ปิยบุตร แสงกนกกุล อภิปรายคุณสมบัติของผู้ถูกเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรี โดยตั้งข้อสังเกตว่าพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ขาดคุณสมบัติเนื่องจากเคยก่อรัฐประหารและใช้อำนาจเบ็ดเสร็จภายใต้ คสช. ซึ่งขัดต่อหลักประชาธิปไตยและมาตรฐานทางจริยธรรม โดยเฉพาะการใช้มาตรา 44 และการนิรโทษกรรมตนเอง ซึ่งเป็นการละเมิดรัฐธรรมนูญและหลักการแบ่งแยกอำนาจอย่างร้ายแรง
กราบเรียนท่านประธานวุฒิสภา ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะรองประธานรัฐสภาที่เคารพครับ ผม ปิยบุตร แสงกนกกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอบพระคุณท่านประธานที่ให้โอกาสในการได้อภิปราย ถกเถียงกันเรื่องคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของบุคคลผู้ถูกเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรี ผมเรียนอย่างนี้นะครับว่าวันนี้เป็นวันสำคัญอย่างยิ่งในประวัติศาสตร์การเมืองไทย เพราะนายกรัฐมนตรีคนถัดไปที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่วันนี้จะเป็นนายกรัฐมนตรีคนแรก ตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ และจะเป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกหลังจากการรัฐประหาร เมื่อปี ๒๕๕๗ ดังนั้นการพูดจากันถึงเรื่องคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามจึงเป็นเรื่องที่สำคัญ ก่อนที่เราจะลงมติกัน ในส่วนของผมเอง ผมจะขออนุญาตที่จะไม่ได้พูดกันว่าใครดีกว่าใคร แต่ผมจะเดินตามมาตรา ๑๕๙ ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งกำลังนั่งอภิปรายกันอยู่ว่าแคนดิเดต (Candidate) ทั้ง ๒ ท่านนี้ ใครมีคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๑๖๐ ที่นี่ไม่ใช่เวทีในการแถลงว่าใครดีกว่าใคร แต่เรากำลังพิจารณาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๙ ผมจะไม่พูดถึงว่าใครเหมาะกว่าใคร ใครเก่งกว่าใคร แต่จะเอาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๙ ประกอบกับคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๑๖๐ ตัวกระผมเองแล้วก็ เพื่อนสมาชิกอีกอย่างน้อย ๆ น่าจะไม่น้อยกว่า ๒๔๖ คน มีความเห็นกันว่าบุคคลที่ถูกเสนอชื่อ เป็นนายกรัฐมนตรีท่านหนึ่งในที่ประชุมแห่งนี้ น่าจะขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้าม ในการเป็นนายกรัฐมนตรี บุคคลท่านนั้นคือ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ต้องขอประทานโทษ ที่เอ่ยนามท่าน ผมขออนุญาตไล่เรียงกันไปอย่างนี้ ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๙ เขียนเอาไว้ว่า จะต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๑๖๐ ทีนี้พวกเราตั้งประเด็นไว้ ตรงไหนครับ ตัว พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ มีลักษณะต้องห้ามของการเป็นนายกรัฐมนตรี เนื่องจากมีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๖๐(๕) มาตรฐานจริยธรรมตอนนี้ได้ออกมาแล้ว โดยตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเป็นคนออกมา และในมาตรา ๒๑๙ วรรคสอง บอกว่าให้นำมาตรฐานเหล่านี้มาใช้กับ ส.