ชวลิต วิชยสุทธิ์ ตั้งข้อสังเกตถึงความขัดแย้งระหว่างมติสภากับคำพิพากษาศาลฎีกาเกี่ยวกับสถานะของพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยอ้างเหตุผลจากกฎหมาย รัฐธรรมนูญ และคำวินิจฉัยของศาล พร้อมย้ำว่าการได้รับแต่งตั้งในตำแหน่งหัวหน้า คสช. และผู้บัญชาการทหารบกเป็นไปตามกระบวนการที่ชอบด้วยกฎหมายและราชกิจจานุเบกษา แต่การสิ้นสุดสถานะรัฏฐาธิปัตย์อาจทำให้ขาดคุณสมบัติในการเป็นนายกรัฐมนตรีตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ จึงเรียกร้องให้พิจารณาสถานะทางกฎหมายอย่างรอบด้านเพื่อรักษาความชอบธรรมของรัฐบาลและหลักนิติธรรมไว้
ผมจำเป็น ที่จะต้องแตะตรงนี้ไว้ เพราะว่าผมก็เป็นห่วงเพื่อน ๆ พี่ ๆ หลายคนรู้จักกันถึง ๑ ใน ๓ เป็นห่วงในเรื่องผลประโยชน์ขัดกันในมาตรา ๑๑๔ ของรัฐธรรมนูญนะครับ ผมฝากไว้ เพียงเท่านี้ในประเด็นแรก
สิ่งที่อยากจะกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังเพื่อนสมาชิกรัฐสภาก็คือว่า มีคำพิพากษาศาลฎีกา ที่ ๓๕๗๘/๒๕๖๐ เมื่อวันที่ ๑ มิถุนายน ๒๕๖๐ ได้ชี้สถานะของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. ว่าเป็นเจ้าพนักงาน ท่านประธานครับ ท่านประธานก็จบกฎหมาย คำว่า เจ้าพนักงาน เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือไม่ ส่วนตัวผม ผมเห็นชัดเจนเลยว่าเจ้าพนักงานนี้เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ คดีนี้พนักงานอัยการ เป็นโจทก์มีนายสมบัติ บุญงามอนงค์ เป็นจำเลย เป็นคดีความผิดต่อประกาศ คสช. ความผิดลหุโทษ จำเลยได้ต่อสู้ว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. ไม่ใช่เจ้าพนักงาน จึงไม่มีอำนาจออกคำสั่งให้จำเลยมารายงานตัว จำเลยจึงไม่ไปรายงานตัวต่อ คสช. ตามประกาศ ท่านประธานครับ คดีนี้สู้กัน ๓ ศาล ศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกา ศาลอุทธรณ์ ท่านชี้สถานะของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. ว่ามีอำนาจดำเนินการต่าง ๆ ตามกฎหมาย พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา จึงเป็นเจ้าพนักงานที่มีอำนาจออกคำสั่งให้จำเลย มารายงานตัว ศาลฎีกายืนตามศาลอุทธรณ์ ท่านประธานครับ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นเจ้าพนักงาน หมายความว่าอย่างไร ก็หมายความว่า เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ นั่นเอง นี่เป็น หลักฐานชัด ๆ ว่า พลเอก ประยุทธ์ขัดหรือมีคุณสมบัติที่ไม่สามารถที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีได้ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๐ (๖) และมาตรา ๙๘ (๑๕)
