เสรี สุวรรณภานนท์ ชี้แจงและสนับสนุนความเหมาะสมของพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยย้ำว่ากระบวนการดังกล่าวเป็นไปตามรัฐธรรมนูญและไม่ใช่การสืบทอดอำนาจ พร้อมตั้งคำถามถึงความพึงพอใจของประชาชนต่อความสงบเรียบร้อยในช่วงที่ผ่านมา และตั้งข้อสังเกตถึงความไม่ชัดเจนในข้อบังคับของพรรคอนาคตใหม่เกี่ยวกับการเคารพสถาบันกษัตริย์ ซึ่งส่งผลต่อการตัดสินใจสนับสนุนผู้สมัครนายกรัฐมนตรี อีกทั้งเปรียบเทียบผลงานการบริหารประเทศของธนาธรกับพลเอก ประยุทธ์ โดยเห็นว่าพลเอก ประยุทธ์ มีผลงานต่อเนื่องและควรได้รับการสนับสนุนมากกว่า รวมถึงตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการตีความคุณสมบัติของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตามรัฐธรรมนูญมาตรา 98 (15) โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการพิจารณาว่านายกรัฐมนตรีเข้าข่ายเป็น "เจ้าหน้าที่ของรัฐ" หรือไม่
ขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ แต่สักครู่ท่านบอกว่าทนายความที่ดีไม่พูดแบบนี้ ก็แสดงว่าผมไม่ดี เพราะฉะนั้นผมยังไม่ได้ว่าอะไรท่านสักคำเดียว ท่านว่าผมฉอด ฉอด ฉอด ท่านประธานครับ ผมต้องกราบเรียนว่าสิ่งที่ผมได้อภิปรายไปนั้นเป็นข้อเท็จจริงว่าที่ท่านกล่าวหาว่าคนที่ผม จะสนับสนุนนี่นะครับ ผมยอมรับครับผมสนับสนุนท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี แต่ในเมื่อท่านอภิปรายว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่เหมาะสม อย่างไรก็เป็นสิทธิของผม ที่ผมจะบอกว่าท่าน พลเอก ประยุทธ์เหมาะสมอย่างไร แล้วสิ่งที่ ท่านกล่าวหามานั้นท่าน พลเอก ประยุทธ์ท่านก็อยู่ข้างนอก ท่านไม่ได้มาอธิบายชี้แจง เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมอภิปรายผมก็อยากให้สมาชิกท่านอื่นสนับสนุนผม ถ้าผมไม่อธิบาย ไม่ชี้แจง ท่านสมาชิกท่านอื่นเข้าใจผิดก็ไม่ลงคะแนนให้ สิ่งที่ผมตั้งใจก็จะไม่ได้รับ การตอบสนอง เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมอภิปรายอยู่ในขอบเขตของสิ่งที่เราได้พูดหารือกัน แล้วก็พิจารณากันอยู่ในขณะนี้ ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานต่อว่า สิ่งที่บอกว่าท่าน พลเอก ประยุทธ์ได้กระทำผิดจริยธรรมนั้น ท่านไม่ได้กระทำผิด อะไรเลย สิ่งที่ท่านได้ทำหน้าที่ในช่วงเวลาที่ผ่านมานั้นเป็นเรื่องการแก้ไขปัญหาวิกฤต ของประเทศ ไม่ได้มีเจตนาหรือกระทำการใด ๆ ที่ต้องการปฏิวัติรัฐประหาร ซึ่งทุกคนก็มี ความคิดเห็นแบบนั้นและต้องการแบบนั้น แต่มันเกิดจากปัจจัยของประเทศที่อยู่ในสภาพบังคับ ก่อให้เกิดเรื่องเหล่านั้น ท่านประธานครับ สิ่งที่ท่านสมาชิกได้อภิปรายไปว่าจะมา มีการสืบทอดอำนาจนั้น ก็ต้องทำความเข้าใจว่าสมาชิกวุฒิสภา แม้ว่าจะได้รับการเลือกจากคณะ คสช. ก็เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ เป็นไปตามกระบวนการ ที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ ท่านจะชอบรัฐธรรมนูญ ไม่ชอบหรือว่ารัฐธรรมนูญไม่ถูกใจท่าน อย่างไร แต่รัฐธรรมนูญก็เป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศที่ทุกคนต้องปฏิบัติ และท่านสมาชิก ทั้งหลายที่เข้ามานั่งในสภาแห่งนี้ได้ ท่านไม่ชอบรัฐธรรมนูญ แต่ท่านก็เข้ามาตามรัฐธรรมนูญ ดังนั้นกระบวนการที่มันเกิดขึ้นหลังจากมีการเลือกตั้งแล้วเราก็จะมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มีสมาชิกวุฒิสภา รัฐธรรมนูญบอกว่าให้ ส.ว. ต้องทำหน้าที่ลงคะแนนเลือกนายกรัฐมนตรีด้วย เพราะฉะนั้นกระบวนการเหล่านี้ก็เป็นกระบวนการที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ไม่ใช่เรื่อง การสืบทอดอำนาจ เพราะบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีนั้นผ่านกระบวนการ ของพรรคการเมืองที่พรรคการเมืองเสนอชื่อเป็นบัญชีพรรคการเมืองที่มีรายชื่อนายกรัฐมนตรี กำหนดไว้ นี่สืบทอดอำนาจอะไรครับ ไม่มีเลยครับท่านประธาน ดังนั้นกระบวนการทั้งหลายเหล่านี้ ถือว่าเป็นกระบวนการตามรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่เรื่องของการสืบทอดอำนาจที่ท่านพยายาม ยัดเยียดมาให้ ท่านพยายามป้ายสีมาตลอดว่าเราเป็น ส.ว. พยายามที่จะเข้ามา สืบทอดอำนาจด้วย ไม่ใช่ครับ ดังนั้นถ้าในช่วงเวลาที่ผ่านมาเราถูกกระบวนการถูกป้ายสี มาตลอด มีฝ่ายประชาธิปไตย มีฝ่ายเผด็จการ แล้วก็เรียกตัวกันเองเป็นฝ่ายนั้นฝ่ายนี้ แต่ในช่วงเผด็จการ ๕ ปีที่ผ่านมาในช่วงเราแก้วิกฤตแก้ปัญหาประเทศนั้นประชาชน ถามหน่อยครับ ประชาชนไม่มีเสรีภาพตรงไหน ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพใช้ชีวิตตามปกติ ได้ทั่ว ๆ ไปอย่างปกติสุขครับ คงมีจำกัดในเรื่องทางการเมืองส่วนหนึ่งที่เป็นปัญหาของ ประเทศถูกจำกัดไว้ตรงนั้นเท่านั้น แต่พี่น้องประชาชนทั่วไปลองไปถามครับ เขามีความ พึงพอใจหรือไม่ที่บ้านเมืองสงบเรียบร้อย มีครับ ดังนั้นนี่คือเป็นเหตุการณ์ความเหมาะสม ของคนที่แก้ปัญหาบ้านเมืองที่ผ่านมา เหมาะสมที่จะเข้ามาทำหน้าที่นายกรัฐมนตรีคนต่อไป
