สันติ กีระนันทน์ ชี้แจงประเด็นเศรษฐกิจในช่วงที่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยยืนยันว่าปัญหาเศรษฐกิจมีสาเหตุจากสถานการณ์ก่อนการรัฐประหาร และเศรษฐกิจไทยกลับมาเติบโตอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2558 พร้อมยกข้อมูลจีดีพีจากสภาพัฒน์เพื่อคัดค้านข้อครหาว่ารัฐบาลชุดปัจจุบันทำให้เศรษฐกิจถดถอย รวมถึงชี้ให้เห็นการเปลี่ยนแปลงด้านรายได้และทรัพย์สิน พร้อมเสนอวิสัยทัศน์และผลงานด้านยุทธศาสตร์ชาติของผู้เสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรี เพื่อเรียกร้องให้พิจารณาข้อมูลอย่างรอบด้านและตัดสินใจด้วยเหตุผล
กราบเรียนท่านประธานสภาและเพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่านครับ กระผม สันติ กีระนันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะสมาชิก รัฐสภา ท่านประธานครับ ตั้งแต่สาย ๆ ของวันนี้ได้นั่งฟังสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุก ๆ ท่าน ด้วยความเคารพ ท่านได้กรุณาอภิปรายถึงคุณสมบัติของผู้ที่ถูกเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรีของประเทศไทย คนที่ ๓๐ โดยที่ยึดถือคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๐ แล้วก็พิจารณาถึงลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๙๘ ซึ่งในความเห็นที่นั่งฟังตลอดนี้นะครับ ผมคิดว่าประเด็นต่าง ๆ ได้ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดกันจนน่าจะไม่มีเรื่องอะไรใหม่ อย่างไรก็ดี มีประเด็นบางประเด็นที่ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้กรุณาหยิบยกขึ้นมาโดยที่ชี้ถึงเรื่องการ อนุมานว่า ท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นั้น ในระหว่างที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ประมาณ ๔ ปีเศษ ๆ ๕ ปีนั้น ท่านได้ทำอย่างโน้นท่านได้ทำอย่างนี้ มีการยกว่าท่านได้สร้าง ความเสียหายทางเศรษฐกิจ เป็นต้น ซึ่งประเด็นนี้ยังไม่ได้มีใครชี้แจงเพิ่มเติม ผมจึงอยากจะ ขออนุญาตใช้เวลาไม่นานในการชี้แจงประเด็นนี้สักเล็กน้อย ท่านประธานที่เคารพครับ เราต้องยอมรับตั้งแต่ก่อนที่จะมีการยึดอำนาจรัฐประหารเกิดขึ้นประเทศไทยของเรานั้น เผชิญปัญหาทางเศรษฐกิจหนักหน่วงมากทีเดียวครับ ซึ่งในสายตาของนักเศรษฐศาสตร์ ทั้งหมด ผมคิดว่าปัญหาทางเศรษฐกิจคงจะแยกประเด็นหลัก ๆ ได้สัก ๒ เรื่องใหญ่ ๆ