ท่านประธานที่เคารพครับ มีอะไรอีกในประเด็นต่อมาที่กระผมเห็นว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่มีคุณสมบัติที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญ มีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ ๕/๒๕๔๓ วางบรรทัดฐานหรือวางหลักการการเป็น เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐไว้ ๔ ประการด้วยกัน
๑. ได้รับการแต่งตั้งตามกฎหมาย
๒. มีเงินเดือนค่าตอบแทนตามกฎหมาย
๓. มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายและปฏิบัติงานประจำ
๔. อยู่ในบังคับบัญชาหรือในการกำกับดูแลของรัฐ
เรามาดูกันเป็นข้อ ๆ ครับท่านประธาน ได้รับแต่งตั้งตามกฎหมาย มีประกาศ แต่งตั้ง พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ชัดเจนครับ เป็นหัวหน้า คสช. เพื่อบริหารราชการ แผ่นดิน โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ผู้รับสนอง พระบรมราชโองการ ก็คือตัว พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นั่นเอง แต่ในอีกตำแหน่งหนึ่งคือ ตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก นี่ก็จะเห็นได้ว่าเข้าข้อแรกแล้ว ได้รับการแต่งตั้งตามกฎหมาย
ในประเด็นที่ ๒ มีเงินเดือน ค่าจ้าง หรือค่าตอบแทนตามกฎหมาย ฝ่ายกฎหมายของพรรคเพื่อไทยได้ไปตรวจสอบว่า หัวหน้า คสช. และคณะได้รับเงินเดือน ค่าจ้าง หรือค่าตอบแทนตามกฎหมายหรือไม่ ตรวจพบว่ามีพระราชกฤษฎีกากำหนด เงินประจำตำแหน่งและเงินเพิ่มรับเป็นรายเดือน หัวหน้า คสช. ได้รับเงินประจำตำแหน่ง เดือนละ ๗๕,๕๙๐ บาท และได้รับเงินเพิ่มอีกเดือนละ ๕๐,๐๐๐ บาท รวมเป็น ๑๒๕,๕๙๐ บาท ท่านประธานครับ ผมจะไม่ไปพูดถึงเงินเดือนหรือเงินเพิ่มของตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งเพื่อนสมาชิกก็จะอาจ ไปพูดเพิ่มเติมในประเด็นว่ารับ ๒ ทางหรือไม่ อยู่ในคุณธรรมจริยธรรมหรือไม่ ตรงนั้น เป็นเรื่องที่ไม่ได้อยู่ในประเด็นที่ผมจะเอามาเป็นประเด็นในวันนี้ สิ่งที่ผมเห็นว่า เข้าข้อ ๒ แล้วที่ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยวางแนวทางไว้ว่า ๑. ได้รับการแต่งตั้งตาม กฎหมาย ๒. ได้รับเงินเดือน มีพระราชกฤษฎีกา ๓. มีอำนาจหน้าที่ดำเนินการหรือปฏิบัติการ ให้เป็นไปตามกฎหมายและปฏิบัติงานประจำ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๖๕ ได้บัญญัติอำนาจ หน้าที่ของ คสช. ไว้ชัดเจน มีการแบ่งฝ่ายแบ่งหน้าที่ที่กำหนดไว้อย่างชัดเจน รวมทั้งมี เงินเดือนของ คสช. กำหนดไว้ในพระราชกฤษฎีกา ท่านประธานครับ การปฏิบัติหน้าที่เป็น ประจำก็เข้ากับข้อนี้ ผมจะยกตัวอย่างของการปฏิบัติหน้าที่อีกเรื่องหนึ่งที่บรรดาเพื่อน ส.