เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หารือขั้นตอนการพิจารณายกย่องบุคคลให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยย้ำว่าต้องดำเนินการตามรัฐธรรมนูญมาตรา 159 วรรคสอง ที่กำหนดให้ต้องมีการเสนอชื่อและได้รับการรับรองจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก่อน ไม่สามารถข้ามขั้นตอนไปพิจารณาที่ประชุมรัฐสภาได้โดยตรง เพื่อป้องกันการดำเนินการที่ขัดกฎหมาย
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเสรีรวมไทย เมื่อเช้าในช่วงประชุมสภาผู้แทนราษฎรท่านประธานเป็นประธาน ในที่ประชุม แต่ท่านรองประธาน แล้วก็ท่านสมาชิกวุฒิสภาไม่ได้มาเข้ามาร่วมประชุมด้วย คุณหมอเรวัต สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเสรีรวมไทย ได้เสนอกับท่านประธานว่า ก่อนที่จะนำรายชื่อผู้ที่สมควรดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมาประชุมต่อที่ประชุม รัฐสภานั้น ควรดำเนินการตามกฎหมายก่อน ซึ่งท่านประธานก็รับทราบแต่ก็ไม่ได้วินิจฉัย แล้วปิดการประชุมไป แล้วก็มาเปิดการประชุมรัฐสภาต่อในเวลานี้ ผมขออนุญาตกราบเรียน เพิ่มเติมว่าตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๐๐ การดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีจะต้อง ดำเนินการตามมาตรา ๑๕๘ และมาตรา ๑๕๙ มาตรา ๑๕๙ ก็เฉพาะเรื่องการให้ความ เห็นชอบเรื่องคุณสมบัติ ลักษณะต้องห้าม เรื่องการเสนอชื่อในวรรคสอง และมติ ในวรรคที่สาม นอกจากนั้นก็ยังมีบทเฉพาะกาลในมาตรา ๒๗๒ คือผมอยากให้ประธาน และสมาชิกทุกท่านได้ดูรัฐธรรมนูญตามไปด้วยนะครับ ในมาตรา ๒๗๒ บัญญัติว่า ในระหว่าง ห้าปีแรกนับแต่วันที่มีรัฐสภาชุดแรกตามรัฐธรรมนูญนี้ การให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควร ได้รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีให้ดำเนินการตามมาตรา ๑๕๙ คือแค่ ๒ บรรทัดนี้ก่อน ก็ให้ดำเนินการตามมาตรา ๑๕๙ เพียงแต่ในวรรคเดียวกันมีข้อความต่อมาว่า เว้นแต่ การพิจารณาให้ความเห็นชอบตามมาตรา ๑๕๙ วรรคหนึ่ง ให้กระทำในที่ประชุมร่วมกัน ของรัฐสภา และมติที่เห็นชอบการแต่งตั้งบุคคลใดให้เป็นนายกรัฐมนตรีตามมาตรา ๑๕๙ วรรคสาม ต้องมีคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของ ทั้งสองสภา จากมาตรา ๒๗๒ เขาให้ดำเนินการตามมาตรา ๑๕๙ เว้นแต่ มาตรา ๑๕๙ วรรคหนึ่ง และมาตรา ๑๕๙ วรรคสาม เขาไม่ได้พูดให้เว้น มาตรา ๑๕๙ วรรคสอง มาตรา ๑๕๙ วรรคสอง ทำอะไรครับ มาตรา ๑๕๙ วรรคสอง ก็คือการเสนอชื่อตาม วรรคหนึ่ง เสนอชื่อบุคคลที่จะต้องพิจารณาให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ต้องมีสมาชิก รับรองไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๑๐ ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร ผมกราบเรียนข้อเท็จจริงให้ท่านประธานและที่ประชุมได้รับทราบว่าพรรคต่าง ๆ ทุกพรรคเลย ได้เสนอชื่อบุคคลที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของพรรคต่อ กกต. กกต. ก็ทำการตรวจสอบ แล้วก็ให้ความเห็นชอบตามนั้น แต่เมื่อผลการเลือกตั้งออกมา พรรคที่ได้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ไม่ถึง ๒๕ คน ก็จะไม่มีโอกาสที่จะเสนอชื่อบุคคลดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เช่น พรรคเสรีรวมไทยได้แค่ ๑๐ เสียง ก็ไม่มีโอกาสที่จะมาแข่งขัน โอเค (OK) อันนี้เป็นตาม