ส. ส.ว. และรัฐมนตรีด้วย และเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องของลักษณะต้องห้ามของคนที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีด้วยเช่นเดียวกัน ในมาตรฐานฉบับนี้ประกาศใช้เมื่อเดือนมกราคม ๒๕๖๑ ในข้อ ๒๗ เขียนเอาไว้ว่า การฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมในหมวด ๑ ให้ถือว่ามีลักษณะร้ายแรง ทีนี้หมวด ๑ พูดถึงเรื่องอะไรครับ ลองตามมาดูกัน หมวด ๑ คือมาตรฐานทางจริยธรรมอันเป็นอุดมการณ์ มีตั้งแต่ข้อ ๕ จนถึงข้อ ๑๐ ผมไล่ดูแล้ว จริง ๆ ก็น่าจะขัดทุกข้อ แต่เพื่อจะไม่รบกวนเวลา ในที่ประชุมแห่งนี้ ผมขออนุญาตอภิปรายสักข้อหนึ่งก็คือมาตรฐานทางจริยธรรม ข้อ ๕ บัญญัติเอาไว้ว่าต้องยึดมั่นและธำรงไว้ซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ท่านประธานครับ การปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุขตาม รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยนั้นมีลักษณะสำคัญอย่างไรบ้าง ผมเรียนอย่างนี้ครับ ในประวัติศาสตร์รัฐธรรมนูญไทย รัฐธรรมนูญตั้งแต่ปี ๒๔๙๐ จนกระทั่งถึงปัจจุบัน ฉบับปี ๒๕๖๐ ทุก ๆ ฉบับ เรารับรองตรงกันหมดว่าประเทศไทยปกครองในระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข ดังนั้นอันนี้คือหัวใจของรัฐธรรมนูญ ของประเทศไทย ของราชอาณาจักรไทย ทีนี้เนื้อหาสาระสำคัญมีอะไรบ้าง ผมขออนุญาต ไล่เรียงไปในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เวลาพูดถึงจะมีหมวด ๑ หมวดทั่วไป หมวด ๑ หมวดทั่วไปนี้ มาตราต้น ๆ ของรัฐธรรมนูญจะแสดงถึงเอกลักษณ์ของรัฐธรรมนูญในแต่ละฉบับ ในมาตราแรก เรารับรองเอาไว้ว่าประเทศไทยนั้นเป็นราชอาณาจักรและเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน จะแบ่งแยกไม่ได้ ความข้อนี้หมายถึงประเทศไทยปกครองโดยที่พระมหากษัตริย์ ทรงเป็นพระประมุขสืบทอดทางสายโลหิต และประเทศไทยเป็นรัฐเดี่ยว ไม่ใช่สหพันธรัฐ ในมาตรา ๒ ก็จะยืนยันว่าเราปกครอง ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ในมาตรา ๓ เขียนล้อกันมา ทุกฉบับเหมือนกันครับว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย และพระมหากษัตริย์ ในฐานะประมุขแห่งรัฐทรงใช้อำนาจอธิปไตยนั้นผ่านทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรีและศาล ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และในวรรคสองก็บอกว่าการใช้อำนาจเหล่านี้ จำเป็นต้องยึดมั่นในหลักนิติธรรม มาตรา ๔ รับรองเรื่องสิทธิและเสรีภาพ ความเสมอภาค และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ในมาตรา ๕ คือการยืนยันว่ารัฐธรรมนูญเป็นกฎหมาย สูงสุด กฎหมายอื่นใด การกระทำอื่นใดจะละเมิดมิได้ ทั้งหลายทั้งปวงที่ผมพูดมาทั้งหมด ๕ มาตรานี้นะครับ มันก็คือเนื้อหาสาระสำคัญของคำว่า ระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขนั่นเอง นั่นก็คืออำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน พระมหากษัตริย์เป็นพระประมุขแห่งรัฐ ประเทศไทยเป็นรัฐเดี่ยว และเราต้อง ยึดหลักเรื่องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิและเสรีภาพความเสมอภาค และรัฐธรรมนูญนั้น เป็นกฎหมายสูงสุด อาจจะกล่าวได้ว่านี่คืออัตลักษณ์ทางรัฐธรรมนูญของประเทศไทย ในภาษาวิชาการ ในกฎหมายรัฐธรรมนูญขออนุญาตใช้คำภาษาอังกฤษ เขาเรียกกันว่า คอนสทิทิวชันนัล ไอเดนติตี (Constitutional Identity) นี่คืออัตลักษณ์ทางรัฐธรรมนูญ หมายความว่า คุณจะแตะต้องเรื่องพวกนี้ไม่ได้ มันเป็นหัวใจสำคัญของรัฐธรรมนูญ ของประเทศไทยทุกยุคทุกสมัย
ท่านประธานครับ ทีนี้ที่ผมพูดมาว่าพฤติการณ์ของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นั้นน่าจะไม่ปฏิบัติตาม หรือฝ่าฝืนกับข้อ ๕ ของมาตรฐานจริยธรรมอย่างไร เวลาเราดูคำตามกฎหมายเขาบอกว่าให้ดูว่ามีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนต่อการปฏิบัติ ตามมาตรฐานทางจริยธรรมหรือไม่ คำว่า มีพฤติกรรม เราจะรู้ได้ว่าใครมีพฤติกรรมอย่างไร เราไม่ได้สามารถดูได้ในชั่วข้ามคืน เราไม่สามารถรู้เช่นเห็นชาติว่าใครมีพฤติกรรมอย่างไร ในลักษณะประเดี๋ยวประด๋าว เราจำเป็นต้องดูการกระทำของเขาสะสมไปเรื่อย ๆ จึงสรุป ได้ว่าเขามีพฤติกรรมเหล่านั้นหรือไม่ เพราะฉะนั้นจำเป็นต้องเท้าความย้อนกลับไป สักเล็กน้อย ผมใช้เวลาไม่นานครับท่านประธาน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ณ วันนี้ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แต่ในพร้อม ๆ กันนั้นท่านก็เป็นหัวหน้าคณะรักษาความสงบ เรียบร้อยแห่งชาติด้วย ตำแหน่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติท่านได้แต่ใดมา คำตอบก็คือเมื่อวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ในช่วงเวลานั้นท่าน พลเอก ประยุทธ์ ท่านเป็น ผู้บัญชาการทหารบก ท่านเป็นข้าราชการประจำ ท่านอยู่ภายใต้การบังคับบัญชา ของนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง แต่ว่าตัวท่านเองตัดสินใจกับเพื่อนคณะนายทหารอีกกลุ่มหนึ่งก่อรัฐประหารยึดอำนาจ การปกครองประเทศ และประกาศยกเลิกรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ปี ๒๕๕๐ แล้วหลังจากนั้นท่านก็ตั้งตนเป็นรัฏฐาธิปัตย์ สามารถปกครองประเทศไทยในช่วงเวลานั้น โดยที่ไม่มีรัฐธรรมนูญเลย แต่ปกครองประเทศโดยใช้คำสั่งของท่านแต่เพียงผู้เดียว นั่นก็คือ คำสั่งและประกาศคำสั่งของหัวหน้า คสช. เราเรียกกันตามธรรมเนียมกฎหมายของไทย ซึ่งศาลฎีกาก็พยายามเดินตามนี้ว่าเป็นรัฏฐาธิปัตย์ เราปกครองโดยไม่มีรัฐธรรมนูญมาถึง ๒ เดือนเต็ม หลังจากนั้นจึงมีการตรารัฐธรรมนูญชั่วคราว ปี ๒๕๕๗ ออกมา ทีนี้รัฐธรรมนูญ ชั่วคราวปี ๒๕๕๗ ในมาตราสุดท้ายนั้นก็ไปนิรโทษกรรมการก่อการรัฐประหารเมื่อวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ความข้อนี้หมายถึงอะไรครับ หมายความว่าตัว พลเอก ประยุทธ์ ก็รู้อยู่แก่ใจ ว่าการกระทำยึดอำนาจเมื่อวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ นั้นเป็นการกระทำผิดกฎหมาย เพราะถ้าท่านไม่รู้ว่าท่านทำผิดกฎหมายท่านไม่จำเป็นต้องนิรโทษกรรมตัวท่านเอง ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๗ ผิดกฎหมายอะไรครับ วันที่ท่านยึดอำนาจเมื่อวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ นั้น เรามีประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๓ อยู่ครับท่านประธาน มาตรา ๑๑๓ คือความผิดฐานกบฏ ฐานล้มล้างรัฐธรรมนูญ โทษสูงสุดคือประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิต เมื่อท่านทราบอยู่แก่ใจว่ามีความผิดฐานกบฏ ดังนั้น ๒ เดือนถัดมาเมื่อมีรัฐธรรมนูญชั่วคราว ปี ๒๕๕๗ ออกมา จึงมีมาตราหนึ่งนิรโทษกรรมในการกระทำอันนั้นทั้งหมด ข้อความนั้น เขียนเอาไว้ชัดว่าวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ นั้นถ้าทำอะไรมาที่เป็นเรื่องผิดกฎหมาย ให้ถือว่าไม่ผิด อันนี้คือการนิรโทษกรรมโดยใช้รัฐธรรมนูญชั่วคราว เรื่องทั้งหลายทั้งปวง ที่ผมพูดมาเพื่อจะสะท้อนถึงอะไรครับ การรัฐประหารคืออาชญากรรมสูงสุดต่อการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข คือฉีกรัฐธรรมนูญทิ้งทั้งฉบับ แล้วก็ยึดอำนาจปกครองประเทศโดยตั้งตนเป็นรัฏฐาธิปัตย์มีอำนาจสูงสุดเด็ดขาด ความข้อนี้แสดงให้เห็นอยู่เองว่าตัวท่าน พลเอก ประยุทธ์นั้นไม่ได้ยึดมั่นและไม่ได้ธำรงรักษาไว้ ซึ่งระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข ถ้าท่านยึดมั่นและท่าน ธำรงรักษาไว้ซึ่งระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุขจริง ท่านจะต้องไม่ก่อรัฐประหาร ท่านจะต้องไม่ยึดอำนาจและท่านต้องไม่ใช้กำลังทางอาวุธเข้าไป ฉีกรัฐธรรมนูญทิ้งทั้งฉบับ ท่านประธานครับ หลังจากนั้นรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๗ ก็มีมาตราพิเศษอยู่มาตราหนึ่งคือมาตรา ๔๔ มาตรา ๔๔ เขียนเอาไว้คืออะไร หลายท่าน ก็พูดกันไปแล้วหลายครั้งหลายหนต่างกรรมต่างวาระว่ามาตรานี้มันคล้าย ๆ กับมาตรา ๑๗ สมัยท่าน จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ตามธรรมนูญการปกครอง