อันที่ ๑ ก็คือเรื่องของการเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งแน่นอนในโลกนี้นิยมวัดกัน ด้วยสิ่งที่เรียกว่า จีดีพี (GDP) หรือภาษาไทยก็คงจะแปลว่าเป็นผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ ก่อนที่จะมีการยึดอำนาจนั้นเรามีปัญหาเรื่องการเติบโตอย่างมาก เรามีการเติบโตของ จีดีพี (GDP) นั้นไม่ถึง ๑ เปอร์เซ็นต์ ท่านลองดูตัวเลขนะครับ ซึ่งผมจะขออนุญาต แสดงตัวเลขที่เป็นเหตุผลเชิงประจักษ์ เป็นข้อมูลของสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคม แห่งชาติ จีดีพี (GDP) ของประเทศนั้นตั้งแต่ปี ๒๕๕๗ มีการเติบโตประมาณไม่ถึง ๑ เปอร์เซ็นต์ดี แต่หลังจากนั้นปี ๒๕๕๘ จนกระทั่งถึงปัจจุบัน ปี ๒๕๕๘ จีดีพี (GDP) ได้โตขึ้นถึง ๓ เปอร์เซ็นต์ และล่าสุดก่อนที่จะถึงปี ๒๕๖๒ ซึ่งโลกนี้ได้เผชิญวิกฤตเศรษฐกิจ มากมาย จีดีพี (GDP) ประเทศไทยเติบโตขึ้นไปถึง ๔ เปอร์เซ็นต์ครับ วันนี้อาจจะมีการปรับประมาณการ จีดีพี (GDP) อันเนื่องมาจากมีสงครามการค้าเกิดขึ้น ในโลกอย่างรุนแรง ได้มีการปรับประมาณการลงมาประมาณ ๓.๘-๓.๙ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งยังนับว่ามากกว่าการเติบโตเฉลี่ยของโลกนี้ด้วยซ้ำไป ฉะนั้นแล้วความรู้สึกที่ท่านอนุมาน เอาว่าผลงานที่ท่าน พลเอก ประยุทธ์ได้ดำเนินมาและสร้างปัญหาทางเศรษฐกิจ ผมคิดว่า น่าจะถูกหักล้างด้วยเหตุผลเชิงประจักษ์ที่เป็นหลักฐาน และท่านสามารถหาดูผลงานนี้ ได้ตามทุกที่ มีการตีพิมพ์เต็มไปหมด
แง่มุมที่ ๒ ครับที่เป็นปัญหาทางเศรษฐกิจ ก็คือเรื่องของความเหลื่อมล้ำ ซึ่งความเหลื่อมล้ำนั้นในทางเศรษฐกิจก็คงมี ๒ ประเด็นใหญ่ ๆ ก็คือความเหลื่อมล้ำ ทางรายได้กับความเหลื่อมล้ำทางความมั่งคั่ง ท่านประธานที่เคารพครับ ตัวเลขเชิงประจักษ์ อีกเช่นเดียวกัน ในปี ๒๕๕๘ ปี ๒๕๕๙ ปี ๒๕๖๐ โดยสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคม แห่งชาติ อีกเช่นเดียวกันมีการคำนวณตัวชี้วัดที่เรียกว่า สัมประสิทธิ์ จีนี (GINI) แนวคิด ของสัมประสิทธิ์ จีนี (GINI) ก็คือวัดรายได้ของคนที่ร่ำรวยที่สุดเทียบกับรายได้ ของคนที่ยากจนที่สุดในสังคมนั้น ปรากฏว่าใน ๓ ปีที่ผมกราบเรียนนั้นไม่ได้เปลี่ยนแปลงเลย และการที่ไม่ได้เปลี่ยนแปลงนั้นก็ยังอยู่ในค่าเฉลี่ยที่ไม่แตกต่างกับประเทศอื่น ๆ ในโลกนี้ แต่ต้องยอมรับว่าปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำนั้นยังมีอยู่จริงครับ ซึ่งจำเป็นที่จะต้องแก้ไขกัน ต่อไป ส่วนอีกประเด็นหนึ่งที่ผมพูดถึงความเหลื่อมล้ำเมื่อสักครู่ นอกเหนือจากความเหลื่อม ล้ำในเชิงรายได้นั้น ก็เป็นความเหลื่อมล้ำเรื่องของความมั่งคั่ง ความมั่งคั่งนั้นเป็นการสะสม ความมั่งคั่งที่ต่อเนื่องมาจากอดีต ประเทศไทยอาจจะยังมีประชาชนที่มีความเหลื่อมล้ำ ทางความมั่งคั่งอยู่พอสมควร ในระหว่างที่พวกเราท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้ทรงเกียรติ ทุกท่านได้ลงพื้นที่กัน เราก็คงเห็นว่ามีประชาชนที่ยากจนเดือดร้อนมากมายทีเดียว อันนั้น จะโทษว่าเป็นผลพวงของการดำเนินงานของท่านนายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผมคิดว่าคงไม่ยุติธรรม