ท่านประธานครับ ในส่วนคุณสมบัติถ้าจะว่าไปแล้วผมก็พยายามเปรียบเทียบ ผมไม่ใช่มองด้านเดียวครับ ถ้าผมจะเชียร์ท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีผมก็ไม่ได้มองด้านเดียว ก็มองในส่วนที่ท่านวิพากษ์วิจารณ์ ในส่วนความเห็นต่าง ๆ ที่ไม่เห็นด้วย แต่ในขณะเดียวกันถ้าจะพิจารณาในส่วน ของท่านหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ถามว่าผมให้ความสนใจไหม ผมให้ความสนใจโดยตลอด ผมพยายามติดตามว่าปัญหาที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นบ้าง และโดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านได้รับการเสนชอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีในครั้งนี้ผมก็ต้องมา เปรียบเทียบครับ ผมต้องมาดูข้อมูลว่าเหมาะสมหรือไม่ที่ท่านจะเป็นนายกรัฐมนตรี ท่านประธานเชื่อหรือไม่ครับ ผมได้พิจารณาจากข้อมูลเอกสารทั้งหลาย แต่ผมไม่ได้พูดถึง ตัวบุคคลต้องกราบเรียนเลยนะครับ ผมไม่ได้พูดถึงท่านสมาชิกหรือท่าน ส.ส. พรรคอนาคตใหม่ ไม่ได้พูดถึงนะครับ แต่จะพูดถึงท่านหัวหน้าพรรคที่ได้รับการเสนอชื่อเข้ามา ท่านเข้ามาในพรรคอนาคตใหม่ซึ่งเป็นหัวหน้าพรรค ผมก็ต้องไปดูว่าพรรคอนาคตใหม่ เหมาะสมหรือไม่ที่จะมีผู้นำเป็นนายกรัฐมนตรี แต่น่าตกใจครับท่านประธาน ผมได้ไปดู ข้อบังคับพรรคทุกพรรคการเมือง ในข้อบังคับของพรรคอนาคตใหม่ไม่มีข้อความ ในเรื่องเมื่อพูดถึงประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขแม้สักคำเดียว แต่พรรคอื่นมีหมดครับ พรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ พรรคภูมิใจไทย พรรคชาติไทยพัฒนา ทุกพรรคครับ มีข้อความเหล่านี้ครับท่านประธาน ถามว่าทำไมผมให้ความสำคัญตรงนี้ ในเมื่อถ้าไม่มี ผมก็ไม่ไว้ใจครับท่านประธาน ผมไม่ไว้ใจว่าคนจะเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ในข้อบังคับพรรค ของท่านซึ่งเป็นหัวหน้าพรรคไม่มีเรื่องเหล่านี้ ผมก็เลยเลือกไม่ได้อย่างไรครับ มันเป็นเหตุผล ว่าทำไมผมถึงเลือกท่านไม่ได้ ท่านอาจจะเป็นคนรุ่นใหม่ ท่านอาจจะมีความคิดใหม่ ๆ ดูแล้ว เหมาะสมกับการที่จะได้คนรุ่นใหม่เข้ามาบริหารประเทศ แต่พอมาติดด้วยข้อบังคับพรรค อยากให้ท่านไปปรับปรุงไปแก้ไข แล้วข้อบังคับตรงนี้ขัดกับ พ.ร.บ. พรรคการเมือง มาตรา ๑๔ ด้วย ท่านช่วยกรุณาไปดูว่าในมาตราดังกล่าวเขาเขียนว่าอย่างไร นี่คือข้อที่ ๑ ที่ผมไม่เห็นด้วยจะให้ท่านเป็นนายกรัฐมนตรี
ข้อที่ ๒ ถ้าเราเปรียบเทียบระหว่างหัวหน้าพรรคท่านธนาธร กับท่าน พลเอก ประยุทธ์ ถ้าเปรียบเทียบดูผลงานที่ผ่านมาประสบการณ์ทางการบริหารประเทศ บ้านเมืองที่ผ่านมามีความเหมาะสมมากน้อยแค่ไหน ด้วยอาจจะเป็นครั้งแรกที่ท่านเข้ามาใน วงการเมือง ซึ่งไม่ใช่เรื่องเสียหาย ผลงานท่านอาจจะน้อย หรือแทบจะไม่เห็น แต่ถ้าเทียบแล้ว พลเอก ประยุทธ์ผ่านกระบวนการแก้ปัญหาบ้านเมือง แก้ปัญหาประเทศมาตลอด ๕ ปี ที่ผ่านมา เพราะฉะนั้นผมก็เห็นความแตกต่างว่าผลงานที่ผ่านมาเป็นเครื่องกฎหมายว่าแก้ไข