรา ๑๕๙ วรรคสอง ทำอะไรครับ มาตรา ๑๕๙ วรรคสอง ก็คือการเสนอชื่อตาม วรรคหนึ่ง เสนอชื่อบุคคลที่จะต้องพิจารณาให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ต้องมีสมาชิก รับรองไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๑๐ ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร ผมกราบเรียนข้อเท็จจริงให้ท่านประธานและที่ประชุมได้รับทราบว่าพรรคต่าง ๆ ทุกพรรคเลย ได้เสนอชื่อบุคคลที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของพรรคต่อ กกต. กกต. ก็ทำการตรวจสอบ แล้วก็ให้ความเห็นชอบตามนั้น แต่เมื่อผลการเลือกตั้งออกมา พรรคที่ได้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ไม่ถึง ๒๕ คน ก็จะไม่มีโอกาสที่จะเสนอชื่อบุคคลดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เช่น พรรคเสรีรวมไทยได้แค่ ๑๐ เสียง ก็ไม่มีโอกาสที่จะมาแข่งขัน โอเค (OK) อันนี้เป็นตาม กฎหมายถูกไหม เพราะฉะนั้นพรรคการเมืองที่มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเกิน ๒๕ คนขึ้นไป ก็มีอยู่ ๕ พรรคด้วยกันคือ พรรคพลังประชารัฐ พรรคภูมิใจไทย พรรคประชาธิปัตย์ พรรคอนาคตใหม่ แล้วก็พรรคเพื่อไทย พรรคต่าง ๆ เหล่านี้ได้เสนอชื่อ บุคคลที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีไว้กับ กกต. กกต. ให้ความเห็นชอบหมดแล้ว เอาล่ะ เมื่อจะมา พิจารณาเลือกนายกรัฐมนตรี ตามบทเฉพาะกาลเขาเว้นมาตรา ๑๕๙ เฉพาะวรรคหนึ่ง กับวรรคสาม เขาไม่ได้เว้นวรรคสองไว้ ผมจึงมีความเห็นว่าการดำเนินการถ้าเราจะรวบรัด นำรายชื่อต่าง ๆ เข้าพิจารณาให้ความเห็นชอบกันในที่ประชุมรัฐสภามันไม่น่าจะถูกต้อง ซึ่งสมาชิกของผมก็กราบเรียนท่านประธานไปแล้วท่านไม่วินิจฉัย ผมอยากจะกราบเรียนว่า พรรคต่าง ๆ อย่างพรรคพลังประชารัฐเสนอคุณประยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรี พรรคภูมิใจไทย เสนอคุณอนุทิน พรรคประชาธิปัตย์เสนอคุณอภิสิทธิ์ พรรคอนาคตใหม่เสนอคุณธนาธร แล้วก็พรรคเพื่อไทยเสนอ ๓ ท่านด้วยกัน รวมทั้งหมดบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อ เป็นนายกรัฐมนตรีที่ผ่านเกณฑ์ตามกฎหมายและ กกต. รับรองแล้วมีทั้งหมด ๗ ท่านด้วยกัน และตามมาตรา ๑๕๙ วรรคสอง การเสนอชื่อก็ต้องให้ผ่านสภาผู้แทนราษฎร เพราะฉะนั้น ผมคิดว่าสภาผู้แทนราษฎรจำเป็นจะต้องนำรายชื่อผู้ที่อยู่ในเกณฑ์ทั้งหมด ๗ คนมานั่ง พิจารณาเสียก่อนว่าบุคคลใดจะได้รับการรับรองจากสมาชิกไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๑๐ หรือไม่ ยกตัวอย่างสมมุติว่าพรรคเพื่อไทยอาจจะถอนตัวไม่ส่งเลยก็จะต้องคุยกันในที่ประชุม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือคุณอภิสิทธิ์ คุณอนุทินจะไม่สู้คุณประยุทธ์ จะถอนตัว ก็ไปถอนตัวกันในสภาผู้แทนราษฎร มันก็จะเหลือบุคคลที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรรับรอง ๑ ใน ๑๐ ผ่านเกณฑ์แล้วถึงจะมาเสนอขอความเห็นชอบต่อที่ประชุมรัฐสภาได้ เพราะอยู่ดี ๆ ท่านเอาชื่อมาเสนอตรงนี้ มันไม่ใช่สภาผู้แทนราษฎร มันเป็นที่ประชุมรัฐสภาแล้ว จะเสนอชื่อ จะทำอะไรต่าง ๆ มันก็ขัดรัฐธรรมนูญทั้งสิ้น ผมเองไม่อยากให้การดำเนินการทุกเรื่อง ไม่ว่าเฉพาะเรื่องนี้หรือเรื่องอื่น ๆ มันผิดกฎหมาย เพราะผมก็รู้ดีว่าท่านประธานก็เป็น นักกฎหมาย ท่านรองประธานก็เป็นนักกฎหมาย แล้วพวกเราหลายคนในที่ประชุมนี้ก็เรียน กฎหมายกันมาทั้งนั้น ก็ต่างเห็น ผมก็เห็นอย่างนี้ผมจึงได้นำประเด็นนี้มาเสนอหารือ ท่านประธานและที่ประชุมว่าก่อนที่ท่านจะดำเนินการตามระเบียบวาระการประชุมต่อไป เพื่อให้ความเห็นชอบนายกรัฐมนตรีตามวาระที่ท่านดำเนินการอยู่นี้ท่านควรจะนำมาตรา ๑๕๙ วรรคสอง เรื่องการเสนอรายชื่อบุคคลที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีให้สภาผู้แทนราษฎรรับรอง เสียก่อน ไม่อย่างนั้นจะเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายนะครับ ซึ่งหากท่านประธานจะวินิจฉัย เป็นประการใดแล้วผมก็ไม่ขัดข้อง จะเห็นด้วยเหมือนผมก็ได้ จะไม่เห็นเหมือนผมก็ได้ แต่ถ้าไม่เห็นเหมือนผม ผมก็ขอสงวนสิทธิ ขอให้ท่านเลขาธิการรัฐสภาบันทึกในที่ประชุม ไว้ด้วยว่าถ้ามันเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายแล้ว ผู้ที่ตัดสินใจคือท่านประธานจะต้อง เป็นผู้รับผิดชอบตามกฎหมาย ผมไม่ได้เกี่ยวด้วยครับ ขอขอบพระคุณครับ
ได้ให้โอกาสเบื้องต้น ที่จริงยังไม่ถึง วาระนั้น ก็ขออนุญาตไป
ระเบียบวาระที่ ๒ รับรองรายงานการประชุม ไม่มี
ระเบียบวาระที่ ๓ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว ไม่มี
ระเบียบวาระที่ ๔ เรื่องที่ค้างพิจารณา ไม่มี
ระเบียบวาระที่ ๕ เรื่องที่เสนอใหม่
พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา ๒๗๒ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
เนื่องจากมาตรา ๒๗๒ และมาตรา ๑๕๙ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย กำหนดให้ในระหว่างห้าปีแรกนับแต่วันที่มีรัฐสภาชุดแรก ตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้ การพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีให้กระทำ ในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา ส่วนการเสนอชื่อบุคคล ซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็น นายกรัฐมนตรีนั้น มาตรา ๑๕๙ กำหนดให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นผู้มีสิทธิเสนอชื่อ โดยวุฒิสมาชิกไม่มีสิทธิเสนอชื่อบุคคลซึ่งสมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ทั้งนี้บุคคลซึ่งจะได้รับการเสนอชื่อจะต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามในการเป็น รัฐมนตรีตามมาตรา ๑๖๐ ของรัฐธรรมนูญ และเป็นผู้มีชื่อในบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมือง แจ้งไว้ตามมาตรา ๘๘ ของรัฐธรรมนูญ เฉพาะจากบัญชีรายชื่อของพรรคการเมือง ที่มีสมาชิกได้รับเลือกเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไม่น้อยกว่าร้อยละห้าของจำนวนสมาชิก ทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร คือจำนวนยี่สิบห้าคน โดยต้องมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร รับรองไม่น้อยกว่าหนึ่งในสิบของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภาไม่สามารถใช้สิทธิรับรองได้ อันนี้ก็เรียนย้ำไว้นะครับ เพื่อไม่ให้เกิด ข้อผิดพลาดขึ้นนะครับ สำหรับมติการออกเสียงลงคะแนนที่เห็นชอบการแต่งตั้งบุคคลใด ให้เป็นนายกรัฐมนตรีของที่ประชุมรัฐสภาต้องมีคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวน สมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา ซึ่งการออกเสียงลงคะแนนให้ความเห็นชอบบุคคล ที่สมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีต้องกระทำโดยการลงคะแนนโดยเปิดเผย โดยให้ เลขาธิการรัฐสภาเรียกสมาชิกตามลำดับรายชื่อนะครับ อันนี้ผมทบทวน เพื่อให้เห็นว่า กระบวนการของการเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบนั้น กฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗๒ บัญญัติไว้ละเอียดชัดเจนนะครับ แล้วก็เป็นอย่างที่ท่านสมาชิกได้พูดก็คือว่า ผู้ที่มีสิทธิได้รับการเสนอชื่อนั้นก็เป็นไปตามที่กำหนด ซึ่งท่านก็ทราบทุกคนแล้วว่า พรรคการเมืองที่สามารถเสนอชื่อได้มีกี่พรรค และมีบุคคลที่ได้รับการยอมรับจาก คณะกรรมการการเลือกตั้งตามมาตรา ๘๘ นั้นมีจำนวนกี่ท่าน อันนี้พวกเราก็ทราบกันดีอยู่แล้ว ผมขอเข้าสู่ระเบียบวาระนี้โดยอธิบายมาตรา ๒๗๒ ให้พวกเราได้รับทราบและดำเนินการ กระบวนการต่อไปครับ ต่อไปนี้ก็จะเป็นกระบวนการเสนอชื่อครับ เชิญครับ ท่านสมาชิกครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ผมขออนุญาตเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีตามมาตรา ๒๗๒ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย โดยเสนอชื่อ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี ขอผู้รับรองด้วยครับ
ขอผู้รับรองครับ
(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
ผู้รับรองเกินจำนวนที่กฎหมาย กำหนดนะครับ ท่านสมาชิกครับ เชิญครับ
เรียนประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาวศรีนวล บุญลือ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเชียงใหม่ เขต ๘ พรรคอนาคตใหม่ ขอเสนอชื่อคุณธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้า พรรคอนาคตใหม่ เป็นนายกรัฐมนตรี คนที่ ๓๐ ของประเทศไทยต่อไป ขอเสียงรับรองค่ะ
ขอผู้รับรองครับ
(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
ผู้รับรองเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด แล้วครับ ขอบคุณครับ กระบวนการเสนอชื่อมีเพิ่มเติมไหมครับ
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)
ไม่มีนะครับ เชิญครับ ท่านสมาชิก เสนอชื่อเพิ่มเติมไหมครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม ขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมลุกขึ้น ยกมือขึ้นประท้วงท่านประธานว่าขณะนี้ท่านประธานกำลังดำเนินการผิดเจตนารมณ์ ของรัฐธรรมนูญ ในการให้ความเห็นชอบนายกรัฐมนตรี ท่านประธานที่เคารพครับ ถ้าท่านกลับไปอ่านรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๙ ทุกตัวอักษร ทุกวรรค
ประเดี๋ยวนะครับ ขออนุญาตก่อน มีเสนอชื่อเพิ่มเติมไหมครับ
ผมกำลังประท้วง
ผมอนุญาตให้พูดครับ เดี๋ยวขอถาม เรื่องนี้ก่อน เพราะจะได้จบในประเด็นเรื่องการเสนอชื่อ แล้วหลังจากนั้นก็เปิดให้อภิปรายได้ครับ
ให้เสนอชื่อก่อน หรือครับ
ไม่มีเสนอชื่อเพิ่มเติมนะครับ ท่านสมาชิกก็ถือว่ามีการเสนอชื่อ ๒ ท่านนะครับ เรื่องการเสนอชื่อก็จบไปครับ ต่อไปนี้ สมาชิกมีสิทธิที่จะอภิปรายครับ เชิญเลยครับ
ท่านประธานครับ ถ้าอ่านรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๙ และคำนึงถึงเจตนาของการให้ความเห็นชอบ นายกรัฐมนตรี เดิมทีไม่เคยมีการประชุมให้ความเห็นชอบในรัฐสภา แต่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ผมเข้าใจว่ากรรมการร่างในมาตรา ๑๕๙ นี้มีเจตนาให้ปฏิบัติตามมาตรา ๑๕๙ วรรคสอง เสียก่อน เพราะว่าถ้าอย่างนั้นแสดงว่ารัฐธรรมนูญประเทศนี้ไม่ได้ให้ความเคารพประชาชน การเลือกตั้งผู้แทนราษฎร ๕๐๐ คน กระทำการออกเสียงโดยประชาชนเจ้าของ ประเทศนี้ในอดีต การให้ความเห็นชอบนายกรัฐมนตรีมีเฉพาะสภาผู้แทนราษฎร ในบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗๒ ให้เป็นบทเฉพาะกาลในช่วงแรก ๕ ปี ให้ท่านวุฒิสมาชิก ในฐานะสมาชิกรัฐสภาสามารถให้ความเห็นชอบได้ แต่มาตรา ๑๕๙ วรรคสอง ในมาตรา ๑๕๙ เป็นการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ถ้าท่านอ่านให้ชัดคือการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ไม่ใช่เสนอในที่ประชุมรัฐสภาอย่างนี้ ต้องประชุมสภาผู้แทนราษฎรให้เกียรติประชาชน เจ้าของประเทศที่เลือกตั้งมา จะต้องให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้เสนอชื่อ แล้วก็ผ่าน มาตรา ๑๕๙ วรรคสองก่อน จึงมาดำเนินการตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗๒ ท่านจะเข้ามาสู่มาตรา ๒๗๒ เลย เป็นการดำเนินการไม่ถูกต้อง แล้วเป็นการเอาบทเฉพาะกาล ซึ่งไม่ได้ยกเว้นไว้ บทเฉพาะกาล มาตรา ๒๗๒ มีหลายท่านพูดไว้แล้ว เพราะฉะนั้นผมประท้วง ท่านประธาน กำลังดำเนินการผิดจากรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๙ วรรคสองโดยชัดเจน และไม่เคารพต่อเสียงของประชาชน ขอบคุณครับ
เรื่องนี้ที่จริงไม่มีข้อเคลือบแคลงสงสัย อะไรนะครับ กฎหมายบัญญัติไว้ชัดในบทเฉพาะกาล ซึ่งก็เป็นความจริงว่าในอดีตก็มีการเลือก นายกรัฐมนตรีในสภาผู้แทนราษฎร แต่ว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้เขียนบทเฉพาะกาลในมาตรา ๒๗๒ ชัดเจน เพราะฉะนั้นคำอภิปรายของท่านสมาชิกนั้นขอเรียนว่าทางสภาได้ดำเนินการไปตาม กฎหมายนะครับ สำหรับการเสนอชื่อผ่านไปเรียบร้อยแล้วนะครับต่อไปนี้ท่านสมาชิก จะอภิปรายในประเด็นอะไรก็ขอให้ได้ข้อตั้งประเด็นเอาไว้ว่าต้องการประเด็นในเรื่อง คุณสมบัติของผู้เสนอเป็นนายกรัฐมนตรีหรือประเด็นอะไรก็กำหนดไว้ประเด็นนั้นก่อนครับ
(นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ ได้ยืน และยกมือขึ้น)
เชิญครับท่านสมาชิก
ท่านเชิญผม หรือครับ
เชิญเลยครับ
ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ต้องขอประท้วงท่านประธานนะครับ วันนี้เราใช้ข้อบังคับการประชุม ของสภาผู้แทนราษฎร พุทธศักราช ๒๕๕๑ ผมประท้วงท่านประธานกระทำผิดข้อบังคับ การประชุม ข้อ ๑๖๔ กระบวนการเสนอชื่อแคนดิเดต (Candidate) นายกรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๙ เมื่อสักครู่นี้ ผมเชื่อว่ามีการกระทำผิดข้อบังคับการประชุม อย่างเห็นได้ชัด เพราะข้อบังคับการประชุมกำหนดชัดเจนว่าการรับรองของสมาชิกนอกจาก จะรับรองได้คนละ ๑ ชื่อแล้ว ยังจะกำหนดในวรรคสอง การรับรองให้กระทำเป็นการ เปิดเผยตาม ข้อ ๗๕ (๑) เมื่อสักครู่นี้ท่านประธานปล่อยให้มีการยกมือ สมาชิกยกมือรับรอง ก็แน่นอนครับจำนวนครบถ้วน แต่การรับรองโดยเปิดเผยหมายความว่าจะต้องรู้ว่าใครบ้าง ที่รับรองให้ผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีจากแต่ละพรรคการเมืองได้รับรองไป ผมเองรับรอง ถ้าผมรับรอง ๒ ฝั่งเมื่อสักครู่นี้ท่านประธานก็ไม่ทราบ ผมรับรองให้ใครไป ท่านประธานก็ไม่รู้ เพราะฉะนั้นการจะดำเนินการให้ถูกต้องตามข้อบังคับการประชุมนั้น ท่านประธานจำเป็นจะต้องให้มีการขานชื่อทีละคนเพื่อรับรองแคนดิเดต (Candidate) นายกรัฐมนตรีจากแต่ละพรรคครับ ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณครับ ผมมองจากข้างบน ก็เห็นครับว่าจำนวนผู้รับรองนั้นมีจำนวนเท่าไร ในกรณีลงมติให้ความเห็นชอบหรือไม่ให้ ความเห็นชอบนั้นจำเป็นต้องทำโดยเปิดเผยและรู้จักชื่อ เพราะฉะนั้นการลงมติในห้องประชุมนี้ จึงเป็นเรื่องยาก เราถึงได้พยายามที่จะให้สมาชิกได้มีโอกาสได้พูดเพื่อไม่ต้องลงมติ ในหลายเรื่อง เพราะลงมติแต่ละครั้งผมรับรองครับ ๗๔๘ คนนี้ต้องใช้เวลาหลายชั่วโมง เพราะฉะนั้นก็อนุญาตให้สมาชิกได้แสดงความเห็นมากเท่าที่สามารถทำได้เพื่อลดการลงมติ โดยไม่จำเป็น แต่ว่าการรับรองนั้นได้เป็นไปโดยถูกต้องตามกฎหมายแล้วครับ เชิญเลยครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม วิสิษฐ์ เตชะธีราวัฒน์ พรรคเพื่อไทย จังหวัดเชียงราย ผมขอใช้ ข้อบังคับ ข้อ ๖๓ ประท้วงท่านประธาน ตามที่ท่านประธานได้วินิจฉัยเมื่อสักครู่นี้ว่า มีการเสนอผู้ที่จะให้มีการเลือกตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีตามข้อบังคับการประชุม ข้อ ๑๖๔ ในข้อ ๑๖๔ ท่านประธานครับ โดยหลักแล้วต้องมีผู้เสนอชื่อและมีผู้รับรองไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๕ ซึ่งท่านประธานก็ได้อนุโลมว่าดูตามจำนวนแล้วก็ครบ แล้วอีกประการหนึ่ง ในการ นำเสนอ ข้อ ๑๖๔ นั้น เมื่อมีผู้รับรองไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๕ แต่ท่านประธานครับ ในข้อ ๑๖๔ ก็ระบุชัดเจนว่าสมาชิกแต่ละคนมีสิทธิรับรองได้แค่ ๑ ชื่อครับท่านประธาน ด้วยเหตุที่ ท่านประธานอนุโลมว่าที่ประชุมแห่งนี้อาจจะมีข้อจำกัดในเรื่องของการลงมติ แต่ผมสังเกตว่า การรับรองเมื่อสักครู่ ผมก็ดูแล้วว่าไม่สามารถยืนยันได้ว่าการรับรองว่าถ้ามีสมาชิกบางท่าน รับรองทั้ง ๒ ครั้ง ทั้ง ๒ ชื่อ จะด้วยเหตุตั้งใจหรือด้วยเหตุพลั้งเผลอในการยกมือ ท่านประธานวินิจฉัยได้ไหมว่าถ้ามีการยกมือ ๒ ครั้งในบุคคลคนเดียวกันก็ผิดข้อบังคับ การประชุมนี้ แล้ววันนี้เทคโนโลยีที่ท่านประธานยกมือเมื่อสักครู่ ผมดูแล้วว่าการยกมือ ทั้ง ๒ ฝั่ง ทั้ง ๒ ท่านที่นำเสนอก็คือท่านประยุทธ์ แล้วก็ท่านธนาธรนั้นยกมือก็ในกลุ่ม เดียวกันครับ ไม่สามารถแยกออกได้ว่าท่านที่ยกมือ ยกมือ ๒ ครั้งหรือเปล่า ก็จะผิดข้อบังคับ การประชุม ก็ขอท่านประธานวินิจฉัยในประเด็นที่ว่าเราจะยืนยันได้อย่างไรว่าการรับรองนั้น ไม่รับรอง ๒ ครั้ง ขอท่านประธานวินิจฉัยตรงนี้ครับ
ขอบคุณมากครับ ถ้าอยู่ข้างบนนี้ จะเห็นชัดครับว่าตรงนี้รับรองตรงนี้ครับ อีกกลุ่มจะรับรองอีกด้านหนึ่งชัดเจน อันนี้ไม่ได้เป็น ประเด็นใหญ่ แต่ว่าทำให้ถูกต้อง ผมเห็นด้วย แล้วก็ได้ดูด้วยตัวเอง ผมกับท่านรองประธาน ก็นั่งช่วยดูอยู่ ท่านประธานวุฒิสภาก็ช่วยดูอยู่ เชิญท่านสมาชิกครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม สายัณห์ ยุติธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา เมื่อสักครู่นี้การเสนอชื่อ นายกรัฐมนตรีก็จบไปแล้ว ผมจะเรียนกับท่านประธานที่เคารพว่าทำไมต้องเป็น พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีต่อจากนี้ไป ท่านประธานที่เคารพครับ ท่านประยุทธ์ จันทร์โอชา นั้นท่านเข้ามาแก้วิกฤตของชาติ ท่านคงจำได้เมื่อ ๕ ปีที่แล้ว เกิดความแตกแยกของประเทศ ประเทศอยู่ในซากปรักหักพัง
ขออนุญาต มีผู้ประท้วง เชิญเลยครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทย จังหวัดน่าน ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ด้วยความเคารพท่านประธาน ผมต้องขออนุญาตทักท้วงท่านประธาน ตามข้อทักท้วงของเพื่อนสมาชิก แต่มีทางออกให้ท่านประธานครับ อาจจะไม่เสียเวลา แต่ว่าเราต้องปฏิบัติตามข้อบังคับและรัฐธรรมนูญ เมื่อสักครู่ท่านประธานอนุโลมใช้ข้อบังคับ ผมก็ไม่ติดใจเท่าไร ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๗ เขียนไว้ชัดเจน ท่านประธานอนุโลมอย่าง นั้นผมก็เอาตามท่านประธานวินิจฉัย แต่วิธีการพิจารณาเสนอชื่อบุคคลที่สมควรจะเป็น นายกรัฐมนตรีจะต้องมีการรับรองอย่างเปิดเผยเหมือนเพื่อนสมาชิกได้ทักท้วงไว้ เพื่ออะไร เพื่อบันทึกไว้ในที่ประชุม ผมขออนุญาตอ้างอิงเอาคำพูดของอดีตท่านหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่ได้เสนอต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรในการคัดเลือก เลือกตั้งท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร และรองประธานสภาผู้แทนราษฎร เรามีปัญหาเรื่องการลงมติโดยเปิดเผย มีการยกมือ อย่างนี้แล้วให้เจ้าหน้าที่ไปจด ที่ประชุมโดยการเสนอของอดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ บอกว่ามันจะไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เนื่องจากว่าไม่มีการบันทึก เป็นลักษณะเปิดเผย ด้วยความเคารพท่านประธานครับ ผู้รับรอง ๑ ใน ๕ แค่ ๕๐ คนครับ ๑ ใน ๑๐ ขออภัยครับ ตามรัฐธรรมนูญใหม่ ๑ ใน ๑๐ แค่ ๕๐ คนของแต่ละซีก ผมขออนุญาตท่านประธาน ไปใช้ข้อบังคับ ข้อ ๗๕ (๓) ของการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ปี ๒๕๕๑ ให้สภามีความเห็น เป็นเฉพาะกรณี ถ้าสภาแห่งนี้ไม่ขัดข้องก็ถือว่าชอบด้วยข้อบังคับและรัฐธรรมนูญ เฉพาะกรณีง่ายมากครับท่านประธาน ขอให้เจ้าหน้าที่ได้เอากระดาษมา ๑ แผ่น ๕๐ แผ่น ก็คือ ๑๐๐ แผ่นครับ ๒ ท่าน ให้สมาชิกที่ยกมือและเขียนชื่อตัวเองอย่างเปิดเผยเลยว่า เป็นผู้รับรองกับท่านใด ก็ยื่นให้เจ้าหน้าที่ไป สามารถเอาไปบันทึกเป็นลักษณะการเปิดเผย ในรายงานการประชุมได้ แล้วก็ปิดประกาศให้เห็นได้ด้วย ขออนุญาตท่านประธานพิจารณา ใช้ข้อบังคับ ข้อ ๗๕ (๓) กรณีสภาเห็นเป็นกรณีอื่น ถ้าจะประชุมร่วมผมก็ขออนุญาตกลับมา ใช้ปี ๒๕๕๑ เพราะว่ารัฐธรรมนูญบังคับไว้ ใช้ข้อบังคับการประชุมของสภาผู้แทนราษฎร ปี ๒๕๕๑ โดยอนุโลม (๓) ท่านประธานครับ ไม่ต้องรับรองถึง ๑๐๐ คนหรอกครับ เพราะเจ้าหน้าที่จะลำบาก ในประเด็นที่จะมีการเปิดเผยเราใช้ (๑) ไม่ได้ เนื่องจากไม่มี เครื่องมือที่จะกดให้ออกเสียงที่เปิดเผยได้ ถ้าท่านประธานจะกรุณาใช้ (๓) พิจารณากรณี อย่างนี้เหมือนที่ผมได้เสนอไปก็จะอำนวยความสะดวกให้กับเพื่อนสมาชิก ยกเว้นจะต้อง เปิดเผยตามข้อบังคับและรัฐธรรมนูญที่บอกว่าขานชื่อ ก็ต้องขานชื่อครับ กราบขอบคุณ ท่านประธานครับ
ขอบคุณครับ
กราบเรียนท่านประธานผมขออภิปรายต่อครับ ท่านประธานครับ
ผมยังไม่ชี้ให้พูด อย่าเพิ่งพูดนะครับ เราได้แนะนำกันตั้งแต่ตอนต้นแล้ว ถ้าประธานยังไม่ชี้ห้ามพูดครับ
ผมอภิปรายค้างอยู่ครับ
นั่งลงก่อนนะครับ เดี๋ยวผมอนุญาต นั่งก่อนครับ ญัตติที่ไม่ต้องเสนอล่วงหน้าเป็นหนังสือให้ผู้รับรองญัตติแสดงการรับรองโดยวิธี ยกมือขึ้นพ้นศีรษะ แต่ประเด็นที่สมาชิกพูดถึงนั้นก็เป็นความจริงในเรื่องลงมติ ลงมติกรณี ที่เห็นชอบ ไม่เห็นชอบ ซึ่งเรื่องนั้นจำเป็นจะต้องเปิดเผย เราถึงบอกว่าการลงมติในที่ประชุมนี้ ถ้ามีเครื่องมือกดเราจะรู้เลยว่าใครลงว่าอย่างไร แต่ในที่ประชุมนี้จะทำได้ยาก มีทางเดียวก็คือต้องเรียกชื่ออย่างที่เราเห็น ลงมติแต่ละครั้ง ๒-๓ ชั่วโมงนะครับ อันนี้คือสิ่งที่ จะต้องทำในกรณีที่มีความเห็นต่างกันเกี่ยวกับเรื่องการลงมติรับหรือไม่รับรองบุคคลอย่างนี้ ต้องลงมติ แต่กรณีรับรองนั้นกรณีเช่นนี้เราปฏิบัติตลอดมา โดยมีข้อบังคับรับรองไว้ก็คือ การยกมือ ก็เรียนให้ทราบครับ เชิญท่านผู้อภิปรายที่อภิปรายไว้ตอนแรก
(นายจิรวัฒน์ อรัณยกานนท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร ได้ยืนและยกมือขึ้น)
ท่านมีอะไรประท้วงข้างหลังไหมครับ มีไหมครับ
ขออนุญาตพูดเรื่องข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ข้อ ๓๑ ครับท่าน เดี๋ยวให้ท่านผู้อภิปราย คนแรกพูดก่อนก็ได้ครับ ผมจะต่อจากผู้อภิปรายคนแรกครับ
ขอเชิญท่านผู้อภิปราย ผมอนุญาต ให้ผู้อภิปรายได้อภิปรายต่อนะครับ
ท่านประธานครับ ผมประท้วงท่านประธานครับ
ขอผู้อภิปรายได้อภิปรายต่อ ถ้ามีผู้ประท้วงก็ให้ผู้ประท้วงได้พูดก่อนครับ เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเชียงราย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมประท้วงท่านประธานตามข้อบังคับของ สภาผู้แทนราษฎร ข้อ ๘ ในการควบคุมการประชุม ท่านประธานที่เคารพครับ เมื่อเช้าตั้งแต่ การประชุมสภาผู้แทนราษฎรมาจนถึงการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ท่านประธานไม่ได้ วินิจฉัยที่มีผู้ได้เสนอให้ท่านประธานวินิจฉัย ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๘ การที่จะได้มาซึ่ง นายกรัฐมนตรีจะต้องผ่านสภาผู้แทนราษฎรก่อน ผมขอให้ท่านประธานได้วินิจฉัยเพื่อเป็น หลักฐานในการประชุมรัฐสภา ท่านต้องวินิจฉัยอย่างชัดเจนว่าสามารถกระทำได้ หรือกระทำ ไม่ได้ ขอให้ท่านประธานวินิจฉัยด้วยครับ เพราะว่ามันมีผลต่อตัวท่านประธานเองครับ ขอบคุณครับ
ข้อนี้ไม่น่าประท้วงเลยนะครับ เพราะว่าถ้าอ่านกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗๒ ท่านก็จะเห็นชัดว่าเป็นกรณีที่ต่างไปจาก ในอดีตและเป็นบทเฉพาะกาลซึ่งบังคับใช้ ๕ ปี อย่างที่เราทราบกัน ดังนั้นการดำเนินการ จึงต้องปฏิบัติไปตามบทเฉพาะกาล มาตราที่เราพูดถึงกันทั้งหมดเป็นบทถาวร แต่บัดนี้มันอยู่ ภายใต้บทเฉพาะกาล ๕ ปี เราจึงต้องดำเนินการไปตามกระบวนการของบทเฉพาะกาล อันนี้คือสิ่งที่ผมคิดว่าไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยเพราะเรารู้กันอยู่แล้วว่ากฎหมายกำหนดไว้อย่างนี้ เพราะว่ามันไม่ใช่เป็นประเด็นที่ถกเถียงกันว่าอะไรก่อนอะไรหลัง เพราะกฎหมายเขียนไว้ชัด พอสมควรครับ ผมขอให้ท่านผู้อภิปรายได้อภิปรายต่อครับ ท่านผู้ประท้วงพอแล้วครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม สายัณห์ ยุติธรรม ครับ นามสกุล ยุติธรรม ครับท่าน ณ เวลานี้ในประเทศไทยไม่มีใครเหมาะสมเท่ากับ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีครับ ขอบคุณครับ
ท่านประธานครับ ขออนุญาตใช้ข้อบังคับ ข้อ ๓๑ ท่านประธานครับ ขอสั้น ๆ ครับ
ก็ประหยัดเวลาดีครับ เชิญผู้ประท้วงครับ
ขอบคุณท่านประธานครับ ผม จิรวัฒน์ อรัณยกานนท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขต กรุงเทพมหานคร ท่านประธานครับ เมื่อสักครู่นี้ท่านประธานได้อนุญาตให้มีการเปิดอภิปราย เรื่องของคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของบุคคลที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรี ในกฎหมาย รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๙ วรรคหนึ่ง ผมจึงเห็นว่าเป็นเรื่องที่ดีครับที่ท่านประธานได้เปิด อภิปรายให้กับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้พูดถึงเรื่องคุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม เพราะบุคคลที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรีนั้นต้องถือว่ามาบริหารประเทศ แล้วพวกกระผมเอง ก็เป็นผู้แทนราษฎรที่ได้รับการเลือกตั้งมาจากประชาชน ดังนั้นผมมีความเห็นว่าบุคคล ที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรีต้องเป็นบุคคลที่มีความรู้ความสามารถ ผมจึงอาศัยข้อบังคับ การประชุมรัฐสภา ข้อ ๓๑ อยากให้ท่านประธาน ขออนุญาตนะครับ คือเป็นญัตติที่ไม่ต้องมีการเสนอล่วงหน้า ผมจึงเห็นว่าบุคคลที่จะถูก เสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีควรจะได้มีโอกาสและควรจะมาแสดงวิสัยทัศน์ในที่ประชุมแห่งนี้ จึงอาศัยข้อบังคับ ข้อ ๓๑ (๕) อยากให้เป็นญัตติที่ไม่ต้องเสนอล่วงหน้า แต่เป็นญัตติ ที่ท่านประธานสามารถจะอนุญาตตามที่เห็นสมควรได้ครับ จึงอยากให้ท่านประธานได้วินิจฉัย ประเด็นนี้ด้วยครับ ตามข้อ ๓๑ (๕) ขอบพระคุณครับ ขอผู้รับรองด้วยครับ
ที่จริงการแสดงวิสัยทัศน์นั้นก็ไม่มี กฎหมายใดห้ามหรือบังคับนะครับ คือผู้ได้รับการเสนอชื่อจะแสดงวิสัยทัศน์หรือไม่แสดง ก็เป็นสิทธิของผู้นั้น แต่ว่าถ้าที่ประชุมต้องการมันก็ต้องขอมติจากที่ประชุม เพราะว่าถ้าสมมุติ ทุกคนเห็นด้วยก็ไม่ต้องขอมตินะครับ แต่ว่าถ้ามีผู้ไม่เห็นด้วยก็ต้องขอมติ แต่ผมเรียนว่า ที่ผมพยายามที่จะทำให้พวกเราไม่ต้องลงมติเพื่อประหยัดเวลาในการทำงานนั้น เพราะบางเรื่อง เราก็เห็นอยู่แล้วว่าผลจะเป็นอย่างไรนะครับ ในอดีตที่ผ่านมาเราก็ไม่มีการแสดงวิสัยทัศน์ แต่ว่าเที่ยวนี้ผมก็ทราบว่าพวกเราอยากให้มีการแสดงวิสัยทัศน์ ซึ่งถ้าลงมติไป ตัวผู้ได้รับ การเสนอชื่อทั้ง ๒ ท่านก็ไม่อยู่ในห้องประชุม ซึ่งคนอื่นจะแสดงวิสัยทัศน์แทนก็ทำไม่ได้ อันนี้ก็รู้กันอยู่นะครับ เพราะฉะนั้นสมาชิกลองทบทวนดูว่าจะสมควรไหม ถ้าจำเป็นก็ต้อง ลงมตินะครับ อันนี้เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แล้วถ้าลงมติไปแล้วก็จบ จบก็ลงมติเรื่องอื่นต่อไป ขอท่านสมาชิกได้ให้ความเห็นนะครับ เชิญท่านวีระกรครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ เพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผม วีระกร คำประกอบ สมาชิก สภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครสวรรค์ พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา เมื่อสักครู่ ที่เพื่อนสมาชิกได้เสนอโดยอ้างถึงข้อบังคับ ข้อ ๓๕ เป็นญัตติที่ไม่ต้องเสนอล่วงหน้าเป็น หนังสือนั้น ขอกราบเรียนท่านประธานว่ามันขัดกับข้อ ๓๒ นะครับ เมื่อที่ประชุมรัฐสภากำลัง ปรึกษาหรือพิจารณาญัตติใดอยู่ ห้ามเสนอญัตติอื่นนอกจากญัตติดังต่อไปนี้ ญัตติดังต่อไปนี้ มี ๕ ข้อ ซึ่งญัตติที่ผู้เสนอได้เสนอเมื่อสักครู่นี้มิได้อยู่ใน ๕ ข้อซึ่งเป็นข้อยกเว้น หากได้มีการ พิจารณาเรื่องนี้จะทำให้ญัตติที่เราพิจารณากันอยู่ในขณะนี้ กล่าวคือเป็นญัตติของการเลือก นายกรัฐมนตรีของประเทศไทยต้องตกไปนะครับท่านประธานครับ ขอได้โปรดวินิจฉัยครับ
ที่จริงแล้วก็เสนอได้เป็นเรื่องที่ เกี่ยวข้องกันนะครับ เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการให้ความเห็นชอบ ทีนี้เขาต้องการว่าให้แสดง วิสัยทัศน์ มันก็อยู่ในเรื่องเดิมละครับ เพียงแต่ว่าถ้าเราลงมติเราจะเสียเวลา ถ้าท่านวีระกร ไม่เห็นด้วยก็ต้องแสดงเจตนาว่าไม่เห็นด้วยกับเรื่องนี้ครับ เชิญครับ
ท่านประธานครับ ที่ผมพูดผมกลัวญัตติที่เรากำลังพิจารณาอยู่นั้นจะตกไปตามข้อ ๓๒ นะครับ ท่านประธานครับ ท่านประธานบอกว่าเกี่ยวข้องกัน แต่ว่ามันเป็นญัตติอีกเรื่องหนึ่งเลยใน การเสนอวิสัยทัศน์ครับ เป็นญัตติที่มีผู้รับรอง ดังนั้นไม่ได้อยู่ใน ๕ ข้อนี้แต่ประการใดนะครับ เดี๋ยวจะตกนะครับ ท่านประธานครับ ขอบคุณครับ
คืออย่างนี้ครับ ด้วยความเคารพ ต่อความเห็นของท่านวีระกรนะครับ ผมเห็นว่าการเสนอชื่อบุคคลถ้ามีการบอกว่าขอให้ผู้นั้น มาแสดงความคิดความเห็น ญัตติดังกล่าวนี้มันก็เกี่ยวข้องกับเรื่องเดิม ไม่ได้เป็นญัตติใหม่นะครับ ที่จะมีผลทำให้ญัตติเดิมตกไป ฉะนั้นก็ต้องอยู่ที่สมาชิกเห็นด้วยหรือไม่ ที่ผมพยายามขอร้อง พวกเรา เพราะผมคิดว่ามองเล็งผลไปว่าผลคืออะไร แล้วสิ่งที่ได้มาคืออะไรกับเวลาที่เสียไป เพราะฉะนั้นผมก็เลยให้ความเห็นไปอย่างนี้ แต่ว่าท่านสมาชิกยืนยัน ผมเคารพความเห็น สมาชิก ผมยินดีปฏิบัติตามมติของที่ประชุมครับ เชิญเลยครับ
ขอบคุณครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ผม บุญสิงห์ วรินทร์รักษ์ ครับ
ขออนุญาตค่ะท่านประธาน ขออนุญาตค่ะ
เดี๋ยวครับ อย่าเพิ่งพูด ถ้ายังไม่อนุมัติ เชิญข้างหน้าครับ
ผม บุญสิงห์ วรินทร์รักษ์ แบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ เรื่องของการเสนอให้มีการแสดงวิสัยทัศน์นั้น โดยข้อเท็จจริงแล้วก็ไม่มี ปรากฏไว้ในรัฐธรรมนูญ ในข้อบังคับก็ไม่มี ถ้าจะเอาประเพณีปฏิบัติก็ไม่เคยปฏิบัติกัน ในแนวทางนี้ แต่สิ่งที่ผมอยากกราบเรียนท่านประธานก็คือว่าบุคคลที่ถูกเสนอชื่อให้เป็น นายกรัฐมนตรีทั้ง ๒ ท่านนี้เป็นบุคคลสาธารณะ ซึ่งทุกท่านรู้จัก ทุกท่านได้ติดตามบทบาท ผลงาน เพราะฉะนั้นเป็นที่รู้กันโดยทั่วไปแล้วว่าแต่ละท่านได้แสดงออกซึ่งวิสัยทัศน์ มาโดยตลอด เพราะฉะนั้นในสภาแห่งนี้ทุกท่านทราบอยู่แล้ว แต่สิ่งที่เราอยากเห็น สิ่งที่เรา ต้องการก็คือว่าวันนี้ประเทศชาติต้องการอยากจะให้มีรัฐบาล ประเทศชาติต้องการที่จะเดิน ไปข้างหน้า ประเทศชาติอยากจะให้มีการพัฒนา หลายท่านได้แสดงออกในเรื่องเหล่านี้ ว่าทำอย่างไรเราจะใช้เวลาของสภาแห่งนี้ให้เกิดคุณค่า ให้เกิดประโยชน์ เพราะฉะนั้นถ้าหาก เราช้าไปวันหนึ่ง ช้าไป ๒ วันก็จะมีผลกระทบต่อในการที่เราจะมีรัฐบาล เพราะฉะนั้น ถ้าเป็นไปได้ผมว่าท่านที่เสนอถ้าอยากจะเห็นสภาเดินหน้าไป ถอนเสีย ถ้าไม่ถอนก็ต้องลงมติ ผมเห็นว่าไม่สมควรที่จะต้องมาให้มีการแสดงวิสัยทัศน์ในสภาแห่งนี้ครับ
ท่านสมาชิกไม่เห็นด้วยกับการแสดง วิสัยทัศน์ ที่ผมพยายามก็คือผมคิดเล็งผลว่าผลที่ได้คืออะไร ถ้าเรารู้ว่าผลคืออะไร แล้วเราจะต้องสละเวลามาก ผมก็เสียดาย
(นางสาวพรรณิการ์ วานิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
เชิญท่านผู้ประท้วงข้างหลัง เชิญเลยครับ
เรียนท่านประธานค่ะ พรรณิการ์ วานิช แบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ในฐานะสมาชิก รัฐสภา ไม่ได้ใช้สิทธิประท้วงนะคะ แต่ว่าขออภิปรายเพื่อหารือประเด็นต่อเนื่องจากการที่มี การพูดคุยกันในรัฐสภาแห่งนี้ค่ะ
เมื่อสักครู่นี้ท่านสมาชิกยืนและ ยกมือขึ้นเป็นการประท้วงนะครับ
เป็นการอภิปรายหารือ
ถ้าไม่ใช่ประท้วง สมาชิกนั่งก่อน แล้วเดี๋ยวผมจะเรียกทีหลัง ผมให้พูดทีหลัง เอาไว้ทีหลังถ้าไม่ประท้วงครับ
(นายประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร ได้ยืนและยกมือขึ้น)
ขอเชิญท่านสมาชิกข้างหน้า ที่ประท้วง เชิญครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติ กระผม นายประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคเพื่อไทย กรุงเทพมหานคร ในฐานะสมาชิก รัฐสภา ขออนุญาตประท้วงท่านประธานในข้อบังคับ ข้อ ๘ ในการทำหน้าที่ของท่านประธาน ท่านประธานครับ วันนี้เป็นการทำหน้าที่ของตัวแทนของพี่น้องประชาชนทั้ง ๒ องค์กร ในการที่จะได้ไปเลือกผู้ที่จะมาบริหารราชการแผ่นดิน คนที่จะเป็นผู้นำในการพัฒนา ประเทศชาติ ฉะนั้นเรามีความจำเป็นที่จะต้องรับรู้และรับทราบทั้งเกียรติประวัติ และวิสัยทัศน์ในการทำหน้าที่ของแต่ละท่าน ซึ่งถามว่าสมาชิกทั้ง ๗๕๐ ท่าน รู้จักบุคคล ทั้ง ๒ ท่านดีหรือไม่ ผมต้องเรียนท่านประธานว่าโดยส่วนตัวผมคนหนึ่งละที่ไม่ได้รู้จักภูมิหน้า และภูมิหลังของบุคคลทั้งสอง รวมทั้งวิสัยทัศน์ว่าถ้าสมาชิกรัฐสภาแห่งนี้จะให้การรับรองหรือว่าให้ความเห็นชอบในการ ที่จะไปดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีจะบริหารราชการแผ่นดินเป็นอย่างไร ฉะนั้นผมฟัง ท่านประธานพยายามที่จะควบคุมการประชุม ผมมองว่าท่านประธานพยายามที่จะชี้นำ ที่จะตัดบทการทำหน้าที่ของสมาชิกรัฐสภาแห่งนี้ ฉะนั้นขอท่านประธานได้โปรดช่วยวินิจฉัย ในการทำหน้าที่เปิดโอกาสอย่างเต็มที่เหมือนกับที่ท่านประธานได้ให้สัมภาษณ์ผ่านทาง สื่อมวลชนไปว่าพร้อมจะเปิดโอกาสให้การประชุมแห่งนี้ได้ใช้เวลาอย่างเต็มที่ในการที่จะได้ให้ พี่น้องประชาชนนั้นได้รับรู้ถึงบทบาทและการทำหน้าที่ของตัวเอง ก็ขออนุญาตประท้วง ท่านประธานตามข้อบังคับ ข้อ ๘
นี่ละครับ ที่ท่านได้พูดก็เพราะ เปิดโอกาสนะครับ ถ้าเป็นการตัดบทไม่ให้พูดก็ลงมติกันไปแล้ว เพราะฉะนั้นผมก็ให้โอกาส ท่านสมาชิก ขออย่างเดียวว่าให้รักษากติกานะครับ ถ้าประธานยังไม่ชี้อย่าแย่งกันพูด เพราะว่าภาพพจน์ของสภาเราจะได้ดีขึ้น ท่านสมาชิกข้างหลังประท้วงเชิญนะครับ
เรียนท่านประธาน ดิฉัน พรรณิการ์ วานิช แบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา เรียนย้ำท่านประธานเป็นการอภิปรายหารือในประเด็นต่อเนื่อง เรื่องการแสดง วิสัยทัศน์ของผู้ได้รับเสนอชื่อชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
เมื่อสักครู่นี้สมาชิกประท้วงหรือว่า อภิปรายครับ
อภิปรายค่ะ
ถ้าอย่างนั้นอภิปรายนั่งก่อน เพราะว่าถ้ายืนและยกมือขึ้นตามข้อบังคับถือว่าประท้วง ประธานจะชี้ให้ทันทีเลย แต่ว่า ถ้านั่งมันก็ต้องไปตามลำดับ ขอนั่งลงก่อน เดี๋ยวจะอนุญาต เราก็ต้องเริ่มระเบียบเคร่งครัด กันหน่อย เพื่อว่ามันจะทำให้สภาของเราเป็นระเบียบเรียบร้อยขึ้น ท่านสมาชิกผมขออภัย ถ้ามองไม่ค่อยเห็น ขออภัยด้วย ไม่ชัด เชิญเลยครับ เชิญท่านสมาชิก
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาวภาดาท์ วรกานนท์ พรรคพลังประชารัฐ กรุงเทพมหานคร เขต ๖ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานสภาว่า ขอเสนอญัตติให้ไม่มีการแสดงวิทัศน์ เนื่องจาก ๑. ที่ผ่านมาเรามีนายกรัฐมนตรีมาแล้ว ทั้งหมด ๒๙ ท่าน วันนี้เราจะมีนายกรัฐมนตรีคนที่ ๓๐ ที่ผ่านมาเราก็เห็นว่าไม่เคยมี นายกรัฐมนตรีท่านใดที่จะต้องแสดงวิสัยทัศน์ ๒. ก็คือไม่ว่าจะรัฐธรรมนูญฉบับไหน ที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็น ปี ๒๕๔๐ ปี ๒๕๕๐ หรือปี ๒๕๖๐ ก็ไม่มีในข้อไหนที่จะบอกว่า คนที่จะมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีจะต้องแสดงวิสัยทัศน์ ๓. ไม่มีข้อบังคับในข้อไหน ที่บอกเลยว่านายกรัฐมนตรีจะต้องแสดงวิสัยทัศน์ แล้ววันนี้อย่างที่ทุกท่านทราบว่า พรรคพลังประชารัฐเองตั้งแต่วันแรกจนวันนี้เราเสนอให้ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี แล้ววันนี้ก็มั่นใจว่าพี่น้องประชาชนที่ดูอยู่ทางบ้าน และพี่น้องประชาชน ที่เลือกเรา ๘.๔ ล้านเสียง กำลังรออยากจะได้นายกรัฐมนตรีคนใหม่ เพราะฉะนั้นวันนี้ ไม่อยากให้เสียเวลาค่ะ อยากจะขอให้ท่านประธานรัฐสภาดำเนินตามวาระถัดไปด้วยการ เลือกโหวตนายกรัฐมนตรี คนที่ ๓๐ แล้วก็ขอผู้รับรองด้วยค่ะ
นี่ละครับ ที่จะต้องใช้เวลาเยอะ เมื่อมันเป็นญัตติขึ้นมา ซึ่งเรียนไว้แล้วญัตติเรื่องนี้ที่ท่านวีระกรให้ความเห็นอยู่นั้นขอเรียนว่า มันเป็นประเด็นเกี่ยวเนื่อง ซึ่งผมจำได้ว่าเราก็ทำกันมาหลายครั้ง แต่ว่าที่พยายามขอร้อง พวกเราว่าจะไม่เป็นประเด็นได้ไหม เพราะว่ามันจะเสียเวลาในการลงมติ เพราะมติอย่างนี้ ละครับที่ต้องเปิดเผย ต้องรู้ว่าใครลงคะแนนว่าอย่างไร ซึ่งต่างการรับรองเมื่อสักครู่นี้ ถ้าสมาชิกยืนยันผมขอเรียนถามอีกครั้งหนึ่ง ยืนยันไหมครับว่าจะต้องให้ลงมติเรื่องนี้ ผู้เสนอ ขอให้แสดงวิสัยทัศน์ได้กรุณาได้ตอบทางนี้ว่ายืนยันไหมครับ ถ้ายืนยันผมก็จำเป็นต้องขอมติ เรียนว่าตัวบุคคลก็ไม่อยู่ทั้ง ๒ ฝ่ายเลยครับ เชิญคุณพรรณิการ์ครับ ขอเชิญครับ
เรียนท่านประธาน ดิฉัน พรรณิการ์ วานิช แบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ขอเรียนอภิปรายก่อนที่จะมีการลงมติใด ๆ นะคะ เป็นการอภิปรายต่อเนื่อง จากการหารือกันและอภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็นของเพื่อนสมาชิกรัฐสภาหลายท่าน เมื่อสักครู่นี้ว่าแคนดิเดต (Candidate) นายกรัฐมนตรีสมควรที่จะได้เข้ามาแสดงวิสัยทัศน์ ในรัฐสภาแห่งนี้หรือไม่ มีหลายท่านพูดเรื่องของการเสียเวลา รวมถึงเป็นความกังวลของ ท่านประธานเองด้วย ดิฉันขอเสนอว่าความเสียเวลานั้นย่อมไม่เกิดขึ้น ท่านประธานได้กล่าวเอง ตั้งแต่แรกว่าการแสดงวิสัยทัศน์นั้นสามารถกระทำได้ เนื่องจากไม่มีข้อบังคับกฎหมายใด ห้ามเอาไว้ นอกจากนี้การควบคุมเวลาเป็นหน้าที่ของประธานรัฐสภา ประธานในที่ประชุม ซึ่งเรามีความเชื่อมั่นว่าท่านประธานสามารถที่จะควบคุมเวลาให้ถูกใช้อย่างเหมาะสม ได้อยู่แล้ว นอกจากนี้ประชาชนชาวไทยไม่ใช่เฉพาะเพื่อนสมาชิกรัฐสภา ๗๕๐ ท่านที่อยู่ที่นี้ เท่านั้น ประชาชนชาวไทยผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ๕๐ ล้านคน ถ้าทั้งประเทศ ๖๘-๖๙ ล้านคน ต่างเฝ้ารอที่จะเห็นการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีในครั้งนี้ เราเฝ้ารอนายกรัฐมนตรีที่มาจาก การเลือกตั้งเป็นเวลากว่า ๕ ปีแล้วนะคะ ในเวลากว่า ๕ ปีนี้ประชาชนคนไทยสามารถเฝ้ารอ ได้อีกเพียง ๑ วัน หรือ ๒ วัน เชื่อว่าต้องการเห็นความสามารถการแสดงวิสัยทัศน์ของ แคนดิเดต (Candidate) นายกรัฐมนตรีของทั้ง ๒ ฝ่าย ขอให้ท่านประธานพิจารณาด้วยค่ะ ขอบคุณค่ะ
เมื่อยืนยันนะครับ ท่านสมาชิกก็ได้ยิน ได้ฟังด้วยกันทุกคนแล้ว เพราะฉะนั้นก็จำเป็นต้องขอมติ และมตินี้ก็ต้องเป็นมติที่เปิดเผย การเปิดเผยนั้นเราไม่มีเครื่องกด ในสภาปกติเราจะมีเครื่องกด กดปุ๊บก็รู้ทันทีว่าใคร ลงคะแนนว่าอย่างไร แต่ครั้งนี้เราไม่มีเครื่องมืออย่างนั้นผมถึงพยายามหลีกเลี่ยงไม่ให้ลงมติ ในเรื่องที่ไม่จำเป็น แต่ว่าเมื่อสมาชิกยืนยันยอมที่จะเสียเวลาเรื่องนี้ก็ต้องให้มีการลงมติ ท่านเลขาธิการก็ดำเนินการต่อไปครับ ประเด็นก็คือจะเห็นควรให้มีการแสดงวิสัยทัศน์ สำหรับผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีหรือไม่ ทั้ง ๒ ท่านครับ ท่านสมาชิกเชิญครับ
ท่านประธานครับ ผม จิรวัฒน์ อรัณยกานนท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขต กรุงเทพมหานคร ความตั้งใจของผมจริง ๆ แล้วก็อยากที่จะฟังวิสัยทัศน์ของนายกรัฐมนตรี เพราะว่าเมื่อผมกลับออกไปจากที่ประชุมรัฐสภาแห่งนี้ก็คงอยากจะกลับไปบอกกับพี่น้อง ประชาชนในพื้นที่ได้ว่าบุคคลที่ได้รับเสียงข้างมากจากสภานั้นเป็นคนที่มีความสามารถหรือไม่ เป็นคนที่พี่น้องประชาชนให้การเคารพนับถือ ให้ความเชื่อมั่นในการบริหารประเทศได้หรือไม่ แต่เมื่อสักครู่นี้ได้มีการหารือกับท่านสมาชิกพรรคอนาคตใหม่ รวมถึงเลขาธิการพรรค ก็มีความเป็นห่วงในเรื่องของเวลา ดังนั้นผมขออนุญาตถอนญัตติเมื่อสักครู่ที่ได้กล่าว ต่อท่านประธานครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณมากครับ ถ้าอย่างนั้น กระบวนการญัตติเรื่องนี้ก็ไม่ต้องลงมตินะครับ ผมได้เรียนแล้วว่าผมจะอนุญาตให้สมาชิก ได้พูด ถึงแม้ในอดีตเราจะไม่ค่อยมีการอภิปรายเรื่องนี้ แต่ว่าในครั้งนี้ด้วยเงื่อนไขของ รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันนี้ก็จะอนุญาตให้สมาชิกได้อภิปรายเรื่องคุณสมบัติของผู้ได้รับ การเสนอชื่อทั้ง ๒ ท่าน ไม่เฉพาะท่านใดท่านหนึ่ง ต่อไปนี้ก็ขอเชิญสมาชิกที่เมื่อสักครู่นี้ ฝ่ายที่เป็นผู้เสนอชื่อได้อภิปรายไปท่านหนึ่งแล้วสั้น ๆ นะครับ หลังจากนี้การอภิปราย ก็เป็นไปตามลำดับ คือฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยหรือสนับสนุนอีกท่านหนึ่งก็มีสิทธิที่จะอภิปรายครับ เชิญครับ มีผู้ขออภิปรายเบื้องต้น ๔ ท่าน ท่านขจิตร ชัยนิคม ท่านชลน่าน ท่านธีรัจชัย ขอเชิญท่านแรกก่อนครับ ท่านขจิตร เชิญครับ ประเด็นต่อไปนี้คือเรื่องคุณสมบัติ เชิญเลยครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม ขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดอุดรธานี ในฐานะสมาชิกรัฐสภา การพิจารณาบุคคลที่จะให้ความเห็นชอบบุคคลที่จะเป็น นายกรัฐมนตรีถูกกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๐ ในมาตรา ๑๖๐ (๔) (๕) (๖) ใน (๔) กำหนดไว้ว่า บุคคลที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรีต้องมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ (๕) กำหนดไว้ว่า บุคคลที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรีจะต้องเป็นบุคคลที่ไม่ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติ ตามมาตรฐานจริยธรรม ไม่ฝ่าฝืนจริยธรรม หมวด ๑ ของมาตรฐานจริยธรรมของ ศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งอนุโลมใช้กับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา และคนที่เป็น รัฐมนตรีด้วย ท่านประธานครับ ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๐ (๖) กำหนดไว้ว่าผู้ที่จะมาเป็น รัฐมนตรีต้องมีคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๙๘ ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๙๘ (๑๕) กำหนดว่าคนที่เป็นรัฐมนตรีต้องไม่เป็นข้าราชการ พนักงานของรัฐ แล้วสุดท้ายบอก ต้องไม่เป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ ในรัฐธรรมนูญมาตรานี้บุคคลที่ถูกเสนอชื่อ ผมถึงสงสัยว่า ถ้าหากจะถูกฟ้อง ท่านประธานอนุโลมว่าให้รับรองโดยอนุโลมไม่ต้องลงชื่อ ถ้าเขารับรองชื่อ คนที่ไม่มีคุณสมบัติต้องมีความผิด ต้องรับผิดชอบด้วย ไม่ใช่สมาชิกสภานี้ทำอะไรโดย ไม่ต้องรับผิดชอบ ท่านประธานครับ ประเด็นที่มีคุณสมบัติเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ของบุคคล ที่ถูกเสนอชื่อในสภาแห่งนี้คือ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ท่านประธาน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ได้รับการยกเว้นตามมาตรา ๙๘ (๑๒) คือยกเว้น ข้าราชการการเมือง แต่มาตรา ๙๘ (๑๕) ไม่ได้รับการยกเว้น พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ถ้าดูตามปกติแล้ว ดูตามทั่วไปแล้วต้องเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐแน่นอน เพราะว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐ ต้องอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ เวลาแต่งตั้งมีพระบรมราชโองการ รับเงินเดือนประจำ เงินเดือน ที่รับจากงบประมาณของรัฐ พลเอก ประยุทธ์ได้รับเงินเดือน โดยมีพระราชกฤษฎีกา ออกเป็นของราชการ แล้วก็กระทำการในฐานะของเจ้าหน้าที่รัฐ เฉพาะข้อจำกัดธรรมดา เหล่านี้ ท่านก็เป็นพนักงานของรัฐอื่นเหมือนองค์กรอิสระทั้งหลาย ไม่ใช่ข้าราชการ แต่ก็มีฐานะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ได้รับเงินเดือนจากรัฐบาลนี้จากภาษีของประชาชน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา รับเงินเดือนจากใครครับ รับเงินเดือนจากภาษีของประชาชน เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ในประเภทเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐแน่นอน คุณสมบัติตามมาตรา ๙๘ (๑๕) ผิดชัดเจน ท่านประธานครับ ไม่ได้ผิดโดยความเห็นและความคิดของผม ท่านประธาน ที่เคารพครับ ศาลชั้นต้น ซึ่งนายสมบัติ บุญงามอนงค์ ได้ยื่นฟ้องไม่ไปรายงานตัวตามคำสั่ง ของหัวหน้า คสช. ศาลชั้นต้นลงความเห็นว่าคุณสมบัติ ต้องไปรายงานตัว เพราะว่าเป็นประกาศของรัฐที่มีอำนาจ เขาร้องไปศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ก็มีความเห็นว่า นายสมบัติต้องไปปฏิบัติเพราะคนสั่งนั้นใช้อำนาจรัฐ เขาร้องถึงศาลฎีกา ศาลฎีกาได้พิจารณาแล้ว ทุกอย่าง เจ้าหน้าที่ ทหาร จาก คสช. ไปศาล ไปทำการ สุดท้ายครับ นายสมบัติ บุญงามอนงค์ ที่ผมพูดนี้ต้องเข้าไปอยู่คุก ต้องถูกอายัดบัญชี ตามคำสั่งศาลฎีกา ผมอภิปรายเสร็จ ผมจะยื่นคำสั่งศาลทั้ง ๓ ศาลให้ท่าน ท่านประธานครับ ผมเป็นผู้แทนราษฎร ผมเขียนกฎหมาย มามาก อาจจะมากกว่าทุกคนในสภา เพราะฉะนั้นกฎหมายต้องได้รับการดูแลทุกมาตรา คุณสมบัติของผู้จะเป็นนายกรัฐมนตรี ถูกกลั่นกรองตรวจสอบเป็นลำดับ ตั้งแต่การเสนอ ตามมาตรา ๘๘ ต้องถูกตรวจสอบพิจารณาโดยพรรคการเมือง เวลานี้พรรคการเมือง ขออนุญาตเอ่ยชื่อ พรรคพลังประชารัฐได้กลั่นกรองเอามาแล้วว่าท่านนี้มีคุณสมบัติ ก็จึงเสนอมา เสนอต่อ กกต. ตามมาตรา ๘๘ ของรัฐธรรมนูญ ผมเข้าใจครับ ผ่านมา กกต. ก็มีหน้าที่ตามอำนาจของตัวเอง ไม่ใช่แบบ กกต. ตอบหนังสือพรรคเพื่อไทยว่า กกต. ไม่มีอำนาจพิจารณาคุณสมบัติเป็นเรื่องของรัฐสภา ผมเห็นด้วยและเชื่อว่ารัฐธรรมนูญ กำหนดให้องค์กรใดพิจารณาเรื่องอะไร องค์กรนั้นต้องมีอำนาจที่จะพิจารณา เวลานี้วันนี้ เรากำลังพิจารณาตามมาตรา ๑๕๙ และยกเว้นโดยมาตรา ๒๗๒ ซึ่งมีปัญหาประเด็น ที่ถกเถียงกันอยู่ เอาล่ะผ่านมาแล้วก็ผ่านไป ท่านประธานครับ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามความเห็นของศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกา เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐอื่นตามข้อกำหนดตามวิธีปฏิบัติของรัฐบาลไทยรัฐบาลนี้อยู่ภายใต้ รัฐธรรมนูญ เสร็จแล้วใช้เงินของประชาชน ไม่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐจะเป็นอะไรครับ เมื่อเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐก็เสนอไม่ได้ ถ้าเสนอไม่ได้จะเกิดผลอะไรครับ มาตรา ๘๗ ผมถึงย้ำ ท่านประธานอย่างไรครับ ผมกำลังจะถามท่านประธานว่าท่านอนุโลมให้ฝ่ายรับรอง เวลาผมจะร้องว่าสมาชิกที่รับรองกี่คนที่จะต้องมีความผิด รับรองคนไม่มีคุณสมบัติ ผมขอย้ำว่าสภานี้มาตามมาตรา ๘๗ มาตรา ๘๘ มาตรา ๘๙ ความลำดับมานี้ ถ้าเสนอคน ไม่มีคุณสมบัติเท่ากับไม่ได้เสนอนะครับ รัฐธรรมนูญบอกอย่างนั้น เพราะฉะนั้นผมจึงถือว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่มีคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ แล้วก็ผิดคุณสมบัติ หลายข้อ อย่างเช่น ข้อ ๔ บอกว่าต้องมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ ข้อ ๑๖๐ (๕) บอกว่า ต้องไม่ฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรงของมาตรฐานจริยธรรม ซึ่งมาตรฐานจริยธรรม ออกเมื่อปี ๒๕๖๑ เป็นมาตรฐานคุณธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และองค์กรอิสระ แต่รัฐธรรมนูญเขารู้ว่าสภาผู้แทนราษฎรกับวุฒิสภายังไม่ได้เขียนจรรยาบรรณ เขาก็เลยเขียน ต่อไปว่าให้ใช้มาตรฐานจริยธรรมนี้กับสภาผู้แทนราษฎร กับวุฒิสภา กับนายกรัฐมนตรี กับรัฐมนตรีด้วย เพราะฉะนั้นการฝ่าฝืนมติหรือไม่มีคุณสมบัตินี้เป็นเรื่องที่สภานี้ จะต้องพิจารณา ท่านประธานครับ ท่านประธานบอกว่าต้องการเห็นสภานี้ใช้ข้อบังคับ ที่เคร่งครัด ดำเนินการอย่างมีเกียรติ ผมกราบท่านประธานนะครับ เวลาท่านบอกว่าจะอนุโลมอะไร ผมยังเปิดข้อบังคับไม่เจอว่าท่านใช้ข้อบังคับข้ออะไร กลับมาเรื่องคุณสมบัติ เรื่องคุณสมบัติ มาตรฐานทางจริยธรรม ข้อ ๕ บอกว่า ต้องเป็นบุคคลที่เคารพการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ท่านประธานครับ พลเอก ประยุทธ์ไม่ใช่ครับ ย้อนอดีตไป ๔-๕ ปีไม่ใช่ครับ ถ้าเราใช้สติปัญญา ใช้เหตุผล ไม่ใช่ เขาไม่เคารพวิธีการของประชาธิปไตย ผมไม่ต้องพูดหรอกเขาใช้วิธีไหนทุกคนรู้จักหมดแล้ว ไม่ใช่วิถีทางประชาธิปไตยแน่นอน การประกาศเลิกใช้รัฐธรรมนูญ หรือชาวบ้านผมเรียกว่าฉีกรัฐธรรมนูญทิ้ง เมื่อมีปัญหาแก้โดย การฉีกรัฐธรรมนูญทิ้งไม่ใช่วิถีทางประชาธิปไตย ไม่เคารพประชาชน การยึดอำนาจจาก ประชาชนโดยใช้ประกาศโดยกระบอกปืนไม่ใช่วิถีทางประชาธิปไตย ผิดจรรยาบรรณข้อนี้ อย่างร้ายแรงแน่นอน ท่านประธานครับ วันนี้เราต้องดูคุณสมบัติให้ชัดเจนทุกข้อ แล้วก็ยังมี หลายเรื่องอีกมากมายซึ่งมีสมาชิกหลายท่านที่จะอภิปราย ลำดับนี้ผมขอกราบเรียนท่าน เท่านี้ก่อน ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ ก็สลับกันนะครับ เชิญคุณวีระกรครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายวีระกร คำประกอบ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครสวรรค์ พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก่อนอื่นต้องกราบเรียน ท่านประธานว่าวันนี้ที่ผมได้เป็นผู้แทนราษฎรก็เพราะว่าทางท่าน คสช. เขาอนุญาตให้มีการ เลือกตั้ง ก็ต้องถือว่าท่านก็หันมาสู่ระบอบประชาธิปไตย แต่ในวันที่ท่านพูดถึง ๕ ปีที่แล้ว สถานการณ์มันไม่ใช่เป็นอย่างนี้ครับ สถานการณ์บ้านเมืองมันอยู่ในสิ่งที่เราเรียกกันว่า แบ่งฝักแบ่งฝ่าย ฝ่ายหนึ่งก็ต้องการอย่างนั้น อีกฝ่ายหนึ่งไม่ได้ดั่งใจก็ออกมาประท้วงกัน บนถนนเต็มไปหมด โอกาสที่จะเกิดสงครามกลางเมืองนั้นมีสูงมาก จึงได้มีบุคคลคณะหนึ่ง ซึ่งนำโดยท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็ได้กล้าหาญที่จะเข้ามาแก้ไขปัญหา ชาติบ้านเมืองให้เกิดความสงบขึ้น เมื่อเกิดความสงบแล้วก็จัดให้มีการร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๖๐ ซึ่งแม้ว่าผมเองก็ไม่ได้ชอบไปเสียทุกมาตรา แล้วผมเองก็ลงมติไปไม่รับด้วย แต่ว่าก็ต้องยอมรับเสียงส่วนใหญ่ของคนในประเทศที่เขารับรองรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ก็ต้องยอมรับว่าถึงแม้ไม่ได้เป็นประชาธิปไตยร้อยเปอร์เซ็นต์ ๘๐-๙๐ เปอร์เซ็นต์ก็ยังดีกว่า วันนี้บ้านเมืองในช่วง ๕ ปีที่ผ่านมาก็ต้องยอมรับว่าการที่ไม่มีสภาผู้แทนราษฎร ไม่มีใครเลยที่จะมาบอกถึงความทุกข์ยากของพี่น้องประชาชน ชาวนาบ้านผมขายข้าว ได้ ๖,๐๐๐ กว่าบาท จะอดตายอยู่แล้วครับท่านประธาน ชาวไร่ขายอ้อยได้ตันหนึ่ง ๖๐๐ กว่าบาท จะอดตายอยู่แล้วครับท่านประธาน มีใครบ้างเพราะมันไม่มีสภาผู้แทนราษฎร วันนี้เมื่อมีสภาผู้แทนราษฎร เรามีโอกาสที่จะได้นำความทุกข์ยากของพี่น้องประชาชน เข้ามาบอกกล่าวกับท่านประธานและเพื่อให้ส่งไปยังรัฐบาลได้ทำการแก้ไข ซึ่งต้องยอมรับว่า ประชาชนรอนโยบายของพรรคพลังประชารัฐ รอนโยบายของท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นอกเหนือจากที่ท่านได้ทำให้บ้านเมืองมีความสงบเป็นปึกเป็นแผ่นไม่แบ่งแยก แบ่งสี แบ่งฝ่าย ท่านก็ยังได้เห็นชอบกับนโยบายของพรรคพลังประชารัฐจึงรับที่จะเข้ามาเป็น นายกรัฐมนตรีให้กับพรรคพลังประชารัฐ ท่านเห็นชอบกับนโยบายของพลังประชารัฐ จึงรับที่จะเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีให้กับ พรรคพลังประชารัฐ ท่านเห็นชอบกับนโยบายข้าว ๑๐,๐๐๐ บาท พร้อมกับค่าเกี่ยวอีก ๔๐,๐๐๐ บาท ยอมรับที่จะเห็นการให้พี่น้องชาวเกษตรกรที่ปลูกอ้อย ขายอ้อยได้ไม่ต่ำกว่า ๑,๐๐๐ บาท ยังยอมรับและได้ดำเนินการไปแล้วก็คือการที่ได้มีนโยบายของพรรค ที่ช่วยเหลือสวัสดิการแห่งรัฐผู้มีรายได้น้อย แล้วก็จะเพิ่มขึ้นให้อีกตามนโยบายของ พลังประชารัฐ ท่านก็เห็นชอบ
ท่านวีระกรครับ พยายามอยู่ในเรื่อง คุณสมบัตินะครับ มิฉะนั้นจะเลยเถิดไปเลย ผมพยายามติดตาม พยายามให้อยู่ในประเด็น ในเรื่องคุณสมบัติ แล้วก็ไม่ได้ควบคุมเวลา เพราะคิดว่าเพื่อนสมาชิกจะรู้ว่าความเหมาะสมเวลา คืออะไร มิฉะนั้นเพื่อน ๆ ข้างหลังจะเสียโอกาส เชิญต่อครับ
ในส่วนของที่เพื่อนสมาชิกคือคุณขจิตร ชัยนิคม ขออนุญาตที่เอ่ยนามท่านนะครับ ก็พวกกัน แต่ว่าการที่ท่านได้แสดงให้เห็นว่าการที่เราพรรคพลังประชารัฐได้เสนอ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นั้นเป็นการผิดรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๐ ประกอบรัฐธรรมนูญ มาตรา ๙๘ โดยเฉพาะใน (๑๒) และ (๑๕) (๑๒) นั้นฟังดูท่านก็ไม่ติดใจ เพราะเหตุว่าท่านประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้รับการยกเว้นในฐานะเป็นข้าราชการการเมือง แต่ใน (๑๕) นั้น คำว่า เจ้าหน้าที่ของรัฐ ความจริงแล้วได้มีการวินิจฉัยโดยศาลรัฐธรรมนูญ ก่อนหน้านี้มี ผู้ไปร้องเรียนผู้ตรวจการรัฐสภา ขออนุญาตที่เอ่ยนามบุคคลภายนอกนะครับ คือคุณศรี สุวรรณ จรรยา ท่านได้ยื่นหนังสือเพื่อให้ทางผู้ตรวจการรัฐสภาได้มีมติไม่ให้ความเห็นชอบที่ ท่านประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะที่ท่านกล่าวว่า เป็นข้าราชการ เป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ ในข้อวินิจฉัยของผู้ตรวจการรัฐสภานั้นได้อ้างอิงถึงคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งวินิจฉัย ว่าเมื่อปี ๒๕๔๓ วันที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ โดยคำวินิจฉัยนั้นเป็นคำวินิจฉัย ที่ ๕/๒๕๔๓ ที่ในขณะนั้นประธานรัฐสภาได้ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยกรณีที่ กกต. ได้ตัดสิทธิผู้สมัคร รับเลือกตั้งเป็นวุฒิสมาชิกเมื่อปลายเดือนธันวาคม ๒๕๔๒ โดยการวินิจฉัยในลักษณะ ต้องห้ามของผู้สมัครตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ซึ่งในขณะนั้นใช้มาตรา ๑๐๙ (๑๑) แต่ในปัจจุบันก็เป็นเรื่องของมาตรา ๙๘ (๑๕) ซึ่งกล่าวถึงเจ้าหน้าที่อื่น ๆ ของรัฐ คำวินิจฉัยนั้น พูดไว้ชัดเจนนะครับ ท่านประธานว่าเนื่องจากใน (๑๑) นี้ เป็นการตัดสิทธิบุคคลที่จะสมัคร เป็นวุฒิสมาชิก จึงต้องให้ตีความอย่างแคบ ซึ่งในวงเล็บนี้มีถ้อยคำทั่วไปและถ้อยคำที่เป็น การเฉพาะซึ่งคำนำหน้า ซึ่งหมายถึงการเป็นลูกจ้างของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจหรือเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ ท่านจะเห็นได้ว่าในข้อความข้างต้นของมาตรา ๙๘ (๑๕) หรือรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ มาตรา ๑๐๙ (๑๑) ได้พูดถึงคำจำเพาะ คำเฉพาะที่มีบัญญัติไว้ก่อน หน้านั้นแล้วกล่าวคือ ได้กล่าวถึงไม่เป็นพนักงาน ลูกจ้างของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจหรือเป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ คำว่า เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ จึงต้องมีความหมาย ที่สอดคล้องกับข้อความเฉพาะที่มีมาก่อนหน้านี้ กล่าวคือเป็นพนักงาน ลูกจ้างของ หน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ และรัฐวิสาหกิจ ซึ่งมีคำจำกัดความของพนักงาน ลูกจ้าง ของหน่วยราชการของรัฐและรัฐวิสาหกิจไว้ว่า ๑. ต้องได้รับการเลือกตั้งหรือแต่งตั้ง ตามกฎหมาย ๒. มีอำนาจและปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายและต้องเป็นการปฏิบัติหน้าที่เป็น งานประจำ ๓. อยู่ในบังคับบัญชาหรือกำกับดูแลของรัฐ ๔. มีเงินเดือนและค่าตอบแทน ตามกฎหมาย ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยว่าแม้ว่าจะกินเงินเดือนของรัฐ มีค่าตอบแทนตามกฎหมาย แต่ว่าไม่เข้าข่ายที่ได้รับการเลือกตั้งหรือแต่งตั้งตามกฎหมาย ไม่เข้าข่ายที่เป็นการปฏิบัติงาน เป็นประจำและไม่เข้าข่ายในข้อที่ ๓ คืออยู่ในบังคับบัญชาหรือกำกับดูแลของรัฐ ดังนั้น คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญจึงน่าจะถือเป็นที่สุดว่าผู้ที่ได้ถูกตัดสิทธิในขณะนั้น ๒๗ คน ซึ่งเป็นกรรมการ เป็นอนุกรรมการตามกฎหมาย เช่น เป็นกรรมการสภามหาวิทยาลัย เป็นกรรมการสภาทนายความ เป็นกรรมการครูต่าง ๆ เป็นกรรมการสถาบันราชภัฏ และเป็นอนุกรรมการประจำกระทรวง ประจำกรม ประจำจังหวัดนั้นไม่ได้ถูกตัดสิทธิครับ เพราะรัฐธรรมนูญนั้นกับผู้ที่ต้องการสมัครมองเห็นถึงสิทธิ ต้องการให้สิทธิมากกว่าที่จะมา บังคับว่าคนนั้นทำนั่นไม่ได้ทำนี่ไม่ได้ คำวินิจฉัยยังบอกว่าการที่ ๒๗ คนนั้นไม่น่าจะต้องถูก ตัดสิทธิก็แม้ว่าผิดข้อที่ ๑ ได้รับการเลือกตั้งและแต่งตั้งตามกฎหมาย ผิดข้อที่ ๓ อยู่ใน บังคับบัญชาหรือกำกับดูแลของรัฐ ผิดข้อที่ ๔ มีเงินเดือนและค่าตอบแทนตามกฎหมาย แต่ในข้อที่ ๒ มีอำนาจหน้าที่และปฏิบัติตามกฎหมาย ข้อนี้ศาลรัฐธรรมนูญให้คำวินิจฉัยว่า ท่านคณะกรรมการและอนุกรรมการเหล่านี้ที่ถูกตัดสิทธิ ๒๗ คนนี้ไม่สามารถที่จะปฏิบัติตาม กฎหมายแต่เพียงผู้เดียวได้ แม้ในรูปคณะกรรมการท่านจะเห็นได้ว่าศาลรัฐธรรมนูญ ก็ยังให้สิทธิในการลงสมัครได้ โดยไม่ตัดสิทธิคนเหล่านี้ ถึงแม้ว่าจะเข้าข่ายถึง ๓ ข้อก็ตาม แต่ในข้อที่ว่าปฏิบัติตามหน้าที่ปฏิบัติตามกฎหมายนั้น ปฏิบัติคนเดียวไม่ได้ต้องปฏิบัติ เป็นคณะกรรมการ เป็นองค์กร แค่นั้นครับนิดเดียว ก็ยังยอมให้มีสิทธิในการสมัครเป็น วุฒิสมาชิก ดังนั้นข้อที่เพื่อนสมาชิกมีความข้องใจในข้อกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา ๙๘ (๑๕) ซึ่งเกี่ยวกับเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐนั้นน่าจะเป็นอันตกไป น่าจะเป็นข้อยุติ เพราะศาลรัฐธรรมนูญ ถือเป็นที่สุดตามรัฐธรรมนูญของเรา คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญนั้นขอให้ถือเป็นที่สุด ขอบคุณครับท่านประธาน
ขอบคุณครับ ขอสลับกันนะครับ รายชื่อที่ส่งมา ท่านสมาชิกชวลิต วิชยสุทธิ์ ครับ
(นายชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดน่าน ได้ยืนและ ยกมือขึ้น)
เชิญนะครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทย จังหวัดน่าน ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก่อนอื่นต้อง กราบขอบคุณท่านประธานที่ให้โอกาสสมาชิกได้มีโอกาสอภิปรายเพื่อใช้ประกอบการ พิจารณาในวาระที่ท่านประธานกรุณาได้บรรจุเข้าสู่ระเบียบวาระ ให้สมาชิกได้พิจารณา ให้ความเห็นชอบบุคคล ซึ่งสมควรจะดำรงตำแหน่งหรือได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗๒ ท่านประธานที่เคารพครับ จากการเสนอชื่อที่เพื่อนสมาชิก ได้เสนอมีบุคคลที่สมควรจะได้รับการพิจารณาอยู่ ๒ ท่าน พรรคพลังประชารัฐ ขออนุญาต เอ่ยนามพรรค ได้เสนอ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี ให้สภาแห่งนี้ ได้ช่วยกันพิจารณาจะให้ความเห็นชอบหรือไม่อย่างไร ก็ขึ้นกับเหตุกับผล ท่านที่ ๒ จากพรรคอนาคตใหม่ คือคุณธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ท่านประธานที่เคารพครับ ในการ พิจารณาโดยการใช้อภิปรายเป็นการแสดงความเห็นที่จะบอกกับสภาแห่งนี้ผ่านท่านประธาน ไป โดยเฉพาะเพื่อนสมาชิกหรือท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทั้ง ๒ สภา ท่านสมาชิกวุฒิสภา แล้ว ก็สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ได้พิจารณาตามเหตุตามผลก่อนที่ท่านจะได้ตัดสินใจลงมติ เพราะว่าการลงมติในครั้งนี้ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญของประเทศชาติ เป็นประโยชน์สำคัญ ของประเทศชาตินะครับ ถ้าสภาแห่งนี้ได้ฟังเหตุฟังผลแล้วลงมติไป สิ่งที่ออกมาถ้าเป็นประโยชน์กับประเทศชาติ พี่น้องประชาชนทั่วประเทศขณะนี้ ๖๗ ล้านคน ผมเชื่อว่าเขาจะปรบมือแสดงความยินดีไชโยโห่ร้อง ด้วยความยินดีกับการทำหน้าที่ของพวกเรา ท่านประธานที่เคารพครับ สำหรับคุณสมบัติ และลักษณะต้องห้ามของบุคคลที่เสนอเข้ามามีบุคคล ๒ ท่าน ผมเองไม่ติดใจกับคุณสมบัติ และลักษณะต้องห้ามของผู้ที่ถูกเสนอจากพรรคอนาคตใหม่ แต่ผมเองต้องกราบเรียนกับ ท่านประธานว่า ในฐานะสมาชิกคนหนึ่งผมไม่สามารถจะให้ความเห็นชอบบุคคลที่เสนอโดย พรรคพลังประชารัฐ คือ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่จะได้รับการพิจารณาจากสภาแห่งนี้ ว่าสมควรจะเป็นผู้ได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ผมมีเหตุผลที่จะกราบเรียน ท่านประธานอยู่ ๕ ประเด็น กราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพนะครับ บางประเด็น อาจจะเป็นเรื่องของผลงานการปฏิบัติงาน ซึ่งก็ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญที่จะให้สภาแห่งนี้ได้ช่วย พิจารณาว่าเป็นเช่นนั้นหรือไม่ก่อนที่จะตัดสินใจ ท่านประธานที่เคารพครับ
ประเด็นที่ ๑ มีเพื่อนสมาชิกพูดไป ๒ ท่าน ๓ ท่าน คือลักษณะต้องห้าม ผมไม่อาจให้ความเห็นชอบได้เพราะ พลเอก ประยุทธ์มีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๐ (๖) ประกอบกับรัฐธรรมนูญ มาตรา ๙๘ (๑๕) ซึ่งต่างฝ่ายต่างให้เหตุผลไป ผมยังเชื่อมั่นและยืนยันว่า พลเอก ประยุทธ์เป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ ซึ่งเป็นลักษณะต้องห้าม ของบุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี รายละเอียดเรื่องนี้มีเพื่อนสมาชิกได้อภิปราย แสดงเหตุผลในสภาแห่งนี้ไปพอสมควร แต่ว่าสิ่งที่พวกกระผมด้วยความเคารพ ๗ พรรคครับ ที่เราร่วมกันปรึกษาหารือกัน เรามีมติเป็นทางเดียวกันคือเราไม่เห็นชอบที่จะให้ พลเอก ประยุทธ์ มาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ก็จะมีท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติฝ่ายที่เราร่วมกันจะมา อภิปรายในรายละเอียดเจาะลึกให้ท่านประธานผ่านไปยังเพื่อนสมาชิกทั้งสมาชิกวุฒิสภา และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้เห็นหลักฐานต่าง ๆ ที่เป็นการประกอบการอภิปราย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับทุกท่านนะครับ ว่าสิ่งที่เราเชื่อมั่นว่า พลเอก ประยุทธ์ เป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐซึ่งขัดกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มีหลักฐานเชิงประจักษ์ มีข้อเท็จจริง มีข้อกฎหมายอย่างไร
ประเด็นที่ ๒ ท่านประธานครับ ที่ผมไม่อาจจะให้ความเห็นชอบ พลเอก ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรีได้เรื่องนี้เรื่องสำคัญครับ เป็นไปตามมาตรฐานจริยธรรม ที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญออกให้กับองค์กรอิสระ แล้วก็สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีต้องเอามาใช้ด้วย นั่นคือสิ่งที่คาดหวังสำหรับผู้ที่จะมาเป็น นายกรัฐมนตรีครับ จะต้องไม่มีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือปฏิบัติตามมาตรฐาน จริยธรรมอย่างร้ายแรง ประเด็นนี้มีเพื่อนสมาชิกจะมาให้ข้อมูล มาให้เหตุผลข้อเท็จจริง ข้อกฎหมายกับท่านประธานอีกเยอะครับ แต่ผมขออนุญาตลงไปเพื่อประกอบในความเห็น ของกระผม ท่านประธานครับ ในมาตรฐานจริยธรรมที่ออกโดยตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ในหมวดของอุดมการณ์ของจริยธรรมเขียนไว้ชัดเจนว่า ต้องยึดมั่นและธำรงไว้ ซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และปฏิบัติตาม รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ต้องยึดถือผลประโยชน์ของประเทศชาติเหนือกว่า ประโยชน์ตน อันนี้เป็นอุดมการณ์ทางด้านจริยธรรม ท่านประธานครับ ผมเรียนท่านประธาน ด้วยความเคารพว่า ๕ ปีที่ผ่านมาท่านประธานประจักษ์กับสายตาของท่านประธานเอง ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้น สิ่งที่เป็นความร้ายแรงที่สุดก็คือว่าบุคคลที่ไม่ได้ยึดมั่นในการปกครองระบอบประชาธิปไตย อาศัยอำนาจจากการเข้ามายึดอำนาจบริหารประเทศชาติบ้านเมือง แล้วมีโอกาสเสนอตัวเอง มาเป็นนายกรัฐมนตรีในระบอบประชาธิปไตย ท่านประธานครับ รายละเอียดเรื่องนี้ เพื่อนสมาชิกจะได้ชี้ให้ท่านประธานเห็นเลยว่ามันเป็นอย่างไร แต่ผมกราบเรียนท่านประธาน ด้วยความเคารพครับ แค่เห็นว่ามาจากการยึดอำนาจไปจากพี่น้องประชาชนเข้ามาปกครอง บริหารบ้านเมือง ทำเรื่องทำราวต่าง ๆ ไว้พร้อมเสร็จ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของกติกา ไม่ว่าจะเป็น เงื่อนไขต่าง ๆ เพื่อให้ตัวเองสามารถอยู่ต่อได้ และผันตัวเองมาเป็นผู้ที่สมควรจะดำรง ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ท่านประธานครับ สิ่งนี้มันเป็นสิ่งที่เขาเลยบัญญัติไว้ในอุดมการณ์ ซึ่งเป็นการผิดจริยธรรมอย่างร้ายแรง เป็นคุณสมบัติหนึ่งที่ผมไม่เห็นชอบที่จะให้ดำรง ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้ ท่านประธานที่เคารพ นอกจากที่จะไม่เลื่อมใส ไม่ศรัทธา ไม่ยึดมั่น ในการปกครองระบอบประชาธิปไตยแล้ว ยังให้ระบอบการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขบิดเบี้ยวไปจากสิ่งที่ควรจะเป็น มีการออกบทบัญญัติ ของรัฐธรรมนูญออกมาบังคับใช้อยู่ในขณะนี้ ผลพวงทั้งหลายทั้งปวงที่เราเห็นขณะนี้ก็คือ ความบิดเบี้ยว ความบิดเบือนของกติกาคือรัฐธรรมนูญ ไม่ยึดมั่น ไม่ศรัทธา ไม่เท่าไรนะครับ ท่านประธาน แต่มีผล มีอิทธิพลให้รัฐธรรมนูญที่เป็นกฎหมายสำคัญ เป็นเสาหลักของ ประเทศออกมาทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างมีความยุ่งยาก มีความลำบาก พี่น้องประชาชนเดือดร้อน โดยเฉพาะการเข้าสู่อำนาจการเลือกตั้งที่ผ่านมา ผมจะไม่ลงรายละเอียดลงไปมาก ทุกคนทราบ ทุกคนเห็น ท่านประธานเองก็ได้รับผลกระทบ พรรคของท่านประธานเองก็ได้รับผลกระทบ พรรคเพื่อไทยเองได้รับผลกระทบ เราเคยมี ๒๖๕ ที่นั่ง คาดการณ์ว่าเลือกตั้งครั้งนี้อย่างไร ก็น่าจะเหลืออยู่ ๒๓๐ ที่นั่ง สู้กันเต็มที่ ท่านประธานครับ พรรคท่านประธานลดไป ๑๐๐ ที่นั่ง พรรคเพื่อไทยลดไป ๑๐๐ ที่นั่ง แถมไม่มีบัญชีรายชื่อที่จะได้รับเข้ามามีสิทธิมีเสียงแทน พี่น้องประชาชนแม้แต่คนเดียว นั่นคือกติกาที่บิดเบี้ยว ผมต้องขออภัยท่านประธาน ที่จะกราบเรียนด้วยความเคารพว่า การไม่ยึดมั่นในระบอบการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และมีกลไกที่ทำให้มีกติกาอย่างนี้ เราเลยได้สภา มาลักษณะนี้ ผมเองไม่โทษตัวบุคคล หลายคนน่าเห็นใจเป็นผู้แทนราษฎรได้ ๒-๓ วัน ก็ถูกปลดออกไปด้วยเงื่อนไขว่าเศษของท่านแพ้คนอื่นเขา ผมจะไม่ก้าวล่วงถึงพรรคการเมือง ไม่ว่าจะเป็นพรรคใหญ่หรือพรรคเล็ก แต่นั่นคือเราเองโดนกระทำจากตัวบทบัญญัติของ รัฐธรรมนูญ กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวเนื่อง เกี่ยวข้อง นี่ละครับมันฟ้องว่า จริยธรรมที่เป็นอุดมการณ์ ท่านไม่มีอยู่ในตัวท่านเลย เพียงเพื่อต้องการเข้ามาเป็น นายกรัฐมนตรี เพื่อต้องการสืบทอดอำนาจ และบอกว่าจะต้องทำในสิ่งที่ทำไว้ต่อไป และอ้างประโยชน์ของพี่น้องประชาชน ท่านประธานครับ เมื่อสักครู่สมาชิกที่ขึ้นมาอภิปราย ก่อนหน้าผมก็พูดไปชัดเจน ชาวไร่อ้อยก็จะตาย ชาวสวนยางก็จะตาย อันนี้คือภาพสะท้อนจริง ภาพสะท้อนจริง เกิดจากสิ่งเหล่านี้ครับ
เรื่องที่ ๓ ท่านประธานครับ ที่เป็นคุณสมบัติที่พึงจะมี แต่ผู้ที่ถูกเสนอชื่อจาก พรรคพลังประชารัฐไม่มี มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ อันนี้เป็นคุณสมบัติสำคัญ บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๖๐ (๔) ในรายละเอียดเพื่อนสมาชิกจะขึ้นมาบอกกล่าวกับ ท่านประธานผ่านไปยังท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ เพื่อจะได้เอาประเด็นไปพิจารณา ความซื่อสัตย์สุจริตตีความได้อย่างไร ถ้าบอกว่าเป็นคนดีซื่อสัตย์ ไม่กิน ไม่โกง เชิงแคบครับ แต่ความซื่อสัตย์สุจริตเป็นสิ่งที่ต้องบอกว่าไปกระทบกับประโยชน์ ประเทศชาติหรือประชาชนหรือไม่ พวกเราเองในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ได้กล่าวปฏิญาณตนเข้ารับทำหน้าที่บอกว่า ข้าพเจ้าจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ประเทศและประชาชน ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตามบทบัญญัติซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ ซื่อสัตย์สุจริตวัดที่ผลกระทบต่อพี่น้องประชาชนท่านประธานครับ ความไม่สุจริตของการใช้ บทบัญญัติรัฐธรรมนูญ การใช้กฎหมายที่ออกมาสู่การบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ที่ผ่านมามีมากมาย ซึ่งผมจะลงในรายละเอียดในข้อต่อไป มีมากมายครับ ท่านประธานอันนี้คือสิ่งที่ผมรับไม่ได้ รายละเอียดเพื่อนสมาชิกจะชี้แจงให้ท่านประธาน ได้รับทราบในประเด็นนี้
