ศิริกัญญา ตันสกุล อภิปรายเรื่องการกระทำของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรม และเรียกร้องให้เขาพิทักษ์รักษาผลประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติ นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการแจกโพรโมชันกลับคืนสู่ค่ายมือถือและผ่อนจ่ายค่าประมูลสัมปทาน 4G ซึ่งไม่ส่งผลประโยชน์ให้กับประชาชน
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน ศิริกัญญา ตันสกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขออนุญาตอภิปรายเพื่อชี้ ให้เห็นว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นผู้ที่ขาดคุณสมบัติที่จะเป็นบุคคลซึ่งสมควรได้รับ การแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๑๖๐ (๔) ผู้ที่สมควรดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีจะต้องประพฤติตนที่เป็นสุจริต เป็นที่ประจักษ์ มาตรา ๑๖๐ (๕) จะต้องไม่เป็นผู้ที่ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐาน ทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ซึ่งดิฉันจะขอยกตัวอย่างในข้อ ๖ และข้อ ๘ มาตรฐานทางจริยธรรม ข้อ ๖ บัญญัติว่า ผู้ที่จะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนั้นจะต้องพิทักษ์รักษาผลประโยชน์ ของชาติ ส่วนในข้อ ๘ บัญญัติว่าผู้ที่จะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต้องปฏิบัติหน้าที่ ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตไม่แสวงหาประโยชน์โดยมิชอบเพื่อตนเองหรือผู้อื่น หรือมีพฤติการณ์ ที่รู้เห็น หรือยินยอมให้ผู้อื่นใช้ตำแหน่งหน้าที่ของตนเองแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ ท่านประธานที่เคารพคะ ดิฉันมี ๒ กรณีศึกษาที่จะชี้ให้เห็นว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ขาดคุณสมบัติ โดยเฉพาะในเรื่องของการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรม
กรณีศึกษาข้อที่ ๑ ดิฉันขอเข้าประเด็นเลยเนื่องจากเวลามีอยู่น้อย ก็คือว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ใช้อำนาจในฐานะของหัวหน้า คสช. ออกคำสั่ง คสช. ๒ ฉบับที่เป็นการเอื้อประโยชน์กับกลุ่มทุน ได้แก่ คำสั่ง คสช. ฉบับที่ ๙/๒๕๖๑ เรื่อง มาตรการบรรเทาผลกระทบต่อผู้ประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ และอีกฉบับหนึ่งก็คือ คำสั่ง คสช. ฉบับที่ ๔/๒๕๖๒ เรื่อง มาตรการแก้ไขปัญหาการประกอบกิจการโทรทัศน์ และกิจการ โทรคมนาคม ด้วยการออก ๒ คำสั่งนี้ ได้สร้างความเสียหายต่อผลประโยชน์ของประเทศชาติ รวมทั้ง ๒ เคส (Case) นี้มีมูลค่าประมาณ ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ในกรณีของสถานีโทรทัศน์ดิจิทัลทีวี ได้มีการกระทำตามคำสั่ง คสช. ที่ ๙/๒๕๖๑ ก็คือ มีการลดค่าธรรมเนียม มีการยืดหนี้ และสนับสนุนค่าโครงข่ายหรือว่าค่ามัค (Mach) ๕๐ เปอร์เซ็นต์ รวมเป็นเงินที่ต้องใช้ภาษีของประชาชนเข้าไปอุดหนุนเป็นมูลค่า ๓๑,๐๐๐ ล้านบาท จากการที่มี ๗ ช่องที่ขอยื่นเลิกกิจการโทรทัศน์และคืนช่องทำให้สามารถ เรียกเงินคืนได้เป็นมูลค่า ๓,๐๐๐ ล้านบาท ๑๕ ช่องที่ดำเนินการต่อได้รับการ ลดค่าธรรมเนียมใบอนุญาตเป็นมูลค่า ๙,๗๐๐ ล้านบาท ได้รับการสนับสนุนค่าโครงข่าย โดยการลดค่าโครงข่ายลง ๕๐ เปอร์เซ็นต์ คิดเป็นมูลค่า ๑๙,๐๐๐ ล้านบาท ในกรณีของทีวี ดิจิทัลก็ต้องยอมรับว่า ด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่การมีช่องทีวีออนไลน์ (Online) ต่าง ๆ ทำให้ เรทติง (Rating) ตก ค่าโฆษณาตกอะไรก็ตาม แล้วทีวีดิจิทัลประสบภาวะขาดทุนไม่สามารถ ดำเนินการต่อได้ ก็เป็นเหตุเป็นผลว่าทีวีดิจิทัลมีเหตุผลเพียงพอที่จะคืนใบอนุญาตได้ แต่การคืนใบอนุญาตแล้วได้รับเงินคืนด้วยก็ถือว่าเป็นการมอบโชคให้กับทีวีดิจิทัล เพราะว่า ถ้าเกิดเป็นประชาชนทั่ว ๆ ไป ที่ประสบปัญหาทางธุรกิจ ประสบปัญหาขาดทุน ไม่ว่าจะด้วย เหตุผลใด ๆ ก็ตามก็คงไม่มีรัฐบาลไหนหรอกที่จะยื่นมือเข้าไปช่วยแล้วก็ให้เงินช่วยเหลือ ในแบบนี้ ก็นับว่าเป็นการที่ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา มิได้พิทักษ์รักษาผลประโยชน์ของ พี่น้องประชาชนและประเทศชาติ
ในกรณีที่ ๒ ก็คือกรณีของธุรกิจโทรทัศน์คมนาคม ในประกาศคำสั่ง คสช. ที่ ๔/๒๕๖๒ ถ้าจะสรุปเป็นใจความง่าย ๆ ก็คือว่าได้มีการแจกโพรโมชัน (Promotion) กลับคืนสู่ค่ายมือถือ ให้มีการผ่อนจ่ายค่าประมูลสัมปทาน ๔ จี (4G) ให้ได้รับโพรโมชัน (Promotion) ๐ เปอร์เซ็นต์ ผ่อน ๑๐ ปี ซึ่งก็เป็นโพรโมชัน (Promotion) ที่ดีมาก ๆ สำหรับค่ายมือถือ แต่ไม่ใช่สำหรับผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชน ทางสถาบันวิจัยเพื่อการ พัฒนาประเทศไทยได้มีการคำนวณผลประโยชน์ที่เอกชนจะได้รับจากการออกคำสั่งของ คสช. ในครั้งนี้ออกมาแล้วว่าจะมีมูลค่าราว ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ดิฉันจะไม่ขอลงรายละเอียด ว่าแต่ละบริษัทโทรคมนาคมนั้นได้รับผลประโยชน์ตรงนี้เท่าไรบ้าง โดยข้ออ้างในการที่จะยืดหนี้ ให้กับกลุ่มโทรคมนาคมในครั้งนี้ได้มีการกล่าวอ้างว่ากลุ่มธุรกิจโทรคมนาคมเหล่านี้นั้น ประสบปัญหาทางการเงินทำให้ไม่สามารถที่จะชำระหนี้ได้ และจะไม่สามารถที่จะเข้าร่วม ประมูลเพื่อขอใบอนุญาตสำหรับการทำธุรกิจคลื่นโทรคมนาคมสำหรับบริการ ๕ จี (5G) ได้ แต่ก็ขอเรียนตรงนี้ว่าทั้ง ๓ บริษัทนั้น ๒ บริษัทมีกำไรสุทธิในปีการเงินที่ผ่านมา ส่วนอีก ๑ บริษัทถึงแม้ว่าในทางบัญชีจะมีการขาดทุน แต่เป็นการขาดทุนเพราะต้องชดเชย ค่าสัมปทานให้กับรัฐวิสาหกิจของรัฐ ซึ่งเป็นการขาดทุนเพียงแค่ทางบัญชี ความเสียหาย ทั้งหมด ๕๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้นก็พอจะอนุมานได้ว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะ หัวหน้า คสช. ผู้ซึ่งเป็นคนที่เซ็นคำสั่ง คสช. ทั้ง ๒ ฉบับนี้