เพราะมันเป็นเรื่องที่สะสมมาในอดีตมากมาย ผมจึงอยากชี้ประเด็นนี้ เท่านั้นเองว่าที่ท่านกล่าวหาว่าท่าน พลเอก ประยุทธ์มีคุณสมบัติไม่เหมาะสมในการบริหาร เศรษฐกิจผิดพลาดนั้น ผมคิดว่าเมื่อเห็นข้อมูลเชิงประจักษ์แล้วน่าจะหักล้างความคิด เช่นนั้นได้ เหตุผลเชิงประจักษ์ที่เป็นข้อมูลอีกเหมือนกัน ก่อนปี ๒๕๕๗ นักท่องเที่ยวที่เข้ามา สู่ประเทศไทย มีประมาณสัก ๒๐ ล้านคน วันนี้นักท่องเที่ยวที่เข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยนั้น เกิน ๓๐ ล้านคนแล้วครับ แล้วก็สร้างรายได้ให้กับภูมิภาคต่าง ๆ อย่างมากมาย ท่านกล่าวอ้างว่า เอสเอ็มอี (SMEs) ปัจจุบันอยู่ไม่ได้ ท่านประธานที่เคารพครับ โครงสร้างของการทำธุรกิจ วันนี้เปลี่ยนไปมาก ฉะนั้นแล้วการที่ปรับตัวไม่ได้ของผู้ประกอบการนั้น รัฐบาลท่าน พลเอก ประยุทธ์ที่ผ่านมานั้นพยายามทำอย่างยิ่งและทำอย่างต่อเนื่อง ถ้าไม่มีการดำเนินการ เช่นนั้น ผมเชื่อว่าจะมีปัญหามากกว่านี้ด้วยซ้ำ
ประเด็นสุดท้ายครับ ที่ผมไม่อยากจะใช้เวลาของท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ให้มันมากเกินไป อยากจะชี้ประเด็นเนื้อ ๆ เน้น ๆ เลย นอกเหนือจากเรื่อง จีดีพี (GDP) นอกเหนือจากเรื่องความเหลื่อมล้ำ นอกเหนือจากเรื่องนักท่องเที่ยวแล้ว สิ่งที่เห็นได้ อีกอย่างหนึ่งก็คือว่าท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นั้น นอกเหนือจากคุณสมบัติที่เราพูด ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๐ และไม่ปรากฏลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๙๘ เนื่องจาก สมาชิกผู้ทรงเกียรติหลายท่านได้ยกขึ้นและสมาชิกผู้ทรงเกียรติอีกหลายท่านก็ได้มีเหตุผล ที่ค้านไปเรียบร้อยแล้ว จะเห็นว่าท่านได้มีวิสัยทัศน์ความเป็นผู้นำ ประเทศไทยมีครั้งแรกครับ ที่มีการกำหนดยุทธศาสตร์ของประเทศ และหลายครั้งอีกเช่นเดียวกันมีการพยายามสร้าง ความเข้าใจผิดว่ายุทธศาสตร์ประเทศ ๒๐ ปีนั้น ไม่มีใครเขาทำกันในโลก ไม่จริงครับ ในประเทศที่เจริญแล้วทั้งหลายมีการวางยุทธศาสตร์กันทั้งสิ้นในระยะยาว และยุทธศาสตร์นั้น สามารถที่จะมีการทบทวนและแก้ไขปรับปรุงได้ทุก ๆ ช่วงเวลา อันนี้ทั้งหมดผมอยากจะเรียน ขอความยุติธรรมว่าเมื่อเราพูดถึงข้อมูลต่าง ๆ แล้ว ควรจะพูดถึงข้อมูลอย่างครบด้าน เพื่อให้สมาชิกผู้ทรงเกียรติในการประชุมร่วมของ ๒ สภาวันนี้ ที่ประกอบกันเป็นที่ประชุม ของรัฐสภานั้น ได้สามารถรับข้อมูลทุกด้านอย่างครบถ้วน และได้ใช้ดุลยพินิจอย่างรอบคอบ เพื่อประกอบ การตัดสินใจในการสนับสนุนให้ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ตามที่พรรคพลังประชารัฐ ได้นำเสนอว่าสมควรเป็นผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี คนที่ ๓๐ ท่านประธานครับ กราบขอบพระคุณครับ