ปี ๒๕๐๒ นั่นก็คือ หัวหน้า คสช. มีอำนาจจะใช้อำนาจไปในลักษณะเป็นในทางนิติบัญญัติก็ได้ บริหารก็ได้ ตุลาการก็ได้ แล้วใช้ไปแล้วก็ให้ถือว่ามันชอบด้วยรัฐธรรมนูญและชอบด้วยกฎหมายทั้งหมด มาตรานี้ หมายถึงอะไร คือถ้าหัวหน้า คสช. ออกคำสั่งตามมาตรา ๔๔ จะทำอะไรก็ได้ครับ ไม่มีข้อจำกัดเลย ไม่มีข้อจำกัดใด ๆ ทั้งสิ้น หัวหน้า คสช. เพียงคนเดียว และเรื่องนี้สำคัญ ตรงไหนครับ ท่านประธาน ผมขออนุญาตที่ประชุมแห่งนี้ลองเปรียบเทียบให้ท่านดู พวกเราเป็นสมาชิกรัฐสภา เราถืออำนาจนิติบัญญัติในการตราพระราชบัญญัติ ท่านประธานครับ เมื่อรัฐสภาให้ความเห็นชอบผ่านร่างพระราชบัญญัติไปแล้ว นายกรัฐมนตรี จะเป็นผู้ทำหน้าที่ทูลเกล้าฯ ให้แก่พระมหากษัตริย์เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธยประกาศ ใช้เป็นกฎหมาย พวกเราซึ่งมาจากการเลือกตั้งของพี่น้องประชาชนเข้ามาใช้อำนาจ นิติบัญญัติ เมื่อเราร่างกฎหมายกันเสร็จแล้วนายกรัฐมนตรีต้องทูลเกล้าฯ ให้พระมหากษัตริย์ ลงพระปรมาภิไธยประกาศใช้เป็นกฎหมาย แต่หัวหน้า คสช. คนเพียง ๑ คน ซึ่งมาจาก การยึดอำนาจ ไม่ได้มาจากเลือกของพี่น้องประชาชนเลย คนเพียง ๑ คนนะครับท่านประธาน กลับสามารถใช้อำนาจตาม มาตรา ๔๔ แล้วออกคำสั่งให้มันมีผลเป็นพระราชบัญญัติก็ได้ เมื่อหัวหน้า คสช. ท่านนี้ลงนามเมื่อไรมีผลทางกฎหมายทันทีนะครับ ไม่จำเป็นต้องทูลเกล้าฯ ให้พระมหากษัตริย์ลงพระปรมาภิไธยประกาศใช้ นี่คือความนัยสำคัญ เท่านั้นยังไม่พอครับ ถ้าพวกเรารัฐสภาแห่งนี้ร่วมกันตราพระราชบัญญัติ และเมื่อพระมหากษัตริย์ลงพระปรมาภิไธย ประกาศใช้แล้ว ยังมีโอกาสว่าถ้าใครเห็นว่ามันขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ เขาอาจจะเกิดเป็น ประเด็นขึ้นในศาลหรือส่งร้องกันไปที่ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา ส่งไปแล้วเพื่อที่จะยื่น คำร้องต่อไปยังศาลรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญยังมีโอกาสวินิจฉัยว่าพระราชบัญญัติ ที่พวกเราตรากันไปนี้ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญได้ แต่หัวหน้า คสช. ถ้าใช้คำสั่งตามมาตรา ๔๔ ออกคำสั่งออกมาให้เป็นเทียบเท่าพระราชบัญญัติ ผลคืออะไรครับ ผลก็คือมันชอบด้วย รัฐธรรมนูญตลอดกาล มันกลายเป็นว่าพระราชบัญญัติที่พวกเราร่างมามีพระมหากษัตริย์ ลงพระปรมาภิไธยประกาศใช้มีโอกาสขัดรัฐธรรมนูญนะครับ แต่ถ้าหัวหน้า คสช. คนเพียงคนเดียวออกคำสั่งให้เทียบเท่าพระราชบัญญัติไม่มีวันขัดรัฐธรรมนูญเลย นี่คือการปกครองแบบไหนกันแน่ เพราะฉะนั้นตัวท่านประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะหัวหน้า คสช. จึงมีพฤติการณ์ที่มีลักษณะที่ฝ่าฝืนไม่ธำรงไว้ซึ่งระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นพระประมุข