ประเด็นที่ ๔ ท่านประธานครับ ถ้าสมาชิกรัฐสภาแห่งนี้ได้ให้ความเห็นชอบ พลเอก ประยุทธ์สมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี สิ่งที่พี่น้องประชาชนขณะนี้ เฝ้ามองอยู่ รอความหวังอยู่ท่านประธานที่เคารพครับ ผมต้องขออนุญาตกราบเรียน ท่านประธานก่อนที่จะพูดรายละเอียดในประเด็นนี้ การประชุมสภาผู้แทนราษฎรก็ดี การประชุมรัฐสภาในครั้งนี้ก็ดี
สมาชิกควบคุมเวลาด้วยนะครับ
ขอบพระคุณครับ ผมมีอีกประเด็นเดียวครับท่านประธาน แทบจะเป็นการประชุมทางตรงของระบอบประชาธิปไตย ท่านประธานครับ แทบจะเป็นการประชุมทางตรง เพราะว่ามีคนติดตามจากวิทยุ โทรทัศน์ มีคนติดตามจากเฟซบุ๊ก ไลฟ์ (Facebook live) ขออนุญาตท่านประธานที่ใช้ภาษาอังกฤษ เพราะไม่รู้มีคำแปลอย่างไร ติดตามจากทวิตเตอร์ (Twitter) ต้องขออนุญาตใช้ภาษาอังกฤษ ท่านประธานที่เคารพครับ ในตรงนี้ผมเปิดทวิตเตอร์ (Twitter) เพื่อการนี้โดยเฉพาะขณะนี้ ๙,๐๐๐ รีทวีต (Retweet) ๙,๐๐๐ รีทวีต (Retweet) ๔,๐๐๐ กว่าความเห็นที่ส่งเข้ามา เพื่อบอกกล่าวว่าอยากจะให้พูดประเด็นไหนอย่างไรในการพิจารณาเลือกนายกรัฐมนตรี ครั้งนี้ นี่คือสิ่งที่ในยุคนี้พี่น้องประชาชนมีส่วนร่วมเยอะท่านประธาน เพราะฉะนั้นสิ่งที่เรา ตัดสินกันในสภาแห่งนี้ เรา ๕๐๐ คน ๗๕๐ คน เป็นตัวแทนของเขา แต่เขามีส่วนร่วมในการ ตัดสินพิจารณาถึงแม้เขาจะไม่มาลงคะแนนตรงนี้ แต่เขาลงคะแนนอยู่ที่ตั้งของเขาสามารถ บอกกล่าวกับพวกเราได้ ถ้าปล่อยให้สภาแห่งนี้ได้เลือก พลเอก ประยุทธ์มาเป็นนายกรัฐมนตรี ท่านประธานครับ สิ่งที่จะเกิดขึ้นการบริหารประเทศชาติบ้านเมืองที่มองไปข้างหน้าจะเข้าสู่ ภาวะวิกฤตล้มเหลว เพราะอะไร เพราะวิธีคิดในการบริหารประเทศชาติบ้านเมือง วิธีคิด ที่รัฐบาล คสช. โดย พลเอก ประยุทธ์นำมาใช้อยู่เป็นวิธีคิดตั้งแต่สมัยดั้งเดิม ซึ่งใช้ได้ดีครับ เป็นกระบวนทัศน์ในการบริหารราชการแผ่นดินที่ยึดเอารัฐ ราชการเป็นศูนย์กลาง และขณะนี้ ๕ ปีก็ยังยึดมั่นในตรงนี้ และเขียนยุทธศาสตร์ ๒๐ ปี ก็คือรัฐ ราชการ เป็นศูนย์กลาง ท่านประธานครับ การบริหารแบบนี้ จะทำให้อนาคตประเทศชาติเข้าสู่ ความล้มเหลว พี่น้องประชาชนลำบาก เพราะฉะนั้นถ้าปล่อยให้ พลเอก ประยุทธ์มาเป็น นายกรัฐมนตรี ถ้ายังมีวิธีคิดแบบนี้ไม่มีการปรับแก้ ไม่มีการปรับเปลี่ยน อันตรายกับ ประเทศชาติบ้านเมือง วิธีคิดที่ทั่วโลกยินดีและยอมรับ เปลี่ยนกระบวนทัศน์มาเขาใช้ ประชาชนเป็นศูนย์กลางให้มีสิ่งที่กล้าร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมตัดสิน โดยที่รัฐเปลี่ยนบทบาท ตัวเองมาเป็นผู้เสริมพลังเข้าไป เคยมีในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ พรรคเพื่อไทยเอาไปใช้ พอยึดอำนาจกลับมาสิ่งเหล่านั้นหายไปหมด ไม่เคยคำนึงถึงการมีส่วนร่วมพี่น้องประชาชน ไม่เคยใช้ประชาชนเป็นศูนย์กลาง ยกตัวอย่างง่าย ๆ บทบัญญัติกฎหมายที่ออกมาบังคับใช้ เป็นการปกครองโดยใช้กฎหมายบังคับ เป็น รูล บาย ลอว์ (Rule by Law) ขออนุญาต ใช้ภาษาอังกฤษ ไม่ใช่ รูล ออฟ ลอว์ (Rule of Law) ไม่ใช่นักกฎหมาย เป็นหลักนิติรัฐ นิติธรรม ไม่ใช่ ออกกฎหมายแต่ละฉบับมาพี่น้องประชาชนเดือดร้อน หนำซ้ำมี ม. ๔๔ ผมยกตัวอย่างง่าย ๆ ห้ามนั่งท้ายรถกระบะ ออกไป ๓ วันต้องเปลี่ยน กฎหมายเกี่ยวกับเรื่องของเมล็ดพันธุ์ข้าว ออกมามีปัญหาทำให้พี่น้องประชาชนไม่สามารถที่จะผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวได้ เพราะใช้ กฎหมายลักษณะบังคับให้ดำเนินการเหมือนตัดเสื้อโหลครับ ท่านประธานครับ อันนี้คือ หายนะของประเทศ ต้องให้แต่ละที่แต่ละแห่งโดยท้องถิ่นเขามีความเข้มแข็งขึ้นมา เดินไป พัฒนาไปคู่กัน อันนี้คือสิ่งหนึ่งที่ถ้า พลเอก ประยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรีสิ่งนี้จะไม่เกิดขึ้น นำประเทศสู่หายนะแล้วพวกเราจะเลือกเขาเป็นนายกรัฐมนตรีอยู่หรือไม่
ประการสุดท้าย ท่านประธานครับ เรื่องการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ผมไปรับหนังสือจากคณะนักศึกษาที่พยายามรณรงค์เขียนจดหมายเพื่อจะนำเสนอ ท่านประธานวุฒิสภานำเสนอท่านประธาน แต่เขาไม่มีโอกาสได้ส่งเนื่องด้วยอาจจะ มีข้อขัดข้องทางธุรการ ท่านประธานครับ ผมลงไปรับพร้อมกับคณะ ผมตรวจสอบแล้ว ข้อความตรงนี้ไม่ได้มีพิษมีภัยแต่ใด ๆ ขออนุญาตท่านประธานที่จะแสดงให้ดู เป็นข้อเรียกร้องของคณะนักศึกษาที่อยากให้การเลือกนายกรัฐมนตรีครั้งนี้เป็นไปอย่างที่เขา และประชาชนต้องการ โดยเฉพาะร้องขอไปยังท่านสมาชิกวุฒิสภา ขออนุญาตท่านประธาน ผมขออนุญาตอ่านท่านประธานอยู่ไกลไม่เห็น
เชิญครับ
เขาเสนอมาอยู่ ๕ ข้อครับ เขาร้องขอมาว่าทำไมสมาชิกวุฒิสภาไม่ควรเลือกประยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรี หรืองดออกเสียงไป ข้อที่ ๑ เขาบอกว่าสมาชิกวุฒิสภาไม่ได้มาจากการเลือกโดยประชาชน เป็นข้อเสนอของน้อง ๆ เยาวชนนะครับ ไม่ใช่ผมเขียนเอง ข้อที่ ๒ ประวิทย์เป็นคนเลือก ส.ว. เข้ามา คสช. ข้อที่ ๓ ประยุทธ์ปล่อยให้มีการทุจริตมหาศาลเป็นข้อกล่าวหาของเยาวชน ข้อที่ ๔ ประยุทธ์ทำลายเศรษฐกิจของชาติ ข้อที่ ๕ ประยุทธ์ทำลายสิทธิเสรีภาพของคนไทย ทำลายระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีแปลภาษาอังกฤษ ท่านประธานครับ การขัดกันแห่งผลประโยชน์หรือขัดกันตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๑๔ ผมฝากท่านประธานไปยังท่านสมาชิกให้ได้ตระหนักว่าสิ่งที่ท่านกำลังจะทำขณะนี้ มันจะเป็นเรื่องการขัดจริยธรรมอย่างร้ายแรงในเรื่องของอุดมการณ์จริยธรรม ข้อ ๑๑ ของมาตรฐานจริยธรรมได้เขียนไว้นะครับ ไม่กระทำการอันเป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ท่านประธานครับ ที่มาของสมาชิกวุฒิสภาผมจะไม่ก้าวล่วงท่านเพราะว่าโดยความเคารพครับ ท่านเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ แต่สิ่งที่ท่านต้องรับกรรมคือรัฐธรรมนูญ
คุณหมอครับ เกินประเด็นไปแล้ว เกินคุณสมบัติของนายกรัฐมนตรีไปแล้วนะครับ
ท่านประธานครับ ผมจะจบประเด็นนี้สั้น ๆ ขออีก ๑ นาที เหตุที่ผมนำประเด็นนี้มาเรียนท่านประธาน คือมันเป็น กระบวนการการเลือกครับ การเลือก เพราะท่านนายกรัฐมนตรีเป็นผู้มีส่วนแต่งตั้ง มันเป็น การขัดกันแห่งผลประโยชน์เพื่อให้สภาแห่งนี้ได้พิจารณา และที่สำคัญครับท่านประธาน ความเสียหายทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นมันจะมีผลต่อเนื่องไปข้างหน้า จะมีสมาชิกมาชี้ ในรายละเอียดเรื่องความเสียหายการกระทำของ พลเอก ประยุทธ์ขณะดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี ยกตัวอย่างเช่น เหมืองทองอัครามีรายละเอียดติดตามได้ โดยสรุปครับ ท่านประธานครับ ผมเองและสมาชิก ๗ พรรคร่วมไม่เห็นด้วย ไม่เห็นชอบที่จะให้บุคคล ผู้ซึ่งสมควรดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีชื่อ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ท่านประธานครับ ในการดำเนินการครั้งนี้ท่านประธานเองมีส่วนที่จะรับ ถ้าผลลงมติเป็นอย่างไรจะต้องนำ ทูลเกล้าฯ ท่านประธานเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ สิ่งที่ถ้าเป็นข้อผิดพลาด ท่านประธานเป็นเบอร์ ๑ เพราะผู้รับสนองพระบรมราชโองการต้องเป็นผู้รับผิดรับชอบ องค์พระมหากษัตริย์ละเมิดมิได้
อันนี้อยู่นอกคุณสมบัติแล้วครับ
เป็นความต่อเนื่อง ที่จะกราบเรียนท่านประธานว่าถ้าอย่างไรก็แล้วแต่ผมจะสรุปแล้วครับท่านประธาน
คุณหมอครับ พอสมควรแก่เวลาแล้ว นะครับ
ด้วยความเคารพ ท่านประธานครับ ผมฝากประเด็นที่อภิปรายเป็นเหตุเป็นผลไป ๕ ประเด็นหลักไปยัง ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติโปรดได้พิจารณาก่อนที่ท่านจะตัดสินใจลงมติว่าเห็นชอบ หรือไม่เห็นชอบ เพราะพี่น้องประชาชนเดือดร้อน บ้านเมืองเดือดร้อน เรากลับมาสู่ความเป็น ประชาธิปไตยของพวกเราจากพวกเราด้วยกันเองน่าจะเป็นประโยชน์สุดครับท่านประธาน กราบขอบคุณครับ
ขอบคุณคุณหมอครับ เพื่อสลับกัน ต่อไปนี้ก็ท่านณัฐวุฒิ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา กระผม ณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสุพรรณบุรี พรรคชาติไทยพัฒนา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานจำได้นะครับ เมื่อวันที่ ๒๕ เราได้ตัดสินใจเลือกบุคคลท่านหนึ่งมาเป็นประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ นับว่า เป็นความเสียสละอย่างสูงยิ่งของท่านประธานรัฐสภา ของท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร นับว่า เป็นเกียรติเป็นศักดิ์ศรี เป็นความสง่างามของสถาบันนิติบัญญัติเป็นอย่างสูง วันนี้ได้พิสูจน์แล้ว ว่าเราเลือกไม่ผิด ท่านทำให้สภามีความสง่างาม
ท่านณัฐวุฒิ อย่าชมเลยครับ เดี๋ยวเขา หมั่นไส้เอา ขอบพระคุณครับ
ผมกำลังจะพูดถึงต่อไปว่า วันนี้เราจะต้องตัดสินใจครั้งสำคัญอีกครั้งหนึ่ง เรามีประมุข ฝ่ายนิติบัญญัติเรียบร้อยแล้ว เรากำลังจะเลือกประมุขฝ่ายบริหาร ซึ่งนับว่ามีความสำคัญ อย่างยิ่ง เราอยากจะเห็นคุณสมบัติ เราอยากจะเห็นความสง่างามของความเป็นนายกรัฐมนตรี ของประเทศไทย สภาแห่งนี้จะเป็นผู้กำหนด ท่านประธานครับ เสียดายครับ พรรคชาติไทยพัฒนา เสนอบุคลากรเป็นนายกรัฐมนตรีที่มีคุณสมบัติเพียบพร้อมท่านหนึ่ง ท่านกัญจนา ศิลปอาชา แต่บังเอิญว่าเราไม่เข้าตามหลักเกณฑ์ของรัฐธรรมนูญคือร้อยละห้า เราได้เพียง ๑๐ ที่นั่ง เท่านั้นเอง สมัยหน้าหวังว่าพี่น้องประชาชนคงจะเลือกพรรคชาติไทยพัฒนาให้สามารถเสนอ คนดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้ ท่านประธานที่เคารพครับ
ท่านณัฐวุฒิครับ เดี๋ยวทุกพรรค จะหาเสียงหมดก็ยุ่งเลย ขอความกรุณาเข้าไปประเด็นด้วยครับ
วันนี้บุคคลสำคัญที่ถูกเสนอชื่อให้สมาขิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติที่จะเลือกในวันนี้ ท่านหนึ่ง เป็นทหาร อีกท่านหนึ่งเป็นประชาธิปไตย เราจะดูคุณสมบัตินายกรัฐมนตรีไปในทิศทางใด แน่นอนครับ ความสง่างามในด้านประชาธิปไตย ท่านหนึ่งมีจุดเด่นมาก ผมเรียนอย่างนี้ครับ ท่านประธาน หลักจากการเลือกตั้งมีพี่น้องประชาชนโทรศัพท์มาหาผมเป็นจำนวนมากว่า การเลือกนายกรัฐมนตรีครั้งนี้อยากจะให้พรรคชาติไทยพัฒนาเลือกใคร เรามาดู ๒ ทางครับ ทางสองแพร่งด้วยกัน ความสง่างามของประชาธิปไตยเป็นเรื่องที่สำคัญเป็นอย่างยิ่ง เสียดายครับ รัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ทำให้เกิดสภาวะการเมืองเป็นเช่นนี้ ย้อนหลังไปหลายปีครับ ฯพณฯ นายกบรรหาร แก้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ด้วยเหตุนี้แหละครับ เราไม่อยากจะเห็นหลายพรรคการเมือง ร่วมมาเป็นรัฐบาลแล้วขาดเสถียรภาพ จึงมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เรียกว่า ฉบับประชาชนขึ้น ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา อับราฮัม ลินคอล์น กล่าวว่า ไอ แอม สโลว์ วอล์กเกอร์ บัต ไอ เนเวอร์ วอล์ก แบก (I am slow walker but I never walk back) วันนี้เรา วอล์ก แบก (Walk back) ไปไกลครับ ถ้ามองคุณสมบัติของคนที่จะเป็นนายกรัฐมนตรี ประชาธิปไตยของเราถดถอยไปไกลเหลือเกินครับ แต่ในขณะเดียวกันถ้าเรามอง ประชาธิปไตยแล้วตัดสินใจที่จะยืนเคียงข้างรัฐบาลที่มาจากคุณสมบัติประชาธิปไตยนี้ มองไปแล้วด้วยกติกาอย่างนี้ละครับ คุณสมบัติอย่างนี้คือมี ๒ ด่านครับท่านประธาน ด่านแรกคือมีเสียงข้างมาก ๒๕๐ จากสภาผู้แทนราษฎร ๕๐๐ แน่นอนครับถ้าเราไปร่วม ฝ่ายประชาธิปไตยสามารถมีเสียงเกินครึ่งหนึ่งได้ แต่บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗๒ ในบทเฉพาะกาล ผู้ที่จะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีจะต้องได้เสียงเกินกึ่งหนึ่งของทั้ง ๒ สภา ก็คือ ๓๗๖ ไม่ทะลุครับ ด่านนี้ไม่ทะลุแล้วก็จะเป็นปัญหาสำหรับประเทศในการที่จะแก้ไข ปัญหาของประชาชน มองอีกด้านหนึ่งครับท่านประธานที่เคารพ พี่น้องประชาชนปากท้อง ชีวิตความเป็นอยู่ ราคาพืชผลทางการเกษตร หลายท่านได้กล่าวไปแล้วมาพร้อมกันครับ ประชาธิปไตยกับปากท้องพี่น้องประชาชน เรารู้คุณสมบัติอย่างนี้แล้วอะไรที่จะเป็นทางออก อะไรที่จะเป็นการแก้ปัญหาให้กับพี่น้องประชาชน อะไรที่จะเป็นการแก้ไขปัญหาประเทศชาติ ในยามที่เกิดสงครามทางการค้าระหว่างมหาอำนาจทั้งสอง ก็คือ เทรด วอร์ (Trade war) ในขณะนี้ คุณสมบัติอย่างนี้เราต้องชั่งน้ำหนักระหว่างประชาธิปไตยกับการแก้ไขปัญหาของ ประเทศชาติ กับการแก้ไขปัญหาปากท้องของพี่น้องประชาชนอะไรจะมาก่อน แน่นอนครับ เราเป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชนความเดือดร้อนของเขารอไม่ได้ครับ ผมเห็นด้วยกับ ความคิด ขออนุญาตเอ่ยนาม คุณหมอชลน่าน ศรีแก้ว ปัญหาของพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะ พี่น้องเกษตรกรมากมายมหาศาลอยู่ในขณะนี้ เรามาดูครับถ้าเราอยู่ฝ่ายที่จะแก้ไขปัญหาได้ทันที เอาเรื่องนี้เรียกลำดับความสำคัญไพรออริตี (Priority) ว่าอะไรจะเป็นเรื่องสำคัญลำดับที่ ๑ อะไรจะเป็นเรื่องสำคัญลำดับรองลงไป การตัดสินใจของพรรคประชาธิปัตย์ ขออนุญาต เอ่ยชื่อพรรคไม่เสียหายครับ อยู่บนเหตุบนผล
ไม่ต้องหรอกครับ พูดไปประเด็น คุณสมบัติเลยครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ เรามองประชาชนเป็นเรื่องที่สำคัญ การแก้ไขปัญหาเร่งด่วน ของเขาด้วยนโยบาย ด้วยคุณสมบัติของนายกรัฐมนตรี เรามองแล้วทะลุครับ ทะลุอะไรครับ ด่านที่ ๑ ผ่าน ด่านที่ ๒ ๓๗๖ เสียง รวมของท่านสมาชิกวุฒิสภาไม่ขี้เหร่หรอกครับ ท่านตั้งมาหลายท่าน ผมรู้จักเป็นอย่างดีหลายท่าน ไม่ว่าท่านจเด็จ อินสว่าง อดีตผู้ว่าราชการ จังหวัดหลายจังหวัดนี่นะครับ ท่านวุฒิพันธุ์ วิชัยรัตน์ อดีตผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ เหล่านี้เป็นองค์ประกอบว่าจะสามารถลงมติและตั้งรัฐบาลได้เร็ว ๓๗๖ เสียง ปัญหาของ พี่น้องประชาชน ปัญหาของประเทศชาติมาก่อนพรรคการเมือง เราจำเป็นจะต้องได้ นายกรัฐมนตรี ได้รัฐบาล กฎหมายงบประมาณเดือนมิถุนายนตามปฏิทินต้องเข้าสู่ การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรแล้วครับ จะทันใช้ปลายเดือนกันยายนที่จะถึงนี้จะช่วยทำ ให้เศรษฐกิจของประเทศเราเดินต่อไปข้างหน้า เมื่อได้รัฐบาลแล้วทำไมต้องเป็นประยุทธ์ครับ
ประการหนึ่ง พร้อมปฏิบัติงาน บุคลากรต่าง ๆ ไม่ว่าส่วนราชการ ไม่ว่าจะเป็น กฎหมายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องในการบริหารงานตลอดระยะเวลา ๕ ปีท่านรู้ กระทรวง ทบวง กรม ไม่ต้องไปจัดทัพใหม่ ไม่ต้องไปแต่งตั้งโยกย้ายใหม่ เป็นคนที่เคยทำงาน เรือลำนี้ เครื่องบินลำนี้สามารถที่จะพาพี่น้องประชาชนคนไทย ๖๐ กว่าล้านคนไปสู่อนาคตได้ทันที
ประการที่ ๒ ประชาธิปไตยมันจะตามมา หลายพรรคการเมืองมีเงื่อนไข ไม่ว่าจะเป็นพรรคชาติไทยพัฒนา ท่านนิกร จำนง ก็เป็นเงื่อนไขหนึ่งต้องมีการแก้ไขครับ สิ่งเหล่านี้เรามองแล้วเราจึงตัดสินใจว่าเอาละ เอาประเทศชาติ เอาประชาชนมาอันดับ ๑ ในการที่จะเลือกเอาประชาธิปไตยมาอันดับ ๒ ในการที่จะแก้ไขแล้วไปยุบสภาเลือกตั้ง ให้กลับเป็นอำนาจของพี่น้องประชาชนเลือกตั้งเข้ามาใหม่อีกครั้งหนึ่ง ถ้าเป็นอย่างนี้แล้ว ผมเชื่อว่าประเทศชาติเราจะเดินต่อไปข้างหน้าได้อย่างแน่นอนครับ ผมจึงขออนุญาต เสนอเหตุผลสำหรับบุคคลที่เราจะเลือกเป็นนายกรัฐมนตรี ถึงแม้จะไม่สง่างาม แต่ก็จะ สามารถทำให้ประเทศชาติเราสามารถเดินต่อไปข้างหน้าได้อย่างทันที กราบขอบพระคุณ เป็นอย่างสูงครับ
ขอบคุณมากครับ เนื่องจากผมไม่ได้ กำหนดเวลา เพราะเชื่อใจว่าสมาชิกจะได้ตระหนักถึงการอภิปรายที่ไม่ซ้ำ ไม่วนเวียน แล้วก็ตรงประเด็น เพราะฉะนั้นจึงไม่ได้กำหนดเวลา แต่ถ้าหากว่าเวลาเราได้ล่วงเลยไปมาก ก็อาจจะต้องขออนุญาตที่ประชุมกำหนดเวลา เพราะฉะนั้นขอท่านสมาชิกได้โปรดเข้าใจ ตรงนี้ด้วย ได้ส่งรายชื่อกันมา ผมขอสลับตามข้อบังคับ ต่อไปนี้ก็เป็นพรรคเพื่อไทยนะครับ ท่านสมาชิกชวลิต วิชยสุทธิ์ ขอเชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายชวลิต วิชยสุทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครพนม พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอขอบพระคุณท่านประธานที่กรุณา ให้โอกาสกระผมได้อภิปรายแสดงเหตุผลในการที่จะเลือกนายกรัฐมนตรีในวันนี้นะครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายบริหารหรือนายกรัฐมนตรีนั้นเป็น ๑ ใน ๓ อำนาจอธิปไตย ซึ่งเป็นความสำคัญสูงสุด เป็นเสาค้ำยันประเทศ การที่มีการพิจารณาถึง คุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามในวันนี้ ผมถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญยิ่ง มีสิ่งที่อยากจะ กราบเรียนท่านประธานก็คือว่าสิ่งที่กระผมจะนำเสนอต่อไปนี้ใน ๓ ประเด็นนั้นเป็นเรื่องที่จะ เป็นเหตุเป็นผลและมีหลักฐานที่หลังอภิปรายเสร็จผมก็จะส่งมอบให้ท่านประธาน ก่อนที่จะไปถึงประเด็นแรก ผมขอยกวลีสำคัญซึ่งผมได้ขออนุญาตท่านประธานที่จะเปิดคลิป แต่ท่านประธานบอกว่ามาพูดในนี้ดีกว่า ผมก็เคารพท่านประธาน สิ่งที่เป็นวลีสำคัญ และโด่งดังไปทั่วประเทศ และผมคิดว่าทั่วโลกเลยก็ว่าได้ก็คือว่ามีสมาชิกรัฐสภาท่านหนึ่ง ไปออกรายการทีวีและพูดอย่างตรงไปตรงมาไม่อ้อมค้อมว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ออกแบบมา เพื่อพรรคพลังประชารัฐจะได้เป็นรัฐบาล รัฐธรรมนูญฉบับนี้ออกแบบมาเพื่อ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี ท่านประธานฟังที่ผมได้เอ่ยข้อความนี้แล้วท่านจะคิดอย่างไร พี่น้องประชาชนที่อยู่กันทั่วประเทศได้ฟังข้อความนี้แล้วจะคิดอย่างไร หมายความว่า กติกา ที่เราได้ทำกันมาโดยที่มีการเอาเปรียบกันมากมายอย่างนั้นหรือไม่ พี่น้องประชาชน ก็คงจะได้เห็นภาพนี้ แต่สิ่งที่อยากจะกราบเรียนท่านประธานในฐานะที่ท่านประธาน เป็นประมุขของฝ่ายนิติบัญญัติ เป็นประมุขของพวกผม ผมขออนุญาตที่จะขอร้อง ท่านประธาน ท่านช่วยกรุณาเป็นผู้นำของพวกกระผมในการขอเอกสารคำสั่งแต่งตั้ง คณะกรรมการสรรหา ส.ว. ท่านประธานอาจจะบอกว่านอกประเด็นไม่ใช่คุณสมบัติของ ผู้ที่จะมาโหวต แต่ท่านประธานครับ ตรงนั้นเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง เราพิจารณาคุณสมบัติ ของคนเป็นนายกรัฐมนตรี แล้วโหวตเตอร์ (Voter) ล่ะ โหวตเตอร์ (Voter) ก็สำคัญไม่แพ้กัน พรรคเพื่อไทยได้ทำเรื่องไปยัง กกต. เพื่อขอคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสรรหา ส.ว. กกต. ใช้เงินถึง ๑,๓๐๐ ล้านบาท ไม่สามารถที่จะให้คำสั่งเราได้ ขอ คสช. ไม่ได้ ขอให้ พรรคเพื่อไทยขอจาก คสช. เอง พรรคเพื่อไทยก็ทำ แต่ท่านก็บ่ายเบี่ยงไม่ให้
ท่านชวลิตครับ ขออภัยด้วยครับ ขอได้กรุณาส่งเรื่องคุณสมบัติโดยตรงเลยครับ ตรงประเด็น
ผมจำเป็น ที่จะต้องแตะตรงนี้ไว้ เพราะว่าผมก็เป็นห่วงเพื่อน ๆ พี่ ๆ หลายคนรู้จักกันถึง ๑ ใน ๓ เป็นห่วงในเรื่องผลประโยชน์ขัดกันในมาตรา ๑๑๔ ของรัฐธรรมนูญนะครับ ผมฝากไว้ เพียงเท่านี้ในประเด็นแรก
สิ่งที่อยากจะกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังเพื่อนสมาชิกรัฐสภาก็คือว่า มีคำพิพากษาศาลฎีกา ที่ ๓๕๗๘/๒๕๖๐ เมื่อวันที่ ๑ มิถุนายน ๒๕๖๐ ได้ชี้สถานะของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. ว่าเป็นเจ้าพนักงาน ท่านประธานครับ ท่านประธานก็จบกฎหมาย คำว่า เจ้าพนักงาน เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือไม่ ส่วนตัวผม ผมเห็นชัดเจนเลยว่าเจ้าพนักงานนี้เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ คดีนี้พนักงานอัยการ เป็นโจทก์มีนายสมบัติ บุญงามอนงค์ เป็นจำเลย เป็นคดีความผิดต่อประกาศ คสช. ความผิดลหุโทษ จำเลยได้ต่อสู้ว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. ไม่ใช่เจ้าพนักงาน จึงไม่มีอำนาจออกคำสั่งให้จำเลยมารายงานตัว จำเลยจึงไม่ไปรายงานตัวต่อ คสช. ตามประกาศ ท่านประธานครับ คดีนี้สู้กัน ๓ ศาล ศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกา ศาลอุทธรณ์ ท่านชี้สถานะของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. ว่ามีอำนาจดำเนินการต่าง ๆ ตามกฎหมาย พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา จึงเป็นเจ้าพนักงานที่มีอำนาจออกคำสั่งให้จำเลย มารายงานตัว ศาลฎีกายืนตามศาลอุทธรณ์ ท่านประธานครับ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นเจ้าพนักงาน หมายความว่าอย่างไร ก็หมายความว่า เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ นั่นเอง นี่เป็น หลักฐานชัด ๆ ว่า พลเอก ประยุทธ์ขัดหรือมีคุณสมบัติที่ไม่สามารถที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีได้ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๐ (๖) และมาตรา ๙๘ (๑๕)
ท่านประธานที่เคารพครับ มีอะไรอีกในประเด็นต่อมาที่กระผมเห็นว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่มีคุณสมบัติที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญ มีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ ๕/๒๕๔๓ วางบรรทัดฐานหรือวางหลักการการเป็น เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐไว้ ๔ ประการด้วยกัน
๑. ได้รับการแต่งตั้งตามกฎหมาย
๒. มีเงินเดือนค่าตอบแทนตามกฎหมาย
๓. มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายและปฏิบัติงานประจำ
๔. อยู่ในบังคับบัญชาหรือในการกำกับดูแลของรัฐ
เรามาดูกันเป็นข้อ ๆ ครับท่านประธาน ได้รับแต่งตั้งตามกฎหมาย มีประกาศ แต่งตั้ง พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ชัดเจนครับ เป็นหัวหน้า คสช. เพื่อบริหารราชการ แผ่นดิน โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ผู้รับสนอง พระบรมราชโองการ ก็คือตัว พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นั่นเอง แต่ในอีกตำแหน่งหนึ่งคือ ตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก นี่ก็จะเห็นได้ว่าเข้าข้อแรกแล้ว ได้รับการแต่งตั้งตามกฎหมาย
ในประเด็นที่ ๒ มีเงินเดือน ค่าจ้าง หรือค่าตอบแทนตามกฎหมาย ฝ่ายกฎหมายของพรรคเพื่อไทยได้ไปตรวจสอบว่า หัวหน้า คสช. และคณะได้รับเงินเดือน ค่าจ้าง หรือค่าตอบแทนตามกฎหมายหรือไม่ ตรวจพบว่ามีพระราชกฤษฎีกากำหนด เงินประจำตำแหน่งและเงินเพิ่มรับเป็นรายเดือน หัวหน้า คสช. ได้รับเงินประจำตำแหน่ง เดือนละ ๗๕,๕๙๐ บาท และได้รับเงินเพิ่มอีกเดือนละ ๕๐,๐๐๐ บาท รวมเป็น ๑๒๕,๕๙๐ บาท ท่านประธานครับ ผมจะไม่ไปพูดถึงเงินเดือนหรือเงินเพิ่มของตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งเพื่อนสมาชิกก็จะอาจ ไปพูดเพิ่มเติมในประเด็นว่ารับ ๒ ทางหรือไม่ อยู่ในคุณธรรมจริยธรรมหรือไม่ ตรงนั้น เป็นเรื่องที่ไม่ได้อยู่ในประเด็นที่ผมจะเอามาเป็นประเด็นในวันนี้ สิ่งที่ผมเห็นว่า เข้าข้อ ๒ แล้วที่ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยวางแนวทางไว้ว่า ๑. ได้รับการแต่งตั้งตาม กฎหมาย ๒. ได้รับเงินเดือน มีพระราชกฤษฎีกา ๓. มีอำนาจหน้าที่ดำเนินการหรือปฏิบัติการ ให้เป็นไปตามกฎหมายและปฏิบัติงานประจำ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๖๕ ได้บัญญัติอำนาจ หน้าที่ของ คสช. ไว้ชัดเจน มีการแบ่งฝ่ายแบ่งหน้าที่ที่กำหนดไว้อย่างชัดเจน รวมทั้งมี เงินเดือนของ คสช. กำหนดไว้ในพระราชกฤษฎีกา ท่านประธานครับ การปฏิบัติหน้าที่เป็น ประจำก็เข้ากับข้อนี้ ผมจะยกตัวอย่างของการปฏิบัติหน้าที่อีกเรื่องหนึ่งที่บรรดาเพื่อน ส.ส. ได้พบและเห็นและติดตาม เช่น การออกคำสั่งพักงานนายก อบจ. ด้วยถูกกล่าวหาว่า ทุจริตต่อหน้าที่แต่พอใกล้การเลือกตั้งไม่แน่ใจว่ามีการตกลงเงื่อนไขกันหรือเปล่า มีการ ยกเลิกคำสั่งพักงานแล้วก็ให้มาปฏิบัติหน้าที่ จะเห็นได้ว่าหัวหน้า คสช. ปฏิบัติงานตาม กฎหมาย เพราะคำสั่ง คสช. ถือว่าเป็นกฎหมาย สิ่งที่ผมเห็นว่าเข้าในข้อนี้ นี่เป็นข้อที่ ๓ ท่าน ประธาน ข้อที่ ๔ อยู่ในบังคับบัญชาหรือในกำกับดูแลของรัฐ เมื่อ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะหัวหน้า คสช. ต้องปฏิบัติหน้าที่ภายในขอบเขตที่กฎหมายรัฐธรรมนูญกำหนด ทั้งได้รับเงินประจำตำแหน่งและประโยชน์ตอบแทนอื่น ๆ ซึ่งเป็นเงินแผ่นดิน จึงถือว่า พลเอก ประยุทธ์อยู่ในกำกับดูแลของรัฐ นี่ก็เข้าอีกข้อ ทั้ง ๔ ข้อตรงตามในสิ่งที่ ศาลรัฐธรรมนูญได้เคยมีคำวินิจฉัยวางบรรทัดฐานเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐไว้ มีประเด็นที่ ต่อเนื่องมาก็คือว่าสถานะปัจจุบันของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นรัฏฐาธิปัตย์หรือไม่ มีความเห็นของผู้ตรวจการแผ่นดินเมื่อวันที่ ๑๔ มีนาคม ๒๕๖๒ มีความเห็นว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะหัวหน้า คสช. มิได้มีลักษณะเป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ ด้วยเข้ามาควบคุมอำนาจการปกครองประเทศ เมื่อวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ผู้ตรวจการแผ่นดินจึงเห็นว่าหัวหน้า คสช. ไม่ได้อยู่ในบังคับบัญชาหรือในกำกับดูแลของรัฐ หากแต่เป็นตำแหน่งที่ใช้อำนาจรัฏฐาธิปัตย์ ซึ่งเป็นอำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศ กระผมเห็นว่าความเห็นของผู้ตรวจการแผ่นดินมิได้เป็นข้อยุติว่า พลเอก ประยุทธ์ เป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐหรือไม่ เนื่องจากผู้ตรวจการแผ่นดินมิใช่องค์กรวินิจฉัยชี้ขาด ที่มีผลผูกพันรัฐสภา แต่เป็นเพียงองค์กรที่มีหน้าที่เสนอความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญ ต่อศาลปกครอง และคณะรัฐมนตรี การที่ผู้ตรวจการแผ่นดินมีมติยุติเรื่องเพราะเห็นว่า พลเอก ประยุทธ์ไม่ใช่เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ เป็นเพียงเหตุผลประกอบไม่ส่งเรื่องไปยัง ศาลรัฐธรรมนูญ เรื่องจึงหยุดอยู่แค่ผู้ตรวจการแผ่นดิน มีความเห็นสอบถามกันพูดคุยกันอยู่ ว่าความหมายของรัฏฐาธิปัตย์หมายความว่าอย่างไร มีผู้เขียนบทความหรือคำจำกัดความ ไว้มากมาย แต่ผมได้ไปค้นจากสถาบันพระปกแกล้ามีความเห็นของคุณซันวา สุดตา เป็นผู้เรียบเรียงไว้ และนายจเร พันธุ์เปรื่อง เป็นผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ ความหมาย ของรัฏฐาธิปัตย์โดยสรุปก็คือ คณะยึดอำนาจการปกครองจะสถาปนาตนเองเป็นรัฏฐาธิปัตย์ เพื่อแต่งตั้งผู้บริหารราชการแผ่นดิน โดยรัฏฐาธิปัตย์เป็นอำนาจปกครองสูงสุดของรัฐ แต่หาก จะถือคำพิพากษาศาลฎีกาในอดีต คณะรัฐประหารจะเป็นรัฏฐาธิปัตย์ก็เพียงชั่วยึดอำนาจ ในระยะแรก แต่เมื่อมีรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวและรัฐธรรมนูญฉบับถาวร ในมาตรา ๓ จะบัญญัติไว้ชัดเจนว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็น ประมุขทรงใช้อำนาจนั้นผ่านทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล เมื่อยอมรับอำนาจอธิปไตย ยอมรับว่าปวงชนชาวไทยเป็นอำนาจอธิปไตยซึ่งเป็นอำนาจสูงสุด และพระมหากษัตริย์ ทรงใช้อำนาจนั้นผ่าน ๓ อำนาจ ดังที่กระผมได้กล่าวไปเมื่อสักครู่ก็แสดงว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา พ้นจากการเป็นรัฏฐาธิปัตย์แล้วเพราะอะไร เพราะกฎหมายรัฐธรรมนูญ เป็นกฎหมายสูงสุด ยิ่งรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๖๐ ไปผ่านการทำประชามติของพี่น้องประชาชน ก็ยิ่งยืนยันอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนจะต้องเหนือกว่าสิ่งที่อ้างว่าเป็นรัฏฐาธิปัตย์ ความเป็นรัฏฐาธิปัตย์ก็หมดไป เมื่อรัฐธรรมนูญบัญญัติว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน
ท่านประธานที่เคารพ จากที่ผมได้อภิปรายมาใน ๓ ประเด็นใหญ่ ๆ ทั้งเรื่อง คำพิพากษาศาลฎีกาในคดีนายสมบัติ บุญงามอนงค์ ที่เป็นจำเลยที่ผมกล่าวไปเมื่อสักครู่ ถ้าสมาชิกรัฐสภาแห่งนี้ลงมติตรงข้ามกับคำพิพากษาศาลฎีกา อาจจะเป็นความขัดแย้ง ระหว่าง ๒ องค์กรหรือไม่ นี่คือสิ่งที่อยากจะฝากไว้เป็นประเด็นที่ ๑
ประเด็นที่ ๒ ศาลรัฐธรรมนูญได้วางบรรทัดฐานคำจำกัดความของเจ้าหน้าที่อื่น ของรัฐไว้ ๔ ประการ ดังที่ผมได้กราบเรียนไปเมื่อสักครู่ และเท่าที่ผมได้อภิปรายมา พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา อยู่ใน ๔ ประการนั้นทุกข้อ ตั้งแต่ได้รับการแต่งตั้งตาม กฎหมาย ได้รับเงินเดือน ได้ปฏิบัติหน้าที่ประจำ และได้อยู่ในกำกับการดูแลของรัฐ
ประการที่ ๓ ประการสุดท้าย ท่านประธานที่เคารพครับ การที่ผมได้อภิปราย ว่าขณะนี้ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่ใช่รัฏฐาธิปัตย์แล้ว เพราะเรามีกฎหมาย รัฐธรรมนูญฉบับนี้เท่ากับอำนาจรัฏฐาธิปัตย์นั้นตกไป และจะไปอ้างมาตรา ๒๗๙ ในเรื่องของ การนิรโทษกรรม แต่มาตรา ๒๗๙ นั้น นิรโทษการกระทำของ คสช. ในเรื่องการกระทำ แต่ไม่ได้นิรโทษคุณสมบัติของ พลเอก ประยุทธ์ ท่านต้องแยกประเด็นตรงนี้ให้ชัดระหว่าง การกระทำที่มาตรา ๒๗๙ บอกว่า ไม่ว่าจะทำอะไรนี่ชอบด้วยกฎหมาย ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ท่านออกบทเฉพาะกาล มาตรา ๒๗๙ กำกับไว้ นั่นเป็นเรื่องของการกระทำ แต่ในส่วนของ คุณสมบัติรัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดไว้ ดังนั้นสิ่งที่กระผมได้กล่าวมาใน ๓ ประเด็นนี้ ล้วนเป็นสิ่งที่อยากจะบอกว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ขาดคุณสมบัติในการที่จะเป็น นายกรัฐมนตรี จึงครบถ้วนกระบวนความ ผมขออนุญาตใช้เวลาสั้น ๆ ในอันที่จะทำ ความเข้าใจกับเพื่อนสมาชิกรัฐสภาให้ได้รับทราบเพียงเท่านี้ครับ ขอขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ ลำดับถัดไป ท่านกรณิศ งามสุคนธ์รัตนา แล้วจากนั้นก็จะเป็นท่านปิยบุตร แสงกนกกุล เชิญท่านกรณิศครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา และท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติที่เคารพทุกท่าน ดิฉัน กรณิศ งามสุคนธ์รัตนา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขตคลองเตย วัฒนา กรุงเทพมหานคร พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก่อนอื่นต้องกราบขอบพระคุณท่านประธานนะคะ ดิฉันจะขึ้นมาอภิปรายในการให้การสนับสนุนท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ว่าเหตุผล อะไรที่ดิฉันถึงให้การสนับสนุนท่านมาเป็นนายกรัฐมนตรี ลำดับที่ ๓๐ ของประเทศไทยต่อไป ประเด็นหลัก ๆ ท่านประธาน ดิฉันขอแยกออกเป็น ๒ ประเด็น
ประเด็นแรกจะพูดถึงในเรื่องของคุณลักษณะของท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่เป็นตัวตนของท่าน ท่านจะเห็นได้ว่าตลอดระยะเวลา ๕ ปีกว่า ๆ ที่ผ่านมา ท่านได้ทำผลงานให้เห็นเป็นประจักษ์ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี คนที่ ๒๙ ของประเทศไทยเรา ท่านอดทน เสียสละ และมีความมุ่งมั่นตั้งใจในการที่เข้ามาทำหน้าที่นายกรัฐมนตรี เพื่อแก้ปัญหาในช่วงที่สถานการณ์บ้านเมืองไม่ปกติ ท่านจะเห็นได้ว่า ๔ ปีกว่า ๆ ที่ผ่านมานั้น เกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นกับประเทศไทยเรา ท่านเป็นผู้มากอบกู้สถานการณ์ความขัดแย้งของ ประเทศไทย ในวันนั้นเราจะเห็นได้ว่าตั้งแต่การทำงาน ๔ ปีกว่า ๆ ท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา มีภาวะความเป็นนำสูงมาก ท่านมีความเด็ดขาดในการปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรี มีความกล้าตัดสินใจ ในขณะที่ผู้นำหลาย ๆ ท่านที่ผ่านมาอาจจะไม่กล้าตัดสินใจอย่างท่าน ด้วยซ้ำไป ที่สำคัญช่วงที่ดิฉันได้พูดไปแล้วว่าท่านได้เข้ามากอบกู้สถานการณ์ที่ไม่ปกติ ในประเทศไทยเราที่ผ่านมา เพื่อลดความขัดแย้งที่ตอนนั้นประเทศไทยเราเกิดความขัดแย้งอย่างรุนแรง ๔ ปีกว่า ๆ เราเกิดความสงบสุขขึ้นในประเทศ นำพาประเทศเดินไปข้างหน้า ดิฉันต้องเรียนท่านประธาน ว่าช่วงเวลาที่ผ่านมานี้ ดิฉันเชื่อว่าหลายท่านประชาชนคนไทยกำลังรอคอยเวลานี้ในการที่จะ มีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งด้วยระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น พระประมุข ดิฉันอยากจะเรียนท่านประธานว่าสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในการประชุมของรัฐสภาแห่งนี้ ที่ผ่านมาเมื่อ ๒-๓ ครั้งที่มีการเลือกประธานสภาแล้วก็รองประธานสภา ดิฉันอยากจะขอ ท่านประธานช่วยกรุณาถึงผู้อภิปรายว่า ณ เวลานี้ทุกท่านได้เข้าสู่กระบวนการระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข เรามากันอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ตามรัฐธรรมนูญทุกกระบวนความ หยุดเถอะค่ะ หยุดสร้างความขัดแย้ง หยุดสร้างวาทกรรม ที่บอกว่าสืบทอดอำนาจและเผด็จการ ทุกท่านมีเกียรติในสภาแห่งนี้ดิฉันว่าเราควรจะ ก้าวข้ามวาทกรรมแบบนี้ได้แล้ว และที่สำคัญทำไมดิฉันถึงได้สนับสนุน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา มาเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ ๓๐ ของประเทศไทย เพราะท่านเป็นนายกรัฐมนตรี ที่ติดดิน ประชาชนเข้าถึงพึ่งได้ ดิฉันได้สัมผัสกับการที่ท่านได้มีโอกาสมาลงพื้นที่ ในเขตคลองเตยเมื่อประมาณสัก ๒-๓ สัปดาห์ที่ผ่านมา ท่านเข้าไปสู่ที่คนทั่วไปเรียกว่า สลัมคลองเตย ยังไม่เคยมีนายกรัฐมนตรีท่านใดเข้าไปในตรอกซอกซอย เข้าไปสัมผัสถึงว่า สลัมมันคืออย่างไร แต่ท่านเข้าไปท่านได้ไปเห็นคุณภาพชีวิตของคน แล้วท่านก็กอดประชาชน ไม่ว่าจะเป็นเด็ก ผู้สูงอายุ คนชราทั้งหลายท่านก็เข้ามากอด แล้วท่านก็เห็นสภาพชีวิต ถึงความเป็นอยู่ ดิฉันว่านายกรัฐมนตรีมีไม่มากที่กล้าที่จะทำแบบนั้น แล้วก็รับฟังปัญหา ของประชาชนสู่การแก้ไขอย่างแท้จริง ท่านประธานในสิ่งที่สำคัญที่ตัวดิฉันจะสนับสนุน ท่านนายกรัฐมนตรีท่านนี้ ประเด็นสำคัญที่สุดคือความรักชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ที่เป็น ๓ สถาบันหลักของประเทศไทยเรา นี่คือสิ่งสำคัญที่ดิฉันให้การสนับสนุน ท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
อีกประเด็นหนึ่ง ประเด็นที่ ๒ ก็คือในเรื่องของผลงานต่าง ๆ ๔ ปีกว่า ๆ ที่ผ่านมาว่าทำไมดิฉันถึงต้องสนับสนุน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา กลับมาเป็น นายกรัฐมนตรีอีกครั้ง ท่านจะเห็นว่าการทำงานของท่านนายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ท่านไม่เคยแบ่งฝักแบ่งฝ่าย ท่านให้การดูแลประชาชนโดยการที่ไม่เลือกปฏิบัติ ไม่ว่าประชาชนคนนั้นจะอยู่ภาคใด จะอยู่ภาคเหนือ ภาคใต้ ภาคตะวันออก ภาคตะวันตก เมื่อไรที่มีประชาชนเดือดร้อนท่านลงพื้นที่นั้นทันทีแล้วนำปัญหาสู่การแก้ไข แล้วนำความเจริญ สู่ภูมิภาคนั้นโดยไม่เลือกปฏิบัติอย่างแท้จริง ท่านจะเห็นได้จาก ๔-๕ ปีที่ผ่านมา และที่สำคัญ อย่างที่ดิฉันได้บอก ท่านประยุทธ์เป็นผู้ที่มีภาวะความเป็นผู้นำสูงกล้าที่จะตัดสินใจ ในขณะที่ ท่านจะเห็นได้ว่ารัฐบาลอื่น ๆ ที่ผ่านมาอาจจะไม่กล้าตัดสินใจอย่างท่าน ท่านจะเห็นจาก หลาย ๆ โครงการ หลาย ๆ โพรเจกต์ (Project) เมกะ โพรเจกต์ (Mega Project) เกิดขึ้น ในรัฐบาลชุดนี้ ดิฉันขอยกตัวอย่าง ดิฉันเป็นผู้แทนจากกรุงเทพมหานคร ก็ขออนุญาตพูด ประเด็นในเรื่องของรถไฟฟ้าที่เกิดขึ้น รัฐบาลที่ผ่านมารถไฟฟ้าแต่ละสาย แต่ละสายจะขึ้นมา ทีละสาย เสร็จสายนี้ก็เพิ่มสายนั้น แต่รัฐบาลของท่านประยุทธ์ จันทร์โอชา สร้างทีเดียว ๔ สาย ๕ สาย เพื่อที่จะเชื่อมโยงเครือข่าย ไม่ใช่แค่เฉพาะในส่วนของพื้นที่ชั้นในเท่านั้น แต่เครือข่ายที่ออกไปเชื่อมโยงกันเป็นใยแมงมุมจนถึงปริมณฑลแล้วก็จังหวัดข้างเคียง นี่คือผลงานที่ชัดเจน ท่านจะเห็นว่าอีกเพียงระยะเวลาแค่ ๓-๔ ปีที่จะถึงนี้ กรุงเทพมหานครในเรื่องของสภาวะปัญหาเรื่องจราจรที่ติดขัดจะดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดและเป็น รูปธรรม การขนส่งมวลชนในระดับนี้ การขนคนจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่งไม่มีอะไรที่จะสะดวก ปลอดภัยและรวดเร็วเท่ากับรถไฟฟ้า ท่านทราบไหมว่าปี ๒๕๖๖ กรุงเทพมหานครจะมี เส้นทางของรถไฟฟ้าที่ยาวเป็นอันดับที่ ๓ ของโลก นั่นหมายความว่าอย่างไร มันเชื่อมโยงกัน ไปหมดอย่างที่ดิฉันเรียนให้ท่านประธานทราบ
ขออนุญาตนิดหนึ่งครับ มีท่านประท้วง รอสักครู่นะครับ มีท่านใดประท้วง เชิญครับ ข้อใด เรื่องอะไรครับ
ท่านประธานที่เคารพ จิรายุ ห่วงทรัพย์ จริง ๆ ไม่ได้ตั้งใจประท้วง แต่ว่าจะประท้วง ท่านประธาน เห็นท่านประธานนั่งนาน จริง ๆ แล้วท่านประธานต้องควบคุมการอภิปราย จริง ๆ น้องคนนี้ก็น่ารัก รู้จักกันมา เรียนด้วยกันมา แต่ว่าตอนนี้อวยท่าน พลเอก ประยุทธ์ เสียจนแบบอิ่มมากแล้วท่านประธานครับ
ผมยังนั่งไม่นานเลย
ผมอยากให้พูดเรื่องของคุณสมบัติว่าพร้อมอย่างไร
เพิ่งนั่งนี่
ผมเห็นท่านประธานนั่งฟังเพลิน ๆ
ไม่เพลินครับ เดี๋ยวขอสัก ๒-๓ นาที
เราอภิปรายเรื่องคุณสมบัติของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ท่านประธานครับ
คือผมดำเนินนโยบายตาม ท่านประธานชวน
นั่นแหละ ดูท่านประธานจะเคลิ้ม ๆ เพลิน ๆ
ท่านประธานชวนบอก เปิดโอกาสเต็มที่
ใช่ครับ
ขอฟังผมนิดหนึ่ง พอผมขึ้นมา แล้วผมไปเคร่งครัดเข้าก็จะขัดกับนโยบายของท่านประธานชวน ไม่ได้เพลิน ขอสัก ๒ นาที ขอบคุณครับ
แต่ขออนุญาตให้อยู่ในประเด็น
ทีนี้ผมจะดูแล้ว
ขอบพระคุณครับ
เพิ่งขึ้นครั้งแรกแล้วไปห้าม เขาเลย ไม่ดีครับ
ขอบคุณท่านประธานค่ะ ดิฉันอยากจะบอกว่าดิฉันยังไม่ได้นอกประเด็นเลยท่านประธาน ดิฉันยังพูดถึงคุณสมบัติของท่านประยุทธ์ จันทร์โอชา แล้วก็ไม่พาดพิงถึงแคนดิเดต (Candidate) ท่านอื่นด้วย ในขณะที่อีกฝ่ายไม่ได้พูดถึงคุณสมบัติของที่ท่านจะสนับสนุน
อย่าเปิดประเด็นเลย ท่านต่ออีก ๒ นาที
ขอบพระคุณนะคะ ดิฉันอาจจะขอใช้เวลาอีกครู่เดียวในที่ประชุมแห่งนี้ เพราะว่าดิฉันเองเป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสมัยแรก และเชื่อว่ากว่าครึ่งของสภานี้ก็เป็นคนใหม่เหมือนดิฉัน เหมือนกัน ดิฉันยินดีน้อมรับคำติชมของพี่ ๆ ที่เป็นอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมาก่อน ยินดีรับปฏิบัติ อีกสิ่งหนึ่งขออนุญาตเอ่ยในเรื่องของผลงานท่านประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่หลายท่านปฏิเสธไม่ได้เลยว่าการที่ท่านเข้ามาบริหารประเทศเมื่อช่วง ๔ ปีกว่า ๆ นี้ สิ่งสำคัญก็คือผลงานที่เห็นเด่นชัดนอกจากในเรื่องของรถไฟฟ้าแล้ว ดิฉันอยากจะบอกว่า นอกจากในส่วนของรถไฟฟ้าที่ขยายเครือข่ายไปในกรุงเทพมหานครแล้ว หลังจากนี้ต่อไป จะมีการพัฒนาในเมืองหลัก ๆ ไม่ว่าจะเป็นจังหวัดภูเก็ต จังหวัดขอนแก่น จังหวัดต่าง ๆ เราก็จะมีโครงการ มีนโยบายในการที่จะพัฒนาพื้นที่เหล่านั้นเหมือนกัน นี่คือเห็นเป็น รูปธรรม ท่านประธานคะ ท่านนายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นอกจาก จะเข้ามากู้สถานการณ์แล้ว ท่านยังเข้ามาแก้ปัญหา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของปัญหาข้าว ค้างสต็อก (Stock) จากนโยบายการรับจำนำข้าว ที่ประเทศเราจะต้องสูญเสียไปกว่า ๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาท นั่นก็คือการบริหารจัดการที่ท่านได้ทำ และรวมไปถึงในกรุงเทพมหานครที่เราเห็น ผลงานชัดเจนในเรื่องของการจัดระเบียบของคลองโอ่งอ่าง ท่านจะเห็นว่าตอนนี้คลองโอ่งอ่าง จากเดิมที่มีผู้ค้ามากมายตอนนี้สวยงามมากเหมือนกับต่างประเทศเลย ถ้าท่านประธาน ได้เห็นจะเห็นว่ามันผิดกันหน้ามือเป็นหลังมือเลย รวมไปถึงบ้านริมคลองลาดพร้าว ดิฉันอยากจะบอกว่าคุณภาพชีวิตของคนบริเวณนั้นดีขึ้นอย่างชัดเจน เห็นการเปลี่ยนแปลง อย่างชัดเจน บ้านเมืองสวยงามเป็นระเบียบเรียบร้อย ท่านประธานคงจะเห็นจากข่าว ที่ท่านได้ติดตามในช่องข่าวต่าง ๆ ที่ว่าก่อนทำและหลังทำตอนนี้เป็นอย่างไร
สิ่งสำคัญประเด็นสุดท้ายที่ทำไมดิฉันถึงจะสนับสนุนท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา มาเป็นนายกรัฐมนตรี คนที่ ๓๐ ของประเทศ สิ่งสำคัญที่สุดค่ะท่านประธาน เพราะท่านนายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ท่านมีความจงรักภักดีต่อสถาบัน พระมหากษัตริย์ที่เป็นสถาบันหลักที่พวกเราคนไทยเคารพรักและหวงแหน นี่คือสิ่งสำคัญที่เรา ทำไมถึงจะต้องสนับสนุนค่ะ กราบขอบพระคุณค่ะ
ครับผมดูก็ยังไม่ถึง ๑๑ นาที ต่อไปผมจะดูนาฬิกาแล้วนะครับ ไม่นั่งเพลิน ลำดับต่อไป อาจารย์ปิยบุตร แสงกนกกุล แล้วตามด้วย ท่านเสรี สุวรรณภานนท์ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานวุฒิสภา ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะรองประธานรัฐสภาที่เคารพครับ ผม ปิยบุตร แสงกนกกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอบพระคุณท่านประธานที่ให้โอกาสในการได้อภิปราย ถกเถียงกันเรื่องคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของบุคคลผู้ถูกเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรี ผมเรียนอย่างนี้นะครับว่าวันนี้เป็นวันสำคัญอย่างยิ่งในประวัติศาสตร์การเมืองไทย เพราะนายกรัฐมนตรีคนถัดไปที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่วันนี้จะเป็นนายกรัฐมนตรีคนแรก ตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ และจะเป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกหลังจากการรัฐประหาร เมื่อปี ๒๕๕๗ ดังนั้นการพูดจากันถึงเรื่องคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามจึงเป็นเรื่องที่สำคัญ ก่อนที่เราจะลงมติกัน ในส่วนของผมเอง ผมจะขออนุญาตที่จะไม่ได้พูดกันว่าใครดีกว่าใคร แต่ผมจะเดินตามมาตรา ๑๕๙ ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งกำลังนั่งอภิปรายกันอยู่ว่าแคนดิเดต (Candidate) ทั้ง ๒ ท่านนี้ ใครมีคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๑๖๐ ที่นี่ไม่ใช่เวทีในการแถลงว่าใครดีกว่าใคร แต่เรากำลังพิจารณาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๙ ผมจะไม่พูดถึงว่าใครเหมาะกว่าใคร ใครเก่งกว่าใคร แต่จะเอาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๙ ประกอบกับคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๑๖๐ ตัวกระผมเองแล้วก็ เพื่อนสมาชิกอีกอย่างน้อย ๆ น่าจะไม่น้อยกว่า ๒๔๖ คน มีความเห็นกันว่าบุคคลที่ถูกเสนอชื่อ เป็นนายกรัฐมนตรีท่านหนึ่งในที่ประชุมแห่งนี้ น่าจะขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้าม ในการเป็นนายกรัฐมนตรี บุคคลท่านนั้นคือ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ต้องขอประทานโทษ ที่เอ่ยนามท่าน ผมขออนุญาตไล่เรียงกันไปอย่างนี้ ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๙ เขียนเอาไว้ว่า จะต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๑๖๐ ทีนี้พวกเราตั้งประเด็นไว้ ตรงไหนครับ ตัว พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ มีลักษณะต้องห้ามของการเป็นนายกรัฐมนตรี เนื่องจากมีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๖๐(๕) มาตรฐานจริยธรรมตอนนี้ได้ออกมาแล้ว โดยตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเป็นคนออกมา และในมาตรา ๒๑๙ วรรคสอง บอกว่าให้นำมาตรฐานเหล่านี้มาใช้กับ ส.ส. ส.ว. และรัฐมนตรีด้วย และเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องของลักษณะต้องห้ามของคนที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีด้วยเช่นเดียวกัน ในมาตรฐานฉบับนี้ประกาศใช้เมื่อเดือนมกราคม ๒๕๖๑ ในข้อ ๒๗ เขียนเอาไว้ว่า การฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมในหมวด ๑ ให้ถือว่ามีลักษณะร้ายแรง ทีนี้หมวด ๑ พูดถึงเรื่องอะไรครับ ลองตามมาดูกัน หมวด ๑ คือมาตรฐานทางจริยธรรมอันเป็นอุดมการณ์ มีตั้งแต่ข้อ ๕ จนถึงข้อ ๑๐ ผมไล่ดูแล้ว จริง ๆ ก็น่าจะขัดทุกข้อ แต่เพื่อจะไม่รบกวนเวลา ในที่ประชุมแห่งนี้ ผมขออนุญาตอภิปรายสักข้อหนึ่งก็คือมาตรฐานทางจริยธรรม ข้อ ๕ บัญญัติเอาไว้ว่าต้องยึดมั่นและธำรงไว้ซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ท่านประธานครับ การปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุขตาม รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยนั้นมีลักษณะสำคัญอย่างไรบ้าง ผมเรียนอย่างนี้ครับ ในประวัติศาสตร์รัฐธรรมนูญไทย รัฐธรรมนูญตั้งแต่ปี ๒๔๙๐ จนกระทั่งถึงปัจจุบัน ฉบับปี ๒๕๖๐ ทุก ๆ ฉบับ เรารับรองตรงกันหมดว่าประเทศไทยปกครองในระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข ดังนั้นอันนี้คือหัวใจของรัฐธรรมนูญ ของประเทศไทย ของราชอาณาจักรไทย ทีนี้เนื้อหาสาระสำคัญมีอะไรบ้าง ผมขออนุญาต ไล่เรียงไปในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เวลาพูดถึงจะมีหมวด ๑ หมวดทั่วไป หมวด ๑ หมวดทั่วไปนี้ มาตราต้น ๆ ของรัฐธรรมนูญจะแสดงถึงเอกลักษณ์ของรัฐธรรมนูญในแต่ละฉบับ ในมาตราแรก เรารับรองเอาไว้ว่าประเทศไทยนั้นเป็นราชอาณาจักรและเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน จะแบ่งแยกไม่ได้ ความข้อนี้หมายถึงประเทศไทยปกครองโดยที่พระมหากษัตริย์ ทรงเป็นพระประมุขสืบทอดทางสายโลหิต และประเทศไทยเป็นรัฐเดี่ยว ไม่ใช่สหพันธรัฐ ในมาตรา ๒ ก็จะยืนยันว่าเราปกครอง ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ในมาตรา ๓ เขียนล้อกันมา ทุกฉบับเหมือนกันครับว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย และพระมหากษัตริย์ ในฐานะประมุขแห่งรัฐทรงใช้อำนาจอธิปไตยนั้นผ่านทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรีและศาล ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และในวรรคสองก็บอกว่าการใช้อำนาจเหล่านี้ จำเป็นต้องยึดมั่นในหลักนิติธรรม มาตรา ๔ รับรองเรื่องสิทธิและเสรีภาพ ความเสมอภาค และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ในมาตรา ๕ คือการยืนยันว่ารัฐธรรมนูญเป็นกฎหมาย สูงสุด กฎหมายอื่นใด การกระทำอื่นใดจะละเมิดมิได้ ทั้งหลายทั้งปวงที่ผมพูดมาทั้งหมด ๕ มาตรานี้นะครับ มันก็คือเนื้อหาสาระสำคัญของคำว่า ระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขนั่นเอง นั่นก็คืออำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน พระมหากษัตริย์เป็นพระประมุขแห่งรัฐ ประเทศไทยเป็นรัฐเดี่ยว และเราต้อง ยึดหลักเรื่องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิและเสรีภาพความเสมอภาค และรัฐธรรมนูญนั้น เป็นกฎหมายสูงสุด อาจจะกล่าวได้ว่านี่คืออัตลักษณ์ทางรัฐธรรมนูญของประเทศไทย ในภาษาวิชาการ ในกฎหมายรัฐธรรมนูญขออนุญาตใช้คำภาษาอังกฤษ เขาเรียกกันว่า คอนสทิทิวชันนัล ไอเดนติตี (Constitutional Identity) นี่คืออัตลักษณ์ทางรัฐธรรมนูญ หมายความว่า คุณจะแตะต้องเรื่องพวกนี้ไม่ได้ มันเป็นหัวใจสำคัญของรัฐธรรมนูญ ของประเทศไทยทุกยุคทุกสมัย
ท่านประธานครับ ทีนี้ที่ผมพูดมาว่าพฤติการณ์ของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นั้นน่าจะไม่ปฏิบัติตาม หรือฝ่าฝืนกับข้อ ๕ ของมาตรฐานจริยธรรมอย่างไร เวลาเราดูคำตามกฎหมายเขาบอกว่าให้ดูว่ามีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนต่อการปฏิบัติ ตามมาตรฐานทางจริยธรรมหรือไม่ คำว่า มีพฤติกรรม เราจะรู้ได้ว่าใครมีพฤติกรรมอย่างไร เราไม่ได้สามารถดูได้ในชั่วข้ามคืน เราไม่สามารถรู้เช่นเห็นชาติว่าใครมีพฤติกรรมอย่างไร ในลักษณะประเดี๋ยวประด๋าว เราจำเป็นต้องดูการกระทำของเขาสะสมไปเรื่อย ๆ จึงสรุป ได้ว่าเขามีพฤติกรรมเหล่านั้นหรือไม่ เพราะฉะนั้นจำเป็นต้องเท้าความย้อนกลับไป สักเล็กน้อย ผมใช้เวลาไม่นานครับท่านประธาน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ณ วันนี้ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แต่ในพร้อม ๆ กันนั้นท่านก็เป็นหัวหน้าคณะรักษาความสงบ เรียบร้อยแห่งชาติด้วย ตำแหน่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติท่านได้แต่ใดมา คำตอบก็คือเมื่อวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ในช่วงเวลานั้นท่าน พลเอก ประยุทธ์ ท่านเป็น ผู้บัญชาการทหารบก ท่านเป็นข้าราชการประจำ ท่านอยู่ภายใต้การบังคับบัญชา ของนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง แต่ว่าตัวท่านเองตัดสินใจกับเพื่อนคณะนายทหารอีกกลุ่มหนึ่งก่อรัฐประหารยึดอำนาจ การปกครองประเทศ และประกาศยกเลิกรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ปี ๒๕๕๐ แล้วหลังจากนั้นท่านก็ตั้งตนเป็นรัฏฐาธิปัตย์ สามารถปกครองประเทศไทยในช่วงเวลานั้น โดยที่ไม่มีรัฐธรรมนูญเลย แต่ปกครองประเทศโดยใช้คำสั่งของท่านแต่เพียงผู้เดียว นั่นก็คือ คำสั่งและประกาศคำสั่งของหัวหน้า คสช. เราเรียกกันตามธรรมเนียมกฎหมายของไทย ซึ่งศาลฎีกาก็พยายามเดินตามนี้ว่าเป็นรัฏฐาธิปัตย์ เราปกครองโดยไม่มีรัฐธรรมนูญมาถึง ๒ เดือนเต็ม หลังจากนั้นจึงมีการตรารัฐธรรมนูญชั่วคราว ปี ๒๕๕๗ ออกมา ทีนี้รัฐธรรมนูญ ชั่วคราวปี ๒๕๕๗ ในมาตราสุดท้ายนั้นก็ไปนิรโทษกรรมการก่อการรัฐประหารเมื่อวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ความข้อนี้หมายถึงอะไรครับ หมายความว่าตัว พลเอก ประยุทธ์ ก็รู้อยู่แก่ใจ ว่าการกระทำยึดอำนาจเมื่อวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ นั้นเป็นการกระทำผิดกฎหมาย เพราะถ้าท่านไม่รู้ว่าท่านทำผิดกฎหมายท่านไม่จำเป็นต้องนิรโทษกรรมตัวท่านเอง ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๗ ผิดกฎหมายอะไรครับ วันที่ท่านยึดอำนาจเมื่อวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ นั้น เรามีประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๓ อยู่ครับท่านประธาน มาตรา ๑๑๓ คือความผิดฐานกบฏ ฐานล้มล้างรัฐธรรมนูญ โทษสูงสุดคือประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิต เมื่อท่านทราบอยู่แก่ใจว่ามีความผิดฐานกบฏ ดังนั้น ๒ เดือนถัดมาเมื่อมีรัฐธรรมนูญชั่วคราว ปี ๒๕๕๗ ออกมา จึงมีมาตราหนึ่งนิรโทษกรรมในการกระทำอันนั้นทั้งหมด ข้อความนั้น เขียนเอาไว้ชัดว่าวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ นั้นถ้าทำอะไรมาที่เป็นเรื่องผิดกฎหมาย ให้ถือว่าไม่ผิด อันนี้คือการนิรโทษกรรมโดยใช้รัฐธรรมนูญชั่วคราว เรื่องทั้งหลายทั้งปวง ที่ผมพูดมาเพื่อจะสะท้อนถึงอะไรครับ การรัฐประหารคืออาชญากรรมสูงสุดต่อการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข คือฉีกรัฐธรรมนูญทิ้งทั้งฉบับ แล้วก็ยึดอำนาจปกครองประเทศโดยตั้งตนเป็นรัฏฐาธิปัตย์มีอำนาจสูงสุดเด็ดขาด ความข้อนี้แสดงให้เห็นอยู่เองว่าตัวท่าน พลเอก ประยุทธ์นั้นไม่ได้ยึดมั่นและไม่ได้ธำรงรักษาไว้ ซึ่งระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข ถ้าท่านยึดมั่นและท่าน ธำรงรักษาไว้ซึ่งระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุขจริง ท่านจะต้องไม่ก่อรัฐประหาร ท่านจะต้องไม่ยึดอำนาจและท่านต้องไม่ใช้กำลังทางอาวุธเข้าไป ฉีกรัฐธรรมนูญทิ้งทั้งฉบับ ท่านประธานครับ หลังจากนั้นรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๗ ก็มีมาตราพิเศษอยู่มาตราหนึ่งคือมาตรา ๔๔ มาตรา ๔๔ เขียนเอาไว้คืออะไร หลายท่าน ก็พูดกันไปแล้วหลายครั้งหลายหนต่างกรรมต่างวาระว่ามาตรานี้มันคล้าย ๆ กับมาตรา ๑๗ สมัยท่าน จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ตามธรรมนูญการปกครอง ปี ๒๕๐๒ นั่นก็คือ หัวหน้า คสช. มีอำนาจจะใช้อำนาจไปในลักษณะเป็นในทางนิติบัญญัติก็ได้ บริหารก็ได้ ตุลาการก็ได้ แล้วใช้ไปแล้วก็ให้ถือว่ามันชอบด้วยรัฐธรรมนูญและชอบด้วยกฎหมายทั้งหมด มาตรานี้ หมายถึงอะไร คือถ้าหัวหน้า คสช. ออกคำสั่งตามมาตรา ๔๔ จะทำอะไรก็ได้ครับ ไม่มีข้อจำกัดเลย ไม่มีข้อจำกัดใด ๆ ทั้งสิ้น หัวหน้า คสช. เพียงคนเดียว และเรื่องนี้สำคัญ ตรงไหนครับ ท่านประธาน ผมขออนุญาตที่ประชุมแห่งนี้ลองเปรียบเทียบให้ท่านดู พวกเราเป็นสมาชิกรัฐสภา เราถืออำนาจนิติบัญญัติในการตราพระราชบัญญัติ ท่านประธานครับ เมื่อรัฐสภาให้ความเห็นชอบผ่านร่างพระราชบัญญัติไปแล้ว นายกรัฐมนตรี จะเป็นผู้ทำหน้าที่ทูลเกล้าฯ ให้แก่พระมหากษัตริย์เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธยประกาศ ใช้เป็นกฎหมาย พวกเราซึ่งมาจากการเลือกตั้งของพี่น้องประชาชนเข้ามาใช้อำนาจ นิติบัญญัติ เมื่อเราร่างกฎหมายกันเสร็จแล้วนายกรัฐมนตรีต้องทูลเกล้าฯ ให้พระมหากษัตริย์ ลงพระปรมาภิไธยประกาศใช้เป็นกฎหมาย แต่หัวหน้า คสช. คนเพียง ๑ คน ซึ่งมาจาก การยึดอำนาจ ไม่ได้มาจากเลือกของพี่น้องประชาชนเลย คนเพียง ๑ คนนะครับท่านประธาน กลับสามารถใช้อำนาจตาม มาตรา ๔๔ แล้วออกคำสั่งให้มันมีผลเป็นพระราชบัญญัติก็ได้ เมื่อหัวหน้า คสช. ท่านนี้ลงนามเมื่อไรมีผลทางกฎหมายทันทีนะครับ ไม่จำเป็นต้องทูลเกล้าฯ ให้พระมหากษัตริย์ลงพระปรมาภิไธยประกาศใช้ นี่คือความนัยสำคัญ เท่านั้นยังไม่พอครับ ถ้าพวกเรารัฐสภาแห่งนี้ร่วมกันตราพระราชบัญญัติ และเมื่อพระมหากษัตริย์ลงพระปรมาภิไธย ประกาศใช้แล้ว ยังมีโอกาสว่าถ้าใครเห็นว่ามันขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ เขาอาจจะเกิดเป็น ประเด็นขึ้นในศาลหรือส่งร้องกันไปที่ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา ส่งไปแล้วเพื่อที่จะยื่น คำร้องต่อไปยังศาลรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญยังมีโอกาสวินิจฉัยว่าพระราชบัญญัติ ที่พวกเราตรากันไปนี้ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญได้ แต่หัวหน้า คสช. ถ้าใช้คำสั่งตามมาตรา ๔๔ ออกคำสั่งออกมาให้เป็นเทียบเท่าพระราชบัญญัติ ผลคืออะไรครับ ผลก็คือมันชอบด้วย รัฐธรรมนูญตลอดกาล มันกลายเป็นว่าพระราชบัญญัติที่พวกเราร่างมามีพระมหากษัตริย์ ลงพระปรมาภิไธยประกาศใช้มีโอกาสขัดรัฐธรรมนูญนะครับ แต่ถ้าหัวหน้า คสช. คนเพียงคนเดียวออกคำสั่งให้เทียบเท่าพระราชบัญญัติไม่มีวันขัดรัฐธรรมนูญเลย นี่คือการปกครองแบบไหนกันแน่ เพราะฉะนั้นตัวท่านประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะหัวหน้า คสช. จึงมีพฤติการณ์ที่มีลักษณะที่ฝ่าฝืนไม่ธำรงไว้ซึ่งระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นพระประมุข ทีนี้ครับท่านประธาน เมื่อ พลเอก ประยุทธ์ยึดอำนาจแล้วได้ออก รัฐธรรมนูญชั่วคราว ปี ๒๕๕๗ ขึ้นมาแล้ว ผลต่อมาเป็นอย่างไรครับ ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๗ นั้น เป็นรัฐธรรมนูญชั่วคราวครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของรัฐธรรมนูญชั่วคราวประเทศไทย คือเป็นรัฐธรรมนูญชั่วคราวที่เปิดโอกาสให้มีการแก้รัฐธรรมนูญชั่วคราวได้ ที่ผ่านมาเราบอกว่า รัฐธรรมนูญชั่วคราวใช้แป๊บเดียว ใช้สักพักเดียวต้องมีรัฐธรรมนูญถาวร แต่รัฐธรรมนูญ ชั่วคราวนี้เปิดโอกาสให้แก้ตัวเองได้บ่อย ๆ แล้วก็มีการแก้ แก้เพื่ออะไรครับ แก้เพื่อยืด ระยะเวลาว่ายังทำรัฐธรรมนูญกันไม่เสร็จ ทำมาแล้ว ๑ รอบก็ปรากฏว่าคว่ำกันกลางทาง ตามข่าวก็ปรากฏว่าตัวท่านอดีตประธานคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญชุดแรกท่านบอกเอาไว้ว่า เขาอยากอยู่ยาว คำนี้ทุกท่านก็คงทราบกันดี แล้วในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๗ นั้นก็วางกรอบเอาไว้ว่า เวลาคุณจะทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ซึ่งกลายมาเป็นปี ๒๕๖๐ แบบปัจจุบันต้องเคารพ มาตรา ๓๕ ซึ่งวางกรอบเอาไว้หมดว่าจะเขียนรัฐธรรมนูญแบบใด ถ้าท่านจำกันได้ พอเรา ร่างกันไป ร่างที่ ๑ จบ แต่ว่ามันถูกคว่ำลง ก็มีการตั้งคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ชุดที่ ๒ มีท่านอาจารย์มีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธาน ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน หลังจากนั้น ร่างกันเสร็จก็ผ่าน แต่ปรากฏว่าเวลาผ่านจะต้องไปออกเสียงประชามติ ช่วงท้าย ๆ ทุกท่าน จำได้ไหมครับว่าอยู่ดี ๆ ก็มีประเด็นปัญหาเรื่องคำถามพ่วงเกิดขึ้นมา คำถามพ่วงเกิดขึ้นมาก็เพราะคณะ คสช. ทำความเห็นเข้าไปบอกว่าควรจะต้องมีประเด็น ปัญหาเรื่องคำถามพ่วงนี้ด้วย และคำถามพ่วงที่ว่านี้ทุกวันนี้มันปรากฏกายอยู่ตรงไหนครับ มันคือมาตรา ๒๗๒ นั่นเองที่ให้สมาชิกวุฒิสภามีโอกาสได้เข้ามาลงความเห็นชอบ เลือกนายกรัฐมนตรีในช่วง ๕ ปีแรก ตอนคำถามพ่วงไปออกเสียงลงประชามติ พี่น้องประชาชนก็บอกผมมาตลอดเวลาว่าอ่านแล้วมันไม่เข้าใจ คือมันกากบาท กา ๒ ช่อง ช่องหนึ่งเอาหรือไม่เอารัฐธรรมนูญ อีกช่องหนึ่งเป็นคำถามพ่วง อ่านดูแล้วไม่มีวันเข้าใจได้เลย ทุกวันนี้ผมกลับไปถามตอนรณรงค์หาเสียงบอกตอนที่ไปกาทราบไหมว่าเขาหมายถึงว่า ส.ว. มีโอกาสมาเลือกนายกรัฐมนตรี เขาบอกอ่านอย่างไรก็ไม่เข้าใจนะครับ ดังนั้นผลก็ออกมา นี่ยังไม่นับว่าตอนรณรงค์ประชามติทุกท่านคงทราบกันดีนะครับ เอกสารของฝ่ายรณรงค์ ให้รับนี่เต็มไปหมด มีเสรีภาพในการรณรงค์เต็มไปหมด แต่ฝ่ายที่ไม่รับแทบไม่มี โอกาสรณรงค์เลย เท่านั้นยังไม่พอครับ มีคุกมีตะรางด้วยหลายท่านถูกดำเนินคดีจนวันนี้ ยังถูกดำเนินคดีกันอยู่กับการรณรงค์
ท่านประธานครับ ผมประท้วงครับ
เชิญครับ
ท่านประธานครับ ผมประท้วงท่านสมาชิกที่อภิปรายอยู่นี่ครับ ผม สายัณห์ ยุติธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติที่อภิปรายนะครับ อภิปรายวกวนซ้ำซากครับหยุดได้แล้วครับ
เมื่อสักครู่นี้ผมจับเวลา ท่านแรก ๑๑ นาที ท่านอาจารย์ ๑๕ นาทีแล้ว ขออีก ๒ นาทีนะครับ
โอเค (OK) ครับ พอดีปฏิบัติตามนโยบายของท่านประธานรัฐสภาที่บอกว่าครั้งนี้จะเปิดโอกาส ให้อภิปรายเต็มที่ จริง ๆ ผมยังไม่ได้วนนะครับ แต่ว่าเคารพท่านประธานครับ
อีก ๒ นาทีนะครับ เชิญ
โอเค (OK) นะครับ เดี๋ยวอย่างไรมีท่านสมาชิกท่านอื่น ๆ มาอภิปรายต่อนะครับ ทั้งหลายทั้งปวง ที่ผมพูดไปเพื่อจะยืนยันว่ามีพฤติกรรมต่าง ๆ ที่ขัดกับเรื่องหลักการประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข ผมเน้นย้ำมาถึงตรงนี้เพื่ออะไรครับ เรามาถึงวันนี้ วันที่มีการเลือกตั้งเกิดขึ้นนะครับ เมื่อมีการเลือกตั้งเกิดขึ้นบ้านเมืองกำลังจะกลับเข้าไปสู่ ระบบปกติ แต่ทั้งหลายทั้งปวงที่ผมพูดมากลไกการร่างรัฐธรรมนูญ การมีคำถามพ่วงอะไรต่าง ๆ มันส่อให้เห็นถึงขบวนการในการสืบทอดอำนาจ ท่านครับในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ที่ผ่านมาเวลาคณะรัฐประหารยึดอำนาจแล้วไม่ช้าก็เร็วเขาต้องกลับไปเลือกตั้ง เพราะเรา ปกครองโดยไม่มีรัฐธรรมนูญ ไม่มีเลือกตั้งเป็นไปไม่ได้ แต่บางคณะครองอำนาจไป ๆ มา ๆ แล้วเริ่มติดใจอยากจะสืบทอดอำนาจต่อก็จำเป็นที่จะต้องใช้กลไกต่าง ๆ เข้ามานะครับ ซึ่งรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ มันมีนัยไปในทิศทางนั้นนะครับ ทีนี้ท่านประธานครับในอดีต ที่ผ่านมาเราเคยมีการสืบทอดอำนาจหลายครั้งหลายหน เมื่อปี ๒๕๑๑ เรามีรัฐธรรมนูญ ที่เกิดขึ้นมาได้หลังจากร่างมา ๙ ปีนะครับ สุดท้ายก็เลือกตั้งกันแล้วก็ได้ จอมพล ถนอม กิตติขจร กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีใหม่
อย่าไปพูดเรื่องเก่าเลยนะครับ
ผมจะเท้าความตรงนี้นิดเดียว ท่านให้ผม ๒ นาทีนิดเดียว ท่านประธานครับ พรรคผมเสนอชื่อ บุคคลเป็นนายกรัฐมนตรีด้วยนะครับ ผมยังไม่ได้อภิปรายเลยนะครับท่าน ขออนุญาต นิดเดียวครับ ทีนี้ก่อนหน้านั้นมีความพยายามในการสืบทอดอำนาจเราได้เห็นวีรกรรม ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนมากในเวลานั้นที่พยายามต่อต้านในการสืบทอดอำนาจ พรรคการเมืองพรรคหนึ่งที่ผมประทับใจมาโดยตลอดตั้งแต่เด็กก็คือพรรคประชาธิปัตย์ ได้ต่อสู้ในการสืบทอดอำนาจด้วยในตอนนั้นนะครับ และเช่นเดียวกันตอนปี ๒๕๓๕ พรรคการเมืองหลาย ๆ พรรค วันนั้นผมยังเป็นเด็กยังอยู่ชั้นมัธยม ๒ ผมติดตามข่าวต่าง ๆ นักการเมืองหลายท่าน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหลายคนพยายามช่วยกันยับยั้งในการ สืบทอดอำนาจ ผมเรียนตรงนี้ครับท่านประธาน ณ เวลานี้พวกเรามาจากการเลือกตั้ง ของพี่น้องประชาชน เรามีโอกาสสุดท้ายแล้วครับ โอกาสสุดท้ายจริง ๆ ที่จะร่วมแรงร่วมใจกัน ยุติการสืบทอดอำนาจของหัวหน้า คสช. เสียงก่นความไม่พอใจของพี่น้องประชาชนมีมาก ท่านจะมองเห็นหรือไม่เห็นสุดแท้แต่ แต่มันมีมากจริง ๆ ว่าเขาอยากจะออกไปจากอำนาจ ที่เป็นแบบเดิมนะครับ ดังนั้นอย่าพยายามปล่อยปละละเลยจนมันลื่นไถล แล้วเดี๋ยวมัน จะเกิดเหตุการณ์เหมือนเมื่อพฤษภาคม ๒๕๓๕ ที่สุดท้ายสืบทอดอำนาจสำเร็จนะครับ แล้วพี่น้องประชาชนไม่พอใจ แล้วมันจบด้วยโศกนาฏกรรม ผมคิดว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะที่มาจากการเลือกของประชาชนต้องรับผิดชอบกับประชาชนในจุดนี้ด้วย พวกเรา ยังมีโอกาสหยุดยั้งการสืบทอดอำนาจ กลับมาบริหารบ้านเมืองกันในระบบปกติ แล้วมาว่า กันใหม่ มาเริ่มต้นกันใหม่ครับ แล้วอย่างน้อยที่สุดยับยั้งไม่ให้เหตุการณ์มันบานปลายออกไป ลงบนท้องถนน แล้วจะจบแบบพฤษภาคม ๒๕๓๕ พวกเราจำเป็นต้องช่วยกันครับ
ท่านจบแล้ว ไม่ประท้วง ๑๙ นาทีพอดีแล้วนะครับท่านอาจารย์
จะให้ท่านประท้วงก่อนไหมครับ
เข้าใจแล้ว หยุดยั้งการสืบทอด อำนาจนะครับ
โอเค (OK) นะครับ ถ้าอย่างนั้นผมจะสรุปทิ้งท้ายประโยคเดียวเท่านั้นได้หรือไม่ครับ กระบวนการ สืบทอดอำนาจที่ว่ามาทั้งหมดดำเนินการมาตั้งแต่วันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ กำลังจะ ได้เข้าเส้นชัยในวันนี้แล้ว ดังนั้นแรงสุดท้ายจริง ๆ ผมขอแรงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรช่วยกัน หยุดยั้งครั้งนี้ด้วยการไม่ลงมติเลือก พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี ในส่วนของสมาชิกวุฒิสภาท่านได้รับการแต่งตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภาเรียบร้อยแล้ว ท่านเป็น อิสระจากหัวหน้า คสช. ผู้แต่งตั้งท่านแล้วครับ นี่ก็เป็นโอกาสทองของท่านในการช่วยกัน งดออกเสียง อย่าลงมติให้ความเห็นชอบ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีครับ ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ
เดี๋ยวฟังสมาชิกวุฒิสภาบ้าง ท่านเสรี สุวรรณภานนท์ ท่านอาจารย์ปิยบุตรใช้เวลาไป ๑๙ นาที ท่านเสรีแล้วก็จะมา พันตำรวจโท ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์ เชิญอาจารย์เสรีก่อนนะครับ
กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภา กระผม นายเสรี สุวรรณภานนท์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ต้องกราบเรียนว่าสิ่งที่สภา กำลังพิจารณาอยู่นี้ เป็นเรื่องการพิจารณาในส่วนคุณสมบัติความเหมาะสมของผู้ที่จะได้รับ การเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งมีชื่ออยู่ ๒ ท่านในขณะนี้ ซึ่งผมเห็นด้วยกับท่านสมาชิก ที่เพิ่งอภิปรายไปเมื่อสักครู่ว่าการที่จะพิจารณาจากบุคคลที่สมควรจะเป็นนายกรัฐมนตรี หรือไม่นั้น เราก็ควรที่จะต้องมาเปรียบเทียบมาพิจารณาดู แต่การเปรียบเทียบพิจารณาดู ดังกล่าวนั้น ควรจะเปรียบเทียบไปพร้อม ๆ กัน ว่าท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ว่าท่านธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ที่รับการเสนอชื่อของพรรคการเมืองดังกล่าวนั้นมีคุณสมบัติ เหมาะสมที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยว่าใครเหมาะสมกว่ากัน แต่สิ่งหนึ่งที่ต้อง กราบเรียนก่อนว่าสมาชิกวุฒิสภาทุกท่านที่เข้ามามีอิสระครับ ไม่ได้มีสิ่งใดที่จะต้องมาตอบ แทนใครอย่างที่เมื่อสักครู่ท่านสมาชิกได้อภิปรายไป เราจะพิจารณาเรื่องนี้ด้วยเหตุผล เราจะพิจารณาเรื่องเหล่านี้ด้วยข้อมูล ซึ่งในสถานการณ์บ้านเมืองที่ผ่านมาเมื่อท่านสมาชิก ได้กรุณาพูดถึงว่า ท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นั้น ขาดคุณสมบัติในเรื่องจริยธรรม ไม่เหมาะสมที่จะเป็นนายกรัฐมนตรี เพราะว่ามาในช่วงหรือมาโดยวิธีการรัฐประหาร ในช่วงเวลาที่ผ่านมา ผมก็ต้อง ดูข้อมูลครับท่านประธาน ผมจะเชื่อตามท่านหรือไม่ผมคิดว่า ท่านพูดโดยข้อมูลของท่าน แต่สิ่งที่มันเกิดปัญหาขึ้นในประเทศไทย ในบ้านเมืองไทย ในช่วงเวลาที่ผ่านมา เราผ่านเหตุการณ์ในบ้านเมืองมามากมาย ไม่ใช่จู่ ๆ จะมีการรัฐประหาร เกิดขึ้นในวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๒๗ ไม่ใช่จู่ ๆ ก็มีทหารเข้ามายึดอำนาจ ในช่วงเวลา ดังกล่าวนั้นประเทศบ้านเมืองวิกฤตครับท่านประธาน ผมอยู่ในเหตุการณ์นั้นตลอดเวลา บ้านเมืองมีความแตกแยก บ้านเมืองมีความอลหม่าน มีการชุมนุมกัน แบ่งฝักแบ่งฝ่าย ประชาชนออกมาสู้รบประหัตประหารซึ่งกันและกัน ความผาสุกของพี่น้องประชาชน ในช่วงเวลาดังกล่าวนั้นได้รับความเดือดร้อนอย่างแสนสาหัส ผมไม่ได้สนับสนุนว่า ประเทศไทยนั้นควรจะต้องมีการทำรัฐประหาร แต่เหตุการณ์ที่มันเกิดขึ้น เราต้องพูดในเรื่องที่มันเป็นความจริงครับ ต้องพูดให้สาธารณชน ได้รับทราบว่าปัญหาบ้านเมืองที่ผ่านมานั้น ไม่ได้เกิดจากการปฏิวัติรัฐประหาร แต่มันเป็น ปัญหาที่เกิดขึ้นจากฝ่ายการเมืองพวกเรากันเอง สู้รบกันเองจนบ้านเมืองวิกฤตแทบจะเป็น กลียุคอลหม่านไปหมด ปิดถนนกันเป็นปี ๆ ลามไปยังต่างจังหวัด มีการเผาบ้านเผาเมือง เพราะฉะนั้นสถานการณ์เหตุการณ์อย่างนี้เป็นวิกฤตที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองไทย คนในครอบครัวเดียวกันแบ่งออกเป็นฝักเป็นฝ่าย คนในครอบครัวเดียวกันยังทะเลาะกันเอง สิ่งที่มันเกิดขึ้นในบ้านเมืองไทย
ขออนุญาตครับ มีผู้ประท้วงครับ
ขออนุญาตท่านประธานครับ ท่านประธานที่เคารพ ผม นายคารม พลพรกลาง สมาชิก สภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ จากจังหวัดร้อยเอ็ด ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ต้องขออนุญาตที่จะประท้วงสมาชิกที่กำลังอภิปราย ท่าน เป็น ส.ว. เป็นสมาชิกวุฒิสภา เป็นเรียบร้อยแล้ว วันนี้ยกมือออกมาจากบ้านจนถึงวันนี้ ท่านก็เลือก พลเอก ประยุทธ์ไม่ต้องมาตีฝีปากสอนนักการเมืองนะครับ ผมในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ในฐานะ ส.ส. ท่านสมาชิกท่านนี้ก่อนมาวันนี้เราเคารพในวิธีชอบ ท่านชอบ รัฐประหาร ท่านชอบไป ท่านไม่มีหน้าที่มาบังคับ มาเสี้ยมสอน มาสั่งสอนพวกผม ท่านประธานครับ ขออนุญาตนะครับ ผมประท้วง ผมใช้สิทธิในการที่จะชี้แจงคำพูดของท่าน เผาบ้านเผาเมือง ท่านเป็นทนายความ คำพิพากษาศาลฎีกา ท่านก็รับรู้ อย่ามาตีกิน อย่ามาใช้ความเก๋าทางการเมืองที่รับใช้อำนาจที่ท่านชอบ ไม่มีใครกลัวใครหรอก ถ้าอยู่ ในสภาแห่งนี้ ผมคือคนหนึ่งที่เห็นว่า ขออนุญาตครับ ผมนิดเดียว แล้วหยุดแล้วท่าน ไม่ต้องเตือน ผมมีระเบียบผมขออนุญาตประท้วงให้สมาชิกรัฐสภาท่านนี้อยู่ในประเด็นว่า คุณประยุทธ์ไม่ควรจะได้รับการยกมือสนับสนุนจากสภาแห่งนี้อย่างไร คุณธนาธรไม่ควรได้รับ การสนับสนุนอย่างไรในทัศนคติของท่าน ขอบคุณท่านประธานครับ