ส. ได้พบและเห็นและติดตาม เช่น การออกคำสั่งพักงานนายก อบจ. ด้วยถูกกล่าวหาว่า ทุจริตต่อหน้าที่แต่พอใกล้การเลือกตั้งไม่แน่ใจว่ามีการตกลงเงื่อนไขกันหรือเปล่า มีการ ยกเลิกคำสั่งพักงานแล้วก็ให้มาปฏิบัติหน้าที่ จะเห็นได้ว่าหัวหน้า คสช. ปฏิบัติงานตาม กฎหมาย เพราะคำสั่ง คสช. ถือว่าเป็นกฎหมาย สิ่งที่ผมเห็นว่าเข้าในข้อนี้ นี่เป็นข้อที่ ๓ ท่าน ประธาน ข้อที่ ๔ อยู่ในบังคับบัญชาหรือในกำกับดูแลของรัฐ เมื่อ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะหัวหน้า คสช. ต้องปฏิบัติหน้าที่ภายในขอบเขตที่กฎหมายรัฐธรรมนูญกำหนด ทั้งได้รับเงินประจำตำแหน่งและประโยชน์ตอบแทนอื่น ๆ ซึ่งเป็นเงินแผ่นดิน จึงถือว่า พลเอก ประยุทธ์อยู่ในกำกับดูแลของรัฐ นี่ก็เข้าอีกข้อ ทั้ง ๔ ข้อตรงตามในสิ่งที่ ศาลรัฐธรรมนูญได้เคยมีคำวินิจฉัยวางบรรทัดฐานเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐไว้ มีประเด็นที่ ต่อเนื่องมาก็คือว่าสถานะปัจจุบันของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นรัฏฐาธิปัตย์หรือไม่ มีความเห็นของผู้ตรวจการแผ่นดินเมื่อวันที่ ๑๔ มีนาคม ๒๕๖๒ มีความเห็นว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะหัวหน้า คสช. มิได้มีลักษณะเป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ ด้วยเข้ามาควบคุมอำนาจการปกครองประเทศ เมื่อวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ผู้ตรวจการแผ่นดินจึงเห็นว่าหัวหน้า คสช. ไม่ได้อยู่ในบังคับบัญชาหรือในกำกับดูแลของรัฐ หากแต่เป็นตำแหน่งที่ใช้อำนาจรัฏฐาธิปัตย์ ซึ่งเป็นอำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศ กระผมเห็นว่าความเห็นของผู้ตรวจการแผ่นดินมิได้เป็นข้อยุติว่า พลเอก ประยุทธ์ เป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐหรือไม่ เนื่องจากผู้ตรวจการแผ่นดินมิใช่องค์กรวินิจฉัยชี้ขาด ที่มีผลผูกพันรัฐสภา แต่เป็นเพียงองค์กรที่มีหน้าที่เสนอความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญ ต่อศาลปกครอง และคณะรัฐมนตรี การที่ผู้ตรวจการแผ่นดินมีมติยุติเรื่องเพราะเห็นว่า พลเอก ประยุทธ์ไม่ใช่เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ เป็นเพียงเหตุผลประกอบไม่ส่งเรื่องไปยัง ศาลรัฐธรรมนูญ เรื่องจึงหยุดอยู่แค่ผู้ตรวจการแผ่นดิน มีความเห็นสอบถามกันพูดคุยกันอยู่ ว่าความหมายของรัฏฐาธิปัตย์หมายความว่าอย่างไร มีผู้เขียนบทความหรือคำจำกัดความ ไว้มากมาย แต่ผมได้ไปค้นจากสถาบันพระปกแกล้ามีความเห็นของคุณซันวา สุดตา เป็นผู้เรียบเรียงไว้ และนายจเร พันธุ์เปรื่อง เป็นผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ ความหมาย ของรัฏฐาธิปัตย์โดยสรุปก็คือ คณะยึดอำนาจการปกครองจะสถาปนาตนเองเป็นรัฏฐาธิปัตย์ เพื่อแต่งตั้งผู้บริหารราชการแผ่นดิน โดยรัฏฐาธิปัตย์เป็นอำนาจปกครองสูงสุดของรัฐ แต่หาก จะถือคำพิพากษาศาลฎีกาในอดีต คณะรัฐประหารจะเป็นรัฏฐาธิปัตย์ก็เพียงชั่วยึดอำนาจ ในระยะแรก แต่เมื่อมีรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวและรัฐธรรมนูญฉบับถาวร ในมาตรา ๓ จะบัญญัติไว้ชัดเจนว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็น ประมุขทรงใช้อำนาจนั้นผ่านทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล เมื่อยอมรับอำนาจอธิปไตย ยอมรับว่าปวงชนชาวไทยเป็นอำนาจอธิปไตยซึ่งเป็นอำนาจสูงสุด และพระมหากษัตริย์ ทรงใช้อำนาจนั้นผ่าน ๓ อำนาจ ดังที่กระผมได้กล่าวไปเมื่อสักครู่ก็แสดงว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา พ้นจากการเป็นรัฏฐาธิปัตย์แล้วเพราะอะไร เพราะกฎหมายรัฐธรรมนูญ เป็นกฎหมายสูงสุด ยิ่งรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๖๐ ไปผ่านการทำประชามติของพี่น้องประชาชน ก็ยิ่งยืนยันอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนจะต้องเหนือกว่าสิ่งที่อ้างว่าเป็นรัฏฐาธิปัตย์ ความเป็นรัฏฐาธิปัตย์ก็หมดไป เมื่อรัฐธรรมนูญบัญญัติว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน
ท่านประธานที่เคารพ จากที่ผมได้อภิปรายมาใน ๓ ประเด็นใหญ่ ๆ ทั้งเรื่อง คำพิพากษาศาลฎีกาในคดีนายสมบัติ บุญงามอนงค์ ที่เป็นจำเลยที่ผมกล่าวไปเมื่อสักครู่ ถ้าสมาชิกรัฐสภาแห่งนี้ลงมติตรงข้ามกับคำพิพากษาศาลฎีกา อาจจะเป็นความขัดแย้ง ระหว่าง ๒ องค์กรหรือไม่ นี่คือสิ่งที่อยากจะฝากไว้เป็นประเด็นที่ ๑
ประเด็นที่ ๒ ศาลรัฐธรรมนูญได้วางบรรทัดฐานคำจำกัดความของเจ้าหน้าที่อื่น ของรัฐไว้ ๔ ประการ ดังที่ผมได้กราบเรียนไปเมื่อสักครู่ และเท่าที่ผมได้อภิปรายมา พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา อยู่ใน ๔ ประการนั้นทุกข้อ ตั้งแต่ได้รับการแต่งตั้งตาม กฎหมาย ได้รับเงินเดือน ได้ปฏิบัติหน้าที่ประจำ และได้อยู่ในกำกับการดูแลของรัฐ
ประการที่ ๓ ประการสุดท้าย ท่านประธานที่เคารพครับ การที่ผมได้อภิปราย ว่าขณะนี้ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่ใช่รัฏฐาธิปัตย์แล้ว เพราะเรามีกฎหมาย รัฐธรรมนูญฉบับนี้เท่ากับอำนาจรัฏฐาธิปัตย์นั้นตกไป และจะไปอ้างมาตรา ๒๗๙ ในเรื่องของ การนิรโทษกรรม แต่มาตรา ๒๗๙ นั้น นิรโทษการกระทำของ คสช. ในเรื่องการกระทำ แต่ไม่ได้นิรโทษคุณสมบัติของ พลเอก ประยุทธ์ ท่านต้องแยกประเด็นตรงนี้ให้ชัดระหว่าง การกระทำที่มาตรา ๒๗๙ บอกว่า ไม่ว่าจะทำอะไรนี่ชอบด้วยกฎหมาย ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ท่านออกบทเฉพาะกาล มาตรา ๒๗๙ กำกับไว้ นั่นเป็นเรื่องของการกระทำ แต่ในส่วนของ คุณสมบัติรัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดไว้ ดังนั้นสิ่งที่กระผมได้กล่าวมาใน ๓ ประเด็นนี้ ล้วนเป็นสิ่งที่อยากจะบอกว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ขาดคุณสมบัติในการที่จะเป็น นายกรัฐมนตรี จึงครบถ้วนกระบวนความ ผมขออนุญาตใช้เวลาสั้น ๆ ในอันที่จะทำ ความเข้าใจกับเพื่อนสมาชิกรัฐสภาให้ได้รับทราบเพียงเท่านี้ครับ ขอขอบคุณครับ