ปัญหาอะไรบ้าง ผมไม่มาแถลงเรื่องผลงานท่านนะครับ ผมจะยกตัวอย่างให้เห็นว่าเท่าที่ผม พบมานี่แก้ปัญหาประมง การบิน รถไฟ บุกรุกป่า รถไฟฟ้าที่ท่านกรณิศ เมื่อสักครู่นี้ท่านพูดถึง อันนี้เป็นผลงาน ผมคิดว่ามันเป็นข้อเปรียบเทียบได้ว่าทำไมผมต้องเลือกท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ความแตกต่างในเรื่องประสบการณ์การทำงาน การแก้ปัญหาบ้านเมืองผ่านมา ก็ดีกว่านะครับ
ข้อที่ ๓ มีการพูดถึงคุณสมบัติว่าท่าน พลเอก ประยุทธ์เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ สมาชิกหลายท่านก็อภิปรายว่าขาดคุณสมบัติ ว่าเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๙๘ (๑๕) หรืออย่างไรนี่ครับ ถ้าจำไม่ผิด เพราะฉะนั้นสิ่งที่เอ่ยถึง ในเรื่องเหล่านี้เราต้องไปดูว่ารัฐธรรมนูญเขียนไว้ว่าอย่างไร คำว่า เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ มันมี เยอะแยะไปหมดท่านประธานครับ มันมีทั้งเจ้าพนักงานที่ท่านยกคำพิพากษาศาลฎีกาขึ้นมา มันมีเจ้าหน้าที่อีกระดับ ลูกจ้าง พนักงานมีเยอะแยะไปหมดครับ แต่มาตรา ๙๘ ของรัฐธรรมนูญ เขาบัญญัติในเรื่องอะไรครับ มาตรา ๙๘ ของรัฐธรรมนูญเขาบัญญัติในเรื่องคุณสมบัติจะเป็น ส.ส. ส.ว. แล้วความเป็นนายกรัฐมนตรี เขาเอาคุณสมบัตินี้ไปใช้ด้วย เพราะฉะนั้นเขาก็จำกัด เอาไว้ว่าคุณสมบัติคนที่เป็นนายกรัฐมนตรีนั้นมีอะไรได้บ้าง ซึ่งมีเยอะแยะ แล้วพอมาพูดถึง เป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ ตรงไหนที่เป็นข้อจำกัด เขาก็จะเขียนเอาไว้ในมาตรา ๙๘ (๑๕) คือไม่ได้ตีความหมายทำให้สังคมเข้าใจผิดไปทั้งประเทศว่าความเป็นนายกรัฐมนตรี เป็นเจ้าพนักงานแล้วเป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ มันเป็นครับ ไม่ใช่ไม่เป็น เป็นครับ แต่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ เป็นเจ้าหน้าที่อื่นตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๙๘ (๑๕) หรือเปล่า ตรงนี้คือประเด็นครับท่านประธาน พอไปพูดว่าเป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐมันเหมือนกับเอา กำปั้นทุบดิน พอพูดไปปั๊บมันก็เป็น แต่เป็นแล้วเป็นข้อห้ามในการจะดำรงตำแหน่งหรือไม่ นี่คือประเด็น นี่คือปัญหา เพราะฉะนั้นถ้าท่านไปตีความเป็นเจ้าหน้าของรัฐมันก็ใช่ครับ แต่มันเป็นปัญหาที่จะไม่ให้ ดำรงตำแหน่งเป็น ส.ส. ส.ว. หรือรัฐมนตรีหรือไม่ มันเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ดังนั้นคำว่า เจ้าหน้าที่อื่น ของรัฐ ที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยไว้ในคำวินิจฉัย ที่ ๕/๒๕๔๓ นะครับ