เมื่อสักครู่ผมฟังก็ยังไม่ได้ ไปวินิจฉัย และยังไม่ได้ไปกระทบหรือว่าบุคคลใด รู้สึกเป็นเรื่องทางประวัติศาสตร์ แต่อย่างไรก็ตามเพื่อรักษาบรรยากาศขอความกรุณา อาจารย์เสรีก็เอาเข้าประเด็นว่า ท่านประยุทธ์เหมาะสมอย่างไร หรือจะกล่าวถึงท่านธนาธรด้วยหรือไม่ก็แล้วแต่ เอาเข้าประเด็น อันนี้ก็ห้ามพูดจาวนเวียนซ้ำซาก ห้ามไปแสดงกริยาใช้วาจาไม่สุภาพ ใส่ร้ายหรือเสียดสีบุคคลใด ก็ใกล้เข้าไปแต่ยังไม่ตรง ท่านเสรีเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม เสรี สุวรรณภานนท์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา สิ่งที่ผมอภิปรายไป ก็เป็นการ อภิปรายในเนื้อหา เป็นการอภิปรายจากสิ่งที่ท่านสมาชิกพรรคอนาคตใหม่ได้อภิปราย ไปก่อนหน้าผม ผมไม่ได้นอกเรื่องนอกประเด็นเลยครับ และผมพูดถึงเผาบ้านเผาเมือง ผมก็ไม่ได้เอ่ยชื่อใคร ผมบอกมันเป็นสถานการณ์ของประเทศ และท่านมาเดือดร้อนทำอะไร
ไปต่อเลยครับ ไปต่อเลย
กำลังต่อท่านประธาน
ไปต่อเลย ต่อจาก เมื่อสักครู่นี้
กำลังต่อเลยครับ ผมกำลังบอกว่าท่านมาเดือดร้อนเรื่องอะไร ในเมื่อผมพูดถึงเผาบ้านเผาเมือง ท่านมารับ สารภาพทำไม
อันนี้ไปใหญ่แล้ว
(นายคารม พลพรกลาง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ได้ยืน และยกมือขึ้น)
ไม่ต้องประท้วง ผมวินิจฉัยให้เลย อย่าไปว่าเสียดสีเขา
ขออนุญาตนิดเดียว ผมเสียหายครับท่านประธาน ผมขอนิดเดียว ผมเสียหายครับ
ผมวินิจฉัยให้แล้ว ท่านเสียหาย
ท่านประธานที่เคารพ ผม นายคารม พลพรกลาง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคอนาคตใหม่ จากจังหวัดร้อยเอ็ด ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านเป็นทนายความ ท่านที่กำลังอภิปราย ท่านพูดลอย ๆ เผาบ้านเผาเมือง พูดในสถานการณ์อย่างไร พูดเรื่องอะไร ทำไมจะไม่รู้ บางอย่าง มันไม่ต้องบอกเรื่องจริงหรอกครับ คือตีกินพวกผมทั้งนั้น เพราะฉะนั้นคือความเสียหาย เพราะฉะนั้นให้ท่านประธานกำชับในการอภิปราย ผมยินดีที่จะรับฟังครับ แต่ว่าอย่าให้มัน เกินเลย ขอบคุณท่านประธานครับ
ผมขอวินิจฉัย อย่าโต้เถียงกันเลยเสียเวลา เมื่อสักครู่ตอนแรกผมก็บอกว่าท่านเสรีท่านกล่าวถึง ประวัติศาสตร์เผาบ้านเผาเมือง ท่านไม่ได้ว่าใคร พอว่าอย่างนั้นเข้าท่านเสรีก็เลยไปว่า ก็เลยเกิดเรื่อง ว่าไปเรื่อย ๆ ท่านพลเอก ประยุทธ์ดีอย่างไร หรือใครไม่ดีอย่างไรก็ต้องระวัง ถ้าไปกล่าวถึงท่านสมาชิกด้วยกัน ท่านก็ประท้วงแน่ ท่านเสรีเดินหน้าต่อเลยครับ เดี๋ยวหมดเวลา
แต่เป็นห่วง ท่านคารมครับท่านประธาน
ไม่ต้องห่วง
ท่านยังมาพูดถึงว่า พอผมอภิปรายเสร็จบอกผมเป็นทนายความย้ำแล้วย้ำอีก
ไม่เสียหาย ๆ เป็นทนายความ เป็นอาชีพที่มีเกียรติ
เปล่า เขาจะหาว่า เอาทนายความมาใช้ เดี๋ยวท่านออกไปข้างนอกจะเจอทนายความทั่วประเทศ
เดี๋ยวมีทนายความ อีกหลายคนยุ่งครับ ท่านเสรีขอความกรุณาเดินหน้าต่อ
ท่านคารมครับ
ขออนุญาตครับ ท่านประธานครับ ประท้วงนิดเดียวผมไม่ประท้วงอีกแล้วครับ ท่านประธาน ที่เคารพ ผม นายคารม พลพรกลาง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคอนาคตใหม่ ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา โดยปกติคุยกันที่พรรคอนาคตใหม่มา เราไม่ประท้วงแบบนี้หรอกครับ แล้วเรา จะไม่ทำให้ภาพพจน์สภานี้แบบเดิม ๆ แต่ที่นั่งอยู่ฟังไม่ได้ ต้องยอมรับว่าท่านอาวุโสกว่าผม ผมพูดที่เป็นทนายความพูดในเชิงว่าเขารู้คดีที่ท่านพูดคือคดีอะไร แต่ไม่อยากให้ท่านพูด คนที่เขาเสียหายที่เขาได้รับการพิสูจน์โดยคำพิพากษาศาลฎีกานี่เขาบริสุทธิ์ ยังมาพูดอีก อันนี้ผมถึงมาบอกว่าทนายความที่ดีไม่ทำอย่างนี้ครับ
โอเค (OK) ไม่พูดถึงเรื่อง ทนายความแล้ว ห้ามพูด
อย่างนั้น ก็ไม่พูด ผมขออนุญาต
ท่านเสรีเดินหน้าต่อ เมื่อสักครู่นี้ฟัง
ผมขออนุญาตให้ไม่ซ้ำซาก แล้วก็ไม่เสียดสี อันนี้เสียดสีชัดเจนเลยครับ ท่านประธาน กำชับด้วย
ผมวินิจฉัยไปแล้วว่าเสียดสี ท่านเสรีเดินหน้าต่อ แล้วก็พูดไปถึงว่าการที่ท่าน พลเอก ประยุทธ์มาเกี่ยวข้องนี่ดีไม่ดีอย่างไร ท่านว่าไปตามเรื่อง
ขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ แต่สักครู่ท่านบอกว่าทนายความที่ดีไม่พูดแบบนี้ ก็แสดงว่าผมไม่ดี เพราะฉะนั้นผมยังไม่ได้ว่าอะไรท่านสักคำเดียว ท่านว่าผมฉอด ฉอด ฉอด ท่านประธานครับ ผมต้องกราบเรียนว่าสิ่งที่ผมได้อภิปรายไปนั้นเป็นข้อเท็จจริงว่าที่ท่านกล่าวหาว่าคนที่ผม จะสนับสนุนนี่นะครับ ผมยอมรับครับผมสนับสนุนท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี แต่ในเมื่อท่านอภิปรายว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่เหมาะสม อย่างไรก็เป็นสิทธิของผม ที่ผมจะบอกว่าท่าน พลเอก ประยุทธ์เหมาะสมอย่างไร แล้วสิ่งที่ ท่านกล่าวหามานั้นท่าน พลเอก ประยุทธ์ท่านก็อยู่ข้างนอก ท่านไม่ได้มาอธิบายชี้แจง เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมอภิปรายผมก็อยากให้สมาชิกท่านอื่นสนับสนุนผม ถ้าผมไม่อธิบาย ไม่ชี้แจง ท่านสมาชิกท่านอื่นเข้าใจผิดก็ไม่ลงคะแนนให้ สิ่งที่ผมตั้งใจก็จะไม่ได้รับ การตอบสนอง เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมอภิปรายอยู่ในขอบเขตของสิ่งที่เราได้พูดหารือกัน แล้วก็พิจารณากันอยู่ในขณะนี้ ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานต่อว่า สิ่งที่บอกว่าท่าน พลเอก ประยุทธ์ได้กระทำผิดจริยธรรมนั้น ท่านไม่ได้กระทำผิด อะไรเลย สิ่งที่ท่านได้ทำหน้าที่ในช่วงเวลาที่ผ่านมานั้นเป็นเรื่องการแก้ไขปัญหาวิกฤต ของประเทศ ไม่ได้มีเจตนาหรือกระทำการใด ๆ ที่ต้องการปฏิวัติรัฐประหาร ซึ่งทุกคนก็มี ความคิดเห็นแบบนั้นและต้องการแบบนั้น แต่มันเกิดจากปัจจัยของประเทศที่อยู่ในสภาพบังคับ ก่อให้เกิดเรื่องเหล่านั้น ท่านประธานครับ สิ่งที่ท่านสมาชิกได้อภิปรายไปว่าจะมา มีการสืบทอดอำนาจนั้น ก็ต้องทำความเข้าใจว่าสมาชิกวุฒิสภา แม้ว่าจะได้รับการเลือกจากคณะ คสช. ก็เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ เป็นไปตามกระบวนการ ที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ ท่านจะชอบรัฐธรรมนูญ ไม่ชอบหรือว่ารัฐธรรมนูญไม่ถูกใจท่าน อย่างไร แต่รัฐธรรมนูญก็เป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศที่ทุกคนต้องปฏิบัติ และท่านสมาชิก ทั้งหลายที่เข้ามานั่งในสภาแห่งนี้ได้ ท่านไม่ชอบรัฐธรรมนูญ แต่ท่านก็เข้ามาตามรัฐธรรมนูญ ดังนั้นกระบวนการที่มันเกิดขึ้นหลังจากมีการเลือกตั้งแล้วเราก็จะมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มีสมาชิกวุฒิสภา รัฐธรรมนูญบอกว่าให้ ส.ว. ต้องทำหน้าที่ลงคะแนนเลือกนายกรัฐมนตรีด้วย เพราะฉะนั้นกระบวนการเหล่านี้ก็เป็นกระบวนการที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ไม่ใช่เรื่อง การสืบทอดอำนาจ เพราะบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีนั้นผ่านกระบวนการ ของพรรคการเมืองที่พรรคการเมืองเสนอชื่อเป็นบัญชีพรรคการเมืองที่มีรายชื่อนายกรัฐมนตรี กำหนดไว้ นี่สืบทอดอำนาจอะไรครับ ไม่มีเลยครับท่านประธาน ดังนั้นกระบวนการทั้งหลายเหล่านี้ ถือว่าเป็นกระบวนการตามรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่เรื่องของการสืบทอดอำนาจที่ท่านพยายาม ยัดเยียดมาให้ ท่านพยายามป้ายสีมาตลอดว่าเราเป็น ส.ว. พยายามที่จะเข้ามา สืบทอดอำนาจด้วย ไม่ใช่ครับ ดังนั้นถ้าในช่วงเวลาที่ผ่านมาเราถูกกระบวนการถูกป้ายสี มาตลอด มีฝ่ายประชาธิปไตย มีฝ่ายเผด็จการ แล้วก็เรียกตัวกันเองเป็นฝ่ายนั้นฝ่ายนี้ แต่ในช่วงเผด็จการ ๕ ปีที่ผ่านมาในช่วงเราแก้วิกฤตแก้ปัญหาประเทศนั้นประชาชน ถามหน่อยครับ ประชาชนไม่มีเสรีภาพตรงไหน ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพใช้ชีวิตตามปกติ ได้ทั่ว ๆ ไปอย่างปกติสุขครับ คงมีจำกัดในเรื่องทางการเมืองส่วนหนึ่งที่เป็นปัญหาของ ประเทศถูกจำกัดไว้ตรงนั้นเท่านั้น แต่พี่น้องประชาชนทั่วไปลองไปถามครับ เขามีความ พึงพอใจหรือไม่ที่บ้านเมืองสงบเรียบร้อย มีครับ ดังนั้นนี่คือเป็นเหตุการณ์ความเหมาะสม ของคนที่แก้ปัญหาบ้านเมืองที่ผ่านมา เหมาะสมที่จะเข้ามาทำหน้าที่นายกรัฐมนตรีคนต่อไป
ท่านประธานครับ ในส่วนคุณสมบัติถ้าจะว่าไปแล้วผมก็พยายามเปรียบเทียบ ผมไม่ใช่มองด้านเดียวครับ ถ้าผมจะเชียร์ท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีผมก็ไม่ได้มองด้านเดียว ก็มองในส่วนที่ท่านวิพากษ์วิจารณ์ ในส่วนความเห็นต่าง ๆ ที่ไม่เห็นด้วย แต่ในขณะเดียวกันถ้าจะพิจารณาในส่วน ของท่านหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ถามว่าผมให้ความสนใจไหม ผมให้ความสนใจโดยตลอด ผมพยายามติดตามว่าปัญหาที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นบ้าง และโดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านได้รับการเสนชอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีในครั้งนี้ผมก็ต้องมา เปรียบเทียบครับ ผมต้องมาดูข้อมูลว่าเหมาะสมหรือไม่ที่ท่านจะเป็นนายกรัฐมนตรี ท่านประธานเชื่อหรือไม่ครับ ผมได้พิจารณาจากข้อมูลเอกสารทั้งหลาย แต่ผมไม่ได้พูดถึง ตัวบุคคลต้องกราบเรียนเลยนะครับ ผมไม่ได้พูดถึงท่านสมาชิกหรือท่าน ส.ส. พรรคอนาคตใหม่ ไม่ได้พูดถึงนะครับ แต่จะพูดถึงท่านหัวหน้าพรรคที่ได้รับการเสนอชื่อเข้ามา ท่านเข้ามาในพรรคอนาคตใหม่ซึ่งเป็นหัวหน้าพรรค ผมก็ต้องไปดูว่าพรรคอนาคตใหม่ เหมาะสมหรือไม่ที่จะมีผู้นำเป็นนายกรัฐมนตรี แต่น่าตกใจครับท่านประธาน ผมได้ไปดู ข้อบังคับพรรคทุกพรรคการเมือง ในข้อบังคับของพรรคอนาคตใหม่ไม่มีข้อความ ในเรื่องเมื่อพูดถึงประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขแม้สักคำเดียว แต่พรรคอื่นมีหมดครับ พรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ พรรคภูมิใจไทย พรรคชาติไทยพัฒนา ทุกพรรคครับ มีข้อความเหล่านี้ครับท่านประธาน ถามว่าทำไมผมให้ความสำคัญตรงนี้ ในเมื่อถ้าไม่มี ผมก็ไม่ไว้ใจครับท่านประธาน ผมไม่ไว้ใจว่าคนจะเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ในข้อบังคับพรรค ของท่านซึ่งเป็นหัวหน้าพรรคไม่มีเรื่องเหล่านี้ ผมก็เลยเลือกไม่ได้อย่างไรครับ มันเป็นเหตุผล ว่าทำไมผมถึงเลือกท่านไม่ได้ ท่านอาจจะเป็นคนรุ่นใหม่ ท่านอาจจะมีความคิดใหม่ ๆ ดูแล้ว เหมาะสมกับการที่จะได้คนรุ่นใหม่เข้ามาบริหารประเทศ แต่พอมาติดด้วยข้อบังคับพรรค อยากให้ท่านไปปรับปรุงไปแก้ไข แล้วข้อบังคับตรงนี้ขัดกับ พ.ร.บ. พรรคการเมือง มาตรา ๑๔ ด้วย ท่านช่วยกรุณาไปดูว่าในมาตราดังกล่าวเขาเขียนว่าอย่างไร นี่คือข้อที่ ๑ ที่ผมไม่เห็นด้วยจะให้ท่านเป็นนายกรัฐมนตรี
ข้อที่ ๒ ถ้าเราเปรียบเทียบระหว่างหัวหน้าพรรคท่านธนาธร กับท่าน พลเอก ประยุทธ์ ถ้าเปรียบเทียบดูผลงานที่ผ่านมาประสบการณ์ทางการบริหารประเทศ บ้านเมืองที่ผ่านมามีความเหมาะสมมากน้อยแค่ไหน ด้วยอาจจะเป็นครั้งแรกที่ท่านเข้ามาใน วงการเมือง ซึ่งไม่ใช่เรื่องเสียหาย ผลงานท่านอาจจะน้อย หรือแทบจะไม่เห็น แต่ถ้าเทียบแล้ว พลเอก ประยุทธ์ผ่านกระบวนการแก้ปัญหาบ้านเมือง แก้ปัญหาประเทศมาตลอด ๕ ปี ที่ผ่านมา เพราะฉะนั้นผมก็เห็นความแตกต่างว่าผลงานที่ผ่านมาเป็นเครื่องกฎหมายว่าแก้ไข ปัญหาอะไรบ้าง ผมไม่มาแถลงเรื่องผลงานท่านนะครับ ผมจะยกตัวอย่างให้เห็นว่าเท่าที่ผม พบมานี่แก้ปัญหาประมง การบิน รถไฟ บุกรุกป่า รถไฟฟ้าที่ท่านกรณิศ เมื่อสักครู่นี้ท่านพูดถึง อันนี้เป็นผลงาน ผมคิดว่ามันเป็นข้อเปรียบเทียบได้ว่าทำไมผมต้องเลือกท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ความแตกต่างในเรื่องประสบการณ์การทำงาน การแก้ปัญหาบ้านเมืองผ่านมา ก็ดีกว่านะครับ
ข้อที่ ๓ มีการพูดถึงคุณสมบัติว่าท่าน พลเอก ประยุทธ์เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ สมาชิกหลายท่านก็อภิปรายว่าขาดคุณสมบัติ ว่าเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๙๘ (๑๕) หรืออย่างไรนี่ครับ ถ้าจำไม่ผิด เพราะฉะนั้นสิ่งที่เอ่ยถึง ในเรื่องเหล่านี้เราต้องไปดูว่ารัฐธรรมนูญเขียนไว้ว่าอย่างไร คำว่า เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ มันมี เยอะแยะไปหมดท่านประธานครับ มันมีทั้งเจ้าพนักงานที่ท่านยกคำพิพากษาศาลฎีกาขึ้นมา มันมีเจ้าหน้าที่อีกระดับ ลูกจ้าง พนักงานมีเยอะแยะไปหมดครับ แต่มาตรา ๙๘ ของรัฐธรรมนูญ เขาบัญญัติในเรื่องอะไรครับ มาตรา ๙๘ ของรัฐธรรมนูญเขาบัญญัติในเรื่องคุณสมบัติจะเป็น ส.ส. ส.ว. แล้วความเป็นนายกรัฐมนตรี เขาเอาคุณสมบัตินี้ไปใช้ด้วย เพราะฉะนั้นเขาก็จำกัด เอาไว้ว่าคุณสมบัติคนที่เป็นนายกรัฐมนตรีนั้นมีอะไรได้บ้าง ซึ่งมีเยอะแยะ แล้วพอมาพูดถึง เป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ ตรงไหนที่เป็นข้อจำกัด เขาก็จะเขียนเอาไว้ในมาตรา ๙๘ (๑๕) คือไม่ได้ตีความหมายทำให้สังคมเข้าใจผิดไปทั้งประเทศว่าความเป็นนายกรัฐมนตรี เป็นเจ้าพนักงานแล้วเป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ มันเป็นครับ ไม่ใช่ไม่เป็น เป็นครับ แต่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ เป็นเจ้าหน้าที่อื่นตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๙๘ (๑๕) หรือเปล่า ตรงนี้คือประเด็นครับท่านประธาน พอไปพูดว่าเป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐมันเหมือนกับเอา กำปั้นทุบดิน พอพูดไปปั๊บมันก็เป็น แต่เป็นแล้วเป็นข้อห้ามในการจะดำรงตำแหน่งหรือไม่ นี่คือประเด็น นี่คือปัญหา เพราะฉะนั้นถ้าท่านไปตีความเป็นเจ้าหน้าของรัฐมันก็ใช่ครับ แต่มันเป็นปัญหาที่จะไม่ให้ ดำรงตำแหน่งเป็น ส.ส. ส.ว. หรือรัฐมนตรีหรือไม่ มันเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ดังนั้นคำว่า เจ้าหน้าที่อื่น ของรัฐ ที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยไว้ในคำวินิจฉัย ที่ ๕/๒๕๔๓ นะครับ
ท่านเสรีครับ
ครับ
ท่านกำลังจะทำลายสถิติ ตั้งแต่ผมนั่งมา ฉะนั้นให้อีก ๒ นาทีครับ
คือกราบเรียน ท่านประธานอย่างนี้ครับ ผมไม่แย้งท่านประธานนะครับ แต่ผมว่าเวลาเป็นสิ่งที่เหมาะสม จะกำหนด แต่สาระคือสิ่งที่อยากให้ท่านประธานพิจารณา ผมอาจจะพูดเกินเลยไป
ว่ามาเลยดีกว่า สัก ๒-๓ นาที
แต่กรุณาฟังว่าสิ่งที่ผม พูดนั้นเป็นสาระอยู่หรือเปล่า ถ้าผมวกวน ซ้ำซาก พูดเรื่องเก่า ขอให้ท่านประธานตัดผม ได้เลย แต่ถ้าผมยังอยู่ในเนื้อหาสาระสำคัญของจะต้องตัดสินใจนะครับ
ตอนนี้จะฟังเรื่องว่าที่ท่าน กำลังชี้แจงให้จบ
ท่านประธานครับ ส.ว. เราเพิ่งจะพูดคนเดียว แล้วพรรคอื่นไปแล้วพรรคละ ๒-๓ คน ผมอยากให้ท่านประธาน ใช้ดุลยพินิจว่า ส.ว. ถ้าจะมากกว่าคนอื่น ก็ไม่ใช่มาเพราะเป็นเรื่องของพรรคเสนอมาหลายคน อยากจะฝากตรงนี้ กราบขอบพระคุณล่วงหน้านะครับ ท่านประธานครับ เมื่อสักครู่พูดถึง ท่านประธานมาเบรก (Break) ผมให้ผมลืมเลย
ไม่ได้เบรก (Breake) พูดได้ต่อ เรื่องคุณสมบัตินะครับ
ช้าตรงนี้ละครับ ท่านประธาน
คำพิพากษาศาลฎีกานะครับ
ผมกำลังจะบอกว่า เรื่องของท่าน พลเอก ประยุทธ์ที่บอกขาดคุณสมบัติเป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ ไม่ได้ขาด มีคุณสมบัติจะเป็นได้ ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ แต่อย่าไปตีความเรื่องเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ ในเรื่องอื่น ๆ มาเทียบเคียงหรือมาใช้เพราะเป็นคนละเรื่อง เพราะฉะนั้นคุณสมบัติของ ท่าน พลเอก ประยุทธ์ไม่ได้ทำผิดรัฐธรรมนูญอะไรเลย ผมดูแล้วผมถึงได้ตัดสินใจเลือก แต่ของท่านธนาธร ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดต่อรัฐธรรมนูญ ขาดคุณสมบัติผู้สมัครจะเป็น ส.ส. ขาดคุณสมบัติครับท่านประธาน แล้วเรื่องเหล่านี้ กกต. ก็รับไปพิจารณา กกต. พิจารณาแล้วเห็นว่ามีมูล มีความผิด ก็ส่งศาลรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญก็ได้วินิจฉัยในเบื้องต้นรับคดีไว้ แล้วก็สั่งห้ามปฏิบัติหน้าที่ เพราะฉะนั้น คุณสมบัติของบุคคลทั้ง ๒ ท่านนี้แตกต่างกันเลยครับท่านประธาน ส่วนข้อที่วินิจฉัย ถึงแม้ว่าศาลรัฐธรรมนูญจะอยู่ระหว่างพิจารณาแต่ให้การปฏิบัติหน้าที่นั้นเป็นคุณสมบัติอย่างหนึ่ง ที่ห้ามเป็นนายกรัฐมนตรี เพราะฉะนั้นคุณธนาธรจะมีน้ำหนักมากกว่าที่จะไม่เหมาะสม ผมยังไม่ได้วินิจฉัยว่าขาดคุณสมบัติหรือไม่ แต่ถ้าพูดถึงกับสิ่งที่เป็นคดีเกิดขึ้น ท่านหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่มีข้อด่างพร้อยมากกว่า และโดยเฉพาะอย่างยิ่งครับ ท่านประธาน เรื่องคุณสมบัติของท่าน พลเอก ประยุทธ์ได้มีบุคคลไปเสนอที่คณะ
เดี๋ยวครับ มีท่านจิรายุประท้วง เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม จิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมว่าท่านประธานต้องดูข้อบังคับ ข้อ ๕ ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา คือท่านประธานได้กรุณามากแล้ว นี่เลยไป ๒๐ นาที ทีคนอื่นท่านประธานบอกว่า ๑๐ นาที ๑๕ นาทีไม่เกิน ผมว่าท่านประธานต้องควบคุม การประชุมรัฐสภาตามข้อบังคับ ข้อ ๕ ให้ผู้ที่อภิปรายได้ยุติการอภิปรายได้แล้วครับ เพราะว่าถ้าอภิปรายไปเดี๋ยวจะยาว เพราะตอนนี้ก็เริ่มพาดแล้วครับ อีกสักครู่จะพิงแล้วครับ ท่านประธานครับ
คือผมดูสถิติแล้วสูงขึ้น เรื่อย ๆ เลยตั้งแต่ผมมา ดังนั้นก็ขอให้ท่านสรุปได้แล้วนะครับ
ท่านประธานครับ หักเวลาของท่านจิรายุมาพูดเวลาของผมด้วยนะครับ
นั่นแหละ ท่านพูดจบดีกว่า อย่าไปเถียงกับเขาสรุปเลย
ขอบพระคุณ ท่านประธานครับ ผมว่าสิ่งที่ผมพูดบางทีแสลง พอพูดไปเยอะ ๆ เข้า ทนฟังไม่ไหวครับ แล้วมันเป็นเทคนิคครับ ท่านประธาน
เชิญท่านต่อ เดี๋ยวเขา ประท้วงผมอีก
มันเป็นเทคนิค ทำให้ผมกำลังพูดแบบลื่นไหลสะดุดครับ
ลื่นไหลแล้วตอนนี้ ท่านจิรายุขอร้อง
แล้วผมก็มาคิดอีกว่า ผมพูดอะไรไปถึงตรงไหนอีก แล้วผมก็มาเริ่มใหม่อีก
ไม่ต้องเริ่มแล้ว ท่านจิรายุ ว่าอย่างไร เชิญครับ
ท่านประธานครับ จิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกรัฐสภา ผมว่าท่านประธานให้โอกาสท่านเสรี มากเลยนะครับ คือท่านจะชอบเผด็จการ ท่านจะมาด้วยวิธีพิเศษ ไม่ได้มาแบบพวกผม ก็แล้วแต่ท่านนะครับ
ทีนี้ท่านไปว่าเขาอีกแล้ว มันก็ยุ่งเข้าไปอีกครับ
ไม่ได้ว่า ท่านประธานครับ
ว่าเขาครับ
ก็ท่าน มาแบบวิธีพิเศษจริง ๆ ครับ ก็พวกผมต้องไปหาเสียงลงพื้นที่ท่านประธาน ผมก็มาตามวิธี การเลือกตั้ง เพราะฉะนั้นท่านประธานต้องควบคุมตามข้อบังคับ ข้อ ๕ ถ้าท่านประธาน ไม่ควบคุม ผมก็ประท้วงอย่างนี้ละครับ
ท่านจิรายุก็ถอนเรื่อง เผด็จการเสีย เขาไม่ได้เผด็จการอะไร และให้เขาจบใน ๑ นาที ท่านเสรีขอ ๑ นาที ผมดูแล้ว
ท่านประธานครับ ท่านหยุดเวลาไว้ก่อนเลยครับ เพราะว่าจะต้องให้สิทธิผมในการที่จะต้องชี้แจง ซึ่งพาดพิง ผมเสียหาย
อย่างนั้นเพิ่มให้ ๒ นาที
ท่านเป็นผู้ทรงเกียรติ
พอแล้ว ๆ อย่าไป โต้เถียงกัน ๒ นาที
เปล่าครับ ผมพูด กับท่านประธานครับ ผมไม่พูดกับเขาหรอกครับ
ต้องพูดกับผมอยู่แล้ว ตามกฎนะครับ ตามข้อบังคับ
ผมกำลังกราบเรียน ท่านประธานผ่านไปว่าสิ่งที่ท่านกล่าวหาผมว่านิยมเผด็จการ ผมนิยมเผด็จการประชาธิปไตย แต่ไม่ได้นิยมพวกประชาธิปไตยจอมปลอมครับท่านประธาน
ไปกันใหญ่แล้วนะครับ ไม่ต้องประท้วง เพราะประท้วงเขาเหมือนประท้วงผม เดี๋ยวผมขอจัดการนะครับ ท่านขอความกรุณา
เวลาเขาว่าผม ผมไม่เห็นว่าอะไรเขาเลย ท่านประธานไม่เห็นว่าเขาเลย
ผมขอร้องเขา เชิญท่านครับ ประท้วง
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ผมประท้วงท่านประธานตามข้อบังคับ ข้อ ๘ ท่านให้สิทธิพิเศษ แก่ท่านนี้ ท่านเสรี ด้วยเหตุผลอันใด ๒๓ นาที มันมีสิทธิพิเศษอะไรครับ ทุกคน ที่พูดมาก็ ๑๐ นาที ไม่สามารถที่จะมอบให้กันได้ ถ้าผมมอบได้ผมก็จะมอบให้ผู้อภิปรายของ พรรคผมคนละ ๕ นาที รวมเป็น ๑ ชั่วโมง ท่านยอมหรือท่านประธาน
เอาละครับ แค่นี้เด็ดขาด
ไม่มีสิทธิ พิเศษใด ๆ นะครับ
ไม่มีสิทธิพิเศษ จบได้ใน ๑ นาทีท่านเสรีครับ
ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ
จบนะครับ ไม่อย่างนั้น ผมปิดไมโครโฟนนะครับ ขอประทานโทษท่านเสรีครับ
ขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ นึกไม่ออกครับท่านประธาน ท่านประธานครับ ในเรื่องของคุณสมบัติ ผมขอเวลาสั้น ๆ ในเรื่องของคุณสมบัติที่ผ่านมาผมก็พิจารณา นอกจากผมได้อภิปรายไปแล้ว พลเอก ประยุทธ์ไม่มีเรื่องทุจริตคอร์รัปชันเหมาะสมจะเป็น ส่วนคุณธนาธรนั้นก็มีเรื่องที่เกิดขึ้นใน ส่วนที่เป็นคดีความหลายเรื่อง เพราะฉะนั้นในแต่ละเรื่องไม่ใช่มีใครมากลั่นแกล้ง แต่เป็นเรื่อง ที่ทางท่านทำกันเอง อันนี้คือส่วนที่ผมนำมาตัดสินใจ
จบแล้วครับ
ขออนุญาตนิดเดียวครับ ท่านประธาน
ไม่ต้องนิดเดียวแล้ว เข้าใจแล้วนะครับ เดี๋ยวท่านประท้วงผมอีก คือท่านบอกว่า พลเอก ประยุทธ์ดี ท่านธนาธร มีปัญหาเรื่องคดีความ
ท่านประธาน ไม่มีครับ ก็อย่ามายุ่งกับผม ให้ผมพูดเรื่อย ๆ ก็ไม่เกิดเรื่อง
จบแล้ว ขอเชิญครับ ขอบคุณนะครับ ขอประทานโทษนะครับ ต่อไปเชิญท่าน พันตำรวจโท ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์ แล้วก็ตามด้วยท่านสุทิน คลังแสง
สิทธิพาดพิงครับ ขออนุญาตครับ เมื่อสักครู่กล่าวหาถึงเรื่องข้อบังคับ
ท่านปิยบุตรจะชี้แจง เรื่องโน้นใช่ไหมครับ
เรื่องข้อบังคับพรรคครับ ผมในฐานะเลขานุการต้องชี้แจงครับ
ที่ถูกพาดพิง จะเอากี่นาที ว่าเสียก่อน เพราะว่าไปตัดเวลาของท่านต่อไป
(นายสงวน พงษ์มณี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลำพูน ได้ยืน และยกมือขึ้น)
เดี๋ยวท่านประท้วงก่อน ท่านปิยบุตรเดี๋ยวก่อนนะครับ ท่านจะชี้แจงที่ถูกพาดพิง
นิดเดียวครับ ท่านประธานครับ ผมขอประท้วงก่อนครับ
ครับ
ท่านประธานครับ ผม สงวน พงษ์มณี สมาชิกพรรคเพื่อไทย จังหวัดลำพูน ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมรอให้ ผู้อภิปรายพูดให้จบไม่อยากจะให้สะดุด แต่ที่ผมจะประท้วงท่านประธาน ผมทนไม่ได้ ท่านประธานครับ ที่จะให้ใครก็ตามลุกขึ้นมากล่าวโทษคนอื่นเรื่องสถาบัน นี่กล่าวโทษ พรรคการเมืองนะครับท่านประธาน มันเกี่ยวข้องกับจำนวนมาก ท่านประธานต้องเข้มงวด เรื่องนี้ เรื่องอื่นผมไม่มี ไม่จำเป็นไม่พูดครับ ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ
ขอบคุณครับ ต่อไป ผมขอให้ท่านอาจารย์ปิยบุตรจะใช้สิทธิพาดพิง สั้น ๆ นะครับ เพราะรู้สึกมีประเด็นเดียว ที่ผมฟัง และเดี๋ยวค่อยเป็นท่าน พันตำรวจโท ไวพจน์นะครับ
เรียนท่านประธานวุฒิสภา ปฏิบัติหน้าที่รองประธานรัฐสภา และประธานในที่ประชุมแห่งนี้ ผม ปิยบุตร แสงกนกกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะสมาชิกสมาชิกรัฐสภา จริง ๆ ก็คิดว่าเรื่องเมื่อสักครู่นี้จบกันไปในตัวแล้ว ไม่อยากจะให้มันเป็นการโต้วาทีกันไปกันมานะครับ แต่ท่านสมาชิกที่อภิปรายเมื่อสักครู่นี้ ได้กล่าวมาพาดพิงถึงพรรคอนาคตใหม่ ผมเองในฐานะเลขาธิการพรรคจำเป็นต้องชี้แจงตรงนี้ ให้เข้าใจกัน เดี๋ยวจะเข้าใจกันผิด ที่ท่านสมาชิกก่อนหน้านั้นพูดขึ้นมาตั้งข้อสงสัยว่า ข้อบังคับพรรคของพรรคอนาคตใหม่ ทำไมไม่มีคำว่า ระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข จริง ๆ ท่านกล่าวไม่หมดนะครับ ในข้อบังคับพรรคของเรา เราใช้คำว่า เรายึดมั่นในประชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยก็เขียนอยู่แล้วว่าปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข แล้วถ้าเกิดว่าเรื่องนี้มีปัญหาจริง คณะกรรมการการเลือกตั้ง ไม่ปล่อยพวกผมมาจนถึงวันนี้หรอกครับ คณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นคนอนุมัติให้เรามีการ จัดตั้งพรรคการเมืองนี้ได้ ข้อบังคับพรรคนี้สอดคล้องตามรัฐธรรมนูญและพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองทั้งหมด เรายืนยันว่าคำว่า ประชาธิปไตยตาม รัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญก็เขียนเอาไว้แล้วว่า ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น พระประมุข นอกจากนั้นครับท่านประธาน เสียดายที่เมื่อสักครู่นี้เราไม่มีโอกาสให้แคนดิเดต (Candidate) นายกรัฐมนตรีได้เข้ามาแสดงวิสัยทัศน์ มิฉะนั้นตัวคุณธนาธรจะได้ชี้แจง ประเด็นเรื่องนี้ด้วย ผมขออนุญาตอ่านนิดหนึ่ง คุณธนาธรก็เลยลงไปแถลงข่าวจะได้เอา ประเด็นนี้ให้ตกกันไป คุณธนาธรได้แถลงข่าวและยืนยันอย่างนี้ว่า ตัวท่านเองแสดงวิสัยทัศน์ ไว้ว่า ผมจะเป็นนายกรัฐมนตรีที่พาประเทศไทยไปข้างหน้า และขอยืนยันหลักการ ประชาธิปไตยอย่างแน่วแน่อีกครั้งว่าผมจะขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงผ่านระบบรัฐสภา ใช้กลไกลที่ยึดโยงกับประชาชน มีกระบวนการตรวจสอบถ่วงดุล ยึดมั่นในระบบนิติรัฐ และมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขควบคู่กับระบอบประชาธิปไตยอย่างมั่นคงสถาพร ผมคิดว่าเรื่องนี้ชัดเจนอยู่ในตัวเองแล้ว เสียดายไม่ได้มีโอกาสเข้ามาอภิปรายในที่ประชุม
ไม่เป็นไรท่าน เรียบร้อยแล้ว
ขออนุญาตด้วยนะครับ และเรียนว่าข้อบังคับการประชุมก็พยายามเขียนแล้วว่าถ้าไม่มี เหตุจำเป็นไม่ควรจะยกประเด็นเรื่องพวกนี้เข้ามาอภิปรายนะครับ ขอให้สมาชิกก่อนหน้าผม ระมัดระวังตรงนี้ด้วย ขอบคุณครับ
ขอบคุณอาจารย์ครับ ต่อไปเชิญ
(นายวาโย อัศวรุ่งเรือง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ได้ยืน และยกมือขึ้น)
ท่านใดประท้วงครับ ท่านอาจารย์เสรีเดี๋ยว
ผมประท้วงท่านประธานนิดเดียวครับ เดี๋ยวให้ท่านเสรีก่อนก็ได้ครับ เดี๋ยวผมจะประท้วง ท่านประธาน
เชิญท่านอาจารย์เสรี
ผม เสรี สมาชิกรัฐสภา ผมประท้วง ๒ ท่าน ท่านที่ ๑ คือท่านสงวน พงษ์มณี ที่อภิปรายบอกว่าผมไปพูดถึงสถาบัน ไม่ควรที่จะไปว่าพรรคการเมือง
ข้อพาดพิงนะครับ
ข้อที่ ๒ ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านอาจารย์ปิยบุตรบอกว่าผมกรุณาอย่าพูดเรื่องเหล่านี้ ท่านประธาน ผมจดทุกคำพูดของท่านอาจารย์ปิยบุตรเลยนะครับ ท่านไปว่า พลเอก ประยุทธ์บอกว่า ไม่ยึดมั่นในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ท่านเป็น คนพูดเองท่านประธาน ผมเลยต้องมาชี้แจงอภิปราย ผมไม่ได้อภิปราย เพราะฉะนั้นผมต้อง ประท้วงว่าถ้าหากว่าผมไม่ชี้แจง ผมก็เสียหาย เพราะสิ่งที่ผมพูดนั้นคือสิ่งที่เริ่มจากพวกท่าน ทั้งหลายทั้งนั้นนะครับ ขอบพระคุณครับท่านประธาน
ผมขอเรื่องนี้นะครับ อยากจะอธิบายอย่างนี้ว่าที่ท่านเสรีพูดก็ไม่ได้ชัดเจนนะครับ เพียงแต่พูดว่าไม่ได้มีข้อความ สมบูรณ์เกี่ยวกับเรื่องการปกครองระบอบประชาธิปไตยนะครับ ท่านอาจารย์ปิยบุตร ก็ได้ชี้แจงแล้ว ดังนั้นเราอย่าขยายความเรื่องนี้เลยดีกว่านะครับ ใครพูดไม่พูดอย่างไร ขอความกรุณาจริง ๆ
(นายจิรวัฒน์ อรัณยกานนท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร ได้ยืน และยกมือขึ้น)
เชิญครับ ว่าไป
ประท้วงข้อบังคับครับท่านประธาน เป็นข้อบังคับกฎหมายนิดเดียวครับ
ท่านจิรวัฒน์ใช่ไหมครับ
ใช่ครับ ผม จิรวัฒน์ อรัณยกานนท์ สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมเป็นห่วงจังเลยว่า การดำเนินกิจการสภานี้จะต้องเป็นไปตามรัฐธรรมนูญและข้อบังคับ ดังนั้นผมจึงอยากจะขอ ประท้วงท่านประธาน และจริง ๆ อยากจะประท้วงท่านผู้อภิปรายเมื่อสักครู่ด้วยนะครับ แต่ว่าก็ให้เกียรติท่านในฐานะสมาชิกวุฒิสภา แต่ขอประท้วงท่านประธานอย่างนี้ครับ ตาม ข้อ ๕ (๓) ในเรื่องของอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการควบคุมและดำเนินกิจการของรัฐสภา และประกอบกับการประท้วง ข้อ ๔๑ และข้อ ๔๓ ในเรื่องการอภิปราย ซึ่งเกี่ยวกับอำนาจ ของผู้อภิปรายว่าสมาชิกวุฒิสภานั้นสามารถมีอำนาจในการอภิปรายเกี่ยวกับประเด็น สนับสนุนหรือคัดค้านบุคคลที่จะได้รับการเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีหรือไม่นะครับ ผมขอ ชี้แจงสั้น ๆ ดังนี้ตามที่ประท้วง ๓ ข้อ
ประการที่ ๑ การอภิปราย คือการสนับสนุนหรือคัดค้านประเด็นใด ประเด็นหนึ่ง อย่างเช่นประเด็นที่เรากำลังปรึกษาในที่ประชุมแห่งนี้ เรากำลังพูดคุยกัน ถึงเรื่องของคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามบุคคลที่จะขึ้นเป็นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ดังนั้นสมาชิกวุฒิสภาตามรัฐธรรมนูญในมาตรา ๑๑๓ เขาบอกว่า สมาชิกวุฒิสภาจะต้อง ไม่ฝักใฝ่หรืออยู่ภายใต้อาณัติของพรรคการเมืองใด หรือที่หลักกฎหมายมหาชนเขาบอกว่า ฟรี แมนเดต (Free Mandate) คือต้องเป็นอิสระไม่อยู่ภายใต้อาณัติ แล้วบุคคลที่ถูกเสนอชื่อ เป็นนายกรัฐมนตรีนี่คืออยู่ในบัญชีของพรรคการเมือง คือเกี่ยวข้องกับพรรคการเมือง โดยตรงเลย ผมก็มีความเกรงว่าการลุกขึ้นอภิปรายของสมาชิกวุฒิสภาที่สนับสนุน หรือคัดค้านประเด็นใดประเด็นหนึ่งเกี่ยวกับนายกรัฐมนตรีอยู่ในบัญชีรายชื่อของ พรรคการเมืองนั้นจะขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๑๓ แล้วจะไม่เป็นไปตามข้อบังคับครับ ท่านประธาน ขอบคุณครับ
มีท่านใดประท้วงอีกไหม จะได้วินิจฉัยเสียทีเดียว
ท่านประธานครับ ขออนุญาตท่านประธาน จะได้วินิจฉัยทีเดียวนะครับ
ครับ
เพราะว่าผมกำลัง อภิปรายอยู่ครับท่านประธาน ผม เสรี สมาชิกรัฐสภา แล้วท่านสมาชิกก็มาสอนว่า ส.ว. ควรอภิปรายหรือพูดแบบใด ผมต้องกราบเรียนท่านประธานว่าต้องเข้าใจว่าสิ่งที่สมาชิก วุฒิสภาในฐานะสมาชิกรัฐสภามาทำหน้าที่วันนี้เท่ากับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในฐานะ สมาชิกรัฐสภาด้วยกัน ไม่มีข้อแตกต่างกันเลย ไม่ใช่มาพูดในฐานะสมาชิกวุฒิสภานะครับ แต่ผมมาพูดในฐานะสมาชิกรัฐสภา ถ้าหากว่าไม่รู้ไม่มีประสบการณ์อย่ามาสอนนะครับ
ไปกันใหญ่อีกแล้ว พอ
เพราะว่ามันทำให้ คนเข้าใจผิดนะครับท่านประธาน
พอแล้วครับ พอแล้ว
คนฟังก็เหมือนกับว่า ส.ว. ไม่รู้เรื่องนะครับ
พอแล้วครับ พอ ๆ
ขอบพระคุณครับ แล้วอย่าพูดอะไรอีก
ไม่อย่างนั้นผมโดน ข้อ ๕ (๓) อยู่เรื่อยนะครับ
ผมเสียหายครับ
ขอความกรุณาครับ ท่านเสรี
ผมจะหยุดแล้วครับ ท่านประธาน แต่กรุณาอย่าพูดอีกนะครับ
เอาละครับ เดี๋ยวผม ควบคุมแล้ว ทีนี้ผมเข้มงวดแล้ว
ท่านประธานครับ ไม่ได้ครับ ผมเสียหาย เพราะท่านบอกว่าผมไม่มีประสบการณ์ ผมเป็นเด็ก ผมให้ความเคารพท่านแล้ว ท่านในฐานะสมาชิกวุฒิสภานะครับ ผมก็ปล่อยให้ท่านอภิปราย ทั้ง ๆ ที่ในประเด็นผมต้องการประท้วงท่านประธาน แล้วมองว่าท่านสมาชิกวุฒิสภา ไม่มีอำนาจในการอภิปรายประเด็นนี้ด้วย ท่านมาบอกว่าผมเป็นเด็ก ผมไม่มีประสบการณ์
ครับ ๆ อย่าไปถึงนั่นเลย
ผมเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรศักดิ์และสิทธิเท่ากับท่านครับ
ตอนนี้ผมกำลังใช้อำนาจ ตาม ข้อ ๕ (๓) นะครับท่านผู้ประท้วง
เท่านั้นละครับ ขอบพระคุณครับท่านครับ
ผมพยายามใช้อำนาจ เพื่อควบคุมและดำเนินกิจการรัฐสภา ท่านก็จะเห็นตลอดผมพยายาม แต่ด้วยความ อะลุ่มอล่วยตามนโยบายของท่านประธานรัฐสภาคือท่านชวน หลีกภัย ว่าให้อภิปรายเต็มที่ แต่ไม่ได้ให้ทะเลาะกัน เมื่อไรที่ท่านทะเลาะกันผมจะหยุดทันทีเลยนะครับ จะเบรก (Break) ทันที ถ้าทะเลาะกันมาก ๆ ผมปิดไมโครโฟนแบบเมื่อสักครู่ ทั้งที่ก็อยู่สภาเดียวกัน ดังนั้น ผมก็บอกว่าขอชี้แจงว่าอย่าประท้วงผมเลย ผมทำหน้าที่อย่างเต็มที่นะครับ
ประการที่ ๒ เรื่องเกี่ยวกับอำนาจการอภิปรายผมก็คอยควบคุมอยู่ เมื่อสักครู่ เป็นการอภิปรายของท่านเสรีผมฟังหนักไปในเรื่องคุณสมบัติที่ฟังได้นะครับ และตอนหลัง ท่านก็สรุปว่าท่านเห็นชอบกับใครอะไรทำนองนี้ ผมก็เห็นว่าอยู่ในประเด็นที่อภิปรายได้ วินิจฉัยแล้วนะครับ เชิญท่านต่อเดี๋ยวไม่ได้ไปไกล ท่านตั้งหลักอยู่นานแล้วขอประทานโทษด้วย
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม พันตำรวจโท ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกำแพงเพชร ในฐานะสมาชิกรัฐสภา วันนี้รัฐสภาเรา มาพิจารณาตัวท่านว่าที่นายกรัฐมนตรี ท่านที่ ๓๐ หลายฝ่ายได้มีการอภิปรายไม่ว่าจะเป็น ในเรื่องของคุณสมบัติของท่านว่าที่นายกรัฐมนตรีซึ่งแต่ละฝ่ายได้นำเสนอ แต่อยากนำเรียน อย่างนี้นะครับ ในฐานะที่ผมเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคพลังประชารัฐ เป็นพรรคการเมืองที่ได้รับเสียงเลือกตั้งมากที่สุดในรัฐสภาแห่งนี้ ได้ ๘,๔๑๐,๒๗๔ คะแนน หมายความว่า ประชาชนคนไทยทั้งประเทศเลือกพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งเสนอท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี วันนี้ประเทศไทยปกครองในระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หลายคนไปพูดว่าเป็นการสืบทอดอำนาจ บ้างละ คุณสมบัติไม่ครบบ้างละ แต่ผมอยากนำเรียนอย่างนี้ครับ ความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ในประเทศไทยเป็นเวลายาวนานประชาชนเบื่อพอแล้วครับ ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นไม่เอา อีกแล้วครับ พรรคพลังประชารัฐเป็นพรรคการเมืองสายกลางครับ เราไปหาเสียงกับ ประชาชนว่าเราไม่เอาอีกแล้วความขัดแย้งที่เกิดขึ้น เหมือนผัวกับเมียทะเลาะกันครับ ผัวก็บอกว่าชนะ เมียก็บอกว่าชนะ แต่ลูกไม่เรียนหนังสือ ลูกติดยาเสพติดถามว่าประเทศ ได้อะไร วันนี้ฝ่ายหนึ่งก็เอาอย่างหนึ่ง ฝ่ายหนึ่งก็เอาอย่างหนึ่ง วันนี้เขาให้แล้วครับ ให้มีการ เลือกตั้งครับ คนที่แพ้ก็ต้องยอมรับว่าแพ้ คนที่ชนะก็ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด แข่งกันทำ ความดีครับ ใครทำความดีมากประชาชนก็จะเลือกเข้ามาเป็นผู้แทนเข้ามาบริหารชาติ บ้านเมือง พรรคพลังประชารัฐนำเสนอหลาย ๆ นโยบาย โดยสานต่อสิ่งที่ท่านประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้เสนอ ได้ทำ ได้เป็นนายกรัฐมนตรีอยู่แล้ว ท่านประยุทธ์ท่านได้ให้ความสำคัญ กับผู้ด้อยโอกาส โดยเฉพาะบัตรประชารัฐ
มีผู้ประท้วงอีกแล้วครับ เชิญครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพและท่านสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติ กระผม นายธีรัจชัย พันธุมาศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ ผมประท้วงท่านประธานครับ ตามข้อบังคับ ข้อ ๕ (๓) แล้วก็ ข้อ ๔๑ ของข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ท่านประธานครับ ตามข้อบังคับ ข้อ ๕ (๓) นั้น ท่านประธานต้องควบคุมการประชุมสภา แล้วข้อ ๑๑ เรื่องการอภิปรายบอกว่า เมื่อผู้อภิปรายก่อนได้อภิปรายแล้วการอภิปรายในลำดับต่อไปต้องเป็นการอภิปรายสลับกัน ระหว่างฝ่ายคัดค้านและฝ่ายสนับสนุน เว้นแต่ เอาตรงนี้ก่อนนะครับ ในการอภิปราย เมื่อสักครู่ท่านสมาชิกวุฒิสภา ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านเสรี อภิปรายสนับสนุน พลเอก ประยุทธ์ต่อมาท่านก็ให้ท่านสมาชิกพรรคพลังประชารัฐอภิปรายสนับสนุนอีก มันคลาดเคลื่อนต่อข้อบังคับ ข้อ ๔๑ ท่านประธานครับ อยากจะให้ท่านประธานนั้นได้โปรด ให้สมาชิกฝ่ายที่มีความเห็นแตกต่างไม่สนับสนุน พลเอก ประยุทธ์ได้อภิปราย
เข้าใจแล้วครับ ท่านเสรี มีอยู่ท่านเดียวแล้วไม่ได้อภิปรายเลยก็เลยให้จังหวะตอนนั้น ตอนนี้ก็สลับข้างอยู่ตลอดเวลา
ท่านครับ ฝ่ายสนับสนุนนายธนาธรเขาก็พูดไป ผมสนับสนุนลุงประยุทธ์ผม ผมก็พูดไป ต่างคนต่างพูดนะครับ
เดี๋ยวผมโดนประท้วงอีก ท่านพูดไปดีกว่านะครับ อย่างที่ผมเรียนแล้ว
คนแก่รักลุงตู่ครับ
เอาเอย่างนี้ดีกว่า ผมเรียน กับท่านสมาชิกนะครับ
ต้องการให้ประเทศชาติเดินไปได้ครับ เราจะมาขัดแย้งกันทำไม
ท่านฟังผมหน่อย เพราะว่า เดี๋ยวท่านประท้วงผมเรื่องการควบคุม ผมเคารพและนับถือสิทธิเสรีภาพในการแสดง ความคิดเห็น ดังนั้นผมมักจะไม่ไปล้วงค้นหาอะไรหรอกว่าท่านผิดข้อบังคับอย่างนั้นอย่างนี้ พูดจาอะไร ผมเป็นผู้พิพากษามา ๓๕ ปี ฟังเขาอย่างเดียวอยู่บนบัลลังก์เลยติดนิสัยมา ดังนั้น อย่าประท้วงผมเลย เว้นแต่ท่านทะเลาะกันเมื่อไรผมจัดการเลย ดังนั้นอย่าเพิ่งประท้วงผม ขอบคุณครับ เชิญครับ
ท่านประธานครับ หลายท่านบอกว่า
อย่าไปพาดพิง ท่านว่า ของท่านต่อ
ท่านประยุทธ์จะสืบทอดอำนาจเปล่าเลยครับ เราไปกราบ ไปไหว้ เราไปขอคะแนนครับ พรรคพลังประชารัฐกว่าจะได้คะแนนแต่ละคะแนน ต้องไปกราบไปไหว้ ขอคะแนนครับ เพื่อเสนอท่านประยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรี คนเฒ่าคนแก่รักครับ เราเสนอว่าราคาข้าวจะต้อง ดีกว่านี้ เราจะสนับสนุน ๓,๕๐๐ บาท ต่อ ๑ ไร่ คูณด้วย ๒๐ ไร่ ก็ ๗๐,๐๐๐ บาท นี่คือสิ่งที่ พรรคพลังประชารัฐไปทำและประชาชนมอบอำนาจให้คน ๖๐ กว่าล้านคนมาอยู่ในสภานี้ ไม่ได้ เขาก็เอาพวกเรามา มาอยู่ในสภามาเป็นตัวแทนพวกเราพรรคพลังประชารัฐเห็นว่า ท่านประยุทธ์มีความเหมาะสมหลาย ๆ ด้าน ท่านสามารถแก้ปัญหาประเทศชาติ ไม่ต้องการ ให้ประเทศชาติเกิดความขัดแย้งอีกแล้ว หลายคนพูดเรื่องคุณสมบัติ ท่านนายกรัฐมนตรี ประยุทธ์หรือแคนดิเดต (Candidate) นายกรัฐมนตรีของพรรคพลังประชารัฐที่นำเสนอนี้ ท่านมีคุณสมบัติครบหมดทุกอย่าง ไม่ได้มีอะไรที่บกพร่องเลย กกต. ก็อนุมัติแล้ว ผู้ตรวจการแผ่นดินก็บอกว่าคุณสมบัติครบ หลายท่านยังมาพูดซ้ำ ๆ ซาก ๆ เรื่องเก่า ๆ และที่พูดพูดเรื่องในอดีต ถ้าเราจะพูดเรื่องในอดีตมันไม่จบหรอกครับ เราต้องเอาอนาคต อนาคตประเทศต้องเดินไปได้ ประชาชนต้องอยู่ดีกินดี ไม่ใช่ครับ ท่านประธานที่เคารพ สภาเราวันนี้ผมอยากจะถามเพื่อน ๆ ผมว่าคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ผมไปไหนครับ ประธานยุทธศาสตร์ของพรรคเพื่อไทย บอกว่าจะเป็นนายกรัฐมนตรี วันนี้ไม่เสนอ ท่านชัชชาติผมล่ะ
ท่านไปแตะต้อง บุคคลภายนอกไม่อยู่ในสภา พยายาม เดี๋ยวโดนประท้วงอีกนะครับ เชิญท่านว่าต่อ
ไม่ใช่ครับ ผมเสียดายท่านคุณหญิงสุดารัตน์ผมน่าจะเป็นนายกรัฐมนตรี แต่เพื่อนผม ไม่เสนอกัน ในพรรคก็ทะเลาะกันอยู่ อ้าวถอน ก็ไปถามท่านจรัสพงษ์ดูสิ
เดี๋ยวมีท่านประท้วง ๒ ท่าน ประท้วงที่ไปพาดพิงใช่ไหมครับ เชิญครับ
ผมถอนแล้วครับ
ผมห้ามทันทีเลยนะครับ
ผมถอนว่า มีการทะเลาะกันในพรรค ครับ
เชิญท่านที่ประท้วง เดี๋ยวครับ หยุดก่อน ฟังท่านที่ประท้วง
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม จิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านผู้อภิปรายครับ ทำผิดข้อบังคับ ข้อ ๔๓ ในฐานะที่ท่านก็เคยอยู่ พรรคเพื่อไทยนี่ละครับ
ขอบคุณมากที่ไม่ได้ ประท้วงผม
แล้วก็แปรพรรคไปอยู่ฝั่งโน้น คือไม่ต้องมาพูดมากท่านประธานครับ
จะเห็นได้ว่าพอท่านทำผิด ผมเบรก (Break) ทันที เดี๋ยวประท้วงผม
คือทุก ๆ คนรู้ทันกันท่านประธานครับ ท่านจะชอบทางโน้นท่านก็ว่าของท่านไป ไม่ต้องมา พาดพิงพรรคผม คือแต่ก่อนท่านอยู่พรรคเพื่อไทย ต่อต้านเผด็จการมาด้วยกัน
เดี๋ยวผมจะให้เขาถอน เชิญครับ เดี๋ยววินิจฉัย
ก็ผมถอนแล้ว อุดมการณ์ต่างกันนะครับ
เชิญท่านพูดครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ที่นี่คือสถานที่ที่เราต้องเคารพ ไม่ใช่ว่า พูดอะไรก็ได้แล้วก็มาขอถอน บุคคลภายนอกเป็นบุคคลสำคัญของพรรคผม เป็นแคนดิเดต (Candidate) ของพรรคผม ท่านเสียสละอย่างนี้แล้ว คุณจะทำอะไรคุณก็ทำไปอย่ามา ก้าวก่ายบุคคลของผม ท่านประธานวินิจฉัยด้วยครับ
ผมวินิจฉัยไปแล้ว ผมก็บอกว่าพอท่านพูดมาผมก็ห้ามท่านทันทีเลย
ผมถอน ๓ ครั้งแล้ว แต่ด้วยความเป็นห่วงนะครับ
ทีนี้ท่านต้องขอถอน ที่ท่านพูดไปนะครับ พอไหมครับท่าน
ก็ผมก็ไม่ได้ทำอะไรให้ ทางท่านคุณหญิงสุดารัตน์เสียหายอะไรเลย
ท่านชื่นชม โอเค (OK)
ผมยังชื่นชมท่านอยู่
จบแล้ว อย่าพยายามไปพูด อย่างนั้นเลย ประชาชนฟังอยู่
ผมไม่ได้ทำอะไรให้ท่านเสียหายเลย
โอเค (OK) ว่าต่อครับ
เพราะฉะนั้นผมเองก็อยากจะบอกเพื่อนสมาชิกว่า เมื่อเราเทียบจากบุคลากรทั้ง ๒ ท่าน คือท่านประยุทธ์ จันทร์โอชา กับท่านธนาธร ท่านครับ สภาเรา ประเทศเรามันปั่นป่วน พอสมควรแล้ว ถ้าสมมุติวันนี้ท่านโหวตให้ท่านธนาธรเป็นนายกรัฐมนตรีมันจะเป็นประวัติศาสตร์ อีกครั้งหนึ่งที่เรามีนายกรัฐมนตรีนอกสภา ท่านเข้าสภาไม่ได้ เพราะท่านวันนี้ศาลรัฐธรรมนูญ ยังไม่ให้ท่านปฏิบัติหน้าที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แล้วถ้าหากท่านได้โหวตเป็น นายกรัฐมนตรีอะไรจะเกิดขึ้นกับประเทศไทย มันจะยุ่งยากมากนะครับ คุณสมบัติก็ไม่ได้
มีผู้ประท้วงนะครับ ประเด็นเรื่องของท่านธนาธรที่อยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญเป็นอันว่า ที่ประชุมนี้ทราบทั่วกันแล้ว อย่าพูดซ้ำอีกนะครับ
ก็ขอให้ ถอนแล้วกันครับท่านประธาน เพราะว่าใช้สิทธิพาดพิง คือวันนี้มีคนดู ผม รังสิมันต์ โรม เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่
ท่านประท้วงผู้พูดใช่ไหม
ใช่ครับ ทีนี้ก็คือผมขอให้ถอน รู้กันทั่วกันว่าคุณธนาธรแค่ถูกยุติชั่วคราวตามคำวินิจฉัยของ ศาลรัฐธรรมนูญ ดังนั้นขอให้ถอน อย่ากล่าว
เอาตามที่ท่านพูด
อย่าเอ่ย ถ้อยคำที่ไม่ถูกต้องเลยนะครับ ขอด้วยนะครับ
ก็อย่าไปเอ่ยถึงอีกก็แล้วกัน
ขอให้ ถอนด้วย ถอนไหมครับ
ท่านธนาธรตอนนี้ศาลรัฐธรรมนูญ
ไม่ทราบ ว่าถอนหรือเปล่า
มันเป็นข้อเท็จจริง แต่ว่า มาย้ำบ่อย คืออยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญถูกไหมครับ ถ้าอย่างนั้นพอ
ประเด็นผม คือขอให้ถอน ก็ตอนนี้อยู่ในกระบวนการ
แล้วรู้แล้วข้อเท็จจริงนี้ ดังนั้นก็ไม่ต้องพูดอีก
คือขอให้ถอน ขอให้ท่านผู้อภิปรายถอนครับ
เขาไม่ได้ว่าไปถึงขั้นไหน เมื่อสักครู่ท่านพูดอะไรที่ให้ถอน
ท่านไปพูด ว่าอยู่นอกสภา
เดี๋ยวพูดว่าอย่างไรนะครับ
เป็นนายกรัฐมนตรีนอกสภา
ไม่ ถ้าสมมุติว่าถ้าไปเป็น นายกรัฐมนตรีนอกสภา ท่านพูดว่าอย่างไร ยังไม่มีนายกนอกสภาเลยนี่ ผมจำไม่ได้
เมื่อสักครู่พูด ไม่อย่างนั้นท่านสามารถดูรายงานย้อนหลังได้เลยนะครับ ผมไม่มีปัญหา ผมอยากให้อภิปราย ให้เต็มที่ ผมคิดว่าทุกท่านก็ควรมีสิทธิที่จะอภิปราย เพียงแต่ว่าถ้าจะอภิปรายข้อเท็จจริงใด ที่ปรากฏทราบอยู่ทั่วกัน แค่กล่าวให้ถูกต้องเท่านั้นเองครับ
ท่านว่าอย่างไรครับ ท่านผู้อภิปราย
คือท่านประธานรัฐสภาที่เคารพรักครับ ผมนำเรียนอย่างนี้ว่าวันนี้ตัวท่านธนาธรเองก็ยังมีปัญหา เรื่องคุณสมบัติหลาย ๆ เรื่อง โดยเฉพาะศาลรัฐธรรมนูญได้ตัดสินให้พักหน้าที่ในการทำหน้าที่ ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
อันนี้เป็นข้อเท็จจริง ที่ถูกต้อง ผมไม่อยากให้พูดบ่อย
ผมก็ถามต่อไปว่า
ประท้วงอย่างไรครับ
ท่านประธาน ผมขอประท้วงครับ คือพอยท์ (Point) ของผมที่ผมประท้วงคือข้อเท็จจริง ก่อนหน้านี้ไม่ถูกต้อง ผมขอให้ผู้อภิปรายถอน
ข้อเท็จจริงก่อนหน้านี้ เขาพูดว่าอย่างไร
ที่บอกว่า เป็นนายกรัฐมนตรีนอกสภา
ท่านพูดหรือเปล่า เชิญ ผมจำไม่ค่อยได้
ท่านครับ ผมขออนุญาต ขอให้ถอนจริง ๆ
ท่านว่าอย่างไรครับ เชิญ
คือผมคิดว่า ถ้าท่านพูดผิดอาจจะผิดเผลอไปบ้างผมไม่มีปัญหาครับ ก็แค่ถอนให้ถูกต้องให้เข้าใจตรงกัน แค่นั้นเองครับ
ท่านครับ วันนี้คุณธนาธร
ตกลงจะถอน หรือไม่ครับ
ไม่ต้องครับ ข้อเท็จจริง ท่านรู้อยู่แล้วเดี๋ยวเขาก็ประท้วงอีก
ขออนุญาตครับ ผมขออนุญาตประท้วงครับ
แต่ตอนนี้คำพูดนอกสภาอะไร ผมก็ไม่ค่อยได้ยินมันเกี่ยวพันอย่างไรว่าไป เชิญท่านประท้วงว่าอย่างไร
ท่านประธานครับ ผม คารม พลพรกลาง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ผมในฐานะสมาชิกรัฐสภาผมต้องขอขึ้นมาแทรกนิดหนึ่งทั้งที่สมาชิก จากพรรคผมก็พูดอยู่ แต่เนื่องจากว่าท่านประธานอาจจะยังไม่ชัดเจนในประเด็นที่เขา ประท้วงท่านผู้อภิปราย ขออนุญาตซึ่งรู้จักท่านดีท่านไวพจน์ ท่านไวพจน์อภิปรายว่าเข้าสภา ไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรีนอกสภา แล้วก็บอกศาลรัฐธรรมนูญตัดสินแล้ว ท่านประธานครับ ท่านผู้อภิปรายพูดบุคคลภายนอกซึ่งเขาไม่ได้อยู่รับรู้ แล้วประชาชนสับสน ศาลรัฐธรรมนูญ ยังไม่ได้ตัดสินหัวหน้าพรรคผมนะครับ ประเด็นแรก
เข้าใจตรงกันแล้ว
ประเด็นที่ ๒ เขาเข้าได้นะครับ เพียงแต่ให้หยุดทำหน้าที่ในสภา แล้วถ้าเป็นนายกรัฐมนตรี ก็เข้าได้นะครับ นายกรัฐมนตรีต้องมาชี้แจงต้องมาประชุม พูดอย่างนี้เขาเรียกว่าตีกินครับ ผมก็สนิทกับท่านไวพจน์
เข้าใจแล้ว
ขออนุญาตนิดเดียวครับท่านประธาน เดี๋ยวผมจบครับ ผมรักษามารยาทท่านประธาน และให้เกียรติท่าน ท่านไวพจน์จะเปลี่ยนอุดมการณ์ก็เปลี่ยนไปไม่มีปัญหาอะไรครับ
นี่ท่านไปหาเรื่องอีกแล้ว
แต่ว่าจะพูดลักษณะดีของ พลเอก ประยุทธ์ผมก็จะตั้งใจฟังว่าท่านตั้งใจพูดเพื่อจะให้คนอื่นว่า พลเอก ประยุทธ์วิเศษวิโสอย่างไรก็ไม่เป็นไรครับ ก็พูดไปจะตั้งใจฟังครับ แต่ว่าอย่าพาดพิง ถึงพวกผม ขอบคุณครับ
เชิญครับ
พาดพิงครับ ท่านประธาน กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดมหาสารคาม ในฐานะสมาชิกรัฐสภา เมื่อสักครู่ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติจากจังหวัดกำแพงเพชร คือท่าน พันตำรวจโท ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์ ได้พาดพิงชื่อผม แต่ว่าเรียกชื่อผมไม่ถูก ผมชื่อยุทธพงศ์ แต่เรียกชื่อผมเป็นจรัสพงศ์ครับ แต่ว่าหมายถึงผมแน่นอนครับท่านประธานครับ
โอเค (OK)
ท่านประธานครับ คือประเด็นที่พาดพิงบอกว่าพรรคเพื่อไทยได้มาเป็นที่ ๑ แล้วทำไมไม่เสนอ แคนดิเดต (Candidate) ของพรรคเพื่อไทย คือคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ซึ่งเรื่องนี้ทุกคน ก็ทราบว่าผมได้เสนอให้พรรคเพื่อไทยส่งคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ เหตุผลที่ผมได้ชี้แจง ทั้งในที่ประชุมพรรคและกับสื่อมวลชนว่าคุณหญิงสุดารัตน์เหมาะสมที่จะเป็นนายกรัฐมนตรี แล้วก็มีความรู้ความสามารถ แล้วก็พูดจาดีพูดจาไพเราะมากกว่าคนที่ท่านไวพจน์กำลัง สนับสนุนอีกนะครับ แล้วก็ไม่เคยบอกว่านักการเมืองมันชั่ว
พอดีกว่ากระมังครับ
นักการเมืองมันโกง นักการเมืองมันเลว
อันนี้ท่านไม่ได้ประท้วงแล้ว อันนี้ท่านจะอภิปรายอยู่แล้ว
นิดเดียวครับ คือผมก็บอกว่าเหมาะสมครับ แล้วผมก็ไปเสนอในที่ประชุมพรรคเพื่อไทยแล้ว เมื่อวานนี้
อันนี้เป็นข้อเท็จจริงที่ท่าน อภิปรายเพิ่มครับ ผมขอวินิจฉัยอย่างนี้
ไม่ครับท่าน แต่ท่านบอกว่าทำไมพรรคเพื่อไทยไม่เสนอนะครับ ทีนี้ก็คือมติพรรคเพื่อไทย เขาไม่ส่งนะครับ ทีนี้ผมก็มาสภานะครับ
เดี๋ยวบานปลายนะครับ
มันเป็นเอกสิทธิ์ของ ส.ส. ในการเสนอ แต่ผมก็เรียนท่านประธานนะครับ ผมก็อยากจะเสนอ แต่มันหาคนรับรองไม่ได้ท่านประธานครับ ก็เลยไม่ได้เสนอครับ
เดี๋ยวคุยกันเอง เอาท่าน พันตำรวจโท ไวพจน์ดีกว่า ท่านพร้อมที่จะถอนอะไรที่เขาข้องใจหรือไม่ และขอความกรุณา นะครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ ถ้าหากผมพูดอะไรไปทำให้เพื่อนสมาชิก ไม่สบายใจขอถอนทั้งหมดนะครับ
ขอถอนทั้งหมดนะครับ เรียกชื่อผิดก็ขอถอนนะครับ และข้างบนก็ขอถอน แล้วก็ว่าต่อไปอีกสัก ๒-๓ นาทีนะครับ
ผมเอาสั้น ๆ อย่างนี้ครับ ไม่อยากยาว ผมอยากจะถามเพื่อน ๆ ที่จะโหวตเลือกท่านธนาธรว่า ๗,๘๘๑,๐๐๐ คนที่เลือกพรรคเพื่อไทย ทำไมไม่เลือกคุณหญิงสุดารัตน์เป็นนายกรัฐมนตรี ทำไมต้องเสนอธนาธร ท่านไปตอบประชาชนให้ได้ก็แล้วกัน ขอบคุณมากครับ สวัสดีครับ
พอดีก็เป็นคิวของ พรรคเพื่อไทยพอดีนะครับ เดี๋ยวให้พรรคเพื่อไทยตอบ ท่านสุทิน คลังแสง แล้วก็กลับมา พรรคพลังประชารัฐ ท่านสันติ กีรนันท์ เชิญท่านสุทิน คลังแสง
ท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม สุทิน คลังแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดมหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก่อนที่จะอภิปรายผมเรียนถามเพื่อความเรียบร้อยครับท่านประธาน เพราะว่าเห็นหลายมาตรฐานเหลือเกิน ท่านจะให้เวลาผมสักเท่าไรครับ ผมจะได้ปฏิบัติถูก จะได้ไปด้วยความเรียบร้อย เพราะเห็นหลายคนได้ไม่เท่ากัน สักประมาณเท่าไรพองาม
สักประมาณ ๑๐ นาทีนะครับ
อันนี้ผมว่า จะน้อยไปครับ เพราะว่าเพื่อนสมาชิกหลายคน ๒๐ กว่านาที ที่จริงครับท่านประธาน ผมกราบเรียนในพรรคผมได้ตกลงกันมา แต่ว่าการประสานงานอาจจะผิดพลาด เขาให้ผม ๔๐ นาทีนะครับ
เอาไป ๑๕ นาทีก็แล้วกัน นะครับ
ท่านประธานครับ ผมขอเท่ากันกับคุณเสรีได้ไหมครับ ๒๐ นาที ไม่อย่างนั้นดูไม่สวยเลยครับ
ท่านว่าไปก่อน ตอนแรก ผมจะดู ๑๕ นาทีแรกก่อน แล้วดูว่าท่านวกวนหรือเปล่า
ก็ยังไม่มี เหตุผลนะครับท่านประธาน
ผมไม่ได้กล่าวหาท่าน หมายความว่า ผมจะควบคุมด้วยเนื้อหาของการที่ท่านจะอภิปรายนะครับ
ผมยืนอยู่ที่ ๒๐ นาทีนะครับ ขอท่านประธานก็แล้วกัน เอาเท่า ๆ กันก็แล้วกัน ถ้าไม่พอจริง ๆ ก็จะขอ ต่ออีกเป็นครั้ง ๆ ไปนะครับ
เชิญเลยครับ
ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผมฟังเพื่อนสมาชิกหลายท่านแล้วผมก็ประมวลเหตุประมวลผลด้วยความ เป็นกลางเป็นธรรม ด้วยอยากจะได้นายกรัฐมนตรีที่ดีที่สุด แล้วอยากได้นายกรัฐมนตรี ที่ชาวบ้านยอมรับที่สุด โลกยอมรับที่สุด เพราะฉะนั้นจะบอกว่าเลือกคนนั้นประเทศเดินได้ คนนี้ประเทศเดินไม่ได้ ผมคิดว่าเราต้องคิดกันดี ๆ แต่เมื่อประมวลแล้วท่านประธานครับ ๒ ท่านที่เป็นแคนดิเดต (Candidate) นี้ผมยังมีความเห็นในส่วนตัวของผมชัดเจนว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา มีลักษณะต้องห้ามมากมายหลายข้อ ส่วนคุณธนาธรมีลักษณะ ที่เพียงแต่ความเหมาะสมบางส่วนซึ่งผมจะได้ขออนุญาตอภิปรายต่อไป ความเห็นที่ผมคิดว่า พลเอก ประยุทธ์ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้าม ข้อแรกเลยครับท่านประธาน มาตรฐานจริยธรรม ข้อ ๖ ต้องธำรงไว้ซึ่งระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ เป็นประมุข ท่านไม่ธำรงหรอกครับ เป็นปฏิปักษ์เลยผมมีความเห็นว่าอย่างไรครับ เพียงข้อเดียวชัดเจนที่สุด ผมจะไม่ลงลึกแล้วก็จะไม่ไปกว้าง เพียงประเด็นเดียวคือท่านเป็น หัวหน้ากบฏ ท่านยึดอำนาจ ท่านประธานครับ รัฐธรรมนูญบัญญัติชัดเจน ล้มล้างรัฐธรรมนูญ ล้มล้างการปกครอง ข้อหากบฏ โทษประหารชีวิต หลักการนี้ไม่ใช่เฉพาะไทย ทั่วโลก เพราะฉะนั้นท่านทำผิดข้อนี้ แต่ท่านไปนิรโทษกรรมตัวเอง ประเดี๋ยวคนจะเข้าใจผิดว่า กฎหมายยกเลิกโทษแล้วก็ยกเลิกความผิดด้วย ไม่ใช่นะครับ เพียงไม่เอาโทษกับท่านนะครับ นิรโทษกรรม แต่ความผิดนั้นยังคงอยู่ ท่านยังเป็นคนได้ชื่อว่าเป็นหัวหน้ากบฏ เป็นหัวหน้า ผู้ล้มล้างรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นการจะให้ท่านเป็นนายกรัฐมนตรีอีกไม่ต่างอะไรกับเอาคนที่ เคยเผาวัดมานั่งเป็นเจ้าอาวาส เอาคนซึ่งเป็นโจรเมื่อก่อน เมื่อวานนี้ วันนี้มาใส่ชุดตำรวจ ผมเห็นภาพอย่างนั้น ท่านประธานครับ เพื่อนสมาชิกหลายท่านมีความเห็นผมก็เคารพ นะครับ บอกว่าท่านยึดอำนาจมีเหตุผล บ้านเมืองมีวิกฤต แตกเป็นซีกเป็นฝ่าย กำลังจะเข้าสู่ กลียุค ก็เป็นเหตุผลของท่าน ผมก็เคารพ แต่ความเห็นของผมผมคิดอีกแบบ ซึ่งเป็นสิทธิ ของผม ผมเห็นว่าความขัดแย้งมีจริง แต่ พลเอก ประยุทธ์ในขณะนั้นไม่จริงใจที่จะขจัด ข้อขัดแย้ง ตรงกันข้ามทำตัวไปอยู่อีกกับซีกหนึ่ง ฝั่งหนึ่ง แล้วเป็นความขัดแย้งที่จงใจสร้างขึ้น เพื่อสร้างความชอบธรรมในการยึดอำนาจ นี่ความเห็นของผม ผมจึงมองว่าท่านขาดคุณสมบัติ และที่สำคัญที่สุดครับ ถ้าท่าน พลเอก ประยุทธ์คิดว่าท่านยึดอำนาจแบบมีเหตุผล และความจำเป็น ท่านนิรโทษกรรมตัวเองทำไม ท่านไม่เดินสู้คดีเลยละครับ โลกจะได้สรรเสริญ คนไทยจะได้ ยอมรับ เมื่อศาลพิจารณาแล้วว่าท่านกระทำไปด้วยเหตุจำเป็นต้องทำ ท่านก็จะบริสุทธิ์ แล้วท่านนิรโทษกรรมตัวเองทำไมถ้าคิดว่าไม่ผิด เพราะฉะนั้นประเด็นนี้ผมคิดว่าชัดเจน คนที่เคยเป็นหัวหน้ากบฏ แล้วก็ต้องโทษระดับนี้ไม่สมควรจะมาเป็นนายกรัฐมนตรี ในความรู้สึกและเหตุผลของผม ท่านประธานครับ ผมยังคิดต่อไปอีกว่าไม่เพียงวันที่ ๒๒ ซึ่งท่านยึดอำนาจเท่านั้น ถัดจากนั้นมาท่านยังเป็นปฏิปักษ์ต่อประชาธิปไตย รัฐธรรมนูญ ท่านร่างแล้วก็ยกเลิก ในที่สุดได้รัฐธรรมนูญอย่างไรครับ ผมคิดว่าท่านจงใจนะ ความเห็นผมนะครับ อยากให้ประชาธิปไตยออกมาแบบนี้ บูดเบี้ยว แล้วก็เอื้ออำนวยให้พรรคใดพรรคหนึ่ง ให้ท่านได้สืบอำนาจต่อ แล้วใครพูด พรรคท่านพูดเอง มี ๒ คนพูดชัดเจนครับ ไม่อายฟ้า อายดินด้วย รัฐธรรมนูญฉบับนี้ออกแบบมาเพื่อให้เราได้เป็นรัฐบาล ออกแบบมาเพื่อพรรคเรา พูดได้หรือครับ จะให้ผมเข้าใจอย่างไร ก็เข้าใจว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ท่าน พลเอก ประยุทธ์ ซึ่งเป็นหัวขบวนแม่น้ำ ๕ สายนี้ ซึ่งคอนโทรล (Control) ได้ ปล่อยให้ออกมาแบบนี้ เพราะฉะนั้นวันนี้จึงเกิดโครงสร้างประชาธิปไตยที่มันบูดเบี้ยว แล้วจึงได้ลักษณะประชาธิปไตย ที่อัปลักษณ์ อัปลักษณ์อย่างไรครับท่านประธาน วันนี้เราจะได้เห็นว่ามีระบบนับคะแนน ที่โลกต้องตะลึง เราได้เห็นประเทศเดียวที่เลือกตั้งแล้วเดือนกว่านับคะแนนไม่ได้ เราได้เห็น ประเทศเดียวตั้งรัฐบาลยากที่สุด จนจะถึงวันโหวตวันนี้ยังไม่รู้ว่าตั้งได้หรือเปล่า ยังต้องเสี่ยงดวง กันอยู่ อีกหลายอย่าง ผมจะไม่อธิบายลึกในเรื่องนี้ ขออนุญาต
ประเด็นที่ ๒ ผมคิดว่าท่าน พลเอก ประยุทธ์ขาดคุณสมบัติแน่นอน มีลักษณะต้องห้ามแน่นอน คือเป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ เรื่องนี้ไม่ต้องเสียเวลาพูดอื่นไกล จะเชื่อคำพิพากษาศาลฎีกาไหมครับ ถ้าประเทศนี้ไม่เชื่อคำพิพากษาศาลฎีกาจบครับ อยู่อย่างไรกันประเทศนี้ก็เชิญครับ คำพิพากษาศาลฎีกาถือว่าสูงสุดเป็นที่สุด บอกชัดเจนว่า พลเอก ประยุทธ์เป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ เพื่อนสมาชิก พี่เสรี ประทานโทษ ผมก็เคารพ ความคิดเห็นของท่าน ท่านบอกว่าเป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐจริง แต่เป็นประเภทที่รัฐธรรมนูญ ไม่ห้ามให้ดำรงตำแหน่ง ท่านก็คิดของท่านได้ ผมก็คิดของผม ผมคิดว่าเป็นประเภทต้องห้าม ห้ามตามไหนครับ ห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๙๘ (๑๕) ไปอ่านสิครับ เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ เป็นลูกจ้าง เป็นองค์กรของรัฐ อันนั้นละไปดูครับ เขาระบุชัดเจนถ้าเข้าตาม (๑๕) ห้าม พลเอก ประยุทธ์ถ้าในฐานะนายกรัฐมนตรีเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐในฐานะนายกรัฐมนตรี ได้ยกเว้นครับ แต่ถ้าในฐานะหัวหน้า คสช. เข้าเป๊ะ (๑๕) จึงขาด วันนี้อยู่ที่ว่า ๑. จะยอมรับ คำพิพากษาศาลฎีกาหรือไม่ ส่วน กกต. ก็โบ้ยมาที่นี่ ผมคิดว่าเป็นการหาทางออกของท่าน ส่วนผู้ตรวจการแผ่นดินก็เป็นองค์กรที่ไม่มีอำนาจชี้ขาดเป็นข้อยุติเราก็ไม่ฟัง เพราะฉะนั้น ผมจึงมีความเชื่อว่า พลเอก ประยุทธ์มีลักษณะต้องห้ามอย่างชัดเจนแล้ว ๒ ข้อ คือไม่ธำรงไว้ ซึ่งระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขและเป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ แต่อีกข้อต่อไป ท่านประธานที่เคารพครับ ท่าน พลเอก ประยุทธ์ขาดคุณสมบัติหรือเข้าข้อต้องห้าม มาตรฐานจริยธรรม ข้อ ๕ ข้อ ๖ ข้อ ๑๒ คืออย่างไรครับ ๑. ไม่ส่งเสริมรักษาไว้ซึ่งเกียรติภูมิ ของประเทศและผลประโยชน์ของชาติ ตอนท่านเป็นนายกรัฐมนตรีผมว่าเข้าข้อนี้ ประเดี๋ยว ผมจะอธิบายเพิ่ม อันต่อมาท่าน พลเอก ประยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรีไม่ยึดมั่นในระบบนิติรัฐ ชัดเจน และอันต่อมาท่าน พลเอก ประยุทธ์ตัดสินใจบนผลประโยชน์ที่ขัดกันของตัวเอง ทีนี้ผมจะอธิบาย ๓ ข้อนี้อย่างไร ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตเรียนอย่างนี้ ผมขออนุญาต ยกกรณีตัวอย่างขึ้นมากรณีเดียว เขาเรียกว่าเป็นวิธีอธิบายโดยกรณีศึกษา ถ้าครูบาอาจารย์ เขาเรียก เคส สตัดดี (Case study) ผมจะยกเคส (Case) หนึ่งขึ้นมา พอผมพูดถึง กรณีนี้เสร็จจะมีหมดทุกอย่าง ผมจะชี้ให้เห็นเป็นตอน ๆ ไปว่า ท่าน พลเอก ประยุทธ์ขาดคุณสมบัติต้องห้าม ณ จุดใด ของกรณีนี้ กรณีนี้ถ้าผมอธิบายจบ ท่านประธานครับ เชื่อว่าเพื่อนสมาชิกจะเห็นกันหมดว่า พลเอก ประยุทธ์ขัดตรงไหน ขาดตรงไหน แล้วก็ต้องห้ามตรงไหน ขออนุญาตอธิบายกรณีนี้ และกรณีนี้ผมขอบอกไว้ก่อน ถ้าผมอภิปรายจบท่านจะขอบคุณผม ไม่ปีนี้ก็ปีหน้า เพราะเคส (Case) ที่ผมจะพูดต่อไปนี้มันจะจบลงตรงที่ภาระทั้งหมดตกที่สภา เตรียมเงินไว้เลยคนละสัก ๕๓ ล้านบาทไว้ชดใช้ค่าเสียหาย คืออะไรครับ กรณีเหมืองอัครา ผมพูดเคส (Case) กรณี เหมืองอัคราจะได้เห็นว่าท่าน พลเอก ประยุทธ์บกพร่องตรงไหน ขัดแล้วก็ขาดคุณสมบัติ ข้อไหน ท่านประธานครับ ที่จังหวัดพิจิตรมีเหมืองทองที่ชื่อ อัครา ไมนิ่ง โดยบริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) ซึ่งผู้ถือหุ้นใหญ่คือบริษัท คิงส์เกตของประเทศออสเตรเลีย บริษัท คิงส์เกตถือหุ้นใหญ่ในบริษัท อัครา บริษัท คิงส์เกต เป็นประเทศออสเตรเลีย บริษัทเหมืองแร่ตัวนี้ตั้งขึ้นด้วยเงื่อนไขการเจรจาเขตการค้าเสรีของไทย-ออสเตรเลีย หรือทาฟตา (TAFTA) อยู่ภายใต้ดับเบิลยูทีโอ (WTO) เพราะฉะนั้นเหมืองนี้ไม่ใช่บริษัท ข้ามชาติทั่วไป แต่เขาได้รับการคุ้มครองภายใต้ดับเบิลยูทีโอ (WTO) และเงื่อนไขการเจรจา ทางการค้าของทาฟตา (TAFTA) เขากระทำการดำเนินธุรกิจเข้ามาจากปี ๒๕๔๔ พอมาถึง ปี ๒๕๕๙ ท่านประธานที่เคารพ ท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ใช้มาตรา ๔๔ ปิดเหมืองเขา ด้วยอะไรครับ ตรงนี้ผมกำลังจะบอกว่า พลเอก ประยุทธ์ไม่ยึดมั่นในหลักนิติรัฐแล้ว ใช้อะไร ไปปิดเขาครับ มาตรา ๔๔ มาตรา ๔๔ นี่คือตัวการที่บ่งชัดเลยว่าท่านดำรงและบริหารประเทศอยู่ โดยปฏิเสธนิติรัฐ มาตรา ๔๔ ไม่มีการสอบสวน ไม่มีกระบวนการทางยุติธรรม แต่นึกจะออกคำสั่งอะไรก็ทำได้ เพราะฉะนั้นปลดคนในประเทศ ย้ายอธิบดี ย้ายปลัด เขาไม่หือครับ ทำอะไรกับคนไทยไม่มีใครสู้ แต่พอไปปิดเหมืองทองอัคราเกิดอะไรขึ้นครับ วันนี้เกิดคดีแล้ว บริษัท คิงส์เกต ซึ่งเป็นผู้เสียหายเอาเรื่องนี้ขึ้นสู่อนุญาโตตุลาการระหว่าง ประเทศ แล้ววันนี้กระบวนการไต่สวนเอาผิดกับประเทศไทยกำลังเกิดขึ้น และวันนี้ รัฐบาลไทยโดย พลเอก ประยุทธ์ได้แต่งตั้งทีมทนายความ และผมทราบว่าได้จัดงบประมาณ เพื่อการนี้ ๖๐๐ ล้านกว่าบาท เป็นเงิน พลเอก ประยุทธ์หรือไม่ครับ เงินของแผ่นดินครับ ความผิดที่ท่านกระทำผิดพลาดโดยไม่ยึดหลักนิติรัฐ ไปใช้มาตรา ๔๔ กระทำผิด แต่มาใช้เงินรัฐบาลไปจ้างทนายความ ข้อสำคัญก็คือคดีนี้จะชนะหรือไม่ ถ้ามันชนะรอดตัวไป ประเทศไทยโชคดีกันไป แต่ถ้าแพ้เกิดอะไรขึ้นครับ รับผิดชอบทางแพ่ง ท่านประธานที่เคารพครับ เรื่องนี้ผมได้ปรึกษาผู้รู้ด้วยความห่วงใยประเทศ ห่วงใยตัวเอง ห่วงใยสมาชิกรัฐสภา ปรึกษาผู้รู้ นักวิชาการ นักธุรกิจระหว่างประเทศ ๑๐ คนนี้มีความเห็นตรงกัน ๑๐ คน ว่าแพ้ล้านเปอร์เซ็นต์ ทำไมแพ้ครับ แพ้เพราะคุณเอาอำนาจที่ไม่ได้รับการยอมรับของคน ในโลกไปปิดเขา ผิดข้อบังคับ ผิดข้อตกลงของเอฟทีเอ (FTA) แล้วก็ผิดข้อไม่อยู่ในการ ยอมรับของดับเบิลยูทีโอ (WTO) มาตรา ๔๔ ผมกำลังจะบอกว่า พลเอก ประยุทธ์ละเลย หลักนิติรัฐใช้อำนาจทำให้ประเทศชาติเสียหายไปกระทบกับมาตรฐานทางจริยธรรม ข้อ ๖ ไม่รักษาผลประโยชน์ของชาติ วันนี้ที่แพ้เพราะอะไรรู้หรือไม่ที่คนคาดหมายว่าจะแพ้เพราะมาตรา ๔๔ ไม่ใช่กฎหมายในสายตาของอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ และคนที่ใช้มาตรา ๔๔ คือรัฐบาลชุดนี้ พลเอก ประยุทธ์เขาไม่ยอมรับว่าเป็น ไทย กัฟเวิร์นเมนต์ (Thai Government) ไม่ยอมรับว่าเป็นรัฐบาล เขาเรียกว่า ไทย จุนตา (Thai Junta) คือเป็น กลุ่มคนซึ่งมาใช้อำนาจคล้ายรัฐบาล ส่วนกฎหมายมาตรา ๔๔ เขาไม่ยอมรับว่าเป็นกฎหมาย เขาเรียกว่าอะไรครับ อันลอว์ฟูลลี เอ็กซ์พรอเพรียตด์ (Unlawfully expropriated) ก็คือการใช้ กฎหมายที่ไม่ใช่กฎหมาย แล้วการปิดเหมืองครั้งนี้ต่างชาติเขาไม่บอกว่าปิดเหมืองครับ เขาใช้คำว่า อันลอว์ฟูลลี เอ็กซ์พรอเพรียตด์ (Unlawfully expropriated) คือยึดเหมืองเขาโดยป่าเถื่อน ศัพท์คำนี้ครับ เพราะฉะนั้นขึ้นอนุญาโตตุลาการวันนี้นักกฎหมายผู้ชำนาญการบอกแพ้ล้านเปอร์เซ็นต์ ก็ดูเหมือนจะเป็นอย่างนั้น เพราะว่าวันนี้รัฐบาลก็รู้ตัว วันนี้ส่งกระทรวงอุตสาหกรรมไปเจรจา เพื่อประนีประนอมให้เขาถอนฟ้อง แสดงว่ารู้ว่าจะแพ้อันนี้ไม่สำคัญ ท่านประธานครับ ต่ออีกนิดหนึ่ง กำลังจะชี้อีกข้อหาหนึ่งสำหรับ พลเอก ประยุทธ์ถ้าเกิดแพ้ขึ้นมาทำอย่างไร วันนี้เขาประเมินค่าเสียหายแล้ว เฉพาะบริษัท คิงส์เกตซึ่งเป็นผู้ถือหุ้น ๔๘ เปอร์เซ็นต์ เขาประมาณค่าเสียหายแล้ววันนี้เบื้องต้น ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท นี่ยังไม่รวมค่าอย่างอื่น ค่าทนายความ ค่าใช้จ่ายที่เขาต้องไปใช้ในขั้นตอนอนุญาโตตุลาการ ประมาณคร่าว ๆ ๔๐,๐๐๐ ล้านบาท ๔๐,๐๐๐ ล้านบาทวันนี้ถ้าแพ้จ่ายแน่นอน สำคัญว่าใครจ่าย ใครจะเป็น คนจ่าย ประเทศไทยหรือ พลเอก ประยุทธ์ตรงนี้จะมาถึงเจ้าหน้าที่ของรัฐ ฟังดี ๆ นะครับ วันนี้ถ้าแพ้อย่างที่ทุกคนคาดหมายต้องชดใช้เขา ๔๐,๐๐๐ ล้านบาทเป็นอย่างน้อย ไม่นับรวม กับผู้ถือหุ้นอีก ๕๒ เปอร์เซ็นต์ บริษัท คิงส์เกตแค่ ๔๘ เปอร์เซ็นต์ อีก ๕๒ เปอร์เซ็นต์ ถ้าคนเหล่านี้เห็นตัวอย่างว่าจะชนะเกิดเขาลุกขึ้นมาเรียกร้องค่าเสียหายบวกไปอีก ๕๒ เปอร์เซ็นต์ บวกเข้าไปอีกกับ ๔๐,๐๐๐ ล้านบาทเป็นเท่าไรครับ ตัวเลข ณ วันนี้ถ้าเข้าไป ดูในเว็บไซต์ (Web site) ของคิงส์เกตวันนี้ร่วมแสนกว่าล้านที่เราอาจจะต้องชดใช้ แล้วใคร ชดใช้ครับ พลเอก ประยุทธ์ชดใช้หรือเปล่าครับ ถ้า พลเอก ประยุทธ์ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ของรัฐ พลเอก ประยุทธ์ต้องชดใช้ครับ แต่วันนี้ พลเอก ประยุทธ์ให้สัมภาษณ์กำลังจะบอกว่า เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ เพราะฉะนั้นต้องรัฐบาลไทยชดใช้ แล้วตอนจะสมัครนายกทำไมบอกว่า ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ของรัฐ พอเจอบริษัท คิงส์เกตเข้าทำไมบอกว่าเป็น นี่คือพฤติกรรมอะไรครับ มาตรฐานจริยธรรมไม่เป็นตัวอย่างอันดี ท่านประธานที่เคารพครับ เอาล่ะ เมื่อถึงวันที่จะต้อง ชดใช้จะเป็น ๔๐,๐๐๐ ล้านบาทแล้วถึงแสนล้านก็ตาม ผมเชื่อว่าหนีไม่พ้นรัฐบาลไทย คนไทยต้องชำระ เพราะ พลเอก ประยุทธ์ให้สัมภาษณ์ว่ามีมาตรา ๔๔ คุ้มครอง ไม่ต้องรับผิด อะไร ไม่ต้องรับผิดอันใด นี่มาตรฐานจริยธรรมข้อไหนครับ ขาดความรับผิดชอบไม่รักษา ผลประโยชน์ของประเทศ แถมมองไปได้ว่าเห็นประโยชน์ส่วนตนมากกว่าประโยชน์ส่วนอื่น ถ้าไม่มองเห็นประโยชน์ส่วนตนต้องใช้จ่ายสิครับความผิดพลาดของตัวเอง เอาล่ะครับ ท่านประธานครับ ถ้าสมมุติต้องใช้เขา ๔๐,๐๐๐ ล้านบาท หรือแสนกว่าล้านบาทจริง ถามว่า วันนี้มีความเป็นไปได้สูงเพราะมาตรา ๔๔ ซึ่งไม่ใช่นิติรัฐคุ้มครอง พลเอก ประยุทธ์รัฐไทย ต้องจ่าย เมื่อรัฐบาลไทยต้องจ่ายแทน พลเอก ประยุทธ์จะเป็นเงินเท่าไร ใครเป็นคนจ่ายครับ สภาครับ สภาแห่งนี้จะต้องทำเป็นร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย เราทุกคนต้อง พิจารณา ท่านประธานต้องนั่งพิจารณา พวกผมก็สภาผู้แทนก็ว่าไปก่อน ท่านก็จะว่า ขั้นตอนที่ ๒ ผ่านเสร็จสรรพใช้จ่ายเขา ๔๐,๐๐๐ ล้านบาทหรือแสนล้านบาทก็แล้วแต่ วันนี้อนุมัติปั๊บ พ.ร.บ. มีผลบังคับใช้ปั๊บ เงินของประเทศออกไปใช้ปั๊บ พรุ่งนี้ท่านประธาน เชื่อไหมครับ จองกฐินไว้แล้วครับ ชาวบ้านประชาชนฟ้องสมาชิกรัฐสภาฟ้องอย่างไรครับ ความผิด กระทำความผิดเลินเล่อ ใช้อำนาจโดยไม่ยึดหลักนิติรัฐของ พลเอก ประยุทธ์ ต้องให้รัฐเสียหาย แล้วสมาชิกสภาแห่งนี้เป็นคนอนุมัติงบประมาณไปใช้หนี้หรือไปชดใช้ ค่าเสียหายแทน เขาฟ้องเราครับ มีตัวอย่างหลายประเทศนะครับที่ประชาชนเขาฟ้อง สมาชิกรัฐสภาด้วยการออกกฎหมายแล้วใช้งบประมาณของเขาแบบผิด เพราะฉะนั้น สมาชิกรัฐสภาแห่งนี้ต้องรับผิดชอบ ผมประมาณเป็นเงินง่าย ๆ ท่านประธานครับ ๔๐,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าต้องชดใช้จริง ๆ นะครับ แล้วถ้าประชาชนฟ้องไล่เบี้ยเอากับเรา ๗๕๐ คนอยู่ที่นี่ หารเลขออกมาแล้วคนละ ๕๓ ล้านบาทครับ เงินเดือนเท่าไรท่านประธาน กับผมก็ประมาณแสนบาท ปีหนึ่งก็ล้านกว่า อยู่เต็มสมัยก็ ๕,๐๐๐,๐๐๐ กว่า แล้ว ๕๓ ล้านบาทเอาที่ไหนมาใช้เขา นี่คืออะไรครับ ผมบอกว่า พลเอก ประยุทธ์ขาดคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามคือ ๑. ไม่ยึดมั่นในระบบนิติรัฐ ๒. ด้วยเหตุที่คุณเป็นปฏิปักษ์ต่อประชาธิปไตย เรื่องมันจึงมา จนถึงขณะนี้
โทษที มีผู้ประท้วง เชิญครับ
ได้ครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม วีระกร คำประกอบ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครสวรรค์ พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ ความจริง จะประท้วงตั้งแต่คำก็กบฏ ๒ คำก็กบฏ แต่ผมทราบหรือเข้าใจว่าท่านประยุทธ์ก็คงฟัง อยู่ที่บ้านก็อยากจะให้ท่านซ้อมครับ เวลาอภิปรายไม่ไว้วางใจจะหนักกว่านี้เยอะนะครับ ก็อยากจะให้ท่านซ้อมให้เข้าใจ แต่ว่าอย่างไรก็ตามครับ อยากจะประท้วงท่านผู้อภิปราย ในข้อบังคับ ข้อ ๔๓ ของข้อบังคับการประชุมรัฐสภาว่าได้พูดจาที่เรียกว่าคาดหมายคือใส่ร้าย จนเกินไปนั่นแหละ การที่เขาปิดเหมือง ผมเองก็บ้านอยู่จังหวัดนครสวรรค์ใกล้เคียงกับ อำเภอทับคล้อ จังหวัดพิจิตร ซึ่งได้กล่าวถึงเมื่อสักครู่นี้ว่าได้ไปทำเหมืองทอง แต่เหมืองนี่มัน มีปัญหาผมอยากจะโยนไปที่หรือกล่าวพาดพิงเพื่อให้ท่านที่ได้ไปตรวจสอบ คือคุณหมอพร ทิพย์สมาชิกรัฐสภา
คือท่านไม่ได้ประท้วงแล้ว ตอนนี้
ท่านได้ ไปตรวจสอบแล้วครับว่า คน ประชาชน
เมื่อสักครู่ไปว่าเขากบฏ เลยประท้วงได้ ใช้ถ้อยคำไม่เหมาะสม ตอนนี้ท่านจะอธิบายเรื่องเหมืองที่ท่านสุทินอธิบาย ท่านก็ไปโต้แย้งกับท่านสุทินเดี๋ยวต้องเถียงกันพอก่อน ท่านใกล้จะจบแล้วเหลือ ๒ นาที แค่นั้นท่านสุทิน
คือท่าน ใส่ร้ายนะครับ คุณหมอพรทิพย์ท่านไปดูว่าประชาชนเกิดสารพิษจริง ๆ ที่ปิดเพราะสารพิษ ครับท่าน
เดี๋ยวค่อยพูด เดี๋ยวให้ คุณหมอพรทิพย์พูด เดี๋ยวท่านวีระกรเข้าชื่อไว้พูดก็แล้วกันนะครับ
ขอบคุณครับ ก็ทางพี่วีระกรพูดถูกเลย ถ้าอภิปรายไว้วางใจเหมืองอัคราจะมีรายละเอียดมากกว่านี้อีก
อย่าทะเลาะกันนะครับ ว่าต่อ
ท่านประธานครับ เหมืองอัคราที่เรากำลังพูดถึงนอกเหนือจากชาติเสียประโยชน์ เงินมหาศาลจำนวนนี้ มันจะตกเป็นภาระของลูกของหลานเราต่อไป แล้วในที่สุดตกแก่เรา วันนี้ผมถึงยังฝาก พวกเราคิดว่าถ้าเราจะยกมือเอาท่าน พลเอก ประยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรีต่อ ถึงวันเวลา ที่ท่าน พลเอก ประยุทธ์เอาร่าง พ.ร.บ. งบประมาณก้อนนี้เข้ามาในสภาตัวใครตัวมัน รับผิดชอบเอง ผมไม่เอาด้วย ๕๓ ล้านบาทไม่ใช่ของเล่นนะครับ แล้วไม่ใช่เท่านี้ด้วย ท่านประธานครับ เข้าไปดูในเว็บไซต์ (Web site) ของบริษัท คิงส์เกตวันนี้ประมาณค่าใช้จ่าย ไปอีกเกือบแสนล้านบาทที่จะเกิดขึ้น แล้วไม่เท่านี้นะครับ ท่านสมาชิกวุฒิสภาด้วยความเคารพ หลายท่านเป็นคนที่มีคุณงามความดีต่อบ้านเมือง ท่านมีเกียรติภูมิ เพียงแต่รัฐธรรมนูญบัญญัติ ให้ทำหน้าที่ในสิ่งที่สากลโลกเขาไม่ยอมรับ แล้วก็ที่มาของท่านจะมีปัญหานิดหน่อย ที่มีนิดหน่อยไม่ใช่ว่าท่านมีแต่กำลังจะบอกอีกข้อต่อไปว่า ที่มาของท่านนี้แหละที่ท่าน พลเอก ประยุทธ์ไปทำให้ท่านเริ่มมีปัญหา กระบวนการสรรหา ส.ว. รัฐธรรมนูญเขียนไว้ ผมคิดว่าเขาก็เขียนไว้ก็ยอมรับกัน แต่ไม่ปฏิบัติตามนั้น วันนี้ใครเป็นกรรมการสรรหา ส.ว. ยังไม่รู้เลยนี่ประเทศอะไรครับ กรรมการสรรหา ส.ว. ยังไม่รู้ว่าเป็นใคร ที่ไม่เปิดเผย เพราะอะไรครับ ไปทราบว่าบางคนซึ่งเป็นกรรมการสรรหาแต่งตั้งตัวเองเป็น ส.ว. ด้วย แล้วมีบางคนท่านประธานครับ ที่ผมกำลังจะบอกว่า พลเอก ประยุทธ์ขาดจริยธรรม ผลประโยชน์ทับซ้อนนะ ข้อสุดท้าย บางท่านผมทราบว่าเป็นสมาชิกวุฒิสภาได้โดยไม่ผ่าน กระบวนการขั้น ๑ ขั้น ๒ ขั้น ๓ ลัดคิวมาเลย ถ้าอย่างนี้พวกผมยื่นศาลรัฐธรรมนูญแน่ แม้แต่เรื่องของคุณสมบัติ นายกรัฐมนตรีที่พูดวันนี้ไม่ใช่จบ จองกฐินเลยท่านประธานครับ ไปจบที่ศาลรัฐธรรมนูญแน่นอนเพื่อความชัดเจน ท้ายที่สุดผมเองมองว่า พลเอก ประยุทธ์ มีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญหลายประการ ถ้าปล่อยให้ท่านเป็นอีกผมเชื่อว่าบนความ ที่ท่านไม่ยึดในหลักนิติรัฐและไม่ยึดมั่นในประชาธิปไตยจะทำให้ประเทศชาติเสียหาย เราเสียหาย จึงมิอาจยกมือให้ท่านเป็นนายกรัฐมนตรีได้ ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณครับ ท่านรักษา เวลาดีมาก
(นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (แบบบัญชีรายชื่อ) ท่านประธานครับ ถ้าปล่อยไปจะเป็นปัญหา ผมขออนุญาตท่านประธานประท้วงท่าน ผู้อภิปรายเมื่อสักครู่สั้น ๆ ครับ
ครับ สั้น ๆ
ขออนุญาตท่านประธานนะครับ ผม พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ขออนุญาตสั้น ๆ ครับ ได้ชี้แจงแล้วก็ประท้วงท่านผู้อภิปรายเมื่อสักครู่พี่สุทิน นะครับ ด้วยความเคารพ สิ่งที่ท่านพูดมาโดยเฉพาะในเรื่องของเหมืองอัครา ผมไม่ทราบ รายละเอียดโดยทั้งหมด แต่ผมเรียนครับเรื่องนี้เป็นเรื่องที่หลาย ๆ คน โดยเฉพาะพวกเราพี่ น้องประชาชนจะเห็นอยู่ในข่าวตลอดเวลาว่าการปิดหรือว่าหยุดดำเนินการของเหมืองอัครา โดยใช้มาตรา ๔๔ มันเริ่มมาจากที่มีการตรวจสอบแล้วพบว่าพี่น้องประชาชนได้รับผลกระทบ อย่างมากจากสารเคมีต่าง ๆ ที่มีการรั่วซึมออกมา แล้วก็เป็นผลกระทบให้กับพี่น้อง ประชาชนโดยเฉพาะที่อยู่ในจังหวัดพิจิตร แล้วก็มีการตรวจสอบโดยสาธารณสุขและ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างรุนแรง แล้วก็มีผลที่กระทบต่อการประกอบการ แล้วก็ผู้ที่บริหาร ในส่วนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในเรื่องของปัญหาที่เกี่ยวกับการทุจริตคอร์รัปชัน ระหว่างบริษัทกับการให้สินบนกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คือหน่วยงานภาครัฐในท้องถิ่น และที่สำคัญที่สุดพี่น้องประชาชนได้รับผลกระทบ
นี่มันไม่ใช่การประท้วงนะครับ
ท่านประธานครับ เพราะเมื่อสักครู่ผมขออนุญาตใช้ข้อบังคับตามข้อ ๔๓ ท่านผู้อภิปราย เมื่อสักครู่ได้อภิปรายแล้วใช้ข้อมูลที่ไม่ครบถ้วน แล้วก็ไม่ได้มีข้อเท็จจริงทั้งหมด และมีการใส่ร้ายป้ายสี ผมก็ต้องให้ข้อมูลอีกด้านหนึ่ง เพราะว่าวันนี้พี่น้องประชาชนที่ฟังอยู่ ในเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญครับ
เดี๋ยวมันยาวเอาอย่างนี้ ดีหรือไม่ครับ เดี๋ยวท่านเข้าชื่อของพรรคพลังประชารัฐ ยังเข้าชื่อได้อีกนะครับ ทาง ส.ว. มีพาดพิงถึงเขา เขาก็จะประท้วงเหมือนกันอะไรทำนองนี้ เมื่อท่านอธิบายเกี่ยวกับข้อมูล ที่ท่านเมื่อสักครู่นี้ชี้แจงไม่ถูกต้อง ผมว่าท่านต้องเข้าชื่อเพื่อที่จะขอ แต่ถ้าชี้แจงแค่นิดเดียวพอ
แต่ผมใช้ข้อบังคับ ข้อ ๔๓ ผมก็ประท้วงแล้วผมก็ไม่ได้ใช้เวลามากนะครับ
นิดเดียว ข้อ ๔๓ ก็ใช้ได้นิดเดียว
ในเรื่องอื่น ๆ ผมเรียนว่าท่านผู้อภิปรายมีสิทธิที่จะอภิปรายผมก็รับฟังนะครับ เพียงแต่ว่า บางข้อมูลที่ผมคิดว่าเป็นข้อมูลที่ไม่ถูกต้องอย่างที่ผมเรียนนะครับ ท่านบอกว่า พลเอก ประยุทธ์ ทำผิดในเรื่องของนิติรัฐ ผมกลับมองตรงข้าม เพียงแต่ว่าไม่อยากจะตอบโต้ท่านว่า นี่คือภาวะผู้นำในการที่จะต้องเห็นว่าประชาชนที่เดือดร้อน พี่น้องประชาชนคนไทย ต้องมาก่อนผลประโยชน์ของธุรกิจต่าง ๆ การได้รับผลกระทบของพี่น้องประชาชนในเรื่อง สุขภาพ แล้วมีการร้องเรียนและมีการตรวจสอบว่าเป็นข้อเท็จจริงเป็นสิ่งที่สำคัญ แล้วคนที่เป็นผู้นำต้องใช้ภาวะผู้นำตัดสินใจแล้วดำเนินการให้เด็ดขาด เพราะฉะนั้นสิ่งที่ ท่านพูดเป็นข้อมูลในด้านเดียวผมเคารพนะครับ ผมขออนุญาตเสนอในข้อมูลอีกด้านหนึ่ง ที่เป็นความจริง แล้วก็คิดว่าพี่น้องประชาชนก็จะได้เข้าใจตรงนี้ได้มากขึ้น ผมไม่ได้ขอลงชื่อ อะไรเพิ่ม ผมขอประท้วงตามข้อบังคับเท่านั้นเองครับ ขอบพระคุณท่านประธานครับ
เดี๋ยวท่านสุทินค่อยชี้แจง ทีเดียว เพราะมีท่านประท้วงไปพาดพิงเขาอีก เมื่อสักครู่ใครพูดถึงคุณหญิงพรทิพย์ใช่หรือไม่ครับ ให้ท่านพูดก่อนนะครับ
เรียนท่านประธาน รัฐสภา คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ สมาชิกวุฒิสภา ขอใช้สิทธิที่ถูกพาดพิง เพียงแค่จะ ชี้แจงว่าเรื่องอีกด้านหนึ่งก็คือว่าประชาชนที่อยู่ในบริเวณแถบเหมืองมีปัญหาในเชิงสุขภาพ มานาน แล้วก็มีการตรวจสอบมีการร้องเรียนแต่ยังไม่มีหน่วยงานใดที่จะรับดำเนินงาน ดังนั้น ในช่วงปี ๒๕๕๘ คิดว่าเป็นช่วงหลังปฏิวัติ สำนักนายกรัฐมนตรีก็ได้มีคำสั่งให้ลงทำการตรวจ และนั่นเป็นครั้งแรกที่มีการตรวจพิสูจน์ความจริง แต่เป็นแบบครอส คัต (Cross cut) ว่าประชาชนโดยเฉพาะคือเด็กมีการปนเปื้อนจากโลหะหนัก ซึ่งมีความจำเป็นในการที่จะ ตรวจสอบว่ามันมาจากเหมืองหรือจากสิ่งใดประมาณนั้น เพราะฉะนั้นในเรื่องที่เป็นจริง มันเป็นความยากในการตรวจสอบ ก็อยากจะชี้แจงความจริงว่าเป็นจังหวะเวลาที่ประชาชน มีคนที่รับฟังที่เขาทุกข์ร้อนเป็นครั้งแรก ขอบพระคุณค่ะ
เรื่องเหมืองอัคราจะมีทาง ฝ่าย ส.ว. ชื่อท่านสมชาย หาญหิรัญ อยากจะอธิบายชี้แจง ท่านสุทินจะฟังเขาก่อน แล้วค่อยตอบดีกว่าไหมครับ
ขออนุญาตเลยครับ ไม่นาน ผมชี้แจงนิดเดียว เพื่อเข้าใจกันก่อน
ท่านชี้แจงก่อน แล้วเดี๋ยว เขาพูดอีก และเดี๋ยวท่านก็ต้องกลับมาอีก
ไม่ใช่เรื่อง ทะเลาะกัน เราไม่ทะเลาะแน่ ขอบคุณคุณพุทธิพงษ์ จริง ๆ คุณพุทธิพงษ์พูดถูกว่าก่อนการ ปิดเหมืองมันมีความเดือดร้อนของชาวบ้านเรื่องสิ่งแวดล้อมจริงครับ ซึ่งที่นั่นก็มีชาวบ้าน ๒ ฝ่าย ฝ่ายหนึ่งก็บอกเดือดร้อน ฝ่ายหนึ่งก็บอกไม่เดือดร้อน ฝ่ายหนึ่งอยากให้ปิด อีกฝ่ายหนึ่งไม่อยากให้ปิด ทีนี้เขาก็มีกระบวนการไปทำแล้วเหมือนคุณหมอพรทิพย์พูด แต่ได้มีคราวหนึ่งซึ่งข้อเท็จจริง ซึ่งไม่ว่าจะเป็นฝ่ายวิชาการหลายฝ่ายได้หยิบยกขึ้นไปให้ ศาลปกครองได้พิจารณา ศาลปกครองที่จังหวัดพิจิตรได้มีมติยกคำร้องบอกว่าข้อกล่าวหา ที่เหมืองอัคราทำให้เกิดมลพิษนั้นยังไม่พบข้อเท็จจริง แต่อย่างไรก็ตามครับเรื่องนี้มันมีเรื่อง ต้องศึกษากันอีกเยอะ ประเด็นที่ผมชี้คือว่าแม้ชาวบ้านเดือดร้อนจริง และมีความจำเป็น ต้องแก้ปัญหาจริง ท่านผิดพลาดตรงท่านใช้มาตรา ๔๔ ไปแก้ ถ้าท่านใช้เครื่องมืออื่น กฎหมายอื่น กลไกอื่นแก้ จะไม่มีปัญหา แต่ท่านลุแก่อำนาจ ไม่ยึดหลักนิติรัฐ เผอิญไปใช้ มาตรา ๔๔ แก้ มันผิดตรงนี้ครับ ถ้าท่านใช้กฎหมายปกติ กระบวนการปกติแก้ อาจจะฉลุย ผิดตรงที่ใช้มาตรา ๔๔ เท่านั้น ขอบคุณครับ
ท่านประท้วงหรือเปล่าครับ หรือท่านจะใช้สิทธิอะไร ท่านกิตติศักดิ์ เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานครับ พาดพิงในฐานะที่เป็นคนที่อยู่จังหวัดพิจิตร แล้วก็ทราบเรื่องนี้ดี แล้วก็ไม่ใช่มาชี้แจงแบบว่าไม่รู้ข้อเท็จจริง
คงอนุญาตไม่ได้หรอก ครับท่าน เพราะว่าไม่ได้พาดพิงโดยตรงถึงท่าน เป็นเรื่องชี้แจงข้อเท็จจริง เดี๋ยวค่อยหาโอกาส คุณกิตติศักดิ์
ในฐานะที่เป็น คนจังหวัดพิจิตรท่านประธานครับ ไม่อย่างนั้นเสียหายครับ
ไม่อย่างนั้นคนทั้งประเทศ ก็ประท้วงได้หมดสิ ท่านต้องประท้วงตามข้อบังคับ ประท้วงผมหรือประท้วงท่านผู้อภิปราย ขอความกรุณาท่านกิตติศักดิ์
ท่านประธานครับ ในฐานะคนจังหวัดพิจิตรท่านครับ
ท่านจะว่าอะไร มีข้างหลัง ก็จะประท้วงกันอีกแล้ว ขอความกรุณาเดี๋ยวค่อยชี้แจงนะครับ
ขอบคุณครับ
ท่านข้างบนนะครับ โทษที ผมมองไม่เห็น
กราบเรียนท่านประธานครับ ผมขออนุญาตปรึกษาหารือครับ ผม นายแพทย์ระวี มาศฉมาดล ส.ส. สัดส่วน พรรคพลังธรรมใหม่ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา เนื่องจากการอภิปรายของเรา ใช้เวลาประมาณ ๔ ชั่วโมงเศษแล้ว ผมก็เลยอยากจะขอเรียนปรึกษากับท่านประธานนะครับ ว่าน่าจะเป็นเวลาที่เหมาะสมในการที่จะปิดการอภิปรายเพื่อจะทำการลงมติเลือก นายกรัฐมนตรี เพราะว่าผมมีเหตุผล ในประการแรก เราใช้เวลาพอสมควรแล้ว ๔ ชั่วโมง และประการที่ ๒ ทั้ง ๒ ท่านที่ถูกเสนอมาในการที่คัดเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีก็เป็นบุคคล ที่ได้มีการออกสื่อ ทั้งสื่อทีวี หนังสือพิมพ์ มาโดยตลอด ประชาชนทั่วทั้งประเทศก็รับทราบ วิสัยทัศน์ ความคิด นโยบาย หรืออะไรต่าง ๆ ผมก็เลยคิดว่าน่าจะได้เวลาที่เหมาะที่น่าจะ ทำการปิดการอภิปรายเพื่อลงมติ ขอบคุณครับ
ท่านระวี มาศฉมาดล เสนอขอปิดอภิปราย มีผู้รับรองไหมครับ
เดี๋ยวก่อนครับ มีผู้รับรอง ถูกต้อง โอเค (OK) แล้วนะครับ
ท่านประธานประท้วงก่อนรับรองครับ
เดี๋ยวก่อนสิครับ ประท้วงได้ คือหมายความว่า ท่านไม่เห็นด้วย ท่านจะประท้วงเรื่องอะไรครับ เมื่อมี การยื่นญัตติมาผมก็ต้องถามขอผู้รับรอง
ท่านประธานที่เคารพครับ ท่านต้องลองฟังก่อนว่าเขายื่นญัตติหรือไม่ยื่น ท่านตอบเอง เออเอง ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม จิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานต้องดูข้อบังคับ ข้อ ๕ สิครับ ท่านประธานฟังผมก่อนนิดเดียวนะครับ ประเด็นที่ ๑ คือการเลือกนายกรัฐมนตรีอันเป็นประมุขฝ่ายบริหารสำคัญที่สุดของประเทศนี้ เราไม่ได้อยู่ในกะลาท่านประธานครับ เราอยู่ในโลกซึ่งประชาชนทั่วโลกที่เขาสนใจประเทศไทย เขาติดตามอยู่ อภิปรายไปแค่ ๔ ชั่วโมงท่านเพิ่งเข้ามา ปกติอภิปรายกันเป็นวัน ท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นอย่าเพิ่งมาปิดกั้นอย่าใช้วิธีการแบบนี้ท่านประธานครับ ผมจึงบอกท่านประธานว่าการอภิปรายนั้นต้องอย่างน้อย ๑๐ ชั่วโมง ข้างละ ๒๐ นาทีกลับไกลับมา ประชาชนเขาจะได้ฟังครับว่า นายกรัฐมนตรีชื่อ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ชื่อ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ขาดคุณสมบัติหรือว่าไม่ขาดอย่างไร ไม่ใช่อยู่ดี ๆ พรรคพลังธรรมใหม่ ขออภัยที่เอ่ยนามพรรคท่าน ทนฟังไม่ได้ท่านก็ออกไปหน้าห้อง ไปนั่งกินกาแฟก่อนแล้วก็กลับเข้ามา ประชาชนเขาอยากฟังเรื่องคุณสมบัติของนายกรัฐมนตรี และอยากฟังฝั่งพรรคประชารัฐ อยากฟังพรรคประชาธิปัตย์ ขออภัยที่เอ่ยนาม ที่ท่านบอกว่า ท่านจะไปยกมือให้กับ พลเอก ประยุทธ์อยากฟังพรรคภูมิใจไทยด้วยว่าท่านเห็นชอบ ให้กับนายกรัฐมนตรีชื่อ พลเอก ประยุทธ์เพราะอะไร ไม่ใช่อยู่ดี ๆ เสนอปิดง่ายไปครับ ท่านประธานครับ จึงขอให้ท่านประธานวินิจฉัยตามข้อบังคับ ข้อ ๕ ก็ขอให้เปิดอภิปราย ต่อครับ
ผมก็ฟังเพียงแค่เสนอปิด ท่านเสนอเปิดมันก็ไม่มีปัญหาอะไร ผมยังไม่ได้วินิจฉัยอะไรเลย แล้วก็ผมวินิจฉัยไม่ได้ด้วย ต้องลงมติกัน แต่ว่าอาจจะไม่ต้องลงมติ เดี๋ยวท่านประธานชวนมาแล้วท่านอาจจะดำเนินการ เพื่อไม่ให้เกิดเรื่องทะเลาะกันวุ่นวายเหมือนตอนผมอยู่ ไม่ต้องประท้วงครับ ผมจะขออนุญาต ให้ท่านประธานชวนดำเนินการต่อ ท่านประธานชวนบอกขอให้จบประเด็นนี้ ผมคิดว่าขอให้ ท่านระวีถอนไปก่อน อย่าเพิ่งเสนอตกลงไหมครับ เอาอย่างน้อยจบวาระของท่านประธานชวน แล้วก็ค่อยพูดอีก ๒ ชั่วโมง ในขั้นต้นนี้อีก ๒ ชั่วโมงค่อยพูดกัน ท่านระวี โอเค (OK) ถอนนะครับ
เพื่อที่จะให้ได้มีการอภิปรายกันแล้วก็ได้ข้อมูลที่รอบด้านขึ้น ถ้าเกิดอีกสัก ๒ ชั่วโมง ผมก็เห็นด้วยครับ ขอบพระคุณ
อีก ๒ ชั่วโมงค่อยว่ากันใหม่ ว่าอภิปรายแค่ไหนยังไม่ได้พิจารณาอันนี้ก็ถอนไปก่อน ขอเชิญท่านประธานชวนต่อเลยครับ
มีการเสนอชื่อเพิ่มเติม ขออนุญาต ดูรายชื่อใหม่ ต่อไปท่านสมชาย หาญหิรัญ
กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม สมชาย หาญหิรัญ วุฒิสมาชิกในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขออนุญาต กราบเรียนชี้แจงสั้น ๆ ผมคงไม่ใช้เวลาของรัฐสภานานชี้แจ้งข้อเท็จจริงเกี่ยวกับข้อพิพาท ในเรื่องของเหมืองอัครา ขออนุญาตเอ่ยนามชื่อบริษัทที่ท่านสุทิน คลังแสง ได้นำเสนอขึ้นมา ด้วยความเป็นห่วงเป็นใยของประเทศชาติ ผมขออนุญาตเรียนอย่างนี้เรื่องข้อโต้แย้งกัน ในเรื่องของสุขภาพ ซึ่งท่านคุณหญิงพรทิพย์ได้กรุณาชี้แจงไปแล้วว่ามีผลการศึกษาและมีสิ่งที่ เรียกว่า พยานเชิงประจักษ์ให้เห็นว่ามีผลกระทบอย่างไรบ้างในเบื้องต้น ถึงแม้ว่าจะมี ข้อถกเถียงในเชิงวิชาการบ้างเล็กน้อย แต่ในที่สุดแล้วทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยกระทรวง อุตสาหกรรมและคณะทำงานร่วมทั้งหมดของ ๔ กระทรวงนั้นก็ชี้แจงและมีประเด็นรายงาน ว่าจะต้องดำเนินการขั้นตอนอย่างไรบ้าง ซึ่งในขณะนั้นจะมีการศึกษาเรียบร้อยแล้ว เราคิดว่า ระเบียบ กติกา กฎหมายที่มีอยู่ใน ณ วันนั้นไม่สามารถที่จะเข้าไปจัดการกับปัญหา ได้ทันท่วงเวลาที่จะลดและขจัดปัญหาผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นกับประชาชนในช่วงเวลานั้น ได้ทันเวลาตามระเบียบที่มีอยู่ ดังนั้นเราก็เลยนำเสนอด้วยความเห็นชอบของหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดและได้กราบเรียนท่านนายกรัฐมนตรี ท่านประยุทธ์ จันทร์โอชา ในช่วง เวลานั้นก็บอกว่าด้วยความจำเป็นอย่างไรบ้างก็ดำเนินการ
ส่วนประเด็นที่ ๒ หลังจากได้ดำเนินการแล้วมีการเจรจาต่อรองหรือคุยกัน อย่างไรกับบริษัท อัคราทั้งหมด เราดำเนินการตามพระราชบัญญัติเหมืองทองคำทั้งหมด วันนี้เดินตามกฎหมาย ตามพระราชบัญญัติทองคำที่ออกมาใหม่ล่าสุดทุกประการภายใต้ พ.ร.บ. แร่แห่งชาติด้วยนะครับ และมาตรการเหมืองทอง ขออนุญาตกราบเรียนเพิ่มเติมว่า ขณะนี้คดีกำลังอยู่ในเรื่องของการเจรจาผ่านอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศซึ่งกำลัง ดำเนินการอยู่ทั้งฝ่ายไทยและฝ่ายผู้ที่เสียหายก็กำลังดำเนินการตกลงกันอยู่ และวันนี้ ขอยืนยันว่าหน่วยงานทุกหน่วยงานนั้นดำเนินการด้วยความเป็นห่วง ดำเนินการอย่างเต็ม ความสามารถ แล้วประเทศไทยวันนี้ต้องเรียนว่าเรายังมั่นใจว่าเราดำเนินการตามกฎหมาย เพื่อดูแลสุขภาพของประชาชนซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ที่สุด แล้วผมเชื่อว่าสมาชิกทั้งหมดในห้องนี้ ก็มีความเป็นห่วงเป็นใยร่วมกับพวกเรากับวุฒิสมาชิกทั้งหมดเหมือนกันครับว่าความเป็นห่วง เป็นใยนั้นเทียบไม่ได้กับเรื่องสุขภาพของประชาชน ก็ที่ท่านกิตติศักดิ์พยายามจะอธิบาย ในเรื่องของผลเสียหายนั้นผมทราบนะครับ ก็ได้มีการหารือในเบื้องต้นกับหน่วยงานนั้น ซึ่งผมได้มีโอกาสเข้าไปมีส่วนร่วมด้วยก็ต้องขอบคุณในเบื้องต้น และผมเชื่อและยืนยันว่า ขณะนี้กระบวนการยังอยู่ในกระบวนการทางกฎหมายของอนุญาโตตุลาการและประเทศไทย ดำเนินการอย่างเต็มความสามารถ และเรามั่นใจว่าเรายังไม่มีความเสียหายใด ๆ เกิดขึ้น แต่สิ่งที่เราได้ในวันนี้และชัดเจนคือสุขภาพของประชาชนครับ ขออนุญาตกราบเรียน ท่านประธานด้วยความเคารพครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณมากครับ ต่อไปนะครับ ท่านสมาชิก นายจีรเดช ศรีวิราช พรรคพลังประชารัฐครับ
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพครับ กระผม จีรเดช ศรีวิราช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพะเยา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมเองเป็น ส.ส. ใหม่เพิ่งเข้าสภาครั้งแรก มาพร้อมกับพรรคการเมือง ก็พรรคการเมืองใหม่ คือพรรคพลังประชารัฐ วันนี้ได้มีโอกาสขึ้นมาใช้เหตุผลในการที่จะ สนับสนุนท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี ผมคงไม่อาจใช้เหตุผล ในการไปพูดในเรื่องที่ไม่ดีของผู้เสนอนายกรัฐมนตรีของท่านอื่น ผมเองตั้งใจที่จะเสนอแต่ เรื่องดี ๆ โดยการใช้เหตุผลเพราะอะไรถึงสนับสนุนท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ท่านประธานที่เคารพครับ ถ้าหากเรายังไม่ลืมอดีตแล้วคิดว่าอดีตนั้นเป็นเหตุผลสำคัญ ที่จะสามารถเข้ามาทำให้ปัจจุบันทำในสิ่งที่ดีงามในปัจจุบันได้ หลายท่านได้ออกมาอภิปราย ถึงความแตกแยกก่อนที่จะมีการทำรัฐประหาร บางท่านก็บอกว่ากล่าวหาว่าเป็นการกบฏด้วยซ้ำไป จริง ๆ แล้วผมไม่อยากเข้าไปพูดถึงคำว่า กบฏ เท่าที่ผมเรียนมาในการยึดอำนาจและประสบความสำเร็จ เขาเรียกว่า การปฏิวัติ คำว่า ปฏิวัติ นั้นเป็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอย่างฉับพลันให้ดีขึ้น ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเป็น ส.ส. บ้านนอก มาจากจังหวัดพะเยา จังหวัดที่ด้อยการพัฒนามาช้านานครับ วันนี้มีโอกาสได้เข้ามาพูดในสภาเป็นครั้งแรก ก็อยากจะพูดในสิ่งที่มันสร้างสรรค์และดีงาม อยากจะพูดในเรื่องที่เป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชนที่รอคอย สภาที่มาตาม กระบวนการประชาธิปไตยมาตลอด ๕ ปีที่ผ่านมา ต้องขอขอบคุณพรรคพลังประชารัฐ พรรคที่ให้โอกาสคนรุ่นใหม่เข้ามาพูด เข้ามาให้เหตุผลว่าเพราะอะไรถึงต้องเสนอชื่อท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี ผมเองได้เข้ามาเป็นสมาชิกของ พรรคพลังประชารัฐ ด้วยความเชื่อว่านโยบายและอุดมการณ์ของพรรคการเมืองนี้ สามารถ ที่จะก้าวข้ามความแตกแยกขัดแย้ง ซึ่งมันหมักหมมและเกิดขึ้นในสังคมไทยได้อย่างแท้จริง
ขออภัยท่านจีรเดช ขออภัยนะครับ พยายามตรงประเด็นเรื่องคุณสมบัติครับ
ผมกำลังจะก้าวไป ถึงเรื่องคุณสมบัติท่านประธานครับ เพราะว่าที่ผมอยากจะพูดถึงพรรคการเมืองด้วยเหตุผล ที่ว่าเป็นพรรคการเมืองที่เสนอชื่อ ท่านประยุทธ์ จันทร์โอชา ตามมาตรา ๘๘ ซึ่งได้บัญญัติไว้ ให้พรรคการเมืองได้เสนอรายชื่อผู้ที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรี ๓ รายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ชัดเจนครับ ตั้งแต่พรรคพลังประชารัฐโดยคณะกรรมการบริหารพรรคได้มีมติร่วมกันว่า ผู้ที่สามารถที่จะก้าวข้ามความขัดแย้งแตกแยกให้กับประเทศไทย ณ เวลานี้ไม่มีใครนอกจาก ท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เพียงท่านเดียวเท่านั้น ก็เลยถือโอกาสไปเชื้อเชิญ ท่านประยุทธ์ จันทร์โอชา เข้ามาเป็นตัวแทนของพรรคพลังประชารัฐในการเสนอรายชื่อ ให้มาเป็นนายกรัฐมนตรีตามกระบวนการมาตรา ๔๘ ของกฎหมายรัฐธรรมนูญ ในอดีตที่ผ่านมา เราได้เห็นชัดเจนว่าความแตกแยกที่มันเกิดขึ้นในสังคมไทย สืบเนื่องจากปัญหาความขัดแย้ง ของคนไทยด้วยกันเอง ที่มีความเห็นแตกต่างทางด้านการเมือง เริ่มลุกลามไม่ใช่เฉพาะ ในเมืองหลวงของประเทศไทยเท่านั้น มันลุกลามบานปลายเข้าไปยังสังคมชนบท อย่างบ้านผม เข้าไปถึงครอบครัวของบรรดาพ่อแม่พี่น้อง ญาติมิตรที่มีความรักใคร่ปรองดองกัน ตามสังคมชนบทบ้านนอก เริ่มมีความขัดแย้งกัน เริ่มมีความแบ่งฝักแบ่งฝ่าย มีความเห็น ทางการเมืองที่แตกต่างกัน จากสาเหตุที่มีกลุ่มการเมืองบางกลุ่มสร้างวาทกรรมในการ แตกแยกให้เกิดขึ้น เมื่อมีการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายทะเลาะเบาะแว้งกันลุกลามบานปลาย มีพี่น้อง ประชาชนคนไทยหลายกลุ่มได้จับอาวุธขึ้นมาประหัตประหารคะคานกันเกิดขึ้น จนยากที่จะ เจรจาหาความยุติในทางสันติได้ ผมเองมีความมั่นใจและเชื่อมั่นว่าท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เองท่านก็คงไม่มีเจตนาและมีความต้องการที่จะมาทำรัฐประหารยึดอำนาจ ในการปกครองประเทศ ณ เวลานั้น หากท่านสามารถที่จะนำมาซึ่งการเจรจาอย่างสันติวิธีได้ ระยะทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์คน ๕ ปีที่ผ่านมานั้น ผมเองสัมผัสได้ว่าตั้งแต่ท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เข้ามาบริหาร ประเทศ สังคมไทยของเรามีความสงบ พี่น้องประชาชนมีความสุขมากขึ้น ถึงแม้ว่าจะมี บางท่านออกมาพูดถึงเรื่องปัญหาทางด้านเศรษฐกิจบ้าง แต่ผมก็เชื่อได้ว่าถ้าหากประเทศไทย ของเรายังตั้งอยู่บนความสงบ ความมั่นคงแล้ว ในเวลาไม่ช้านานปัญหาเหล่านี้ต้องได้รับการ เยียวยาแก้ไขอย่างแน่นอน นี่เป็นเหตุผลที่ผมเองต้องแสดงเจตนารมณ์ในการสนับสนุน ท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ท่ามกลางความแตกแยก ณ เวลานั้นครับท่านประธาน ถ้าท่านประยุทธ์ จันทร์โอชา ตัดสินใจช้าไปสักนิด ก็ไม่แน่ว่าสถานการณ์จะบานปลาย พี่น้องประชาชนคนไทยด้วยกันเองจะต้องบาดเจ็บล้มตายอีกสักเท่าไร ในสถานการณ์ การเมืองที่อยู่ในขั้นวิกฤตในวันนั้น คงเป็นเหตุผลที่ท่าน พลเอก ประยุทธ์จำเป็นต้องหาข้อยุติ เมื่อเวลาในการที่จะเจรจาอย่างสันติวิธีมาถึงทางตัน ท่านประธานที่เคารพครับ นี่คือเหตุผล ที่ผมอยากจะหยิบยกขึ้นมาสนับสนุนท่าน พลเอก ประยุทธ์ และผมไม่มีเหตุผลอันใดที่จะต้อง ไปแตะต้อง ที่จะต้องไปพูดถึงสิ่งที่ไม่ดีงามของอีกฝั่งอีกฝ่าย ผมเป็น ส.ส. น้องใหม่ เข้ามาได้เห็น การอภิปรายของ ส.ส. รุ่นพี่รู้สึกดีใจและภูมิใจที่ได้เห็นความงดงามบนความแตกต่างทาง ความคิดเหล่านี้ มีการถกเถียงด้วยเหตุและผล ผมมีความสุขที่ได้เข้ามายังสภาแห่งนี้ มีความสุขที่ได้อาสาพี่น้องประชาชนเข้ามาทำงานมาทำหน้าที่ วันนี้สภาแห่งนี้อยากจะให้เป็น สภาที่เป็นที่พึ่งพิง เป็นที่พึ่งหวังของพี่น้องประชาชนได้อย่างแท้จริง ดังนั้น เป็นครั้งแรก ที่ผมได้มีโอกาสได้พูดในสภา ก็อยากจะพูดในสิ่งในเรื่องที่ดีงาม ไม่อยากจะพูดไปในสิ่งที่ไม่ดี ของอีกฝั่งอีกฝ่าย วันนี้ผมอยากเสนอ ชี้ให้เห็นว่ากระบวนการที่ผ่านมานั้นเราได้เดินตาม กระบวนการที่มาจากกระบวนการรัฐธรรมนูญที่มาจากพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง ผมจำได้ว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้นั้นเป็นรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุดฉบับหนึ่ง หลายท่านอาจจะมีความเห็นแย้ง ด้วยคะแนนที่
ไกลไปจากคุณสมบัติแล้วครับ ที่จริง ตอนแรกดีแล้ว แต่ว่าตอนนี้ไกลไปแล้วครับ กลับที่เดิมนะครับ ผมว่าสรุปเลยครับผม
ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ เพราะมีผู้อภิปรายบางท่านได้อภิปรายไปก่อนหน้านะครับว่า
ผมเข้าใจครับ เพราะว่าที่ให้ท่านพูด เพราะว่ามีคนหยิบประเด็นนี้ขึ้นมาพูดก็เลยอนุญาตให้ท่านพูดก็ถือว่าชี้แจงได้ดี เรามีเวลา จำกัด ถ้าไม่จำเป็นถึง ๒๐ นาทีก็อย่าใช้ให้ครบเลยครับ เพราะจะมีรายชื่ออีกยาวเหยียด ซึ่งผมไม่อยากจะตัดใครออกไป ขอบคุณมากครับ
ขอบคุณ ท่านประธานครับ ผมอยากจะชี้ให้เห็นว่าท่าน พลเอก ประยุทธ์เองท่านได้เดินตามกลไก ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญที่ได้รับความเห็นชอบประชามติจากพี่น้องประชาชน คนไทยทั้งประเทศ
ท่านจีรเดชครับ ขออนุญาตครับ เรื่องรัฐธรรมนูญขอนะครับ ไกลไปจากคุณสมบัติแล้วครับ
ดังนั้นครับ ท่านประธานครับ พรรคพลังประชารัฐจึงไม่มีความเห็นอื่นใด และเราได้ยืนยันตั้งแต่วันที่ ๘ ที่เราได้เชื้อเชิญท่าน พลเอก ประยุทธ์มาเป็นตัวแทนในการที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีในครั้งนี้ ด้วยเหตุผลหลายประการครับท่านประธาน บรรดาพี่ ๆ ก็ได้พูด ท่านสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติหลายท่านได้พูดไปแล้ว ผมเองก็อยากจะเห็นสภาแห่งนี้ เป็นที่พึ่งพิง เป็นที่คาดหวังและทำประโยชน์ของพี่น้องประชาชนได้อย่างแท้จริง ดังนั้น อยากให้เวลาเราอภิปรายต่าง ๆ ก็อยากให้อยู่ในขอบเขต แล้วก็การสร้างสรรค์เพื่อเป็นมิติที่ดี เป็นตัวอย่างของนักการเมืองรุ่นใหม่น้องใหม่ที่ได้ก้าวเข้ามาในฐานะเป็นตัวแทนของพี่น้อง ประชาชนคนไทยทั้งประเทศ ต้องขอขอบคุณท่านประธานที่ได้ให้โอกาสได้เสนอที่มา และเหตุผลในการนำเสนอท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ขอบคุณครับ
ขอบคุณมากครับ ผมยังไม่ได้ ไปลดเวลานะครับ แต่ขอความร่วมมือพวกเราเรื่องของคุณสมบัติทั้ง ๘ ประการนี้ติดตามฟัง ก็เริ่มซ้ำนะครับ แต่ว่าก็ไม่ห้ามที่จะซ้ำในบางกรณี เพียงแต่ว่ากรณีอะไรที่ซ้ำก็คงจะต้อง ขอย่อความลง เพื่อว่าเราจะได้ใช้เวลาให้เพื่อนได้มีโอกาสมากที่สุด รายชื่อที่เสนอมาต่อไป ก็คือท่านสมาชิกประเสริฐ จันทรรวงทอง ขออภัยนะครับ มีผู้ประท้วงครับ เชิญเลยครับ
ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม ซูการ์โน มะทา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยะลา ในฐานะสมาชิก รัฐสภา ผมนั่งฟังการอภิปรายก็ขอประท้วงท่านประธานในข้อ ๕ การดำเนินการการประชุม วันนี้เราได้ยินได้ฟังเพื่อนสมาชิกท่านผู้มีเกียรติจากพรรคใหญ่หลายพรรค ท่านสมาชิก วุฒิสภาก็ได้อภิปราย ในสัดส่วนของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกรัฐสภาที่เป็น พรรคการเมืองเล็ก ผมนั่งฟังตั้งแต่ท่านเริ่มเปิดอภิปราย พวกเราที่เป็นพรรคการเมืองใหม่ โดยเฉพาะพรรคประชาชาติเราได้เสนอชื่อเข้าไปแล้ว แต่ว่ายังไม่ถึงคิว ผมไม่ทราบว่า ท่านช่วยดำเนินการตามข้อ ๕ ด้วยว่าเกลี่ยให้ได้รับความเป็นธรรม เราเป็นพรรคเล็ก เราก็เป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชนเหมือนกับทุกคนครับ ขอบคุณมากครับ
ยินดีมากครับ ขอกรุณาส่งชื่อมา นะครับ อันนี้เป็นชื่อที่ได้ส่งมาให้ ขอให้ชี้ไปตามลำดับของชื่อที่ส่งมานะครับ เพราะฉะนั้น ขอกรุณาส่งชื่อมาครับ ท่านซูการ์โน มะทา ท่านส่งรายชื่อมาหลังสุดครับ เพราะฉะนั้น เชิญเลยครับ ท่านประเสริฐครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายประเสริฐ จันทรรวงทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ ก่อนอื่นผมต้องขอแสดงความขอบคุณที่ท่านประธานนั้น ได้เปิดโอกาสให้พวกเราได้แสดงความคิดเห็นอย่างเต็มที่ในประเด็นว่าด้วยที่มาของ นายกรัฐมนตรี ผมขอแสดงความคิดเห็นในประเด็นเกี่ยวกับคุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม ของบุคคลซึ่งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีตามมาตรา ๑๖๐ (๔) ที่ได้บัญญัติเอาไว้ว่า บุคคล ที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนั้นต้องมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ ประกอบกับ มาตรฐานจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งสำคัญต่าง ๆ ที่ระบุในหมวด ๑ ว่าด้วยมาตรฐานทางจริยธรรมอันเป็นอุดมการณ์ในข้อ ๘ ว่าต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความ ซื่อสัตย์สุจริต ไม่แสวงหาประโยชน์โดยมิชอบเพื่อตนเอง หรือผู้อื่นที่รู้เห็นหรือยินยอมให้ผู้อื่น ใช้ตำแหน่งหน้าที่ของตนเองแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมทราบดีว่าการอภิปรายครั้งนี้ไม่ใช่การอภิปรายไม่ไว้วางใจ แต่เป็นการอภิปรายตาม รัฐธรรมนูญในมาตรา ๑๖๐ ซึ่งกระผมเองนั้นจะใช้เวลาให้กระชับและไม่นานนัก กระผม เห็นว่าการบริหารราชการแผ่นดินของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในรอบระยะเวลา ๔-๕ ปีที่ผ่านมานั้น ขาดความโปร่งใส ขาดการตรวจสอบ มีการทุจริตเชิงนโยบายหลายอย่าง เหตุผลที่อ้างตอนยึดอำนาจจากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของพี่น้องประชาชนนั้น ยังไม่เห็นเป็นรูปธรรม มีแต่การสร้างภาพว่ามีความสุจริตซึ่งล้วนแต่เป็นภาพลวงตา แทบทั้งสิ้น สร้างภาพว่าเป็นรัฐบาลที่มีความโปร่งใส แต่เป็นรัฐบาลที่ตรวจสอบไม่ได้ ผมไม่เชื่อว่าการทุจริตไม่เกิดขึ้นจริงในรัฐบาลที่ผ่านมา เมื่อต้นปี ๒๕๖๒ องค์กร เพื่อความโปร่งใสนานาชาติได้เผยแพร่ดัชนีการทุจริตในภาครัฐทั่วโลก ท่านประธานที่เคารพ ในปี ๒๕๖๑ นั้น ประเทศไทยเราได้ ๓๖ คะแนน จากคะแนนเต็ม ๑๐๐ คะแนน อันดับตกจากลำดับที่ ๙๖ ในปี ๒๕๖๐ เป็นลำดับที่ ๙๙ ในปี ๒๕๖๑ ผมขออธิบายว่า การทุจริตเชิงนโยบายที่ได้กล่าวถึงนั้นเป็นการทุจริตภายใต้การสร้างนโยบายหรือกฎหมาย ซึ่งอ้างแต่ประโยชน์สาธารณะที่เกิดขึ้น และหากการดำเนินการตามนโยบายหรือกฎหมาย ที่ถูกสร้างขึ้นมานั้น สร้างความชอบธรรมอย่างเป็นระบบและเป็นประโยชน์ต่อตนเอง และผู้อื่น ผมมีตัวอย่างที่ชัดเจน ๒ เรื่อง ท่านประธานที่เคารพ เรื่องแรกนั้นก็คือการทุจริต เรื่องนโยบาย เป็นความพยายามในการจัดตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติขึ้นมา ท่านประธาน คงทราบดีว่าการจัดตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาตินี้มีความไม่ชอบมาพากลหลายอย่างที่เกิดขึ้น ในรัฐบาลประยุทธ์ จันทร์โอชา ท่านประธานครับ ในการพิจารณาพระราชบัญญัติปิโตรเลียม ในวาระที่ ๒ ได้มีการยัดไส้เพิ่มบทบัญญัติในการจัดตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติขึ้นมา ในการพิจารณาในวาระที่ ๒ ทั้ง ๆ ที่ในธรรมเนียมการปฏิบัติในรอบหลายปีที่ผ่านมานั้น ในการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรเองไม่เคยมีสักครั้งเดียวที่ในการพิจารณาในวาระที่ ๒ นั้น จะขัดกับหลักการในวาระที่ ๑ ในเรื่องของหลักการและเหตุผล ท่านประธานที่เคารพครับ หลักการและเหตุผลในวาระที่ ๑ นั้นไม่มีการพูดถึงเรื่องการจัดตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติแต่อย่างใด เพราะฉะนั้นแล้วเรื่องนี้เป็นการเพิ่มเติมขึ้นมาในการจัดตั้ง แล้วก็ได้เพิ่มบทบัญญัติ ในมาตรา ๑๐/๑ โดยมีการวางแผนอย่างแยบยลว่าบรรษัทน้ำมันแห่งชาติแห่งนี้ จะเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในทรัพยากรปิโตรเลียมทุกชนิด โดยให้กรมการพลังงานทหาร เป็นผู้บริหารงานในระยะเริ่มแรก วันนี้กิจการด้าน ปตท. ของประเทศไทยเรานั้น ด้านการปิโตรเลียมนั้นได้พัฒนาไปไกล มากมายเป็นอย่างยิ่ง รัฐวิสาหกิจที่เข้ามาดูแลเรื่องนี้คือ ปตท. สามารถทำงานได้อย่างมี ประสิทธิภาพและเป็นหน้าเป็นตาของพี่น้องคนไทยเป็นอย่างดี ท่านสมาชิกที่เคารพ ทุกท่านครับ ท่านสมาชิกรัฐสภา ท่านลองคิดดูถ้าบรรษัทน้ำมันแห่งชาติเหล่านี้เกิดขึ้นจริง ปตท. และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องกับพลังงานนั้นจะเป็นอย่างไรในอนาคต จะมีการทำงาน ซ้ำซ้อนกัน จะมีการทำงานที่ไม่เป็นระบบระเบียบมากยิ่งขึ้นในอนาคต ในเรื่องนี้ต้อง ขอขอบคุณและขอยกเครดิตให้ หม่อมราชวงศ์ปรีดิยาธร เทวกุล ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน คิดว่าไม่เสียหายอะไรนะครับ ที่ท่านได้แสดงเหตุผลมากมายหลายอย่างไปยังสมาชิก สนช. ก่อนที่กฎหมายฉบับนี้จะเข้าสู่การพิจารณาของ สนช. ในวาระที่ ๓ ท่านประธานที่เคารพ จากจดหมายและบันทึกเหตุผลอันนั้นเป็นเหตุให้มีการตัดมาตรา ๑๐/๑ ออกจากกฎหมาย ฉบับนี้ ก็คือมีการยกเลิกการจัดตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ อย่างไรก็ตามผมทราบว่ายังมี ความพยายามของกลุ่มผลประโยชน์ที่ได้มีความใกล้ชิดกับ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้พยายามจะผลักดันเรื่องนี้อีกครั้งหนึ่ง โดยหวังไว้ว่าถ้า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่งจะต้องผลักดันเรื่องนี้ให้สำเร็จให้ได้ ท่านประธานครับ ที่จริงแล้วเรื่องนี้ผมไม่เชื่อนะครับ แต่เมื่อมีการจัดตั้ง ครม. ที่เกิดขึ้นอีกไม่กี่วันหลังจาก นายกรัฐมนตรีมีข่าวอย่างหนักว่าพรรคที่เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลคือพรรคพลังประชารัฐ ขออนุญาต ได้จองกระทรวงพลังงานไว้ในโควตาไม่ให้พรรคอื่นเลยนะครับ อันนี้ก็เป็นเหตุ ชวนน่าสงสัยประการหนึ่ง ท่านประธานที่เคารพ การทุจริตเชิงนโยบายอีกเรื่องหนึ่งที่ผมต้อง กล่าวถึงก็คือว่าระยะเวลาที่ท่านนายกประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ดำรงตำแหน่งนั้นท่านมีความ ใกล้ชิดสนิทสนมกับกลุ่มนายทุนใหญ่ของประเทศบางกลุ่มเป็นพิเศษ ทำให้กลุ่มทุนเหล่านั้น สามารถที่จะกำหนดนโยบายและมีบทบาทอย่างสูงในรัฐบาล
ขออภัยครับ มีผู้ประท้วงครับ
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผมขอประท้วง ผม วีระกร คำประกอบ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครสวรรค์ พรรคพลังประชารัฐ สมาชิกรัฐสภา ขอประท้วง ในข้อ ๔๓ คือการอภิปรายมันดูเหมือนจะเป็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจเข้าไปทุกทีแล้ว ท่านประธานครับ โดยการใช้วาจาเสียดสีใส่ร้าย เรื่องต่าง ๆ นั้นฟังดูแล้วเป็นเรื่องที่คาดเดาเฉย ๆ คิดว่าจะเป็นอย่างนั้น คิดว่าจะเป็นอย่างนี้ ยังไม่มีอะไรที่เป็นเหตุผลหลักฐานใด ๆ ทั้งสิ้น คิดว่าเขาจะปรับเราเท่านั้น คิดว่าเขาจะทำบริษัทนี้เพื่อมาโกงกัน คิดไปเองทั้งนั้นเลยครับ เหมือนการใส่ร้าย เหมือนการเสียดสี ซึ่งขอท่านประธานได้วินิจฉัยด้วยว่าผิด ข้อ ๔๓ หรือไม่
เข้าใจแล้วครับ ท่านผู้อภิปราย อภิปรายใน (๕) ของมาตรา ๑๖๐ เรื่องความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ ก็หยิบยกตัวอย่าง ขึ้นมาบางเรื่อง ก็ทำได้ในเรื่องอดีต แต่ว่าถ้าเป็นเรื่องอนาคตมันยังไม่เกิดขึ้นไปไกลไป ต้องขอท่านประเสริฐได้กรุณาสรุปได้แล้วครับ เพราะว่าได้ให้โอกาสยกตัวอย่าง
ต้องเรียนท่านประธานอย่างนี้ว่าเรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นจริง
สำหรับเรื่องอดีตที่ผ่านมาแล้ว แต่ว่าเรื่องอนาคตยังไม่เกิดขึ้นก็ได้พูดเรื่องนี้มาพอสมควร ผมคิดว่าตัวอย่างที่ยกมาตอนต้น ไปยกตัวอย่างอดีตนั้นก็ไม่ได้ห้ามเพราะว่าเป็นเรื่องอดีต แต่ว่าเรื่องอนาคตคาดว่าอย่างนั้น อย่างนี้ก็อาจจะไกลไปครับ
ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ ท่านนายกรัฐมนตรีประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้มีความสนิทสนม กับกลุ่มทุนใหญ่ในประเทศบางกลุ่ม ถึงขนาดที่ว่ามีเรื่องที่ไม่สมมาพาควรเกิดขึ้นหลายอย่าง เรื่องแรก ท่านได้แต่งตั้งบุคคลที่สนิทสนมกับกลุ่มธุรกิจปลอดภาษี เป็นประธานการท่าอากาศยาน แห่งประเทศไทย เรื่องที่ ๒ ท่านได้แต่งตั้งบุคคลที่เป็นตัวแทนของกลุ่มทุนใหญ่เป็นหนึ่ง ในคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน สิ่งเหล่านี้ทำให้กลุ่มทุนเหล่านั้นได้เสียประโยชน์ ในการประชุมคณะรัฐมนตรีครั้งหนึ่ง ท่านประธานครับ ท่านเคยอนุญาตให้นักธุรกิจใหญ่ รายหนึ่งได้เข้าไปชี้แจงแสดงความคิดเห็นในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ซึ่งสิ่งเหล่านี้ธรรมเนียม ปฏิบัตินั้นไม่เคยมีมาก่อน การแสดงความคิดเห็นของกลุ่มทุนในครั้งนั้นล้วนแต่เป็นประโยชน์ ทั้งสิ้นต่อกลุ่มทุนที่เข้าไปชี้แจง ผมยกตัวอย่างแค่นี้ ท่านประธานที่เคารพครับ จริง ๆ แล้ว ยังมีอีกหลายเรื่องไม่ว่าจะเป็นการตรวจสอบเรื่องนาฬิกาหรู ใครถามท่านท่านก็บอกว่าขอให้ ลดราวาศอก โครงการก่อสร้างอุทยานราชภักดิ์มีหน่วยงานหลายหน่วยงานของเอกชน ที่ได้ยื่นขอราคากลางว่าโครงการนี้ได้สร้างเงินเท่าไร ยื่นมาร่วม ๑๘ เดือนท่านประธาน ไม่มีเสียงตอบอย่างใดจากรัฐบาล นอกจากนั้นแล้วการใช้มาตรา ๔๔ ในเรื่องของการ เลื่อนระยะเวลาการบังคับใช้กฎหมายในการแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของ บุคคลที่ดำรงตำแหน่งในระดับสูงนั้น ท่านประธานครับ ท่านก็เลื่อนให้โดยไม่มีเหตุผล อันสมควร ผมยกตัวอย่างเพียงเท่านี้
ตัวอย่างพอสมควรแล้วครับ
ผมเห็นว่าท่านขาดคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๐ (๔) ในเรื่องของความซื่อสัตย์ สุจริต และยังขาดคุณสมบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอันเป็นอุดมการณ์ การบริหารงานใน รอบหลายปีของท่านนายกรัฐมนตรีใน ๕ ปีที่ผ่านมานั้นเป็นลักษณะปากว่าตาขยิบนะครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเห็นว่าท่านไม่มีความเหมาะสมในการดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรีแต่อย่างใด ขอขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปผมขออนุญาต ให้พรรคอนาคตใหม่เพื่อได้อภิปรายสนับสนุนผู้ที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีในพรรคของท่าน คุณวาโย อัศวรุ่งเรือง ครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายแพทย์วาโย อัศวรุ่งเรือง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ และในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขออนุญาตอภิปราย ต่อเสริมเติมในประเด็นที่ตั้งอภิปรายเอาไว้นะครับ ในเรื่องที่ว่าคุณสมบัติหรือลักษณะ ต้องห้ามของผู้ที่จะสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ในมาตรา ๑๖๐ (๕) ผมขออนุญาตยกนิดหนึ่ง บัญญัติไว้ว่า รัฐมนตรีจะต้องไม่มีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐาน ทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงนะครับ ซึ่งคำว่า รัฐมนตรี นี้ย่อมหมายรวมถึง นายกรัฐมนตรีด้วย และแคนดิเดต (Candidate) นายกรัฐมนตรีนะครับ อีก ๒ องค์ประกอบที่สำคัญที่ผมขออนุญาตที่จะยกมาวินิจฉัย อภิปรายกันในครั้งนี้ คือเรื่องมาตรฐานทางจริยธรรมและความร้ายแรง มาตรฐานทางจริยธรรม ใช้อำนาจตามความแห่งมาตราใดตราขึ้นมา และมีความสำคัญอย่างไร ขออนุญาตยกนิดหนึ่ง ประกอบก่อนการวินิจฉัยกับข้อเท็จจริง กลับไปดูที่รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๙ ขออนุญาตยกนะครับ ให้ศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระร่วมกันกำหนดมาตรฐาน ทางจริยธรรมขึ้นใช้บังคับ ซึ่งออกมาเป็นมาตรฐานทางจริยธรรมฉบับหนึ่ง ซึ่งโดยปกติแล้ว คือใช้บังคับกับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ แล้วก็ผู้ดำรงตำแหน่งอิสระในองค์กรอิสระ แต่ในวรรคสองได้บัญญัติไว้ว่า ให้บังคับใช้แก่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา และคณะรัฐมนตรีด้วย ซึ่งคณะรัฐมนตรีก็ย่อมจะหมายความรวมถึงนายกรัฐมนตรีด้วย ทีนี้จะเห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่างตัวมาตรฐานทางจริยธรรมฉบับนี้กับการขาดคุณสมบัติ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๐ (๕) ผมขออภิปรายเจาะเฉพาะประเด็นประกอบกับข้อเท็จจริง เพียงเล็กน้อยเพื่อจะได้ไม่เป็นการเสียเวลามาก ผมขอพิจารณาที่ข้อ ๗ กับข้อ ๑๑ ขออนุญาตยกประกอบกันนิดหนึ่ง ตามมาตรฐานจริยธรรมในหมวด ๑ ข้อ ๗ ท่านว่า ต้องถือผลประโยชน์ของประเทศชาติเหนือกว่าประโยชน์ส่วนตน ส่วนข้อ ๑๑ ท่านว่าจะต้อง ไม่กระทำการอันเป็นการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนตนกับประโยชน์ส่วนรวม ทั้งนี้ ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม หลังจากนี้ผมขออนุญาตยกข้อเท็จจริงเพียงสังเขป เพื่อท้ายที่สุดแล้วในขั้นตอนสุดท้ายจะมาพิจารณาปรับกับตัวบทกฎหมายที่ได้ยกไปข้างต้นว่า ท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ขาดคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๐ (๕) หรือไม่ ข้อเท็จจริงอย่างที่เราได้ทราบกันดีว่า ท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ซึ่งท่านได้ใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๖๙ (๑) ประกอบมาตรา ๙๐ (๑) แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๖๑ ตามความแห่งมาตราทั้งสองนี้ให้อำนาจ คสช. ซึ่งโดย พลเอก ประยุทธ์ในฐานะหัวหน้า คสช. แต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมา คณะกรรมการหนึ่งคือคณะกรรมการสรรหาสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งตามกฎหมายทั้ง ๒ มาตรานี้ ได้กำหนดองค์ประกอบสำคัญเอาไว้ ๒ ประการครับ ประการที่ ๑ ก็คือจำนวนของ คณะกรรมการสรรหานี้ที่จะต้องมีจำนวนไม่น้อยไปกว่า ๙ คน แต่ไม่เกิน ๑๒ คน อีกองค์ประกอบหนึ่งที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ก็คือจะต้องมีความเป็นกลางทางการเมือง ในองค์ประกอบแรกจนบัดนี้ ประชาชนยังไม่ทราบเลยว่าคณะกรรมการสรรหาในชุดนี้ มีจำนวนทั้งสิ้นกี่ท่านและเป็นใครบ้าง แต่อย่างน้อยถือว่าเป็นโชคดีของพวกเรา เราทราบอย่างน้อย ๑ ท่าน ก็คือท่าน พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ ขออนุญาตเอ่ยชื่อนะครับ ท่านเป็นประธานคณะกรรมการสรรหาวุฒิสมาชิกคณะนี้ ผมขออนุญาตกล่าวสรุปเลยว่า พลเอก ประยุทธ์ในฐานะหัวหน้า คสช. แต่งตั้ง พลเอก ประวิตรซึ่งเป็นรองหัวหน้า คสช. ไปสรรหาผู้ทรงคุณวุฒิจากทั่วประเทศ ซึ่งอาจจะมี ๓ ประเภท ผมขอสรุปง่าย ๆ เลยแล้วกัน ว่าท้ายที่สุดแล้วได้มาทั้งสิ้น ๖๐๐ ท่าน และนำมาเสนอกับ คสช. ซึ่งก็คือ พลเอก ประยุทธ์ ในฐานะหัวหน้า คสช. คัดเลือกออกมา ได้ท้ายที่สุดแล้วเป็นสมาชิกวุฒิสภาสภาอันทรงเกียรติ ๒๕๐ ท่าน ซึ่งก็ได้ปรากฏตัวกันอยู่ ณ วันนี้ ตรงนี้ผมไม่ได้ขออภิปรายถึงท่านวุฒิสมาชิก แล้วก็ไม่ได้ขออภิปรายถึง พลเอก ประวิตร แต่เรากำลังอภิปรายถึงคุณสมบัติ
คุณหมอพยายามหลีกเลี่ยงอย่าไป เอ่ยชื่อคนนอกนะครับ
ได้ครับ ขอกลับมาคืออภิปรายที่ท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ว่าท่านได้ใช้อำนาจตาม ความแห่งรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๖๙ (๑) ประกอบ พ.ร.ป. ว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว. ๒๕๖๑ มาตรา ๙๐ (๑) นี้อย่างสุจริตหรือไม่ ครบองค์ประกอบทั้ง ๒ ประการหรือไม่ องค์ประกอบที่ ๑ ก็คือองค์คณะ ๙-๑๒ คนเรายังไม่ทราบ องค์ประกอบที่ ๒ ก็คือว่าคณะกรรมการนั้นมีความ เป็นกลางทางการเมืองหรือไม่ ในเมื่อ ท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นที่ทราบกันดี อยู่แล้วว่าท่านเป็นแคนดิเดต (Candidate) นายกรัฐมนตรีของพรรคพลังประชารัฐ โดยที่ท่าน พลเอก ประยุทธ์ได้ลงลายมือชื่อในใบสมัครเป็นแคนดิเดต (Candidate) นายกรัฐมนตรีของ พรรคประชารัฐด้วยตัวท่านเอง ได้เป็นเปิดเผยกับสื่อโดยรวมอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นแล้วการที่ ท่านตั้ง พลเอก ประวิตรในฐานะรองหัวหน้า คสช. เป็นประธานกรรมการสรรหาในคณะนี้ นะครับ
คุณหมอครับ ขออภัยครับ มีผู้ประท้วงครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ขอประท้วงท่านผู้อภิปรายว่าได้พูดจาอยู่นอกประเด็น เพราะว่าเรากำลังพูดถึงเรื่องคุณสมบัติของผู้ที่ถูกเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ท่านนี้ ได้ไปพูดถึงเรื่องกระบวนการสรรหา ส.ว. ซึ่งไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องที่เรากำลังประชุมกันอยู่ ขอท่านประธานพิจารณาด้วยครับ
คุณหมออภิปรายในประเด็น ข้อ ๕ ไม่มีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่เป็นตามมาตรฐานจริยธรรม แต่ว่าได้หยิบยกเอ่ยถึง คนนอก ซึ่งผมห้ามไปแล้วครับ ว่าจะต้องพยายามหลีกเลี่ยงไม่เอ่ยถึงคนนอก ส่วนพฤติกรรมนั้น ต้องให้เข้าอันนี้ครับคุณหมอ ต้องให้เข้าในหัวข้อว่าพฤติกรรมที่ท่านพูดถึงในข้อ ๕ นี้คืออะไร แต่ว่าที่พูดมาทั้งหมดก็ใช้เวลาพอสมควร ถ้าคุณหมอจะสรุปก็จะเป็นพระคุณครับ เชิญเลยครับ
ขอบพระคุณ ทุกท่านยินดีปฏิบัติตามท่านประธานนะครับ อยากจะสรุปอย่างนี้ว่าท้ายที่สุดแล้ว กระบวนการทั้งหมดที่เราได้เห็นกัน ประชาชนได้เห็นกันว่าท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะที่เป็นหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ กระบวนการคัดเลือกทั้งหมดมานี้ เป็นการขัดต่อข้อบังคับมาตรฐานจริยธรรมที่ได้ว่าไว้ในข้อที่ ๗ และข้อที่ ๑๑ หรือไม่นะครับ เมื่อพิจารณาแล้วอาจจะเห็นได้ว่า พลเอก ประยุทธ์ได้ถือประโยชน์ส่วนตนเหนือกว่า ประโยชน์ของประเทศชาติหรือไม่ และได้กระทำการอันเป็นการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนตน กับประโยชน์ส่วนรวมหรือไม่ ซึ่งเป็นทั้งทางตรงหรือทางอ้อมก็ได้ตามข้อบังคับ มาตรฐานจริยธรรม ข้อ ๑๑ ทั้งนี้ในข้อ ๗ กับข้อ ๑๑ มีความสำคัญอย่างไรครับ กลับมาที่ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๐ (๕) ในตอนท้ายท่านได้ว่าไว้ว่าจะต้องเป็นการผิดมาตรฐาน จริยธรรมอย่างร้ายแรงครับ ทีนี้ร้ายแรงนี่ร้ายแรงอย่างไร ใครเป็นผู้วินิจฉัย กลับมาดูที่ มาตรฐานจริยธรรมในข้อ ๒๗ ซึ่งท่านได้ว่าไว้ว่าการผิดมาตรฐานจริยธรรมในหมวด ๑ ให้ถือได้ว่าเป็นการผิดมาตรฐานจริยธรรมที่ร้ายแรง ซึ่งการผิดจริยธรรมในข้อ ๗ ซึ่งอยู่ใน หมวด ๑ หมวด ๑ คือข้อ ๕ หรือข้อ ๑๐ ซึ่งข้อ ๗ อยู่ในหมวด ๑ อยู่แล้วนะครับ ย่อมเป็น การผิดจริยธรรมอย่างร้ายแรง ตรงนี้จึงขอฝากให้ท่านประธานวินิจฉัยเอาไว้ แต่อย่างไรก็ตาม ผมขอสรุปสุดท้ายตรงนี้ขอฝากทิ้งท้ายเอาไว้นิดเดียวตรงนี้ว่าท้ายที่สุดแล้ว ผมเชื่อว่า ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่านที่อยู่ในรัฐสภาแห่งนี้ ท่านวุฒิสมาชิกอันทรงเกียรติ ซึ่งผมเอง รู้จักอยู่หลายท่านและเป็นที่เคารพนับถือโดยทั่วไปอยู่แล้ว ซึ่งท่านมาในวันนี้ท่านมีอำนาจ เต็มที่ตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะสามารถที่จะโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีได้ ซึ่งท่านมีเอกสิทธิ์ อย่างเต็มที่ครับ และท่านไม่อยู่ภายใต้การครอบงำของพรรคการเมืองตามมาตรา ๑๑๓ แห่งรัฐธรรมนูญ และผมเชื่อว่าท่านวุฒิสมาชิกอันทรงเกียรติทุกท่านวันนี้จะปฏิบัติตาม รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๑๓ และมาตรา ๑๑๔ เพื่อไม่ให้เกิดการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณคุณหมอครับ ต่อไป ท่านวุฒิสมาชิก ท่านคำนูณ สิทธิสมาน
กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม นายคำนูณ สิทธิสมาน สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ที่กระผมจะใช้เวลาตามสมควรในการอภิปรายต่อไปนี้ จะอธิบายถึงหลักคิดส่วนตัวในฐานะ สมาชิกวุฒิสภาคนหนึ่งว่ามีหลักอย่างไรในการเลือกนายกรัฐมนตรี และทำไมคำตอบจึงจะเป็น พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ท่านประธานที่เคารพครับ สมาชิกวุฒิสภาเป็นครั้งแรกที่ได้มีโอกาสเข้ามาร่วมเลือกนายกรัฐมนตรี การเข้ามาร่วมเลือก นายกรัฐมนตรีนี้มีที่มาที่ไป ก่อนอื่นรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ขออนุญาตแตะนิดเดียวครับ เป็นรัฐธรรมนูญที่มีบทบัญญัติบังคับไว้ให้มีการปฏิรูปประเทศใน ๑๐ ด้าน และขณะนี้ แผนการปฏิรูปประเทศทั้ง ๑๐ ด้านนั้นก็ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษามาเป็นเวลา ๑ ปีแล้ว รัฐธรรมนูญจึงออกแบบไว้ให้สมาชิกวุฒิสภา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบทเฉพาะกาล สมาชิกวุฒิสภาชุดแรกจำนวน ๒๕๐ คนที่มีที่มาแตกต่างไปจากสมาชิกวุฒิสภาตามบททั่วไป ให้เป็นเสมือนผู้ดูแล ผู้กำกับการปฏิรูปประเทศ โดยในชั้นต้นได้ออกแบบให้สมาชิกวุฒิสภานั้น มีอำนาจพิเศษ ๓ ประการด้วยกัน
๑. ก็คือร่วมเสนอแนะ ติดตาม ซักถาม แล้วก็ผลักดันการปฏิรูปประเทศ โดยกำหนดให้คณะรัฐมนตรีต้องมารายงานต่อรัฐสภาทุก ๓ เดือน
๒. สำคัญมากครับ ก็คือให้สมาชิกวุฒิสภาร่วมพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ เกี่ยวกับการปฏิรูปประเทศพร้อมกับสภาผู้แทนราษฎรเลย ก็คือให้พิจารณาเสมือนหนึ่งเป็น สภาเดียวกัน ๗๕๐ คน เพื่อเป็นช่องทางพิเศษที่จะทำให้กฎหมายเกี่ยวกับการปฏิรูปประเทศ เดินหน้าไปโดยรวดเร็วให้ทันตามแผนซึ่งกำหนดระยะเวลาไว้ชัดเจนว่าปี ๒๕๖๒ ปี ๒๕๖๓ จะต้องเดินไปแค่ไหนอย่างไร
๓. ตามปกตินั้นเมื่อร่างกฎหมายฉบับใดฉบับหนึ่งถูกยับยั้งไว้โดยสภาใด สภาหนึ่งไม่ว่าจะเพราะเหตุใดนั้น รัฐธรรมนูญทุกฉบับที่ผ่านมารวมถึงฉบับนี้ในบททั่วไป ได้กำหนดไว้ให้เมื่อพ้นกำหนด ๑๘๐วันไปแล้ว หรือ ๑๐ วันในกรณีที่เป็นกฎหมาย ทางการเงินให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเพียงสภาเดียวหยิบยกขึ้นมาพิจารณาได้โดยเด็ดขาด ไม่ต้องฟังเสียงสมาชิกวุฒิสภาอีกต่อไป ในบทเฉพาะกาลนั้นกำหนดให้พวกกระผม ๒๕๐ คน มีส่วนร่วมในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติเฉพาะ ๒ ประการ ก็คือร่างพระราชบัญญัติ ที่มีผลให้เป็นการไม่เอาผิดผู้กระทำความผิดหรือลดโทษผู้กระทำความผิด ประการที่ ๒ ก็คือ ร่างพระราชบัญญัติที่มีผลกระทบกระเทือน
ท่านคำนูณ ขออภัยครับ มีผู้ประท้วง เชิญครับ
ขออนุญาตท่านประธานที่เคารพครับ ผม นายคารม พลพรกลาง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่จากจังหวัดร้อยเอ็ด ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมต้องขอประท้วงท่านผู้อภิปรายตาม ข้อ ๔๓ ครับ ประเด็นวันนี้ที่กำลังพูดคุยกันในเวลา ที่เหลือน้อย ๆ เขาอยากจะรู้ว่าคุณสมบัตินายกรัฐมนตรีคนต่อไปต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ เรื่องเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือเปล่า ต้องห้ามหรือเปล่าว่ามีมาตรฐานจริยธรรมที่ดีหรือไม่ ผมไม่อยากฟังรัฐธรรมนูญหรอกครับ เมื่อเช้าก็ได้รับแจกจากสภามาก็อ่านได้ครับ ท่านเขียน ยุทธศาสตร์ไว้ ๒๐ ปีก็เขียนไปครับ แต่วันนี้พวกผมเป็น ส.ส. เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ขออนุญาตนิดเดียวครับ ท่านประธานด้วยความเคารพนิดเดียวจบครับ ท่านไม่สามารถ ที่จะเอารัฐธรรมนูญมาพูดในเรื่องนอกประเด็นครับ เพราะฉะนั้นขอให้ประธานวินิจฉัยครับ ผมอยากฟังเรื่องอื่น ขอบคุณครับ
ขอบคุณมากครับ ที่จริงผมก็ได้อ่าน ที่ท่านคำนูณเขียนมาครับ แต่ว่าสำหรับขณะนี้เป็นเรื่องของคุณสมบัติ ที่จริงแล้วอาจจะพูด ได้ว่าไกลจากเรื่องรัฐธรรมนูญ แต่บังเอิญว่าเรามีการพูดถึงรัฐธรรมนูญไว้ในบางตอน ฉะนั้น ขอว่าคุณคำนูณได้กรุณาเอาเรื่องคุณสมบัติเป็นสาระสำคัญ เรื่องอื่นนั้นเป็นส่วนประกอบครับ
ได้ครับ ท่านประธานครับ ผมได้กราบเรียนท่านประธานแต่แรกแล้วว่าขออนุญาตแตะเพียงเล็กน้อย เพื่อที่จะระบุ เหตุผลว่าเหตุใดกระผมมีความจำเป็นที่จะต้องเลือก ประท้วงกันเสียก่อนก็ได้ครับ
มีผู้ประท้วงอีก ขออภัยด้วยครับ เชิญครับ
กราบขอบพระคุณท่านประธาน วิรัตน์ วรศสิริน พรรคเสรีรวมไทย บังเอิญการประท้วง ด้วยความเคารพท่านผู้อภิปราย แต่ว่าการประท้วงก็ในเนื้อหาเดียวกันกับผู้ที่ประท้วงไปแล้ว ขอบพระคุณท่านประธานที่ให้โอกาส
ขอบคุณมากครับ เชิญเลยครับ
โดยสรุปครับ ในเมื่อ รัฐธรรมนูญกำหนดภารกิจให้สมาชิกวุฒิสภามีหน้าที่ในการกำกับการปฏิรูปประเทศ และที่สำคัญที่สุดที่ผมจะเรียนต่อไปนี้ก็คือว่าสาเหตุที่สมาชิกวุฒิสภาต้องมาร่วมเลือก นายกรัฐมนตรีนั้น ก็เพราะสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศกับสภานิติบัญญัติแห่งชาติ มีความเห็นว่าในเมื่อจะให้สมาชิกวุฒิสภากำกับการปฏิรูปประเทศแล้ว แทนที่จะไปกำกับ ที่กลางน้ำหรือปลายน้ำให้มาร่วมเสียตั้งแต่ต้นน้ำ คือร่วมเลือกนายกรัฐมนตรีเลย จะดีกว่าหรือเปล่า ประเด็นนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อนครับ จึงนำมาซึ่งคำถามเพิ่มเติมในการ ลงประชามติรัฐธรรมนูญฉบับนี้ครับ เมื่อวันที่ ๗ สิงหาคม ๒๕๕๙ เพราะฉะนั้นสมาชิกวุฒิสภา โดยเฉพาะผมก็จำเป็นจะต้องดูที่มาว่าเหตุผลของการที่เราจะต้องมาร่วมเลือกนายกรัฐมนตรี จะต้องเป็นเหตุผลทั่วไปทางการเมืองของสภาผู้แทนราษฎรหรือของบุคคลทั่วไป หรือจำเป็น จะต้องพิจารณาถึงเหตุผลพิเศษที่จะต้องตอบโจทย์อันนี้ให้ได้ จบแล้วครับ เรื่องรัฐธรรมนูญ
ที่จริงรัฐธรรมนูญก็บัญญัติไว้ชัดเจน ว่าวุฒิสมาชิกมีสิทธิตามบทเฉพาะกาล มาตรา ๒๗๒ นะครับ อันนี้เป็นสิทธิที่ทุกคน ต้องยอมรับอยู่แล้วครับ เพียงแต่ว่าขณะนี้ก็คือคุณสมบัติของผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อ เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งมีอยู่ทั้งหมด ๘ ข้อ ที่สมาชิกอภิปรายกัน เพราะฉะนั้นประเด็นเรื่อง รัฐธรรมนูญอาจจะไกลไปหน่อยครับ ขอความกรุณาคุณคำนูณลงมาในเรื่องคุณสมบัติครับ
ด้วยความเคารพ ท่านประธานครับ กระผมเห็นว่าไม่ไกล แต่ว่าท่านประธานเป็นผู้ตัดสิน ถ้าเห็นว่าไกล ผมก็จบประเด็นนี้แต่เพียงเท่านี้ แต่ว่าอยากจะย้ำว่าอันนี้เป็นเหตุผลพิเศษที่เราจะต้อง ตัดสินใจ อีกประการหนึ่ง คือการตัดสินใจในเชิงเปรียบเทียบ เพราะว่าบุคคลที่เราจะเลือกให้ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนั้น เราก็ต้องเลือกจากบุคคลที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเสนอ เลือกจากบุคคลที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรรับรองและในขณะนี้ก็มีเพียง ๒ รายชื่อ เพราะฉะนั้นก็เป็นเรื่องที่เราจะต้องตอบโจทย์ว่าบุคคลใดที่จะตอบโจทย์ในเรื่องเหตุผลพิเศษ ของเราได้ใกล้เคียงที่สุด ประเด็นก็มีเพียงเท่านี้ ในส่วนของคุณสมบัติที่อภิปรายกันมา ตั้งแต่สาย ๆ กระผมเห็นว่าประการหนึ่งที่ทาง พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ถูกอภิปราย มากที่สุดอาจจะไปอยู่ในเรื่องมาตรฐานทางจริยธรรม อาจจะไปอยู่ในเรื่องการเป็นหัวหน้า คณะรักษาความสงบแห่งชาติ พูดง่าย ๆ ก็คือการทำรัฐประหารเมื่อวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ท่านประธานครับ ถ้าเราจะพูดถึงแต่การรัฐประหาร ไม่มีใครเห็นด้วยกับการ รัฐประหารครับ แต่กระผมอยากจะพูดแต่เพียงสั้น ๆ ว่าเราก็ต้องพูดถึงเหตุการณ์ ก่อนการรัฐประหารด้วยว่ามีเหตุการณ์ใดที่ทำให้เกิดความจำเป็น อย่างน้อยก็ความจำเป็น ของคณะทหารที่ตัดสินใจทำรัฐประหารนั้น ท่านประธานครับ กระผมเคยจดไว้เป็นสถิติว่า ตลอดระยะเวลาตั้งแต่วันที่ ๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๙ ที่มีการชุมนุมชนิดปักหลักพักค้าง ในกรุงเทพมหานครเป็นครั้งแรก จนถึงวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ รวมระยะเวลา ๘ ปีเศษ เรามีการชุมนุมชนิดปักหลักพักค้างของฝ่ายต่าง ๆ ของสีต่าง ๆ ด้วยเหตุผลต่าง ๆ เป็นการชุมนุมปักหลักพักค้างที่ปิดถนนและมีความรุนแรงเกิดขึ้นรวมทั้งสิ้น ๗๐๑ วัน ๗๐๑ วันนี้ทอนออกมาเป็นปีก็เท่ากับ ๒ ปีเศษ ๆ สรุปว่าภายในระยะเวลา ๘ ปีเศษเรามีการ ชุมนุมปักหลักพักค้างของฝ่ายต่าง ๆ นี้ รวมทั้งสิ้น ๒ ปี คิดเป็น ๑ ใน ๔ ของระยะเวลา ทั้งหมด ท่านประธานครับ นอกจากนั้นในการชุมนุมปักหลักพักค้างของกลุ่มที่มีความคิด ต่าง ๆ รวมกันทุกฝ่ายก็มีความรุนแรงเกิดขึ้นทำให้มีผู้เสียชีวิตรวมทั้งสิ้น ๑๓๑ คน มีผู้บาดเจ็บทั้งเล็กน้อยและสาหัส ๓,๓๘๘ คน มีความเสียหายทางเศรษฐกิจมูลค่ารวม ทุกอย่างประมาณ ๒ ล้านล้านบาท เชิญท่านประธานครับ
เชิญเถอะครับ ไปถึงตัวบุคคลเลยครับ ตัวบุคคลได้เข้าไป เดี๋ยวนะครับ รอนิดเดียว อย่าเพิ่งประท้วงนะครับ รอนิดเดียว คำนูณพูด ประเด็นนี้ให้จบเลยครับว่าเกี่ยวกับตัวบุคคลที่จะเป็นนายกรัฐมนตรี
ก็เกี่ยวกับตัวบุคคล แน่นอนครับ เพราะ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นหัวหน้าคณะรัฐประหาร
ครับ ท่านลงไปในประเด็นเลยครับ เผื่อว่าผู้ประท้วงจะได้หยุด
ผมถามว่า ณ วันที่ ท่านตัดสินใจทำรัฐประหารนั้นท่านเสี่ยงไหมครับ ถ้าไม่สำเร็จเป็นกบฏครับ
ครับ ผู้ประท้วงเชิญเลยครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับ กระผม นายประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขออนุญาต ประท้วงผู้อภิปรายในประเด็นตามข้อบังคับ ข้อ ๔๓ ในเรื่องของการอภิปราย ผมเห็นว่า ผู้อภิปรายนั้นไม่ได้อภิปรายอยู่ในประเด็นที่ท่านประธานได้นำเสนอเมื่อสักครู่ในเรื่องของ คุณสมบัติและจริยธรรมของผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แล้วก็เป็นการอภิปราย วกวน ซ้ำซากครับท่านประธาน
เข้าใจแล้วครับ เมื่อสักครู่นี้ผมถึงได้ ขอให้คำนูณได้อภิปรายให้จบเนื้อหา เพื่อจะได้รู้ว่าที่ท่านพูดไปทั้งหมดนั้นเจตนาก็เพื่อจะให้ ความเห็นชอบผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีนั้นได้ปฏิบัติภารกิจในการแก้ปัญหา ความไม่สงบที่ท่านพูดถึง ก็ถือว่าเป็นการสนับสนุนบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อ
ท่านประธานครับ ตรงตัวบุคคลเลยครับ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ถูกกล่าวหามาตลอดภาคบ่ายนี้ จากการเป็นหัวหน้าคณะรัฐประหาร ท่านประธานครับ ท่านประธานอยู่ในเหตุการณ์นั้น ก่อนการรัฐประหาร ผมก็อยู่ในเหตุการณ์นั้นก่อนการรัฐประหาร สมาชิกหลายท่านในที่นี้ อยู่ในเหตุการณ์นั้น ๆ ก่อนการรัฐประหาร ถามจริง ๆ เถอะครับว่าในขณะนั้นบ้านเมืองมีทางออก หรือไม่อย่างไร ท่านประธานครับ สภาผู้แทนราษฎรไม่มีเพราะถูกยุบ นอกจากนั้นรัฐบาล มีรัฐบาลรักษาการทำได้เพียงบางอย่าง บางอย่างทำไม่ได้ มิหนำซ้ำนายกรัฐมนตรีในรัฐบาล รักษาการนั้นต้องพ้นจากตำแหน่งเพราะศาลชี้ นอกจากนั้นเกิดเหตุซ้ำซ้อนขึ้นมาวุฒิสภา ซึ่งยังคงเหลืออยู่นั้น ประธานวุฒิสภาพ้นจากตำแหน่ง รองประธานวุฒิสภาไม่สามารถ จะปฏิบัติหน้าที่ประธานวุฒิสภาได้ และสมมติว่ารองประธานวุฒิสภาสามารถปฏิบัติหน้าที่ ประธานวุฒิสภาได้ ก็ไม่แน่ว่าจะสามารถให้วุฒิสภานั้นเป็นองค์แทนรัฐสภาได้หรือไม่ ในขณะนั้นบ้านเมืองอยู่ในภาวะที่ถึงทางตัน ในที่สุดก็เกิดเหตุการณ์รัฐประหารขึ้น และเป็น การรัฐประหารครั้งเดียว ถ้าทุกท่านจำได้ว่าใน ๒ วันแรกยังคงวุฒิสภาชุดนั้นอยู่ เพราะคิดว่า วุฒิสภาถ้ายังมีอยู่น่าจะสามารถแก้ปัญหาได้ ไม่ต้องการที่จะล้มล้างองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ทั้งหมด แต่ในที่สุดวุฒิสภาก็ไม่สามารถที่จะแก้ปัญหาได้ด้วยเหตุผลทางกฎหมาย หลายประการด้วยกัน เพราะฉะนั้นจึงจะต้องพูดทั้ง ๒ ด้านว่าด้านของการรัฐประหารนั้น แน่นอนเกิดขึ้น แต่สาเหตุก่อนการรัฐประหารทั้งระยะยาว ความขัดแย้งที่ต่อเนื่องกันมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๙ มาจนถึงเหตุการณ์เฉพาะหน้า การชุมนุมคัดค้านเรื่องร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม ปลายปี ๒๕๕๖ จนถึงการยุบสภาและการชุมนุมปิดหน่วยเลือกตั้งนั้น ทุกฝ่ายได้ประจักษ์ ในเหตุการณ์นั้น ผมเองก็เพียงแต่อยากเตือนความจำท่านว่า
ขออภัยครับ มีผู้ประท้วงครับ
ผมขออนุญาตท่านประธานจริง ๆ ผม คารม พลพรกลาง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคอนาคตใหม่ ระบบบัญชีรายชื่อจากจังหวัดร้อยเอ็ด ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ จริง ๆ ก็เกรงใจท่านประธานนะครับ แล้วก็เกรงใจสมาชิกผู้ทรงเกียรติ แต่ผู้อภิปรายไม่ได้เกรงใจ พวกเราเลย ถ้าจะบอกว่าคนที่ท่านจะยกมือให้เป็นนายกรัฐมนตรีดีเพราะยึดอำนาจแล้วมา แก้ปัญหา ผมถามท่านประธานได้หรือไม่ครับว่า
ท่านคารมประท้วงว่า
ประท้วงว่า ข้อ ๔๓ ไม่ได้อยู่ในประเด็น แล้วก็วกวนไม่พอ ประธานเตือนแล้วก็ยังไม่หยุด ขออนุญาตเรียนสนับสนุนคำคัดค้านผมนิดเดียวครับ ท่านประธานครับ ถ้าท่านจะบอกว่า คุณประยุทธ์ยึดอำนาจแล้วมันเกิดคุณูปการต่อประเทศนี้ ผมก็ต้องถามเหมือนกันว่า คุณประยุทธ์สมคบกับใครครับ ยึดอำนาจ ถามต่อไปว่า
เข้าใจครับ
สมคบแล้วคุณทุบประชาธิปไตย ขออนุญาตนิดเดียวด้วยความเคารพครับท่านประธาน
คุณคารมครับ ถือว่าพอแล้วครับ ทั้งหมดที่ผมให้พูดเพราะผมได้ยินตอนที่ผมลงไปพักมีการพูดถึงเรื่องนี้
ผมให้เกียรติท่านครับ ผมขอหยุดครับ
เพราะฉะนั้นเมื่อมีการกล่าวหา อีกฝ่ายหนึ่งมีสิทธิแก้ต่างนะครับ อันนี้แน่นอนเลยครับทุกครั้ง เพราะฉะนั้นเวลาเราอภิปราย เรื่องอะไรไป ถ้าอีกฝ่ายหนึ่งไม่พูดก็อาจจะไม่มีความรู้สึกว่ามีการโต้แย้ง แต่ว่าที่จริงแล้ว อีกฝ่ายหนึ่งมีสิทธิเสมอในการแก้ต่างให้กับข้อกล่าวหานั้น เพราะฉะนั้นก็ต้องระวังเหมือนกัน ว่าประเด็นใดที่ไกลเกินไป แล้วก็จะมีคนหยิบประเด็นเหล่านั้นขึ้นมาแก้ต่างหรือตอบโต้ก็ต้อง ให้สิทธิเขา เว้นแต่มันเป็นเรื่องใหม่ที่เขาพูดขึ้นมา อันนั้นก็ต้องห้ามไม่ให้พูดครับ ก็ขอทำ ความเข้าใจกับพวกเรา ก็น่าจะสรุปได้แล้วนะครับ
ผมเคารพท่านประธานครับ แต่ว่าทั้งหมดนี้ก็เพื่อต้องการชี้ให้เห็นว่าเวลาเราพูดถึงอดีตควรพูดให้ครบ ควรพูดให้ครบถ้วน ถึงเหตุผล ถึงที่มา ในที่นี้ผมเพียงแต่แตะเพียงผิว ๆ เพียงปลาย ๆ ไม่ได้ลงไปในรายละเอียด ก็จบประเด็นนี้ครับ
อีกประเด็นหนึ่ง ที่มีการพูดกันมาก แต่ถ้าพูดไปอีกก็จะมีท่านประท้วงว่า ผมพูดจาซ้ำกับท่านที่พูดมานะครับ ประเด็นคุณสมบัติเรื่องความเป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ท่านประธานครับ สั้น ๆ ว่า
อนุญาตครับ
ประเด็นนี้นะครับ มักจะมีคนพูดสับสนกันว่าเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือไม่ ความจริงประเด็นไม่ใช่เรื่องการเป็น เจ้าหน้าที่ของรัฐหรือไม่ ประเด็นคือการเป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๙๘ (๑๕) หรือไม่ ซึ่งเรื่องนี้ถ้าจะพูดไปแล้ว องค์กรที่มีหน้าที่ตัดสินวินิจฉัยชี้ขาดคือคณะกรรมการ การเลือกตั้งกับผู้ตรวจการแผ่นดิน ซึ่งเป็นองค์กรที่จะทำหน้าที่พิจารณาเรื่องว่าสมควร ส่งเรื่องใดไปยังศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่ ทั้ง ๒ องค์กรนี้ก็ได้มีคำวินิจฉัยออกมาโดยทาง กกต. ได้วินิจฉัยว่าผู้ดำรงตำแหน่งต่าง ๆ ในเรื่องนี้ เรื่องของ คสช. ไม่ถือว่าเป็นเจ้าหน้าที่อื่น ของรัฐตามมาตรา ๙๘ (๑๕) เพราะมีการอ้างอิงคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ที่ ๕/๒๕๔๓ โดยศาลรัฐธรรมนูญนั้นระบุว่าการที่จะพิจารณาบทบัญญัติที่เป็นบทบัญญัติจำกัดสิทธิ ของบุคคลนั้นจะต้องตีความอย่างแคบ และจะต้องตีความในลักษณะที่ว่าคำว่า เจ้าหน้าที่อื่น ของรัฐ นี้เป็นคำทั่วไปที่ตามคำเฉพาะที่มีอยู่ก่อนหน้าก็คือพนักงานเจ้าหน้าที่ของหน่วยงาน ราชการ หน่วยงานรัฐวิสาหกิจ ไม่สามารถจะตีความคำว่า เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ ให้กว้างไปจากบริบทของ (๑๕) ของ มาตรา ๙๘ ได้ แม้ว่าศาลรัฐธรรมนูญจะยังไม่ได้วินิจฉัยชี้ขาดเรื่องตำแหน่งหัวหน้า คสช. มาก่อน แต่อย่างน้อยคณะกรรมการการเลือกตั้งซึ่งมีหน้าที่ที่จะต้องรับรองรายชื่อของบุคคล ที่พรรคการเมืองเสนอตามมาตรา ๘๘ ก็ได้รับรองออกมาแล้ว และผู้ตรวจการแผ่นดินซึ่งเป็น องค์กรที่จะเป็นช่องทางไปยังศาลรัฐธรรมนูญนั้น ท่านก็ได้วินิจฉัยออกมาว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา หรือในฐานะในตำแหน่งหัวหน้า คสช. นั้นไม่ใช่เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐตาม มาตรา ๙๘ (๑๕) อันนี้ก็เป็นเหตุผลทั้งหมดที่เกี่ยวกับคุณสมบัติอย่างน้อย ๒ ประการที่ได้มี การพูดคุยกันนะครับ ส่วนเรื่องเหตุผลพิเศษซึ่งท่านประธานวินิจฉัยว่าเกี่ยวกับเรื่อง รัฐธรรมนูญนั้นไม่สมควรพูด กระผมมีความเคารพท่านประธานทั้งในฐานะเป็นประธาน ในที่ประชุมแห่งนี้และในทางส่วนตัวก็จะขออนุญาตไม่พูดต่อครับ กราบขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณครับ ผมอนุญาตไป เพราะว่ามีการพูดถึงเรื่องนี้ ได้ฟังอยู่ข้างล่าง ก็รู้ว่ามันเป็นเรื่องที่ต้องมีอีกฝ่ายหนึ่งแก้ต่าง อันนี้ก็เป็นสิทธิ แต่ฝ่ายนี้พูดอะไรไป อีกฝ่ายหนึ่งก็มีสิทธิที่จะพูดเช่นเดียวกัน ขออนุญาต คนต่อไปคือท่านสมาชิกกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ พรรคประชาชาติครับ
ขอบคุณ ท่านประธานครับ ผม กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนราธิวาส พรรคประชาชาติ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก่อนอื่นคงต้องเรียนท่านประธานอย่างนี้ว่าวันนี้ เป็นวันประวัติศาสตร์ของการเมืองไทย ด้วยเหตุผลที่ว่าการโหวตนายกรัฐมนตรีในวันนี้ ผมในฐานะเป็นมุสลิมนับถือศาสนาอิสลาม วันนี้ถือเป็นวันดีครับ เพราะเป็นวันสิ้นสุดของการ ถือศีลอดในเดือนรอมฎอน ๓๐ วันที่ผ่านมา วันนี้เป็นวันตรุษอีดิ้ลฟิตรี ซึ่งเป็นการเฉลิมฉลอง หลังจากถือศีลอดมาเป็นระยะเวลา ๑ เดือน ก่อนที่ผมจะอภิปราย ผมขอบอกว่าการโหวต นายกรัฐมนตรีที่ผมบอกว่าเป็นประวัติศาสตร์นั้น เพราะยังไม่เคยปรากฏว่าวันที่มีการโหวต นายกรัฐมนตรีตรงกับวันตรุษอีดิ้ลฟิตรี ซึ่งเป็นวันดีของพี่น้องมุสลิมที่นับถือศาสนาอิสลาม ก่อนที่ผมจะอภิปรายเข้าประเด็นในเรื่องคุณสมบัติของการเป็นนายกรัฐมนตรี ผมต้อง ขอขอบพระคุณทางประธานรัฐสภาที่ได้เอื้อสถานที่ในการประกอบศาสนกิจเมื่อตอนเช้า และขอขอบคุณทางชมรมมุสลิมทีโอที ที่ได้เอื้อสถานที่ให้สมาชิกผู้ทรงเกียรติที่นับถือ ศาสนาอิสลามในสภาแห่งนี้หลายสิบท่านได้มีโอกาสประกอบศาสนกิจ ณ ที่แห่งนี้ ท่านประธานครับ
เข้าประเด็นเลยนะครับ
ประเด็น สำคัญที่ผมจะอภิปรายก็คือเกี่ยวกับคุณสมบัติของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ด้วยเหตุผล ที่ว่าจริง ๆ แล้วคุณสมบัติของการเป็นนายกรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ได้บัญญัติไว้ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๙ ให้บุคคลที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีต้องไม่มีคุณสมบัติต้องห้าม ตามมาตรา ๑๖๐ ซึ่งมีอยู่หลายอนุ แต่ผมจะขออภิปรายในประเด็นเดียว ตามมาตรา ๑๖๐ (๕) ก็คือรัฐมนตรีหรือนายกรัฐมนตรีต้องไม่มีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติ มาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง จริง ๆ แล้วมีสมาชิกก่อนหน้าที่ผมจะอภิปรายได้อภิปรายไปก่อนแล้วหลายท่าน แต่ผมจะ พยายามไม่อภิปรายในประเด็นที่ซ้ำซาก แต่บางครั้งการตีความกฎหมายอาจจะซ้ำอยู่บ้าง ท่านประธานครับ ก่อนที่ผมจะอภิปรายเกี่ยวกับประเด็นคุณสมบัติการเป็นนายกรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ผมได้ลองเปิดศึกษาดูรัฐธรรมนูญก่อนหน้านี้ก็คือรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ปรากฏว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ไม่ได้บัญญัติคุณสมบัติของบุคคลที่จะเป็น นายกรัฐมนตรีเกี่ยวกับพฤติกรรมหรือการไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง นั่นหมายความว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้การที่จะได้ประมุขฝ่ายบริหารไม่ได้มองเฉพาะว่า ต้องไม่ต้องโทษจำคุกทางอาญาอย่างเดียว เราต้องแยกออก ต้องพิจารณาแยกให้ชัดเจนว่า ความผิดลักษณะอาญากับความประพฤติที่ไม่เหมาะสมตามมาตรฐานจริยธรรมเป็นอย่างไร ไม่อยากให้มาปนกัน เพราะหากเป็นลักษณะต้องห้ามเกี่ยวกับความผิดทางอาญาแล้ว รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน มาตรา ๑๖๐ ได้บัญญัติไว้ใน (๗) ก็คือเป็นเรื่องของความผิดทางอาญา ว่าไม่เป็นผู้ต้องคำพิพากษาให้จำคุกแม้คดีนั้นจะยังไม่ถึงที่สุดหรือมีการรอการลงโทษ นั่นหมายความว่าเมื่อรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้บัญญัติเกี่ยวกับจริยธรรมเราต้องพิจารณา จริยธรรมเป็นการเฉพาะ ประเด็นคำถามถามว่าและจะเอาเกณฑ์ที่ไหนมาพิจารณา ก็พิจารณาจากรัฐธรรมนูญฉบับนี้เช่นกัน ตามมาตรา ๒๑๙ วรรคแรก หลังจากที่มีการ ประกาศใช้รัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ ๖ เมษายน ๒๕๖๐ มาตรา ๒๑๙ ได้บัญญัติไว้ให้ ศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระทำความเห็นเกี่ยวกับมาตรฐานจริยธรรม โดยหลังจาก ประกาศรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้มีประกาศใช้บังคับแล้ว ทางศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ ได้มีการประชุมให้ความเห็นชอบหลักการพิจารณาเกี่ยวกับมาตรฐานทางจริยธรรมไว้ เมื่อวันที่ ๑๘ มกราคม ๒๕๖๑ และประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ ๓๐ มกราคม ๒๕๖๑ มาตรา ๒๑๙ วรรคสอง ได้บัญญัติไว้ชัดเจนว่าเมื่อมีการกำหนดมาตรฐานจริยธรรมแล้ว ให้บังคับใช้กับคณะรัฐมนตรี นั่นหมายความว่าให้บังคับใช้กับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภาและนายกรัฐมนตรีด้วย ถามว่าบังคับเมื่อไร เมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษา วันที่ ๓๐ มกราคม ก็ต้องเริ่มบังคับใช้ตั้งแต่วันนั้น ดังนั้นการกำหนดการพิจารณามาตรฐาน ทางจริยธรรมเริ่มมีมาตั้งแต่ ๓๐ มกราคม ๒๕๖๑ วันนี้เรากำลังพิจารณาคุณสมบัติลักษณะ ต้องห้ามของคนเป็นนายกรัฐมนตรี จึงถือว่าต้องเอาเกณฑ์มาตรฐานจริยธรรมที่มีการ ประกาศใช้เมื่อวันที่ ๓๐ มาพิจารณาแยกต่างหากจากความผิดลักษณะอาญาตามที่ผม ได้กล่าวในข้างต้น เมื่อ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยังไม่ได้ลาออกจากคณะ คสช. วันนี้ท่านยังมีอำนาจตามมาตรา ๔๔ ถามว่าท่านปฏิบัติฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรม ตามมาตรา ๒๑๙ ที่ศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระได้กำหนดไว้หรือไม่ ผมอยากให้สมาชิก ผู้ทรงเกียรติทุกท่านลองไปพิจารณาดู หลายท่านฟังการอภิปรายเมื่อสักครู่บอกว่า สถานการณ์ในตอนนั้นมีเหตุการณ์วุ่นวาย ผมถามว่าเมื่อวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗
ท่านกมลศักดิ์ครับ ถ้าไปไกล ในที่สุด ก็จะมีอีกฝ่ายหนึ่งชี้แจงแล้วก็จะเสียเวลามาก และผมคิดว่าประเด็นนี้ได้พูดกันมาหลายท่านแล้ว อย่างไรขอให้อยู่ในประเด็นในข้อที่ท่านพูดถึง (๕) เชิญเลยครับ
ก็พยายาม อยู่ในประเด็นแต่มันเกี่ยวเนื่องกันท่านประธานครับ
แต่อย่าไปไกลถึง ๒๒ พฤษภาคมเลยนะครับ
ที่ผมยก ๒๒ เพราะว่ามีสมาชิกหลายท่านบอกว่ามีเหตุผลสำคัญที่ต้องทำรัฐประหาร แต่ผมกำลังจะบอกว่า วันนั้นเรามีกฎหมายลักษณะอาญาบังคับใช้ว่าผู้ใดที่ล้มล้างรัฐธรรมนูญมีความผิดฐานกบฏ ตามมาตรา ๑๑๓ โดยไม่มีข้อยกเว้นว่า หากมีการก่อเหตุความวุ่นวายหรือมีการประท้วง ตามท้องถนนสามารถทำรัฐประหารได้ไม่เป็นความผิดอาญานะครับ ผมกำลังหักล้างชี้แจง ในส่วนประเด็นของสมาชิกท่านอื่นที่บอกว่ามีเหตุจำเป็นนะครับ สิ่งที่ผมยกประเด็นนี้ เพราะว่าเมื่อมีการ
เรียนคุณกมลศักดิ์ว่าเรื่องนี้ได้พูดกัน มาหลายท่านแล้วครับ ผมคิดว่าไปให้ตรงประเด็นเรื่องคุณสมบัติเลยครับ
ด้วยเหตุผล ดังกล่าวผมก็เลยมองว่าวันนี้ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา จึงขาดคุณสมบัติตามมาตรา ๑๖๐ (๕) เพราะตามมาตรฐานจริยธรรมอันเป็นอุดมการณ์ ใน ข้อ ๕ นั้นต้องยึดมั่นและธำรงไว้ ซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทยนะครับ ถือว่าวันนี้ยังมีพฤติกรรมเช่นนั้นอยู่ เพราะท่านยังไม่ได้ ลาออกจาก คสช. และผมเห็นด้วยที่เมื่อเช้าทางเลขานุการพรรคอนาคตใหม่ได้อภิปราย ไปก่อนนี้ว่า พฤติกรรมของคนไม่ได้ดูแค่วันสองวัน เราต้องดูพฤติกรรมก่อนหน้านี้บวกกับ ข้อกฎหมายรัฐธรรมนูญที่บัญญัติอยู่ ด้วยเหตุผลดังกล่าวผมจึงเห็นว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ทางพรรคพลังประชารัฐเสนอให้เป็นนายกรัฐมนตรีเป็นบุคคลที่มีคุณสมบัติ และลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๑๖๐ (๕) ขอบคุณครับ
ขอบคุณมากครับ ขอเรียนเพื่อน สมาชิกพยายามใช้เวลาให้ไม่ยืดยาวเกินไป เพราะมีเพื่อน ๆ อีกหลายคนครับ ผมยังไม่ไป กำหนดลดเวลาของท่านลงมา แต่ว่าถ้าจะกรุณาไม่ซ้ำ ให้ซ้ำแต่น้อย ผมไม่ได้ห้ามทั้งหมด เพราะเข้าใจดีว่าในการอภิปรายนั้นบางทีจำเป็นต้องซ้ำ แต่ว่าเรื่องใดที่ซ้ำก็ให้สั้น แล้วเอา ประเด็นใหม่ที่ไม่ซ้ำกับเพื่อนครับ ต่อไปผมขออนุญาตให้ท่านสมาชิกสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ขอเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อของพรรคพลังประชารัฐ ผมขออนุญาตท่านประธานที่จะใช้เวลาอภิปราย สั้น ๆ ไม่เกิน ๕ นาที ประเด็นที่ผมจะขออภิปรายนั้นเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับท่าน ส.ส. สุทิน คลังแสง ต้องขอประทานโทษที่ได้เอ่ยชื่อนะครับ ได้อภิปรายพาดพิงถึงเรื่องที่ท่าน นายกรัฐมนตรีประยุทธ์ได้สั่งปิดเหมืองแร่อัครา ไมนิ่ง เป็นเหตุให้ทางรัฐบาลถูกฟ้องร้องที่ทาง ท่านสุทินได้ให้ตัวเลขว่ามีการฟ้องร้องถึง ๔๐,๐๐๐ ล้านบาท และท่านสุทินก็ยังมีความมั่นใจว่าทางรัฐบาลนั้นจะต้องแพ้คดีถึงร้อยเปอร์เซ็นต์ ที่ผมต้อง ขออนุญาตท่านประธานชี้แจงข้อเท็จจริงในเรื่องนี้นั้น เนื่องจากเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับผม โดยตรง เพราะตอนที่มีการอนุมัติให้บริษัท เหมืองแร่อัครา ไมนิ่ง สัมปทานไปนั้น ผมเป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมในปี ๒๕๔๔ ซึ่งผมเป็นผู้อนุมัติไป ดังนั้นเมื่อมีข่าวว่า ทางบริษัท อัครา ไมนิ่ง ได้ฟ้องร้องรัฐบาลนี้ ผมจึงได้ติดตามข่าวเรื่องนี้มาโดยตลอด ซึ่งข้อเท็จจริงก็คือมีอยู่ว่าตัวเลขที่ท่านสุทินได้บอกว่ามีการฟ้องร้องเรียกความเสียหายจาก บริษัท อัครา ไมนิ่ง นั้น ได้ฟ้องร้องรัฐบาลเป็นเงินถึง ๔๐,๐๐๐ ล้านบาท ข้อเท็จจริงนั้น ทางบริษัท อัครา ไมนิ่ง ฟ้องร้องมาเพียง ๓,๐๐๐ ล้านบาท แต่ ๓,๐๐๐ ล้านบาทนั้น ก็ถือว่า เป็นเงินจำนวนมาก แต่ก็น้อยกว่าที่ท่านสุทินพูดไปถึง ๑๐ เท่า แต่ประเด็นสำคัญที่สุดครับ ที่บอกว่าทางรัฐบาลจะแพ้ร้อยเปอร์เซ็นต์นั้น ไม่จริงครับ ที่ผมยืนยันอย่างนั้น เพราะว่าตอนที่ กระทรวงอุตสาหกรรมออกเงื่อนไขการให้สัมปทานกับบริษัท อัครา ไมนิ่ง นั้น เงื่อนไขสำคัญ ที่สุดในสัญญาคือทางบริษัทจะต้องรักษาสภาพแวดล้อม โดยเฉพาะผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สารพิษ สารปนเปื้อน ต้องมีการกำกับดูแลให้อย่างเคร่งครัด แต่ข้อเท็จจริงตลอดเวลาที่ผ่านมา บริษัทเองไม่ได้ดูแลในเรื่องนี้อย่างจริงจัง ทำให้ชาวบ้านได้รับผลกระทบอย่างมากมาย จนถึงเป็นเหตุให้ท่านนายกรัฐมนตรี ท่าน พลเอก ประยุทธ์สงสารชาวบ้าน จึงจำเป็นต้อง สั่งปิดบริษัทไม่ให้ทำกิจกรรมต่อไป ดังนั้นเมื่อบริษัทผิดเงื่อนไขตรงนี้ผมเชื่อว่าเป็นเงื่อนไข สำคัญฉะนั้นทางกระทรวงอุตสาหกรรมที่ผมได้ติดตามมาตลอดมั่นใจว่าเราชนะ
อีกเรื่องหนึ่งคือเรื่องที่วันนี้เรากำลังคิดว่าจะมีการโหวตนายกรัฐมนตรี เป็นการแข่งขันกันระหว่างท่านธนาธรกับท่าน พลเอก ประยุทธ์ ผมคิดว่าจำเป็นที่ทาง พรรคพลังประชารัฐเสนอ พลเอก ประยุทธ์ เพราะมีความชัดเจน โดยเฉพาะในฐานะที่ผม เคยเป็นรัฐมนตรีกระทรวงคมนาคมอยู่ ผมเห็นผลงานชัดเจน เรื่องเกี่ยวกับที่ทางรัฐบาล โดยการนำของท่าน พลเอก ประยุทธ์ได้มีการพัฒนาในเรื่องโครงสร้างพื้นฐานอย่างชัดเจน โดยเฉพาะสั้น ๆ เรื่องรถไฟฟ้าที่ทางกระทรวงคมนาคมมีแผนแม่บทมาที่จะสร้าง ๔๐๐ กิโลเมตร แต่ ๓๐ ปีที่ผ่านไป สร้างได้เพียง ๑๒๐ กิโลเมตร ท่านนายกรัฐมนตรี ประยุทธ์มาเป็นนายกรัฐมนตรีเพียง ๕ ปี ปรากฏว่าสร้างไปแล้วเกือบ ๒๐๐ กิโลเมตร และกำลังจะสร้างต่อไปอีกเป็นร้อยกิโลเมตร และถ้าท่านประธานได้ขับรถผ่านไป เวลาท่านจะไปทางเขาใหญ่ตอนนี้จะเห็นว่ามีการสร้างมอเตอร์เวย์ (Motorway) อย่างใหญ่โต จะลงในพื้นที่ที่จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเป็นประตูสู่ภาคอีสานก็กำลังสร้าง แล้วก็อีกไม่นาน ก็จะเสร็จ นี่คือสิ่งที่ผมว่าเป็นผลงานที่เป็นรูปธรรมของรัฐบาลท่าน พลเอก ประยุทธ์ ดังนั้น ผมคิดว่าท่าน พลเอก ประยุทธ์ควรจะได้รับการสนับสนุนจากทุกพรรคในที่ประชุมสภาแห่งนี้ ให้เป็นนายกรัฐมนตรีต่อไป ขอบพระคุณมากครับ
ขอบคุณมากครับ ต่อไปขอ ท่านสมาชิก ไชยา พรหมา พรรคเพื่อไทย ขอย้ำอีกครั้งหนึ่งเพื่อนสมาชิกได้ใช้เวลา เพราะว่า มีสมาชิกอีกหลายคน ถ้าเราใช้เวลามากเพื่อนก็ไปไม่ถึงนะครับ
(นายสุทิน คลังแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดมหาสารคาม ได้ยืน และยกมือขึ้น)
ท่านสุทิน ท่านประท้วงเชิญครับ
ท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม สุทิน คลังแสง มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ขอใช้สิทธิพาดพิง ท่านประธานครับ ท่านผู้อภิปรายเมื่อสักครู่นี้ได้พาดพิงถึงกระผมในทำนองว่าข้อมูลที่ผม นำมาอภิปรายเรื่องเหมืองทองอัครา ประการที่ ๑ เป็นข้อมูลที่ตัวเลขเกินจริง ผมเรียนชี้แจง ว่าตัวเลขที่ผมพูดเป็นที่เผยแพร่กันในสื่อทุกระดับ แล้วก็ข้อมูลนี้ตรวจสอบได้ที่อนุญาโตตุลาการ ระหว่างประเทศ ซึ่งผมยืนยันว่า ๓๐,๐๐๐ ล้านบาทไม่เกินจริง ส่วนประเด็นว่าท่าน พลเอก ประยุทธ์ได้ตัดสินใจทำเรื่องนี้ก็เคยชี้แจงครั้งหนึ่งแล้วครับ ความจริงแล้ว ความเดือดร้อนของราษฎรมีทั้ง ๒ ฝ่าย ทั้งฝ่ายที่อยากให้ปิดและฝ่ายที่ไม่อยากให้ปิด แต่ประเด็นก็คือการพิสูจน์ว่าผลเสียจากอัครายังไม่เป็นวิทยาศาสตร์ที่นานาชาติยอมรับ นั่นประการที่ ๑ ประการที่ ๒ วิธีการแก้ปัญหาคือเราไปใช้ มาตรา ๔๔ เท่านั้นเองครับ ที่เป็นปัญหา
ท่านสุทินครับ เมื่อสักครู่ท่านประท้วง
ใช้สิทธิ พาดพิงครับท่านประธาน
ถ้าพาดพิงก็ต้องอีกเรื่องหนึ่งนะครับ ขออนุญาตในลักษณะพาดพิง ก็จะอนุมัติตรงที่พาดพิง
ก็ยืนยันว่า ผิดตรงที่ใช้กระบวนการแก้ปัญหาโดยใช้มาตรา ๔๔ ครับ
ก็ถือว่าได้ชี้แจง ท่านรัฐมนตรี ไม่มีอะไรเพิ่มเติมนะครับ ท่านสุริยะไม่มีอะไรเพิ่มเติม ท่านครับ พอกระมังครับ
ก็คงสั้น ๆ นะครับ คือความจริงท่านสุทินได้มีการอภิปรายเกี่ยวกับเรื่องเหมืองทองอัครา ไมนิ่ง เพราะฉะนั้นผมก็ชี้แจงไปว่ากระบวนการเป็นอย่างไร เพราะฉะนั้นที่ท่านสุทินบอกถูกพาดพิง ไม่ใช่นะครับ ก็คงแค่นี้นะครับ
ถือว่าได้อธิบายทั้ง ๒ ฝ่าย ขอบคุณครับ เชิญท่านไชยาครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม ไชยา พรหมา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดหนองบัวลำภู พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ วันนี้รัฐสภาแห่งนี้จะได้พิจารณาและมีการลงมติ เพื่อแต่งตั้งบุคคลดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เหตุผลที่ผมจะต้องอธิบายแล้วก็ใช้สิทธิในการ อภิปรายในครั้งนี้ก็เพราะว่าเพื่อให้ท่านสมาชิกได้เห็นว่าผู้ที่ถูกเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรี มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญตาม มาตรา ๑๖๐ ซึ่งการลงมติของสมาชิกรัฐสภานั้นจะผูกพันทางด้านกฎหมายและจะต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่ สมาชิกของรัฐสภาแห่งนี้ได้ทำการลงมติ ดังนั้นก่อนที่สมาชิกรัฐสภาจะได้ทำการลงมตินั้น กระผมในฐานะสมาชิกที่มีความเห็นว่าคุณสมบัติของผู้ที่ถูกเสนอชื่อนั่นก็คือ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นั้นมีคุณสมบัติต้องห้ามไม่เป็นไปตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๐ (๕) นั่นก็คือจะต้องไม่มีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรม อย่างร้ายแรง ประเด็นนี้เป็นประเด็นที่มีความสำคัญว่าทำไมคุณสมบัติของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ถูกเสนอชื่อมายังรัฐสภาแห่งนี้ถึงมีคุณสมบัติต้องห้าม และไม่มีความเหมาะสม ที่จะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีตาม (๕) เพราะผมจะได้อธิบายว่าการไม่ปฏิบัติ ตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรงนั้น เราตีความอย่างไรว่ามีพฤติกรรมอะไรที่ถึงขั้นจะต้องร้ายแรงและเป็นคุณสมบัติต้องห้าม การดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี การดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี หรือแม้กระทั่งการดำรง ตำแหน่งองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ แม้กระทั่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา มีบทบัญญัติว่าด้วยมาตรฐานทางจริยธรรมซึ่งจะต้องมาบังคับใช้ให้สมาชิกดังกล่าวนั้นจะต้อง ยึดถือปฏิบัติโดยเคร่งครัด เปรียบเสมือนว่ามาตรฐานทางจริยธรรมนั้นเป็นกฎเหล็กซึ่งเกิดขึ้น จะต้องยึดถือปฏิบัติอย่างชัดเจนและต้องไม่มีความบกพร่อง ดังนั้นบุคคลที่ถูกเสนอชื่อ ดังกล่าวนั้นจึงไม่มีความเหมาะสม เพราะมีคุณสมบัติต้องห้าม พฤติกรรมไม่ปฏิบัติตาม มาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงใน (๕) นั้น ในประมวลมาตรฐานจริยธรรมของตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญ ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระที่บังคับใช้แม้กระทั่ง ส.ส. ส.ว. คณะรัฐมนตรี โดยเฉพาะมาตรฐานที่ถือว่าเป็นมาตรฐานทางด้านอุดมการณ์ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นั้น เป็นผู้ที่ไม่มีมาตรฐานทางจริยธรรม โดยเฉพาะในเรื่องของมาตรฐานอุดมการณ์ใน ข้อ ๕ ที่ว่าด้วย จะต้องยึดมั่นและธำรงไว้ซึ่งการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ เป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เหตุผลข้อนี้ผมขอยกตัวอย่าง เพราะ พลเอก ประยุทธ์เป็นหัวหน้าคณะ คสช. ที่ทำการยึดอำนาจเมื่อวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ท่านสมาชิกรัฐสภาแห่งนี้ได้อธิบายหลายท่านครับ ผมจะไม่ไปซ้ำประเด็น จะโดยเหตุผล จะโดยความจำเป็นอะไรก็ตามแต่ แต่นั่นก็คือระยะเวลาช่วงที่เกิดวิกฤต ทางการเมืองของประเทศที่เราจะต้องหยุดยั้งปัญหา หรืออาจจะมีเหตุผลที่ พลเอก ประยุทธ์ ได้มีข้ออ้างในการที่จะยึดอำนาจว่าต้องการเข้ามาแก้ไขปัญหาของบ้านเมือง ต้องการมา ยุติปัญหาทางการเมือง และเป้าหมายสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่ได้มีโอกาสติดตามการทำงานของ พลเอก ประยุทธ์ตลอดระยะเวลา ๕ ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ จนถึงปัจจุบันนี้ ครบ ๕ ปี ๒๒ พฤษภาคม ปี ๒๕๖๒ ไม่ใช่ระยะเวลาแค่สั้น ๆ ในประวัติศาสตร์การเมือง ของประเทศนี้มีการยึดอำนาจ มีการรัฐประหารหลายครั้ง แต่ทุกครั้งนั้นก็ใช้ระยะเวลา เพียงสั้น ๆ เพื่อมาจัดการปัญหา สิ่งเหล่านี้เป็นปัญหาที่ผมคิดว่าบุคคลที่ถูกเสนอชื่อดังกล่าวนั้น ที่บอกว่าจะต้องยึดมั่นและธำรงไว้ซึ่งการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ เป็นประมุข โดยเฉพาะตัว พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นั้นสอบตกเรื่องนี้ เพราะว่าการเข้ามา ยึดอำนาจเมื่อวันที่ ๒๒ นั้นเรามีรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ครับ
คุณไชยา ประเด็นนี้จะซ้ำมากเลยครับ
ไม่ครับ ท่านประธานครับ
ซ้ำกับเพื่อน ๆ ก่อนหน้านี้มากครับ ขอให้ตรงไปที่ตัวบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อ
ท่านประธานครับ หัวข้อนั้นอาจจะซ้ำ แต่ว่าประเด็นที่ผมจะอธิบายนั้นเนื่องจากว่า พลเอก ประยุทธ์นั้น ในฐานะที่เข้ามาแล้วได้ทำให้เกิดความเสียหายในการบริหารประเทศซึ่งเป็นผลพวงของการ ยึดอำนาจ เพราะฉะนั้นการที่ถูกเสนอชื่อในครั้งนี้ไม่ใช่เป็นบุคคลใหม่ แต่เป็นบุคคลเดิม ที่มีผลงานและมีพฤติกรรมที่เกิดขึ้นมาแล้ว และผมก็ไม่มีความไว้วางใจว่าบุคคลที่ถูกเสนอชื่อ ดังกล่าวนี้จะมีคุณสมบัติพอในการที่จะดำรงไว้ซึ่งการปกครองในระบอบประชาธิปไตย แม้ว่าการยึดอำนาจนั้นจะหมดไปแล้ว แต่พฤติกรรมนั้นมันไม่สามารถที่จะลบล้าง ด้วยตัวกฎหมายได้ เหตุผลที่ผมต้องยกตัวอย่างเรื่องนี้ก็เพราะว่าในขณะที่ พลเอก ประยุทธ์ หลังจากที่ยึดอำนาจแล้วท่านบอกว่าท่านจะปฏิรูปการเมือง ผลกระทบของการยึดอำนาจ มีผลกระทบของประเทศไป ๓ ด้าน ท่านประธานครับ ผมขอใช้เวลาในการอธิบายแค่ ๓ เรื่องเท่านั้นเอง ๑. ก็คือปัญหาการเมือง ๒. ปัญหาเศรษฐกิจ และ ๓. ก็คือปัญหาเรื่องสังคม ปัญหาการเมืองก็คือว่า ผลของการ ยึดอำนาจนั้นได้ทำให้สิทธิเสรีภาพของประชาชนถูกลิดรอนสิทธิ ถูกจำกัดสิทธิ โดยเฉพาะ บุคคลที่มีความเห็นต่างทางการเมือง ท่านประธานก็คงจะทราบดีว่าบุคคลที่มีความเห็นต่าง ทางการเมืองในยุคสมัยที่ พลเอก ประยุทธ์บริหารประเทศมา ๕ ปีนั้นถูกลิดรอนสิทธิเสรีภาพ ใช้อำนาจและกลไกตามกฎหมายในการที่จะลิดรอนสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชนที่อาจจะ มีความเห็น มีการวิพากษ์วิจารณ์แตกต่างจากรัฐบาล ซึ่งกลไกดังกล่าวเหล่านี้ทำให้เกียรติภูมิ ศักดิ์ศรีของประเทศไม่สามารถที่จะยืนหยัดและอวดอ้างได้ว่าเราอยู่ในสังคมโลก เพราะเราเป็นรัฐบาลที่มาจากการยึดอำนาจ หลังจากนั้นท่านประธานครับ รัฐบาลของ พลเอก ประยุทธ์ได้บริหารประเทศมา ๕ ปี มีการปฏิรูปการเมืองโดยเป้าหมายว่าจะวางกลไก ทางการเมือง เพื่อจะส่งมอบการเมืองหลังจากการยึดอำนาจนั้นไปสู่การเลือกตั้ง ที่เป็นประชาธิปไตย ผมเป็นคนหนึ่งเหมือนกับท่านประธานที่รอความหวังนี้มา ๕ ปี ผมมีความหวังว่าการเมืองหลังจากการยึดอำนาจที่ พลเอก ประยุทธ์ได้โฆษณาชวนเชื่อว่า ขอเวลาอีกไม่นาน ไม่นานของท่านคือ ๕ ปีครับ ผมเข้าใจว่ากลไกในการที่จะบริหารจัดการ ทางด้านการเมืองที่ต้องการที่จะส่งมอบระยะเวลาเปลี่ยนผ่านจากช่วงของการยึดอำนาจ ทางการเมืองไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยที่จะมอบอำนาจให้กับประชาชนนั้นจะเป็นกติกา ที่เป็นไปตามนานาอารยประเทศที่เขาทำกัน สิ่งที่ผมไม่สามารถที่จะยอมรับได้นั่นก็คือว่ารัฐบาล ของ พลเอก ประยุทธ์ได้ใช้กลไกของการยึดอำนาจนั้นได้วางแผน วางกฎเกณฑ์ตามกลไก รัฐธรรมนูญที่อาจจะบิดเบี้ยวไม่ว่าจะเป็นเรื่องของระบบการเมือง ระบบการเลือกตั้ง การเข้าไปแทรกแซงในองค์กรอิสระ ซึ่งสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เป็นเรื่องที่เราไม่สามารถที่จะทำการ ตรวจสอบ ที่เขาเรียกว่า เช็ก แอนด์ บาลานซ์ (Check and balance) ในระยะเวลา ๕ ปี ที่ผ่านมาที่เราไม่มีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งนั้นคนไทยทั้งประเทศ พี่น้องประชาชน ต้องอยู่ภายใต้การบริหารของรัฐบาลของ พลเอก ประยุทธ์อาจจะดูเหมือนว่าประเทศนั้น มีความสงบท่านประธานครับ แต่เป็นความสงบภายใต้กฎหมาย ภายใต้กระบอกปืน ภายใต้อำนาจมาตรา ๔๔ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ก็คือพฤติกรรมที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐาน ทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ซึ่งเป็นเรื่องที่ผมไม่สามารถที่จะรับรองบุคคลนี้ว่า เป็นคนที่มีความเหมาะสมตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญที่จะให้สมควรดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรีได้ ผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจ ท่านประธานครับ จะเห็นได้ว่าตลอด ระยะเวลา ๕ ปีของการบริหารของรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ ประเทศไทยเคยเป็นประเทศ ในกลุ่มภูมิภาคที่เรามีภูมิประเทศที่มีความเหมาะสม มีความได้เปรียบทางด้านยุทธศาสตร์ เราเคยเป็นประเทศที่มีความแข็งแกร่ง แต่เพราะเหตุการณ์ของการเข้ามาแก้ไขปัญหา ที่บอกว่าจะเข้ามาชั่วคราวนั้นได้ทำให้ความเชื่อมั่นความเชื่อถือของประเทศมีผลกระทบ ต่ออนาคต ต่อเศรษฐกิจ ต่อความเป็นอยู่ ต่อปากท้องของประชาชน ท่านประธานเป็นผู้แทน ต่างจังหวัดเหมือนผม เรามาจากบ้านนอกด้วยกัน ก็คงจะรับรู้ว่าวันนี้เศรษฐกิจไม่ว่าจะเป็น ในระดับรากหญ้า ในระดับเอสเอ็มอี (SMEs) ในระดับผู้ประกอบการรายเล็กรายใหญ่ แม้แต่ธุรกิจขนาดใหญ่ก็ตามแต่ ได้รับผลกระทบจากผลพวงของการยึดอำนาจทั้งนั้น
พอสมควรแก่เหตุผลแล้วครับ
ผมถึงบอกว่า ท่านประธานครับ ผมจึงไม่สามารถที่จะรับรองให้ พลเอก ประยุทธ์นั้นดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรีเพราะมีเหตุผลตามที่ผมได้หยิบยกขึ้นมาว่าเป็นบุคคลที่มีคุณสมบัติต้องห้าม ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๐ โดยเฉพาะมาตรา ๑๖๐ (๕) และไม่เป็นไปตาม มาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ตามเหตุผลที่ผมได้ยกมาแล้วครับท่านประธาน ขอบคุณครับ
ขอบคุณท่านสมาชิกไชยาครับ ต่อไป ขออนุญาตให้ท่านสมาชิก นางสาวพรรณิการ์ วานิช พรรคอนาคตใหม่นะครับ
เรียนท่านประธานค่ะ ดิฉัน พรรณิการ์ วานิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานคะ ในการเลือกนายกรัฐมนตรี ที่กำลังจะเกิดขึ้น เราหวังว่าในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้าเป็นเรื่องสำคัญที่คุณสมบัติของผู้จะดำรง ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต้องถูกพิจารณาอย่างรอบคอบ ไม่ใช่เพียงไม่ขัดต่อกฎหมาย ไม่ใช่เพียงมีคุณสมบัติตรงตามที่กฎหมายกำหนดเท่านั้น แต่เรื่องของคุณธรรมจริยธรรม มีความประพฤติที่ถูกต้องตามธรรมจรรยาเป็นเรื่องสำคัญเช่นเดียวกันอย่างที่เพื่อนสมาชิก หลายท่านอภิปรายมาแล้วก่อนหน้านี้ ดิฉันจะขออภิปรายคุณสมบัติของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา หนึ่งในผู้ได้รับเสนอชื่อดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี คนที่ ๓๐ ว่าท่านมีความประพฤติ ขัดต่อมาตรฐานทางจริยธรรมหลายข้อด้วยกัน ใน ๒ ข้อแรกที่ดิฉันจะอภิปรายต่อไป ในรายละเอียด ก็คือมาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและผู้ดำรงตำแหน่ง ในองค์กรอิสระ ซึ่งบังคับใช้กับสมาชิกรัฐสภา รวมถึงคณะรัฐมนตรีด้วย ในข้อ ๖ ต้องพิทักษ์ รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ เอกราช อธิปไตย เกียรติภูมิและผลประโยชน์ของชาติ ดิฉันเน้นในเรื่องของเกียรติภูมินะคะ เกียรติภูมิหมายความว่าอย่างไร หมายถึงการได้รับการ ยอมรับว่ามีศักดิ์ศรีเป็นที่ยอมรับทั้งในประเทศและในนานาอารยประเทศ ส่วนข้อ ๑๗ ว่าด้วย การไม่กระทำการใดที่ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์ของการดำรงตำแหน่ง ในที่นี้ก็คือ ผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนั่นเอง ตลอด ๕ ปีที่ผ่านมาของการปกครองภายใต้ คสช. นานาประเทศได้ให้ความสนใจอยู่ตลอดว่าเมื่อไร คสช. จะนำประเทศไทยกลับคืนสู่หนทาง ประชาธิปไตยนั่นก็คือการมีการเลือกตั้ง พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะหัวหน้า คสช. และนายกรัฐมนตรี ได้ไปพูดในเวทีระหว่างประเทศรวมถึงต่อสื่อต่างชาติจำนวนทั้งสิ้นถึง ๘ ครั้งด้วยกันถึงกำหนดการเลือกตั้ง แต่ได้เลื่อนมาโดยตลอดกว่าจะมีการเลือกตั้งเกิดขึ้น เมื่อวันที่ ๒๔ มีนาคมที่ผ่านมา พลเอก ประยุทธ์ได้ไปพูดครั้งแรกในวันที่ ๙ เดือนกุมภาพันธ์ ปี ๒๕๕๘ ต่อนายชินโซ อาเบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นขณะเยือนญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการ บอกว่า จะมีการเลือกตั้งในช่วงต้นปี ๒๕๕๙ นี่คือครั้งแรก ครั้งที่ ๒ ในวันที่ ๑๒ เดือนหก ปี ๒๕๕๘ ไปพูดกับนายโทนี ตัน เค็ง ยัม ประธานาธิบดีสิงคโปร์ บอกว่าจะเลือกตั้งได้ภายในปี ๒๕๕๙ แต่ได้เลยต้นปีที่พูดกับนายชินโซ อาเบะ มาแล้ว ในครั้งที่ ๓ พูดในวันที่ ๒๗ เดือนเก้า ปี ๒๕๕๙ บอกว่าจะจัดเลือกตั้งกลางปี ๒๕๖๐ ไม่มีนอมินี (Nominee) ชิงนายกรัฐมนตรี หมดอำนาจแล้วจะกลับไปเลี้ยงหลาน นี่คือคำพูดต่อวอยซ์ ออฟ อเมริกา (Voice of America) ซึ่งเป็นสื่อหลักของประเทศสหรัฐอเมริกา นี่คือการพูดครั้งที่ ๔ ในการพูดครั้งที่ ๕ พูดวันที่ ๒๒ เดือนเก้า ปี ๒๕๕๙ พูดในที่ประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ ครั้งที่ ๗๑ ต่อสมาชิกกว่า ๒๐๐ ประเทศที่มาจากทั่วโลก บอกว่าจะมีการเลือกตั้งทั่วไปตามโรดแมป (Roadmap) ปลายปี ๒๕๖๐ แต่ก็ไม่ได้เกิดขึ้น ในการพูดครั้งที่ ๖ พูดวันที่ ๕ เดือนหนึ่ง ปี ๒๕๖๐ กับเอกอัครราชทูตแคนาดา บอกว่าจะมีการเลือกตั้งต้นปี ๒๕๖๑ ไม่เกิดขึ้น เช่นเดียวกัน มีการพูดอีกครั้งในวันที่ ๓ เดือนสิบ ปี ๒๕๖๐ เป็นการพูดครั้งที่ ๗ พูดกับ นายดอนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ขณะเยือนทำเนียบขาวอย่างเป็นทางการว่าจะมี การเลือกตั้งในเดือนพฤศจิกายน ปี ๒๕๖๑ แน่นอนทุกท่านทราบดีว่าคำมั่นสัญญาในครั้งนั้น ก็ไม่ได้เป็นจริง มีการพูดครั้งสุดท้ายในวันที่ ๒๐-๒๒ เดือนหก ปี ๒๕๖๑ ไปพูดกับเทรีซา เมย์ นายกรัฐมนตรีประเทศอังกฤษ ขณะที่เดินทางเยือนประเทศอังกฤษ อย่างเป็นทางการ พลเอก ประยุทธ์บอกกับนายกรัฐมนตรีของประเทศอังกฤษว่าจะมี การเลือกตั้งในวันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ ปี ๒๕๖๒ และไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่มันก็ไม่ได้เกิดขึ้น สุดท้ายมีการเลือกตั้งในวันที่ ๒๔ มีนาคม ที่ผ่านมา พลเอก ประยุทธ์ในฐานะนายกรัฐมนตรี ให้คำมั่นสัญญาต่อตัวแทนของประเทศอื่น ซึ่งล้วนเป็นประเทศสำคัญในเวทีโลก ๘ ครั้งด้วยกัน ไม่ได้ทำตามคำมั่นสัญญานั้นจนกระทั่งนิตยสารดิ อีโคโนมิสต์ (The Economist) ออกแมกาซีน (Magazine) ฉบับพิเศษ ชื่อว่า เดอะ เวิร์ลด อิน ทเวนตี ไนน์ทีน (The World in Twenty Nineteen) ซึ่งมีผู้รับชมทั้งแบบพรินต์ (Print) และแบบออนไลน์ (Online) รวมแล้ว ๑๐ ล้านคนทั่วโลก ล้วนแต่บุคคลชั้นนำเป็นบุคคลที่มีอิทธิพลทางความคิด เนื่องจากนิตยสาร ดิ อีโคโนมิสต์ เป็นนิตยสารที่ได้รับการยอมรับในระดับโลก หน้าปกของเดอะ เวิร์ลด อิน ทเวนตี ไนน์ทีน (The World in Twenty Nineteen) ฉบับนั้นเป็นภาพ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา แต่มีจมูกยื่นยาวเหมือนพินอกคิโอ (Pinocchio) ทำให้ถูกล้อเลียนไปทั่วโลกว่า นายกรัฐมนตรีของประเทศไทยมีพฤติกรรมที่คล้ายกับตัวการ์ตูนพินอกคิโอ (Pinocchio) ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าเป็นตัวละคร เป็นตัวการ์ตูนที่พูดจาไม่ตรงกับความเป็นจริง นี่ทำให้เห็น ได้ชัดว่า พลเอก ประยุทธ์มีพฤติกรรมที่ทำให้เกียรติภูมิของประเทศและเกียรติศักดิ์ ของผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเสื่อมเสีย ไม่ใช่แค่ในประเทศไทย แต่เสื่อมเสียในเวที นานาอารยประเทศ ซึ่งเป็นเรื่องยากที่รัฐบาลต่อไปจะกู้กลับมา นี่พรรคต้องบอกว่าหากเป็น พลเอก ประยุทธ์คนเดิมเข้ามาเป็นรัฐบาล เป็นนายกรัฐมนตรีต่อไปจะกอบกู้เกียรติศักดิ์ และเกียรติภูมิของประเทศไทย นายกรัฐมนตรีไทยกลับมาได้หรือไม่ นี่คือประเด็นที่สมาชิก ทุกท่านที่จะโหวตให้กับ พลเอก ประยุทธ์จำต้องคำนึงถึงว่าอันเกียรติภูมิ เกียรติศักดิ์ ของประเทศนั้นสำคัญสำหรับพวกท่านหรือไม่
นอกจากนี้ความประพฤติที่ขัดต่อมาตรฐานทางจริยธรรมของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา มีอีกเรื่องหนึ่งซึ่งเป็นเรื่องที่ทุกท่านน่าจะยังจำกันได้ดี โดยเฉพาะท่านสื่อมวลชน ที่ได้เป็นสักขีพยานอยู่ในที่นี้ด้วย ในวันที่ ๒๕ เดือนมีนาคม ๒๕๕๘ พลเอก ประยุทธ์ มีภาวะอารมณ์เสียและได้มีพฤติกรรมอย่างหนึ่งต่อสื่อมวลชน โดยสื่อถามว่า พลเอก ประยุทธ์ ต้องการให้สื่อทำหน้าที่อย่างไร พลเอก ประยุทธ์บอกว่าสื่อที่เสนอข่าวสร้างความแตกแยก จะให้ประหารชีวิตดีหรือไม่ เป็นการพูดเล่นที่ พลเอก ประยุทธ์บอกว่าพูดหยอกเย้า กับสื่อมวลชน แต่คำพูดของ พลเอก ประยุทธ์ซึ่งมีการพูดต่อมาด้วยบอกว่าจะใช้ เครื่องประหารหัวสุนัขกับนักข่าว คำพูดนี้ถูกนำไปเป็นพาดหัวในสื่อต่างประเทศทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นสำนักข่าวรอยเตอร์ส (Reuters) สำนักข่าวอัลจาซีรา (Al Jazeera) สำนักข่าว ดิ อินดีเพนเดนต์ (The Independent) สำนักข่าววอชิงตัน โพสต์ (Washington Post) วีโอเอ นิวส์ (VOA News) หรือ วอยซ ออฟ อเมริกา (Voice of America) หรือว่า เอเชียน คอร์เรสพอนเดนต์ (ASAIN Correspondent) ซึ่งทั้งหมดที่ดิฉันกล่าวมาถึงนี้ เป็นสำนักข่าวชั้นนำระดับโลก ยิ่งไปกว่านั้นสำนักข่าวรอยเตอร์ส (Reuters) ได้ไปสัมภาษณ์ ตัวแทนของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกา และผู้แทนของกระทรวงการต่างประเทศ สหรัฐอเมริกาได้มีการวิพากษ์วิจารณ์คำพูดดังกล่าวที่เป็นคำขู่ว่าจะประหารชีวิตสื่อมวลชน ของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา โดยกล่าวว่า วี ซินเซอลี โฮป แดต ดิส ทรีต วอส นอต อะ ซีเรียส วัน สเทตเมนต์ ไลค์ ดิส อิส อีเวน อิฟ นอต ซีเรียส คอนทริบิวต์ ทู แอร แอทมอส เฟียแวร์ ฟรีดอม อาร์ ออฟ ซัปเพรสเซด (We sincerely hope that this threat was not a serious one Statement like this, even if not serious contribute to an atmosphere where freedom are suppressed) แปลว่าเราหวังอย่างจริงใจว่าการข่มขู่นี้ ไม่ใช่การข่มขู่ที่จริงจัง เพราะว่าคำพูดในลักษณะนี้แม้จะไม่จริงจัง แต่ทำให้เกิดบรรยากาศ ที่เสรีภาพนั้นถูกลิดรอนกดขี่ นี่คือคำพูดจากกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา
คุณกรรณิการ์ครับ ต้องอยู่ใน ๘ หัวข้อ ๘ คุณสมบัติ ต้องอยู่ใน ๘ เรื่องนี้นะครับ
ด้วยพฤติกรรมของ พลเอก ประยุทธ์ดังกล่าวทำให้เห็นได้ว่ากระทำการอันเป็นที่เสื่อมเสีย ต่อเกียรติศักดิ์ของผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เพราะว่าทำให้เกิดการวิจารณ์ไปในทั่วโลก ถึงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมและลิดรอนสิทธิเสรีภาพของสื่อ นอกจากนี้ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยังมีพฤติกรรมที่ขัดต่อมาตรฐานทางจริยธรรม ข้อ ๑๓ ด้วย ข้อ ๑๓ นั้นว่าด้วยการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความยุติธรรม เป็นอิสระ เป็นกลาง และปราศจากอคติ โดยไม่หวั่นไหวต่ออิทธิพล กระแสสังคมหรือแรงกดดันอันไม่ชอบด้วย กฎหมาย โดยคำนึงถึงสิทธิเสรีภาพของประชาชน ย้ำนะคะ ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความยุติธรรม เป็นอิสระ เป็นกลาง ปราศจากอคติ คำนึงถึงสิทธิเสรีภาพของประชาชน แต่ในท่ามกลาง ๕ ปีของการปกครองโดยรัฐบาลของ พลเอก ประยุทธ์ที่ผ่านมามีการลงโทษสื่อมวลชน จากการนำเสนอเนื้อหาทางการเมือง รวมทั้งสิ้น ๕๙ ครั้งด้วยกัน ในจำนวน ๕๙ ครั้งนี้มีการ ปิดสถานีข่าวทั้งสถานีถึง ๑๔ ครั้ง สิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชนในประเทศไทยได้รับการ รับรองโดยรัฐธรรมนูญทุกฉบับตั้งแต่ประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญมา
ต้องอยู่ใน ๘ หัวข้อนะครับ
ในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน มาตรา ๓๕ ระบุไว้ว่า บุคคลซึ่งประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน ย่อมมีสิทธิเสรีภาพในการเสนอข่าวสารหรือการแสดงความคิดเห็นตามจริยธรรมแห่งวิชาชีพ การสั่งปิดกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนอื่นเพื่อลิดรอนสิทธิเสรีภาพตามวรรคหนึ่ง จะทำมิได้ ทำไม่ได้ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๕ แต่ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในนามทั้งนายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ได้สั่งปิดสื่อในรอบ ๕ ปีที่ผ่านมา ๑๔ ครั้งและมี การลงโทษสื่อ ๕๙ ครั้งด้วยกัน
ขออภัยครับ มีผู้ประท้วงครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคพลังประชารัฐ ขอประท้วงท่านประธานนะครับ ท่านได้ปล่อยให้ท่านผู้อภิปรายพูดจาผิดข้อบังคับ ข้อ ๔๓ ไม่อยู่ในประเด็นไปพูดนอกเรื่อง เรื่องของสื่อ เรื่องของการต่างประเทศต่าง ๆ ซึ่งไม่เกี่ยวกับ คุณสมบัติของนายกรัฐมนตรีเลยครับ ขอให้ท่านพิจารณาด้วยครับ
ได้ให้โอกาสพอสมควรแล้วนะครับ และได้เตือน ผมคิดว่าพอสมควรแล้ว เพราะได้ใช้เวลาพอสมควรแล้วครับ ขอสรุปเลยครับ
นอกจากการใช้อำนาจของหัวหน้า คสช. และนายกรัฐมนตรีโดย พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในการลิดรอนสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชนแล้ว
ถ้าไม่อยู่ใน ๘ ข้อต้องสรุปเลยครับ
ยังมีการปิดกั้นการแสดงออกของเสรีภาพของประชาชนโดยการปิดกั้นกิจกรรมสาธารณะ ๒๐๐ ครั้ง ในรอบ ๕ ปีที่ผ่านมานะคะ
ได้เตือนแล้วนะครับ
โดยสรุปดิฉันขอย้ำว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีพฤติกรรมที่ขัดต่อ มาตรฐานทางจริยธรรมตามที่กำหนดเอาไว้ให้ใช้กับผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระรวมถึง คณะรัฐมนตรีตามที่ได้กล่าวมานี้ สิทธิเสรีภาพของประชาชนเป็นเรื่องสำคัญ เกียรติภูมิของ ประเทศและเกียรติศักดิ์ของผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเป็นเรื่องสำคัญ เราต้องการให้ หลังจาก ๕ ปีที่ไม่มีนายกรัฐมนตรีจากการเลือกตั้ง นายกรัฐมนตรีที่กำลังจะเข้าสู่ตำแหน่ง เป็นคนที่ ๓๐ ของประเทศไทยต้องเป็นผู้ที่รักษาไว้ซึ่งเกียรติภูมิของประเทศและเกียรติศักดิ์ ของตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้ ขอที่ประชุมสภาแห่งนี้ได้โปรดพิจารณา ขอบพระคุณค่ะ
ขอบคุณครับ เนื่องจากมีสมาชิก ขอพิเศษนะครับ คือพรรคประชาชาติ ซึ่งอยู่ในลำดับหลังนะครับ แต่ว่าขอพูดก่อน ๕ นาที ท่านซูการ์โนครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ ผม ซูการ์โน มะทา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยะลา พรรคประชาชาติ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ ผมได้นั่งฟังการอภิปรายเรื่องคุณสมบัติ ของบุคคลที่ถูกเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งมีเข้ามาแข่งขันทั้งหมด ๒ ท่านด้วยกันนะครับ คือ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา และนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ วันนี้เราใช้เวลาสภาอันทรงเกียรติตรงนี้ได้อภิปรายหลายประเด็น ส่วนผมในวันนี้จะพูด ในประเด็นของมาตรา ๙๘ (๑๕) ซึ่งก็จะไม่ได้ลงรายละเอียด เพราะว่าเพื่อนสมาชิก หลายท่านได้อภิปรายลงรายละเอียดไปแล้ว ท่านประธานที่เคารพครับ ประเด็นปัญหาทั้งหมดวันนี้มันเกิดขึ้นมาจากคนที่ร่างรัฐธรรมนูญ ในมาตรา ๑๕๙ กำหนดให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้พิจารณาเรื่องคุณสมบัติของบุคคล ที่จะเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีว่ามีคุณสมบัติขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ อันนี้เป็นเรื่องสำคัญ ที่เพื่อนสมาชิกหลายท่านได้พยายามใช้เวลาในการอภิปรายเพื่อสนับสนุนเหตุผล ต่าง ๆ นานา ผมในฐานะสมาชิกรัฐสภาคนหนึ่งก็ขอทำหน้าที่ในฐานะสมาชิกรัฐสภาที่กำหนด โดยรัฐธรรมนูญว่าจะต้องทำหน้าที่ในการพิจารณาเรื่องคุณสมบัติของผู้ที่จะดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี ท่านประธานที่เคารพ ถ้าเราดูจากการอภิปรายทั้งหมดประเด็นก็มีปัญหา อยู่ไม่มากนะครับ ประเด็นที่เกิดขึ้นเนื่องจากว่าหัวหน้าพรรคหลายพรรคการเมือง ที่เข้าสู่กระบวนการเลือกตั้งเมื่อวันที่ ๒๔ มีนาคมนั้น ได้มีการดำเนินการตามขั้นตอนที่ทาง กกต. กำหนดไว้แล้วนะครับ ผมเชื่อว่าวันนี้เราต้องใช้เวลาในสภาแห่งนี้คงไม่นาน ถ้าหากว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา หลังจากได้รับการทาบทามจากพรรคการเมืองหนึ่ง เพื่อเป็นบุคคลที่จะถูกเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีแล้วได้ประกาศลาออกจากตำแหน่ง ทุกตำแหน่งที่อาจจะมีการขัดต่อรัฐธรรมนูญในเรื่องคุณสมบัติผู้ที่จะดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรีท่านประธานที่เคารพ ผมมาทำงานหน้าที่ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะสมาชิกรัฐสภาก็หลายครั้ง มีการพิจารณาบุคคลที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีหลายท่าน วันนี้ถ้าเราดูว่าถ้าท่านผู้ที่เสนอชื่อโดยเฉพาะอย่างยิ่งท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ดูแบบอย่างของนายทหารนักการเมืองที่รักประชาธิปไตย ขออนุญาตเอ่ยนาม คือ พลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ หัวหน้าพรรคชาติไทย พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ หัวหน้าพรรคความหวังใหม่ ท่านเป็นนายทหารที่รักและยึดมั่นการปกครองในระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ท่านลาออกจากตำแหน่งราชการ เพื่อมาต่อสู้ เพื่อมาเรียกศรัทธา เพื่อขอเสียงสนับสนุนจากพี่น้องประชาชน ประเด็นปัญหา ทั้งหมดวันนี้ทำไมเพื่อนสมาชิกต้องมาอภิปรายก็มีหลักการอยู่ไม่กี่ประเด็นนะครับ ส่วนมีเพื่อนสมาชิกหลายท่านอภิปรายว่าประเด็นเรื่องของมาตรา ๙๘ (๑๕) เรื่องเจ้าหน้าที่อื่น ของรัฐหรือพนักงานอื่นของรัฐนั้น หลายท่านก็มาด่วนสรุปว่าทางคณะกรรมการการเลือกตั้ง ได้มีการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ที่ถูกเสนอชื่อให้เป็นนายกรัฐมนตรีตามขั้นตอนถูกต้อง ทุกประการ ผมได้อ่านในคำชี้แจงของคณะกรรมการการเลือกตั้งท่านมีหน้าที่ในการตรวจสอบ เฉพาะคุณสมบัติของผู้ที่จะถูก เสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรี ส่วนจะขัดหรือไม่ขัด เรื่องคุณสมบัติในลักษณะต้องห้ามนั้น เป็นหน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่จะต้อง เป็นผู้นำเสนอต่อองค์กรศาลรัฐธรรมนูญในการพิจารณาต่อไป ผมเชื่อว่าหลังจาก การอภิปรายวันนี้ พวกเราในฐานะที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็ต้องทำหน้าที่ให้ถึงที่สุด ก็คือส่งเรื่องทั้งหมดให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้พิจารณาว่าบุคคลที่ทางพรรคการเมืองหนึ่ง ได้เสนอชื่อให้มาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนั้นขัดกับรัฐธรรมนูญหรือไม่ เป็นบุคคลที่มีลักษณะ ต้องห้ามตามที่เพื่อนสมาชิกหลายท่านได้อภิปรายหรือไม่ อันนี้ผมก็อยากฝากพวกเราทุกคน ว่าเรามีหน้าที่ที่จะต้องพิจารณาเพราะรัฐธรรมนูญบังคับให้เราต้องมาพิจารณาเรื่องคุณสมบัติ ของผู้ที่จะดำรงตำแหน่งทางการเมือง ผมไม่มีอคติใด ๆ กับผู้ที่ถูกเสนอชื่อ แล้วก็เห็นว่า จากพฤติกรรมทั้งหมดที่ผ่านมาถ้า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ลาออกตั้งแต่ต้นที่ประกาศ จะดำรงตำแหน่งเป็นผู้ถูกเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีของพรรคการเมืองหนึ่งนั้น ผมว่าปัญหา ทั้งหมดก็ไม่เกิดขึ้น พวกเราสมาชิกรัฐสภาทั้งหมดก็จะต้องไม่เสียเวลานะครับ
อันนี้นอกประเด็นแล้วครับ
จะจบแล้วครับ ก็อยากฝากพวกเราว่าสิ่งทั้งหมดที่ผมพูดในวันนี้เรามาทำหน้าที่ในฐานะที่เป็นสมาชิกรัฐสภา ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญบังคับให้เราต้องพิจารณาตามมาตรา ๑๕๙ ครับ ขอบคุณมากครับ
โดยทั่วไปท่านสมาชิกก็ใช้เวลาน้อยลง เพราะฉะนั้นผมหารือกับท่านประธานวุฒิสภาว่าดูตัวจำนวนบุคคลที่จะอภิปรายต่อไปนั้น ก็ขอว่าต่อไปนี้ท่านหนึ่ง เนื่องจากประเด็นทั้งหลายเริ่มซ้ำส่วนใหญ่จะซ้ำแล้วครับ เพราะว่า ได้พูดในหัวข้อนั้นซึ่งก็เป็นธรรมดาครับ เพราะฉะนั้นขอกำหนดเวลาว่าคนต่อไปท่านสันติ กีระนันทน์ พรรคพลังประชารัฐ ขอไม่เกิน ๑๐ นาทีนะครับ นับจากนี้เป็นต้นไป
กราบเรียนท่านประธานสภาและเพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่านครับ กระผม สันติ กีระนันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะสมาชิก รัฐสภา ท่านประธานครับ ตั้งแต่สาย ๆ ของวันนี้ได้นั่งฟังสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุก ๆ ท่าน ด้วยความเคารพ ท่านได้กรุณาอภิปรายถึงคุณสมบัติของผู้ที่ถูกเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรีของประเทศไทย คนที่ ๓๐ โดยที่ยึดถือคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๐ แล้วก็พิจารณาถึงลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๙๘ ซึ่งในความเห็นที่นั่งฟังตลอดนี้นะครับ ผมคิดว่าประเด็นต่าง ๆ ได้ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดกันจนน่าจะไม่มีเรื่องอะไรใหม่ อย่างไรก็ดี มีประเด็นบางประเด็นที่ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้กรุณาหยิบยกขึ้นมาโดยที่ชี้ถึงเรื่องการ อนุมานว่า ท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นั้น ในระหว่างที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ประมาณ ๔ ปีเศษ ๆ ๕ ปีนั้น ท่านได้ทำอย่างโน้นท่านได้ทำอย่างนี้ มีการยกว่าท่านได้สร้าง ความเสียหายทางเศรษฐกิจ เป็นต้น ซึ่งประเด็นนี้ยังไม่ได้มีใครชี้แจงเพิ่มเติม ผมจึงอยากจะ ขออนุญาตใช้เวลาไม่นานในการชี้แจงประเด็นนี้สักเล็กน้อย ท่านประธานที่เคารพครับ เราต้องยอมรับตั้งแต่ก่อนที่จะมีการยึดอำนาจรัฐประหารเกิดขึ้นประเทศไทยของเรานั้น เผชิญปัญหาทางเศรษฐกิจหนักหน่วงมากทีเดียวครับ ซึ่งในสายตาของนักเศรษฐศาสตร์ ทั้งหมด ผมคิดว่าปัญหาทางเศรษฐกิจคงจะแยกประเด็นหลัก ๆ ได้สัก ๒ เรื่องใหญ่ ๆ
อันที่ ๑ ก็คือเรื่องของการเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งแน่นอนในโลกนี้นิยมวัดกัน ด้วยสิ่งที่เรียกว่า จีดีพี (GDP) หรือภาษาไทยก็คงจะแปลว่าเป็นผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ ก่อนที่จะมีการยึดอำนาจนั้นเรามีปัญหาเรื่องการเติบโตอย่างมาก เรามีการเติบโตของ จีดีพี (GDP) นั้นไม่ถึง ๑ เปอร์เซ็นต์ ท่านลองดูตัวเลขนะครับ ซึ่งผมจะขออนุญาต แสดงตัวเลขที่เป็นเหตุผลเชิงประจักษ์ เป็นข้อมูลของสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคม แห่งชาติ จีดีพี (GDP) ของประเทศนั้นตั้งแต่ปี ๒๕๕๗ มีการเติบโตประมาณไม่ถึง ๑ เปอร์เซ็นต์ดี แต่หลังจากนั้นปี ๒๕๕๘ จนกระทั่งถึงปัจจุบัน ปี ๒๕๕๘ จีดีพี (GDP) ได้โตขึ้นถึง ๓ เปอร์เซ็นต์ และล่าสุดก่อนที่จะถึงปี ๒๕๖๒ ซึ่งโลกนี้ได้เผชิญวิกฤตเศรษฐกิจ มากมาย จีดีพี (GDP) ประเทศไทยเติบโตขึ้นไปถึง ๔ เปอร์เซ็นต์ครับ วันนี้อาจจะมีการปรับประมาณการ จีดีพี (GDP) อันเนื่องมาจากมีสงครามการค้าเกิดขึ้น ในโลกอย่างรุนแรง ได้มีการปรับประมาณการลงมาประมาณ ๓.๘-๓.๙ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งยังนับว่ามากกว่าการเติบโตเฉลี่ยของโลกนี้ด้วยซ้ำไป ฉะนั้นแล้วความรู้สึกที่ท่านอนุมาน เอาว่าผลงานที่ท่าน พลเอก ประยุทธ์ได้ดำเนินมาและสร้างปัญหาทางเศรษฐกิจ ผมคิดว่า น่าจะถูกหักล้างด้วยเหตุผลเชิงประจักษ์ที่เป็นหลักฐาน และท่านสามารถหาดูผลงานนี้ ได้ตามทุกที่ มีการตีพิมพ์เต็มไปหมด
แง่มุมที่ ๒ ครับที่เป็นปัญหาทางเศรษฐกิจ ก็คือเรื่องของความเหลื่อมล้ำ ซึ่งความเหลื่อมล้ำนั้นในทางเศรษฐกิจก็คงมี ๒ ประเด็นใหญ่ ๆ ก็คือความเหลื่อมล้ำ ทางรายได้กับความเหลื่อมล้ำทางความมั่งคั่ง ท่านประธานที่เคารพครับ ตัวเลขเชิงประจักษ์ อีกเช่นเดียวกัน ในปี ๒๕๕๘ ปี ๒๕๕๙ ปี ๒๕๖๐ โดยสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคม แห่งชาติ อีกเช่นเดียวกันมีการคำนวณตัวชี้วัดที่เรียกว่า สัมประสิทธิ์ จีนี (GINI) แนวคิด ของสัมประสิทธิ์ จีนี (GINI) ก็คือวัดรายได้ของคนที่ร่ำรวยที่สุดเทียบกับรายได้ ของคนที่ยากจนที่สุดในสังคมนั้น ปรากฏว่าใน ๓ ปีที่ผมกราบเรียนนั้นไม่ได้เปลี่ยนแปลงเลย และการที่ไม่ได้เปลี่ยนแปลงนั้นก็ยังอยู่ในค่าเฉลี่ยที่ไม่แตกต่างกับประเทศอื่น ๆ ในโลกนี้ แต่ต้องยอมรับว่าปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำนั้นยังมีอยู่จริงครับ ซึ่งจำเป็นที่จะต้องแก้ไขกัน ต่อไป ส่วนอีกประเด็นหนึ่งที่ผมพูดถึงความเหลื่อมล้ำเมื่อสักครู่ นอกเหนือจากความเหลื่อม ล้ำในเชิงรายได้นั้น ก็เป็นความเหลื่อมล้ำเรื่องของความมั่งคั่ง ความมั่งคั่งนั้นเป็นการสะสม ความมั่งคั่งที่ต่อเนื่องมาจากอดีต ประเทศไทยอาจจะยังมีประชาชนที่มีความเหลื่อมล้ำ ทางความมั่งคั่งอยู่พอสมควร ในระหว่างที่พวกเราท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้ทรงเกียรติ ทุกท่านได้ลงพื้นที่กัน เราก็คงเห็นว่ามีประชาชนที่ยากจนเดือดร้อนมากมายทีเดียว อันนั้น จะโทษว่าเป็นผลพวงของการดำเนินงานของท่านนายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผมคิดว่าคงไม่ยุติธรรม เพราะมันเป็นเรื่องที่สะสมมาในอดีตมากมาย ผมจึงอยากชี้ประเด็นนี้ เท่านั้นเองว่าที่ท่านกล่าวหาว่าท่าน พลเอก ประยุทธ์มีคุณสมบัติไม่เหมาะสมในการบริหาร เศรษฐกิจผิดพลาดนั้น ผมคิดว่าเมื่อเห็นข้อมูลเชิงประจักษ์แล้วน่าจะหักล้างความคิด เช่นนั้นได้ เหตุผลเชิงประจักษ์ที่เป็นข้อมูลอีกเหมือนกัน ก่อนปี ๒๕๕๗ นักท่องเที่ยวที่เข้ามา สู่ประเทศไทย มีประมาณสัก ๒๐ ล้านคน วันนี้นักท่องเที่ยวที่เข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยนั้น เกิน ๓๐ ล้านคนแล้วครับ แล้วก็สร้างรายได้ให้กับภูมิภาคต่าง ๆ อย่างมากมาย ท่านกล่าวอ้างว่า เอสเอ็มอี (SMEs) ปัจจุบันอยู่ไม่ได้ ท่านประธานที่เคารพครับ โครงสร้างของการทำธุรกิจ วันนี้เปลี่ยนไปมาก ฉะนั้นแล้วการที่ปรับตัวไม่ได้ของผู้ประกอบการนั้น รัฐบาลท่าน พลเอก ประยุทธ์ที่ผ่านมานั้นพยายามทำอย่างยิ่งและทำอย่างต่อเนื่อง ถ้าไม่มีการดำเนินการ เช่นนั้น ผมเชื่อว่าจะมีปัญหามากกว่านี้ด้วยซ้ำ
ประเด็นสุดท้ายครับ ที่ผมไม่อยากจะใช้เวลาของท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ให้มันมากเกินไป อยากจะชี้ประเด็นเนื้อ ๆ เน้น ๆ เลย นอกเหนือจากเรื่อง จีดีพี (GDP) นอกเหนือจากเรื่องความเหลื่อมล้ำ นอกเหนือจากเรื่องนักท่องเที่ยวแล้ว สิ่งที่เห็นได้ อีกอย่างหนึ่งก็คือว่าท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นั้น นอกเหนือจากคุณสมบัติที่เราพูด ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๐ และไม่ปรากฏลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๙๘ เนื่องจาก สมาชิกผู้ทรงเกียรติหลายท่านได้ยกขึ้นและสมาชิกผู้ทรงเกียรติอีกหลายท่านก็ได้มีเหตุผล ที่ค้านไปเรียบร้อยแล้ว จะเห็นว่าท่านได้มีวิสัยทัศน์ความเป็นผู้นำ ประเทศไทยมีครั้งแรกครับ ที่มีการกำหนดยุทธศาสตร์ของประเทศ และหลายครั้งอีกเช่นเดียวกันมีการพยายามสร้าง ความเข้าใจผิดว่ายุทธศาสตร์ประเทศ ๒๐ ปีนั้น ไม่มีใครเขาทำกันในโลก ไม่จริงครับ ในประเทศที่เจริญแล้วทั้งหลายมีการวางยุทธศาสตร์กันทั้งสิ้นในระยะยาว และยุทธศาสตร์นั้น สามารถที่จะมีการทบทวนและแก้ไขปรับปรุงได้ทุก ๆ ช่วงเวลา อันนี้ทั้งหมดผมอยากจะเรียน ขอความยุติธรรมว่าเมื่อเราพูดถึงข้อมูลต่าง ๆ แล้ว ควรจะพูดถึงข้อมูลอย่างครบด้าน เพื่อให้สมาชิกผู้ทรงเกียรติในการประชุมร่วมของ ๒ สภาวันนี้ ที่ประกอบกันเป็นที่ประชุม ของรัฐสภานั้น ได้สามารถรับข้อมูลทุกด้านอย่างครบถ้วน และได้ใช้ดุลยพินิจอย่างรอบคอบ เพื่อประกอบ การตัดสินใจในการสนับสนุนให้ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ตามที่พรรคพลังประชารัฐ ได้นำเสนอว่าสมควรเป็นผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี คนที่ ๓๐ ท่านประธานครับ กราบขอบพระคุณครับ
ท่านรังสิมันต์ โรม เชิญครับ
กราบสวัสดีท่านประธาน กระผม รังสิมันต์ โรม เป็นผู้แทนราษฎร พรรคอนาคตใหม่ และในขณะเดียวกันก็เป็นสมาชิกรัฐสภา กว่าจะได้พูดถูกข้ามไป ๓ ครั้งก็ไม่เป็นไรนะครับ ก่อนอื่นสิ่งที่ผมจำเป็นจะต้องแถลงก่อนว่าผมและพรรคอนาคตใหม่เรามีความยินดีที่จะเสนอ คุณธนาธรเป็นนายกรัฐมนตรี คุณธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ มีคุณสมบัติครบถ้วนตามที่กฎหมาย กำหนด มีบางท่านได้กล่าวในทำนองว่าคุณธนาธรอาจจะมีคุณสมบัติต้องห้ามบางอย่าง หรือเปล่า ที่ทำให้ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่เข้ามายังสภาได้ ท่านประธานครับ เพื่อตอบคำถามนี้ ผมขอเรียนตามตรงว่าไม่ต้องห่วงว่าคุณธนาธรจะไม่เข้าสภาหากได้เป็นนายกรัฐมนตรี ห่วงคุณประยุทธ์เถอะครับ ถ้าหากได้เป็นนายกรัฐมนตรีแล้วจะเข้ามายังสภาเพื่อให้เรา อภิปรายหรือไม่ ในประเด็นเรื่องของหุ้นที่ท่านสมาชิกบางท่านตั้งประเด็นว่าอาจจะมี คุณสมบัติที่ไม่สามารถดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีได้นั้น มีประเด็นอย่างนี้
ข้อแรก ผมคงต้องเรียนชี้แจงว่าคุณธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ได้ทำการโอนหุ้น เมื่อวันที่ ๘ มกราคมเรียบร้อยแล้ว อย่างไรก็ตามมีสื่อบางสำนักได้มีความสงสัยว่า การโอนหุ้นนั้นอาจจะเกิดขึ้นในวันที่ ๒๑ มีนาคม ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นจะทำให้สถานะการเป็น ส.ส. อาจจะเสียไป จึงมีการร้องไปยัง กกต. แล้ว กกต. ก็ได้ส่งไปยังศาลรัฐธรรมนูญ ให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ เรื่องนี้อาจจะเป็นเรื่องที่หลาย ๆ ท่านได้ทราบอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม สมมุติว่าศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่าคุณธนาธรมีคุณสมบัติไม่สามารถเป็น ส.ส. ได้ ต้องย้ำชัด ๆ ว่าแม้ว่าจะไม่สามารถเป็น ส.ส. ได้ แต่ ณ วันนี้วันที่ ๕ มิถุนายน หุ้นได้โอนไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นวันที่ ๘ หรือ ๒๑ มีนาคม คุณธนาธรสามารถดำรงตำแหน่งเป็น นายกรัฐมนตรีได้ไม่มีคุณสมบัติต้องห้ามใด ๆ เลย ท่านประธานครับ ถึงตรงนี้เราจะพบว่าคุณ ธนาธรไม่มีคุณสมบัติต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ แต่ในทางกลับกันคุณประยุทธ์ จันทร์โอชา กลับมีข้อสงสัยหลายอย่างที่เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายไปจำนวนมากมายหลายเรื่อง ซึ่งบาง ท่านอาจจะเข้าใจผิด ในทำนองว่าในเรื่องของการเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐนั้นบางท่านได้กล่าวว่า กกต. ได้รับรองแล้ว ได้วินิจฉัยในประเด็นนี้แล้ว ผมคงต้องเรียนขออนุญาตท่านประธานว่า ไม่เป็นความจริง เพราะอันที่จริงแล้วรองเลขาธิการของ กกต. ได้ยืนยันในสื่อหลายสำนักว่า กกต. ไม่ได้วินิจฉัย เป็นหน้าที่ของรัฐสภาที่จะต้องเป็นผู้วินิจฉัยตรงนี้ ดังนั้นผมคิดว่า โดยเนื้อหาสาระสภาจะวินิจฉัยหรือไม่วินิจฉัย อย่างไรเสียเป็นอำนาจของรัฐสภา ซึ่งสภา ไม่สามารถให้บุคคลที่จะดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีขัดต่อกฎหมาย ขัดต่อคุณสมบัติ ที่มีคุณสมบัติต้องห้ามได้จบไป ประเด็นที่ ๑ ท่านประธาน
ประเด็นถัดไป มีเพื่อนสมาชิกบางท่านได้กล่าวว่าการเลือกตั้งครั้งนี้เกิดขึ้นได้ เพราะท่านประยุทธ์อนุญาต ท่านประธานครับ การกล่าวอ้างเช่นนี้เป็นเรื่องที่ผิดและผิดบาป เพราะในความเป็นจริงการเลือกตั้งครั้งนี้นั้นเกิดขึ้นจากการที่มีประชาชนออกไปเสียสละต่อสู้ เพื่อให้มีการเลือกตั้งเกิดขึ้น ผมเองก็เป็นหนึ่งในนั้นครับ มีคดีถึง ๔ คดี ที่ผมยกเรื่องนี้ขึ้นมา ผมกำลังจะบอกกับท่านประธานว่ามันเกี่ยวข้องกับคุณสมบัติของท่านประยุทธ์อย่างไร การที่ผม นายรังสิมันต์ โรม คนนี้มี ๔ คดี ประชาชนนับร้อยถูกดำเนินคดีเพียงเพราะว่า ต้องการเห็นการเลือกตั้ง หมายความว่าท่านประยุทธ์นั้นไม่มีหัวจิตหัวใจที่จะธำรง และรักษาไว้ซึ่งระบอบประชาธิปไตยอันเป็นหลักการตามจริยธรรมที่เอามาบังคับใช้กับ คณะรัฐมนตรีด้วย มากไปกว่านั้นครับท่านประธาน แม้กระทั่งการลงประชามติที่บางคน ก็บอกว่าประชามติครั้งนี้มาจากประชาชน แต่ขอโทษเถอะครับ ผมถูกส่งตัวให้ไป ขึ้นศาลทหาร ไปนอนเล่นอยู่ในเรือนจำอยู่ ๑๒-๑๓ วัน แบบนี้ผมไม่คิดว่ากระบวนการ และวิถีทางที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานั้นภายใต้การนำของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา สอดคล้องและมีความพยายามในการรักษาไว้ซึ่งระบอบประชาธิปไตยอันเป็นไปตามข้อ ๕ ของมาตรฐานจริยธรรม ท่านประธานครับ ระบอบประชาธิปไตยไม่ว่าจะเป็นประเทศไหน ถึงที่สุดแล้วประชาชนจะต้องเป็นเจ้าของอำนาจ หมายความว่าสิทธิเสรีภาพจะต้องถูกรับรอง เอาไว้ ประชาชนย่อมมีสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก ในการที่จะชุมนุม ในการที่จะ วิพากษ์วิจารณ์ผู้นำหรือรัฐบาลได้ แต่ท่านประธานเชื่อหรือไม่ครับ ในความเป็นจริงแล้ว เรากลับพบว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ใช้อำนาจที่ตัวเองมีทำลายสิทธิเสรีภาพ ของประชาชนตรงนี้เสียสิ้น ถ้าท่านประธานไม่เชื่อผมคงต้องบอกว่าท่านประธานสามารถลองชู ๓ นิ้วต่อหน้า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ครับ แล้วท่านประธานจะพบเลยว่าอำนาจ ตามความเป็นจริงที่จะเกิดขึ้นนั้นเป็นอย่างไร นับตั้งแต่วันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ จนถึง ปัจจุบัน ปัจจุบันวันที่ ๕ มิถุนายน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยังคงมีอำนาจเต็ม อำนาจนี้สามารถสั่งจับกุมเราอย่างไรก็ได้ อำนาจนี้สามารถทำลายหลักการประชาธิปไตย อย่างไรก็ได้ คุณสมบัติของผู้ที่กำลังจะดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีเช่นนี้ กระผม และพรรคอนาคตใหม่คงไม่สามารถเรียกได้ว่ามีคุณสมบัติที่ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ ท่านประธานครับ มากไปกว่านั้นไม่กี่วันก่อนที่เราจะประชุมสภา มีหลายคนครับ เป็นนักกิจกรรมบ้าง เป็นนักต่อสู้บ้าง หลายท่านอาจจะรู้จักในชื่อจ่านิว ชื่อเอกชัย ชื่อฟอร์ด ไม่เป็นไรครับ บางคนไม่รู้จักไม่เป็นไรสามารถเปิดกูเกิล (Google) อ่านได้ แต่ที่ผมกำลัง จะเรียนให้ท่านได้ทราบก็คือว่าบุคคลเหล่านี้ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย แต่รู้หรือไม่ครับ ภายใต้รัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ถือครองอำนาจมาหลายปี เรากลับพบว่า มีการลอบประทุษร้ายบุคคลเหล่านี้ การประทุษร้ายเหล่านี้เกิดขึ้นอย่างเป็นระบบ มีการตระเตรียม วางแผนเป็นอย่างดี กระทำต่อเป้าหมายอย่างต่อเนื่อง หลายครั้งซึ่งเราต่างก็รู้อยู่ว่า ผลที่เป็นคุณย่อมเกิดขึ้นต่อ คสช. เพราะกระทำต่อคนที่เห็นต่าง คสช.
มีผู้ประท้วงครับ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ศิริพงษ์ รัสมี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขตหนองจอก กทม. ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอประท้วงท่านที่กำลังอภิปรายอยู่ ข้อ ๔๓ นอกประเด็นในเรื่อง จ่านิวที่กำลังจะเชื่อมมาให้นายกรัฐมนตรีประยุทธ์กำลังจะเสียหายครับ ขอบคุณมากครับ
ขอให้ท่านสรุปนะครับ คือหมายความว่าท่านกำลังนำเรื่องของท่าน จะได้ไม่ต้องโต้เถียงกันมาก
ผมกำลัง จะเรียนอย่างนี้ครับท่านประธาน มาตรา ๑๖๐ ในเรื่องของจริยธรรมตามรัฐธรรมนูญ เรื่องนี้เป็นคุณสมบัติแน่นอน ซึ่งจริยธรรมตรงนี้เกี่ยวพันกับมาตรฐานจริยธรรม ข้อ ๕ ซึ่งก็ถูกบังคับใช้
สรุปได้เมื่อสักครู่ฟังได้ ก็เกี่ยวกับจริยธรรม แต่ถ้าลงรายละเอียดนี่เป็นเรื่องที่ท่านไปดำเนินการแก้ไขได้ตาม กระบวนการยุติธรรม
ท่านประธานครับ ผมยินดีพยายามสรุปให้นะครับ
ขอให้สรุปสัก ๑ นาทีครับ
ประเด็น ของผมก็คือว่า ๕ ปีที่ผ่านมาภายใต้ระบอบของคุณประยุทธ์ จันทร์โอชา การไม่เคารพ ต่อหลักการประชาธิปไตย การปิดปากประชาชนเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา ท่านประธานครับ มากไปกว่านั้นสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอยู่หากเรามองไปข้าง ๆ เราจะพบว่ารัฐบาลของคุณประยุทธ์ จันทร์โอชา นอกจากทำลายระบอบประชาธิปไตยแล้วยังได้มีการเตรียมการสร้าง ส.ว. ขึ้นมา ซึ่งเราก็รู้กันอยู่ว่า ส.ว. นี้มาจากใคร ใครเป็นประธานในการสรรหา ท่านสมาชิกบางคน ได้อภิปรายไปด้วยซ้ำว่า ส.ว. ก็มาจาก คสช. ในแง่นี้ครับท่านประธาน ผมมีความสงสัย อย่างยิ่งว่าตกลงแล้ว ส.ว. จะสามารถปฏิบัติหน้าที่อย่างอิสระได้หรือไม่ ซึ่งหากไม่ได้ ก็หมายความว่า ส.ว. กำลังกระทำการที่ผิดต่อมาตรา ๑๑๓ ตามรัฐธรรมนูญ
ประเด็นนี้รู้สึกประท้วง พูดกันบ่อยแล้วนะครับ
ผมจะสรุปแล้วครับท่านประธาน ประเด็นของผมก็คือว่าสิ่งที่ผมจะชี้ให้เห็นคือคุณประยุทธ์ ไม่ใช่แค่เพียงไม่เคารพต่อหลักการประชาธิปไตย ไม่ใช่แค่เพียงเป็นปฏิปักษ์ต่อประชาธิปไตย แต่คุณประยุทธ์ยืนอยู่ตรงข้ามประชาธิปไตยและกำลังสานต่ออำนาจเผด็จการที่จะสืบต่อไป ด้วย ส.ว. เป็นหนึ่งในนั้นของการสืบทอดอำนาจ ขอบคุณครับ
เชิญครับท่าน
ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตปรึกษาหารือครับ ผม นายแพทย์ระวี มาศฉมาดล ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคพลังธรรมใหม่ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ เมื่อสักครู่ ผมได้มีการปรึกษาหารือไปแล้วครั้งหนึ่ง ท่านประธานก็ได้บอกว่าน่าจะให้เวลาในการที่ได้ พูดคุยอีกสัก ๒ ชั่วโมง ตอนนี้เราได้พูดคุยกันไปอีก ๒ ชั่วโมงครึ่งแล้วนะครับ ผมก็เห็นว่า สมาชิกทุก ๆ ฝ่ายก็ล้วนแต่ได้เสนอความคิด เหตุผลที่ดี แล้วมีบรรยากาศที่ดีมาก ไม่ได้มีการ ที่จะโต้แย้งอะไรที่จะทำให้ภาพพจน์ของสภาเสีย แต่ผมก็เห็นว่าเราได้พูดคุยกันพอสมควรแล้ว ตอนนี้ก็น่าจะ ๖ ชั่วโมงครึ่งแล้วครับ ผมก็เลยอยากจะขอเรียนปรึกษาท่านประธานนว่าน่าจะ ดำเนินการอย่างไรดี เพื่อที่จะได้ปิดการอภิปรายแล้วก็โหวตครับ
ท่านอย่าเพิ่งเสนอ ผมเข้าใจแล้วนะครับ
ก็เลย ขอเรียนปรึกษาท่านประธานว่าจะดำเนินการอย่างไรดี เพราะไม่อยากจะเสนอญัตติ ให้มีการโหวตเพราะว่าต้องเสียเวลาโหวตที่จะปิดการอภิปรายครับ ก็ขอให้ท่านประธาน ช่วยวินิจฉัยด้วยครับว่าจะดำเนินการอย่างไรดีครับ ขอบพระคุณครับ
ผมเข้าใจแล้ว คือท่านก็ยัง ไม่ได้เสนอขอปิดการอภิปราย ดังนั้นผมจะขอหารือที่ประชุมก็คือท่านทวงผมที่บอกว่า ๒ ชั่วโมงไปแล้ว ตอนนี้ ๒ ชั่วโมงครึ่งแล้ว ผมก็ขอหารือ ตอนที่ผมปรึกษาไปตอนนั้น ก็เข้าใจว่า ๒ ชั่วโมงน่าจะพอสำหรับท่านสมาชิกที่จะพิจารณาเข้าชื่อไว้ตอนนั้นได้หมด หรือเกือบหมด แต่ปรากฏว่ามีสมาชิกลงชื่อเพิ่มอีก ซึ่งก็มีหนังสือมาถึงผมนะครับ ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านคมเดช ไชยศิวามงคล ส.ส. เขต ๓ จังหวัดกาฬสินธุ์ ขอให้ประกาศ รายชื่อและเวลาที่เหมาะสมเพื่อประโยชน์ที่จะมีเวลาอภิปราย แล้วก็ลงมติได้ ท่านมีหนังสือ ขึ้นมา ดังนั้นผมก็ขอหารือนะครับ
ประการแรก อยากจะให้ทุกท่านที่อยู่ในนี้ได้อภิปราย ผมนับดูนะครับตอนนี้ ท่านเลขาธิการ บัญชีผมถูกไหม คุณปารีณายังไม่ได้อภิปรายไม่ใช่หรือครับ ที่สนับสนุน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยังเหลือ ๔ ท่าน คุณปารีณา ไกรคุปต์ คุณกษิดิ์เดช ชุติมันต์ พรรคพลังประชารัฐ ท่านธารา ปิตุเตชะ พรรคประชาธิปัตย์ ท่านมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ พรรคไทยศรีวิไลย์ ๔ ท่านแล้วนะครับ แล้วก็มาทางฝ่ายสนับสนุนท่านธนาธร ก็มีท่านจุล พันธ์ อมรวิวัฒน์ พรรคเพื่อไทย นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล พรรคอนาคตใหม่ ๒ แล้ว ท่านศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ พรรคเพื่อไทย พลตำรวจเอก เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส พรรคเสรีรวมไทย ท่านสุรวิทย์ คนสมบูรณ์ พรรคเพื่อไทย ท่านนิคม บุญวิเศษ พรรคพลังปวงชนชาวไทย ท่านวิสาร เตชะธีราวัฒน์ พรรคเพื่อไทย ท่านคมเดช ไชยศิวามงคล พรรคเพื่อไทย ท่านจิรายุ ห่วงทรัพย์ พรรคเพื่อไทย นับแล้วได้เท่าไร ผมก็ปรึกษาหารือว่าไม่มีการเพิ่มอีกแล้ว ท่านเลขาธิการนับได้เท่าไร ทั้งวุฒิสภา ๒ คนนะครับ ท่านวันชัย สอนศิริ กับท่านวัลลภ ตั้งคณานุรักษ์ นับแล้วประมาณ ๑๐ กว่า ๆ นะครับ ทีนี้ถ้าท่านนายแพทย์ระวีใช่ไหมครับ เสนอขอปิดอภิปราย ผมก็เข้าใจว่าทางนี้จะขอคัดค้านแน่ เชิญท่านพูดเลย เดี๋ยวผมจะได้ เสนอข้อเสนอของผมนะครับ ตอนนี้ทั้งหมดเหลือ ๑๕ ท่าน
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม จิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขต ๑๖ คลองสามวา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ ก็ขอขอบพระคุณ ทุก ๆ ท่านที่ได้ให้โอกาสในการอภิปรายถือว่าประเทศได้เดินหน้าครับ พวกผมก็หารือกัน ในส่วนของวิป (Whip) ชั่วคราวนะครับ ชื่อที่เสนอไปท่านประธานที่เคารพ ประมาณสัก ๑๐ ท่าน ทีนี้ผมจะขออนุญาตหน่อยครับ เนื่องจากทางผมนี่เป็นผู้ที่เสนอในเรื่องของ ผู้ที่จะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งอยากจะให้ประชาชนได้เห็นว่าในมุมต่าง ๆ นั้น จะมีมากน้อยขนาดไหน อย่างนี้ได้ไหมครับท่านประธาน ขอหารือครับ ชื่อที่เหลืออยู่ประมาณสัก ๑๕ ท่าน ทางซีกผมท่านประธานครับ ขอสักประมาณ ๕ ท่าน แล้วเดี๋ยวผมไปตกลงกันเอง แล้วก็ส่งชื่อให้กับท่านประธาน เพื่อท่านประธานจะได้พิจารณาครับ
ขอบคุณมากครับ ทางสนับสนุน พลเอก ประยุทธ์ เหลืออยู่ ๔ ท่านเอง เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายวิรัช รัตนเศรษฐ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคพลังประชารัฐ จังหวัดนครราชสีมา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมเองก็ต้องขออนุญาต ขอบคุณบรรดาท่านสมาชิก ทราบครับว่ามีความประสงค์ที่จะอภิปราย แต่ผมเองก็ได้มี โอกาสได้เดินคุยไม่ว่าจะเป็นทั้งในส่วนของพรรคเพื่อไทย ในส่วนของพรรคพลังประชารัฐ พรรคภูมิใจไทย และในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ ตลอดจนท่านสมาชิกวุฒิสภา ก็มีโอกาส ได้คุย ผมขออนุญาตท่านประธานอย่างนี้ได้ไหมครับว่าจากนี้ไปเวลาของท่าน อย่างที่ท่านจิรายุ พูดเมื่อสักครู่นี้ ลดเวลาลงมาสักเล็กน้อย แล้วท่านก็บอกว่าเหลือสัก ๓-๔ ท่าน แล้วของ ผมเองผมก็จะบริหารเวลา
ก็บริหารเวลาตาม จำนวนคน จำนวนคนท่านยืนไว้ก่อน ท่านจิรายุจะใช้เวลาเท่าไรครับ ๕ ท่านของท่าน สัก ๔๐ นาที ได้ไหม ท่านละ ๘ นาที ให้เยอะ ๆ เลยนะนี่
ท่านประธาน ที่เคารพ จิรายุครับ ท่านที่เหลือนี่ส่วนใหญ่ไฮไลต์ (Highlight) ดูอย่างชื่อหลายท่าน
วันนี้อยู่กันดึกได้นะครับ
ไม่เป็นไรท่านประธานครับ วันแรกครับ เรื่องสำคัญระดับชาติ
เอาคนละ ๑๐ นาที อย่างเดียว ของท่าน ๕๐ นาที
ผมขอชั่วโมงหนึ่งท่านประธานครับ
ของทางนี้เท่าไร ครึ่งชั่วโมง ๔ คนเท่านั้นเอง
ท่านประธานครับ คือถ้าเผื่อทางโน้นไฮไลต์ (Highlight) ทางนี้ก็ไฮไลต์ (Highlight) เหมือนกันครับ
อย่าไฮไลต์ (Highlight) มากเลย
ผมขอสรุปอย่างนี้ได้ไหมครับ ท่านประธานครับ
เดี๋ยวผมยังมี ส.ว. อีก ผมจะต่อรองเขาคนละ ๑๐ นาที ๒ คน ของท่านก็ ๔๐ นาทีใช่ไหมครับ
ถ้าเผื่อ ทางนี้ลดให้ผม ผมก็ลดลงครับท่านประธาน
แต่ทางโน้นจะ ๑ ชั่วโมง กับ ๒๐ นาที ๔๐ นาที ก็ ๒ ชั่วโมงพอดี อันนี้หกโมงครึ่ง แปดโมงครึ่งเริ่มโหวต ขอนั้นคือ แมกซิมัม (Maximum) ถ้าท่านลดลงมาได้ แปดโมงครึ่งเริ่มโหวต ตกลงตามนี้นะครับ
ท่านประธานว่าอย่างไรก็เอาตามนั้น ขอบคุณครับ
แล้วท่านจิรายุด้วย
ท่านประธานที่เคารพครับ จิรายุ ห่วงทรัพย์ จะขออนุญาตรายชื่อที่จะอภิปรายต่อไปในนาม ของพรรคเพื่อไทย คุณจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ส่วนรายชื่อที่แก้ไข เดี๋ยวผมจะขออนุญาต
เดี๋ยวส่งต่อนะครับ
สรุปไปให้ท่านประธานอีกทีหนึ่งครับ ขอบพระคุณครับ
เอาเป็นว่าของท่าน ๑ ชั่วโมง เดี๋ยวท่านส่งรายชื่อมานะครับ ตอนนี้เมื่อสักครู่ท่านอะไรละครับ เมื่อสักครู่ ท่านรังสิมันต์ใช่หรือไม่ครับ ตอนนี้เรากลับมาท่านปารีณา ท่านปารีณาโดยเบสิก (Basic) ก็อย่าเกิน ๑๐ นาทีจะได้ไม่รบกวน ถ้าลดน้อยลงได้ก็ดีนะครับ ท่านนายแพทย์ระวีตกลง นะครับ โทษทีท่านเป็นผู้ขอหารือครับ
ก่อนอื่นผมต้องขอขอบคุณคุณจิรายุนะครับ ซึ่งผมคิดว่าเป็นบรรยากาศที่สุดยอดในการ ร่วมมือกันที่ลดจำนวนนะครับ
ขอบคุณนายแพทย์ระวี ผมลืม ต้องขอโทษด้วย ต้องขอบคุณนะครับ ขอบคุณทุกท่าน รวมทั้งท่านจิรายุ ห่วงทรัพย์ รวมทั้ง ส.ว. ผมในฐานะที่อยู่ด้วยกันอะไรบอกว่าท่านละ ๑๐ นาที ๒ ท่าน โอเค (OK) ไปได้ครับ แปดโมงครึ่ง เชิญครับท่านมีอะไรครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม ธารา ปิตุเตชะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดระยอง พรรคประชาธิปัตย์ ส.ส. ตลาดล่าง ผมขอสละสิทธิ เพื่อประโยชน์ของส่วนรวม ขอบคุณมากครับ ท่านประธานครับ
ท่านธาราใช่หรือไม่ครับ ไม่มีปัญหาครับ ขอบคุณครับ ก็จะลดเวลาที่เราจะโหวตกันได้เพิ่มขึ้นเร็วขึ้น เชิญท่านปารีณา ดีกว่านะครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ เพื่อนสมาชิกรัฐสภา ดิฉัน นางสาวปารีณา ไกรคุปต์ สมาชิก สภาผู้แทนราษฎรจังหวัดราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ วันนี้ดิฉันเห็นผู้อภิปรายหลายท่าน พูดถึงประเด็นการสืบทอดอำนาจ ดิฉันรู้สึกว่าถ้าผู้อภิปรายคิดว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา สืบทอดอำนาจ การสืบทอดอำนาจไม่ต้องประกาศให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ทั่วประเทศ เป็นต่อไปเลย ไม่ต้องเลือกตั้ง ขออนุญาตท่านประธานยกตัวอย่างเพื่อให้เห็นว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่ได้สืบทอดอำนาจ ในประเทศมหาอำนาจ เช่น สหรัฐอเมริกา ประธานาธิบดีแฟรงกลิน ดี. รูสเวลต์ (Franklin D. Roosevelt) สมัยแรกที่ท่านลงสมัคร เป็นประธานาธิบดี ตอนนั้นประเทศสหรัฐอเมริกาพบวิกฤตเศรษฐกิจ ประชาชนลงคะแนน ให้เป็นประธานาธิบดี สมัยที่ ๒ ก็ชนะอีกเป็นประธานาธิบดี เพราะว่าเป็นสมัยแรกแล้วดี คนเลือกอีก ก็เป็นมาทั้งหมด ๔ สมัย เช่นเดียวกับท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา สมัยแรกก็คือเมื่อ ๕ ปีที่แล้วประเทศไทยประสบปัญหาวิกฤตความแตกแยกขั้นรุนแรง และไม่มีทางออก มีแต่ทะเลาะกัน ต่อว่ากัน ด่าทอกัน ทำลายทรัพย์สิน มีคนบาดเจ็บ มีคนตาย พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เข้ามารักษาความสงบเรียบร้อยให้ประเทศไทย ดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี หลังจากที่ท่านประกาศให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั่วประเทศไทย ท่านก็กำลังจะเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไปในเร็ว ๆ นี้ ซึ่งตรงนี้ก็อยากให้ผู้อภิปรายหลาย ๆ ท่านเข้าใจได้ว่าการมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ทั่วประเทศ และเราเป็นเสียงข้างมาก ทั้งในสภาและนอกสภาอย่างนี้ไม่ใช่การสืบทอดอำนาจ แน่นอนนะคะ
ส่วนอีกประเด็นหนึ่งที่มีผู้อภิปรายในเรื่องของสมาชิกวุฒิสภาคือ ในเรื่องของ ส.ว. เลือกนายกรัฐมนตรี อันนี้คือเป็นบทบัญญัติรัฐธรรมนูญระบุบทเฉพาะกาล ๕ ปี และบทบัญญัตินี้ประชาชนเป็นผู้ลงประชามติเอง ประมาณ ๑๕ ล้านคนเห็นด้วย และประมาณ ๑๐ ล้านคน ไม่เห็นด้วย เพราะฉะนั้นก็อยากจะให้ผู้อภิปรายที่อภิปราย ในประเด็นเรื่อง ส.ว. เลือกนายกรัฐมนตรีได้ทำความเข้าใจด้วยว่าบทบัญญัตินี้เป็นบทบัญญัติ ที่ประชาชนเสียงส่วนใหญ่ลงประชามติไว้ และเป็นการลงมติที่มีเสียงชนะแบบเอกฉันท์ เพราะฉะนั้น ส.ว. ชุดนี้เลือกนายกรัฐมนตรีได้อย่างถูกต้องนะคะ
และเรื่องสุดท้ายที่ดิฉันได้ยินมามากกว่า ๑๐ ครั้ง ทั้งในสภาและนอกสภา ก็คือในเรื่องของการฝ่าฝืนจริยธรรมของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่บอกว่าได้ยินมา มากกว่า ๑๐ ครั้ง เพราะว่ามีผู้อภิปรายหลายท่านพูดวนไปวนมาว่า พลเอก ประยุทธ์ฝ่าฝืน จริยธรรมบ้าง ผิดอุดมการณ์จริยธรรมบ้าง แต่ดิฉันก็ไม่ปรากฏความผิดเลยค่ะ คือเป็นการพูด บิดเบือน เป็นการพูดไม่เป็นจริงหมือนกับที่เพิ่งเกิดขึ้น ยกตัวอย่างเลยนะคะ คืออยู่ดี ๆ มีพรรคการเมืองมาตั้งโต๊ะและมาแถลงข่าวว่ามีขบวนการซื้องูเห่า ๑๒๐ ล้านบาท สุดท้าย ไม่เป็นความจริง ระบุไม่ได้เลยว่าใครเป็นงูเห่า ใครได้เท่าไร อะไรอย่างไร กลายเป็นไม่มีงูเห่า มีแต่เด็กเลี้ยงแกะ ดิฉันในฐานะสมาชิกรัฐสภาคนหนึ่งดิฉันมีความตั้งใจก่อนที่พรรคพลังประชารัฐ จะจดทะเบียนตั้งพรรคด้วยซ้ำว่าถ้าหาก พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะเสนอตัวเป็น นายกรัฐมนตรี ดิฉันมีความตั้งใจมานานแล้วว่าจะเลือกท่านเป็นนายกรัฐมนตรี เนื่องจาก ดิฉันต้องการความสงบสุขของบ้านเมืองและอยากให้ประเทศชาติเดินต่อนะคะ ขอบคุณค่ะ
ขอบคุณครับ ต่อไปก็เป็น ทางพรรคเพื่อไทยนะครับ ไม่มีอะไรประท้วงครับ เมื่อสักครู่ผมฟังเพลินเลย และท่านไม่ได้ พาดพิงใครเลยจริง ๆ ท่านรังสิมันต์ เมื่อสักครู่ผมชมท่าน ท่านบอกว่ามีพรรคการเมืองก็ไม่ได้ ระบุพรรคไหน พรรคการเมืองของประเทศไทยมีกี่พรรค
ผมพาดพิงแค่เรื่องเดียวครับ
เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานครับ ผม รังสิมันต์ โรม ผู้แทนราษฎร พรรคอนาคตใหม่ แบบบัญชีรายชื่อ และเป็นสมาชิกรัฐสภา ในเรื่องที่ผมขอใช้สิทธิพาดพิง เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับประชาติมติที่บอกว่า
เอกฉันท์นะครับ พูดผิดคำเดียว
อันนี้ ประเด็นหนึ่งครับ
ผมแก้ให้เลย
อันนี้ ประเด็นที่ ๑ นะครับ ประเด็นที่ ๒ ที่ผมต้องชี้แจงก็คือว่า ในเรื่องของการลงประชามติ ผมยืนยันอีกครั้งว่ามีหลายคนที่ถูกดำเนินคดี การรณรงค์มีได้แค่ฝ่ายเดียวการลงประชามติ ครั้งนั้นมีปัญหา
อันนี้คุณปารีณา ไม่ได้พูดถึง
ผมพูดถึงครับ
คุณพูดถึง แต่ว่าคุณปารีณา ไม่ได้พูดถึง
และประเด็นที่ ๒
ไม่มีข้อจะต้องทักท้วง
ประเด็นที่ ๒ คือเรื่อง ส.ว.
ทักท้วงอันเดียวก็คือพูด คำว่า เอกฉันท์ ผิด ชนะโดยเสียงข้างมาก
ประเด็นที่ ๒ ขอโทษนะครับท่านประธาน ขออนุญาตนะครับ ในเรื่องของ ส.ว. ผมเองไม่ได้ บอกว่า ส.ว. ไม่มีสิทธิเลือกนะครับ ตามรัฐธรรมนูญก็เขียนไว้ ไม่มีสิทธิโหวต ไม่ใช่อย่างนั้น ผมไม่ได้พูดแบบนั้น สิ่งที่ผมกำลังบอกก็คือว่ากระบวนการในสรรหา ส.ว. มีปัญหา มีบุคคลที่เกี่ยวข้องกับ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา จำนวนมาก วันนี้ ส.ว. ที่มีอยู่แทบไม่ได้ มีหน้าตาแตกต่างอะไรเลยกับ สนช. ที่อยู่ภายใต้รัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
อันนี้ท่านอภิปรายเพิ่มเลย
เราแทบ จะพูดได้ว่าวันนี้การประชุมร่วมกันคือการประชุมร่วมกันของ สนช. และสภาผู้แทนราษฎร ขอบคุณครับ
ไม่เป็นไร ท่านอภิปรายเพิ่ม พอแล้ว ไม่มีอะไรแล้วเชิญ ท่านจะประท้วงอะไรครับ
ขออนุญาตประท้วงผู้ที่อภิปรายสักครู่ครับ พาดพิงเสียดสีครับ ท่านประธานที่เคารพ ผม คารม พลพรกลาง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ จากจังหวัดร้อยเอ็ดในฐานะสมาชิกรัฐสภา
จะประท้วงคุณ
คุณปารีณา ท่านประธานครับ จริง ๆ ก็โดยมารยาทสำหรับเพศตรงข้ามเรา ถ้ามันไม่เกินเลย แต่ท่านพูดเมื่อสักครู่นี้เด็กเลี้ยงแกะเสียหายนะครับ เมื่อเช้าผมให้สัมภาษณ์
คือท่านไม่ได้ว่าใคร
ไม่ได้ว่าใครสังคมก็ทราบ เพราะเมื่อวานพรรคอนาคตใหม่
เดี๋ยวเสียเวลาประท้วงกัน ผมขอร้องทั้งคู่เลย เมื่อสักครู่นี้คุณปารีณาอภิปรายผมกลัวท่านประท้วงผมว่าผมฟังเพลิน แบบคราวแรกอีก
ก็เพราะท่านประธานฟังเพลินไม่รู้ว่าพรรคผมเสียหาย นิดเดียวท่านประธาน ผมรักษา มารยาทครับ คือต้องเรียนว่าที่เราแถลงข่าวเรื่องการซื้อตัว ส.ส. หรืองูเห่า
ผมเพิ่งรู้ จริง ๆ ไม่ได้ เอ่ยชื่อใครท่านไปเดือดร้อนทำไม
มันไม่ใช่เดือดร้อน คือถ้าพูดอย่างนี้พรรคอื่นเขาจะซื้อหรือครับ คือพรรคไหนละครับ ที่มาติดต่อบอกงูเห่าสีส้ม
พูดไปครับ
นิดเดียวครับ คือผมเรียนท่านอย่างนี้ครับ คือปรากฏการณ์ที่เราแถลงข่าวไม่ใช่ว่านึกแล้วเรา ก็แถลงข่าว ผมอยู่ในนั้น ๑ ใน ๑๓ คนที่ยืนแถลงข่าว ผมก็ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนไปว่า เรื่องนี้มันเป็นเรื่องที่เราเสนอมา เราก็ไม่รับ เพราะว่าเราอยากสร้างการเมืองมิติใหม่ แต่คำพูดของผู้อภิปรายสักครู่นี้คือพูดให้เราเสียหายเลย เรานี่หมายถึงพรรคอนาคตใหม่ และตัวผมซึ่งเป็นสมาชิกพรรค
ครับเข้าใจแล้ว
ผมชี้แจงว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีการติดต่อจริง เรามีพยานหลักฐาน แต่เราไม่จำเป็นต้องมา แสดงให้ใครแล้วเราก็ไม่อยากไปทำลายใคร เพราะฉะนั้นให้ถอนที่อภิปรายไปสักครู่ครับ
คุณปารีณาว่าอย่างไร
ท่านประธานคะ ดิฉันเห็นคนกินปูน ร้อนท้องอยู่ค่ะ
ไม่จบนะ เดี๋ยวสองทุ่มครึ่ง ไม่ได้ลง
ไม่ถอนค่ะ
ไม่ถอนเพราะว่าไม่ได้ ว่าใคร โอเค (OK) เอาอย่างนี้ใครเป็นเด็กเลี้ยงแกะก็ไม่รู้ ใครเลี้ยงงูเห่าก็ไม่รู้ ผมสรุปอย่างนั้น
ก็ให้สภาแห่งนี้ซึ่งประชาชนทั้งประเทศฟังอยู่ก็ให้บันทึกไว้ครับ
บันทึกคำพูดของผมไว้ ผมฟังแล้วไม่รู้ว่าใคร
ว่าผมได้โต้แย้ง จริง ๆ บันทึกไว้แล้วจะได้โต้แย้งว่าพวกผมไม่อยู่ในลักษณะที่ท่านพูดมา ขอบคุณครับ
ไม่อย่างนั้นประท้วงกัน แหลกเลย เพราะว่าท่านไม่ได้เอ่ยชื่อ ไม่ได้เอ่ยอะไรใคร ขอบคุณครับ จบนะครับ ต่อไป ท่านจุลพันธ์ เดี๋ยวผมนับเวลาไปเรื่อย ๆ ของพรรคเพื่อไทย
ท่านประธานที่เคารพ ผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา วันนี้ผมมาขออภิปรายในเรื่องของการขัดต่อคุณสมบัติ ของท่านประยุทธ์ จันทร์โอชา หนึ่งในแคนดิเดต (Candidate) นายกฯ จากพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๙ ประกอบมาตรา ๑๖๐ (๕) เรื่องของมาตรฐานทางจริยธรรม ในข้อ ๑๑ กล่าวไว้ว่า ไม่กระทำการอันเป็นการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนตนกับประโยชน์ ส่วนรวม ทั้งนี้ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม ท่านประธานที่เคารพครับ วันนี้บ้านเมืองเราติดอยู่ ในกับดัก เป็นกับดักของการสืบทอดอำนาจ ตลกร้ายทางการเมืองซึ่งเกิดขึ้นมาเมื่อ ๒-๓ วันก่อน ผมต้องเรียนท่านประธานด้วยความเคารพ และเคารพเพื่อนสมาชิกด้วยนะครับ มีการแถลง จัดตั้งรัฐบาลเป็นครั้งแรกในโลก โดยมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไม่ถึงครึ่งหนึ่ง ประมาณ ๑๕๐ คน ท่านไม่ผิดครับ วันนี้ท่านไม่ผิดเลย เพราะผมเองก็เชื่อเช่นนั้นว่าท่านมีเสียง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในวันนั้น ๑๕๐ ท่านจัดตั้งรัฐบาลได้ ประชาชนทั่วไปก็เชื่อ เช่นเดียวกัน ท่านประธานที่เคารพครับ วันนี้มันเป็นตลกร้ายที่สุดนั่นก็คือพี่น้องประชาชน ทั่วประเทศ ผมเชื่อว่าเพื่อนสมาชิกในห้องนี้จำนวนเกือบทั้งหมด เชื่อว่าสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งมาจากการสรรหาโดย คสช. จะเทคะแนนเสียงให้พรรคการเมืองหนึ่ง ให้ผู้ได้รับการเสนอ ชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีของพรรคการเมืองหนึ่ง ผมไม่อยากจะเอ่ยชื่อ คุณประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี ท่านประธานครับ ตั้งแต่ยึดอำนาจมา ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ มีการปฏิรูปการเมือง วันนี้เราปฏิรูปย้อนยุคไปจนกระทั่ง นายกรัฐมนตรีไม่ต้องมาจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร รัฐธรรมนูญซึ่งมีการทำประชามติมา ก็ด้วยความเคารพครับ เสียงของพี่น้องประชาชน แต่เป็นการทำประชามติที่เงียบที่สุด ห้ามเถียง ห้ามค้าน ห้ามวิจารณ์ เมื่อมีการลงประชามติแล้วได้รับของแถมสอดไส้มา รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗๒ โดยนัยแล้วน่าจะเป็นเพียงแห่งเดียวในโลกน้อยมากครับ ผมอาจจะ ไม่มีความรู้พอ แต่ผมรับทราบว่าการปกครองระบอบประชาธิปไตยโดยปกติไม่มีที่ไหน เขาทำกันที่จะให้สมาชิกวุฒิสภาซึ่งไม่ได้มาจากการเลือกตั้งได้ลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี แต่อันนี้ไม่ใช่ความผิดของเพื่อนสมาชิกนะครับ ท่านประธานที่เคารพครับ บทเฉพาะกาล ที่เกิดขึ้นนั้นโยงไปยังมาตราที่เกี่ยวกับการสรรหาสมาชิกวุฒิสภา มาตรา ๒๖๙ หัวหน้า คสช. เองมีอำนาจหน้าที่ในการลงนามรับรองแต่งตั้งสมาชิกวุฒิสภา ๒๕๐ คน ในรัฐธรรมนูญ กำหนดมีการตั้งคณะกรรมการสรรหาขึ้นมาไม่เกิน ๑๒ ท่าน ไม่ต่ำกว่า ๙ ท่าน รายชื่อสังคม วันนี้ยังไม่เห็น แต่ตามหน้าข่าวหนังสือพิมพ์ที่เห็นกันที่ทุกคนรับทราบ แน่นอนว่า คณะกรรมการชุดนี้ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๖๙ อย่างชัดเจนใน ๒ ประเด็น ๑. รัฐธรรมนูญกำหนดว่าคณะกรรมการสรรหาจะต้องเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ มีความรู้ ความสามารถด้านต่าง ๆ อย่างครอบคลุม แต่จากรายชื่อที่เราเห็นหรือรับทราบกันกว่าครึ่ง เป็นทหาร ผลลัพธ์เป็นอย่างไรครับ ท่านประธานที่เคารพ วันนี้สมาชิกวุฒิสภา ๒๕๐ คน มีทหารและตำรวจถึงร้อยกว่าคน อันนี้ไม่ใช่ความผิดนะครับ นอกจากนั้นแน่นอนครับ คณะกรรมการสรรหาเท่าที่รับทราบและไม่มีการปฏิเสธมาจากผู้มีอำนาจ วันนี้เห็นได้ชัดว่า ขาดความเป็นกลางทางการเมืองซึ่งขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๖๙ หลายท่านเป็นรัฐมนตรี ในคณะรัฐบาลของหนึ่งในแคนดิเดต (Candidate) นายกรัฐมนตรี หลายท่านเป็น สนช. บางท่านเป็นคณะกรรมการอยู่ใน คสช. และแน่นอนทุกท่านอยู่ในแม่น้ำ ๕ สายของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา สิ่งที่เกิดขึ้นนั้น ท่านประธาน มันก่อให้เกิดความสงสัยอย่าง หลีกเลี่ยงไม่ได้ว่าสาเหตุซึ่งคุณประยุทธ์แต่งตั้งคณะกรรมการสรรหาขึ้นมาเพื่อสรรหา ส.ว. สุดท้ายแล้วเป้าประสงค์สุดท้ายคืออะไร แน่นอนครับ ผมเองคงจะไม่อภิปรายในประเด็นนี้เลย หากว่าหนึ่งในแคนดิเดต (Candidate) นายกรัฐมนตรีที่พรรคการเมืองหนึ่งได้เสนอไม่ได้ชื่อ ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ ท่านประธาน กระบวนการสรรหาที่แปลกพิสดารทั้งหมด ท่านประธานครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการสรรหาตนเองเข้ามา สรรหาเอาเครือญาติเข้ามา ต่าง ๆ นานา วันนี้สิ่งที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจนถ้าเพียงแต่มีสมาชิกวุฒิสภาสัก ๑ คนครับ ผม ไม่ได้ก้าวก่ายก้าวล่วงถึงการตัดสินใจของท่านนะครับ แต่ถ้ามีเพียงสัก ๑ คนของสมาชิก วุฒิสภาวันนี้ลงมติเลือกคุณประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีด้วยความเคารพครับ สิ่งที่เกิดขึ้นคือทั้งคุณประยุทธ์ จันทร์โอชา และสมาชิกวุฒิสภาท่านนั้นจะได้กระทำการ อันเป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๑๔ อย่างหลีกเลี่ยงมิได้ นั่นคือความผิดสมบูรณ์ ท่านประธานที่เคารพครับ ท่านประยุทธ์เป็นคนเลือก ส.ว. ตนเองก็มีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อ ของพรรคที่จะเสนอ เลี่ยงไม่ได้หรอกที่จะบอกว่าเป็นเอื้อประโยชน์ต่อกัน รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๑๔ กล่าวไว้ว่า ส.ส. และ ส.ว. ซึ่งเป็นผู้แทนของปวงชนชาวไทยต้องไม่อยู่ในอาณัติ ความผูกพัน อาณัติมอบหมายหรือความครอบงำใด ๆ ต้องปฏิบัติหน้าที่โดยปราศจาก การขัดกันแห่งผลประโยชน์ วันนี้ผมเรียนอย่างนี้ครับ ท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิกวุฒิสภาที่อยู่ในห้องนี้เพื่อที่จะหลีกเลี่ยงคำครหาหรือการยื่นถอดถอนใด ๆ ในอนาคตอันใกล้ รวมถึงการยื่นถอดถอนแคนดิเดต (Candidate) ว่าที่นายกรัฐมนตรีด้วย ท่านมีเพียงแค่ ๒ ทางเลือกครับ ๑. ลงมติให้คุณธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หรือ ๒. ท่านต้อง งดออกเสียง อันนี้เป็นความจำเป็น ท่านประธานครับ วันนี้ผมยังไม่ได้ตัดสินเพราะสิ่งที่ผม กล่าวมันอาจจะยังไม่เกิดขึ้น ผมจะรอฟังการลงมติเป็นรายบุคคล ถ้าเพียงแค่อย่างที่ผมได้ กล่าวไปมีสมาชิกวุฒิสภาสัก ๑ ท่าน ได้ลงมติให้กับคุณประยุทธ์ จันทร์โอชา ในวันนี้ ผมถือว่านั่นคือความผิดสมบูรณ์ ผมเองในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ท่านประธาน ที่เคารพ เราไม่มีอำนาจในการถอดถอนสมาชิกวุฒิสภา แต่ผมเชื่อเหลือเกินครับว่าภาคสังคม ภาคประชาชนวันนี้เขารอ เขาจองกฐินไว้ครับ เขาจะรวบรวมรายชื่อและดำเนินการตาม อำนาจของประชาชนผ่านทางรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ขอบคุณครับ
ทางฝ่ายที่สนับสนุน ท่านธนาธรจะมีท่านใด ขอบคุณท่านจิรายุมากนะครับ จะส่งรายชื่อมา จะได้เอาสัก ท่านหนึ่งก่อน และเดี๋ยวค่อยกลับไปทางพรรคพลังประชารัฐกับพรรคไทยศรีวิไลย์ อยากจะ ให้ทางพรรคเพื่อไทย ทางฝ่ายสนับสนุนคุณธนาธร พูดสัก ๓ ท่านเลย ต่อไปขอเชิญ ท่านศิริกัญญา ตันสกุล พรรคอนาคตใหม่ อยากได้ประเด็นใหม่นะครับ ประเด็นเรื่อง ส.ว. ท่านจุลพันธ์พูดไปแล้ว จากนั้นก็จะเชิญท่านเสรีพิศุทธ์ หลังจากท่านศิริกัญญา เชิญท่านศิริกัญญาครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน ศิริกัญญา ตันสกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขออนุญาตอภิปรายเพื่อชี้ ให้เห็นว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นผู้ที่ขาดคุณสมบัติที่จะเป็นบุคคลซึ่งสมควรได้รับ การแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๑๖๐ (๔) ผู้ที่สมควรดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีจะต้องประพฤติตนที่เป็นสุจริต เป็นที่ประจักษ์ มาตรา ๑๖๐ (๕) จะต้องไม่เป็นผู้ที่ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐาน ทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ซึ่งดิฉันจะขอยกตัวอย่างในข้อ ๖ และข้อ ๘ มาตรฐานทางจริยธรรม ข้อ ๖ บัญญัติว่า ผู้ที่จะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนั้นจะต้องพิทักษ์รักษาผลประโยชน์ ของชาติ ส่วนในข้อ ๘ บัญญัติว่าผู้ที่จะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต้องปฏิบัติหน้าที่ ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตไม่แสวงหาประโยชน์โดยมิชอบเพื่อตนเองหรือผู้อื่น หรือมีพฤติการณ์ ที่รู้เห็น หรือยินยอมให้ผู้อื่นใช้ตำแหน่งหน้าที่ของตนเองแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ ท่านประธานที่เคารพคะ ดิฉันมี ๒ กรณีศึกษาที่จะชี้ให้เห็นว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ขาดคุณสมบัติ โดยเฉพาะในเรื่องของการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรม
กรณีศึกษาข้อที่ ๑ ดิฉันขอเข้าประเด็นเลยเนื่องจากเวลามีอยู่น้อย ก็คือว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ใช้อำนาจในฐานะของหัวหน้า คสช. ออกคำสั่ง คสช. ๒ ฉบับที่เป็นการเอื้อประโยชน์กับกลุ่มทุน ได้แก่ คำสั่ง คสช. ฉบับที่ ๙/๒๕๖๑ เรื่อง มาตรการบรรเทาผลกระทบต่อผู้ประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ และอีกฉบับหนึ่งก็คือ คำสั่ง คสช. ฉบับที่ ๔/๒๕๖๒ เรื่อง มาตรการแก้ไขปัญหาการประกอบกิจการโทรทัศน์ และกิจการ โทรคมนาคม ด้วยการออก ๒ คำสั่งนี้ ได้สร้างความเสียหายต่อผลประโยชน์ของประเทศชาติ รวมทั้ง ๒ เคส (Case) นี้มีมูลค่าประมาณ ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ในกรณีของสถานีโทรทัศน์ดิจิทัลทีวี ได้มีการกระทำตามคำสั่ง คสช. ที่ ๙/๒๕๖๑ ก็คือ มีการลดค่าธรรมเนียม มีการยืดหนี้ และสนับสนุนค่าโครงข่ายหรือว่าค่ามัค (Mach) ๕๐ เปอร์เซ็นต์ รวมเป็นเงินที่ต้องใช้ภาษีของประชาชนเข้าไปอุดหนุนเป็นมูลค่า ๓๑,๐๐๐ ล้านบาท จากการที่มี ๗ ช่องที่ขอยื่นเลิกกิจการโทรทัศน์และคืนช่องทำให้สามารถ เรียกเงินคืนได้เป็นมูลค่า ๓,๐๐๐ ล้านบาท ๑๕ ช่องที่ดำเนินการต่อได้รับการ ลดค่าธรรมเนียมใบอนุญาตเป็นมูลค่า ๙,๗๐๐ ล้านบาท ได้รับการสนับสนุนค่าโครงข่าย โดยการลดค่าโครงข่ายลง ๕๐ เปอร์เซ็นต์ คิดเป็นมูลค่า ๑๙,๐๐๐ ล้านบาท ในกรณีของทีวี ดิจิทัลก็ต้องยอมรับว่า ด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่การมีช่องทีวีออนไลน์ (Online) ต่าง ๆ ทำให้ เรทติง (Rating) ตก ค่าโฆษณาตกอะไรก็ตาม แล้วทีวีดิจิทัลประสบภาวะขาดทุนไม่สามารถ ดำเนินการต่อได้ ก็เป็นเหตุเป็นผลว่าทีวีดิจิทัลมีเหตุผลเพียงพอที่จะคืนใบอนุญาตได้ แต่การคืนใบอนุญาตแล้วได้รับเงินคืนด้วยก็ถือว่าเป็นการมอบโชคให้กับทีวีดิจิทัล เพราะว่า ถ้าเกิดเป็นประชาชนทั่ว ๆ ไป ที่ประสบปัญหาทางธุรกิจ ประสบปัญหาขาดทุน ไม่ว่าจะด้วย เหตุผลใด ๆ ก็ตามก็คงไม่มีรัฐบาลไหนหรอกที่จะยื่นมือเข้าไปช่วยแล้วก็ให้เงินช่วยเหลือ ในแบบนี้ ก็นับว่าเป็นการที่ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา มิได้พิทักษ์รักษาผลประโยชน์ของ พี่น้องประชาชนและประเทศชาติ
ในกรณีที่ ๒ ก็คือกรณีของธุรกิจโทรทัศน์คมนาคม ในประกาศคำสั่ง คสช. ที่ ๔/๒๕๖๒ ถ้าจะสรุปเป็นใจความง่าย ๆ ก็คือว่าได้มีการแจกโพรโมชัน (Promotion) กลับคืนสู่ค่ายมือถือ ให้มีการผ่อนจ่ายค่าประมูลสัมปทาน ๔ จี (4G) ให้ได้รับโพรโมชัน (Promotion) ๐ เปอร์เซ็นต์ ผ่อน ๑๐ ปี ซึ่งก็เป็นโพรโมชัน (Promotion) ที่ดีมาก ๆ สำหรับค่ายมือถือ แต่ไม่ใช่สำหรับผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชน ทางสถาบันวิจัยเพื่อการ พัฒนาประเทศไทยได้มีการคำนวณผลประโยชน์ที่เอกชนจะได้รับจากการออกคำสั่งของ คสช. ในครั้งนี้ออกมาแล้วว่าจะมีมูลค่าราว ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ดิฉันจะไม่ขอลงรายละเอียด ว่าแต่ละบริษัทโทรคมนาคมนั้นได้รับผลประโยชน์ตรงนี้เท่าไรบ้าง โดยข้ออ้างในการที่จะยืดหนี้ ให้กับกลุ่มโทรคมนาคมในครั้งนี้ได้มีการกล่าวอ้างว่ากลุ่มธุรกิจโทรคมนาคมเหล่านี้นั้น ประสบปัญหาทางการเงินทำให้ไม่สามารถที่จะชำระหนี้ได้ และจะไม่สามารถที่จะเข้าร่วม ประมูลเพื่อขอใบอนุญาตสำหรับการทำธุรกิจคลื่นโทรคมนาคมสำหรับบริการ ๕ จี (5G) ได้ แต่ก็ขอเรียนตรงนี้ว่าทั้ง ๓ บริษัทนั้น ๒ บริษัทมีกำไรสุทธิในปีการเงินที่ผ่านมา ส่วนอีก ๑ บริษัทถึงแม้ว่าในทางบัญชีจะมีการขาดทุน แต่เป็นการขาดทุนเพราะต้องชดเชย ค่าสัมปทานให้กับรัฐวิสาหกิจของรัฐ ซึ่งเป็นการขาดทุนเพียงแค่ทางบัญชี ความเสียหาย ทั้งหมด ๕๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้นก็พอจะอนุมานได้ว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะ หัวหน้า คสช. ผู้ซึ่งเป็นคนที่เซ็นคำสั่ง คสช. ทั้ง ๒ ฉบับนี้
(รองประธานรัฐสภา : มีท่านประท้วงนิดหนึ่ง เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน นางพิชชารัตน์ เลาหพงศ์ชนะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ สมาชิกรัฐสภา ดิฉันของประท้วงตามข้อบังคับ ข้อ ๔๓ ว่าท่านที่อภิปราย อภิปรายไม่ได้อยู่ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับคุณสมบัติของ นายกรัฐมนตรีที่เราจะเลือกกันนะคะ
อ้อม ๆ ไปนิดหนึ่ง ไม่เป็นไร เดี๋ยวสรุปเข้ามาใหม่
ขอสรุปอีกครั้งหนึ่งว่าคุณสมบัติที่ขัดก็คือการฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง ตามมาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระอื่น ๆ ที่ใช้บังคับ กับนายกรัฐมนตรีด้วย โดยฝ่าฝืนในมาตรฐานทางจริยธรรม ข้อ ๖ ไม่พิทักษ์ผลประโยชน์ของชาติ และข้อ ๘ ที่พูดถึง เรื่องของการไม่ปฏิบัติหน้าที่อย่างซื่อสัตย์สุจริต แสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ มีพฤติการณ์ รับรู้ รู้เห็น และยินยอมให้ผู้ใดผู้หนึ่งนำตำแหน่งหน้าที่ไปแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ นอกจาก เรื่องของกลุ่มธุรกิจโทรคมนาคมแล้วยังมีอีกประเด็นหนึ่ง ก็คือเรื่องของการประมูลสัมปทาน ดิวตี ฟรี (Duty Free) หรือร้านค้าปลอดอากร ขอเท้าความสักเล็กน้อยในเรื่องนี้ในกรณีที่ พี่น้องประชาชนอาจจะไม่คุ้นเคยกับเรื่องนี้ เมื่อวันที่ ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๖๒ ได้มีการ ประกาศผลการประมูลร้านค้าปลอดอากร ซึ่งเป็นสัมปทานที่ออกโดยการท่าอากาศยาน แห่งประเทศไทย ก่อนหน้านี้
เชิญครับ มีผู้ประท้วง เดี๋ยวนะครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ ผม ศิริพงษ์ รัสมี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขตหนองจอก กรุงเทพมหานคร ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอประท้วงท่านที่กำลังอภิปรายอยู่นะครับ ข้อ ๔๓ อภิปราย นอกประเด็น ขอบคุณมากครับ
เอาให้เข้าประเด็นนะครับ เพราะไปพูดถึงการประมูลอะไรนั่นมันอ้อมเกินไป ว่าไปตรงประเด็นเลย
ท่านประธานที่เคารพคะ ดิฉันจะขอรบกวนให้ท่านประธานได้วินิจฉัยว่าดิฉันสามารถ เข้าประเด็นนี้เพื่อชี้ให้เห็นว่าผลประโยชน์ของชาตินั้นถูกประนีประนอมได้อย่างไรถ้าดิฉัน ไม่พูดถึงเรื่องกรณีศึกษา
คือมันไม่ได้เกี่ยวโดยตรง ผมยังไม่รู้เลยมันไปเกี่ยวโดยตรง
ก็ดิฉันกำลังจะเล่าให้ท่านฟังในลำดับต่อไป
เพราะว่าท่านกำลังพูดถึง เรื่องการประมูลแล้วก็จะอธิบายยาวไปเลยมันก็จะเสียเวลาเดี๋ยวหมดเวลาไปโดยใช่เหตุ
ดิฉัน มีเวลาทั้งหมด ๑๐ นาทีนะคะ
โอเค (OK) ครับ
เพื่อให้เกิดการรวบรัดนะคะ ในเงื่อนไขของการประมูลมีการท้วงติงกันมาอย่างมากมายจาก ทั้งภาคธุรกิจ ภาควิชาการ ภาคประชาสังคม แล้วก็ภาคการเมืองว่ามีลักษณะที่ไม่ชอบธรรม หลายอย่าง ๑. ก็คือเป็นสัมปทานแบบกินรวบ หรือว่าภาษาอังกฤษเรียกว่ามาสเตอร์ คอนเซสชัน (Master Concession) มีการประกวดเหมือนประกวดนางงามที่ไม่ใช่ว่าการประมูล ที่ให้คนที่ให้มูลค่าสัมปทานสูงที่สุดเป็นคนได้รับสัมปทานนั้นไป เป็นการเอื้อประโยชน์ ให้กับผู้ที่ได้รับสัมปทานเจ้าเดิมอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากให้น้ำหนักคะแนนกับแผนการ ดำเนินธุรกิจถึง ๔๐ เปอร์เซ็นต์ โดยให้น้ำหนักกับคะแนนในเรื่องของสัดส่วนการแบ่งปัน รายได้สัมปทานเพียง ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งจะทำให้ผลประโยชน์ของชาติถูกประนีประนอม และมูลค่าความเสียหายทำให้รายได้จากการท่องเที่ยวสูญเสียไปประมาณ ๒.๖ แสนล้านบาท และรายได้ของการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทยจะสูญเสียไปปีละ ๑ แสนล้านบาท รายได้ของรัฐจะหายไป ๑ แสนล้านบาท ตลอดช่วงระยะเวลาที่ได้รับการสัมปทาน ดิฉันจะเข้าเรื่องแล้วว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เกี่ยวข้องอะไรกับเรื่องนี้ ตลอดกระบวนการนี้ มีการท้วงติงหลายครั้งอย่างที่ดิฉันได้กล่าวไป และหลายครั้งอย่างน้อย ๒ ครั้งได้มีการยื่น หนังสือถึงนายกรัฐมนตรี
มีผู้ประท้วง เชิญครับ
ศิริพงษ์ รัสมี กทม. พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกรัฐสภา ขออนุญาตประท้วงท่านประธาน ข้อ ๕ ดีกว่าครับ เนื่องจากประธานให้เปลี่ยนหัวข้อ หรือว่าให้หยุดแล้วผู้อภิปรายก็ยังดำเนินการอยู่ขอให้ท่านประธานวินิจฉัยด้วยนะครับ ขอบคุณมากครับ
ผมวินิจฉัยอย่างนี้คือ ท่านผู้อภิปรายก็สามารถที่จะพูดได้ แต่ท่านต้องระวังนะครับ เพราะว่ามีการถ่ายทอดซึ่งไปถึง บุคคลภายนอก และบุคคลภายนอกนั้นไม่ได้มาแก้ตัวที่นี่ได้ ดังนั้นอาจจะต้องรับผิดทั้งแพ่ง อาญาหรืออะไรก็แล้วแต่มันอยู่ในประเด็นที่ท่านต้องระวังนะครับ ท่านก็จะสรุปอยู่แล้ว โอเค (OK)
สรุปแล้วค่ะ ตลอดกระบวนการที่มีการท้วงติงในเรื่องของเงื่อนไขการประมูล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้มีการรับรู้และมีส่วนร่วมมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นการได้รับ หนังสือท้วงติงจากภาคประชาสังคมต่าง ๆ ระหว่างก่อนหน้านั้นได้มีการเร่งรัดในการแก้ไข พ.ร.บ. การร่วมลงทุน หรือว่า พ.ร.บ. การร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน โดยการผ่านร่าง เป็นมติ ครม. แล้วเข้าไปพิจารณาใน สนช. โดยใช้เวลาเพียง ๓๐ กว่าวัน ซึ่งเป็นการเร่งรัด เป็นอย่างมาก และร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ก็ผ่านไปทาง ครม. เป็นการยื่นเสนอผ่าน ครม. จากนั้น บอร์ด (Board) คณะกรรมการนโยบายการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชนก็ได้มีการตีความ ว่ากิจการร้านค้าดิวตี ฟรี (Duty Free) ไม่เข้าเงื่อนไขที่จะต้องเข้าไปสู่คณะกรรมการนโยบาย หรือว่าบอร์ด (Board) พีพีพี (PPP) โดยที่ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็นั่งเป็นประธาน บอร์ด (Board) พีพีพี (PPP) นั้น นอกจากนี้ท่านยังมีอำนาจในการที่จะแทรกแซงในการให้ แก้ไขเงื่อนไขการประมูล เพราะการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทยเป็นรัฐวิสาหกิจ ที่กระทรวงการคลังถือหุ้นอยู่ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ และอยู่ในการกำกับดูแลของกระทรวง คมนาคม อย่างที่ดิฉันได้แจ้งไปแล้วว่าทั้งหมดนี้ทำให้ผลประโยชน์ของชาตินั้นถูกบั่นทอน และเป็นการเอื้อให้เกิดการผูกขาดในการดำเนินกิจการสัมปทานร้านค้าปลอดอากร ทำให้ ผลประโยชน์ของชาตินั้นไม่ถูกพิทักษ์ไว้
สรุปได้แล้วครับ เดี๋ยวจะ เกินเวลาท่านอื่น
และเป็นกรณีที่มีการปฏิบัติหน้าที่ที่เป็นการแสวงหาผลประโยชน์ให้เพื่อตนเองหรือเพื่อผู้อื่น โดยที่มีพฤติการณ์รู้เห็นหรือยินยอมให้ผู้อื่นใช้ตำแหน่งหน้าที่ของตนเองแสวงหาผลประโยชน์ โดยมิชอบ ขัดกับคุณสมบัติสำหรับผู้ที่ควรได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีค่ะ ดิฉันขอให้ ทางที่ประชุมรัฐสภานี้ช่วยพิจารณาค่ะ ขอบคุณมากค่ะ
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญ พลตำรวจเอก เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส เชิญครับท่านครับ ถัดจากท่าน พลตำรวจเอก เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส แล้วขอเชิญทางฝั่งสมาชิกวุฒิสภา ท่านวันชัย สอนศิริ
กราบเรียนท่านประธาน ท่านสมาชิกที่เคารพทุกท่านครับ ผม พลตำรวจเอก เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส พรรคเสรีรวมไทยครับ จะขออนุญาตอภิปรายเกี่ยวกับคุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม ของผู้ที่จะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีโดยเฉพาะคุณประยุทธ์เพียงคนเดียวนะครับ ก่อนอื่น ก็จะต้องขอกราบเรียนข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องเสียก่อน แล้วค่อยเรียนข้อเท็จจริงในภายหลัง สำหรับข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องก็คือว่ารัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๐ กำหนดว่า นายกรัฐมนตรี ต้องมีคุณสมบัติ ๘ ประการด้วยกัน ผมก็ยกประเด็นที่เกี่ยวข้องมา (๔) มีความซื่อสัตย์เป็นที่ ประจักษ์ (๕) ไม่มีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรม อย่างร้ายแรง ส่วนรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๙ ที่กำหนดให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิก วุฒิสภา หรือคณะรัฐมนตรีต้องปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมและประมวลจริยธรรม ซึ่งมาตรฐานทางจริยธรรม มาตรา ๕ (๑) ก็คือยึดมั่นในการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (๒) ซื่อสัตย์สุจริตมีจิตสำนึกที่ดีและรับผิดชอบ ต่อหน้าที่ (๓) กระทำในสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรม (๔) คิดถึงประโยชน์ส่วนรวมมากกว่า ประโยชน์ส่วนตัว ข้ามไป (๖) ไม่เลือกปฏิบัติ และ (๗) ดำรงตนเป็นแบบอย่างที่ดีและรักษา ภาพลักษณ์ของทางราชการ อันนี้เป็นข้อกฎหมายที่จะกราบเรียน สำหรับข้อเท็จจริงผมขอ กราบเรียนว่าข้อเท็จจริงต่าง ๆ เหล่านี้ผมไม่อาจสนับสนุนคุณประยุทธ์ให้เป็นนายกรัฐมนตรี คนต่อไปได้เลยนะครับ เริ่มตั้งแต่ก่อนการยึดอำนาจ ท่านคงพอจะจำได้ เมื่อปี ๒๕๕๐ ผมดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ คุณประยุทธ์ก็เป็นแม่ทัพภาคที่ ๑ มีม็อบ (Mob) ที่หน้าบ้าน พลเอก เปรม ทางตำรวจ ก็ส่งรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติไปดูแล ส่วนกองทัพภาคที่ ๑ ก็คุณประยุทธ์ไปดูแลเอง จนกระทั่ง ๔ ทุ่ม ไม่มีปัญญาที่จะให้บ้านเมืองสงบได้ ผมต้องไปกับคนขับรถแค่ ๒ คน เท่านั้นเอง ดูสถานการณ์เสร็จผมจัดการเรียบร้อยหมด นี่คือความจริง จะชี้ให้เห็นว่า คุณประยุทธ์นี้ไม่มีความสามารถหรอกครับ ในการที่จะปฏิบัติหน้าที่ในฐานะนายกรัฐมนตรี นอกจากนั้นก่อนหน้านั้นผมเคยจับกุมผู้มีอิทธิพลทางภาคตะวันออก ก็คงจะรู้ดีว่าเป็นใคร แต่ปรากฏว่าพอคุณประยุทธ์เป็นหัวหน้า คสช. เป็นนายกรัฐมนตรีกลับปล่อยผู้มีอิทธิพล ให้พักโทษเสีย เขาติดคุกอยู่ให้พักโทษ เพียงเพราะจะเอาลูกเขาเข้ามาอยู่ในคอกเท่านั้นเอง แล้วก็แต่งตั้งลูกเป็นที่ปรึกษา เป็นผู้ช่วยรัฐมนตรี เป็นนายกเทศมนตรีเมืองพัทยาตอบแทนกันไป แล้วพอมายึดอำนาจเมื่อวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ผมถือว่าการกระทำของคุณประยุทธ์ เป็นปรปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตอนที่พรรคการเมืองพรรคหนึ่งเสนอชื่อคุณประยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรีในส่วนของพรรคนั้น ผมก็เสนอเรื่องไปยังประธาน กกต. เพื่อให้ยุบพรรคดังกล่าว เพราะเป็นการกระทำขัดต่อการ ปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข แต่ปรากฏว่าไม่นาน กกต. ก็ส่งเรื่องผมมาว่ายุติ ไม่มีมูล ไม่ได้ดำเนินการอะไรเลยทั้งสิ้น ไม่เคยเรียกผมไปให้การ ไม่เคย เรียกพยานหลักฐาน ผมก็ขอคำวินิจฉัยของ กกต. ขอไป ๒ ครั้งเพื่อจะพิจารณาว่า กกต. นี้ ปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับตามกฎหมายหรือไม่ ไม่ส่งให้ผม แต่กลับตอบผมว่าถ้าผมมีอะไร เพิ่มเติมก็ให้แจ้งไป ผมก็บอกว่าไม่ใช่หน้าที่ ในเมื่อคุณยุติแล้ว คุณก็ต้องส่งหลักฐานให้ผม เท่านั้นเอง เพื่อผมจะพิจารณาว่าการกระทำของคุณถูกต้อง ชอบด้วยระเบียบกฎหมาย หรือช่วยเหลือพรรคการเมืองพรรคหนึ่ง ช่วยเหลือคุณประยุทธ์หรือไม่ ตอนนี้ยังไม่ยุติ แล้วหลังจาก ที่มีการยึดอำนาจบ่อย ๆ ท่านสมาชิกทั้งหลายคงจะจำได้ดีว่าถ้าพี่น้องประชาชนคนไหนหืออือ กระทำการที่ไม่ถูกใจก็มักจะเรียกไปเข้าค่ายทหาร เรียกว่าปรับทัศนคติ ท่านคงพอจะจำได้ หรือไม่ก็ส่งทหารไปเยี่ยมบ้านเป็นประจำ ผมก็รุ่นก่อนคุณประยุทธ์ ๔ ปี แล้วผมจะมากลัว อะไร ผมก็ต้องพูดความจริง พูดความจริงให้พี่น้องประชาชนได้รับทราบ ประชาชนก็ถามผม ว่าท่านเสรีท่านพูดแล้วไม่ถูกเรียกไปปรับทัศนคติบ้างหรือ ผมก็บอกใครมันจะเรียกผม ถ้าเรียกผม ผมจะปรับทัศนคติมันให้ดู แล้วก็ถามว่าแล้วทหารมาเยี่ยมบ้านท่านหรือไม่ ผมบอกมาผมก็ยิงให้ เพราะผมก็มีอาวุธเหมือนกัน ถูกต้องตามกฎหมาย ก็ไม่มีอะไร แต่พฤติการณ์ขณะที่คุณประยุทธ์เป็นหัวหน้า คสช. เป็นนายกรัฐมนตรีก็มีพฤติการณ์ข่มขู่ พี่น้องประชาชนอย่างที่เห็นนี่แหละครับ เราจะมาเข้ารายละเอียดต่าง ๆ บ้าง ซึ่งบางที หลายท่านก็อภิปรายไปแล้ว ผมจะพูดเพียงสั้น ๆ คุณประยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรี เป็นหัวหน้า คสช. มา ๕ ปี ผมถามว่าคดีไม้ล้างป่าช้า จีที ๒๐๐ (GT 200) ซึ่งทหารซื้อมาแพงเหลือเกิน ไปถึงไหนแล้ว ประเทศอังกฤษคนขายติดคุกไปแล้ว ประเทศไทยเรื่องมันไปถึงไหน ช่วยตอบผม ได้ไหม อย่ามาบอกว่าอยู่ที่ ป.ป.ช. ทำไมในส่วนของทหารซึ่งคุณเป็นผู้บังคับบัญชา คุณไม่ดำเนินการให้เป็นไปตามระเบียบกฎหมาย นอกจากได้ล้างป่าช้าแล้ว เรือเหาะท่านคงได้ยินนะครับ บอลลูนลอยฟ้าซื้อมาก็ใช้ไม่ได้ แถมมีงบซ่อมบำรุงอีก ซ่อมมันเท่าไรก็ใช้ไม่ได้ จนกระทั่งปลดประจำการไปในที่สุด เรื่องก็ยัง เงียบหายไปกับสายลม อุทยานราชภักดิ์ว่ามีการทุจริต แม้กระทั่งรูปปั้นอดีตบูรพมหากษัตริย์ไทย ก็ยังทุจริตกัน ต้นไม้สวนนงนุชเขาบริจาคก็ยังคิดเป็นเงินงบประมาณมาอีก ก็ยังเงียบหาย การขุดลอกคูคลองขององค์การทหารผ่านศึก ก็รู้อยู่องค์การทหารผ่านศึกมีหน้าที่อะไร ไม่ได้มีหน้าที่ขุดคูคลองเลย คนก็ไม่มี เครื่องมือเครื่องไม้ก็ไม่มีไปให้งบประมาณเขา กินหัวคิว กันดื้อ ๆ อย่างนี้นะครับ
อีกเรื่องหนึ่ง ที่ทุกคนคงจะรู้ดี แหวนแม่ นาฬิกาเพื่อน ๒๕ เรือน เป็นอย่างไร ยุติแบบหน้าด้าน ๆ แล้วทำไมทางวินัยไม่จัดการกัน ผมเห็นนักการเมืองที่เขาเลือกตั้งกันมา ถ้าลูกพรรคทำไม่ดีไม่งาม เขาปลดแล้ว อันนี้ ๒๕ เรือนยังนิ่งเฉย ไม่ผิดอะไรทั้งสิ้น คุณประยุทธ์ทำอะไรอยู่ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งน้องชายสุดที่รัก พลเอก ปรีชาเป็นอย่างไร ไปตั้งบริษัทในค่ายทหารในกองทัพภาคที่ ๓
ท่านเสรีครับ คือด้วยความ เคารพตอนนี้ท่านไปพาดพิงถึงบุคคลภายนอกหลายคนมากขึ้น ซึ่งท่านทราบดีอยู่แล้วว่า
ไม่เป็นไรครับ ให้เขาฟ้องผมได้
โอเค ผมเข้าใจแล้วว่า ท่านรู้อยู่แล้ว
ก็ฟ้องผมได้
ต้องเตือนหน่อยนะครับ
หรือถ้า พลเอก ปรีชา จะมาฟ้องผมก็เชิญเลยนะครับ พลเอก ปรีชาเป็นใคร น้องคุณประยุทธ์ ใช่หรือไม่ ไปตั้งบริษัทในค่ายทหาร นอกจากจะไม่ทำอะไรแล้ว พลเอก ปรีชาก็ได้เลื่อนยศ ได้ตำแหน่งเป็นปลัดกระทรวงกลาโหม ต่อมาก็เป็น ส.ว. อีก ผมเป็นตำรวจ การแต่งตั้ง ตำรวจที่ผ่านมาทุจริตเยอะเหลือเกิน และมีการตั้งผิดกฎหมาย ตำรวจก็สู้นะครับ ไปฟ้องศาลปกครอง อย่างไรมันก็ชนะแน่ เพราะมันผิดนะครับ ก็เลยอาศัยมาตรา ๔๔ บอกว่าที่แต่งตั้งไปแล้วไม่ผิดหรอกให้ถูกต้องตามกฎหมาย ผมก็งง ๆ คุณใช้มาตรา ๔๔ อย่างไร
เรื่องเร็ว ๆ นี้เห็นได้ข่าวว่ามีการไปค้นบ้าน พลตำรวจโท สุรเชษฐ์ หรือไอ้โจ๊ก แล้วก็มีการย้ายด้วยนะครับ โอนย้ายจากตำรวจมาสำนักนายกรัฐมนตรี พูดง่าย ๆ เปลี่ยนจาก ตำรวจเป็นพลเรือนเลย ปกติไม่มีใครเขาทำหรอก แล้วเป็นอย่างไรครับ ไม่มีการแม้กระทั่ง การตั้งกรรมการทางวินัย หรือสอบสวนดำเนินคดีอาญาอะไรทั้งสิ้น นั่นมันผิดวิสัย ผู้บังคับบัญชาที่ดี บางท่านในฐานะที่กำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติก็บอกว่าไม่มีอะไร จบ ๆ แค่นี้ ไม่ต้องพูดถึงอยู่แล้ว แล้วก็เงียบมาถึงปัจจุบัน ถามว่าพฤติการณ์อย่างนี้เป็นการ ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ ท่านคงเข้าใจดีนะครับ
เรื่องต่อมาเขาอภิปรายกันแล้ว แต่ผมสั้น ๆ เท่านั้นเอง ใช้มาตรา ๔๔ ไปยกเลิกสัมปทานเหมืองทองอัครา สำหรับผลงานของคุณประยุทธ์ ๕ ปี ตอนนี้หนี้ประเทศ เพิ่มขึ้นไป ๗ ล้านล้านบาทแล้วนะครับ ถ้ามีความรู้ความสามารถหนี้ต้องลดลง คนจน เพิ่มจาก ๑๑.๕ คน เป็น ๑๔.๕ ล้านคน ผมก็ไม่รู้บริหารอย่างไร คนจนลงทุกวันทุกวัน ความเหลื่อมล้ำมากที่สุดในโลกระหว่างคนรวยคนจน ความโปร่งใสโน่นเกือบอันดับสุดท้าย นี่ขนาดบริหารประเทศมีมาตรา ๔๔ อยู่ในมือยังทำได้แค่นี้ ไฟทางภาคใต้ไปตายกันทุกวัน แล้วถ้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีต่อไปจะมีปัญญาทำหรือ ไม่มีทางเลย ผมเชื่อว่าไม่มีทางทำอะไรได้ดีกว่าเดิมเลย ท่านก็คงจะรู้ดีนะครับ เพราะว่าตอนนี้อำนาจไม่ได้ อยู่ในมืออย่างเต็มที่เหมือนแต่ก่อนแล้ว พอยึดอำนาจมาเดี๋ยวปฏิรูปโน่น ปฏิรูปนี่ ปฏิรูปนั่น ผมไม่เห็นมีอะไรสำเร็จทุกเรื่องเลย แม้กระทั่งปฏิรูปตำรวจยังไม่มีปัญญาทำเลย ไม่มีปัญญาทำ ตั้งคณะกรรมการอะไรทำไม่ได้จนกระทั่งหมดเวลา ผมเชื่อว่าท่านประธาน ก็ทราบดีว่าอะไรเป็นอะไรนะครับ แล้วยิ่งการเมืองยิ่งเละเทะไปอีก ไม่มีการเลือกตั้งครั้งไหน ที่มันเละเทะเท่ากับการเลือกตั้งครั้งนี้หรอกครับ พรรคผมก็ถูกโกงด้วย ตั้งแต่ก่อน การเลือกตั้ง วันเลือกตั้ง แล้วก็หลังเลือกตั้ง ยังขโมยคะแนนผมไปอีก
อันนั้นคงไม่เกี่ยวนะครับ
เกี่ยวไม่เกี่ยว ผมว่าเกี่ยวนะครับ
เกี่ยวกับท่านครับ
ผมว่าเกี่ยว แต่เดี๋ยวก็ต้องมีการฟ้องร้องกันนะครับ
เชิญต่อครับ เพราะว่าเดี๋ยว กินเวลาท่านอื่นนะครับ ๑๓ นาทีแล้ว
ไม่หรอกครับ ผมใกล้แล้วครับ กราบเรียนขั้นต่อมาว่าหลังเลือกตั้งก็ถึงแม้จะยังไม่ประกาศ ผมได้ ๘๐๐,๐๐๐ กว่าคะแนน คำนวณออกมาเขาก็เหลือ ๑๑.๖๓๕ ดูคร่าว ๆ ก็น่าจะได้ ๑๑ นะครับ ก็ปรากฏว่ามีส่งคนมาคุยกับผม ขอให้ไปอยู่พรรคที่สนับสนุนคุณประยุทธ์ ผมบอกไปได้อย่างไร ในเมื่อผมไม่เห็นชอบกับการยึดอำนาจ ไม่เห็นชอบกับการกระทำของ คุณประยุทธ์มาโดยตลอด ผมไปผมก็เสียหมาสิใช่ไหมครับ ผมเป็นคนดีกว่า ดีกว่าจะเป็นหมา ไม่ได้ว่าใครนะครับ เมื่อมาคุยกับผมไม่ได้เรื่องก็จริง แต่คนที่มาคุยปัจจุบันก็เป็นสมาชิกวุฒิสภา ไปเสียแล้วนะครับ
สรุปเลยดีกว่าครับ เพราะว่าท่านพูดถึงผู้ดำรงตำแหน่ง
อีกนิดหนึ่งใกล้แล้วครับ ผมไม่ได้ระบุชื่อเลยท่าน แต่ตอนก่อนได้ระบุชื่อ อันนั้นให้ฟ้องผมได้ แล้วต่อมามีคนโทรศัพท์ไปหาผม ผมก็ไม่ได้เตรียมตัวเลยไม่ได้อัดเทปไว้ บอกเอาไปเลย ๓๐๐ ๑๐ คน คนละ ๓๐ ๓๐๐ นี่พูดกับผมตรง ๆ เลยทางโทรศัพท์ เอาตำแหน่งไปด้วย ผมก็ตอบไป ไม่ได้หรอก ผมยึดมั่นในการปกครองระบอบประชาธิปไตย ไม่ใช่เผด็จการ และใกล้ ๆ เข้ามา วันที่ ๒๔ พฤษภาคม ท่านคงจำได้นะครับ วันนั้นเป็นวันที่เสด็จเปิดประชุมสภาช่วงเช้า อยู่ดี ๆ ไม่ได้นัดหมายเลยมีคนมาหาผมที่บ้าน เพราะตอนนั้นพรรคฝ่ายประชาธิปไตย มี ๒๐๐ กว่าเสียง เกือบ ๒๕๐ อีกฝ่ายหนึ่งยังไม่รู้พรรคภูมิใจไทยจะไปอยู่ไหน ยังไม่รู้ พรรคประชาธิปัตย์ไปอยู่ไหน มาหาที่บ้าน บอกให้ผมเลย ๓๐๐ ๑๐ คน คนละ ๓๐ ๓๐๐ ให้เป็นรองนายกด้วย คุมตำรวจด้วย หาทางออกให้ผมเลยให้เป็นรองนายกรัฐมนตรี คุมตำรวจ จะได้พูดกับสังคมเขาได้ว่าที่มาอยู่เพราะต้องการแก้ไขปัญหาตำรวจ
ขออนุญาตที่ท่านพูดมันไป ไกลกว่าที่โยงไปถึง
ไม่ไกลครับ เหลืออีกนิดเดียวเกือบจบแล้วครับ
ที่โยงไปถึงพูดง่าย ๆ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
ผมไม่ได้บอก พลเอก ประยุทธ์นะครับ แต่ว่าทีมงาน
นั่นสิ พอมันไปถึงคนอื่น แล้วท่านจะไปพูดถึงทำไม เรื่องนี้มันก็นอกประเด็น
เช้า ๒๔ นะครับ พอเช้า ๒๕ ท่านคงจำได้ มีการเลือกประธานสภา รองประธานสภา ณ ที่แห่งนี้
มีประท้วงนิดหนึ่งครับ เชิญครับ
ผมพาดพิงถึงคุณหรือ
เขาประท้วงครับ เขาอาจจะประท้วงผมก็ได้
ขออนุญาตประท้วงท่านประธานนะคะ ดิฉัน นางสาวธณิกานต์ พรพงษาโรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขตบางซื่อ ดุสิต ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอใช้ข้อบังคับ ข้อ ๔๓ ประท้วงท่านประธาน ผู้อภิปรายนอกประเด็นไปไกล พูดถึงย้อนอดีตและข้อมูลไม่แน่ใจว่า เป็นจริงแค่ไหนค่ะ และขอให้ท่านประธานใช้ข้อบังคับ ข้อ ๕ ตัดสินเลยค่ะ
ไม่เป็นไรครับ ถ้าไม่จริง ผมจะเอาเทปมาให้ฟัง ตอนหลังผมอัดเทปไว้
เดี๋ยวท่านประท้วงอะไร เดี๋ยวก่อนท่านเสรี เชิญครับ
ถ้าบอกไม่จริง วันหลังผมจะเอาเทปมาเปิดให้ท่านฟัง
เดี๋ยวก่อนนะครับ ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวผมต้องตัด ต้องฟังประท้วงเขาก่อน
ขออนุญาตครับ ผม ศิริพงษ์ รัสมี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ท่านเสรีพิศุทธ์เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ที่ผมเคารพนับถือ ขอประท้วง ข้อ ๔๓ เนื่องจากผมก็ฟังมานานนะครับ เรื่องที่บอกว่าทหารไปเยี่ยมบ้าน ถ้าไปเยี่ยมบ้านท่าน ท่านก็จะยิง ทีนี้ผมเกรงว่าพี่น้องประชาชนที่ฟังอยู่ทางบ้าน ถ้าทหารเข้าไปในบ้านก็จะยิงกัน ทั้งบ้านทั้งเมือง อยากจะให้ท่านผู้อภิปรายได้ถอนคำพูดคำว่า ถ้าทหารเข้าไปเยี่ยมบ้านท่าน ท่านก็จะยิง เพราะว่าท่านมีอาวุธแล้วก็ถูกกฎหมายนะครับท่าน ขออนุญาตให้ท่านผู้อภิปราย ถอนครับ
มีท่านประท้วงอีกท่านหนึ่ง เดี๋ยวผมจะวินิจฉัยให้หมด เชิญครับ พลเอก ปรีชาใช่ไหมครับ
เรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ ตามที่มีผู้อภิปรายกล่าวหาว่าผมยินยอมให้บุตรของกระผมใช้บ้านพักของทาง ราชการ กองทัพภาคที่ ๓ จังหวัดพิษณุโลก เป็นที่ทำการบริษัทเพื่อรับเหมาก่อสร้าง กระผม ขอกราบเรียนชี้แจงต่อท่านประธานดังนี้ครับ เมื่อระหว่างปี ๒๕๕๗ กระผมรับราชการ ในตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ ๓ กระผมและครอบครัว ประกอบด้วยภรรยาและบุตร ๒ คน ได้พักอาศัยอยู่ในค่ายสมเด็จพระเอกาทศรถ อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก ไม่มีบ้านพัก อยู่นอกค่าย เมื่อบุตรชายผมจัดตั้งห้างหุ้นส่วนจำกัด คอนเทมโพรารี คอนสตรักชั่น ตามหลักเกณฑ์ของกระทรวงพาณิชย์ ห้างหุ้นส่วนจำกัดหรือบริษัทจำกัดที่จัดตั้งขึ้นต้องมี ที่อยู่เป็นหลักแหล่ง แต่เมื่อบุตรชายผมพักอาศัยอยู่กับกระผมในค่าย ไม่มีที่อยู่ที่อื่นจึงต้องใช้ ที่อยู่ของบ้านพักในค่ายดังกล่าวเป็นที่อยู่ของห้างหุ้นส่วนจำกัดและบริษัทจำกัดเป็นที่ทำการ ไปพลางก่อน
ขอประทานโทษท่านประธาน
เดี๋ยวก่อนครับ ฟังท่าน พลเอก ปรีชาพูดให้จบ
โดยกระผม มิได้มีส่วนสนับสนุนในการกระทำของบุตรชายแต่อย่างใด
ผมประท้วงท่านผู้อภิปราย
ประท้วงอะไร เขายังพูด ไม่จบเลย ผมจะประท้วงท่านแล้วตอนนี้ ท่านฟังก่อนสิครับ ท่าน พลเอก ปรีชากำลังพูดอยู่
จบแล้วนะครับ
จบแล้วนะครับ ทีนี้เชิญท่าน ข้างหลังท่านรังสิมันต์ยัง เดี๋ยวก่อนต้องตามลำดับ เชิญครับ
ก็ในเมื่อ ท่านจบแล้วก็ไม่มีอะไร ผมคิดว่าท่านไม่ได้ประท้วงท่านอภิปรายอยู่ กราบขอบพระคุณ ท่านประธาน
เชิญท่านรังสิมันต์ เกี่ยวอะไรกับท่านครับ
คือไม่ใช่ อะไรครับ ที่ผมประท้วงคือตามข้อบังคับคือห้ามอ่าน
คนอ่านกันเยอะแยะครับ อย่าไปถือสาเลยครับ
เพราะว่า ตามข้อบังคับ ผมแค่เคารพตามข้อบังคับเท่านั้นครับ
ตามข้อบังคับนี้ผมคงแย่เลย ถือกระดาษมาทั้งนั้น เล็ก ๆ น้อย ๆ ฟังเรื่องใหญ่ดีกว่า ท่านเสรีพิศุทธ์ว่าอย่างไร
เมื่อสักครู่ก็พูดไปถึงวันที่ ๒๔ ที่ไปที่บ้านผมนะครับ วันที่ ๒๕
ไม่ ๆ ของท่าน พลเอก ปรีชาก่อน
ก็เป็นไปตามที่ผมอภิปรายนะครับ
ท่านก็ยืนยัน ก็ต้องไปว่ากัน ในเรื่องความรับผิด
ก็ชัดเจนก็รับสารภาพอยู่แล้วว่าตั้งอยู่ในค่ายทหารถูกไหมครับ
ยุติครับ
ก็รับสารภาพต่อที่ประชุมว่าลูกตั้งที่ค่ายทหาร
ท่านไม่ได้รับสารภาพ ท่านบอกอีกอย่างหนึ่ง แต่ว่าที่ประชุมได้บันทึกไว้หมดแล้ว ท่านอย่าไปสรุปอย่างนั้นสิ
อย่างนี้ตำรวจเราเรียกรับสารภาพแล้วครับ
ส่วนอีก ๒ ท่านที่ประท้วงผม ผมได้เตือนแล้วว่ามันนอกประเด็นของการที่จะอภิปรายในเรื่องคุณสมบัติและความเหมาะสม ของผู้ที่จะได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ท่านไปนอกประเด็น ท่านเป็นเรื่องส่วนตัว ของท่าน แล้วก็เรื่องที่ท่านไปถูกใครอะไรมันก็นอกไปนะ ใครมาติดต่อ ท่านจะจ่ายเงิน จ่ายทองอะไรมันไม่เกี่ยว เพราะฉะนั้นขอให้ท่านอยู่ในประเด็น แล้วก็ประการสุดท้ายคือเวลา ของท่านกินเวลาของคนอื่นไปเยอะแล้ว ผมอยากฟังท่านวิสารและท่านจิรายุนะครับ
กำลังจะสรุปแล้วครับ ผมคิดว่าประเด็นที่ผมที่พูดมันเกี่ยว
มีท่านประท้วง ฟังนิดหนึ่ง ท่านดอกเตอร์เสรีพิศุทธ์จะจบอยู่แล้ว
ท่านประธาน ที่เคารพ ผม ขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอใช้สิทธิประท้วงท่านประธานตามข้อ ๖๑ ผมฟังท่านผู้มีเกียรติอภิปรายคือ ท่านเสรีพิศุทธ์อยู่ในประเด็นทั้งหมด แล้วนอกจากนั้นยังขยายประเด็นไม่ซ้ำซาก ถูกต้อง ตามข้อบังคับ ข้อ ๖๑ ทุกประการ เพราะฉะนั้นเมื่อสักครู่ท่านประธานพูดว่าเตือนแล้วว่าอยู่นอกประเด็น ไม่ได้นอกประเด็น ท่านอ้างข้อจริยธรรมออกกฎหมายก่อนที่จะพูดข้อเท็จจริง ขอความกรุณาท่านประธาน ได้พิจารณาโดยใช้ข้อบังคับ ผมประท้วงท่านประธานว่า
ผมเพียงแต่บอกว่าผมได้ เตือนว่ามันจะนอกประเด็นไป เพราะตอนนั้นท่านพูดจริง
จะนอกประเด็น แล้วก็นอกประเด็นจริง ๆ ท่านพูดเฉพาะเรื่องที่มีคนมาติดต่อท่านจะให้เงินท่านอะไร
ท่านแปลไม่ออก หรือครับ
แล้วสมาชิกก็ประท้วงถึง ๒ ท่าน แล้วท่านมีอะไรจะว่าผม
ผมประท้วง ท่านประธานว่าสิ่งที่ท่านเสรีพิศุทธ์พูดมันเป็นข้อเท็จจริง การที่จะให้เงินเท่านั้นเท่านี้ มาติดต่อท่าน ท่านยังไม่ทราบหรือครับว่ามันคือการเคลื่อนไหวที่จะจัดตั้งรัฐบาล มันโยง ไปยังพฤติกรรม
มันเป็นข้อเท็จหรือข้อจริง ผมก็ไม่ได้ว่าอะไรแต่มันยังไม่ได้โยงไปถึง
ผมประท้วง ท่านอย่างไรครับ ท่านเตือนผู้อภิปรายซึ่งอยู่ในประเด็นอยู่แล้ว แล้วท่านบอกว่า อยู่นอกประเด็น
ผมวินิจฉัยไปแล้วนะครับ ขอประทานโทษผมวินิจฉัยไปแล้ว แล้วท่านเสรีพิศุทธ์ก็คงไม่ติดใจอะไร ท่านจะสรุปอยู่แล้ว นะครับ
ให้ผมพูดต่อผมก็ไม่ติดใจแล้วครับ ก็ ๒๔ พูดไปแล้วว่าไปติดต่อผมที่บ้าน พอวันที่ ๒๕ มีการประชุมเลือกประธานสภา รองประธานสภาที่นี่นะครับ ก็มาดักรอผมขอคำตอบให้ได้ เพราะตอนนั้นกำลังเตรียมจัดตั้งรัฐบาล พรรคประชาธิปัตย์กับพรรคภูมิใจไทยยังไม่ตอบตกลง ก็ถูกผมไล่กลับไปอีกนะครับ ทีนี้หลังจากนั้นอีกหลายครั้งเลย เท่าไรก็ได้ท่านเสรีพิศุทธ์ ไม่เอาแล้ว ๓๐๐ เท่าไรก็ได้เพื่อหวังจะให้ผมไปอยู่ให้ได้นะครับ ผมก็ไม่รู้พรรคที่ไปอยู่เขามี ข้อตกลงเหมือนผมหรือเปล่าไม่รู้นะครับ เพราะฉะนั้นขอสรุปเลยนะครับ
สรุปได้แล้วครับ
สรุปนะครับ พฤติกรรมต่าง ๆ ที่ผมกล่าวมาทั้งหมด อย่าว่าแต่ว่าผมจะสนับสนุนให้เป็น นายกรัฐมนตรีเลย แม้แต่ยามที่บ้านผมก็ไม่เอานะครับ เสียดาย ด่าคนมาหาผม กระเจิดกระเจิงไปหมด ผมไม่อาจสนับสนุนได้ครับ ขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ
ขอบพระคุณครับ ผมบางที เรียกชื่อท่านผิดนะ พลตำรวจเอก ดอกเตอร์เสรี เมื่อก่อนท่านเสรีเฉย ๆ ตอนหลังเสรีพิศุทธ์ คบกันมานานแล้วท่านไม่ถือสาผมหรอกไม่ต้องประท้วง เชิญครับ มีอะไรครับ จะประท้วงผม หรือครับ ผู้อภิปรายต่อไปหรือครับ ผมยังไม่ได้เชิญนะครับ ขอประทานโทษ ท่านจะอภิปราย เลยหรือ ผมจะให้ทางนี้พูดก่อนดีกว่าหรือไม่ครับท่าน ผมอยากฟัง ๒ ท่านหลัง ท่านวิสาร กับท่านจิรายุ ท่านจิรายุปิดท้าย ฟังทางท่านวันชัยเสียก่อนดีหรือไม่ครับ เชิญท่านวันชัยครับ ๑๐ นาทีนะครับ ผมต้องกำชับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม วันชัย สอนศิริ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมจะพูดในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับคุณสมบัติของคนที่จะเป็นนายกรัฐมนตรี รวมทั้ง ประเด็นที่มีสมาชิกบางท่านพูดพาดพิงถึง ส.ว. ประเด็นนี้มีหลายท่านพยายามขู่ในทำนองว่า จะเป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ รวมทั้งขัดจริยธรรม รวมทั้งมีคนจองกฐินอยู่ ซึ่งประเด็นนี้ ผมขออนุญาตกราบเรียนต่อท่านประธานแล้วจะได้พูดเรื่องคุณสมบัติ ขออนุญาตเรียนว่า ท่านประธานที่เคารพครับ ส.ว. ชุดนี้ รวมทั้ง ส.ส. ชุดนี้ เรียกว่าสมาชิกรัฐสภาทั้งหมดมาจากรัฐธรรมนูญฉบับเดียวกัน ซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ได้มาจาก พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา หรือ คสช. ทุกท่านทราบ เป็นอย่างดีว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้มาจากประชาชนที่ลงประชามติด้วยเสียงส่วนใหญ่ เพราะฉะนั้นทุกคนที่นั่งอยู่ในสภานี้เป็นผู้แทนปวงชนชาวไทยเหมือนกันต่างกันที่มา และวิธีการเท่านั้น บางคนอาจจะมาจากเขตล้วน ๆ ไม่ได้มาจากบัญชีรายชื่อเลย ขออนุญาต ครับท่านประธาน มองผมเหมือนกับ ไม่เป็นไรขอผมไปสักนิดเถอะครับ บางท่านอาจจะ มาจากบัญชีรายชื่อล้วน ๆ ไม่ได้มีเขตเลย บางท่าน บางพรรค อาจจะมาทั้งเขต และบัญชีรายชื่อ ทั้งหมดเป็นไปตามกติกาของรัฐธรรมนูญที่ประชาชนมีประชามติ เห็นชอบด้วยเสียงส่วนใหญ่ ไม่ใช่ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา สั่งการแล้วเอาตามนี้ ส.ว. ก็เช่นกันท่านประธาน เพื่อจะได้ทำความเข้าใจ บางท่านมาจากการเลือกกันเองก่อน บางท่านมาจากการสรรหาก่อน แล้ว คสช. ซึ่งรัฐธรรมนูญกำหนดว่าให้มาคัดเลือกในที่สุด ถ้าจะมองว่าไม่ได้มาจากประชาชน ตั้งกันมาเอง มาเลือกกันเองอย่างที่บางท่านพูด แล้วก็มา เกาหลังกันเอง ขัดจริยธรรม ขัดกันแห่งผลประโยชน์ ท่านประธานครับ ถ้า พลเอก ประยุทธ์ หัวหน้า คสช. เป็นคนร่างรัฐธรรมนูญหรือให้พรรคพวกร่างแล้วตัดสินใจเอง ประกาศใช้เอง แล้วกำหนดเอง เอาวิธีการอย่างนี้เอง ผมว่าที่ท่านสมาชิกพูดมาทั้งหมดถูกต้องเลยครับ ไม่มีอะไรผิด แล้วผมจะไม่เถียงแม้แต่คำเดียวครับท่านประธาน แต่ท่านประธานก็ทราบ ท่านสมาชิกก็ทราบ ประชาชนก็ทราบว่านี่ไม่ใช่ครับ มีกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ แล้วในที่สุด ให้ประชาชนลงประชามติครับท่านประธาน นั่นแปลว่าประชาชนเขาเอาด้วยและเห็นด้วยกับ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ให้มี ส.ส. แบบนี้ มีทั้งเขตและบัญชีรายชื่อ แล้วก็ให้มี ส.ว. แบบนี้
ขออนุญาตครับ ขออนุญาตประท้วงครับ
ท่านจะประท้วงเรื่องอะไรครับ
ท่านประธานครับ ผม นายคารม พลพรกลาง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ จังหวัดร้อยเอ็ด ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอประท้วงท่านผู้อภิปรายตามข้อ ๔๓ ประเด็นที่ท่านกำลังอภิปราย ไม่ว่าจะเรื่อง ส.ว. มีสิทธิที่จะโหวตนายกรัฐมนตรี ไม่มีใคร โต้เถียง ประเด็นที่รัฐธรรมนูญถูกทำออกมาแล้วก็วันนี้เป็นรัฐธรรมนูญที่ทุกคนต้องปฏิบัติ แต่ผมถามท่านประธานหน่อยสิครับว่าสุดท้ายไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ส.ว. ใครเป็นคนชี้ครับ คณะกรรมการคัดเลือก ส.ว. ใครเป็นคนสั่งครับ ถ้าไม่ใช่ คสช. และ คสช. ก็ยังอยู่ ประเด็นที่ อภิปรายจึงไม่ใช่อยู่ในประเด็นเรื่องคุณสมบัตินายกรัฐมนตรี แล้วก็ต้องให้ท่านประธาน ตักเตือน เพราะเหตุว่าท่านผู้นี้ก่อนจะเป็น ส.ว. เป็นอะไรมา ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ปี ๒๕๔๔ พรรคชาติพัฒนาไม่ได้เป็น ประชาชนไม่เลือก ขออนุญาตท่านประธานครับ ผมกำลังโต้แย้งประเด็นที่เขาพาดพิงพยายามจะบอกว่า เขามีศักดิ์และสิทธิเท่ากับนักการเมืองเป็นตัวแทนปวงชนชาวไทย ใครก็ทราบทั้งนั้น ไม่ต้องสอน ใครก็ทราบว่าสมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
ท่านประธานครับ
ท่านพูดให้จบก่อน
ท่านต้องพูดกับประธานครับท่านวันชัย ขออนุญาตพาดพิง ผมพูดกับประธานไม่พาดพิงท่าน แน่นอนครับ ใครก็ทราบครับว่าเราเป็นตัวแทนปวงชนชาวไทย ที่เขาพูดเรื่องผลประโยชน์ ขัดกัน เขาไม่ได้บอกว่าท่านไม่มีสิทธิเลือก ประเด็นว่าสมาชิกท่านที่อภิปรายคิดเป็นหรือเปล่า กำลังบอกว่าเรื่องผลประโยชน์ขัดกันมันเป็นเรื่องที่สมาชิกวุฒิสภาควรมีวิจารณญาณ
ท่านประธาน ปล่อยให้เขาอภิปราย
เดี๋ยวผมวินิจฉัย
ถ้าอย่างนั้นผมจะไม่ลงนะครับ ถ้าท่านยังกวนผมอย่างนี้ครับ ท่านประธานครับ ผมกำลังชี้ บอกว่าท่านอภิปรายนอกจากจะนอกประเด็นแล้วท่านยังพาดพิงพวกผม ท่านอภิปรายไปเลย ว่าท่านเห็นว่าท่าน พลเอก ประยุทธ์ดีอย่างไร
ท่านประธานครับ ผมยืนขึ้นประท้วงครับ
เดี๋ยวทางโน้นยังไม่จบ ให้เขาประท้วงให้จบ
ท่านประธานครับ ผมยังไม่จบเลยนะครับ
ผมบอกไว้ก่อนครับ ประท้วงท่านที่กำลังพูดครับ
ท่านประธานครับ ผมต้องลุกขึ้นมาพูดเพราะเหตุว่า ท่านสมาชิกท่านนี้ก่อนที่จะไปเป็น ขออนุญาตดูนะครับ กรรมการปฏิรูปประเทศ ท่านอยู่ในส่วนเกี่ยวข้อง ท่านได้ประโยชน์จาก ผู้ยึดอำนาจคือ พลเอก ประยุทธ์ เพราะฉะนั้นพวกผมจึงขอเรียนว่าท่านอภิปรายแบบนี้ไม่ได้ ให้เกียรติ เพราะฉะนั้นให้ท่านประธานกำชับอยู่ในประเด็นครับ ขอบคุณครับ
เสรีประท้วงว่าอย่างไรครับ ข้อไหน
ท่านประธานที่เคารพ ผม เสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกรัฐสภา ผมประท้วงท่านที่กำลังประท้วงสักครู่นี้ว่า ท่านผิดข้อบังคับ ประท้วงแต่ไปอภิปราย อันนี้คือผิดชัดเจนข้อที่ ๑ ข้อที่ ๒ ประท้วงว่า ขอให้ท่านเปลี่ยนผู้ประท้วงบ้างครับ
ผมวินิจฉัยนะครับ คือการที่ท่านวันชัย สอนศิริ ได้อภิปรายมันอยู่ในประเด็น เพราะว่ามันมีกรณีที่มีการ กล่าวอ้างถึงเรื่องของ ส.ว. แล้วก็เรื่องของการมีสิทธิหรือความเป็นมาของการได้มาซึ่งทั้ง ส.ว. ส.ส.ตามรัฐธรรมนูญและการลงประชามติ ซึ่งเป็นประเด็นที่ท่านจะสร้างความชัดเจน อธิบาย กับท่านที่เคยวิพากษ์วิจารณ์มา ดังนั้นมันอยู่ในประเด็น ส่วนที่พาดพิงผมยังมองไม่เห็น เดี๋ยวถ้าท่านพาดพิงไปถึงใครที่ทำให้เสียหายขึ้นมา ผมก็จะตำหนิท่านเองเลยนะครับ ท่านพูดต่อเดี๋ยวเสียเวลาพวกเรา เดี๋ยวได้ลงมตินะครับ
ขอบพระคุณครับ ท่านประธาน
ท่านระวังหน่อยนะครับ
ผมระวังมากเลยครับ ท่านประธาน ท่านประธานที่เคารพครับ ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานว่า ผู้ที่ประท้วงผม เมื่อสักครู่
ท่านอย่าไปพูดถึงเขาสิ ท่านว่าต่อ
เขาว่าเสียหายมากครับ
มันก็ไม่จบ
ท่านประธานครับ ผมต้องชี้แจง ไม่อย่างนั้นผมเสียหายมากเลยว่าผมเป็นคนไม่รู้เรื่อง โตมาถึงระดับนี้ลงเลือกตั้ง ก็เลือกตั้งไม่ได้
ผมให้อีกยกหนึ่งเดี๋ยวเขาก็ ประท้วง
คือผมว่าในระบอบ ประชาธิปไตยต้องหัดฟังคนอื่นบ้าง มนุษย์เราไม่จำเป็นจริง ๆ ไม่กระทบกับตัวเองจริง ๆ แล้วผมเป็นผู้ใหญ่พอ ยิ่งเป็นสมาชิกวุฒิสภาจะพยายามระมัดระวังคำพูด ไม่ใช่เห็นว่าเป็น ประเด็นคนนั้นคนนี้แล้วผมเที่ยวไปกระแนะกระแหนเพื่อเกาะคนโน้นคนนี้ให้เป็นประเด็น เป็นกระแส ผมจะไม่ทำโดยเด็ดขาด เพราะฉะนั้นกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพว่า สิ่งที่พูดมาทั้งหมดกำลังจะอธิบายในส่วนที่เกี่ยวกับ ส.ว. ซึ่งผมดำรงตำแหน่งตรงนี้
อันนั้นผมอธิบายให้ท่าน สมาชิกฟังแล้วท่านไม่ต้องย้ำ ท่านคารมไม่ติดใจนะครับ
ก็อย่าประท้วงผมเลย ไม่ได้มีอะไรหรอก
ไม่ประท้วงแล้ว โอเค
รู้จักกันมา รู้จักกำพืดกันดี ท่านประธาน รู้จักตั้งแต่หิ้วกระเป๋าตามใคร ปัทโธ่
จะยุ่งกันไปอีกแล้ว
ท่านประธานครับ ผมนิดเดียวผมไม่ลุกแล้ว ท่านประธานครับ ผม คารม พลพรกลาง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคอนาคตใหม่แบบบัญชีรายชื่อ จริง ๆ ผมเสียหายทั้ง ๒ จังหวะเลย ท่านหนึ่งก็มาว่าผมให้เปลี่ยนผู้ประท้วง ผมไม่ได้นึกสนุกแล้วจะมาประท้วงนะครับ
ไม่เป็นไรเอาเรื่องหลัง
แล้วเรื่องหลังก็บอกว่าผมถือกระเป๋าตามใครท่านเห็นผมถือตามใครหรือครับ คืออย่างนี้ แล้วบอกท่านเป็นผู้ใหญ่ ท่านประธานครับ ที่ผมประท้วงนี้ประท้วงเรื่องว่าท่านพูดเรื่อง รัฐธรรมนูญมันเยอะเกินไปอยากให้เข้าประเด็นเรื่องคุณสมบัติ
ผมวินิจฉัยดีกว่านะครับ ท่านคารม
เพราะฉะนั้นผมเสียหายก็ให้ท่านวินิจฉัยด้วยครับ
ท่านวันชัยห้ามพูดพาดพิง อย่างนี้อีก เอาตามเรื่องท่านต่อไปเสียเวลานะครับ
ขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ ผมไปถึงไหนแล้ว กำลังไหลไปได้ดีเลยครับท่านประธาน กำลังเข้าเนื้อ เข้าประเด็นเลยครับ
เข้าเนื้อก็ถึงเรื่องที่ท่าน บอกเรื่องเกี่ยวกับความเป็นมาของคำถามพ่วงกระมัง ผมเดาเอา
ไม่ใช่หรอกครับ ท่านประธาน ท่านประธานนำผมผิด
หรือครับ
นั่นแปลว่าประชาชน เขาเอาด้วยและเห็นด้วยว่าให้มี ส.ส. แบบนี้ มีทั้งเขต มีทั้งบัญชีรายชื่อ แล้วก็ให้มี ส.ว. ในลักษณะนี้ ขอกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพว่าทั้งหมดประชาชน เป็นคนกำหนด กฎกติกาให้ทำอย่างนี้ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่ได้กำหนด และ คสช. ไม่ได้กำหนด แม้จะกำหนดถ้าประชาชนไม่เอาด้วยก็ไม่สามารถจะกระทำได้ เพราะฉะนั้นสมาชิกสภา ที่นั่งอยู่ ณ ที่นี้มาจากประชาชนเขากำหนดให้มาเป็นอย่างนี้ทั้งสิ้น เพียงแต่ต่างวิธีการ เท่านั้นเองครับท่านประธาน นี่ผมอยากทำความเข้าใจประเด็นแรก อีกนิดเดียวครับ ท่านประธาน ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานนะครับ ผมเองก็รู้จักสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หลายท่านแล้วก็สนิทสนมกัน บางท่านกระซิบบอกกับผม บอกว่าต้องขอบคุณรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ ผมสมัคร ส.ส. มากี่ยุคกี่สมัยไม่เคยได้ แต่ได้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ทำให้ผมได้เป็น มีบางคนเป็น ส.ส. ที่เป็นเพื่อนผมยังงงไม่หายว่าเป็น ส.ส. ได้อย่างไร เพราะรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ให้เป็น อันนี้เพื่อนผมเลยครับอยู่ในสภานี้ เพราะฉะนั้นรัฐธรรมนูญฉบับนี้นั้น ประชาชนเป็นคนกำหนด เพราะฉะนั้น ส.ว. ที่มีสิทธิเลือกนายกรัฐมนตรีก็ดี และที่มาของ ส.ว. ก็ดีนั้นมาจากประชาชนกำหนดทั้งสิ้นครับท่านประธาน
สรุปได้นะครับ
ขออีกนิดเดียวครับ ต่อไปเป็นเรื่องคุณสมบัติของคนเป็นนายกรัฐมนตรี ในฐานะที่ผมเป็นสมาชิกรัฐสภาที่จะต้อง เลือก มีอยู่ ๒ คนครับท่านประธาน ฟังตั้งแต่เช้าเลยครับ ผมพยายามอยากจะฟัง นายกรัฐมนตรีคนหนึ่ง พลเอก ประยุทธ์มีคนสนับสนุนด้วยเหตุผลหลักการ ทั้งมีคนกล่าวหา หลักการเหตุผลเยอะแยะ แต่อีกคนหนึ่งผมพยายามนั่งฟังว่าคุณงามความดีที่จะมีใคร สนับสนุนเพื่อประกอบการตัดสินใจ ท่านประธานก็ฟังเหมือนผมยังไม่ได้ยินเลย เพราะฉะนั้น กราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพว่าขอเวลาอีกนิดเดียวครับ เพราะว่า ส.ว. ก็พูดน้อยมากครับ เดี๋ยวไม่มีใครแล้วครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ลองเอา ๒ คนมาเปรียบเทียบกันนะครับ ท่านประธานที่เคารพ เพื่อจะให้ดูคุณสมบัติในการ ประกอบการตัดสินใจ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา กับอีกคนหนึ่ง ผมไม่เอ่ยชื่อครับ เดี๋ยวจะ ถูกประท้วง ไม่ว่าจะวัยวุฒิ คุณวุฒิ ประสบการณ์ คุณธรรมจริยธรรมต่างกันแทบจะไม่ต้อง อภิปรายในการตัดสินใจเลือก มาพูดถึง พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา สักเล็กน้อยครับ ที่ผมจะต้องตัดสินใจเลือกกับอีกคนหนึ่ง
ประการที่ ๑ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา มาจากประชาชนมากที่สุดครับ เมื่อรวมกับพรรคการเมืองที่สนับสนุน ผมลองนั่งดีดตัวเลขดูแล้ว เกือบ ๑๕ ล้านเสียงครับ มากกว่าอีกคนหนึ่งที่เสนอด้วย เพราะฉะนั้นเป็นไปไม่ได้ที่เราจะไม่เลือกคนที่มาจาก ประชาชน
ประการที่ ๒ และในการเลือกวันนี้ พลเอก ประยุทธ์ไม่ได้เอาปืน ไม่ได้เอา ทหารมาจี้หัวให้เราเลือกเหมือนกับรัฐประหารครับ เพราะฉะนั้นผมกราบเรียนท่านประธาน ว่า พลเอก ประยุทธ์มาจากประชาชนและตัวแทนของประชาชนกำลังจะเลือก
ประการที่ ๓ ท่านประธานก็เป็นข้าราชการและหลายท่านนั่งอยู่ในที่นี้ก็เป็น ข้าราชการ คนที่มีคดีติดตัวท่านประธานก็คงทราบ จะเลื่อนตำแหน่ง จะขยับยศ ขยับอะไรนี่ ก็ยังยากลำบาก บางทีต้องให้ออกไว้ก่อนท่านประธาน ปรากฏว่าท่าน พลเอก ประยุทธ์ไม่มี คดีค้างอยู่ในโรงในศาลครับ แต่อีกคนหนึ่งมีคดีค้างอยู่ในโรงในศาล พูดถึงเรื่องคุณธรรม จริยธรรมเลย
ประการที่ ๔ พลเอก ประยุทธ์มาตามรัฐธรรมนูญที่ประชาชนส่วนใหญ่ กำหนด ไม่ได้เป็นคนกำหนดเองว่าตัวเองจะต้องมาอย่างนี้ เพราะฉะนั้นเมื่อเปรียบเทียบ บุคคลทั้งสองแล้วท่านประธานครับ กล่าวได้เลยว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา มีคุณสมบัติ มีประสบการณ์เหนือกว่า สร้างบ้านแปลงเมืองมามากกว่า ไม่มีประวัติในความไม่น่าไว้วางใจ ในความซื่อสัตย์สุจริตครับ ไม่เคยมีคดีเกี่ยวกับการซุกหุ้นครับ และไม่มีคดีความใด ๆ ของ พลเอก ประยุทธ์
ขออนุญาตมีท่านประท้วง เชิญครับ
ผมจะจบแล้ว จะประท้วงทำไม
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัด เชียงราย พรรคเพื่อไทย ท่านประธานที่เคารพ ที่ผู้อภิปรายอภิปรายมานั้นฟังได้ครับ แต่ความไม่ไว้วางใจใหญ่หลวงที่ท่านประยุทธ์ได้ทำไว้กับประเทศชาติ คือการเป็นหัวหน้า คณะปฏิวัติรัฐประหาร อันนี้คือเรื่องใหญ่ที่คนไทยยอมรับไม่ได้ รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นปลายเหตุ ที่ท่านฉีกรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ออกไป เพราะฉะนั้นท่านจะมายกยอกันในที่นี้ ผมคิดว่า พี่น้องประชาชนคงตัดสินใจได้ครับ ขอบคุณครับ
ดีครับ อันนี้ไม่ได้ประท้วง ท่านชี้แจงเพิ่ม
ผมกำลังพูดเรื่อง คุณสมบัติครับท่านประธาน
ท่านสรุปเลยนะครับ
เพราะฉะนั้นเมื่อเปรียบเทียบ คุณสมบัติ เรื่องคุณธรรม จริยธรรม ประสบการณ์ วัยวุฒิ คุณวุฒิ ความเหมาะสมกับ สถานการณ์ขณะนี้ ผมกราบเรียนท่านประธานเลยท่านสมาชิกทั้งหลายที่นั่งอยู่ในที่นี้สามารถ ตัดสินใจได้เลยครับว่าจะเลือกใคร และใครเหมาะสมกว่า ซึ่งผมเห็นว่าจากสิ่งที่ผมกล่าวมา ทั้งมวลเหนือสิ่งอื่นใดเลยครับท่านประธาน ประชาชนเขาเลือกมาและประชาชนกำหนดมา นี่คือเรื่องยิ่งใหญ่กว่าทุกเรื่องครับ ท่านประธานครับ
จบได้นะครับ
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
จบแล้วนะครับ ผมก็อยากจะเรียนทางพรรคเพื่อไทยเหลืออีก ๒ ท่าน จะให้ท่านวิสารพูดก่อน ท่านจิรายุ ห่วงทรัพย์ จะปิดท้ายสุดนะครับ แต่ยังมีพรรคพลังประชารัฐ มีพรรคไทยศรีวิไลย์ ๒ คน และมีท่านวัลลภ ส.ว. อีกคนหนึ่ง ตกลงท่านจิรายุไว้สุดท้ายดีไหม ท่านสุดท้ายนะครับ ตอนนี้ท่านวิสารก่อน ท่านวิสาร เตชะธีราวัฒน์ เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ กระผม นายวิสาร เตชะธีราวัฒน์ พรรคเพื่อไทย จังหวัดเชียงราย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ เนื่องจากมีสมาชิก อีก ๒ ท่านที่แสดงความจำนงไว้ตั้งแต่ต้น ผมขออนุญาตลดเวลาของกระผมเองเหลือ ๕ นาที และจะขออนุญาตต่อรองท่านประธานว่าเราได้ตกลงกันไว้ตรง ๒ ทุ่มครึ่ง จะขออนุญาตให้ ท่านคมเดช ไชยศิวามงคล จากกาฬสินธุ์ และ ท่านศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ คนละ ๕ นาที
โอเค (OK) ครับ
กราบเรียน ท่านประธานครับ กระผมขออนุญาตให้ข้อมูลโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่เสนอชื่อ เป็นนายกรัฐมนตรีที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่งก็คือ ท่านประยุทธ์ จันทร์โอชา รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๐ รัฐมนตรีจะต้องมีคุณสมบัติที่ไม่ขัด ต้องมีความซื่อสัตย์ สุจริต เป็นที่ประจักษ์ ใน (๔) และ (๕) ต้องไม่มีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรม อย่างร้ายแรง หลายประเด็นที่เพื่อนสมาชิกได้มีการกล่าว แล้วก็มีการอภิปรายไปแล้ว ผมจะขอข้ามประเด็นเหล่านั้นไป สิ่งที่ผมอยากจะขอนำเรียนท่านประธานกับเพื่อนสมาชิกก็คือ เมื่อวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ เหตุผลหนึ่งที่หัวหน้าคณะปฏิวัติในขณะนั้นได้ประกาศไว้ก็คือ ท่านจะมีการปฏิรูปการเมือง และปฏิรูปเศรษฐกิจ และสังคม ท่านประธานครับ ที่ผ่านมา ระยะเวลา ๕ ปี เรื่องราวเหล่านี้ไม่เคยทำเลยครับ สิ่งที่ผมขออนุญาตอ้างอิงต้องขออนุญาต กล่าวอ้างถึงท่านนายกรัฐมนตรี คนที่ ๒๗ ของประเทศไทย เมื่อตอนเช้าวันนี้ท่านได้มีการแถลง และพูดอย่างชัดเจน ผมต้องยกย่องนะครับ ขออนุญาตเอ่ยนาม ไม่ได้เสียหายอะไร ท่านอดีต นายกอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ท่านบอกว่าประชาชนต้องเป็นใหญ่และประชาธิปไตยต้องสุจริต ที่สำคัญก็คือท่านได้กล่าวอ้างไว้ว่า ณ วันนี้ การสืบทอดอำนาจของ พลเอก ประยุทธ์นั้น มีอยู่จริง ไม่ใช่เป็นวาทกรรมอย่างเดียว ที่สำคัญก็คือท่านใช้คำพูดบอกว่า การใช้อำนาจรัฐ การใช้อำนาจเงิน การได้มาทุก ๆ คะแนน มาโดยวิธีการที่ไม่ชอบในเรื่องรัฐธรรมนูญ ที่สำคัญท่านยังกล่าวอ้างต่อไปก็คือ พฤติกรรมการสรรหาสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งในขณะนี้ เป็นที่เคลือบแคลง และมีการแทรกแซงสื่อมวลชนบางแขนง ที่สำคัญก็คือองค์กรอิสระ ไม่สามารถที่จะตรวจสอบให้ความเป็นธรรมทางการเมืองได้ เรื่องนี้ผมจะไม่อภิปรายเพิ่มเติม แต่เพียงอยากจะเรียนถามท่านสมาชิก ท่านประธานนะครับ ผมไม่ทราบรายละเอียดเลยครับ วันนี้สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ว่าอย่างไร ท่านเป็นสุภาพบุรุษทางการเมือง ท่านอภิสิทธิ์ แล้วท่านปล่อยให้ไปได้อย่างไร ท่านเป็นนายกรัฐมนตรีที่ทำคุณประโยชน์ให้บ้านเมืองเราพอสมควร ท่านเป็นคนที่ได้รับการ อบรมสั่งสอนเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์มา ๑๐ กว่าปี เป็นนักการเมืองมา ๒๗ ปี และที่สำคัญก็คือท่านเป็นบุคคลที่ ฯพณฯ ขออภัยเอ่ยนาม ฯพณฯ ชวน หลีกภัย ซึ่งเป็นทั้ง นายกรัฐมนตรี ๒ หน เป็นประธานรัฐสภา ๒ ครั้ง เรื่องเหล่านี้ครับ ผมเลือกนายกรัฐมนตรี มาหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นคนที่ ๒๐ ไม่ว่าจะเป็นคนที่ ๒๗ พรรคประชาธิปัตย์เอง มีนายกรัฐมนตรีมีโอกาสบริหารชาติบ้านเมืองทำคุณประโยชน์ให้ประเทศชาติมากมายครับ ฝากท่านประธานว่าในเรื่องอันนี้ครับ ผมขอความรู้และที่ผมไม่เข้าใจอย่างยิ่งก็คือ ท่านอภิสิทธิ์ได้บอกว่าบาป ๗ ประการ
อย่าไปพูดถึงบุคคลข้างนอก
ไม่เสียหายครับ ผมรับผิดชอบครับ ผมยกย่องท่านด้วยครับ ท่านเป็นสุภาพบุรุษทางการเมืองของ ประเทศไทย ณ วันนี้พี่น้องประชาชนในบ้านเราเดี๋ยวนี้เขาก็ยกย่อง และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง วันนี้หากมีโอกาสท่านกรุณาเอาข้อมูลในการโหวต ไม่ใช่โหวตในสภานะครับ โหวตจาก สื่อมวลชนต่าง ๆ ให้คนที่เป็นแคนดิเดต (Candidate) ทั้ง ๒ ท่านได้ดูด้วยครับ ไม่ว่าจะเป็น พลเอก ประยุทธ์ ไม่ว่าจะเป็นคุณธนาธร ชาวบ้านให้คะแนนเสียงอย่างไรของจริงอยู่ข้างนอก ท่านประธานครับ สิ่งที่ผมอยากจะขอเรียนถามก็คือบาป ๗ ประการที่ท่านอภิสิทธิ์ได้บอกไว้ เขาบอกว่าการเมืองต้องมีอุดมการณ์ที่จะสร้างประชาชน
มันจะนอกเรื่องครับ เดี๋ยวมีคนประท้วง
มิได้ครับ ผมต้องการถามท่านประธานครับและเดี๋ยวผมจะสรุปว่าสาเหตุอย่างไรที่ผมไม่ไว้ใจ การเมือง ปราศจากหลักการเป็นไปไม่ได้หรอกครับ และที่สำคัญผมขออนุญาตสั้น ๆ ท่านประธาน เหลือเวลาอีกนิดเดียว ผมเรียนว่าที่ผ่านมาพวกเรานักการเมืองเราอยู่ในครอบ โดยเฉพาะ อย่างยิ่งทุกท่านไม่ว่าเป็นพรรคที่เตรียมตัวจะเป็นพรรคร่วมรัฐบาลดีใจกันหลายท่านที่เตรียม เป็นรัฐมนตรี แต่ไม่ว่าพรรคไหนพวกเราทุกคนโดนเหยียบย่ำ พวกเราทุกคนโดนเกี่ยวคอ พวกเราทุกคนโดนทหารตาม หลายท่านได้รับการต่อรอง มาตรา ๔๔ ทำให้นักการเมืองบางคน จำเป็นต้องไปอยู่กับเขา แต่ถึงเวลาตรงนั้นขึ้นมาเราจะปล่อยให้เป็นอย่างนี้หรือครับ ตอนนี้ เขายังมีมาตรา ๔๔ นะครับ และทุกท่านทราบดีว่าทุกวันนี้มีการสั่งการจากนอกสภา โดยโทรศัพท์ลึกลับคุยกันไม่รู้เรื่อง เขาก็สั่งมา คุยกันไม่รู้เรื่อง ยังต้องอย่างนั้นอย่างนี้ ผมเรียน ท่านประธานครับ วิธีอย่างนี้ถ้าท่านขืนจะต้องเลือกบุคคลคนนี้ ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี เขายังมีมาตรา ๔๔ อยู่ต่อไปอีกจนถึงเอา ค.ร.ม. ไปถวายสัตย์นะครับ ท่านแน่ใจหรือครับที่คุยกันไว้มันจะเป็นแบบนี้ครับ ท่านประธานครับ ผมเรียนว่า สิ่งที่อยากจะขอสรุปสุดท้ายก็คือว่า ๕ ปีที่ผ่านมารัฐบาลประยุทธ์ทำอะไรไม่ได้เลยครับ พี่น้องประชาชนที่อยู่ในชนบททราบดีครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านลองไปดูครับ เวลานายกรัฐมนตรี ไปที่ไหนมีแต่ผักชีโรยหน้าครับ สิ่งที่เห็นตามมานั่นก็คือมีแต่คนบ่น มีแต่คนว่าลับหลัง ตอนนี้อยากให้เอาของจริงไปเช็ก (Check) กับพี่น้องประชาชนดู เพราะฉะนั้น ๕ ปีที่ผ่านมา เป็นไปไม่ได้ที่ผมอยากจะให้ประยุทธ์มาเป็นนายกรัฐมนตรีและตั้งรัฐบาลต่อไปครับ
เกินเวลาที่ท่านจะมอบให้ คนอื่นแล้วครับ
ต้องขอขอบพระคุณท่านประธานครับ ผมขออนุญาตมอบเวลาให้ท่านคมเดชกับท่านศรัณย์วุฒิ ต่อครับ ขอบพระคุณครับ
มีท่านศรัณย์วุฒิ ท่านศรันย์วุฒิก่อนนะครับ แล้วเดี๋ยวไปฟังพรรคพลังประชารัฐครับ ท่านศรันย์วุฒิ ๕ นาทีนะครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดอุตรดิตถ์ พรรคเพื่อไทย ฐานะสมาชิกรัฐสภา ก่อนอื่นผมต้องกราบเรียนท่านประธาน วันนี้ใคร่จะขออภิปรายในมาตรา ๑๖๐ (๔) (๕) และ (๖) ประเด็นที่ขาดคุณสมบัติ และขัดจริยธรรม ผมจะไปเร็วนิดหนึ่ง แต่ถ้าเวลาขาดเกินนิดหน่อยก็ขอให้โอกาสผมเถอะครับ รอมาทั้งวันแล้ว คุณประยุทธ์สืบทอดอำนาจไม่ได้เด็ดขาด ทำไมผมถึงกล้ากล่าวแบบนั้น ๕ ปีที่ผ่านมาท่านล้มเหลวมาอย่างไร ทำชาติเสียหายมาอย่างไร เศรษฐกิจเสื่อมทรุด ขนาดไหน สังคมเสื่อมทรุดอย่างไร การเมืองล้าหลัง ถอยหลังไปถึงไหน เหลือแต่ความมั่นคง ความมั่นคงที่ว่านี้ของใครกันแน่ไม่ใช่ของประเทศ คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับบ้านนี้เมืองนี้ ท่านสร้างสถานการณ์เพื่อยึดอำนาจ ศาสตราจารย์ ดอกเตอร์ลิขิต ธีรเวคิน ขออนุญาต เอ่ยนามท่านซึ่งไม่เสียหาย ท่านบอกเลยว่าม็อบ (Mob) นี้เป็นม็อบ (Mob) ที่จัดตั้งขึ้นมา มีกระบวนการที่รู้เห็นเป็นใจกัน เพื่อจะทำให้คนชื่อประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นโจรขี่ม้าขาวเข้ามา มา แก้ปัญหาบ้านเมือง ทั้งหมดนี้เป็นการสร้างสถานการณ์ทั้งสิ้นเลย ขอเรียนให้พี่น้องชาวไทยทั้ง ประเทศได้รับทราบ ณ สภาแห่งนี้ครับ แล้วท่านอ้างว่ามีการทุจริต มีความขัดแย้ง ก็ผมกราบ เรียนว่าขัดแย้งเพราะอะไร เพราะเป็นการสร้างขึ้นมาหรือไม่ตามที่ท่านศาสตราจารย์ ดอกเตอร์ลิขิต ธีรเวคิน ได้กล่าวไว้ ยิ่งกว่านั้นผมอยากจะกราบเรียนว่าในอดีตทหาร รุ่นพี่รุ่นใหญ่ ๆ หลายท่าน ถึงแม้จะมีการยึดอำนาจไปก็จริง แต่เขาก็ไม่เคยคิดจะสืบทอดนาน แล้วก็เสียสละให้กับบ้านกับเมือง ผมไม่ขออนุญาตเอ่ยนาม และความโลภโมโทสันของท่าน ประยุทธ์ จันทร์โอชา ท่านนี้ ยึดอำนาจเสร็จแล้วยังไม่พอ ยังต้องการสืบทอดด้วยความโลภ หรือเปล่า นี่คือสิ่งที่อยากจะฝากให้คนไทยทั้งประเทศได้รับทราบ ท่านลุแก่อำนาจ ท่านใช้ มาตรา ๔๔ ทั้งกลั่นแกล้ง ให้ความไม่เป็นธรรรม ท่านทำเพื่อใคร แล้วท่านยังประกาศเลยว่า กูคือกฎหมายใหญ่ที่สุด ท่านเคยพูดในสื่อไปเปิดฟังย้อนหลังได้เลย นี่คือสิ่งที่คนไทย ทั้งประเทศยอมรับหรือครับ ท่านลากยาว ท่านเลื่อนเลือกตั้ง เมื่อสักครู่มีท่านสมาชิกได้กล่าวไปถึง ๙ หน ๑๐ หน ผมอายคนทั้งโลกเลยครับ แล้วก็เอาเปรียบสารพัด ออกมาตรา ๔๔ ขยับเขต เลือกตั้งใหม่เอาตามพรรคที่พวกต้องการก็ทำอย่างนั้นได้ ทำแบบนี้คนไทยทั้งประเทศเขา ไม่ยอมรับ ใครจะสรรเสริญเยินยอ ผมคนหนึ่งที่ไม่ยอมรับ ท่านอ้างว่าท่านทำตามกฎหมาย ท่านปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ ผมอยากจะบอกว่าชนใดบัญญัติกฎหมายก็เพื่อชนชั้นนั้น รัฐธรรมนูญใดบัญญัติเพื่อชนชั้นใด ใครเป็นคนบัญญัติก็ทำเพื่อชนชั้นนั้นเช่นกัน ท่านอ้างมติ มีการลงประชามติแล้ว ผมอยากจะบอกว่าเป็นประชามติโจรหรือเปล่า ห้ามฝ่ายตรงข้ามที่จะ พูดถึงว่าไม่ดีอย่างไร ห้ามพูดถึงต้องให้ดีฝ่ายเดียว ใครบอกไม่ดีถูกจับหมด ผมก็ถูกจับไป คนหนึ่งต้องไปขึ้นศาลทหารปีกว่าเลย แค่ไปรณรงค์ว่าไม่อยากให้มีการปราบโกงแก้ รัฐธรรมนูญ จับผมข้อหาอะไร ชุมนุมเกิน ๕ คน แล้วต้องไปขึ้นศาลทหารตลอดเลย ไปต่างประเทศก็ลำบากมากเลย ไปถูกกักตัวที่สนามบินอย่างน้อยครึ่งชั่วโมง เพื่อตรวจสอบ ว่าขออนุญาตมาหรือยัง นี่หรือครับท่านทำกับคนไทยแบบนี้หรือครับ การต่อสู้เพื่อปราบโกง รัฐธรรมนูญ อย่ามาอ้างว่าประชามติทำแล้ว ดีแล้ว ห้ามอ้างเด็ดขาด ท่านบอกว่าท่านชนะ กฎหมายได้
มีท่านประท้วง เชิญท่านกิตติศักดิ์
ท่านประธานครับ กิตติศักดิ์ รัตนวราหะ สมาชิกวุฒิสภา ในนามของสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานต้องวินิจฉัย ให้ผู้อภิปรายนั้นถอนคำว่า โจร ออกครับ
ผมยินดี ถอนครับ ท่านประธานครับ
จะได้หมดเวลาเร็ว ๆ
ต้องให้อยู่ในกรอบครับ
ท่านถอนแล้ว
เพราะว่าถ้าพูด เรื่องโจรดูท่านคล้าย ๆ นะครับ
ยุ่งละสิทีนี้
ผมเป็น ดาวร้ายในหนัง แต่ว่ารูปหล่อกว่าพระเอกอีกนะครับ จริงไหมครับสื่อมวลชน
ท่านต่ออีก ๑ นาทีครับ
คือ ไม่น่าประท้วงเลยกำลังต่อเนื่องลื่นไหล
๑ นาทีครับ
ท่านชนะ กฎหมาย ผมยอมรับว่ากฎหมายท่านเป็นคนเขียน ท่านเป็นคนร่าง แต่ท่านจะแพ้กฎแห่งกรรม ในที่สุดครบ ท่านตั้งองค์กรที่ไม่อิสระ แล้ววันนี้องค์กรเหล่านั้นเสื่อมทรุดขนาดไหน สังคมไทยทราบดี สภาแห่งนี้จะกล้ายอมรับหรือเปล่า ตั้งแต่เรื่องนาฬิกานั้นเมื่อมีองค์กร แห่งหนึ่งออกมารองรับว่าเป็นนาฬิกายืมเพื่อนจริง แหวนเพชรของคุณแม่ มันหมดแล้ว วันนี้มัน เสื่อมสิ้นหมดแล้ว และสิ่งที่ผมอยากจะบอกก็คือว่าองค์กรเหล่านี้เป็นองค์กรที่เกิดมาเพื่อจะ รับใช้ช่องคลอด ไม่ใช่คำหยาบนะครับ ช่องที่คลอดท่านมา ใครคลอดมาท่านก็รับใช้คนนั้น นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับบ้านนี้เมืองนี้ ท่านเลือกปฏิบัติกับฝ่ายตรงข้าม เวลาฝ่ายตรงข้าม ทำอะไรผิด ท่านตัดสินรวดเร็วเหลือเกิน
เวลาเกินแล้ว เหลืออีกท่านหนึ่ง
ผมขอประทานอภัยเถอะครับ ขอเวลาหน่อยได้ไหมครับท่านสมาชิก
คงไม่ได้ถามท่านสมาชิก เอาอีกนิดหนึ่งนะครับ เพราะว่ามันเกินเวลา ท่านมาเป็นแบบพิเศษ
กราบเรียน ท่านประธาน ขอพูดเถอะครับ สิ่งที่มันเป็นความจริงของประเทศไทย ท่านไม่ให้พูด สภาแห่งนี้ ทรงเกียรตินะครับ
พูดครับ เชิญเลยครับ ว่าไป ๑ นาที
ท่านผลาญเงินกว่า ๑,๓๐๐ ล้านบาท เพื่อลากตั้ง ส.ว. มา แต่ผมไม่ได้ว่า ส.ว. ไม่ดีนะครับ เป็นจำนวนหนึ่งที่ผมเคารพเป็นคนดี บางคนก็เป็นเพื่อนเรียน วปอ. ห้องเดียวกับผมมา ด้วยซ้ำไป ซึ่งเข้ามาในสภาแห่งนี้จำนวนมากเหมือนกัน แต่โครงสร้างและระบบมันไม่ดี ไม่ใช่ตัวบุคคล วันนี้เผด็จการอ้างประชาธิปไตย แต่ว่าลืมบอกที่มา ที่มาเขามาจากที่ไหนครับ มาจากปากกระบอกปืน มาจากรถถัง แต่ว่าพูดเป็นประชาธิปไตย จริง ๆ คือเป็นการปล้น อำนาจ เมื่อเป็นการปล้นอำนาจเขาเรียกโจรกบฏ นี่คือสิ่งที่มันเป็นความจริง ท่านต้อง ยอมรับที่มาของท่านมันขาดความชอบธรรม ดังนั้นสิ่งที่ท่านพูดทั้งหมดกระผมไม่ยอมรับ และคนไทยในประเทศส่วนหนึ่ง ส่วนใหญ่ด้วยไม่ยอมรับด้วยเช่นกัน แล้ววันนี้การเมือง กลับไปสู่วงจรอุบาทว์อีก ผมเรียกว่าประชาธิปตาย ไม่ใช่ประชาธิปไตย มันตายแล้ว มันจะไปสู่นิพพานแล้ว ประเทศไทยยอมให้สั่งนี้เกิดขึ้นหรือรัฐธรรมนูญฉบับ ปี ๒๕๖๐ มันล้าหลังกว่า ๒๔๗๕ อีกนะครับ
ขออนุญาตนะครับ มันเกิน เวลามากจริง ๆ ตอนนี้มันไปถึง ๓ ทุ่มแล้วนะครับ คือเมื่อสักครู่นี้ท่านก็แถลงชัดเจนนะครับ ผมก็ให้ ท่านมาใหม่ เราตั้งกติกาไว้แล้ว จบเถอะครับ สรุปได้เลยครับ
ผมเตรียมมาอีก ๔ แผ่น แล้วให้เหลือแผ่นเดียว
ก็เมื่อสักครู่นี้ตกลงกัน ไม่ใช่หรือครับ ที่เสนอแล้วผมอนุญาต ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวท่านอื่น ๆก็จะขอใช้สิทธิบ้าง แล้วผม จะทำอย่างไร
เมื่อสักครู่ นี้ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติฝ่ายวุฒิสภาที่ออกมาพูดตั้ง ๒๐ กว่านาทีนะครับ ผมนี่ ๕ นาทีเอง
ท่านจบเถอะอีก ๑ นาที
เอาละ ถ้าอย่างนั้นผมจะสรุปเลือกประเด็นสำคัญ ข้ามไปหลายประเด็น เสียดายมากนะคนไทย ทั้งประเทศ เสียดายจริง ๆ เรื่องดี ๆ ไม่ได้ฟังเลย ท่านเอื้อกลุ่มทุนใหญ่ ท่านสร้างเมกะโพรเจกต์ (Megaproject) มากมายก่ายกอง ท่านสร้างเพื่อใคร นี่เป็นคำถาม สุดท้ายใครได้ประโยชน์ กับเมกะโพรเจกต์ (Megaproject) เหล่านั้น แล้วเจ้าสัวทุกวันนี้รวยจนจุก ไม่ใช่รวยกระจุก รวยจนจุก ส่วนคนจนนั้นจนจนตาย นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นในบ้านนี้เมืองนี้ สัมปทานรถไฟ สายตะวันออกให้ใคร ประกาศออกไปก่อนเลยว่าให้คนนั้นทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้มีการจัดซื้อจัดจ้าง สายใต้ให้ใคร ยังมีอีกหลายเรื่องนะครับ ที่ดินทำเลทองมักกะสันพยายามจัดสรรให้ใคร ผมไม่บอก คนไทยทั้งประเทศติดตามด้วยนะครับ สื่อมวลชนติดตามด้วย มันคืออะไร วันนี้ เกษตรกรฝากผมมา เขาฝากถามว่าข้าวราคาตก บอกให้ไปปลูกหมามุ่ย แล้วจะอยู่อย่างไร หมามุ่ย ยางพาราตกขายไม่ได้ ตะบี้ตะบันปลูกทำไม ไปขายดาวอังคารไป อย่างนี้หรือครับ นี่หรือครับผู้นำที่ท่านจะเลือกมา ฝากทุกคนนะครับ อีกนิดเดียวจะจบแล้วครับท่านประธาน อาจารย์เศรษฐศาสตร์เขาบอกว่าท่านผลาญงบประมาณกว่า ๑๗.๒ ล้านล้านบาท ล้านล้านนะครับ ไม่ใช่ล้าน ตั้งงบขาดดุลกว่า ๒.๓ ล้านล้านบาท แล้วก็ปรับเพดาน หนี้สาธารณะเพื่อกู้เพิ่ม นี่เป็นภาระของชาติ ภาระของลูกหลานในอนาคตนะครับ ท่านรู้จัก แต่คำว่า ยูส ออฟ ฟันด์ (Use of Fund) แปลว่ากูใช้เงินเป็นอย่างเดียว แต่คนเหล่านี้ จะไม่รู้จักคำว่า ซอร์ช ออฟ ฟันด์ (Source of Fund) ซึ่งมันเป็นวิธีการหาเงินหรือว่า แหล่งเงินจะได้มาจากที่ไหนบ้าง ขูดรีดแต่ภาษีอย่างเดียว นี่คือสิ่งที่แตกต่างกัน ผมจะ ไม่เปรียบเทียบว่าใครเป็นคนที่มีความสามารถจริงหรือไม่จริง แล้ววันนี้ท่านมีมาตรา ๔๔ ท่านใช้เงินอย่างมหาศาล เศรษฐกิจยังดิ่งเหว แล้ววันนี้เศรษฐกิจโลกกำลังทรุด
ขอความกรุณาจริง ๆ นะครับ ไม่อย่างนั้นก็สามทุ่มกว่า
ขอเวลาอีก นิดเดียว ท่านประธานครับ
เมื่อสักครู่นี้ท่านขอ
ผมเชื่อ ท่าน ท่านอย่าเพิ่งประท้วงผม จะได้จบเร็ว ๆ
ไม่ได้ประท้วงนะครับ
ผมมา อภิปรายนะครับ ผมไม่ได้ประท้วงกับท่านประธาน เสียเวลากับท่านประธานเยอะเหลือเกิน เสียจังหวะหมดเลย วันนี้นอกจากเศรษฐกิจโลกทรุดแล้วมันเกิดสงครามเศรษฐกิจระหว่างจีน กับอเมริกา หลายท่านยังพูดว่าสงครามการค้า มันไม่ใช่
ท่านอดิศักดิ์ครับ จะประท้วงอะไรผมว่าท่านจะจบอยู่แล้ว
เอาละ มันจะจบแล้วอย่าประท้วงเลย ถ้าประท้วงผมลากยาวนะครับ
ถ้าลากยาวผมเสนอนับ
ไม่เอาครับ ท่านอดิศักดิ์ ขอร้องเถอะครับ ท่านพูดจบแล้ว คือมันมีข้อตกลงว่าอย่างไรท่านสมาชิกทั้งหมดได้ยินแล้ว เชิญท่านต่อ
หมอที่โรงพยาบาลเขาบอกว่าวันนี้ทั้งโรงพยาบาลผู้ป่วยมีปัญหาเหลือเกินในการไป รักษาพยาบาล ขาดทั้งงบประมาณและขาดปัจจัยที่มันเป็นต่อโรงพยาบาล แต่รัฐบาลเอาเงิน ไปซื้ออาวุธ ซื้อรถถัง ซื้อเรือดำน้ำหลายหมื่นล้านบาท ผมเสียดายเงิน ผมอยากเอามาช่วย รักษาพยาบาลให้โรงพยาบาลดีขึ้น ดูแลคนป่วยทั้งประเทศดีขึ้น