ทีนี้ครับท่านประธาน เมื่อ พลเอก ประยุทธ์ยึดอำนาจแล้วได้ออก รัฐธรรมนูญชั่วคราว ปี ๒๕๕๗ ขึ้นมาแล้ว ผลต่อมาเป็นอย่างไรครับ ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๗ นั้น เป็นรัฐธรรมนูญชั่วคราวครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของรัฐธรรมนูญชั่วคราวประเทศไทย คือเป็นรัฐธรรมนูญชั่วคราวที่เปิดโอกาสให้มีการแก้รัฐธรรมนูญชั่วคราวได้ ที่ผ่านมาเราบอกว่า รัฐธรรมนูญชั่วคราวใช้แป๊บเดียว ใช้สักพักเดียวต้องมีรัฐธรรมนูญถาวร แต่รัฐธรรมนูญ ชั่วคราวนี้เปิดโอกาสให้แก้ตัวเองได้บ่อย ๆ แล้วก็มีการแก้ แก้เพื่ออะไรครับ แก้เพื่อยืด ระยะเวลาว่ายังทำรัฐธรรมนูญกันไม่เสร็จ ทำมาแล้ว ๑ รอบก็ปรากฏว่าคว่ำกันกลางทาง ตามข่าวก็ปรากฏว่าตัวท่านอดีตประธานคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญชุดแรกท่านบอกเอาไว้ว่า เขาอยากอยู่ยาว คำนี้ทุกท่านก็คงทราบกันดี แล้วในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๗ นั้นก็วางกรอบเอาไว้ว่า เวลาคุณจะทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ซึ่งกลายมาเป็นปี ๒๕๖๐ แบบปัจจุบันต้องเคารพ มาตรา ๓๕ ซึ่งวางกรอบเอาไว้หมดว่าจะเขียนรัฐธรรมนูญแบบใด ถ้าท่านจำกันได้ พอเรา ร่างกันไป ร่างที่ ๑ จบ แต่ว่ามันถูกคว่ำลง ก็มีการตั้งคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ชุดที่ ๒ มีท่านอาจารย์มีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธาน ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน หลังจากนั้น ร่างกันเสร็จก็ผ่าน แต่ปรากฏว่าเวลาผ่านจะต้องไปออกเสียงประชามติ ช่วงท้าย ๆ ทุกท่าน จำได้ไหมครับว่าอยู่ดี ๆ ก็มีประเด็นปัญหาเรื่องคำถามพ่วงเกิดขึ้นมา คำถามพ่วงเกิดขึ้นมาก็เพราะคณะ คสช. ทำความเห็นเข้าไปบอกว่าควรจะต้องมีประเด็น ปัญหาเรื่องคำถามพ่วงนี้ด้วย และคำถามพ่วงที่ว่านี้ทุกวันนี้มันปรากฏกายอยู่ตรงไหนครับ มันคือมาตรา ๒๗๒ นั่นเองที่ให้สมาชิกวุฒิสภามีโอกาสได้เข้ามาลงความเห็นชอบ เลือกนายกรัฐมนตรีในช่วง ๕ ปีแรก ตอนคำถามพ่วงไปออกเสียงลงประชามติ พี่น้องประชาชนก็บอกผมมาตลอดเวลาว่าอ่านแล้วมันไม่เข้าใจ คือมันกากบาท กา ๒ ช่อง ช่องหนึ่งเอาหรือไม่เอารัฐธรรมนูญ อีกช่องหนึ่งเป็นคำถามพ่วง อ่านดูแล้วไม่มีวันเข้าใจได้เลย ทุกวันนี้ผมกลับไปถามตอนรณรงค์หาเสียงบอกตอนที่ไปกาทราบไหมว่าเขาหมายถึงว่า ส.ว. มีโอกาสมาเลือกนายกรัฐมนตรี เขาบอกอ่านอย่างไรก็ไม่เข้าใจนะครับ ดังนั้นผลก็ออกมา นี่ยังไม่นับว่าตอนรณรงค์ประชามติทุกท่านคงทราบกันดีนะครับ เอกสารของฝ่ายรณรงค์ ให้รับนี่เต็มไปหมด มีเสรีภาพในการรณรงค์เต็มไปหมด แต่ฝ่ายที่ไม่รับแทบไม่มี โอกาสรณรงค์เลย เท่านั้นยังไม่พอครับ มีคุกมีตะรางด้วยหลายท่านถูกดำเนินคดีจนวันนี้ ยังถูกดำเนินคดีกันอยู่กับการรณรงค์