กฎหมายถูกไหม เพราะฉะนั้นพรรคการเมืองที่มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเกิน ๒๕ คนขึ้นไป ก็มีอยู่ ๕ พรรคด้วยกันคือ พรรคพลังประชารัฐ พรรคภูมิใจไทย พรรคประชาธิปัตย์ พรรคอนาคตใหม่ แล้วก็พรรคเพื่อไทย พรรคต่าง ๆ เหล่านี้ได้เสนอชื่อ บุคคลที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีไว้กับ กกต. กกต. ให้ความเห็นชอบหมดแล้ว เอาล่ะ เมื่อจะมา พิจารณาเลือกนายกรัฐมนตรี ตามบทเฉพาะกาลเขาเว้นมาตรา ๑๕๙ เฉพาะวรรคหนึ่ง กับวรรคสาม เขาไม่ได้เว้นวรรคสองไว้ ผมจึงมีความเห็นว่าการดำเนินการถ้าเราจะรวบรัด นำรายชื่อต่าง ๆ เข้าพิจารณาให้ความเห็นชอบกันในที่ประชุมรัฐสภามันไม่น่าจะถูกต้อง ซึ่งสมาชิกของผมก็กราบเรียนท่านประธานไปแล้วท่านไม่วินิจฉัย ผมอยากจะกราบเรียนว่า พรรคต่าง ๆ อย่างพรรคพลังประชารัฐเสนอคุณประยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรี พรรคภูมิใจไทย เสนอคุณอนุทิน พรรคประชาธิปัตย์เสนอคุณอภิสิทธิ์ พรรคอนาคตใหม่เสนอคุณธนาธร แล้วก็พรรคเพื่อไทยเสนอ ๓ ท่านด้วยกัน รวมทั้งหมดบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อ เป็นนายกรัฐมนตรีที่ผ่านเกณฑ์ตามกฎหมายและ กกต. รับรองแล้วมีทั้งหมด ๗ ท่านด้วยกัน และตามมาตรา ๑๕๙ วรรคสอง การเสนอชื่อก็ต้องให้ผ่านสภาผู้แทนราษฎร เพราะฉะนั้น ผมคิดว่าสภาผู้แทนราษฎรจำเป็นจะต้องนำรายชื่อผู้ที่อยู่ในเกณฑ์ทั้งหมด ๗ คนมานั่ง พิจารณาเสียก่อนว่าบุคคลใดจะได้รับการรับรองจากสมาชิกไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๑๐ หรือไม่ ยกตัวอย่างสมมุติว่าพรรคเพื่อไทยอาจจะถอนตัวไม่ส่งเลยก็จะต้องคุยกันในที่ประชุม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือคุณอภิสิทธิ์ คุณอนุทินจะไม่สู้คุณประยุทธ์ จะถอนตัว ก็ไปถอนตัวกันในสภาผู้แทนราษฎร มันก็จะเหลือบุคคลที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรรับรอง ๑ ใน ๑๐ ผ่านเกณฑ์แล้วถึงจะมาเสนอขอความเห็นชอบต่อที่ประชุมรัฐสภาได้ เพราะอยู่ดี ๆ ท่านเอาชื่อมาเสนอตรงนี้ มันไม่ใช่สภาผู้แทนราษฎร มันเป็นที่ประชุมรัฐสภาแล้ว จะเสนอชื่อ จะทำอะไรต่าง ๆ มันก็ขัดรัฐธรรมนูญทั้งสิ้น ผมเองไม่อยากให้การดำเนินการทุกเรื่อง ไม่ว่าเฉพาะเรื่องนี้หรือเรื่องอื่น ๆ มันผิดกฎหมาย เพราะผมก็รู้ดีว่าท่านประธานก็เป็น นักกฎหมาย ท่านรองประธานก็เป็นนักกฎหมาย แล้วพวกเราหลายคนในที่ประชุมนี้ก็เรียน กฎหมายกันมาทั้งนั้น ก็ต่างเห็น ผมก็เห็นอย่างนี้ผมจึงได้นำประเด็นนี้มาเสนอหารือ ท่านประธานและที่ประชุมว่าก่อนที่ท่านจะดำเนินการตามระเบียบวาระการประชุมต่อไป เพื่อให้ความเห็นชอบนายกรัฐมนตรีตามวาระที่ท่านดำเนินการอยู่นี้ท่านควรจะนำมาตรา ๑๕๙ วรรคสอง เรื่องการเสนอรายชื่อบุคคลที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีให้สภาผู้แทนราษฎรรับรอง เสียก่อน ไม่อย่างนั้นจะเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายนะครับ ซึ่งหากท่านประธานจะวินิจฉัย เป็นประการใดแล้วผมก็ไม่ขัดข้อง จะเห็นด้วยเหมือนผมก็ได้ จะไม่เห็นเหมือนผมก็ได้ แต่ถ้าไม่เห็นเหมือนผม ผมก็ขอสงวนสิทธิ ขอให้ท่านเลขาธิการรัฐสภาบันทึกในที่ประชุม ไว้ด้วยว่าถ้ามันเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายแล้ว ผู้ที่ตัดสินใจคือท่านประธานจะต้อง เป็นผู้รับผิดชอบตามกฎหมาย ผมไม่ได้เกี่ยวด้วยครับ ขอขอบพระคุณครับ