เกินเวลาแล้วครับ
เอาละ ผมจะสรุปแล้ว สุดท้ายเลยดีกว่า กดดันเหลือเกิน ผมขออัญเชิญพระราชปณิธาน พระเจ้าอยู่หัว ร. ๗
พอสมควรนะครับ
สั้น ๆ นิดเดียวนะครับ ผมจะย่อความก็แล้วกันท่านบอกว่า คือท่านสละอำนาจให้กับคนไทย ทั้งประเทศแต่ไมได้ให้กับคณะหนึ่งคณะใด และคณะนั้นถ้าเอาไปแล้วไม่ฟังเสียงอันแท้จริง ประชาราษฎร์ท่านก็ไม่ยอม นี่คือพระปณิธานของ ร. ๗ นี่สรุปสั้นแล้วนะครับ สุดท้ายวิงวอน ท่าน ส.ส. และ ส.ว. ทั้งสภาอันทรงเกียรติแห่งนี้ ท่านต้องเป็น ส.ส. และ ส.ว. ของปวงชนชาวไทย อย่างแท้จริงนะครับ อย่าเป็นเพื่อใคร เป็นเพื่อปวงชนชาวไทย และการเลือกครั้งนี้ จริงอยู่ท่านเลือกเกิดไม่ได้ แต่ท่านเลือกที่จะทำดีได้ ครั้งนี้เลือกทำดีให้กับประเทศเถอะครับ เลือกคนดี ๆ เข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรี และวันนี้ขอให้ท่านเลือกเพื่อประเทศชาติ เลือกเพื่อประชาชน เลือกเพื่อประชาธิปไตย และเลือกเพื่อลูกหลานคนไทย สุดท้าย สุดท้ายแล้วนะครับ
ผมไม่เคยเตือนใคร ถึง ๕-๖ ครั้งเลย
เอาละครับ สุดท้ายแล้วครับ ไม่ต้องเตือนแล้วครับ
สุดท้ายจริง ๆ นะครับ
นี่อย่างไร วุ่นวายหมดเลย แผ่นหาย กดดันจังเลยประธานนี่
ผมขอปิดไมโครโฟน ปิดแล้วครับ
เดี๋ยว ๆ เจอแล้วครับ สุดท้ายแล้วครับ
ไม่แล้วครับ
สุดท้าย นิดเดียวครับ
ไม่ได้ครับ ขอเชิญ ท่านคมเดช ไชยศิวามงคล ที่ลงไว้ ๕ นาทีนะครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม คมเดช ไชยศิวามงคล ส.ส. เขต ๓ จังหวัดกาฬสินธุ์ สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมขออ้างมาตรา ๑๖๐ (๔) มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ ในการเลือกนายกรัฐมนตรีวันนี้ (๕) ไม่มีพฤติกรรมเป็นการฝ่าฝืนหรือปฏิบัติตามมาตรฐาน ทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง และมาตรา ๒๑๙ ในมาตรฐานทางจริยธรรมประกอบกับ มาตรา ๑๑๔ ซึ่งเป็นผลประโยชน์ทับซ้อนกัน ท่านประธานครับ ท่านประยุทธ์ไปเยี่ยม จังหวัดกาฬสินธุ์ถึง ๒ ครั้งด้วยกัน ท่านพยายามที่จะทำให้จังหวัดกาฬสินธุ์เป็นกาฬสินธุ์ โมเดล (Model) ท่านวางแนวไว้อย่างนี้ แต่ผลปรากฏว่าจังหวัดกาฬสินธุ์มียาบ้ามากที่สุด ในประเทศไทย ถ้าเราจับข้อมูลเป็นองคาพยพโดยส่วนรวมตั้งแต่มีการจับบิ๊กโจ๊ก เงิน ๓๐๐ ล้านบาท เศษสตางค์ และส่วนหนึ่งเงิน ๓,๐๐๐ ล้านจากสิงคโปร์ ๒๕ บาท เท่ากับ ๗๕,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าเราโยงใยเราจะเห็นว่าเงินตรงนี้มันเป็นเงินส่วย ความไม่ซื่อสัตย์ สุจริตตรงนี้มันเกิดขึ้นในองคาพยพขององค์กรตำรวจ โดยเฉพาะที่ท่านวางแนวทาง ไว้ว่าจะปฏิรูปตำรวจตั้งแต่ก่อนมีการปฏิวัติรัฐประหาร ทำไมผมถึงพูดอย่างนี้ ปรากฏว่า คุกในจังหวัดกาฬสินธุ์มีนักโทษ ๓,๖๐๐ คน คดียาบ้า ๓,๐๐๐ คน นอกนั้นเป็นปกติธรรมดา มี ๘ แดนด้วยกัน นอนแดนละ ๓๐๐ กว่าคน ๘ แดน หุงข้าววันละ ๑.๕ ตัน อาบน้ำ ครั้งละ ๑,๕๐๐ คน ๒ กะด้วยกัน ปลุกขึ้นมาทานข้าวหกโมงครึ่งถึงโมงครึ่ง แล้วก็โมงครึ่ง ถึงสองโมงครึ่ง
ขออนุญาตนิดเดียวครับ ตอนนี้ท่านมีเวลา ๕ นาที ท่านอ้อมไปเรื่องการบริหารงานของหน่วยงานของรัฐ
ก็นี่คือ ปัญหาครับ
ปัญหาในการบริหารงานของ รัฐมีทุกกระทรวง ทบวง กรมเลย ถ้าจะไล่ไปก็ไม่รู้เท่าไร เอาให้ตรงประเด็นที่เกี่ยวกับรัฐบาล หรือเกี่ยวกับผู้ที่จะได้รับการเสนอชื่อ
ผมเอาเรื่องนี้เต็ม ๆ ครับ เพราะว่ามันโยงไปถึงสถาบันตำรวจ และโยงไปถึงส่วย ความไม่ซื่อสัตย์สุจริตต่าง ๆ มันเป็นที่ประจักษ์ เพราะผมดูแล้วมันเป็นปัญหา มันเป็นปัญหาใหญ่ มันเป็นการทำลายบุคลากรของประเทศ มันไม่ควรจะเกิดในรัฐบาลที่ผ่านมาในช่วง ๕ ปี ไม่ว่าปัญหาหนี้สิน ปัญหาเรื่องข้าว เรื่องยาง เรื่องมัน เรื่องอ้อย มีผลกระทบหมด เพราะว่าท่านไปเยี่ยมถึง ๒ ครั้ง มันมีมาตรการ ตัวข้อมูลตรงนี้ผมเอามาจากการที่ทางรัฐบาล ได้จัดสรรงบประมาณถึง ๒,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อตรวจสอบข้อมูล ๘๐,๐๐๐ หมู่บ้านทั้งหมด ทั่วประเทศ ผลจึงออกมาอย่างนี้ครับ แต่ถูกปิดบังไว้ทั้งหมด เพราะฉะนั้นสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ ทำลายประเทศชาติ เป็นสิ่งที่ทำลายความเสียหายของประเทศ หนี้สินของประเทศตกอยู่ที่ ๖.๖๙ ล้านล้านบาท หนี้สินชาวบ้านมากที่สุด ตั้งแต่ตั้งประเทศไทยขึ้นมา เศรษฐกิจ ภาคเกษตรกรรมตกต่ำอย่างสุด ๆ อย่างไม่เคยมีมาก่อน อ้อยราคาเท่ากันกับราคาวัว ๑ กิโลกรัม ยางพาราราคาตกต่ำ ๑๖ บาท ๑๗ บาท นี่คือความเสียหายของรัฐบาลชุดที่ผ่านมา ทั้งหมด โดยการนำของท่านประยุทธ์ จันทร์โอชา ผมชี้ให้เห็นเพราะว่าผมไม่มั่นใจว่า ท่านมีความซื่อสัตย์สุจริต จากข้อมูลต่าง ๆ ที่เราเก็บสะสมมาทั้งหมด ไม่ว่า (๕) มาตรา ๑๖๐ (๔) ความซื่อสัตย์สุจริต ผลประโยชน์ทับซ้อน เงินตัวนี้อาจจะเอาไปใช้ในทางการเมือง ซึ่งทำให้เกิดการเสียหาย ซึ่งถ้าเราดูเป็นองค์กร มันเป็นการเตรียมการเลือกตั้งส่วนหนึ่ง เพราะฉะนั้นความเสียหายได้เกิดขึ้นแล้ว ผมไม่สามารถที่จะเลือกท่านประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ จากความผิดพลาดทั้งหลายทั้งปวงที่เกิดขึ้นในช่วง ๔-๕ ปีนี้ เพราะฉะนั้นผมขอให้สมาชิก ทั้งหมดพิจารณาผลได้ผลเสียในการเลือกท่านประยุทธ์ จันทร์โอชา ในช่วง ๕ ปีนี้ว่าท่านมี ผลงานเป็นบวกเป็นลบเป็นเสมออะไรบ้าง สำหรับตัวผมเอง ผมเลือกท่านประยุทธ์ไม่ได้ครับ กราบขอบพระคุณครับท่านประธาน
ต่อไปผมจะขอให้ทาง ท่านกษิดิ์เดช ชุติมันต์ พรรคพลังประชารัฐ แล้วก็ตามด้วยท่านมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ พรรคไทยศรีวิไลย์ ขอกระชับเวลาหน่อยนะครับ เชิญท่านกษิดิ์เดช ชุติมันต์ ก่อนครับ
เรียนท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติทุกท่านนะครับ ผม กษิดิ์เดช ชุติมันต์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๘ กรุงเทพมหานคร พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะ สมาชิกรัฐสภานะครับ จริง ๆ แล้วถ้าผมเป็นท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา วันนี้ ผมเชื่อว่าอาจจะมีการฟ้องร้องกลับ เพราะว่าดูหลาย ๆ ประเด็นล้วนแต่จะเป็นข้อกล่าวหา ทั้งนั้นเลย มันเหมือนกับไม่ได้ให้ความเป็นธรรมกับบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อจาก พรรคพลังประชารัฐเป็นนายกรัฐมนตรีนะครับ แล้วก็ยังไม่มีข้อมูลสนับสนุนอีกฝั่งหนึ่ง คือนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ว่ามีดีอย่างไรที่ท่านสมาชิกสภาอันทรงเกียรติแห่งนี้จะสนับสนุน ให้เป็นนายกรัฐมนตรี หลายท่านติดตามสื่อออนไลน์ (Online) ของท่านธนาธรเยอะแยะ มีประเด็นขำขันเยอะแยะ เกี่ยวกับเรื่องจริยธรรม คุณธรรมของบุคคลคนนี้ ซึ่งหลายคน ก็มองว่าถ้าพูดถึงหน้าที่ ศีลธรรม จริยธรรม ถ้าใครเคยเรียนมาจะมีอยู่สัก ๒-๓ วิชา ผมว่าคนคนนี้มีปัญหาเรื่องจริยธรรม ผมจะไม่พูดถึงรัฐธรรมนูญที่กำลังพูดกันอยู่ และมีอยู่มาตราเดียวเท่านั้นที่พูดกันก็คือ มาตรา ๑๖๐ (๕) ว่าด้วยจริยธรรมของผู้เสนอชื่อ นายกรัฐมนตรี ซึ่งแน่นอนที่สุดครับ ก็ว่าด้วยจริยธรรมว่าขัดต่อจริยธรรมหรือไม่ อันนี้เป็นเรื่องที่ถ้าเขาไม่ชอบเขาก็ว่าขัดนะครับ ถ้าเขาชอบเขาก็ว่ามันไม่เกี่ยวนะครับ อันนี้ เรื่องจริยธรรม ศีลธรรมพวกนี้เป็นเรื่องที่มันไม่สามารถจะพิทักษ์ฝ่าใครได้ แต่กระผมเรียน นิดหนึ่งครับ ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกท่านที่ผ่านการเลือกตั้งมาท่านทราบใช่ไหมว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้คล้าย ๆ กับฉบับก่อน ๆ ซึ่งการเลือกตั้งนั้น ผู้ที่ใช้สิทธิการเลือกตั้งนั้น จะทราบดีว่าท่านเลือกเพื่ออะไร วันนี้หลายท่านที่เป็นผู้สมัคร ส.ส. นะครับ ณ วันนั้น ท่านก็ทราบว่าประชาชนเลือกได้ถึง ๓ อย่างนะครับ อย่างแรกก็ได้ ส.ส. ของท่าน อย่างที่ ๒ แน่นอนครับ ได้ว่าที่นายกรัฐมนตรีของพรรคนั้น ๆ อย่างที่ ๓ ก็ได้พรรค ไม่มีใครไม่ทราบ หรอกครับ ซึ่งถ้าย้อนไปเมื่อแต่ก่อนนั้นก็รู้แล้วว่าจะได้พรรคอะไรที่ท่านชื่นชอบ แล้วก็ นายกรัฐมนตรีจะเป็นใครนะครับ อันนี้ในสมัยก่อน ซึ่งยังไม่แน่ชัด ซึ่งครั้งนี้เป็นประชามติเลย ที่ประเทศเรามีการเลือกตั้ง ตอนแรกผมว่า ๘.๔ ล้านเสียง นี่ท่านวันชัยบอก ๑๕ ล้านเสียง เมื่อรวมหลาย ๆ พรรคการเมืองเข้ามาแล้วมันใช่เลยครับ วันนี้โดยการเลือกของประชาชน ส่วนใหญ่ของประเทศมันมีคุณสมสมบัติที่สุดของการไม่ต้องนำเสนอแล้ว จริง ๆ คุณสมบัติ ของท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา มันเกิดขึ้นเมื่อ ๔ ปีที่แล้วเสียด้วยซ้ำนะครับ ไม่ใช่เพิ่ง มาเกิดขึ้น จนกระทั่งพวกเราประชาชนมานั่งพิจารณาว่าจะทำอย่างไรให้คนคนนี้อยู่เป็น นายกฯ ต่อไปนะครับ พวกเรานั้นจึงเกิดพรรคพลังประชารัฐเกิดขึ้น แล้วก็ไปทาบทามเรียนเชิญ คนที่ชื่อ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ให้ยินยอมรับข้อเสนอ ให้พรรคเสนอชื่อเป็น นายกรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญ แล้วก็เรื่องสิ้นสุดในวันที่ ๘ กุมภาพันธ์แล้วเรื่องคุณสมบัติ ซึ่ง กกต. พิจารณาจบไปแล้วครับตรงนั้น ฉะนั้นตรงนี้ไม่ต้องไปพูดถึงคุณสมบัติแล้วนะครับ วันนี้ถึงแม้ว่าสภาอันทรงเกียรติแห่งนี้จะมาพูดถึงเรื่องคุณสมบัติ ซึ่งอยู่ในรัฐธรรมนูญ แต่ว่า เจตนารมณ์ของการเลือกตั้งครั้งนี้ชัดเจนมากครับ เป็นของประชาชนโดยชอบธรรมนะครับ อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงประชาชนชาวไทยโดยชอบธรรม แล้วการเลือกตั้งก็จบลงแล้ว ทันทีที่ กกต. ประกาศรายชื่อทั้งบัญชีรายชื่อและผู้แทนเขต นั่นถือเป็นจบสิ้นแล้วครับ ของคุณสมบัติของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่พรรคพลังประชารัฐเสนอชื่อนะครับ อันนี้ผมพูดในแง่ของเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญในการเลือกตั้งครั้งนี้ให้เป็นประชาธิปไตย เต็มใบนะครับ ฉะนั้นผมไม่เข้าใจเรื่องคำว่า เผด็จการ ผมเป็นนักรัฐศาสตร์ การเมือง การปกครองในระบอบประชาธิปไตยซึ่งมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขแค่นั้นนะครับ รัฐศาสตร์บอกการเมืองนั้นมันเหมือนไก่เกิดก่อนไข่ครับ มันจะวนไปวนมานะครับ ฉะนั้น คนเขียนรัฐธรรมนูญเมื่อใช้ไม่ได้ผลในการปกครองบ้านเมืองก็ต้องแก้ไขปรับปรุงนะครับ ไม่มีใคร พูดถึงการปฏิรูปผมฟังมาตั้งแต่เช้าแล้ว คล้าย ๆ กับไม่มีใครพูดถึงว่าคุณธนาธรเหมาะสม อย่างไร อย่างที่ท่านวันชัยได้พูดไว้ต้องขออนุญาตเอ่ยนาม นั่นละครับเป็นประเด็นว่าทำไม ไม่มีใครพูดถึงคุณธนาธร ซึ่งหลายคนบอกเลยว่าเหตุผลหลาย ๆ อย่างที่ทางท่านสมาชิก ไม่ชอบ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นั้นมีหลายเหตุผลครับ เหมือนการกล่าวหานะครับ ไม่มีข้อเท็จจริง ซึ่งในโซเชียล (Social) หลาย ๆ ท่านอ่านเดี๋ยวจะเหมือนกันเลยนะครับ ถือว่าเป็นข้อกล่าวหานะครับ ส่วนนายธนาธรหรือนายปิยบุตรนี่ไม่มีใครหรอกครับไม่รู้จัก แล้วไม่มีใครไม่เคยติดตามสื่อสังคมออนไลน์ (Online) ที่ท่านได้เคยโพสต์ (Post) ไว้นะครับ ไม่ว่าเป็นเรื่องของการมุมมอง วิสัยทัศน์ของว่าที่นายกรัฐมนตรีที่ท่านได้กล่าวอ้างไว้ว่าเหมาะสม ว่าอยากให้ประเทศไทยไม่ต้องมีการเคารพผู้ใหญ่ พูดไอ ๆ ยู ๆ กัน ไม่ต้องเรียกลุง ป้ากันแล้ว ปัจจุบัน อนาคตไม่ต้องเคารพกันแล้ว อยากเรียกร้องสิทธิเท่าเทียมกัน คนเราเกิดมาไม่มีทางเท่าเทียมกันครับ หน้าตา ก็ไม่เหมือนกันแล้วครับ แล้วก็สิ่งที่เรียกร้องกันอยากเท่าเทียมกัน การศึกษาก็ไม่เท่ากัน ความมีมนุษยสัมพันธ์ก็ไม่เท่ากัน ไม่มีอะไรเท่ากันในโลกนี้หรอกครับ เพียงแต่วันนี้ เราอยู่ร่วมกันในระบอบประชาธิปไตยที่คิดว่าเป็นระบอบการปกครองที่ดีที่สุดนะครับ ซึ่งวันนี้แน่นอนที่สุดครับ เราข้ามผ่านเผด็จการไปเรียบร้อยแล้ว การเลือกตั้งจบสิ้นแล้ว วันนี้ผมมองว่าถ้าให้ผมสรุปวันนี้ผมสรุปแทนสมาชิกพรรคที่สนับสนุน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีได้ว่าหลายท่านวันนี้ที่รวมกันแล้วพร้อมที่จะโหวต นายกรัฐมนตรีชื่อประยุทธ์ จันทร์โอชา ผมคิดว่ามีความมั่นใจแล้วก็ศรัทธา พรรคพลังประชารัฐ จะไม่ยอมที่จะให้ประเทศไทยต้องเดินหน้าไม่ได้ แล้วก็เสี่ยงกับความวุ่นวาย ความไม่สงบ ในการบริหารบ้านเมือง จุดนี้เราถึงเสนอชื่อ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไปเป็นนายกรัฐมนตรี ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ ผมนึกแล้ว อาจารย์เอาสั้น ๆ นะครับ
ขออนุญาตครับ จริง ๆ ก็จะจบกันด้วยดี พอดีแวะเวียนมาเฉี่ยวรถทางผมนิดหนึ่งนะครับ ขอบคุณท่านประธานครับ ผม อาจารย์ปิยบุตร แสงกนกกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ในฐานะสมาชิกรัฐสภานะครับ จริง ๆ ถ้าท่านไม่เอ่ยชื่อ ของผมเมื่อสักครู่นี้ก็จะจบกันด้วยดีแล้วนะครับ แต่ในเมื่อท่านเอ่ยมา ผมขออนุญาต อย่างนี้แล้วกัน ท่านสงสัยอะไรกับผมท่านคุยได้ แต่ใช้ลักษณะการอภิปรายทั้ง ๆ ที่ผมไม่ได้ เป็นแคนดิเดต (Candidate) นายกรัฐมนตรี ผมไม่เคยอภิปราย ส.ส. พรรคพลังประชารัฐ สักคน ผมไม่ได้พูดถึง ส.ว. คนใดคนหนึ่งสักคน ผมพูดถึง พลเอก ประยุทธ์เพียงคนเดียวในฐานะ แคนดิเดต (Candidate) นายกรัฐมนตรี ซึ่งเราเห็นว่าขาดคุณสมบัติ มีลักษณะต้องห้าม นี่หรือครับการเมืองแบบใหม่ที่จะทำกัน แวะเวียนมาฉวัดเฉวียนกันทั้ง ๆ ที่ไม่อยู่ในประเด็น ผมไม่ได้เป็นแคนดิเดต (Candidate) นายกรัฐมนตรีครับ ท่านไม่จำเป็นต้องพูดชื่อผม ผมเป็นผู้อภิปรายสนับสนุนและคัดค้านเท่านั้นเอง แต่ถ้าท่านสงสัยอะไรท่านคุยกับผมได้ นอกรอบได้เสมอครับ คุยกันข้างนอกได้เสมอ
เอาเพียงเท่านี้ ตำหนิผม ก็แล้วกัน ห้ามไม่ทันนะครับ
ขออนุญาตนิดเดียวครับ
เชิญครับ
คืออยากจะให้การเมืองสร้างสรรค์นะครับ ประเภทอภิปรายแล้วแอบมาชกกันใต้เข็มขัด แบบนี้ไม่เป็นที่นิยมครับ พี่น้องประชาชนดูอยู่ทางบ้าน
กรรมการห้ามไม่ทันครับ
คำพูดที่ยืนยัน ท่านยืนยันตัวท่านเองว่าท่านไม่สนับสนุนเรื่องความเสมอภาค ท่านเชื่อว่า คนไม่เท่ากันเป็นสิทธิของท่าน แต่พวกเราพรรคอนาคตใหม่และพรรคร่วมทั้ง ๗ พรรค ๒๔๖ เสียงนี้เราเชื่อมั่นว่าคนไทยเท่าเทียมกันครับ เราทุกคนมีศักดิ์ศรี มีความเป็นมนุษย์ มีความเสมอภาคเท่ากัน ท่านเชื่ออย่างนั้นเป็นเรื่องของท่านครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ ต่อไป ท่านมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ พรรคไทยศรีวิไลย์ เชิญครับ กระชับหน่อยนะครับ ดึกแล้ว เดี๋ยวต้องลงคะแนนกัน ต่อจากนั้นเป็นท่านวัลลภ ตังคณานุรักษ์ เตรียมกระชับเหมือนกัน นะครับ และสุดท้ายก็จะเป็นท่านจิรายุ ห่วงทรัพย์ เชิญท่านมงคลกิตติ์เลยครับ
ท่านประธานครับ ผม มงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคไทยศรีวิไลย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก็ขอกราบขอบคุณท่านประธานที่ให้โอกาสผมพูดในวันนี้นะครับ ก่อนอื่นผมจะเปิดประเด็นกรณีความเหมาะสมของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา และคุณธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ที่เป็นแคนดิเดต (Candidate) นายกรัฐมนตรีของทั้ง ๒ ฝ่าย ทั้ง ๒ ท่านก็มีคุณสมบัติครบถ้วนตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๐ ทั้ง ๒ ท่านด้วยกัน แต่ท่านหนึ่งมีประสบการณ์ในการบริหารราชการแผ่นดิน อีกท่านหนึ่งมีประสบการณ์ในการ บริหารธุรกิจเอกชนขนาดใหญ่นะครับ เพราะฉะนั้นแล้วในช่วง ๕ ปีที่ผ่านมาตั้งแต่วันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็ได้เข้ามาบริหารประเทศจนถึงวันนี้ ก็ตกประมาณ ๕ ปีกับ ๑ เดือน ถ้าดูตัวเลขความสามารถในการบริหารบ้านเมืองเชิงเศรษฐกิจ เป็นตัวเลขของสำนักบริหารหนี้สาธารณะตั้งแต่วันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ถึงวันที่ ๕ มิถุนายน ๒๕๖๒ หนี้สาธารณะก่อนที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่งคือ ๕.๕๓ ล้านล้านบาท ด้วยกัน มีหนี้สินอยู่ประมาณ ๔๒.๕๑ ต่อ จีดีพี (GDP) ณ ปัจจุบันยังดำรงตำแหน่งอยู่จนถึง วันนี้ มีหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นเป็น ๖.๙๖ ล้านล้านบาท หนี้สินต่อ จีดีพี (GDP) ประมาณ ๔๒.๐๗ เปอร์เซ็นต์ต่อ จีดีพี (GDP) จะสังเกตว่ามีหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นอยู่ประมาณ ๑.๔๒๗ ล้านล้านบาท ในระยะเวลา ๕ ปี กับ ๑ เดือน ผมพยายามจะไม่พาดพิงเพื่อไม่ให้ เกิดการประท้วงว่า ก่อนหน้านั้นเป็นรัฐบาลหนึ่งเข้ามาดำรงตำแหน่งเมื่อประมาณวันที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๕๔ ถึง วันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ตอนนั้นหนี้สาธารณะเรามี ๔.๒๗๘ ล้านล้านบาท ด้วยกัน มีหนี้อยู่ประมาณ ๓๗.๗๘ เปอร์เซ็นต์ต่อ จีดีพี (GDP) หลังจากยึดอำนาจ ณ วันที่ ๒๒ มีหนี้สาธารณะอยู่ที่ ๕.๕๓ ล้านล้านบาท มีหนี้สาธารณะต่อ จีดีพี (GDP) ๔๒.๕๗ เปอร์เซ็นต์ จะสังเกตว่าในช่วงรัฐบาลหนึ่งก่อนที่ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะมาบริหารราชการ แผ่นดินมีหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้น ๑.๒๕๔ ล้านล้านบาท นั่นหมายความว่าถ้าเปรียบเทียบ ๒ ปี ๑๐ เดือน ๑.๒๕ ล้านล้านบาท กับ ๕ ปี กับ ๑ เดือน ๑.๔๒๗ ล้านล้านบาท ถ้าเปรียบเทียบ ความสามารถในการบริหารราชการแผ่นดินแล้ว พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา มีความสามารถ เหนือกว่า ๖๓.๕ เปอร์เซ็นต์ด้วยกัน ของรัฐบาลชุดที่แล้วที่เป็นตัวเลขทางเศรษฐกิจ ถ้ามาดู ตัวเลขทางด้านการบริหารหนี้ต่อ จีดีพี (GDP) จะสังเกตว่ารัฐบาลหนึ่งมีหนี้เพิ่มขึ้นอยู่ ประมาณ ๔.๗๓ เปอร์เซ็นต์ด้วยกัน หนี้เพิ่มแปลว่าบริหารแย่ลง แต่ส่วน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา มีหนี้ลดลงอยู่ราว ๆ ๐.๔๔ เปอร์เซ็นต์ นั่นหมายความว่าความสามารถในการบริหาร ราชการแผ่นดินที่ทำให้ประเทศดีขึ้น นั่นหมายความว่าบริหารดีขึ้น เพราะว่าหนี้ลดลง แต่อีกรัฐบาลหนึ่งหนี้เพิ่มขึ้น ๔ เปอร์เซ็นต์กว่า นั่นก็เป็นบทพิสูจน์เบื้องต้นในช่วง ๕ ปี กับ ๑ เดือน ว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา มีความสามารถในการบริหารราชการแผ่นดิน เหนือกว่ารัฐบาลหนึ่ง อยู่ประมาณ ๔ เปอร์เซ็นต์กว่า ๆ ถ้ามาเปรียบเทียบทุนสำรองระหว่าง ประเทศ ณ วันที่รัฐบาลหนึ่งเข้ามาและรัฐบาลหนึ่งออกไป มีทุนสำรองระหว่างประเทศ น้อยลงอยู่ประมาณ ๑๑๙,๐๐๐ ล้านบาทด้วยกัน แต่ว่าติดลบ แต่ในช่วงที่ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา มาบริหารราชการแผ่นดิน ๕ ปี ๑ เดือน ตอนนี้ทุนสำรองระหว่างประเทศ ณ วันนี้มีเพิ่มขึ้น ๑.๒๒ ล้านล้านบาทด้วยกัน เพราะฉะนั้นแล้วสภาพเศรษฐกิจภายในประเทศ และต่างประเทศ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา มีผลงานจับต้องได้เป็นตัวเลข แต่อีกฝ่ายหนึ่ง มีความสามารถในการบริหารธุรกิจจากหมื่นล้านบาท ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท จนเป็น เกือบแสนล้านบาท ถือว่าเป็นบุคคลที่มีความสามารถเฉกเช่นเดียวกัน แต่ฝ่ายหนึ่งยังไม่เคย บริหารราชการแผ่นดิน แต่ฝ่ายหนึ่งเคยบริหารแล้ว เพราะฉะนั้นแล้วถ้าเปรียบเทียบ อีกส่วนหนึ่งคือเปรียบเทียบในสถานการณ์การแก้ไขปัญหาสถานการณ์ที่ทำให้ประเทศไทยดี ขึ้นในส่วนกรณีสถานการณ์การค้ามนุษย์ ก็ทราบอยู่แล้วว่าหลังปฏิวัติ ปี ๒๕๕๗ ปี ๒๕๕๘ สถานการณ์การค้ามนุษย์เราอยู่ที่เทียร์ (Tier) ๓ แปลว่าแย่มาก แต่ ณ ปัจจุบัน ปี ๒๕๕๙ ปรับปรุงตัวมาอยู่ที่เทียร์ (Tier) ๒ เฝ้าระวัง แล้วก็ ณ ปัจจุบันประเทศไทยอยู่ในระดับเทียร์ (Tier) ๒ ก็ถือว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา บริหารราชการแผ่นดินเกี่ยวกับเรื่องการค้า มนุษย์ดีขึ้นเป็นลำดับ รวมทั้งมาตรฐานการบินพลเรือน ไอเคโอ (ICAO) เดิมทีเราติดธงแดง แต่ตอนนี้เราปลดธงแดงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว มาดูเรื่องสถานการณ์การคอร์รัปชัน สถานการณ์ การคอร์รัปชัน ผมจะเปรียบเทียบรัฐบาลก่อนรัฐบาลประยุทธ์ ผมไม่ทราบว่ารัฐบาลไหน นะครับ จะได้ไม่ต้องมีคนมาประท้วง รัฐบาลหนึ่งมีการทุจริตโครงการรับจำนำข้าว มีความ เสียหายต่อชาติบ้านเมืองค่อนข้างเยอะ แต่ผมไม่ทราบว่าเป็นใคร ไม่ต้องการพาดพิง หนีคดี มีถูกจำคุกอยู่ที่เรือนจำคดีสุดท้าย ๗๒ ปีด้วยกัน เป็นนายคนหนึ่ง เป็นหมอ เพราะฉะนั้นแล้ว ยังมีอีกหลายคดีอยู่ที่ ป.ป.ช. อีกคดีหนึ่งเป็นคดีทุจริตก่อสร้างสนามฟุตซอล ตอนนี้แจ้ง ข้อกล่าวหาแล้วก็มีสำนวนคดีอยู่ที่ ป.ป.ช. อยู่ประมาณ ๑๐๐ กว่าสำนวน เกี่ยวกับเรื่องการ แปรญัตติงบประมาณผิดประเภท อีกกรณีหนึ่ง กรณีการทุจริตแต่งตั้งโยกย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี ปัจจุบันเป็น ส.ว. อยู่ในรัฐสภาแห่งนี้ เพราะฉะนั้นก็ผิดนะครับ แล้วก็เรื่องการศึกษาอีกส่วนหนึ่ง การทุจริต คอร์รัปชันเกิดมาจากอะไร เริ่มต้นตั้งแต่เด็กนักเรียนก็คือ แป๊ะเจี๊ยะ มาจากเงื่อนไข ๗ ข้อ ตั้งแต่ปี ๒๕๕๔ ต่อ ๒๕๕๕ ในรัฐบาลชุดก่อนที่เปิดช่องว่างเงื่อนไขข้อที่ ๗ ที่ทำให้เกิด การเรียกรับแป๊ะเจี๊ยะเป็นช่องว่าง แต่ผมเองเป็นคนเสนอต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. เมื่อประมาณปลายปี ๒๕๖๐ แล้วเสนอต่อรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา จนมีมติ คณะรัฐมนตรีส่งต่อไปยังกระทรวงศึกษาธิการ ณ ปัจจุบันเงื่อนไข ๗ ข้อ ตัดไปแล้ว ๓ ข้อ ทำให้ไม่สามารถฝากเด็กได้ภายในปี ๒๕๖๒ ก็ถือว่าเป็นผลงานของรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในส่วนของการบริหารราชการแผ่นดิน ทุกรัฐบาลมีการคอร์รัปชันหรือไม่ มี เพียงแต่ว่าเราควบคุมได้ไหม ในส่วนของรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ๕ ปีที่ผ่านมา มีการทุจริตคอร์รัปชันหรือไม่ มี แต่ห้ามปรามได้ ในหลากหลายเรื่องด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น การทุจริตการจัดซื้อรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต ลิงก์ (Airport Link) ๗ ขบวน ๔,๔๐๐ ล้านบาท เดิมทีเซ็นสัญญาแล้ว แต่ผมร้องเรียนจนยกเลิกสัญญา ณ ปัจจุบันพักโครงการดังกล่าว ในการจัดซื้อรถไฟฟ้า ๗ ขบวนที่เปรียบเทียบกับราคาที่ประเทศมาเลเซีย แสดงว่า ความเสียหายยังไม่เกิดขึ้น แต่ว่า พลเอก ประยุทธ์อาจจะมองไม่เห็น แต่ผมไปท้วงติงให้ ทราบท่านก็ยกเลิก ก็ถือว่าเป็นข้อดีอย่างหนึ่งว่าที่มีคนทัดทานคัดค้านท่านก็ฟัง อีกกรณีหนึ่ง คือกรณีการทุจริต โครงการจัดซื้อรถเมล์ เอ็นจีวี (NGV) ๔๘๙ คันด้วยกัน ก็ยกเลิกเหมือนกัน อีกส่วนหนึ่งก็คือทุจริตโครงการเซฟ โซน สคูล (Safe Zone School) ของกระทรวงศึกษาธิการ วงเงินเดิมทีเป็นงบประมาณตั้งแต่สมัยรัฐบาลก่อน ๕๗๗,๕๐๐,๐๐๐ บาท ลดลงเหลือ ในการจัดซื้อจัดจ้างจริงอยู่ที่ ๔๐๕ ล้านบาท ณ ปัจจุบันมีการคอร์รัปชัน สุดท้ายมีการยกเลิก สัญญาไปทั้งหมด ๑๑ สัญญา จาก ๑๒ สัญญาด้วยกัน เนื่องจากผมลงพื้นที่ ๓ จังหวัด ชายแดนภาคใต้ ๒ รอบด้วยกัน แล้วยกเลิก ณ ปัจจุบัน คณะกรรมการ ป.ป.ช. ตั้งอนุกรรมการ ไต่สวนมีผู้ถูกกล่าวหาเป็นทั้งข้าราชการประจำ แล้วก็อดีตทหารยศตั้งแต่พันตรี พันโท จนถึง พลตรี อยู่ระหว่างการไต่สวนของคณะกรรมการ ป.ป.ช. นั่นหมายความว่ารู้ว่ามีการทุจริต แต่ยกเลิก แปลว่ามีโครงการไหนไม่ดี ถ้ามีคนทัดทาน คัดค้าน ท่านฟัง ท่านไม่ฝืน ไม่ว่าจะเป็น โครงการการทุจริตตำบลละ ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท โครงการไทยนิยมยั่งยืนหรือโครงการประชารัฐ มีหรือไม่ทุจริต มี แต่เป็นส่วนน้อย อยู่ราว ๆ ประมาณ ๓ เปอร์เซ็นต์ เราได้ลงพื้นที่ ตรวจสอบหลายจังหวัดด้วยกัน แล้วก็ทัดทาน คัดค้านไปที่กระทรวงมหาดไทย กระทรวงมหาดไทยก็แก้ไขปรับปรุงเพิ่มเติมแม้จะไม่ครอบคลุมแต่ก็ทำได้ดีขึ้น ในสถานการณ์ เกี่ยวกับเรื่องความโปร่งใสนานาชาติ ถ้าเปรียบเทียบกับรัฐบาลเก่า กับรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ในช่วงนั้นรัฐบาลเก่าอาจจะดูดีไหม ถ้าเปรียบเทียบเป็นตัวเลขแล้ว รัฐบาล พลเอก ประยุทธ์มีค่าความโปร่งใสดีกว่า แต่ดีกว่านิดเดียว ก็ถือว่าดีกว่า เพราะฉะนั้น แล้วความสามารถในการบริหารราชการแผ่นดินไม่ใช่เฉพาะ พลเอก ประยุทธ์บริหารในช่วง ๕ ปีกับ ๑ เดือน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา รับราชการตั้งแต่อายุ ๑๖ จนถึงอายุ ๖๐ เกษียณราชการ เพราะฉะนั้นแล้วยังไม่มีกรณีการทุจริตคอร์รัปชันที่ศาลประทับรับฟ้องหรือ ป.ป.ช. แจ้งข้อกล่าวหาหรือไต่สวนมูลฟ้อง เพราะฉะนั้นแล้ว พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่มีคดี มุมของผมนะครับ สรุปช่วงสุดท้าย
สรุปได้แล้วครับ
ผมไม่รู้จะเลือกใครเลยครับระหว่าง พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา กับคุณธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ที่เป็นรุ่นพี่วิศวะผมที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เผอิญผมก็จบมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ด้วยกัน ตอนนี้ผมรู้สึกรักพี่เสียดายน้อง รักน้องเสียดายพี่ คนรุ่นเก่าดีไหม ดี มีไม่ดีไหม มี คนรุ่นใหม่ไวไปไหม ไว ถ้าไวเกินไปดีไหม ก็อาจจะไม่ดี เพราะฉะนั้นในเก่ามีดี ในใหม่ก็มีดี เหมือนกัน เพราะฉะนั้นรักพี่เสียดายน้อง รักน้องเสียดายพี่ ถ้าผมเป็นคนตัดสินใจแทนสมาชิกรัฐสภาทั้งหมด ผมจะเลือกทั้ง ๒ คนเป็นนายกรัฐมนตรี พร้อมกัน แล้วแบ่งกันคนละ ๒ ปี นี่คือความรู้สึกส่วนตัว เพราะฉะนั้นโดยภาพรวมแล้ว ผมดีใจที่มีแคนดิเดต (Candidate) นายกรัฐมนตรีถึง ๒ คนด้วยกัน ผมมองแววตาทั้ง ๒ คนแล้ว ผมสัมผัส พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา มาประมาณ ๑๐ กว่าปี
สรุปได้แล้วตัดสินใจได้
สัมผัสนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ มาประมาณสัก ๒-๓ ปีด้วยกัน ผมมองว่า ณ ปัจจุบัน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยังมีความเหมาะสมมากกว่าคุณธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ณ ระยะเวลานี้ แต่ในอนาคตเบื้องหน้า ๕ ปี หรือ ๑๐ ปี ผมคิดว่าคุณธนาธรน่าจะมี ความพร้อมมากกว่านี้ เพราะฉะนั้น ณ เวลานี้ผมยังให้ความไว้วางใจ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีรอบที่ ๒ ตามความรู้สึกของผม เพราะฉะนั้นผมก็ใกล้จะเป็น คนสุดท้ายของการอภิปรายนายกรัฐมนตรีในรัฐสภาแห่งนี้ ผมก็ขอให้พี่ ๆ เพื่อน ๆ น้อง ๆ ร่วมกันตัดสินใจ แล้วก็ไม่อยากให้แบ่งแยกหรือแตกแยกอะไรกัน เพราะผมคิดว่าทั้ง ๒ คน มีคุณสมบัติครบถ้วนตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๐ แล้วก็มาตรา ๑๙๘ ทั้ง ๒ คนเป็นคนดี ทั้งคู่ เป็นคนที่ซื่อสัตย์สุจริต แล้วก็เป็นคนที่จงรักภักดีผมมองแววตาแล้ว เพราะฉะนั้น ประเทศไทยมีบุญแล้วที่มี ๒ คนเป็นแคนดิเดต (Candidate) ขอให้พี่น้องทุกคนตัดสินใจ เลือกในอนาคตนะครับ
ท่านสรุปได้แล้วเกินเวลาไป ๓ นาทีแล้วนะครับ
ขอบคุณท่านประธานรัฐสภาครับ
สรุปแล้วท่านตัดสินใจแล้ว นะครับ
ขอบคุณครับพี่ ๆ
เชิญท่านวัลลภ ตังคณานุรักษ์ แล้วก็จะเป็นท่านจิรายุ ห่วงทรัพย์ ท่านสุดท้ายนะครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ ผม วัลลภ ตังคณานุรักษ์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกแห่งรัฐสภา ตลอดทั้งวัน ที่ได้มีโอกาสรับฟังพี่ ๆ เพื่อน ๆ น้อง ๆ ได้อรรถาธิบาย หรืออภิปรายในประเด็นดังกล่าว มาตั้งแต่เช้า สื่อมวลชนเจอผมก็ถามว่าบรรยากาศในวันนี้มีความรู้สึกอย่างไร ผมตอบ ด้วยความรู้สึกอย่างแท้จริงว่าเป็นบรรยากาศที่ผมให้ความสนใจและดีใจมาก ที่พูดเช่นนี้ เพราะว่าเป็นบรรยากาศที่ทั้ง ๒ ฝ่ายถกเถียงกันด้วยเหตุด้วยผล แล้วก็ยกกรณีศึกษากรณี ตัวอย่างขึ้นมาเป็นองค์ประกอบในการอรรถาธิบาย อาจจะมีการทักท้วงประท้วงกันบ้างซึ่งก็ถือ เป็นเรื่องธรรมดาในเวทีแห่งรัฐสภา เราคุ้นเคยกันดี แล้วก็คิดว่าเป็นสิ่งที่สำคัญที่ทำให้สภามีสีสัน แล้วก็สามารถจะเดินต่อไปได้ อันนี้เป็นความรู้สึกอย่างแท้จริง ขณะเดียวกันต้องขอบคุณท่าน ประธานทั้งสองที่ได้ทำหน้าที่ในการกำกับการอภิปรายได้ตรงประเด็นแล้วก็ทำให้การอภิปราย กระชับค่อนข้างมาก นี่เป็นความรู้สึกก่อนที่ผมจะใช้เวลาต่อไปนะครับ เรามีคำถามที่สำคัญ อยู่พอสมควรว่าเมื่อเรามีบุคคลที่เสนอขึ้นมาทำหน้าที่เป็นนายกรัฐมนตรี ๒ ท่านด้วยกัน ผมพยายามที่จะขอโอกาสพี่ ๆ ในสมาชิกวุฒิสภาที่จะเป็นคนพูดเป็นคนสุดท้าย เหตุเพราะว่า ต้องการที่จะรับฟังสาระจริง ๆ ว่าผู้ที่ถูกนำเสนอให้เป็นนายกรัฐมนตรีนั้นแต่ละท่านมีคุณสมบัติ ที่น่าให้การสนับสนุนมากน้อยเพียงใด ผมก็ยอมรับว่าผมฟังยังไม่ค่อยถูกใจนัก เพราะส่วนใหญ่ ยังหนักไปเรื่องการวิพากษ์วิจารณ์บุคคลฝ่ายหนึ่งซึ่งตัวเองไม่ค่อยจะชอบ ขณะเดียวกันก็รู้สึก เสียดายโอกาสที่จะรับฟังคุณสมบัติของอีกท่านหนึ่งที่ไม่ค่อยได้ปรากฏในเวทีแห่งนี้ เลยทำให้เรา ไม่สามารถที่จะได้เห็นคุณสมบัติที่เด่นชัดของบุคคลที่จะไปเป็นนายกรัฐมนตรี ผมเองก่อนที่จะ มาถึงวันประชุมนี้ วันที่ผมไปรายงานตัวที่วุฒิสภา ผมให้สัมภาษณ์ด้วยความชัดเจนว่า ผมเลือก พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี ผมเลือกผมอาศัยพื้นฐานที่สำคัญ ๒ ประการด้วยกันที่ขออนุญาตเรียนผ่านท่านประธานไปยังท่านสมาชิกทั้งหลาย เหตุผลประการที่หนึ่ง ที่อาศัยเป็นพื้นฐาน ก็คือการดูรัฐธรรมนูญฉบับนี้ทั้งฉบับว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้ต้องการคนประเภทใดที่จะไปนำพาแล้วก็ผลักดันให้หลายเรื่องที่เป็น สาระสำคัญรัฐธรรมนูญนี้เดินหน้าต่อไปได้ ประการที่สอง ผมดูจากผลงานที่ผ่านมาของ บุคคลที่คาดหมายว่าจะเป็นนายกรัฐมนตรี ผมดู ๒ ประการนี้เป็นหลัก ทีนี้เมื่อเราเข้ามาสู่ใน เวทีการประชุมแห่งนี้ ผมต้องขออนุญาตเอ่ยคำพูดถึงพี่ ๆ ส.ว. ๓ ท่านด้วยกันที่ทำให้ผม ร่นระยะเวลาในการอภิปรายได้ง่ายขึ้น ท่านเสรี สุวรรณภานนท์ ท่านคำนูณ สิทธิสมาน และท่านวันชัย สอนศิริ ได้พูดชัดเจนแล้วว่าในมาตรา ๑๖๐ แห่งรัฐธรรมนูญที่บัญญัติ ถึงสาระของคุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม โดยเฉพาะลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๙๘ ของรัฐธรรมนูญนั้น บุคคลที่ชื่อ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา มีคุณสมบัติครบถ้วนและไม่มี ลักษณะต้องห้าม นี่เป็นอ้างอิงกฎหมาย ซึ่งพี่ ๆ ๓ ท่านได้สาธยายได้ค่อนข้างชัดเจน ผมจะไม่ต้องใช้เวลาในเรื่องนี้ ผมขอใช้เวลาที่จะอรรถาธิบายว่าทำไมท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา จึงเหมาะสมที่จะเป็นนายกรัฐมนตรี ๓ เหตุผลด้วยกันสั้น ๆ ครับ ท่านประธาน ที่เคารพครับ
เหตุผลประการที่ ๑ ถ้าเราดูสาระในรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะในหมวดว่าด้วย การปฏิรูปประเทศ ซึ่งอยู่ในมาตรา ๒๕๗ เป็นต้นไป ในสาระของการปฏิรูปประเทศ ๑๐ ด้านนั้น เป็นสาระที่บัญญัติไว้อย่างชัดแจ้ง ต้องการบุคคลที่เข้าใจและดำเนินการ มาระยะเวลาหนึ่ง เพื่อขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศนั้นไปสู่ฝันที่ตั้งใจไว้ได้ นี่เป็นสาระ ประการที่ ๑ ที่ผมเห็นว่า ท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ริเริ่มขึ้นมาแล้วก็ น่าจะสามารถนำนาวาลำนี้เคลื่อนไปข้างหน้าและทำให้การปฏิรูปประเทศนั้นตรงไปตาม เจตนารมณ์ได้
เหตุผลประการที่ ๒ ก็เป็นสาระสำคัญ ขออนุญาตท่านประธานเล็กน้อย ในการอ่านมาตรา ๒๕๗ ใน ๓ อนุเท่านั้นนะครับ ที่ผมว่าเป็นสาระสำคัญที่ผมอยากให้ พี่น้องประชาชนได้สดับตรับฟังให้ชัดเจนขึ้น ในการปฏิรูปประเทศตามมาตรา ๒๕๗ พูดว่า ต้องการให้บรรลุเป้าหมาย ๓ อนุด้วยกัน ใน (๑) พูดชัดเจนว่าประเทศชาติจะต้องมีความ สงบเรียบร้อย มีความสามัคคีปรองดอง มีการพัฒนาอย่างยั่งยืนตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจ พอเพียง นี่เป็น (๑) (๒) ต้องการสังคมที่มีความสงบสุขเป็นธรรมและมีโอกาสอันทัดเทียม เพื่อขจัดการเหลื่อมล้ำ และ (๓) คือประชาชนมีความสุข มีคุณภาพชีวิตที่ดี มีส่วนร่วม ในการพัฒนาประเทศและการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น ประมุข ๓ อนุในหลักของการปฏิรูปประเทศในมาตรา ๒๕๑ ต้องการคนอย่างท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่จะมาทำหน้าที่ในการขับเคลื่อนการปฏิรูปเหล่านี้ ซึ่งสอดคล้องกับข้อ ๑ ที่กระผมได้เอ่ยไป
ประการสุดท้าย ที่เป็นเหตุผลในข้อ ๓ ในเวลาตลอดเวลา ๕ ปีที่ผ่านมา ผมเองต้องขอบคุณสมาชิกท่านสุดท้าย ที่ไม่รู้จักท่านเลย ที่ท่านอรรถาธิบายและยกตัวอย่าง สถิติมากมายขึ้นมา ซึ่งตรงกับที่กระผมเตรียมไว้หมดเลยครับ ต้องชื่นชมเพราะอะไร เพราะผมเป็นอดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ผมทำงานกับนายกรัฐมนตรีควบคู่กัน มาตลอด เห็นผลงานและการทำงานมาโดยตลอด แต่ไม่นึกว่าสมาชิกหน้าใหม่แห่งรัฐสภา แห่งนี้ท่านได้ยกตัวอย่างที่ชัดเจนขึ้นมาทำหน้าที่ได้ค่อนข้างจะดีและได้พูดไว้อย่างชัดเจนแล้ว ผลงานที่ท่านทำคืออะไร ผมจึงไม่ต้องสรุปเลย ฉะนั้นด้วยผลงานที่ผ่านมาใน ๕ ปี โดยเฉพาะ ผลงานที่นานาประเทศให้การยอมรับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการแก้ไขปัญหาการบิน แก้ปัญหา ประมง หรือแก้ปัญหาการค้ามนุษย์ ซึ่งเป็นเรื่องที่ผมทำมาทั้งชีวิต เป็นผลงานที่ผมคิดว่า ชัดแจ้ง และต้องการการขับเคลื่อนต่อไป
อีกประเด็นหนึ่งท่านประธานที่เคารพครับ เนื่องจากในสมัยที่แล้ว ผมทำหน้าที่เป็นประธานกลั่นกรองและพิจารณากฎหมายทุกฉบับก่อนเข้าสู่สภา และมี หน้าที่ในการติดตามมติหลาย ๆ เรื่อง มีข้อมูลที่ผมจำเป็นจะต้องอรรถาธิบายต่อสภาแห่งนี้ เพื่อให้รับข้อมูลที่ถูกต้อง มีสมาชิกบางท่านพูดถึงเรื่องบริษัทน้ำมันแห่งชาติ
ท่านวัลลภครับ ด้วยความเคารพนะครับ ที่จริงแล้วเราพูดถึงคุณสมบัติของนายกรัฐมนตรี แต่ว่าเนื่องจากมีการอภิปรายนอกคุณสมบัติ ๘ ข้อนี้ไปมาก ผมก็เลยอนุโลมให้ท่านพูดเพราะว่าก็เป็นการแก้ข้อกล่าวที่มีการกล่าวหา ไปด้วย เพราะฉะนั้นขอให้รับทราบตรงนี้เพื่อไม่ให้เลยเถิดไปกว่านี้นะครับ
ขอบคุณท่าน ประธาน พอดีผมเป็นคนสุภาพมากนะครับ แล้วผมก็จะไม่พาดพิงอะไรเลย ผมเพียงแต่ บอกว่าบรรษัทน้ำมันแห่งชาติที่สมาชิกได้พูดว่าได้เกิดขึ้นแล้ว จริง ๆ ยังไม่เกิดเลยครับ ตอนกฎหมายเข้ามาสภา สมาชิก สนช. แปรญัตติให้มี ท่านนายกรัฐมนตรีท่านบอกยังไม่มี ต้องตั้งคณะกรรมการขึ้นมาทำการศึกษาวิจัยเสียก่อน ต้องยืนยันว่าไม่มีเท่านั้นละครับ ท่านประธาน ด้วยความเคารพครับ ฉะนั้นโดยสรุปสาระสำคัญในนาทีสุดท้ายก็คือว่า ผมในฐานะสมาชิกวุฒิสภาและทำหน้าที่ในฐานะสมาชิกแห่งรัฐสภายืนยันชัดเจน มาโดยตลอดว่าบุคคลที่จะทำหน้าที่เป็นนายกรัฐมนตรีในเวลาต่อจากนี้ไป เราจำเป็นต้องได้ คนที่มีความชัดเจนในแนวทางปฏิรูปการเมือง ปฏิรูปประเทศ และมีความชัดเจนในการขับเคลื่อน หลายมุมหลายด้านที่ได้ดำเนินการมาโดยตลอด ที่สำคัญก็คือว่าจะต้องทำให้สังคมประเทศ มีความสงบสุข เพราะถ้าสังคมไม่มีความสงบสุข เราพัฒนาประเทศไปไม่ได้ครับ ด้วยความ เคารพท่านประธานครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณท่านสมาชิกวัลลภนะครับ ต่อไป ท่านจิรายุ ห่วงทรัพย์ พรรคเพื่อไทย ท่านสุดท้าย
(นายนิคม บุญวิเศษ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ได้ยืน และยกมือขึ้น)
เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายนิคม บุญวิเศษ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังปวงชนไทย หัวหน้าพรรคพลังปวงชนไทย รายชื่อผมตกหล่นครับ ท่านประธาน ผมได้ส่งรายชื่อไปแล้ว ขออนุญาตท่านประธาน ผมขออภิปรายสัก ๓-๕ นาที ใช้เวลานิดเดียวครับ
ให้ ๕ นาทีนะครับ เชิญครับ
ขอบพระคุณท่านประธานครับ ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายนิคม บุญวิเศษ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังปวงชนไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภาคนหนึ่ง วันนี้ผมตั้งใจที่จะเข้ามาประชุมตั้งแต่เช้า เข้าห้องน้ำก็คิดว่าน้อยกว่าเพื่อน นั่งฟังทั้งวัน เพื่อหวังว่าจะได้อภิปรายสักครั้งหนึ่งตามที่ได้เตรียมข้อมูลมา ตามเวลาจำกัด ๕ นาที ผมก็จะตัดหลายอย่างที่ผมเตรียมมา ผมจะพูดสั้น ๆ เพื่อไม่ให้ซ้ำประเด็น เพื่อให้ที่ประชุม รับทราบว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นเจ้าหน้าอื่นของรัฐอย่างไร ในมาตรา ๑๕๙ ให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคล ซึ่งสมควรได้รับการแต่งตั้ง เป็นนายกรัฐมนตรี จากบุคคลซึ่งมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๑๖๐ (๔) (๕) (๖) ประกอบด้วยมาตรา ๙๘ (๑๕) ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี ทุกท่านทราบดี ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ได้รับเงินเดือนบวกกับเงินเพิ่ม ๑๒๕,๕๙๐ บาท นอกจากนั้นแล้วยังดำรงตำแหน่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ได้รับเงินเดือนบวกกับเงินเพิ่ม ๑๒๕,๕๙๐ บาท และยังมีตำแหน่งอื่น ๆ อีกมากมายครับ ท่านประธาน ผมจะไม่อ่านเพราะว่าเวลาจำกัด มีตำแหน่งทั้งหมด ๕๕ ตำแหน่ง ยกตัวอย่างตำแหน่งประธานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ตำแหน่งประธาน คณะกรรมการที่ปรึกษาคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ด้านโครงการพื้นฐานคมนาคม ประธานคณะกรรมการที่ปรึกษาการพัฒนาระบบนวัตกรรมของประเทศ แล้วก็ตำแหน่ง สุดท้าย ตำแหน่งที่ ๕๕ ประธานกรรมการในคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ นั่นหมายถึงว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา คนเดียวนี้มีตำแหน่งอีกมากมาย ตำแหน่งต่าง ๆ ผมเชื่อว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ต้องมีรายได้จากการประชุม มีเงินเดือนประจำ และมีรายได้พิเศษอีกมากมาย ถามว่ารายได้เหล่านี้มาจากไหน ก็มาจากเงินภาษีของพี่น้อง ประชาชนครับ เป็นเช่นนั้นแล้วก็สรุปได้ว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นเจ้าหน้าที่อื่น ของรัฐ ท่านประธานครับ ผมจะอ่านความหมายคำว่า เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ หมายถึงอะไร เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ หมายถึงว่าผู้ดำรงตำแหน่งการเมือง ข้าราชการ พนักงานท้องถิ่น มีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำ และเป็นบุคคลหรือคณะบุคคลซึ่งใช้อำนาจหรือได้รับ มอบหมายให้ใช้อำนาจทางการปกครองของรัฐให้ดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งตามกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการจัดตั้งขึ้นในระบบราชการ รัฐวิสาหกิจหรือกิจการอื่นของรัฐ ท่านประธานครับ นอกจากนี้แล้ว พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยังเป็นผู้ที่มีอำนาจตามกฎหมายแห่งรัฐ ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ เป็นผู้ออกคำสั่งหัวหน้าคณะ คสช. หลายร้อยคำสั่ง ในคำสั่งต่าง ๆ เหล่านี้ มีอำนาจตามมาตรา ๔๔ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับชั่วคราว พ.ศ. ๒๕๕๗ ซึ่งข้อเท็จจริงเป็นที่ทราบดีกันอยู่แล้ว ในการที่ท่านใช้อำนาจการปกครอง และท่านก็ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีด้วย แล้วก็ได้รับเงินประจำ ได้รับสวัสดิการต่าง ๆ จากรัฐ ได้บ้านพักข้าราชการ มีรถประจำตำแหน่ง แล้วจะถือว่าท่านเป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ หรือไม่ อยากฝากไปยังท่านประธานไปถึงสมาขิกทุกท่าน เวลาผมมีน้อยครับ อีก ๒ มาตรา มาตรา ๑๑๓ วันนี้มาตรา ๑๑๓ สมาชิกวุฒิสภาต้องไม่ฝักใฝ่หรือยอมตนอยู่ใต้อาณัติของ พรรคการเมืองใด รัฐธรรมนูญเขียนไว้ชัดเจนครับ แต่วันนี้จากการที่ผมได้สังเกต สมาชิกวุฒิสภาวันนี้ผมเชื่อว่าตั้งใจจะต้องมาโหวตให้ท่านประยุทธ์ จันทร์โอชา แน่นอน
คุณนิคมครับ อันนี้นอกประเด็น นะครับ เป็นสิทธิของวุฒิสมาชิกครับ
ขออภัยครับท่าน มาตรา ๑๑๔ ปราศจากการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ผมจะยกตัวอย่างสั้น ๆ การขัดกันอย่างไร สมมุติว่า นาย ก เลือก ข มา แล้ว ข ไปเลือก ค มา เสร็จแล้ว ค มาเลือก นาย ก ต่อ
อันนี้ไม่เกี่ยวกับคุณสมบัติแล้วครับ
ขอบคุณครับท่านประธาน
ขออภัยครับ เชิญท่านสมาชิกจิรายุครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม จิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ท่านประธานครับ ตามประเพณีปฏิบัติที่เราประชุมสภา กันมาหลายสมัย ผมเป็นผู้ที่ได้รับฉันทานุมัติในการสรุปการอภิปรายที่หลากหลายประเด็น ผมจะใช้เวลาพอสมควร ท่านประธานครับ พอเริ่มจากนี้หลายประเด็นที่เพื่อนสมาชิก ได้อภิปรายกันตั้งแต่ช่วงเช้าจนถึงเวลานี้ก็คือเรื่องของคุณสมบัติไม่ลงรายละเอียดมากมาย แต่ว่าหลายท่านให้เหตุผลที่ค่อนข้างไม่ชัดเจน โดยเฉพาะที่อ้างเสียงของประชาชน ยกตัวอย่างเช่น ขออภัยที่ต้องเอ่ยเป็นข้อมูลความจริงก็คือพรรคพลังประชารัฐ ท่านบอกว่า ท่านได้ ๘,๔๐๐,๐๐๐ คะแนน ท่านบอกว่าเป็นพรรคอันดับหนึ่ง ท่านประธานที่เคารพครับ แต่ว่าพอมาดูรายละเอียดแล้ว มีพรรคร่วมของพรรคพลังประชารัฐที่ท่านไปยกมือกัน บางพรรคก่อนหน้านี้จะพูดอย่างไรก็แล้วแต่ วันนี้จะกลับไปพูดอีกแบบหนึ่ง จะเชียร์ท่าน พลเอก ประยุทธ์ก็สุดแท้แต่ครับ
เข้าประเด็นเลยครับ
ผมกำลังจะโยงเข้ากับคุณสมบัติมันต้องมีไทเทิล (Title) ท่านประธานครับ
เข้าประเด็นครับ มิฉะนั้นจะมีคนอื่น ประท้วงแล้วก็พูดต่อ เพราะฉะนั้นขอให้อยู่ในประเด็นเรื่องคุณสมบัติเรื่องของนายกรัฐมนตรี
ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเคารพท่านประธานนะครับ ท่านประธานรอคนประท้วงก่อน เพราะว่าผมไม่ได้พาดพิงในเรื่องเสียหาย ขออนุญาตไปต่อท่านประธานครับ ๘.๔ ล้านเสียง เป็นเสียงของพรรคพลังประชารัฐครับ แต่ว่าก่อนหน้านี้พรรคประชาธิปัตย์ ท่านก็บอกชัดเจน ชัด ๆ ไม่เอา พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา มีอยู่ ๓,๙๐๐,๐๐๐ เสียง
คุณจิรายุครับ
พรรคภูมิใจไทยพูดเหมือนกัน ท่านประธานครับ ๓,๗๐๐,๐๐๐ เสียง
คุณจิรายุ อย่าไปล่วงล้ำพรรคอื่นครับ มิฉะนั้นจะมีการประท้วงแล้วก็โต้ตอบไปมา เพราะฉะนั้นผมคิดว่าเข้าเรื่องของคุณสมบัติ อนุญาตให้พูดได้เต็มที่เรื่องคุณสมบัติครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ คุณสมบัติเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐตามมาตรา ๙๘ (๑๕) ที่เป็น เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐหรือไม่ มันไปโยงเกี่ยวข้องกับคะแนนเสียงที่ประชาชนจะลงมติ และผมอยากจะบอกพี่น้องประชาชนที่นั่งดูโทรทัศน์อยู่ทางบ้าน เดี๋ยวช่วงขานคะแนน ท่านช่วยลงมติแทนพวกเราด้วยที่บ้านว่าพูดถึง พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นั้น เลือกหรือไม่เลือก ผมเชื่อว่าฟังมาตั้งแต่เช้าหลายท่านอาจจะฟังเป็นบางช่วงบางตอน ท่านประธานที่เคารพครับ คุณสมบัติของเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นั้น เห็นชัดเจนครับว่ามีข้อกังขาเยอะแยะมากมายหลากหลาย ไม่ใช่ในสภาแห่งนี้จะเป็น คนพูดเองเออเองนะครับ ท่านประธานครับ เราใช้วิธีการสอบถามไปยังหลากหลายหน่วยงาน โดยเฉพาะหน่วยงานสำคัญก็คือคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าคุณสมบัติของผู้ที่ได้รับการ เสนอชื่อของพรรคพลังประชารัฐที่ท่านบอกว่าท่านได้ ๘,๔๐๐,๐๐๐ คะแนน มีคุณสมบัติ ขัดตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ แปลความได้ว่าเราไม่สามารถใช้รัฐสภาแห่งนี้ลงมติได้ครับว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นั้นมีคุณสมบัติถูกต้องตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ หลังจากนั้น ท่านประธานครับ เราถามใครต่อ เราถามไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้ง ท่านประธานครับ เราไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจนท่านคณะกรรมการการเลือกตั้งท่านก็บอกว่าให้เป็นข้อสรุป ของที่ประชุมรัฐสภาท่านประธานครับ มันจึงเป็นที่มาของเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมาว่าเราเสนอให้ ท่านพิจารณาและวินิจฉัยว่าคุณสมบัติของผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อของพรรคพลังประชารัฐก็คือ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา มีคุณสมบัติถูกต้องตามกฎหมาย ตามมาตรา ๙๘ (๑๕) หรือไม่ เพราะฉะนั้นเวลาที่ท่านอภิปรายกัน ท่านบอกว่าประชาชนเลือกมา ๘,๐๐๐,๐๐๐ เสียง ถ้ารวมเสียงไม่เอาประยุทธ์ จันทร์โอชา ๒๐ กว่าล้านเสียง ก็หมายความว่า พรรคพลังประชารัฐ ท่านบอก ๘ ,๐๐๐,๐๐๐ เสียง ไม่ใช่แล้วครับ เพราะตอนหาเสียง เลือกตั้งพรรคประชาธิปัตย์ก็พูดไว้ชัด ๆ พรรคภูมิใจไทยก็พูดไว้ ชัดเจนเหมือนกันครับ ผมก็ได้ยิน ๒ หูเหมือนกันท่านประธาน เพราะฉะนั้นคำว่า คุณสมบัติของนายกรัฐมนตรี ที่เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายกันตั้งแต่ช่วงเช้า มันค่อนข้างชัดเจนครับว่ามันขัด และที่สำคัญ สมาชิกวุฒิสภาผู้ทรงเกียรติที่นั่งอยู่ทางด้านซ้ายผม วันนี้ถ้าเกิดท่านยกมือท่านต้องรับผิดชอบ ร่วมกันนะครับ วันดีคืนดีผ่านไป ๒ ปี ๓ ปี ๔ ปี ๕ ปี บอกว่า คุณสมบัตินายกรัฐมนตรีขัด มันจะไปกันทั้งหมดเลยครับ
ประเด็นต่อมา ในเรื่องของคุณสมบัติของท่านนายกรัฐมนตรีปัจจุบันนี้ ที่ท่านเป็นว่าที่ ซึ่งแน่นอนครับคนดูอยู่ที่บ้านพูดไปก็ไลฟ์บอยเพราะอะไรท่านประธานครับ ผมก็ไม่อยากจะพูดหรอกครับ มันเหมือนกับการเปิดถ้วยแทงเลยท่านประธานครับ มันหมายความว่าอย่างไรก็แล้วแต่ ท่านประธานที่เคารพครับ ท่านเห็นอยู่แล้วว่า ๒๕๐ เสียง เอาล่ะครับ ผมให้สัก ๒ เสียงแล้วกัน ซึ่งถ้าเกิดมี ๒ เสียงท่านไม่โหวต พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผมจะไปกราบเท้าท่านให้ดู เพราะฉะนั้นท่านประธานที่เคารพกล้าเดิมพัน หรือไม่ครับ ถ้ามีนะครับ เดี๋ยวผมจะไปกราบเท้าโชว์ (Show) แต่ประเด็นที่น่าสนใจ ท่านประธานครับ ไม่ใช่แต่เฉพาะ กกต. เท่านั้นครับที่อธิบายความว่าให้รัฐสภาแห่งนี้ เป็นผู้วินิจฉัยกันเอง มีคดีความคดีหนึ่งซึ่งพี่น้องประชาชนอาจจะทราบบ้าง ไม่ทราบบ้างครับ คดีที่ท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ใช้ฝ่ายกฎหมายอะไรก็แล้วแต่ ที่เรียกผู้ที่มี ความคิดเห็นต่างไปรายงานตัว จำเลยผู้นี้ผมไม่เอ่ยชื่อก็แล้วกันท่านประธานครับ แต่เป็นศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกาออกไว้แล้ว จำเลยท่านนี้โต้แย้งครับบอกว่า ผู้ที่เรียกนี้ก็คือ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่ใช่เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ เพราะฉะนั้น ไม่มีอำนาจในการเรียกเขาไปรายงานตัวท่านประธานครับ แปลความได้อย่างไรครับ ก็หมายความว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ใช้อำนาจที่ไม่มีอำนาจอยู่ในอำนาจ ของตัวเอง ฟังแล้วก็ยิ่งงง แต่เวลาที่เราพึ่งบ้านนี้เมืองนี้ ท่านประธานครับ เราพึ่งใครครับ ศาลพระภูมิหรือครับ ไม่ได้ครับ เต็มที่ทำได้ก็แค่แก้บน เราจึงพึ่งศาลยุติธรรมเพื่อที่จะเข้าไปร้องขอให้ท่าน ได้โปรดพิจารณา ศาลชั้นต้นท่านบอกว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ ตามมาตรา ๙๘ ซึ่งไม่มีคุณสมบัติในการลงสมัครเป็นบัญชีรายชื่ออันดับที่ ๑ ของพรรคการเมือง เท่านั้นยังไม่พอ ท่านประธานที่เคารพครับ มีการอุทธรณ์กันเกิดขึ้น ศาลอุทธรณ์ก็วินิจฉัยและมีคำพิพากษาเหมือนเดิมครับ ต่อมา ศาลฎีกาท่านก็มีคำวินิจฉัย ออกมาพิพากษายืน แปลความว่าอย่างไรครับ แปลความว่ามีข้อขัดแย้งเกิดขึ้น รองนายกรัฐมนตรีท่านหนึ่งครับ วันดีคืนดีท่านบอกว่าไม่เป็น วันดีคืนดีท่านเปลี่ยน บอกว่าเป็น ผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าตกลงแล้วเอาหลักการแบบไหนมาอธิบายให้กับ พี่น้องประชาชนครับ เพราะฉะนั้นวันนี้ท่านประธาน ไม่มีเหตุเป็นอย่างอื่นเลยท่านจะต้อง วินิจฉัยว่า คุณสมบัติของผู้ที่จะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีที่จะโหวตกันในคืนนี้ ขัดคุณสมบัติหรือไม่ นั่นคือประเด็นที่ ๑
ท่านประธานที่เคารพครับ ในประเด็นที่ ๒ ซึ่งแน่นอนพี่น้องประชาชนสัมผัสได้ ผมก็สัมผัสได้เช่นเดียวกันครับ ท่านประธานอาจจะไม่ทราบอารมณ์ของคนโดนจับขัง หรอกครับ ผมนี่โดนเต็ม ๆ เอาผมขึ้นรถไปขังอยู่ค่ายทหารสระบุรี ลูกเมียผมก็มี ลูกผมก็เล็ก เมียผมก็เด็ก ท่านประธานครับ เป็นห่วงกันตลอดทั้งวัน ผมหายไป ๕-๖ วัน ไม่เป็นไรครับ ช่างเขา แต่ที่ผมอยากจะพูดท่านก็คือเรื่องของมาตรา ๑๖๐ (๕) คำว่า จริยธรรมร้ายแรง ที่มันไม่ควรจะอยู่ในคุณสมบัติของผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรี มันมีอะไรบ้าง ท่านประธานที่เคารพครับ เพื่อนสมาชิกหลายท่านอภิปรายกันหลากหลายครับ ผมก็หยิบ ประเด็นที่อาจจะมีบ้าง ไม่มีบ้าง ท่านนายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ท่านก็เป็น สไตล์ (Style) ของท่าน ไม่ว่ากันครับ ตอนท่านเป็น ผบ.ทบ. มันก็อย่างนี้แหละครับ เอ้ย เข้าใจไหมนี่ ไม่เข้าใจเหรอ ปัทโธ่ เดี๋ยวปั๊ดจับขัง เป็นเรื่องปกติท่านเป็นผู้บัญชาการ ทหารบก แต่พอท่านแปรสภาพเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีแล้วนี่ ท่านต้องถอดหัวโขน ความเป็น ผบ.ทบ. ออกไป ผมเป็นผู้สื่อข่าวมาตั้งแต่เรียนจบมหาวิทยาลัย ผมไม่เคยเจอ ผบ.ทบ. หรือว่านายกรัฐมนตรีท่านพูดแบบนี้นะครับ ยกตัวอย่างเช่น ท่านประธานที่เคารพ ๑๕ กันยายน ๒๕๕๗ สื่อมวลชนถามบอกว่า ท่านคะ ราคายาง ๙๐ ถึง ๑๐๐ บาทนี่ ขายได้ไหมคะ ท่านตอบว่าอย่างไรรู้หรือไม่ครับ ปลูกกันเข้าไป วันหน้าก็ไปขายโน่น ดาวอังคาร หน้าที่สื่อมวลชนมีหน้าที่ถาม ท่านประธานครับ ถ้าท่านเป็นผู้นำประเทศ ท่านก็ต้องมีหน้าที่ตอบ อารมณ์ท่านจะฉุนเฉียวอย่างไรก็สุดแท้แล้วแต่ท่าน แต่ท่านเป็น ผู้หลักผู้ใหญ่ ท่านต้องควบคุมได้โดยเฉพาะท่านอายุ ๖๐ ปี ถือว่าเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ สมาธิท่าน ต้องแน่น มันจะไปเข้าข่ายในมาตราที่ผมว่ามาตรา ๙๘ (๑๕) ท่านประธานที่เคารพครับ ท่านลองเข้ากูเกิล (Google) ดูนะครับ คำว่า นายกฯ เป็นคนตลก คำนี้ขึ้นมาเป็นทอปพิก (Topic) ที่ฮิตมากท่านประธานครับ นายกฯ เป็นคนตลก ไม่รู้ตลกจริงหรือเปล่า วันดีคืนดี ท่านทานกล้วยท่านก็โยนหวีใส่ข้างบน ท่านนายกรัฐมนตรีชวน หลีกภัย ท่านเคยเป็นอดีต นายกรัฐมนตรีท่านเคยเห็นไหมล่ะครับ นายกรัฐมนตรีที่มีลักษณะเช่นนี้ ไม่ว่าท่านอีกครับ ถ้าท่านเป็น ผบ.ทบ. เป็นการปกครองของทหาร ซึ่งต้องดูแลผู้ใต้บังคับบัญชาว่าไปครับ ถ้าสั่งไม่รู้เรื่องเดี๋ยวนายร้อย นายพันไม่เชื่อฟัง อันนี้ไม่มีปัญหาครับ เพราะท่านอยู่ในหน้าที่ ของท่าน แต่ถ้าท่านมาอยู่ในสังคมของประเทศไทยซึ่งประเทศไทยเป็นประเทศที่ดีงาม สุภาพเรียบร้อย ผู้หลักผู้ใหญ่ให้ความเคารพนับถือ ไม่ใช่ผู้หลักผู้ใหญ่เดินเตะกระโถนด่าเด็ก ใครเอากระโถนมาวางซุ่มซ่าม แต่พอเด็กเตะด่าเด็ก แต่ผู้ใหญ่เตะบอกเอากระโถนมาวาง ซุ่มซ่าม อย่างนี้ไม่ได้ท่านประธานที่เคารพครับ ที่ผมบอกว่าท่านว่าที่นายกรัฐมนตรี นี่ผมกล้าพูดว่าที่เลยนะครับ เพราะผมมั่นใจว่าพวกผมอภิปรายไปคอแหบคอแห้งอย่างไร ก็ผ่านท่านประธานครับ แต่พี่น้องประชาชนอยากจะรู้ว่านายกฯ เป็นคนตลกอย่างไร ต่อนะครับ ท่านนายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ท่านบอกว่าดูรายการวันศุกร์ กันน้อยลงนี่วันหลังจะให้ฉันทำอะไรกันดี เล่นลิเกดีไหม วันศุกร์นายกฯ เล่นลิเกดีไหม ท่านประธานที่เคารพครับ นี่เป็นข้อหนึ่งที่ผมบอกว่ามาตรฐานทางจริยธรรมตามมาตรา ๒๑๙ มันไม่อาจจะให้พวกเราแปลความเป็นอย่างอื่นได้ว่าทำไมเราจึงต้องเสนอธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ พูดอะไรมีครับ มีผม มีสุภาพ นักข่าวถามอะไรมาตอบไม่ได้ก็เฉย ๆ ไม่มีเหตุมีผลที่อะไร จะต้องไปดุด่าว่ากล่าวครับ เพราะอะไรท่านประธานครับ พวกผมก็เสียภาษีกัน ประชาชน ทั้งประเทศก็อยากฟังผู้นำประเทศที่จะกลับมามีความสวยงาม ปรากฏว่าท่านนายกรัฐมนตรี บอกว่าวันศุกร์ให้นายกรัฐมนตรีเล่นลิเกดีหรือไม่ ขอเถอะครับ อย่าเล่นเลยครับ แค่นี้ก็ประหยัดไฟกันคนปิดทีวีกันทั้งประเทศจะแย่อยู่แล้ว ต่อมา ๑๒ มกราคม ที่ผมบอกว่า ขัดต่อมาตรฐานทางจริยธรรมร้ายแรงตาม (๕) คืออะไร และพวกผมไม่สามารถที่จะเห็นชอบได้ ให้ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยได้ ๑๒ มกราคม ๒๕๕๙ ประชุมคณะรัฐมนตรี ออกมาจากห้องประชุมก็สไตล์ (Style) ท่านแหละครับ เดินกระฉับกระเฉงก็ดีครับ แต่เวลาท่านตอบสื่อมวลชนผมไม่รู้ว่าท่านไปกินดีหมี ดีเสือ หรือว่าหงุดหงิดที่บ้านมาหรืออย่างไร ท่านตอบว่าอย่างไรรู้หรือไม่ครับ ประชุมเรื่องยางตกต่ำ ท่านบอกว่าให้ไปทำถนน ท่านบอกว่าประโยชน์น้อยใช้งบประมาณเปลืองจะให้กูทำอย่างไรวะ ท่านอดีตนายกรัฐมนตรีชวน หลีกภัย ที่ผมติดตามไม่เคยหรอกครับ เต็มที่ท่านก็บอกว่า ยังไม่ได้รับรายงาน
กรุณาอย่าไปเปรียบเทียบครับ
นี่คือคำตอบที่น่ารักนะท่านประธานครับ เพราะว่าก็ยังไม่ได้รับรายงาน เพราะฉะนั้น ท่านประธานที่เคารพครับ เป็นคำหยาบผมขออภัย ถอนคำว่า กู นะครับ เด็ก ๆ เยาวชนที่ฟัง อยู่ทางบ้านอย่าเอาไปใช้ครับ ๑ มกราคม ๒๕๕๙ ท่านตอบกับตัวเองให้กับสื่อมวลชนฟัง ท่านบอกว่าปีหน้าผมจะให้ของขวัญกับตัวเอง จะพูดน้อยลง จะหงุดหงิดน้อยลง จะทำตัวเป็น กูด กาย (Good guy) ไม่แน่ใจว่าแปลว่าอะไรนะครับ แต่ผ่านไป ๑๑ วัน นี่พูด ๑ มกราคม วันขึ้นปีใหม่มันควรจะเป็นอะไรที่แบบแฮปปี นิว เยียร์ (Happy New Year) พี่น้อง ประชาชน ๑๒ มกราคม ท่านผู้นำประเทศที่กำลังจะถูกเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีในอีกไม่กี่ ชั่วโมงข้างหน้านี้ ท่านบอกว่าจะให้ทำอย่างไร นี่ผมพูดภาษาเรียบ ๆ แต่ผมเชื่อว่าพี่น้อง ประชาชนที่ดูโทรทัศน์นึกภาพออกว่าเวลาท่านพูดเป็นอย่างไร แล้วไปเข้าข่าย มาตรา ๒๑๙ ตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงอย่างไร ท่านประธานที่เคารพครับ ผมย้อนความ กลับไปอีกนิดเดียวในปี ๒๕๕๗ ครับ ทำไมผมจึงต้องอภิปรายในประเด็นนี้ในการสรุป เพราะว่าพี่น้องหลายท่านที่อภิปรายตั้งแต่เช้าอาจจะไม่ได้ลงรายละเอียดครับ มีนาคม ๒๕๕๗ ท่านฟังให้ดีคำนี้ เป็นคำที่คมมากและว่อนอยู่ในโลกโซเชียล เน็ตเวิร์ก (Social Network) คนที่เป็นผู้นำได้ต้องมีเกียรติ คนจะมีเกียรติได้ต้องมีได้ด้วยตัวเอง ต้องให้คนอื่น ให้เกียรติ แต่ถ้ายังใช้วิธีการเลว ๆ พูดจาหยาบคาย ใช้ศัพท์ฟังไม่ได้ คนแบบนี้หรือครับ ที่ท่านจะให้เขาเป็นใหญ่ เหมือนกับเราไปยกย่องคนดีให้มาเป็นผู้นำ นี่เป็นคำพูดของท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่เป็นไรคนเราเปลี่ยนกันได้ผมก็หวังว่าเช่นนั้น หลังจากนั้น ๒ มิถุนายน ๒๕๕๘ ผู้สื่อข่าวถามบอกว่าท่านคะ ท่านคิดว่าอย่างไรคะ ในการแก้ไขปัญหา ประเทศ ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติ ท่านประธานครับ ผมอยู่รัฐสภามา อยู่ทำเนียบรัฐบาลมา อยู่กระทรวงมาหลากหลายกระทรวง เพราะเป็นผู้สื่อข่าว ผมเห็นรัฐมนตรีเต็มที่ก็เดินหนี นี่แหละครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ตามมาตรา ๒๑๙ ที่ผมอภิปรายอยู่นี่มันเข้ามาตรฐาน ทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ซึ่งมันบังคับกับทุก ๆ ท่าน ท่านตอบว่าอย่างไรรู้หรือไม่ครับ ท่านตอบว่า อย่ามาพูดกับผม ทำอะไร คืออะไร โธ่ คิดอยู่ได้แค่นี้แหละไอ้ห่า ท่านประธาน ขอถอนคำว่า ไอ้ห่า เป็น อหิวาตกโรค ก็แล้วกันครับ คือเป็นคำพูดที่ท่านพูดไว้บันทึก อยู่ในสาธารณะ เพราะฉะนั้นผมขอถอนครับ ท่านประธานครับ แบ่งเขตเลือกตั้งจะตาย ตุ๊ดกันหรืออย่างไร นี่ผมดูดเสียงให้เลยนะ ท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นท่านประธาน ที่เคารพครับ เป็นบุคลิกของท่านไม่ว่ากันครับ แต่การเป็นผู้นำขึ้นมาแล้วมันต้องมีจริยธรรม จรรยาบรรณ และที่สำคัญไปกว่านั้นก็คือว่าท่านตอบได้ไหมว่ากระบวนการที่ท่านอยู่กันมาจนถึงปัจจุบันนี้ มันมาโดยชอบ ผมรู้สึกเสียเวลากับ ๕ ปีที่ผ่านมา ท่านประธานที่เคารพครับ วันแรกที่ท่าน ปฏิวัติรัฐประหาร พวกเราทั้งหลายบอกยอม มันมีม็อบ (Mob) มันมีโน่น นี่ นั่น ก็ว่ากันไป ชัตดาวน์ (Shutdown) กรุงเทพมหานคร ไม่อยากจะคิดหรอกว่าจัดตั้งไหม ไม่น่าหรอก แต่ก็มีการปฏิวัติเป็นที่เรียบร้อย เข้ามาแรก ๆ ท่านบอกว่าอย่างไรครับ เจตนารมณ์ แจ้งบอกว่าจะเข้ามาแก้ไขปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นและดำเนินการปฏิรูปในด้านต่าง ๆ โดยจะใช้เวลาอีกไม่นาน ขอเวลาอีกไม่นาน ท่านประธานจำเพลงนี้ได้ไหมครับ เปิดทุกเย็น ฟังกันจนแบบเพลงสมัยใหม่ไม่ท็อป ฮิต (Top hit) ติดชาร์ต (Chart) เท่ากับเพลง ท่านนายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์
ท่านจิรายุกรุณาให้อยู่ในข้อหนึ่งข้อใด ใน ๘ ข้อ ถ้าเลยไปกว่านั้นเดี๋ยวจะมีปัญหาตามมา เชิญเลยครับ
ท่านประธานที่เคารพ ขออนุญาตต่อนะครับ คือประเด็นที่ผมไม่สามารถที่จะยกมือให้กับ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ เพราะว่ามันมีกระบวนการคิดมาตั้งแต่ ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ จนมาถึงวันนี้ ๑๐ ท่านประธานครับ ยกตัวอย่างเช่น วันดีคืนดีท่านก็ร่างรัฐธรรมนูญ มีอาจารย์ท่านหนึ่งผมรู้จักดีครับ อยู่ดี ๆ ท่านก็โหวตกันไม่ผ่าน และท่านก็ออกมาให้ สัมภาษณ์บอกว่าพวกเขาอยากอยู่ยาว แปลความหมายได้อย่างไรละครับ ก็หมายความว่า ท่านได้เขียนกระบวนการที่จะมาถึงวันนี้ ท่านเอื้อประโยชน์หรือไม่อย่างไร ที่สำคัญ ไปกว่านั้นวันนี้ผมอยากจะบอกท่านสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งผมได้ท้าทายท่านไปแล้ว ถ้าท่านใด คิดว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่เหมาะสม ท่านโหวตงดออกเสียงก็ได้ครับ แต่สาระสำคัญ
คุณจิรายุครับ ขออีกครั้งหนึ่งกรณี ที่ไปพาดพิงถึงวุฒิสภา ไม่อย่างนั้นเดี๋ยววุฒิสภาเขาลุกขึ้นมาพูดต่อ เดี๋ยวจะมีปัญหายาวไป อย่าไปแตะต้องเลยครับ เอาเนื้อหาใน ๑-๘ เรื่องคุณสมบัติ อนุญาตทุกข้อถ้าเกี่ยวข้อง เชิญเลยครับ
ประธานที่เคารพครับ จริง ๆ แล้ววันนี้อภิปรายกันก็เป็นสิทธิของหลากหลายท่าน สมาชิกวุฒิสภาท่านก็อภิปรายสนับสนุน จริง ๆ แล้วผมอยากจะได้ยินท่านอภิปรายสนับสนุน คุณธนาธรบ้าง แล้วก็อยากจะฟังอธิบายว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่เหมาะอย่างไร ซึ่งการอภิปรายในวันนี้ในโลกประชาธิปไตยท่านฟังอยู่ข้างนอก ทีมงานท่านไม่ต้องไปเล่า รายละเอียดหรือว่าไปเพ็ดทูลให้มันเรื่องเยอะ ท่านฟังไว้ว่าสมาชิกรัฐสภาในฐานะประชาชน ที่จะเป็นองค์พิธีกรรมให้ท่านได้เป็นนายกรัฐมนตรีเขามีความคิดเห็นอย่างไร ท่านก็จะได้ แก้ไขและปรับปรุงตัวกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีจะได้พูดกับสื่อมวลชนเพราะ ๆ สวัสดีจ้า วันนี้ไม่มีคำถามนะ ยังไม่ได้รับรายงานจ๊ะ คือประเทศมันได้เดินหน้า ท่านประธานครับ
เอาไว้แนะนำตอนลงมติแล้วครับ
ที่ผมพูด ผมไม่ได้ไปเสียดสีท่านประธาน แต่ผมชอบนะครับท่านประธาน คนเป็น นายกรัฐมนตรีต้องแบบท่านชวนนี่ ผมเห็นท่านตั้งแต่เมื่อวานนั้นที่โหวต ผมก็ปลื้มแล้ว ท่านประธานครับ ๕๐ กว่าเสียงเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎรนี้ถือว่าที่สุดของประเทศไทย ยินดีกับท่านครับ แต่ที่อยากจะบอกท่านก็คือว่าวันนี้บ้านเมืองขับเคลื่อนได้ เอาละให้ลอง มาแล้ว ๕ ปี เดี๋ยวจะให้ลองต่ออีก ๒ หรือ ๓ ปี หรือ ๔ ปี ถ้าท่านคิดว่าท่านไปได้ ถ้าท่าน ทำความดี ท่านมีความตั้งใจ เอาละท่านอาจจะพูดจาไม่ไพเราะเสนาะหูก็ไม่ว่ากันครับ แต่ท่านอย่าลืมนะประเทศไทยไม่ได้อยู่ในประเทศเดียวในโลกใบนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ เวลานายกรัฐมนตรีพูดอะไรก็แล้วแต่มันถูกแปลเป็นภาษาอังกฤษ ซึ่งผมก็ฟิช ๆ สเน็ก ๆ ท่านประธานครับ งู ๆ ปลา ๆ พอฟังได้ ฝรั่งต่างชาติพาดหัวข่าวผมไม่อยากให้ผู้นำประเทศผม ไปถูกเรียกขานแบบตัวตลกในเวทีโลก และเดี๋ยวนี้โลกโซเชียล (Social) มันเยอะ ท่านประธานครับ ท่านทำผิดพลาดอะไรก็สุดแท้แล้วแต่ท่าน ท่านประธานที่เคารพครับ สุดท้ายผมอยากจะขมวดปม เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา รัฐสภามีผู้เสนอให้อภิปรายในประเด็น คุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีว่าขัดตาม รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๐ หรือไม่ รัฐสภาจึงมีอำนาจในการวินิจฉัยว่าผู้ถูกเสนอชื่อเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมานี้ถูกต้องหรือไม่ สรุปสุดท้าย ๓๐ วินาที ผมขอให้ท่านประธานที่ประชุมรัฐสภาแห่งนี้ได้โปรดวินิจฉัยตาม มาตรา ๑๕๙ หลากหลายวงเล็บ และมาตรา ๙๘ หลากหลายวงเล็บเช่นเดียวกัน และมาตรา ๒๗๒ ว่าผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อ ๑. นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ๒. พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นผู้มีคุณสมบัติหรือไม่ก่อน ก่อนที่จะลงมติ เพราะถ้าตราบใดที่ท่านประธานยังไม่ได้วินิจฉัย หมายความว่าที่ประชุมสภาแห่งนี้รับผิดชอบร่วมกันครับ เพราะว่าถ้าท่านไม่วินิจฉัย หมายความว่าท่านปล่อยผ่านเลย ลงมติโหวตเลยไม่ได้ เพราะเรายังไม่รู้เลยว่าผู้ที่ได้รับการ เสนอชื่อตกลงแล้วท่านเป็นผู้มีคุณสมบัติหรือไม่ และขัดมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ตามมาตราต่าง ๆ ที่ผมและเพื่อนสมาชิกได้อภิปรายไปตั้งแต่เช้าหรือไม่ เพราะฉะนั้นขอให้ ท่านประธานวินิจฉัยและผมขอจบการอภิปรายปล่อยให้ประเทศอยู่ภายใต้การดำเนินงาน ของว่าที่นายกรัฐมนตรีคนต่อไปครับ ขอขอบพระคุณครับ
ขอบคุณจิรายุครับ จบตามข้อตกลง แต่ว่ามีจดหมายฉบับหนึ่งซึ่งผมขออนุญาตเพื่อเป็นเกียรติแก่ท่าน คือท่านอิทธิรัตน์ จันทรสุรินทร์ ท่านจะขออภิปรายสัก ๑-๒ นาที แต่ว่าเนื่องจากท่านมาจากพรรคซึ่งได้ อภิปรายมากแล้ว ซึ่งต่างกับคุณนิคมเป็นพรรคคนเดียวขออนุญาตให้พูดไป ๕ นาที ตอนนี้ ก็ถือว่าจบตามข้อตกลง ผมไม่อนุมัตินะครับ ขออภัยด้วยครับ ก็จบการอภิปรายทั้งหมด
(นายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกวุฒิสภาแบบสรรหา ได้ยืนและยกมือขึ้น)
ประท้วง เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกรัฐสภา ขอประท้วง ท่านผู้อภิปราย ผิดข้อบังคับ ข้อ ๔๓ คือให้ข้อเท็จจริงเรื่อง กกต. บิดเบือน ใส่ร้าย ซึ่งไม่เป็น ความจริง ขอให้ข้อมูลกับท่านประธานเพื่อให้สมาชิกได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้อง
ขอเวลา ๑ นาทีได้หรือไม่ครับ
สั้น ๆ ครับ ท่านผู้อภิปราย สักครู่ใช้เวลาใกล้เคียงกับผม ที่อภิปรายตอนแรก ตอนนี้ก็ใช้เท่ากัน ผมไม่ได้ประท้วงท่านเลย เรื่องเวลา แต่ท่านประท้วงผมครับท่านประธาน
ท่านเสรีอธิบายตรงประเด็นที่เขา พาดพิงเถอะครับ
พูดให้ทราบครับ ข้อ ๒ ครับท่านประธาน ที่ กกต. ท่านอภิปรายว่า กกต. ไม่ได้พิจารณาในเรื่องคุณสมบัติ ของท่านนายกรัฐมนตรีที่มีผู้ยื่นเสนอไป แล้วท่านก็บอกว่าให้รัฐสภาเป็นผู้วินิจฉัย ซึ่งโดยถูกต้องแล้ว กกต. เขาได้มีมติไปแล้วด้วยเสียงเป็นเอกฉันท์ เห็นว่าการประกาศชื่อ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีชอบด้วยกฎหมาย เป็นไปตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ปี ๒๕๖๐ มาตรา ๘๘ มาตรา ๘๙ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มาตรา ๑๓ และมาตรา ๑๔ เพราะฉะนั้นถ้าให้ข้อมูลผิดก็จะกลายเป็นว่า กกต. ไม่ได้วินิจฉัย เขาก็เสียหาย สภาก็ได้ข้อมูลที่คลาดเคลื่อน ประการที่ ๒ ที่ท่านพาดพิงถึง ส.ว. ที่ท่านประธานบอกว่า
พอแล้วนะครับ ท่านเสรีครับ ผมได้พูดไปแล้วครับ ผมได้ห้ามท่านแล้วครับ ไม่ต้องต่อ
นิดเดียวครับ ด้วยความเคารพ มิได้ครับ ไม่ใช่ประเด็นนั้น ท่านบอกว่าที่ ส.ว. อภิปรายไป อยากได้ยิน สนับสนุนอภิปรายคุณธนาธรบ้าง แต่ยังไม่มีท่านใดสนับสนุน ก็เลยขอกราบเรียนสั้น ๆ ครับ ท่านประธานว่า ส.ว. ที่อภิปรายแล้ว แต่ในส่วนของท่านที่เสนอชื่อคุณธนาธรนั้น ผมยังไม่เห็นว่ามีท่านใดสนับสนุนเลยครับ ขอบพระคุณครับ
เข้าใจครับ ผมได้ทักท้วงให้แล้ว ตั้งแต่ตอนต้นเลยครับ ถือว่าจบการอภิปรายแล้วนะครับ
ท่านประธานครับ ขออนุญาตใช้สิทธิพาดพิงนิดเดียวครับ ในประเด็นที่ประท้วงนิดเดียวสั้น ๆ ท่านประธานครับ
เชิญ ๑ นาทีครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ จิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ คือผมบอกว่าคณะกรรมการการเลือกตั้งได้มีการวินิจฉัยตาม มาตรา ๙๘ (๑๕) มาแล้ว เพียงแต่ว่า กกต. ไม่ชี้ชัด ถ้าท่านไปดูข่าวรองเลขาธิการ กกต. ท่านก็เคยให้สัมภาษณ์ว่ามันเป็นเรื่องของรัฐสภา เรื่องของรัฐสภาอย่างไร ท่านประธานครับ มาตรา ๑๕๙ ให้สภาผู้แทนราษฎรให้ความเห็นชอบของบุคคลซึ่งสมควรได้รับตำแหน่ง เป็นนายกรัฐมนตรีจากบุคคลซึ่งมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๑๖๐ พูดง่าย ๆ ก็คือ กกต. ไม่สามารถที่จะวินิจฉัยและฟันธงได้เอาภาษาง่าย ๆ ก็แล้วกัน ไม่ต้อง ภาษากฎหมาย คือท่านไม่สามารถฟันธงได้ และท่านก็บอกว่าที่ประชุมรัฐสภาแห่งนี้จะเป็น ที่ประชุมที่จะวินิจฉัยในมาตรานี้ ผมพูดชัดนะครับ ท่านประธานครับ ขอบพระคุณครับ
พอนะครับ ผมขออนุญาตนะครับ เพื่อให้เป็นไปตามข้อตกลงของพวกเราก็จบการอภิปราย มีประท้วงนะครับ เชิญครับ ประท้วงเรื่องอะไรครับ
ผมปรึกษาหารือ แต่พอดีผมนั่งแล้วไม่รู้ท่านประธานเห็นหรือเปล่าครับผมยกมือ ผมขอแค่ ๑ นาทีครับท่านประธาน
ไม่ได้ครับ ถ้ายืนนี่ต้องถือประท้วงนะครับ ทำผิดข้อบังคับ
คือตอนแรกผมนั่งแล้วผมยกมือแล้วครับ ผมยกอยู่ประมาณ ๕ นาทีแล้วครับท่านประธาน
ท่านรังสิมันต์เรื่องจบไปแล้วครับ
คือผมแค่ ขอปรึกษาหารือจริง ๆ ครับท่านประธาน เป็นเรื่องทางกฎหมาย
พอแล้วครับ มิฉะนั้นจะมีของแถม อยู่เรื่อยครับ จบแล้วครับ ขออนุญาตที่ประชุมว่าต่อไปจะเป็นการพิจารณาให้ความเห็นชอบ บุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งมาตรา ๒๗๒ ของรัฐธรรมนูญกำหนดให้ กระทำในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาโดยการออกเสียงลงคะแนนเป็นการเปิดเผย คือให้เลขาธิการรัฐสภาเรียกสมาชิกตามลำดับอักษรและให้ออกเสียงลงคะแนน เป็นรายบุคคล ผมขออนุญาตเชิญสมาชิกรัฐสภา จำนวน ๖ คน เพื่อเป็นกรรมการตรวจนับ คะแนนนะครับ
ท่านประธานผมขอประท้วง
ประท้วงนะครับ ผมขอประกาศ ชื่อก่อนได้หรือไม่ครับ ผู้ที่เป็นกรรมการจะได้เตรียมตัวเดี๋ยวอนุญาตให้ท่านประท้วงครับ กรรมการนับคะแนน จำนวน ๖ ท่าน ๑. นางสาวไพลิน เทียนสุวรรณ พรรคพลังประชารัฐ ๒. นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ พรรคประชาธิปัตย์ ๓. นางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ พรรคเพื่อไทย ๔. พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ พรรคอนาคตใหม่ ๕. นางกอบกุล อาภากร ณ อยุธยา สมาชิกวุฒิสภา ๖. พลเอก กนิษฐ์ ชาญปรีชญา สมาชิกวุฒิสภา สำรอง นะครับ เผื่อว่าบุคคลทั้ง ๖ นั้นท่านใดท่านหนึ่งมีปัญหาขึ้นมาทำหน้าที่ไม่ได้ สำรองคือ นายอธิรัฐ รัตนเศรษฐ นางสาววชิราภรณ์ กาญจนะ นางสาวสรัสนันท์ อรรณนพพร นายชำนาญ จันทร์เรือง นายกรรณภว์ ธนภรรคภวิน อันนี้เป็นสำรอง ๕ ท่าน ก็เตรียมตัว นะครับ บุคคลที่ได้ประกาศชื่อไป ท่านประท้วง เชิญนะครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ จิรายุ ห่วงทรัพย์ครับ ไม่ได้ยื้ออะไรท่านประธานครับ เพราะว่า อย่างไรก็เข้าใจได้อยู่ แต่ว่าเดี๋ยวมันจะเสียระบบรัฐสภา ท่านประธานครับ เมื่อช่วงเช้า ที่ผ่านมาผมย้ำอีกครั้งนะครับ ให้วินิจฉัยคุณสมบัติของผู้ที่จะเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรี ทั้ง ๒ ท่าน ผมก็เสนอย้ำหลายครั้งให้ท่านประธานได้ช่วยวินิจฉัย ถ้าท่านประธานบอกว่า ไม่อยากวินิจฉัยหรือไม่วินิจฉัยท่านประธานก็พูดให้ชัดครับ ผมก็จะได้ยกมือโหวตกันต่อไป ในเรื่องการเลือกนายกรัฐมนตรีและที่ประชุมจะได้บันทึกไว้ครับว่าท่านประธานไม่ได้วินิจฉัย ในคุณสมบัติของผู้สมัครนายกรัฐมนตรีครับ
ระเบียบวาระการประชุมเป็นไป ตามลำดับครับ ท่านจิรายุครับ ถือว่าจบแล้วครับ ต่อไปนี้ก็เป็นกระบวนการที่จะต้อง นับคะแนนต่อไป ขอขอบพระคุณครับ
ก็ขออนุญาตให้ที่ประชุมได้บันทึกไว้ว่าท่านประธานรัฐสภาไม่ได้วินิจฉัยตามที่สมาชิก ได้ร้องขอตั้งแต่ช่วงเช้า ขอขอบพระคุณครับ
จบแล้วนะครับ ขอเรียนว่าอย่างนี้ การลงคะแนนโดยวิธีเรียกชื่อสมาชิกตามลำดับอักษรนั้นถ้าเป็นกรณีเสนอท่านเดียว ก็คงไม่มีปัญหานะครับ เห็นชอบ หรือ ไม่เห็นชอบ แต่เนื่องจากกรณีนี้มีการเสนอ ๒ ท่าน คือ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา และนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ดังนั้นการลงมติจึงขอว่า เมื่อเลขาธิการรัฐสภาเรียกชื่อท่านนะครับ กรุณามาที่ไมโครโฟนนะครับ แล้วท่านไม่ต้อง ประกาศชื่อตัวเองอีกนะครับ จะประหยัดเวลาไปได้เยอะเลยครับ แล้วก็ลงมติว่าเอ่ยชื่อ ผู้ที่ท่านสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรีนะครับ ท่านสนับสนุนผู้ใดก็เอ่ยชื่อท่านนั้น จะประหยัดเวลาไปได้มากครับ
ขออนุญาตท่านประธานครับ ผมขออนุญาตประท้วงท่านประธานครับ
เชิญเลยครับ
ผม พิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ วันนี้ประชาชนต้องการทราบว่าสมาชิกท่านใดสนับสนุนว่าที่นายกรัฐมนตรี ท่านใด จำเป็นจะต้องเอ่ยชื่อและพรรคด้วยครับ ถึงช้าก็ต้องช้าครับ ต้องการความชัดเจนครับ พี่น้องประชาชนฟังอยู่ว่าท่านใด พรรคไหนสนับสนุนว่าที่นายกรัฐมนตรีท่านใด จำเป็นครับ ท่านประธานครับ เราอยู่มาตั้งแต่เช้า
เลขาธิการจะเป็นผู้อ่านชื่อครับ และผู้นั้นก็จะบอกว่าเลือกผู้ใด ประชาชนจะรู้อยู่แล้วครับ จึงไม่มีความจำเป็นจะต้อง ประกาศชื่อตัวเองอีก มีการถ่ายทอดครับ ประชาชนก็รู้ว่าคนนั้นคือใครครับ ที่ผมเรียนนี้ เพราะผมเห็นว่าถ้าเราทำเหมือนกันมันจะทำให้เป็นระเบียบแล้วก็ประหยัด มิฉะนั้นจะมี ของแถม ชอบมาก เห็นชอบมาก เห็นชอบที่สุดอะไรแบบนี้ ไม่จำเป็น ขออย่างนี้นะครับ ด้วยความเคารพ
ท่านประธานที่เคารพครับ ขออนุญาตครับ เราจะได้ยินแต่เสียงครับ พี่น้องทางบ้านอยากจะ ดูหน้าว่าพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน คนไหน แล้วพรรคอะไร ท่านเลขาธิการรัฐสภาจะเอ่ยเฉพาะ ชื่อครับ
เขาจำความหล่อท่านพิเชษฐ์ได้ ไม่ต้องห่วงหรอกครับ
ขอบคุณครับ
ผมจำได้ ไม่ต้องห่วงครับท่านพิเชษฐ์ เรายึดหลักของการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพครับ แล้วเราจะประหยัดเวลาได้มาก เพราะมิฉะนั้นจะมีการมาประกาศก็เลยเอาอย่างกัน แล้วก็ไปกันใหญ่เลยนะครับ เพราะฉะนั้นขอให้เราใช้แนวอย่างนี้ เลขาธิการรัฐสภาอ่านชื่อสมาชิกชัด ๆ หน่อยนะครับ แล้วสมาชิกมายืนที่ไมโครโฟนแล้วกดแตะเบา ๆ นะครับ ไมโครโฟนเครื่องเสียงเมื่อคืนนี้ มาทดลองกันนะครับ แล้วประเดี๋ยวจะให้มีเครื่องเสียงประเภทไร้สายคือไมค์ลอย ให้พวกเรา ได้ใช้เพื่อประหยัดเวลาด้วยครับ ต่อไปผมขอนับองค์ประชุมนะครับ
ท่านประธาน ขออนุญาตปรึกษาหารือครับ ในฐานะเป็นกรรมการ ขออนุญาตนิดเดียวครับ ๑ นาทีครับ ขออนุญาตครับ ในฐานะเป็นกรรมการนับคะแนนครับ
ครับ
ผม พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ในฐานะที่ท่านประกาศ ชื่อผมเป็นกรรมการท่านหนึ่งนะครับ แล้วผมก็เคยขึ้นไปบนเวทีนี้มา ๒ ครั้งแล้ว สิ่งที่เห็น คือความไม่โปร่งใสบนเวที เพื่อป้องกันความไม่โปร่งใสนะครับ และเพื่อป้องกันกติกา ในการนับคะแนนครั้งนี้นะครับ สิ่งที่ผมอยากนำเสนอและปรึกษาท่านโดยอยากให้ท่านใช้ อำนาจในการลงคะแนนครั้งนี้ โดยเฉพาะการลงคะแนนครั้งนี้เป็นการลงคะแนนตาม มาตรา ๑๕๙ วรรคสาม ซึ่งจะต้องเปิดเผยนะครับที่กล่าวมาแล้ว แต่สิ่งสำคัญคือข้อบังคับ ของรัฐสภา ข้อ ๕๓ นี่ครับ ที่บอกให้ท่านเรียกชื่อและขานตัวอักษรตามนี้นะครับ สิ่งสำคัญ คือขานแล้วห้ามเปลี่ยน แก้ไม่ได้นะครับ นี่คือส่วนสำคัญนะครับ
ข้อนี้ถูกต้องครับ
เมื่อคราวที่แล้วมีการแก้ ขอแก้แล้วก็ทำให้เกิดการสับสน
การประท้วงไม่มีอะไรที่ผิดข้อบังคับนะครับ ส่วนการเลือกผู้ที่มาเป็นกรรมการนั้น ฝ่ายเลขาธิการรัฐสภาได้ประสานไปยังพรรค แล้วก็ทางพรรคแต่ละพรรคก็เสนอชื่อเข้ามา ไม่ใช่ว่าผมไปเลือกเอง โดยทางฝ่ายสภา จะประสานกับพรรคการเมืองต่าง ๆ ส่วนท่านใดที่ไม่พร้อมก็จะมีผู้ที่สำรองไว้ สำหรับท่าน พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ พรรคอนาคตใหม่นั้น ก็มีนายชำนาญ จันทร์เรือง เป็นผู้สำรองครับ จะประกาศไปตามลำดับตามระเบียบที่เราใช้อยู่ทุกครั้ง ไม่มีใครกระทำผิดได้ เพราะมีหลายพรรคเข้ามาเป็นกรรมการ อันนี้ก็ขอให้ได้เข้าใจ
(นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบ ก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุม)
ขอเชิญท่านเลขาธิการเริ่มดำเนินการ ตัวแทนของพรรคการเมืองพร้อมไหมครับ ขอนับองค์ประชุม ขออภัยด้วยครับ ขอนับ องค์ประชุมครับ
(เจ้าหน้าที่ทำการตรวจสอบองค์ประชุม)
ขอเรียนตัวเลขที่เปลี่ยนแปลงใหม่ คือเรามีสมาชิก ๗๕๐ คน แต่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรขณะนี้นับได้ ๔๙๘ คน เพราะว่า ๑. หยุดปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญ ๒. ท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ลาออก ก็เหลือเพียงเท่านี้นะครับ เพราะฉะนั้นองค์ประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง ตัวเลขกึ่งหนึ่งก็เป็น ๓๗๔ คน องค์ประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง ก็คือต้อง ๓๗๕ คนขึ้นไป ก็เรียนเพื่อนสมาชิกได้รับ ทราบด้วย กรรมการพร้อมหรือไม่ครับ ถ้าพร้อมท่านเลขาธิการรัฐสภาอ่านชัด ๆ ช้า ๆ แล้วให้สมาชิกลงคะแนนให้จบ ท่านขออนุญาตนะครับ ท่านที่รู้ลำดับชื่อ ท่านเตรียมตัวเอาไว้ ว่าจวนจะใกล้แล้วก็เดินออกมาที่ใกล้ไมโครโฟน เพื่อเวลาจะรวดเร็วขึ้นครับ ขอบพระคุณครับ
๑. นายกนก ลิ้มตระกูล
ผมขอย้ำอีกครั้งหนึ่ง ท่านสมาชิก ประกาศชื่อบุคคลที่ท่านสนับสนุนนะครับ
คุณธนาธรครับ
๒. นายกนก วงษ์ตระหง่าน
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๓. พลเอก กนิษฐ์ ชาญปรีชญา
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๔. นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ครับ
๕. นายกรณ์ จาติกวณิช
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๖. นางกรณิศ งามสุคนธ์รัตนา
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ค่ะ
๗. นายกรรณภว์ ธนภรรคภวิน
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๘. นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล
พลเอก ประยุทธ์ ครับ
๙. นายกรุงศรีวิไล สุทินเผือก
ท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับผม
๑๐. นายกฤติดนัย สันแก้ว
คุณธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ครับ
๑๑. นายกฤษฎา ตันเทอดทิตย์
คุณธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ครับ
๑๒. นายกฤษณ์ แก้วอยู่
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๑๓. พลตรี กลชัย สุวรรณบูรณ์
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๑๔. นายกล้านรงค์ จันทิก
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๑๕. นางสาวกวินนาถ ตาคีย์
คุณธนาธรครับ
๑๖. นายกษิดิ์เดช ชุติมันต์
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๑๗. นายกษิดิศ อาชวคุณ
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๑๘. นางกอบกุล อาภากร ณ อยุธยา
(กรรมการตรวจนับคะแนน)
๑๙. นายกัญจน์พงศ์ จงสุทธนามณี
คุณธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
๒๐. นางกันตวรรณ ตันเถียร
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๒๑. นางสาวกัลยา รุ่งวิจิตรชัย
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๒๒. คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๒๓. นางกาญจนารัตน์ ลีวิโรจน์
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๒๔. นางสาวกานต์กนิษฐ์ แห้วสันตติ
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๒๕. นายการุณ โหสกุล
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
๒๖. นายกำพล เลิศเกียรติดำรง
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๒๗. นายกิตติ วะสีนนท์
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๒๘. นายกิตติ สมทรัพย์
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
๒๙. นายกิตติกร โล่ห์สุนทร
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
๓๐. นายกิตติชัย เรืองสวัสดิ์
คุณธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
๓๑. นางสาวกิตติ์ธัญญา วาจาดี
ท่านธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
๓๒. นายกิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์
ท่านธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
๓๓. นายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๓๔. นางสาวกุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
๓๕. นางสาวกุลวลี นพอมรบดี
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๓๖. นายกูรดิสถ์ จันทร์ศรีชวาลา
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๓๗. นายกูเฮง ยาวอหะซัน
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
๓๘. นายเกรียงศักดิ์ ฝ้ายสีงาม
คุณธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
๓๙. นายเกษม ศุภรานนท์
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๔๐. นายเกษม อุประ
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
๔๑. นายเกษมสันต์ มีทิพย์
คุณธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
๔๒. นายเกียรติ สิทธีอมร
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๔๓. นายเกียรติ เหลืองขจรวิทย์
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๔๔. นายเกียว แก้วสุทอ
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๔๕. นายเกื้อกูล ด่านชัยวิจิตร
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๔๖. นายโกวิทย์ พวงงาม
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๔๗. นายโกศล ปัทมะ
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
๔๘. นายไกรสิทธิ์ ตันติศิรินทร์
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๔๙. นายไกลก้อง ไวทยการ
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
๕๐. นายขจิตร ชัยนิคม
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
๕๑. นายขวัญชาติ วงศ์ศุภรานันต์
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๕๒. นายขวัญเลิศ พานิชมาท
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ครับ
๕๓. นายเขตรัฐ เหล่าธรรมทัศน์
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๕๔. นายคงกฤษ ฉัตรมาลีรัตน์
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๕๕. นายคฑาเทพ เตชะเดชเรืองกุล
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๕๖. นายคมเดช ไชยศิวามงคล
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ครับ
๕๗. นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ครับ
๕๘. นายคารม พลพรกลาง
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ครับ
นายคำนูณ สิทธิสมาน
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๖๐. นายคำพอง เทพาคำ
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ครับ
๖๑. นายคุณากร ปรีชาชนะชัย
คุณธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ครับ
๖๒. นายจเด็จ อินสว่าง
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๖๓. นายจตุพร เจริญเชื้อ
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ครับ
๖๔. นายจรัส คุ้มไข่น้ำ
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ครับ
๖๕. นายจรัสฤทธิ์ จันทรสุรินทร์
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ครับ
๖๖. นายจรินทร์ จักกะพาก
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๖๗. พลโท จเรศักณิ์ อานุภาพ
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๖๘. ร้อยเอก จองชัย วงศ์ทรายทอง
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๖๙. นางสาวจอมขวัญ กลับบ้านเกาะ
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ค่ะ
๗๐. นายจักรกฤษณ์ ทองศรี
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๗๑. พลตำรวจเอก จักรทิพย์ ชัยจินดา
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๗๒. นายจักรพรรดิ ไชยสาส์น
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ครับ
๗๓. นายจักรพล ตั้งสุทธิธรรม
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ครับ
๗๔. นายจักรพันธ์ พรนิมิตร
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๗๕. นายจักรัตน์ พั้วช่วย
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๗๖. หม่อมราชวงศ์จัตุมงคล โสณกุล
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๗๗. นายจาตุรงค์ เพ็งนรพัฒน์
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ครับ
๗๘. นายจารึก ศรีอ่อน
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ครับ
๗๙. นางสาวจารุวรรณ ศรัณย์เกตุ
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ค่ะ
๘๐. พลตำรวจโท จิตติ รอดบางยาง
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๘๑. นางสาวจิตภัสร์ ตั๊น กฤดากร
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ค่ะ
๘๒. นางจินตนา ชัยยวรรณาการ
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ค่ะ
๘๓. นายจิรชัย มูลทองโร่ย
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๘๔. นางจิรดา สงฆ์ประชา
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ค่ะ
๘๕. นายจิรทัศ ไกรเดชา
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ครับ
๘๖. พลเอก จิรพงศ์ วรรณรัตน์
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๘๗. นายจิรพงษ์ ทรงวัชราภรณ์
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ครับ
๘๘. นายจิรวัฒน์ ศิริพานิชย์
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ครับ
๘๙. นายจิรวัฒน์ อรัณยกานนท์
คุณธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ครับ
๙๐. นายจิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์
คุณธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ครับ
๙๑. นางสาวจิราพร สินธุไพร
คุณธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ค่ะ
๙๒. นายจิรายุ ห่วงทรัพย์
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ครับ
๙๓. นายจีรเดช ศรีวิราช
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๙๔. พลเอก จีระศักดิ์ ชมประสพ
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๙๕. นางจุฑาพัตธน์ เมนะสวัสดิ์
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
๙๖. นายจุติ ไกรฤกษ์
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๙๗. นางจุมพิตา จันทรขจร ท่านนี้ลาป่วย
๙๘. นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์
พลเอก ประยุทธ์ ครับ
๙๙. นายจุลพันธ์ โนนศรีชัย
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ครับ
๑๐๐. นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ครับ
๑๐๑. นายเจตน์ ศิรธรานนท์
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๑๐๒. นายเจน นำชัยศิริ
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๑๐๓. นายเจนวิทย์ ไกรสินธุ์
ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
๑๐๔. นางเจริญ เรี่ยวแรง
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๑๐๕. นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๑๐๖. นายฉลอง เทิดวีระพงศ์
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๑๐๗. นายฉลาด ขามช่วง
นายธนาธรครับ
๑๐๘. นางฉวีรัตน์ เกษตรสุนทร
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๑๐๙. พลเอก ฉัตรเฉลิม เฉลิมสุข
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๑๑๐. พลเอก ฉัตรชัย สาริกัลยะ
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๑๑๑. นายเฉลา พวงมาลัย
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๑๑๒. พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๑๑๓. นายเฉลิมชัย บุญยะลีพรรณ
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๑๑๔. นายเฉลิมชัย เฟื่องคอน
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๑๑๕. นายเฉลียว เกาะแก้ว
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๑๑๖. นางสาวชนก จันทาทอง
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
๑๑๗. นายชยุต ภุมมะกาญจนะ
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๑๑๘. นายชยุต สืบตระกูล
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๑๑๙. พลเอก ชยุติ สุวรรณมาศ
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๑๒๐. นายชลน่าน ศรีแก้ว
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
๑๒๑. นายชลิต แก้วจินดา
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๑๒๒. นายชวน หลีกภัย
งดออกเสียงครับ
๑๒๓. พันตำรวจตรี ชวลิต เลาหอุดมพันธ์
ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
๑๒๔. นายชวลิต วิชยสุทธิ์
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
๑๒๕. พลตำรวจเอก ชัชวาลย์ สุขสมจิตร์
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๑๒๖. นายชัชวาลล์ คงอุดม
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๑๒๗. นายชัย ชิดชอบ
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๑๒๘. นายชัยชนะ เดชเดโช
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๑๒๙. พลอากาศเอก ชัยพฤกษ์ ดิษยะศริน
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๑๓๐. นายชัยยันต์ ผลสุวรรณ์
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
๑๓๑. นายชัยวัฒน์ เป้าเปี่ยมทรัพย์
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๑๓๒. พลเรือเอก ชัยวัฒน์ เอี่ยมสมุทร
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๑๓๓. นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๑๓๔. นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๑๓๕. นายชาญวิทย์ ผลชีวิน
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๑๓๖. นายชาญวิทย์ วิภูศิริ
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๑๓๗. นายชาดา ไทยเศรษฐ์
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๑๓๘. พลเอก ชาตอุดม ติตถะสิริ
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๑๓๙. นายชำนาญ จันทร์เรือง
คุณธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
๑๔๐. นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๑๔๑. พลเรือเอก ชุมนุม อาจวงษ์
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๑๔๒. นายชุมพล จุลใส
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๑๔๓. นายชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
๑๔๔. นายชูศักดิ์ คีรีมาศทอง
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๑๔๕. พลเอก ชูศักดิ์ เมฆสุวรรณ์
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๑๔๖. นายชูศักดิ์ แอกทอง
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
๑๔๗. พลเอก เชวงศักดิ์ ทองสลวย
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๑๔๘. นายเชิงชาย ชาลีรินทร์
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๑๔๙. นายเชิดพงศ์ ราชป้องขันธ์
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
๑๕๐. ว่าที่ร้อยตรี เชิดศักดิ์ จำปาเทศ
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๑๕๑. นายเชิดศักดิ์ สันติวรวุฒิ
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๑๕๒. นายโชติพิพัฒน์ เตชะโสภณมณี
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
๑๕๓. นายโชติวุฒิ ธนาคมานุสรณ์
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๑๕๔. นายไชยวัฒนา ติณรัตน์
ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
๑๕๕. นายไชยา พรหมา
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
๑๕๖. นายซากีย์ พิทักษ์คุมพล
พลเอก ประยุทธ์
๑๕๗. นายซูการ์โน มะทา
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
๑๕๘. นางสาวญาณธิชา บัวเผื่อน
คุณธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
๑๕๙. พันตำรวจโท ฐนภัทร กิตติวงศา
คุณธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
๑๖๐. พลเรือเอก ฐนิธ กิตติอำพน
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๑๖๑. นายฐานิสร์ เทียนทอง
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๑๖๒. นายฐาปกรณ์ กุลเจริญ
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๑๖๓. นายฐิตินันท์ แสงนาค
สุภาพบุรุษ ประชาธิปไตย นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ครับ
๑๖๔. นางสาวฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ค่ะ
๑๖๕. นางสาวณธีภัสร์ กุลเศรษฐสิทธิ์
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
๑๖๖. พลเรือเอก ณรงค์ พิพัฒนาศัย
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๑๖๗. นายณรงค์ รัตนานุกูล
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๑๖๘. นายณรงค์ สหเมธาพัฒน์
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอขา ครับ
๑๖๙. นายณรงค์ อ่อนสอาด
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๑๗๐. นายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๑๗๑. นายณัฏฐพล จรัสรพีพงษ์
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๑๗๒. นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๑๗๓. พลเอก ณัฐ อินทรเจริญ
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๑๗๔. นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์
คุณธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ครับ
๑๗๕. นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ครับ
๑๗๖. นายณัฐพงษ์ สุปริยศิลป์
คุณธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ครับ
๑๗๗. นายณัฐพล สืบศักดิ์วงศ์
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ครับ
๑๗๘. นายณัฐวุฒิ กองจันทร์ดี
คุณธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ครับ
๑๗๙. นายณัฐวุฒิ บัวประทุม
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ครับ
๑๘๐. นายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๑๘๑. พลเอก ดนัย มีชูเวท
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๑๘๒. นายดล เหตระกูล
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๑๘๓. นางดวงพร รอดพยาธิ์
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ค่ะ
๑๘๔. นายดะนัย มะหิพันธ์
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ครับ
๑๘๕. นางสาวดาวน้อย สุทธินิภาพันธ์
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ค่ะ
๑๘๖. นายดำรงค์ พิเดช
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๑๘๗. นายดิเรกฤทธิ์ เจนครองธรรม
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๑๘๘. นายดุสิต เขมะศักดิ์ชัย
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๑๘๙. พลตำรวจเอก เดชณรงค์ สุทธิชาญบัญชา
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๑๙๐. นายเดชอิศม์ ขาวทอง
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๑๙๑. พลตำรวจโท ตรีทศ รณฤทธิวิชัย
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๑๙๒. พลอากาศเอก ตรีทศ สนแจ้ง
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๑๙๓. นางสาวตรีนุช เทียนทอง
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ค่ะ
๑๙๔. นายตวง อันทะไชย
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๑๙๕. นายตี๋ใหญ่ พูนศรีธนากูล
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ครับ
๑๙๖. นายไตรเทพ งามกมล
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๑๙๗. นายไตรรงค์ ติธรรม
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
๑๙๘. พลเอก ไตรโรจน์ ครุธเวโช
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๑๙๙. นายถนัด มานะพันธุ์นิยม
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๒๐๐. นายถวิล เปลี่ยนสี
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๒๐๑. นายถาวร เทพวิมลเพชรกุล
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๒๐๒. พลอากาศเอก ถาวร มณีพฤกษ์
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๒๐๓. นายถาวร เสนเนียม
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๒๐๔. พลตรี ทรงกลด ทิพย์รัตน์
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๒๐๕. นายทรงเดช เสมอคำ
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๒๐๖. นายทรงศักดิ์ ทองศรี
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๒๐๗. นายทวิรัฐ รัตนเศรษฐ
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๒๐๘. พลเอก ทวีป เนตรนิยม
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๒๐๙. นายทวีวงษ์ จุลกมนตรี
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๒๑๐. นายทวีศักดิ์ ทักษิณ
ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ครับ
๒๑๑. นายทศพร ทองศิริ
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ครับ
๒๑๒. นายทองแดง เบ็ญจะปัก
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ครับ
๒๑๓. นางทัศนา ยุวานนท์
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ค่ะ
๒๑๔. นางทัศนาพร เกษเมธีการุณ
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ค่ะ
๒๑๕. นางสาวทัศนีย์ บูรณปกรณ์
คุณธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ค่ะ
๒๑๖. นางทัศนียา รัตนเศรษฐ
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ค่ะ
๒๑๗. นายทายาท เกียรติชูศักดิ์
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ครับ
๒๑๘. ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๒๑๙. นายเทพไท เสนพงศ์
พลเอก ประยุทธ์ ครับ ร ๑/๒๕๖๒ (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) ศิริพร ๑๓๒/๔
๒๒๐. พลเอก เทพพงศ์ ทิพยจันทร์
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๒๒๑. นายเทวัญ ลิปตพัลลภ
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๒๒๒. นายเทอดพงษ์ ไชยนันทน์
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๒๒๓. นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ครับ
๒๒๔. นางเทียบจุฑา ขาวขำ
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ค่ะ
๒๒๕. พลเอก ธงชัย สาระสุข
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๒๒๖. นางสาวธณิกานต์ พรพงษาโรจน์
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ค่ะ
๒๒๗. นายธนกร ไชยกุล
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
๒๒๘. นางสาวธนพร โสมทองแดง ร ๑/๒๕๖๒ (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) ศิริพร ๑๓๒/๕
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ค่ะ
๒๒๙. นายธนยศ ทิมสุวรรณ
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๒๓๐. พลเอก ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๒๓๑. นายธนะสิทธิ์ โควสุรัตน์
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๒๓๒. นายธนัสถ์ ทวีเกื้อกูลกิจ
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
- ๑๓๓/๑ ร ๑/๒๕๖๒ (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) นำพร ๑๓๓/๑
๒๓๓. นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หยุดปฏิบัติหน้าที่ ๒๓๔. นายธรรมนัส พรหมเผ่า
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๒๓๕. นายธรรมวิชญ์ โพธิพิพิธ
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๒๓๖. พลเอก ธวัชชัย สมุทรสาคร
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๒๓๗. นายธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์
ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
๒๓๘. นายธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์
ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
๒๓๙. นายธานี สุโชดายน
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๒๔๐. นายธานี อ่อนละเอียด
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๒๔๑. นายธารา ปิตุเตชะ
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ร ๑/๒๕๖๒ (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) นำพร ๑๓๓/๒
๒๔๒. พลเอก ธีรเดช มีเพียร
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๒๔๓. นายธีรภัทร พริ้งศุลกะ
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๒๔๔. นางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
๒๔๕. นายธีระ ไตรสรณกุล
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
๒๔๖. นายธีระ วงศ์สมุทร
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๒๔๗. นายธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๒๔๘. นายธีรัจชัย พันธุมาศ
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
๒๔๙. นายนพ ชีวานันท์
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ร ๑/๒๕๖๒ (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) นำพร ๑๓๓/๓
๒๕๐. นายนพคุณ รัฐผไท
คุณธนาธรครับ
๒๕๑. นายนพดล แก้วสุพัฒน์
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๒๕๒. พลเรือเอก นพดล โชคระดา
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๒๕๓. นายนพดล มาตรศรี
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๒๕๔. พลเอก นพดล อินทปัญญา
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๒๕๕. นายนพพล เหลืองทองนารา
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
๒๕๖. นางสาวนภาพร เพ็ชร์จินดา
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
๒๕๗. นายนริศ ขำนุรักษ์
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ร ๑/๒๕๖๒ (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) นำพร ๑๓๓/๔
๒๕๘. ศาสตราจารย์นฤมล ภิญโญสินวัฒน์
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๒๕๙. นายนวัธ เตาะเจริญสุข
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
๒๖๐. นายนัทธี ถิ่นสาคู
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๒๖๑. นางนาที รัชกิจประการ
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๒๖๒. พลเอก นาวิน ดำริกาญจน์
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๒๖๓. นายนิกร จำนง
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๒๖๔. นายนิคม บุญวิเศษ
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
๒๖๕. นายนิติพล ผิวเหมาะ
คุณธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
๒๖๖. นายนิพนธ์ นาคสมภพ ร ๑/๒๕๖๒ (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) นำพร ๑๓๓/๕
๒๖๘. นายนิยม ช่างพินิจ
คุณธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ครับ
๒๖๙. นายนิยม วิวรรธนดิฐกุล
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ครับ
๒๗๐. นายนิยม เวชกามา
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ครับ
๒๗๑. นายนิรมิต สุจารี
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ครับ
๒๗๒. นายนิรันดร์ นาเมืองรักษ์
นายธนาธร
๒๗๓. นายนิรามาน สุไลมาน
คุณธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ครับ
๒๗๔. นายนิโรธ สุนทรเลขา
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๒๗๕. พลเอก นิวัตร มีนะโยธิน
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๒๗๖. นางนิสดารก์ เวชยานนท์
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ค่ะ
๒๗๗. นายนิอาแซ ซีอุเซ็ง
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๒๗๘.นายเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๒๗๙. นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ค่ะ
๒๘๐. นายบรรชา พงศ์อายุกูล
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๒๘๑. นายบัญญัติ เจตนจันทร์
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๒๘๒.นายบัญญัติ บรรทัดฐาน
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๒๘๓. นายบัลลังก์ อรรณนพพร
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ครับ
๒๘๔. นายบุญแก้ว สมวงศ์
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ครับ
๒๘๕. นายบุญฐิณ ประทุมลี
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ครับ
๒๘๖. พลเอก บุญธรรม โอริส
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๒๘๗. นายบุญมี สุระโคตร
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๒๘๘. นางบุญยิ่ง นิติกาญจนา
ท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ค่ะ
๒๘๙. นางบุญรื่น ศรีธเรศ
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ค่ะ
๒๙๐. นายบุญลือ ประเสริฐโสภา
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๒๙๑. นายบุญส่ง ไข่เกษ
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๒๙๒. พลเอก บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๒๙๓. นายบุญสิงห์ วรินทร์รักษ์
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๒๙๔. นางเบญจรัตน์ จริยธาราสิทธิ์
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ค่ะ
๒๙๕. นางสาวเบญจา แสงจันทร์
คุณธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ค่ะ
๒๙๖. นายปกรณ์ มุ่งเจริญพร
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๒๙๗. นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล
คุณธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ครับ
๒๙๘. นายปฐมพงศ์ สูญจันทร์
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๒๙๙. นายปดิพัทธ์ สันติภาดา
คุณธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ครับ
๓๐๐. หม่อมหลวงปนัดดา ดิศกุล
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๓๐๑. นายประกอบ รัตนพันธ์
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๓๐๒. พลอากาศเอก ประจิน จั่นตอง
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๓๐๓. นายประดิษฐ์ เหลืองอร่าม
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชาครับ
๓๐๔. นายประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ครับ
๓๐๕. นายประทวน สุทธิอำนวยเดช
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๓๐๖. นายประภัตร โพธสุธน
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๓๐๗. นางประภาศรี สุฉันทบุตร
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ค่ะ
๓๐๘. นายประภูศักดิ์ จินตะเวช
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ครับ
๓๐๙. นายประมนต์ สุธีวงศ์
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๓๑๐. นายประมวล พงศ์ถาวราเดช
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๓๑๑. นายประมาณ สว่างญาติ
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๓๑๒. ร้อยเอก ประยุทธ เสาวคนธ์
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๓๑๓. นางประยูร เหล่าสายเชื้อ
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ค่ะ
๓๑๔. นายประสงค์ บูรณ์พงศ์
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ครับ
๓๑๕. พลเอก ประสาท สุขเกษตร
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๓๑๖. นายประสิทธิ์ มะหะหมัด
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๓๑๗. นายประสิทธิ์ วุฒินันชัย
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ครับ
๓๑๘. นายประเสริฐ จันทรรวงทอง
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ครับ
๓๑๙. นายประเสริฐ บุญเรือง
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ครับ
๓๒๐. นายประเสริฐ ปิ่นปฐมรัฐ
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๓๒๑. นายประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ครับ
๓๒๒. พลตำรวจตรี ปรัชญ์ชัย ใจชาญสุขกิจ
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๓๒๓. นายปริญญา ช่วยเกตุ คีรีรัตน์
คนพิการกาย นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ครับ
๓๒๔. นายปริญญา ฤกษ์หร่าย
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๓๒๕. พลเอก ปรีชา จันทร์โอชา
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๓๒๖. นายปรีชา บัววิรัตน์เลิศ
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๓๒๗. นายปรีดา บุญเพลิง
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๓๒๘. นายปัญญา งานเลิศ
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๓๒๙. นายปัญญา จีนาคำ
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๓๓๐. พลเอก ปัฐมพงศ์ ประถมภัฏ
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๓๓๑. นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๓๓๒. นางสาวปารีณา ไกรคุปต์
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ค่ะ
๓๓๓. นางสาวปิยฉัฏฐ์ วันเฉลิม
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ค่ะ
๓๓๔. นายปิยบุตร แสงกนกกุล
คุณธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
๓๓๕. นายปิยพันธุ์ นิมมานเหมินท์
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๓๓๖. นายปิยวัฒน พันธ์สายเชื้อ
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ครับ
๓๓๗. นางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช
คุณธนาธรค่ะ
๓๓๘. พลเอก โปฎก บุนนาค
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๓๓๙. นางผ่องศรี แซ่จึง
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
๓๔๐. นางผาณิต นิติทัณฑ์ประภาศ
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ค่ะ
๓๔๑. นายไผ่ ลิกค์
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๓๔๒. พลโท พงศกร รอดชมภู
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ครับ
๓๔๓. นายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๓๔๔. นายพนิต วิกิตเศรษฐ์
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๓๔๕. นายพยม พรหมเพชร
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๓๔๖. นายพรชัย อำนวยทรัพย์
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๓๔๗. นายพรชัย อินทร์สุข
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๓๔๘. คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๓๔๙. นายพรเทพ วิสุทธิ์วัฒนศักดิ์
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
๓๕๐. พลเอก พรพิพัฒน์ เบญญศรี
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๓๕๑. นางสาวพรพิมล ธรรมสาร
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
๓๕๒. นายพรเพชร วิชิตชลชัย
งดออกเสียงครับ
๓๕๓. นางพรเพ็ญ บุญศิริวัฒนกุล
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
๓๕๔. นางพรรณสิริ กุลนาถศิริ
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๓๕๕. นางสาวพรรณิการ์ วานิช
ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
๓๕๖. นายพลเดช ปิ่นประทีป
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๓๕๗. นายพลภูมิ วิภัติภูมิประเทศ
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
๓๕๘. พลเรือเอก พะจุณณ์ ตามประทีป
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๓๕๙. นางสาวพัชรินทร์ ซำศิริพงษ์
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๓๖๐. นายพัฒนา สัพโส
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
๓๖๑. พลเรือเอก พัลลภ ตมิศานนท์
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๓๖๒. นายพาณุวัฒณ์ สะสมทรัพย์
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๓๖๓. นางพิกุลแก้ว ไกรฤกษ์
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๓๖๔. นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์
ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
๓๖๕. นางพิชชารัตน์ เลาหพงศ์ชนะ
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๓๖๖. นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
๓๖๗. นายพิเชษฐ สถิรชวาล
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๓๖๘. นายพิทักษ์ ไชยเจริญ
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๓๖๙. นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์
คุณธนาธร
๓๗๐. นายพิบูลย์ รัชกิจประการ
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๓๗๑. นางสาวพิมพ์พร พรพฤฒิพันธุ์
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๓๗๒. นางสาวพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๓๗๓. พลเอก พิศณุ พุทธวงศ์
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๓๗๔. นายพิศาล มาณวพัฒน์
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๓๗๕. นายพิษณุ พลธี
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๓๗๖. พลตำรวจโท พิสัณห์ จุลดิลก
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๓๗๗. พลเอก พิสิทธิ์ สิทธิสาร
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๓๗๘. นายพีรเดช คำสมุทร
คุณธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
๓๗๙. นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๓๘๐. นายพีระเพชร ศิริกุล
หมายเลข ๒ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
๓๘๑. นายพีระศักดิ์ พอจิต
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๓๘๒. นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๓๘๓. นายเพชร เอกกำลังกุล
นายธนาธร
๓๘๔. นางสาวเพชรชมพู กิจบูรณะ
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๓๘๕. นางสาวเพชรดาว โต๊ะมีนา
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๓๘๖. นายเพชรวรรต วัฒนพงศศิริกุล
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
๓๘๗. นางเพ็ญพักตร์ ศรีทอง
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๓๘๘. นายไพจิต ศรีวรขาน
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
๓๘๙. พลเอก ไพชยนต์ ค้าทันเจริญ
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๓๙๐. นายไพฑูรย์ หลิมวัฒนา
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๓๙๑. นายไพบูลย์ นิติตะวัน
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๓๙๒. นายไพโรจน์ พ่วงทอง
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๓๙๓. พลเอก ไพโรจน์ พานิชสมัย
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๓๙๔. นายไพโรจน์ โล่ห์สุนทร
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
๓๙๕. นางสาวไพลิน เทียนสุวรรณ
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๓๙๖. นายภณณัฏฐ์ ศรีอินทร์สุทธิ์
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
๓๙๗. นายภราดร ปริศนานันทกุล
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๓๙๘. นางสาวภริม พูลเจริญ
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๓๙๙. นางสาวภัทรา วรามิตร
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๔๐๐. นายภาคภูมิ บูลย์ประมุข
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๔๐๑. นายภาควัต ศรีสุรพล
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
๔๐๒. นายภาณุ อุทัยรัตน์
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๔๐๓. นางสาวภาดาท์ วรกานนท์
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๔๐๔. นายภานุ ศรีบุศยกาญจน์
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๔๐๕. นายภาสกร เงินเจริญกุล
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
๔๐๖. นายภิญโญ นิโรจน์
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๔๐๗. นายภูดิท อินสุวรรณ์
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๔๐๘. นายภูมิศิษฏ์ คงมี
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๔๐๙. นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๔๑๐. นายมณฑล โพธิ์คาย
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
๔๑๑. นายมณเฑียร บุญตัน
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๔๑๒. นายมณเฑียร สงฆ์ประชา
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๔๑๓. นายมนตรี ตั้งเจริญถาวร
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
๔๑๔. นายมนตรี ปาน้อยนนท์
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๔๑๕. นางมนพร เจริญศรี
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
๔๑๖. พลอากาศเอก มนัส รูปขจร
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๔๑๗. นายมนูญ สิวาภิรมย์รัตน์
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
๔๑๘. นายมหรรณพ เดชวิทักษ์
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๔๑๙. นางสาวมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๔๒๐. นายมานพ ศรีผึ้ง
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๔๒๑. นายมานะ โลหะวณิชย์
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
๔๒๒. นายมานะศักดิ์ จันทร์ประสงค์
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ครับ
๔๒๓. นายมานัส อ่อนอ้าย
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๔๒๔. นางมารศรี ขจรเรืองโรจน์
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
๔๒๕. พลเอก มารุต ปัชโชตะสิงห์
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๔๒๖. นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
๔๒๗. นางมุกดา พงษ์สมบัติ
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
๔๒๘. พลตำรวจเอก ยงยุทธ เทพจำนงค์
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๔๒๙. พันตำรวจตรี ยงยุทธ สาระสมบัติ
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชาครับ
๔๓๐. นายยงยุทธ สุวรรณบุตร
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๔๓๑. นายยรรยงก์ ถนอมพิชัยธำรง
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๔๓๒. นายยศวัฒน์ มาไพศาลสิน
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๔๓๓. พลเอก ยอดยุทธ บุญญาธิการ
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๔๓๔. พันตำรวจเอก ยุทธกร วงเวียน
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๔๓๕. นายยุทธนา ทัพเจริญ
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๔๓๖. นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
๔๓๗. นางสาวเยาวลักษณ์ วงษ์ประภารัตน์
คุณธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ค่ะ
๔๓๘. นายรงค์ บุญสวยขวัญ
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๔๓๙. นายรณเทพ อนุวัฒน์
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๔๔๐. นายรณวริทธิ์ ปริยฉัตรตระกูล
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๔๔๑. นายระวี มาศฉมาดล
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๔๔๒. นายระวี รุ่งเรือง
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๔๔๓. นายรังสรรค์ มณีรัตน์
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
๔๔๔. นายรังสรรค์ วันไชยธนวงศ์
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ครับ
๔๔๕. นายรังสิกร ทิมาตฤกะ
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๔๔๖. นายรังสิมันต์ โรม
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
๔๔๗. นางสาวรังสิมา รอดรัศมี
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๔๔๘. นายรัฐกิตติ์ ผาลีพัฒน์
นายธนาธรครับ
๔๔๙. นายรุ่งโรจน์ ทองศรี
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๔๕๐. นางสาวเรณู ตังคจิวางกูร
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๔๕๑. นายเรวัต วิศรุตเวช
คุณธนาธรครับ
๔๕๒. นางสาวละออง ติยะไพรัช
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
๔๕๓. นายลักษณ์ วจนานวัช
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๔๕๔. นางลินดา เชิดชัย
คุณธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
๔๕๕. พลเรือเอก ลือชัย รุดดิษฐ์
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๔๕๖. พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๔๕๗. พลเอก เลิศฤทธิ์ เวชสวรรค์
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๔๕๘. นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
๔๕๙. ว่าที่ร้อยตรี วงศ์สยาม เพ็งพานิชภักดี
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๔๖๐. นางสาววชิราภรณ์ กาญจนะ
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๔๖๑. นางสาววทันยา วงษ์โอภาสี
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๔๖๒. พลเอก วรพงษ์ สง่าเนตร
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๔๖๓. นายวรภพ วิริยะโรจน์
คุณธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
๔๖๔. นางสาววรรณวรี ตะล่อมสิน
คุณธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
๔๖๕. นางสาววรรณวิภา ไม้สน
ชัด ๆ นะคะ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ค่ะ
๔๖๖. นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์
พลเอก ประยุทธ์
๔๖๗. นายวรสิทธิ์ กัลป์ตินันท์
คุณธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
๔๖๘. นางวรารัตน์ อติแพทย์
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๔๖๙. นายวราวุธ ศิลปอาชา
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๔๗๐. พลเอก วราห์ บุญญะสิทธิ์
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๔๗๑. พลเอก วลิต โรจนภักดี
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๔๗๒. พลเอก วสันต์ สุริยมงคล
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๔๗๓. นายวัชรพล โตมรศักดิ์
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๔๗๔. นายวัชระ ยาวอหะซัน
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๔๗๕. นายวัชรา ณ วังขนาย
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
๔๗๖. นายวัฒนา ช่างเหลา
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๔๗๗. พลเอก วัฒนา สรรพานิช
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๔๗๘. นายวัน อยู่บำรุง
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
๔๗๙. นายวันชัย เจริญนนทสิทธิ์
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
๔๘๐. นายวันชัย ปริญญาศิริ
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๔๘๑. นายวันชัย สอนศิริ
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๔๘๒. นายวันนิวัติ สมบูรณ์
คุณธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
๔๘๓. นางวันเพ็ญ พร้อมพัฒน์
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๔๘๔. นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา
นายธนาธร
๔๘๕. นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๔๘๖. นายวาโย อัศวรุ่งเรือง
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
๔๘๗. พลเอก วิชิต ยาทิพย์
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๔๘๘. นายวิเชียร ชวลิต
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๔๘๙. นายวิทยา ทรงคำ
คุณธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
๔๙๐. นายวิทยา ผิวผ่อง
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๔๙๑. นายวินท์ สุธีรชัย
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
๔๙๒. พลเอก วินัย สร้างสุขดี
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๔๙๓. พลตำรวจโท วิบูลย์ บางท่าไม้
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๔๙๔. นางสาววิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๔๙๕. นายวิรัช พันธุมะผล
คุณธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
๔๙๖. นายวิรัช รัตนเศรษฐ
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๔๙๗. นายวิรัตน์ เกสสมบูรณ์
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๔๙๘. นายวิรัตน์ วรศสิริน
ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ครับ
๔๙๙. นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ครับ
๕๐๐. นางสาววิไลลักษณ์ อรินทมะพงษ์
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ค่ะ
๕๐๑. นายวิวรรธน์ นิลวัชรมณี
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๕๐๒. นายวิวรรธน์ แสงสุริยะฉัตร
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๕๐๓. นายวิวัฒน์ชัย โหตระไวศยะ
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ครับ
๕๐๔. พลตำรวจโท วิศณุ ม่วงแพรสี
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ครับ
๕๐๕. นายวิสาร เตชะธีราวัฒน์
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ครับ
๕๐๖. นายวิสิทธิ์ พิทยาภรณ์
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๕๐๗. นายวิสิษฐ์ เตชะธีราวัฒน์
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ครับ
๕๐๘. นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ครับ
๕๐๙. นายวิสุทธิ์ ศรีสุพรรณ
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๕๑๐. นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๕๑๑. นายวีระกร คำประกอบ
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๕๑๒. นายวีระชัย วีระเมธีกุล
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๕๑๓. นายวีระพล จิตสัมฤทธิ์
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ครับ
๕๑๔. นายวีระวัฒน์ โอสถานุเคราะห์
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ครับ
๕๑๕. นายวีระศักดิ์ ฟูตระกูล
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๕๑๖. นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๕๑๗. นายวีระศักดิ์ ภูครองหิน
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๕๑๘. พลเอก วีรัณ ฉันทศาสตร์โกศล
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๕๑๙. นายวุฒิชัย กิตติธเนศวร
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ครับ
๕๒๐. นายวุฒินันท์ บุญชู
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ครับ
๕๒๑. นายวุฒิพงษ์ นามบุตร
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๕๒๒. นายวุฒิพันธุ์ วิชัยรัตน์
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๕๒๓. พันตำรวจโท ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๕๒๔. นายศรัณย์ ทิมสุวรรณ
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ครับ
๕๒๕. นายศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ
ผมเลือก นายกรัฐมนตรีที่มีคุณภาพ เลือก นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ครับ
๕๒๖. นายศราวุธ เพชรพนมพร
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ครับ
๕๒๗. นางสาวศรีนวล บุญลือ
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ค่ะ
๕๒๘. นายศรีเรศ โกฎคำลือ
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ครับ
๕๒๙. นายศรีศักดิ์ วัฒนพรมงคล
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๕๓๐. นางศรีสมร รัศมีฤกษ์เศรษฐ์
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ค่ะ
๕๓๑. นายศักดา คงเพชร
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ครับ
๕๓๒. นายศักดิ์ชัย ธนบุญชัย
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๕๓๓. นายศักดิ์ไทย สุรกิจบวร
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๕๓๔. นายศักดินัย นุ่มหนู
คุณธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ครับ
๕๓๕. นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๕๓๖. พลเรือเอก ศักดิ์สิทธิ์ เชิดบุญเมือง
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๕๓๗. พลตำรวจโท ศานิตย์ มหถาวร
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๕๓๘. นายศาสตรา ศรีปาน
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๕๓๙. นายศิรสิทธิ์ เลิศด้วยลาภ
ท่านธนา ธร จึงรุ่งเรืองกิจ ครับ
๕๔๐. นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล
คุณธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ค่ะ
๕๔๑. นางศิรินา ปวโรฬารวิทยา
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ค่ะ
๕๔๒. นายศิริพงษ์ รัสมี
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๕๔๓. นางศิริวรรณ ปราศจากศัตรู
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ค่ะ
๕๔๔. นายศิริวัฒน์ ขจรประศาสน์
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๕๔๕. นางสาวศิลัมพา เลิศนุวัฒน์
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ค่ะ
๕๔๖. พลเรือเอก ศิษฐวัชร วงษ์สุวรรณ
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๕๔๗. นายศุภชัย ใจสมุทร
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๕๔๘. นายศุภชัย นพขำ
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ครับ
๕๔๙. นายศุภชัย โพธิ์สุ
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๕๕๐. นายศุภชัย สมเจริญ
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๕๕๑. นางสาวศุภมาส อิศรภักดี
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ค่ะ
๕๕๒. พลเอก ศุภรัตน์ พัฒนาวิสุทธิ์
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๕๕๓. พลเอก สกนธ์ สัจจานิตย์
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๕๕๔. พลเอก สกล ชื่นตระกูล
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๕๕๕. นางสาวสกุณา สาระนันท์
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
๕๕๖. หม่อมหลวงสกุล มาลากุล
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๕๕๗. นายสงคราม กิจเลิศไพโรจน์
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ครับ
๕๕๘. นายสงวน พงษ์มณี
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ครับ
๕๕๙. นายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๕๖๐. พลเรือโท สนธยา น้อยฉายา
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๕๖๑. พลเอก สนธยา ศรีเจริญ
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๕๖๒. นายสนอง เทพอักษรณรงค์
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๕๖๓. พลเอก สนั่น มะเริงสิทธิ์
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๕๖๔. นายสม จาตุศรีพิทักษ์
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๕๖๕. นายสมเกียรติ ไชยวิสุทธิกุล
คุณธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ครับ
๕๖๖. นายสมเกียรติ ถนอมสินธุ์
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ครับ
๕๖๗. นายสมเกียรติ วอนเพียร
ท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๕๖๘. นายสมเกียรติ ศรลัมพ์
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๕๖๙. นายสมคิด เชื้อคง
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ครับ
๕๗๐. พลเอก สมเจตน์ บุญถนอม
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๕๗๑. นายสมเจตน์ ลิมปะพันธุ์
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๕๗๒. นายสมชาติ ประดิษฐพร
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๕๗๓. นายสมชาย ชาญณรงค์กุล
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๕๗๔. นายสมชาย ฝั่งชลจิตร
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ครับ
๕๗๕. พลเอก สมชาย วิษณุวงศ์
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๕๗๖. นายสมชาย เสียงหลาย
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๕๗๗. นายสมชาย แสวงการ
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๕๗๘. นายสมชาย หาญหิรัญ
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๕๗๙. นายสมเดช นิลพันธุ์
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๕๘๐. พลตำรวจโท สมบัติ มิลินทจินดา
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๕๘๑. นายสมบัติ ศรีสุรินทร์
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ครับ
๕๘๒. นายสมบัติ อำนาคะ
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๕๘๓. นายสมบูรณ์ งามลักษณ์
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๕๘๔. นายสมบูรณ์ ซารัมย์
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๕๘๕. นายสมพงษ์ โสภณ
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๕๘๖. นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
๕๘๗. นายสมพล เกียรติไพบูลย์
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๕๘๘. นายสมมุติ เบ็ญจลักษณ์
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
๕๘๙. นายสมศักดิ์ โชติรัตนะศิริ
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๕๙๐. นายสมศักดิ์ เทพสุทิน
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๕๙๑. นายสมศักดิ์ พันธ์เกษม
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๕๙๒. นางสมหญิง บัวบุตร
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
๕๙๓. พลตำรวจโท สมหมาย กองวิสัยสุข
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๕๙๔. พลเอก สมหมาย เกาฏีระ
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๕๙๕. นายสมัคร ป้องวงษ์
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
๕๙๖. นายสยาม หัตถสงเคราะห์
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
๕๙๗. นายสรชัด สุจิตต์
๕๙๘. นายสรวุฒิ เนื่องจำนงค์
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๕๙๙. นายสรอรรถ กลิ่นประทุม
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๖๐๐. นางสาวสรัสนันท์ อรรณนพพร
คุณธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
๖๐๑. พลเอก สราวุฒิ ชลออยู่
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๖๐๒. นายสราวุธ อ่อนละมัย
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๖๐๓. นายสฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง
พลเอก ประยุทธ์
๖๐๔. นายสฤษดิ์ บุตรเนียร
(นายสฤษดิ์ บุตรเนียร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ปราจีนบุรี) ไม่อยู่ในที่ประชุม)
๖๐๕. นายสวัสดิ์ สมัครพงศ์
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๖๐๖. พลเอก สสิน ทองภักดี
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ร ๑/๒๕๖๒ (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) นำพร ๑๔๒/๔
๖๐๗. นายสะถิระ เผือกประพันธุ์
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๖๐๘. นายสังศิต พิริยะรังสรรค์
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๖๐๙. นายสัญชัย จุลมนต์
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๖๑๐. นายสัญญา นิลสุพรรณ
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๖๑๑. นายสัณหพจน์ สุขศรีเมือง
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๖๑๒. นายสันติ กีระนันทน์
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๖๑๓. นายสันติ พร้อมพัฒน์
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๖๑๔. นายสัมพันธ์ มะยูโซ๊ะ
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๖๑๕. นายสัมฤทธิ์ แทนทรัพย์ ร ๑/๒๕๖๒ (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) นำพร ๑๔๒/๕
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๖๑๖. นายสาคร เกี่ยวข้อง
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๖๑๗. นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๖๑๘. นายสาธิต ปิตุเตชะ
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๖๑๙. นายสาธิต เหล่าสุวรรณ
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๖๒๐. นายสาธิต อุ๋ยตระกูล
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๖๒๑. นายสายัณห์ ยุติธรรม
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๖๒๒. นายสำราญ ครรชิต
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๖๒๓. พลเอก สำเริง ศิวาดำรงค์
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๖๒๔. นายสำลี รักสุทธี ร ๑/๒๕๖๒ (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) นำพร ๑๔๒/๖
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
๖๒๕. นายสิงหภณ ดีนาง
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
๖๒๖. พลเอก สิงห์ศึก สิงห์ไพร
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๖๒๗. พันโท สินธพ แก้วพิจิตร
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๖๒๘. นายสินิตย์ เลิศไกร
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๖๒๙. นายสิระ เจนจาคะ
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๖๓๐. นางสิรินทร รามสูต
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ค่ะ
๖๓๑. นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ
งดออกเสียงครับ
๖๓๒. พลอากาศเอก สุจินต์ แช่มช้อย
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๖๓๓. นายสุชัย บุตรสาระ
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๖๓๔. นายสุชาติ ชมกลิ่น
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๖๓๕. นายสุชาติ ตันเจริญ
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๖๓๖. นายสุชาติ ภิญโญ
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ครับ
๖๓๗. นายสุชาติ อุสาหะ
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๖๓๘. นางสาวสุณัฐชา โล่สถาพรพิพิธ
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ค่ะ
๖๓๙. นางสาวสุทธวรรณ สุบรรณ ณ อยุธยา
คุณธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ค่ะ
๖๔๐. นายสุทา ประทีป ณ ถลาง
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๖๔๑. นายสุทิน คลังแสง
คุณธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ครับ
๖๔๒. นายสุเทพ อู่อ้น
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ครับ
๖๔๓. นายสุธี มากบุญ
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๖๔๔. นางสุนี จึงวิโรจน์
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ค่ะ
๖๔๕. นายสุพล จุลใส
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๖๔๖. นายสุพล ฟองงาม
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๖๔๗. พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ครับ
๖๔๘. นายสุภดิช อากาศฤกษ์
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ครับ
๖๔๙. นางสุภาภรณ์ คงวุฒิปัญญา
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ค่ะ
๖๕๐. นายสุรชัย ดนัยตั้งตระกูล
ท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๖๕๑. นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๖๕๒. นายสุรชัย ศรีสารคาม
คุณธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ครับ
๖๕๓. นายสุรชาติ ชาญประดิษฐ์
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ครับ
๖๕๔. นายสุรชาติ ศรีบุศกร
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๖๕๕. พลเอก สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๖๕๖. นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ
คุณธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ครับ
๖๕๗. นายสุรเดช จิรัฐิติเจริญ
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๖๕๘. นายสุรทิน พิจารณ์
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๖๕๙. พลเอก สุรพงษ์ สุวรรณอัตถ์
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๖๖๐. นายสุรพงษ์ อึ้งอัมพรวิไล
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ครับ
๖๖๑. รองศาสตราจารย์สุรวาท ทองบุ
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ครับ
๖๖๒. นายสุรวิทย์ คนสมบูรณ์
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ครับ
๖๖๓. พลเอก สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๖๖๔. นายสุรศักดิ์ ชิงนวรรณ์
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๖๖๕. นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล
พลเอก ประยุทธ์ครับ
๖๖๖. นายสุรศักดิ์ อนรรฆพันธ์
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๖๖๗. นายสุรสิทธิ์ ตรีทอง
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๖๖๘. นายสุรสิทธิ์ นิธิวุฒิวรรักษ์.
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชาครับ
๖๖๙. นายสุรสิทธิ์ วงศ์วิทยานันท์
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๖๗๐. พลตำรวจตรี สุรินทร์ ปาลาเร่
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๖๗๑. นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๖๗๒. นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๖๗๓. นายสุวรรณ เลิศปัญญาโรจน์
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๖๗๔. นางสุวรรณี สิริเวชชะพันธ์
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ค่ะ
๖๗๕. นายเสมอกัน เที่ยงธรรม
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๖๗๖. นายเสรี สุวรรณภานนท์
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๖๗๗. พลตำรวจเอก เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส
นายธนาธรครับ
๖๗๘. นายโสภณ ซารัมย์
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๖๗๙. พลเอก อกนิษฐ์ หมื่นสวัสดิ์
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๖๘๐. นายองค์การ ชัยบุตร
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ครับ
๖๘๑. นายองอาจ คล้ามไพบูลย์
พลเอก ประยุทธ์ครับ
๖๘๒. นายองอาจ วงษ์ประยูร
คุณธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ครับ
๖๘๓.นายอดิพงษ์ ฐิติพิทยา
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๖๘๔. พลอากาศเอก อดิศักดิ์ กลั่นเสนาะ
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๖๘๕. พลตำรวจเอก อดุลย์ แสงสิงแก้ว
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๖๘๖. นายอธิรัฐ รัตนเศรษฐ
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๖๘๗. นายอนันต์ ผลอำนวย
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๖๘๘. นายอนันต์ ศรีพันธุ์
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
๖๘๙. พลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๖๙๐. นายอนาวิล รัตนสถาพร
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ครับ
๖๙๑. นายอนุชา น้อยวงศ์
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๖๙๒. นายอนุชา นาคาศัย
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๖๙๓. นาวาอากาศเอก อนุดิษฐ์ นาครทรรพ
คุณธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ครับ
๖๙๔. นายอนุทิน ชาญวีรกูล
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๖๙๕. นายอนุมัติ ซูสารอ
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ครับ
๖๙๖. นายอนุมัติ อาหมัด
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๖๙๗. นายอนุรักษ์ จุรีมาศ
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๖๙๘. นายอนุรักษ์ ตั้งปณิธานนท์
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ครับ
๖๙๙. นางอนุรักษ์ บุญศล
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ค่ะ
๗๐๐. นายอนุศักดิ์ คงมาลัย
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๗๐๑. นายอนุศาสน์ สุวรรณมงคล
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
๗๐๒. นายอนุสรณ์ ปั้นทอง
นายธนาธร
๗๐๓. นางสาวอนุสรี ทับสุวรรณ
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๗๐๔. นายอภิชัย เตชะอุบล
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๗๐๕. นายอภิชา เลิศพชรกมล
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๗๐๖. นายอภิชาติ ตีรสวัสดิชัย
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
๗๐๗. นายอภิชาติ ศิริสุนทร
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
๗๐๘. นางอภิรดี ตันตราภรณ์
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๗๐๙. พลเอก อภิรัชต์ คงสมพงษ์
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๗๑๐. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ลาออก ๗๑๑. นายอมร นิลเปรม
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๗๑๒. นางอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล
คุณธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
๗๑๓. นายอรรถกร ศิริลัทธยากร
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๗๑๔. ร้อยตำรวจเอก อรุณ สวัสดี
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๗๑๕. นายออน กาจกระโทก
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๗๑๖. พลเอก อักษรา เกิดผล
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๗๑๗. นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๗๑๘. นายอัครวัฒน์ อัศวเหม
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๗๑๙. นายอัฏฐพล โพธิพิพิธ
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๗๒๐. นายอันวาร์ สาและ
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๗๒๑. นายอับดุลบาซิม อาบู
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๗๒๒. นายอับดุลอายี สาแม็ง
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
๗๒๓. นายอับดุลฮาลิม มินซาร์
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๗๒๔. นายอัศวิน วิภูศิริ
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๗๒๕. พลเอก อาชาไนย ศรีสุข
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๗๒๖. นายอาดิลัน อาลีอิสเฮาะ
ท่านประยุทธ์
๗๒๗. นางอาภรณ์ สาราคำ
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
๗๒๘. นายอารี ไกรนรา
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
๗๒๙. นายอาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๗๓๐. นายอำนาจ วิลาวัลย์
พลเอก ประยุทธ์
๗๓๑. พลโท อำพน ชูประทุม
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๗๓๒. นายอำพล จินดาวัฒนะ
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๗๓๓. นายอำไพ กองมณี
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
๗๓๔. พลเรือเอก อิทธิคมน์ ภมรสูต
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๗๓๕. นายอิทธิรัตน์ จันทรสุรินทร์
ท่านประธานครับ กราบขอโทษครับ ผม อิทธิรัตน์ จันทรสุรินทร์ ลำปาง เพื่อไทย ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผมไม่เห็นชอบนะครับ ผมเห็นชอบกับธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ขอบคุณครับ
๗๓๖. นายอิสสระ สมชัย
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๗๓๗. นายอุดม คชินทร
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๗๓๘. นายอุดม วรัญญูรัฐ
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๗๓๙. พลเอก อุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๗๔๐. นายอุบลศักดิ์ บัวหลวงงาม
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
๗๔๑. นายอุปกิต ปาจรียางกูร
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๗๔๒. พลเอก อู้ด เบื้องบน
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๗๔๓. นายเอกการ ซื่อทรงธรรม
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
๗๔๔. นายเอกชัย ทรงอำนาจเจริญ
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
๗๔๕. นายเอกธนัช อินทร์รอด
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
๗๔๖. นายเอกภพ เพียรพิเศษ
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
๗๔๗. นายเอกราช ช่างเหลา
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๗๔๘. นายเอี่ยม ทองใจสด
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
๗๔๙. นายโอชิษฐ์ เกียรติก้องชูชัย
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
๗๕๐. พลตรี โอสถ ภาวิไล
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
ท่านสมาชิกท่านใดยังไม่ได้ลงคะแนนครับ สมาชิกทุกท่านได้ลงคะแนนแล้วนะครับ ต่อไปนี้ก็รอกรรมการนับคะแนน ปิดการลงคะแนนแล้ว นะครับ รอกรรมการนับคะแนน
(คณะกรรมการตรวจนับคะแนนได้ทำการตรวจนับคะแนนและเสนอผล ต่อประธาน)
ท่านสมาชิกที่เคารพครับ ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗๒ บัญญัติไว้ว่า มติเห็นชอบการแต่งตั้งบุคคลใด ให้เป็นนายกรัฐมนตรีตามมาตรา ๑๕๙ วรรคสาม ต้องมีคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของ จำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา ทั้งสองสภาเรามีสมาชิกเดิม ๗๕๐ ท่าน แต่ว่าศาลรัฐธรรมนูญสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ ๑ ท่าน อีกท่านหนึ่งลาออกวันนี้ เพราะฉะนั้น ก็มีสมาชิกรัฐสภาทั้งหมด ๗๔๘ ท่าน กึ่งหนึ่งของ ๗๔๘ ก็คือ ๓๗๔ เพราะฉะนั้นเสียงที่จะรับ การแต่งตั้งต้องมากกว่ากึ่งหนึ่งคือต้องมากกว่า ๓๗๔ คือนับตั้งแต่ ๓๗๕ ขึ้นไป ซึ่งผลการลงคะแนนของพวกเราการนับคะแนนปรากฏว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ ๕๐๐ คะแนน นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ได้ ๒๔๔ คะแนน งดออกเสียง ๓ คะแนน ตามกฎหมายก็ต้องถือว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้รับคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่ง ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้ง ๒ สภาแล้ว จึงถือว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้รับเลือกตามมติของรัฐสภาให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี