รายงานการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ
ครั้งที่ ๒๓/๒๕๖๐
วันอังคารที่ ๒๐ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๖๐
ณ ตึกรัฐสภา
เรียนท่านสมาชิก ขณะนี้มีสมาชิกลงชื่อมาประชุมจำนวน ๑๐๒ ท่าน ครบองค์ประชุมแล้ว ผมขอเปิดการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เพื่อดำเนินการประชุมตามระเบียบ วาระ
ระเบียบวาระที่ ๑ เรื่องที่จะแจ้งต่อที่ประชุม ไม่มี
ระเบียบวาระที่ ๒ รับรองรายงานการประชุม ไม่มี
ขอเรียนเชิญท่านวันชัย สอนศิริ ครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม สปท. วันชัย สอนศิริ กระผมขอกราบขอบพระคุณท่านประธานที่ให้โอกาสในการที่กระผมจะได้ขออภิปราย ปรึกษาหารือก่อนที่คณะกรรมาธิการจะได้รายงาน ท่านประธานครับ ทราบว่าวันที่ ๒๒ มิถุนายนนี้ สภานิติบัญญัติแห่งชาติจะได้พิจารณากฎหมาย แผน และขั้นตอนการปฏิรูป ประเทศ แล้วก็คาดว่าจะเสร็จทั้ง ๒ ฉบับ คือกฎหมายยุทธศาสตร์ และกฎหมายฉบับที่ ผมกล่าว ทั้งวาระที่สองและวาระที่สาม เมื่อเป็นดังนี้แล้วก็เป็นกระบวนการขั้นตอนในการที่มี พระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พระราชบัญญัติทั้ง ๒ ฉบับต่อไป ถ้าดูจากปฏิทิน ตามรัฐธรรมนูญและขั้นตอนต่าง ๆ แล้ว คาดว่าไม่น่าจะเกินสิ้นเดือนและไม่เกินต้นเดือน สิงหาคม ถ้าเป็นไปตามนั้น หรืออาจเร็วกว่านั้นก็ได้ เพราะรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ว่าจะต้อง เสร็จสิ้นภายใน ๑๒๐ วัน และหลังจากนั้นท่านประธานครับ ก็คงเป็นกระบวนการที่ คณะรัฐมนตรีจะต้องแต่งตั้งคณะกรรมการปฏิรูปประเทศขึ้นมาแทน สปท. ชุดนี้ เพื่อทำ ภารกิจในการปฏิรูปประเทศ ๑๑ ด้าน หรือมากกว่านั้นตามที่กฎหมายแผนและขั้นตอน กำหนด นั่นหมายความว่าจะมีคณะกรรมการปฏิรูปรวม ๆ แล้วไม่น้อยกว่า ๑๖๕ คน หรืออาจใกล้เคียง ๒๐๐ คนขึ้นมาใหม่ หลังจากที่กฎหมายฉบับนั้นผ่าน คณะรัฐมนตรีจะต้อง ตั้งภายใน ๑๕ วัน นั่นหมายความว่า สปท. ชุดที่ท่านประธานเป็นประธานและพวกผม เป็นสมาชิกจะสิ้นสุดในระยะเวลาเหลือไม่เกิน ๑ เดือนนับแต่นี้ อาจจะเศษ ๆ นิดหน่อย ถ้าจะคิดเป็นวันของการทำงานผมว่าถ้าตัดวันเสาร์ วันอาทิตย์ออก แทบจะเหลือเวลา ประมาณสัก ๑๕ วัน หรือ ๒๐ วันเท่านั้นเองท่านประธานครับ สิ่งที่ผมจะกราบเรียนต่อ ท่านประธานนั้นก็คือวาระการสิ้นสุดกำลังจะเกิดขึ้น และกำลังมีคณะกรรมการชุดหนึ่ง มารับไม้ต่อตามรัฐธรรมนูญและตามกฎหมายลูก ผมอยากจะกราบเรียนต่อท่านประธาน ขอคำหารือ หรือผมอาจจะคิดว่าเรื่องนี้ท่านประธานในฐานะผู้นำอาจจะคิดไว้แล้วก็ได้ แต่ถ้าท่านคิดไว้แล้ว หรือวางแผนไว้แล้วจะเล่าให้ที่ประชุมฟังได้ก็จะเป็นการที่เราจะได้รับรู้ ไปด้วย คือผมเห็นว่าเมื่อจะมีการส่งไม้ต่อในลักษณะอย่างนี้ตามกฎหมายและตามรัฐธรรมนูญ ที่กำหนดไว้ ก็แปลว่าจะต้องคำนึงถึง สปช. และ สปท. ที่ทำเรื่องการปฏิรูปไว้ต่อ สปท. ไหน ๆ เรากำลังจะไปในระยะเวลา ๒๐ วัน หรือ ๓๐ วันนี้แล้วครับท่านประธาน ผมอยากให้ สภาแห่งนี้จัดกิจกรรมอย่างหนึ่งอย่างใด เผอิญผมเคยเป็น สปช. นึกถึงภาพ แต่ท่านประธาน อาจจะคิดมากกว่าที่เคยเป็นมาแล้วก็ได้ คิดถึงภาพว่าครั้งหนึ่ง สปช. ที่กำลังสิ้นสุดลง ได้เชิญ ทุกภาคส่วนทั้งหมดของประเทศ ผู้นำทุกองค์กร ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคส่วน ประชาสังคมทั้งมวลมารวมกันอย่างน้อยเกือบ ๒,๐๐๐ คน เชิญท่านนายกรัฐมนตรี ประกอบด้วยรองนายกรัฐมนตรีอื่น ๆ มา แล้วได้ชี้แจงแถลงต่อสาธารณะและสื่อมวลชน ทั้งประเทศว่าภารกิจของการปฏิรูปที่ทำมาแล้วมีดังต่อไปนี้ ขอส่งมอบต่อให้ ท่านนายกรัฐมนตรีที่จะดำเนินการต่อไป นั่นเป็นภาพเก่าที่ผมเห็น และเราเองกำลังจะต้อง ส่งไม้ต่อให้คณะกรรมการปฏิรูปตามกฎหมายใหม่อยู่แล้ว เป็นไปได้ไหมครับท่านประธาน ท่านประธานในฐานะผู้นำรวมทั้งท่านสมาชิกทั้งหลายได้ทำงานกันมาทั้งหมดประมาณ เกือบ ๒๐ เดือน มีงาน มีภารกิจต่าง ๆ ทั้งหมดที่สำเร็จเสร็จสิ้น และบางเรื่องกำลัง ดำเนินการอยู่อย่างต่อเนื่อง ผมอยากให้ก่อนวันที่เราสิ้นสุด ถ้าเป็นเรื่องของชาวบ้านทั่ว ๆ ไป อาจจะเป็นพินัยกรรมหรืออะไรที่จะส่งต่อ แต่เราในฐานะที่กำลังจะส่งไม้นี้ต่อให้ฝ่าย นายกรัฐมนตรี ฝ่ายบริหาร ซึ่งเขามีรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายต่าง ๆ อยู่แล้วนั้น วันนั้นผมอยาก เห็นภาพของท่านประธานของพวกเราแถลงแล้วก็ส่งไม้ต่อให้นายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี รับภารกิจของ สปท. นี้ส่งต่อไปให้คณะกรรมการปฏิรูปชุดใหม่ ซึ่งกฎหมายกำหนดว่า ต้องคำนึงถึงงานที่ สปท. ได้ทำมาแล้ว ทีนี้บางเรื่องผมเชื่อว่าคนรู้บ้าง ไม่รู้บ้าง แต่ในวันนั้น ถ้าท่านประธานจะกรุณาเชิญภาคส่วนของราชการระดับผู้นำทั้งมวล ภาคประชาสังคม ภาคเอกชนที่เป็นผู้นำมารวมกัน แล้วเชิญท่านนายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี จะเป็นภาพที่ ยิ่งใหญ่สวยสดงดงาม เป็นการแสดงออกให้สาธารณชนได้รับรู้ว่าท่านประธานทินพันธุ์ ผู้นำ สปท. ได้ทำภารกิจนี้แล้วส่งต่อ ผมคิดว่าสิ่งนี้จะเป็นสิ่งที่ประกาศต่อสาธารณชน ซึ่งผมทราบว่าท่านประธานอาจจะคิดไว้แล้วลึก ๆ ด้วยความรู้ความสามารถ ความเป็นผู้นำ ของท่าน ผมเชื่อในสิ่งนี้ แต่ก็อยากจะกราบเรียนท่านเป็นส่วนหนึ่งเล็ก ๆ เท่านั้นเองในฐานะ เป็นสมาชิก ก็แล้วแต่ท่านจะได้โปรดพิจารณาและนำไปดำเนินการ สิ่งที่ผมนำมากราบเรียน เพราะว่ามีเวลาเหลือที่ท่านจะต้องเตรียมการไม่มากนัก ถ้าท่านได้เตรียมการวางแผนวันนั้น เราจะจากไปหรือเราจะลงจากภารกิจนี้จะเป็นภารกิจที่ยิ่งใหญ่และสวยงาม ได้บันทึกไว้ใน ประวัติศาสตร์ว่าท่านประธานทินพันธุ์ นาคะตะ ได้ทำภารกิจส่งต่อไปแล้วด้วยความยิ่งใหญ่ และความสวยงามแก่ประเทศนี้ กราบขอบพระคุณครับ
ก็ต้องขอกราบขอบพระคุณท่านวันชัย สอนศิริ ที่กรุณาหารือเรื่องนี้ ซึ่งท่านบอกว่า เป็นส่วนหนึ่งเล็ก ๆ ของ สปท. แต่ว่าสิ่งที่ท่านเสนอมานี้เป็นเรื่องยิ่งใหญ่มากที่สุดสำหรับ สปท. ก็ขอกราบขอบพระคุณข้อเสนอในสิ่งนี้ กราบเรียนว่าสิ่งที่ท่านพูดมานี้ก็อยู่ในใจ เสมอมา ซึ่งวันพฤหัสบดีที่จะถึงนี้เราจะประชุมปรึกษาหารือกันเรื่องกิจกรรมที่สำคัญอันนี้ ท่านคงทราบแล้วนะครับ ขณะนี้รัฐบาลได้แต่งตั้งคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูป การศึกษาขึ้นมาแล้ว เพราะฉะนั้นสิ่งที่ท่านวันชัยได้กรุณาพูดมานี้ก็ตรงใจที่ว่าเราก็ต้องมี การส่งมอบ เคยทราบว่าสมัย สปช. นั้น ท่านเทียนฉาย กีระนันทน์ ก็ได้ทำพิธีส่งมอบงาน วาระการปฏิรูปให้แก่ท่านนายกรัฐมนตรี เราจะหารือกันในวันพฤหัสบดีนี้ อยู่ในวาระ ที่ผมกำหนดไว้แล้วพอดี ขอขอบพระคุณ
ระเบียบวาระที่ ๓ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว เป็นรายงาน ของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดิน จำนวน ๒ เรื่อง
๑. เรื่อง “การพัฒนารูปแบบการดำเนินภารกิจภาครัฐ : การปฏิรูประบบ งานอาสาสมัครในภาครัฐ”
๒. เรื่อง “การปฏิรูปโครงสร้างองค์กรภาครัฐ : ด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี”
ขอเชิญคณะกรรมาธิการเข้าประจำที่
(คณะกรรมาธิการเข้าประจำที่)
เนื่องจากคณะกรรมาธิการได้จัดทำรายงานจำนวน ๒ เรื่อง ผมจะให้ประธานกรรมาธิการ แถลงรายงานแต่ละเรื่อง และให้สมาชิกอภิปรายรายงานที่ได้เสนอมา เมื่ออภิปรายเสร็จแล้ว ผมจะให้ที่ประชุมลงมติว่าจะเห็นชอบกับรายงานของคณะกรรมาธิการหรือไม่ตามลำดับ โดยเริ่มจาก เรื่อง การพัฒนารูปแบบการดำเนินภารกิจภาครัฐ : การปฏิรูประบบงานอาสาสมัคร ในภาครัฐ มีผู้เสนอรายงานดังต่อไปนี้ ๑. พันตำรวจตรี ยงยุทธ สาระสมบัติ ประธาน กรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดิน อดีตปลัด สำนักนายกรัฐมนตรี อดีตสมาชิกวุฒิสภา อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ๒. ท่านเบญจวรรณ สร่างนิทร ประธานอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปโครงสร้างองค์กรภาครัฐ กรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดิน อดีตเลขาธิการ ก.พ.ร. อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ขอเรียนเชิญท่านยงยุทธ สาระสมบัติ
กราบเรียน ท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพยิ่ง เรียนท่านสมาชิกสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศที่เคารพทุกท่าน กระผม พันตำรวจตรี ยงยุทธ สาระสมบัติ ในฐานะ ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดิน ต้องขอบพระคุณท่านประธาน และขอบคุณท่านสมาชิกทุกท่านที่กรุณาให้คณะกรรมาธิการ มีโอกาสมาขอรับคำแนะนำจากท่านทั้งหลายในวันนี้ ทุกท่านทราบอยู่แล้วว่าการมีส่วนร่วม ของประชาชนในการพัฒนาประเทศนั้นมีความสำคัญ และรัฐธรรมนูญก็ได้รองรับเอาไว้ หลายมาตรา ที่ผ่านมาบุคลากรภาครัฐได้ร่วมกับภาคประชาชนหรือภาคเอกชน ได้มีการดำเนินการหลายเรื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการบริการสาธารณะ ท่านทั้งหลายทราบอยู่แล้วต่อไปเช่นกัน ก็คือว่า งบประมาณสำหรับบุคลากรภาครัฐนั้นในปัจจุบันค่อนข้างสูง ฉะนั้นภารกิจหลาย ๆ ภารกิจ ที่สามารถให้ประชาชนโดยเฉพาะอาสาสมัครมาร่วม ก็จะสามารถทำให้สิ่งที่ท่านทั้งหลาย สิ่งที่รัฐบาล สิ่งที่ประชาชนทั้งหลายมุ่งหวังมีโอกาสประสบความสำเร็จมากยิ่งขึ้น คณะกรรมาธิการ จึงได้สนใจศึกษาเรื่องนี้โดยอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปโครงสร้างองค์กรภาครัฐ ได้ดำเนินการ และได้มีการเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่มีอาสาสมัครอยู่ สังกัดอยู่ หรือร่วม ทำงานอยู่ เข้ามาปรึกษาหารือกันหลายครั้ง พบว่ามีประเด็นปัญหาอยู่หลายประเด็นปัญหา ซึ่งกระผมจะขออนุญาตท่านประธานได้มอบให้ท่านเบญจวรรณ สร่างนิทร ซึ่งเป็นประธาน อนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปโครงสร้างองค์กรภาครัฐ ได้นำกราบเรียนท่านประธาน ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณท่านยงยุทธนะครับ ขอเรียนเชิญท่านเบญจวรรณ สร่างนิทร ครับ
เรียนท่านประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ดิฉัน เบญจวรรณ สร่างนิทร สปท. หมายเลข ๘๕ ขอนำเรียน เรื่อง การพัฒนารูปแบบการดำเนินภารกิจภาครัฐ โดยเฉพาะเรื่องการปฏิรูป ระบบงานอาสาสมัครในภาครัฐ
(เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))
ด้วยความที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์ กับทุกกระทรวง ทบวง กรม ข้อมูลที่ได้รับอยู่ตลอดเวลาก็จะทราบว่าหน่วยไหนมีอาสาสมัคร หรือไม่มีอาสาสมัคร ก็เป็นเรื่องที่สนใจติดตามว่าระบบทั้งระบบเป็นอย่างไร ในเรื่องนี้ เมื่อได้ศึกษาแล้วก็เห็นที่มาว่าอาสาสมัครนั้นเป็นภาคส่วนสำคัญในการมีส่วนช่วยแก้ไขปัญหา สังคม รวมถึงการทำงานด้านการพัฒนาประเทศในมิติต่าง ๆ ตั้งแต่ภัยพิบัติสึนามิในปี ๒๕๔๗ เป็นจุดเริ่มต้นของกระแสความเคลื่อนไหวด้านการทำงานอาสาสมัครในประเทศไทย ระบบการบริหารจัดการจึงถือว่าเป็นประเด็นสำคัญที่จะเป็นปัจจัยเกื้อหนุนให้งานอาสาสมัคร ที่ทำอยู่ประสบความสำเร็จ แล้วก็สร้างกลไกในการดำเนินงานตั้งแต่ระดับชาติลงไปถึง ระดับพื้นที่ นี่คือส่วนหนึ่งของที่มา แต่นำเรียนอย่างนี้ว่าขอบเขตในการศึกษาก็จะเป็นจุดเฉพาะ ในส่วนของภาครัฐ ครั้งแรกเราเชิญกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์มา ตัวเลขที่ทางกระทรวงให้มานั้นปรากฏว่ามีอาสาสมัคร ๑๓ ล้านคน พอเราดูในรายละเอียดแล้ว ปรากฏว่ามีทั้งเอกชนด้วย แล้วอาจจะมีอาสาสมัครที่ได้รับเงินช่วยเหลือจากต่างประเทศ อะไรหลาย ๆ รูปแบบ เพราะฉะนั้นการศึกษาในครั้งนี้เราก็เลยตีกรอบเฉพาะอาสาสมัคร ฝ่ายพลเรือน จะไม่เอาด้านความมั่นคงเข้ามาประกอบด้วย เพราะว่าเขามีรายละเอียด และมีความซับซ้อนพอสมควรในเรื่องความมั่นคงและความปลอดภัยของประเทศ นอกจาก ที่มาอย่างที่นำเรียนแล้ว เราก็มาดูหลักการอื่นโดยทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นคำแถลงนโยบายของ คณะรัฐมนตรีที่ต้องการจะปรับปรุงโครงสร้างของระบบราชการ โดยท้ายที่สุดนั้นก็คือ การบริหารจัดการภาครัฐแนวใหม่ที่ตอบสนองความต้องการของประชาชนในฐานะที่เป็น ศูนย์กลางและอำนวยความสะดวกผู้ใช้บริการ ในเรื่องแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบ ราชการไทย ตรงส่วนนี้เราก็ดูรายละเอียด ซึ่งเป็นแผนยุทธศาสตร์ที่กำลังใช้อยู่ในปัจจุบัน พ.ศ. ๒๕๕๖-๒๕๖๑
ยุทธศาสตร์ที่ ๑ ในเรื่องการสร้างความเป็นเลิศในการให้บริการประชาชน
ยุทธศาสตร์ที่ ๔ เรื่องการวางระบบการบริหารราชการแบบบูรณาการ
ยุทธศาสตร์ที่ ๕ การส่งเสริมระบบการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี แบบร่วมมือกันระหว่างภาครัฐ เอกชน และประชาชน ในการศึกษาเรื่องนี้เราไปดูว่ามีกฎหมายอะไร ที่เกี่ยวข้องบ้าง ปรากฏว่ามีพระราชบัญญัติส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคม พ.ศ. ๒๕๔๖ และที่แก้ไขเพิ่มเติมของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้กำหนดเรื่อง อาสาสมัครไว้ว่า หมายถึงผู้ซึ่งอาสาช่วยปฏิบัติงานด้านจัดสวัสดิการสังคมในองค์กรสวัสดิการ สังคม สวัสดิการสังคมนั้นความหมายกว้าง หมายถึงระบบการจัดบริการที่เกี่ยวกับการป้องกัน แก้ปัญหา พัฒนา และส่งเสริมความมั่นคงทางสังคม เพื่อตอบสนองความจำเป็นขั้นพื้นฐาน ของประชาชนให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีและพึ่งตัวเองได้อย่างทั่วถึง เหมาะสม เป็นธรรม มาดูรายละเอียดลึกเข้าไปจากปี ๒๕๔๖ ปรากฏว่ามีมติ ครม. เมื่อปี ๒๕๕๕ ซึ่งเป็นข้อเสนอ ของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ โดยเป็นข้อเสนอเกี่ยวกับ การพัฒนางานอาสาสมัครไทย เรามีอาสาสมัครของประเทศ และเราเป็นสมาชิกส่วนหนึ่ง ของสหประชาชาติ เพราะฉะนั้นระบบอาสาสมัครนอกจากจะเป็นอาสาสมัครสากลแล้ว ก็มีการรวมตัวกันและมีการกำหนดปฏิญญาของอาสาสมัครไทยด้วย ความสำคัญในเรื่องนี้ ก็บอกว่าเสริมสร้างให้เกิดจิตสำนึกในการเป็นอาสาสมัคร พัฒนาความรู้ ความสามารถ บูรณาการการทำงานระหว่างหน่วยอาสาสมัครกับทุกภาคส่วน ตั้งศูนย์อาสาสมัครแห่งชาติ และจังหวัด ให้มีกรรมการในการบริหารที่ชัดเจน พัฒนาฐานข้อมูลอาสาสมัคร มาดูข้อมูล ในจำนวนอาสา เราเรียนเชิญทุกกระทรวงมาหารือร่วมกันได้ข้อคิดเห็นที่น่าสนใจหลากหลาย จำนวนทั้งหมดที่เรียนเชิญมาอาจจะไม่รวมกระทรวงการต่างประเทศที่ไม่มีกระทรวงการคลัง หรืออะไรกรณีนี้ แต่กระทรวงอื่นที่มีเก็บหมดเลย ตัวเลขที่ได้จากส่วนราชการทั้งหลายนั้น ปรากฏว่ามีอาสาสมัครทั้งหมด ๘,๐๐๐,๐๐๐ คน ดิฉันเอาเฉพาะตัวเลขกลม ๆ นะคะ แต่บางหน่วยรายงานออกมาเป็นคณะ ๘,๗๑๗ คณะ บางหน่วยรายงานเป็นชมรม ๒๙ ชมรม แต่ละหน่วยอาจจะต้องแตกตรงนี้ออกมา เรามองภาพอาสาสมัคร อย่างเมื่อสักครู่นี้ ท่านประธานกรรมาธิการบอกว่าการทำงานของประเทศ ข้าราชการโดยรวมมี ๑,๒๙๐,๐๐๐ คน ดิฉันเอาตัวเลขกลม ๆ อีกนะคะ บางส่วนราชการมีหน่วยงานในระดับพื้นที่ ในระดับอำเภอ ตำบล อาสาสมัครเหล่านี้จะเป็นมือเป็นไม้หรือเป็นผู้ที่รับงานลงไปปฏิบัติงานที่สัมผัสกับพื้นที่ โดยตรง ๑.๓ ต่อ ๘.๐ ก็ประมาณ ๑ ต่อ ๗ โดยภาพรวม นั่นก็คือเรามีคนช่วยปฏิบัติงาน ที่ถึงพื้นที่โดยตรง ในเรื่องคำนิยาม เราก็ไปหยิบคำนิยามของแต่ละส่วนราชการออกมา ของ พม. บอกว่าบุคคลที่ทำประโยชน์เพื่อสังคมด้วยความสมัครใจ ของ อสม. เมื่อเช้าฟังวิทยุ ปรากฏว่า อสม. ตอนนี้ได้รับประกาศว่าเป็นอาสาสมัครดีเด่นในระดับโลกด้วยซ้ำไป และตอนนี้มีการจัดทำ อสม. ออนไลน์ (Online) จากจำนวน ๑,๐๐๐,๐๐๐ คน ลงไป ใน ๑๐,๐๐๐ หมู่บ้านในพื้นที่ ส่วนใหญ่ทุกคนจะคุ้นหู อาสาสมัคร อสม. คือบุคคลที่ได้รับการคัดเลือกจากหมู่บ้านหรือชุมชน และผ่านการอบรม ตามหลักสูตรฝึกอบรมมาตรฐาน อาสาสมัครเกษตร คือเกษตรกรหรือบุคคลที่ได้รับการคัดเลือก หรือสมัครเข้าเป็นอาสาสมัคร อาสาสมัครวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี คือบุคคลที่อาสาเข้า มาทำหน้าที่เป็นสื่อกลางในการนำความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เพราะฉะนั้นลักษณะร่วมกันก็คือ กรณีมีจิตอาสา มีความสมัครใจที่จะเข้าร่วมสนับสนุนการดำเนินภารกิจภาครัฐ สำหรับ ปฏิญญาอาสาสมัครภัยนั้นได้กำหนดว่า อาสาสมัคร หมายถึงบุคคลที่อาสาเข้ามาช่วยเหลือ สังคมด้วยความสมัครใจ เสียสละเพื่อช่วยเหลือผู้อื่น ป้องกัน แก้ไขปัญหา และพัฒนาสังคม โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน มาด้วยจิตอาสา โดยรวมตอนนี้ภารกิจและอำนาจหน้าที่อาจจะ จำแนกออกเป็น ๒ ส่วนใหญ่ ๆ ส่วนแรก ก็คือเป็นผู้ช่วยเหลือหรือสนับสนุนภารกิจในพื้นที่ ของส่วนราชการต่าง ๆ ก็คือในฐานะช่วยผู้ปฏิบัติงาน กระทรวง ทบวง กรม ที่ลงไป ปฏิบัติงานในพื้นที่ เก็บข้อมูลสำหรับหน่วยงานนั้น ๆ แล้วก็ถ่ายทอดความรู้ ของแต่ละส่วนงานลงไปให้กับคนในพื้นที่ ประการต่อมา ก็คือเป็นสื่อกลางที่จะเกิด การสื่อสาร ๒ ทาง เก็บข้อมูลจากพื้นที่ส่งมาในหน่วยงานของตัวเองที่รับผิดชอบงาน แล้วก็นำความจากหน่วยงานลงไปแจ้งในพื้นที่ ประการต่อมา เรื่องค่าตอบแทน และสิทธิประโยชน์เป็นประเด็นค่อนข้างมากในการทำเรื่องนี้ เชิญผู้ทรงคุณวุฒิมาหลายท่าน ท่านบอกว่าถ้าจิตอาสา จะต้องไม่นึกถึงค่าตอบแทน แต่สภาพความเป็นอยู่ของอาสาสมัคร ในบ้านเรา ณ ขณะนี้ข้อมูลได้มาจากกรมบัญชีกลาง ท่านดูรายละเอียดได้จากภาคผนวก ง ซึ่งประมวลรวมทั้งหมดของทั้งประเทศจะมีหลากหลายรูปแบบมาก จะมีทั้งในลักษณะที่เป็น ค่าตอบแทนรายเดือนหรือรายไตรมาส อย่างเช่น อาสาสมัครชลประทานเดือนละ ๑,๒๐๐ บาทต่อคน อาสาสมัครพัฒนาชุมชนได้ไตรมาสละ ๕๐๐ บาท อาสาสมัครสาธารณสุข เดือนละ ๖๐๐ บาท สำหรับกรณีที่ได้ค่าตอบแทนรายชิ้นหรืองาน อย่างเช่น เกษตร เศรษฐกิจ การเกษตร ครูอาสา หรืออาสาสมัครคุมประพฤติ ก็แล้วแต่ว่าถ้ามีงานก็จะไปทำภารกิจของ งานชิ้นนั้นแล้วก็จะได้ค่าตอบแทน ส่วนสิทธิประโยชน์อื่นก็หลากหลายแล้วแต่ส่วนราชการ บางส่วนราชการก็อาจจะมีแจกเครื่องแบบ ที่ผ่านมาวันพืชมงคลเราก็จะเห็นว่ามีเกษตรกร ไม่ว่าด้านพืช ด้านสัตว์ ด้านประมง หรืออะไรก็แล้วแต่ จะมีการให้รางวัลในวาระต่าง ๆ หรืออาจจะมีการเสนอขอเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ฝึกอบรม หรือสวัสดิการอื่น ๆ แล้วแต่ส่วนราชการ นี่คือความหลากหลายที่เป็นอยู่ ณ ขณะนี้ ซึ่งความแตกต่างกันนั้นอาจจะเป็นข้อเปรียบเทียบ ใน จำนวนที่นำเรียนทั้งหมดว่า ๘,๐๐๐,๐๐๐ นั้น เคยถามหน่วยงานจากการที่เคยลงพื้นที่ไปดูงาน ของส่วนราชการต่าง ๆ เราไปวันนี้เราก็จะเห็นคนนี้ ไปกรมนี้ก็จะเห็นคนนี้ แต่พออีกอาทิตย์หนึ่ง ถัดไป ไปของกรมอื่นก็จะเห็นคนเดิม ไปหลาย ๆ กรมจนจำได้ ถามว่าตกลงน้องเป็น อาสาสมัครของกรมไหน หนูเป็นหลายที่ค่ะพี่ ถ้าพี่มาของกรมไหนหนูก็จะไปเอาเสื้อของ กรมนั้นมาใส่ พอเปลี่ยนกรมหนูก็จะไปเปลี่ยนเสื้อแล้วก็มาใส่ เพราะฉะนั้นในรถของหนู จะมีหลายสังกัดมาก เพราะฉะนั้นตรงนี้ถ้ามองในแง่คนเป็นผู้นำแล้วสามารถให้บริการอย่างนี้ ก็ว่าเป็นเรื่องที่ดี แต่ว่าขีดความสามารถหรือปริมาณของการบริการก็น่าจะมีจำนวนจำกัด พอสมควร เคยถามผู้แทนจาก พม. ว่าเคยทำสถิติไหม หรือพอทราบไหมว่าคนที่เป็น อาสาสมัครคนหนึ่งที่เขามีเสื้อเป็นราวที่แขวนอยู่ในรถมีจำนวนเท่าไร ก็อ้อมแอ้มบอกว่า มีประมาณ ๑๗ แห่ง ท่านก็ลองนึกภาพดูแล้วกันว่าเราได้อาสาสมัครคนนั้นที่มีจิตอาสาอย่างเข้มแข็งมาก ๆ ในการที่จะทำประโยชน์ให้กับประเทศชาติ ทีนี้ในเรื่องระบบการกำกับดูแล เราดูรายละเอียด ลักษณะก็จะมีความแตกต่างกัน บางกระทรวงก็จะมีเจ้าหน้าที่ของหน่วยนั้นเป็นคนดูแลเอง แต่บางหน่วยก็จะมีโครงสร้างองค์กรในการกำกับตั้งแต่ระดับกระทรวงลงไปอีกหน่วยหนึ่ง ถ้าเราดูจุดที่เล็กที่สุดในพื้นที่ก็คือตัวหมู่บ้านก็จะมีการกำกับ อาจจะทั้งเป็นทางการ และไม่เป็นทางการ ตรงส่วนนี้ถ้าดูกลไกใหญ่ของระดับประเทศ มีคณะกรรมการส่งเสริม การจัดสวัสดิการสังคม คือ ก.ส.ค. ท่านนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน แล้วก็มีในระดับพื้นที่คือ กสจ. ในจังหวัด กลไกที่อยู่ระหว่างการดำเนินการแต่งตั้งก็คือศูนย์ประสานอาสาสมัครแห่งชาติ ปัญหาก็คือกลไกกลางในการประสานงานยังขาดความชัดเจน ประการแรกที่เราดูนั้น กฎหมายที่เขียนเรื่องอาสาสมัครอาจจะยังครอบคลุมไม่ชัด ฉะนั้นตรงนี้อาจจะเป็นจุดหนึ่ง ที่ทำให้คนอื่นมอง เคยถามหลายหน่วยที่มาว่าเคยประสานกับหน่วยกลางคือ พม. ไหม บางหน่วยส่ายหน้าเลยบอกว่าในทางปฏิบัติไม่เคยประสานงานกันเลย ก็แสดงว่าศูนย์รวม ตรงจุดนี้เราต้องการความเข้มแข็งและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น การทำงานยังแยกส่วน ขาดการบูรณาการกัน ถ้าท่านเห็นภาพตามที่ร่ายมาท่านจะเห็นว่าแต่ละหน่วย ๆ จะมี อาสาสมัครเฉพาะ อาสาสมัครนั้นก็จะไปทำงานเฉพาะด้าน ๆ สมมุติว่าลงไปในหมู่บ้าน ก ด้วยกัน ๑๐ โมง อาสาสมัครหมอดินไป ๑๐ โมงครึ่ง ด้านเกษตรไป ๑๑ โมง ด้านประมงไป หรืออะไรไปอย่างนี้ ท่านจะเห็นว่าบางครั้งถ้าได้มีการทำงานแบบบูรณาการกัน ไปรวมพลัง ร่วมกัน ประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกับพื้นที่ย่อมมีมาก ปัญหาด้านคุณสมบัติและองค์ความรู้ ของอาสาสมัครก็เป็นส่วนหนึ่ง อาจจะต้องให้ความรู้ในเรื่องบทบาท ภารกิจที่จะให้เข้าใจ เกี่ยวกับเรื่องภารกิจ หน้าที่ให้ชัดเจนขึ้น คงไม่ให้ความรู้ครั้งเดียวแล้วก็หายไปเลย ในประการสำคัญที่ค่อนข้างมีการพูดกันมากก็คือความเหลื่อมล้ำเรื่องค่าตอบแทน และสิทธิประโยชน์ อย่างที่นำเรียนเมื่อสักครู่นี้มีทั้ง ๒ ส่วน แล้วท่านดูภาคผนวก ง ก็จะเห็นว่าข้อมูลที่ได้จากกรมบัญชีกลางโดยตรงนั้นจะมีความหลากหลายจริง ๆ ก็คงจะเป็น ทิศทางในการเดินต่อไปว่าประเทศจะจัดระบบเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างไร เพราะฉะนั้นในเรื่องนี้ ก็มีหลักการ มีกรอบแนวคิดที่จะดำเนินการเกี่ยวกับเรื่องนี้ ไม่ว่าจะตัวรัฐธรรมนูญเอง ต้องการให้มีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่ เพราะเขาคือผู้ที่สัมผัสกับพื้นที่มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน มาตรา ๓ ที่ผ่านมา ปฏิญญาอาสาสมัครไทย และพันธกิจของภาครัฐที่จะสนับสนุนงานอาสาสมัครอย่างจริงจัง และต่อเนื่องในการดำเนินงานเกี่ยวกับเรื่องนี้ รวมทั้งกลไกที่เห็นอยู่ ณ ขณะนี้ ไม่ว่าจะเป็น ในกฎหมายฉบับไหนก็ตาม แต่สิ่งที่ได้ค้นพบมาอีกเรื่องหนึ่งก็คือมติ ครม. เมื่อปี ๒๕๕๒ ในเรื่องการดำเนินงานของคณะกรรมการหมู่บ้าน จริง ๆ แล้วมีฐานรองรับในเรื่องนี้ก็คือ คณะกรรมการหมู่บ้าน ในมติ ครม. นั้นบอกว่าให้ทุกส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐพิจารณา มอบภารกิจตามนโยบาย และภารกิจที่ต้องดำเนินการในหมู่บ้านให้คณะกรรมการหมู่บ้าน ให้กรรมการมีหน้าที่ในการเป็นองค์กรหลักในการส่งเสริม เพราะฉะนั้นตรงส่วนนี้ก็ถือว่า เป็นภารกิจ เป็นตัวยึดโยงตัวหนึ่ง แล้วก็ดูพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ที่ให้หมู่บ้านเอง จัดทำแผนพัฒนาหมู่บ้าน แผนหมู่บ้านถ้าจะครอบคลุมอย่างทั่วถึงก็ควรจะครอบคลุมจาก ผู้นำหรือตัวแทนทุก ๆ ด้านของส่วนราชการที่อยู่ในพื้นที่ เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่าเรื่อง พ.ร.บ. ปกครองท้องที่ก็มีส่วนสำคัญ มาถึงประเด็นการปฏิรูป ขอนำเสนอดังนี้
ประการแรก ต้องพัฒนากลไกกลางของระบบอาสาสมัครให้มีความชัดเจน และเข้มแข็ง อย่างที่นำเรียนนะคะ คำว่าตัวกฎหมายเกิดมานานหรือยัง เกิดมานานแล้ว และทางปฏิบัติในความเป็นจริงตอนนี้ดำเนินการไปแค่ไหน อย่างไร ถ้าคำตอบเพียงแค่ว่า กำลังคิด กำลังรวมหัวดำเนินการตรงจุดนี้ดิฉันคิดว่าโอเค (Okay) นั่นอาจจะเป็นการร่วมกัน เพื่อพิจารณาในสิ่งที่จะเกิดประโยชน์ในโอกาสต่อไป อย่างไรก็ตามในเรื่องนี้เพื่อจะให้มี ประสิทธิภาพหรือมีความชัดเจนเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น ที่สำคัญก็คือแก้คำนิยามเรื่องสวัสดิการ สังคมให้ขยายความไปถึงอาสาสมัครด้วย แล้วก็เพิ่มในนิยามของอาสาสมัครนั้น เมื่อเทียบจาก ปฏิญญาอาสาสมัครไทยแล้วอาจจะต้องเขียนให้ครอบคลุมว่า อาสาสมัครหมายถึงผู้ที่อาสา ช่วยปฏิบัติงานด้านสวัสดิการสังคมในองค์กรสวัสดิการสังคม รวมถึงผู้ที่อาสาช่วยปฏิบัติงาน อาสาสมัครในหน่วยงานของรัฐตามภารกิจที่ได้รับมอบหมายด้วย
ประการที่ ๒ ที่เกี่ยวข้องกับตัวกฎหมาย นอกจากคำจำกัดความของความหมายแล้ว ก็คือองค์ประกอบของคณะกรรมการ ณ ขณะนี้ที่ดูในรายละเอียดนั้น กรรมการยังไม่ครอบคลุม กับจำนวนอาสาสมัครที่มี เพราะฉะนั้นเพื่อที่จะให้เกิดการประสานงานกันอย่างจริงจัง อย่างชัดเจน ก็ควรจะเพิ่มตรงส่วนนี้ทั้งในระดับชาติ และในระดับจังหวัดด้วย ถ้ามีผู้แทน ของหน่วยงานที่มีอาสาสมัครก็จะทำให้การทำงานราบรื่น หรือมีการส่งต่อ หรือมีการสื่อข้อมูลได้ เกี่ยวกับเรื่องการจัดให้มีระเบียบกลางเกี่ยวกับอาสาสมัครในภาครัฐทั้งระบบ ตอนนี้ก็ขึ้นอยู่กับ แต่ละหน่วยได้จัดระบบเกี่ยวกับการมีข้อกำหนดในอาสาสมัครแต่ละหน่วยเป็นอย่างไร ถ้าสมมุติว่าได้มีการดำเนินงานเกี่ยวกับเรื่องคู่มือ เกี่ยวกับคุณสมบัติ คุณลักษณะอะไร ทั้งหลาย ก็จะเป็นประโยชน์สำหรับการดำเนินงานเป็นอย่างยิ่ง อ้างอิงถึงเมื่อเช้าเหมือนกัน ที่บอกว่ามี อสม. ออนไลน์ (Online) แล้วมี อสม. ทั้งหมด ๑,๐๐๐,๐๐๐ คน เขาบอกว่า ๒๐๐,๐๐๐ คน มีอายุตั้งแต่ ๖๐ ปีขึ้นไป ก็เป็นข้อมูลว่าจริง ๆ ผู้สูงอายุสามารถให้บริการ ในงานบางลักษณะได้
ประการที่ ๓ ก็คือจัดระบบฐานข้อมูลกลางของอาสาสมัครทั่วประเทศ ถามคนที่มาให้ข้อมูลอย่างที่บอกว่าหลาย ๆ แห่งนั้น ในความเป็นจริงตัวเลขพวกนี้ ที่ให้มาทั้งหมดเคลียร์ (Clear) กันหรือยังว่าอยู่ที่ไหน จำนวนเท่าไร นับซ้ำหรือเปล่า พม. บอกว่า อพม. ของกระทรวง พม. กับ อสม. ของกระทรวงสาธารณสุขซ้ำกัน ๘๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้น ระบบฐานข้อมูลเป็นเรื่องที่สำคัญมาก คือถ้าจะทำหลาย ๆ ด้านก็ต้องมีข้อมูลให้ชัดเจน นั่นแค่ตัวอย่างเฉย ๆ ยังมีหลายส่วนราชการมากที่มีกรณีแบบนี้ เพราะฉะนั้นเรื่องทำข้อมูล ก็เป็นเรื่องที่สำคัญ หน่วยงานกลางก็คงหนีไม่พ้นที่จะให้กลไกกลางเป็นคนประมวลรวบรวมทั้งหมด แต่ละหน่วยก็มีของเขาอยู่แล้ว แต่อย่างไรในภาพรวมของประเทศก็ต้องมีทั้งหมด เพราะถ้าไปรวมอาสาสมัครภาคอื่น ไม่ว่าจะเป็นเอกชน หรือว่าเป็นเอ็นจีโอ (NGOs) ด้านอื่น ตัวเลขก็คงมากกว่านี้ สร้างระบบบูรณาการการทำงานร่วมกันของอาสาสมัครในพื้นที่ เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่คิดว่าจะนำไปสู่คุณภาพหรือประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานภาครัฐ มากยิ่งขึ้น ถ้ามีการรวมกลุ่ม รวมพลัง หรือมีการปรึกษาหารือกันกับอาสาสมัครในแต่ละด้าน โดยเฉพาะด้านที่เป็นเซกเตอร์ (Sector) เดียวกัน มาพูดมาคุยกัน งานที่ลงไป งานที่จะได้ หรือพลังที่จะเกิดขึ้น เช่น อาสาสมัครด้านพัฒนาสังคม สิ่งแวดล้อม และสาธารณสุข ด้านปกครองและรักษาความปลอดภัย ด้านส่งเสริมเศรษฐกิจ เป็นต้น
ประการที่ ๔ ก็คือพัฒนาองค์ความรู้ของอาสาสมัคร ซึ่งเราก็คิดว่าเรื่องนี้ เป็นเรื่องที่สำคัญ อาจจะต้องทำชุดคู่มือหรือชุดหลักสูตรในการดำเนินงาน รวมทั้ง นำเทคโนโลยีสารสนเทศมาเป็นตัวช่วยในการจัดการองค์ความรู้ ก็คงพาดพิงต่อนะคะ เพราะว่าข้อมูลเพิ่งสด ๆ ร้อน ๆ ว่ามี อสม. ออนไลน์ (Online) มีแอป (App) โดยเฉพาะ ก็คงจะเป็นเรื่องที่อาสาสมัครของหน่วยอื่นจะต้องเดินต่อไป
สุดท้าย ก็คือสร้างระบบค่าตอบแทนสิทธิประโยชน์ที่สมเหตุสมผลและเป็นธรรม ตรงนี้ก็เสนอให้ตั้งคณะกรรมการกลางการกำหนดค่าตอบแทนและสิทธิประโยชน์ โดยให้มี ท่านปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธาน อธิบดีกรมบัญชีกลางเป็นรองประธาน แล้วก็มี ผู้แทนจากหน่วยกลาง ก็คือกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ฝ่ายเลขานุการก็จะเป็นเลขานุการร่วมทั้งกรมบัญชีกลางแล้วก็กระทรวงการพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์ เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็คงเป็นสิ่งที่ทางคณะกรรมการจะต้องไปดู เรื่องนี้ในภาพรวมก็คงจะเป็นประเด็นเหมือนกันว่ากรณีที่ได้แล้ว แล้วจะไม่ได้ คงจะเป็นเรื่องใหญ่ แต่สำหรับคนที่ไม่ได้ จะมีวิธีการหรือมีระบบในการให้ค่าตอบแทนแบบไหนถึงจะเหมาะสม เพราะฉะนั้นอาจจะดูแม้กระทั่งในเรื่องความเสี่ยงภัยเพื่อจะเป็นขวัญกำลังใจ แล้วก็เรื่อง ค่าตอบแทนรายชิ้น บางแห่งเก็บข้อมูลมาปรากฏว่าเรียกอาสาสมัคร แต่สถานภาพ หรือการปฏิบัติงานนั้นเหมือนลูกจ้างชั่วคราว เป็นความหลากหลายที่นับว่าหลากหลายจริง ๆ นี่คือภาพทั้งหมดที่นำเรียนที่ประชุมเพื่อโปรดพิจารณาว่าในสิ่งที่จะเกิดขึ้นถ้าสมมุติว่า มีการผลักดันเรื่องนี้ แน่นอนค่ะ งานลักษณะแบบนี้ แล้วก็เกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน คงจะต้องใช้เวลาในการดำเนินการ เราก็ให้เวลาถึงปีแรกว่าเรื่องคำนิยาม หรือวางระเบียบ แล้วก็จัดทำปีที่ ๒ ไปถึงจัดฐานข้อมูล เรื่องค่าตอบแทน องค์ความรู้ก็ต้องพัฒนายาวไปเรื่อย ๆ สิ่งที่ได้ก็คงคิดว่าจะเป็นกลไก อาสาสมัครจะเป็นกลไกที่เข้มแข็งในระดับพื้นที่ในการที่จะช่วย สนับสนุนการปฏิบัติงานของภาคราชการ เราก็มองเห็นว่าตัวข้าราชการเองนั้นลงไม่ถึงพื้นที่ ที่เป็นในระดับปฏิบัติงานหรืองานที่จะลงไปในพื้นที่จริง ๆ ถ้าเรามีอาสาสมัครที่เข้มแข็ง มีประสิทธิภาพย่อมช่วยแบ่งเบาภารกิจของรัฐได้ อีกส่วนหนึ่งก็คืองบประมาณ ถ้าสมมุติว่า กระจัดกระจายกันอยู่ แบ่งส่วน แยกส่วนทำ งบก็แตกตามส่วนราชการ แต่ถ้ามารวมกันจะช่วย ลดงบประมาณได้ ที่สำคัญก็เป็นการสร้างเครือข่ายด้านอาสาสมัครการทำงานของภาครัฐ กับตัวข้าราชการ แล้วก็เป็นพลังที่จะไปประสานกับเครือข่ายอื่น ๆ ต่อไป ก็ขอนำเรียน รายละเอียดในเรื่องการศึกษาพัฒนารูปแบบการดำเนินภารกิจภาครัฐในเรื่องการปฏิรูป ระบบงานอาสาสมัครในภาครัฐ ก็ยินดีที่จะได้รับคำแนะนำหรือเพิ่มเติมเพื่อจะให้ ผลการศึกษาเรื่องนี้สมบูรณ์ แล้วก็เติมเต็มที่จะเป็นเครื่องมือในการปฏิบัติงานในพื้นที่ ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นค่ะ
ขอบคุณทางคณะกรรมาธิการนะครับ ต่อไปขอเชิญท่านสมาชิกอภิปราย แสดงความคิดเห็นโดยใช้เวลาท่านละไม่เกิน ๑๐ นาที สำหรับท่านแรก ขอเชิญ ท่านนิกร จำนง อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ขอเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิก ท่านกรรมาธิการ ผมเรียนต่อประเด็นนี้นะครับ การปฏิรูประบบงานอาสาสมัครในภาครัฐที่มีการนำเสนอ ในภาพรวมผมเห็นด้วยเป็นอย่างมากก็จะสนับสนุนเรื่องนี้ เหตุผลที่มีความเหมาะสมเพราะว่า อยู่ใน ๒ มิติ มิติที่ ๑ งานอาสาเป็นงานที่เหมาะกับสังคมไทยเพราะคนไทยใจบุญอยู่แล้ว เป็นลักษณะพิเศษก็คือมีอะไรก็ช่วยกันอย่างเต็มที่เวลามีเหตุ ซึ่งตรงนี้จะเป็นพื้นฐาน ของสังคมไทยอยู่ ก็เลยเป็นเหตุที่ตัวเลขที่ท่านรวบรวมมามีเยอะแยะไปหมด คือบางที่เป็นความอยากจะทำ อยากจะทำงานให้กับส่วนรวม ร่วมด้วยกันหรือว่าเป็นจิตอาสา เป็นพื้นฐานสังคมไทย มิติที่ ๒ เป็นปัญหาเรื่องความขาดแคลน คือสังคมของเราเองเป็นสังคม ที่มีการเติบโตแล้วก็มีบางอย่างไม่โตตาม ก็คือภาวะภาครัฐเองในการเข้าไปดูแลเรื่องต่าง ๆ ซึ่งตรงนี้ผมอยากจะติงไว้เป็นข้อสังเกตเบื้องต้นว่าเรื่องนี้มีส่งผลย้อนกลับเหมือนกัน ผมยกตัวอย่างสังคมไทยเอง อย่างมีปัญหาที่ตำบลกะทูนครั้งหนึ่ง ผมยังสะท้อนใจอยู่ เมื่อ ๒๐ กว่าปีที่แล้ว แล้วก็มีแม่ที่ลูกถูกน้ำพัดหายไป ๓ คน แล้วทีวี (TV) จะไปสัมภาษณ์ คือสิ่งที่แม่คนนั้นหันมามองทีวี (TV) ผมจำได้ไม่เน้นชื่อว่าช่องไหน คือลูกหายไปหมดเลย ๓ คน จากอุบัติเหตุ แม่ก็หันมาแล้วเป็นเสียงที่เปล่งออกมาเหมือนสัตว์เจ็บ ไม่เป็นเสียงคน ปัญหาก็คือตอนหลังพอแม่พูดได้เขาก็บอกว่าบุญน้อย เกิดมาไม่มีบุญ คือกลายเป็นว่า สังคมของเราหน้าที่รับผิดชอบต่าง ๆ เป็นเรื่องบุญ เรื่องกรรม เป็นปัญหา จริง ๆ แล้วเรื่องนี้ ความไม่มีเรสคิว (Rescue) หรือไม่มีการดูแลเรื่องความปลอดภัยของประชาชนต่างหาก ที่เป็นผู้รับผิดชอบ แต่ประชาชนเองก็ยังโทษบุญโทษกรรมอยู่ก็เลยกลายเป็นปัญหา ความละเลยในความรับผิดชอบ สิ่งเหล่านี้เองที่ผมฝากไว้ว่าการมีอาสานี้เป็นเรื่องดีมาก ของเราขาดแคลน เรามีครบไม่ได้ แต่ที่ต้องพึงระวังก็คือว่าพอมีขึ้นมาจะให้รัฐสูญเสีย ความรับผิดชอบไป เรามีปัญหาอยู่ครั้งหนึ่งถ้าท่านประธานจำได้ว่าเลาดาแอร์ตกแล้วก็มี การเข้าไปช่วย แล้วปรากฏว่าไปหยิบของหยิบอะไรเขา ถ้าจำได้คงแถว ๆ ในภาคกลาง ก็ปรากฏว่าประเทศเสียหายกันไปใหญ่ เครื่องบินตกแล้วคนก็ไปช่วยไปเก็บ ตอนนั้นผมเอง เป็น ส.ส. อยู่ออกมาแถลงว่าเป็นบางส่วนเท่านั้นเอง เราต้องช่วยกันแก้ในเรื่องนี้
ประเด็นที่ ๑ ที่อยากจะนำเสนอเป็นข้อสังเกตตรงนี้ก็คือว่าส่งเสริมอาสาสมัคร แต่อย่าให้รัฐละเลยหน้าที่ไม่อย่างนั้นเราก็ผลักไปเรื่อย อย่างเช่น เรามีมูลนิธิร่วมกตัญญู มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง แล้วสุดท้ายเราลืมไปว่าหน่วยนี้เป็นหน่วยปฏิบัติในการดูแลก็เลยไม่ต้องมีกัน ไม่ต้องจัดให้มี การทำเพราะเป็นหน้าที่นี่เป็นหน้าที่ของรัฐ ถ้าประชาชนเขาเจ็บปวด เขาลำบากต้องโทษรัฐเลยเพื่อรัฐจะได้ดูแลเขา ไม่ใช่คล้าย ๆ ว่าเราก็ไปพึ่งสิ่งที่ อยู่รอบข้าง ไปพึ่งอาสาสมัคร ส่วนนี้ไม่เหมาะสมมาก ผมย้ำอีกทีก็คือถ้าเราไปพึ่งตรงนี้ ทำให้สูญเสียหน้าที่ความรับผิดชอบของรัฐ ถ้าประชาชนจะมีปัญหาก็ให้เขาด่ารัฐไป ไม่ใช่ไปโทษเวรโทษกรรมหรือโทษที่ตัวเองเกิดมามีกรรม นี่เป็นประเด็นที่อยากจะให้ คีป อิน ไมนด์ (Keep in mind) หรือถือเป็นหลักการไว้ อย่าให้รัฐสูญเสียความรับผิดชอบ โดยอาสาสมัคร นี่เป็นตัวเสริมได้ แล้วค่อย ๆ ลดไป รัฐมีครบทุกอย่างก็คงไม่ได้ ต้องอาศัยพึ่งไป เหมือนอย่างรถพยาบาล ขณะนี้ผมทำเรื่องโรดเซฟตี (Road Safety) อุบัติเหตุอยู่ รถพยาบาลที่จะส่งคนที่ถูกรถชนไปโรงพยาบาลจริง ๆ แล้วมีไม่กี่เปอร์เซ็นต์ นอกจากนั้นเป็นรถของมูลนิธิหมด ทีนี้ประเด็นก็คือว่าถ้าอย่างนั้นเราไม่ต้องมีใช่ไหม ไม่ใช่ครับ เราต้องมี แต่ตอนนี้ยังไม่มีก็พึ่งพาเขาไปก่อน แต่ว่าหน้าที่เราต้องมีสิ่งเหล่านี้ขึ้นมา อาสาสมัครที่มีคนอยู่ตรงนี้เราก็ต้องมี ตรงนี้ผมฝากไว้เป็นประเด็นแรก
ประเด็นที่ ๒ คำว่า ภาครัฐ ผมอยากให้พึงระมัดระวัง เพราะคำว่า ภาครัฐ จะทำให้เกิดการแยกระหว่างอาสาสมัครที่เป็นของรัฐกับเป็นของเอกชน อย่างที่เราพูด เมื่อสักครู่นี้ว่าประชาชนคนไทยใจบุญมีจิตอาสาอยากจะช่วยส่วนรวม แต่พอเราไปแยก เป็นแบบนี้จะกลายเป็นภาครัฐและภาคเอกชนขึ้นมาทันที ดังนั้นจุดตรงนี้การที่จะมี การร่วมกันตรงนี้ กรรมการที่ท่านจะตั้งขึ้นมาจะมีเอกชนด้วยใช่ไหม แต่ปัญหาคือ พอเราเรียกว่าภาครัฐจะมีเส้นขึ้นมาทันที จากเดิมไม่มีเส้นแบ่ง แต่กลายเป็นมีเส้นขึ้นมา เราต้องรับผิดชอบตรงนี้เพราะว่าจะมีการแยกประเภทขึ้นมาทันที เราจะทำอย่างไร คือตั้งขึ้นมาก็ดีเป็นการดูแล แต่ว่าสิ่งเหล่านี้เป็นไซด์เอฟเฟ็กต์ (Side Effect) เป็นอีกด้านหนึ่งของเหรียญที่เกิดขึ้น ก็คือทำให้มีการแยกตัวออกไป หรือที่ท่านได้นำเสนอว่าหลายคนเป็น ๒ อย่าง การเป็น ๒ อย่าง ถ้าไม่มีผลกระทบใด ๆ ทำไมเขาจะเป็นไม่ได้ถ้าเขามีเวลา คือถ้าหากว่าคนหนึ่งต้องเป็น ๑ อย่าง ก็กลายเป็นว่าเขามีบุญที่เขาจะทำเยอะ ตรงนี้เส้นแบ่งอยู่ตรงไหนมีอีกด้านหนึ่งเหมือนกัน ที่เป็นบวกและเป็นลบกันอยู่ ประเด็นเรื่องการร่วมมือ ผมมีตัวอย่างที่อยากจะให้ดูว่า การร่วมมือกันทำจะเป็นประโยชน์อย่างมาก เรามีหลายคณะ หลายแผนก หลายอย่าง ผมยกตัวอย่างของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เอง มีอาสารวมทั้งสิ้น ๒๐๐,๐๐๐ กว่าคน ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เองเราพบว่า อาจจะเริ่มมาจากจังหวัดชายแดนภาคใต้ ปรากฏว่าตอนหลังรัฐเข้าไปทำอะไรไม่ได้เลย เจ้าหน้าที่ของรัฐเข้าไปทำงานใน ๓-๔ จังหวัดชายแดนภาคใต้อันตรายมากเราก็เลย พบว่าอย่างนี้ครับ โครงการต่าง ๆ ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ไปทำได้ ในจังหวัดชายแดนภาคใต้อาศัยอาสาสมัครเกษตร เพราะเขาเป็นคนที่นั่น เขาเป็นคนอยู่ในหมู่บ้าน แล้วงานก็ไป แต่ถ้าหากว่าปศุสัตว์เข้าไปเราโดนทำร้าย เราเสียชีวิตไปหลายอย่าง กรมชลประทานไปทำเรื่องน้ำที่จะเข้าไปที่โรงงานทำฮาลาลก็ถูกทำให้เสียชีวิต ปศุสัตว์ ก็หลายท่าน ตอนหลังเราไปตรวจสอบดูปรากฏว่าการใช้อาสาของหมู่บ้านมีประโยชน์มาก สามารถไปทำงานพัฒนาได้ ดังนั้นเราก็เลยตั้งเป็นเกษตรหมู่บ้านขึ้นมาโดยใช้กลไกของ จังหวัดชายแดนภาคใต้แล้วเราก็ขยายออกมา ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เอง เรามีเกษตรตำบล ตอนหลังเราดาวน์ไซซิง (Downsizing) ระบบ แล้วคนที่จะแตะกับประชาชนเอง ไม่มี เพราะฉะนั้นงานของรัฐก็มีปัญหาเป็นอย่างมาก การที่มีเกษตรหมู่บ้านเป็นหน่วยย่อยที่สุด ที่อยู่ตรงนั้นจะช่วยได้เยอะ ปัญหาที่ว่ารวม ๆ อยู่ในนี้ที่ท่านเสนอขึ้นมาเป็นปัญหาที่เรา ปวดหัวกันแล้วจะทำอย่างไร เกษตรหมู่บ้านขึ้นอยู่กับกรมส่งเสริมการเกษตร ทีนี้ในนี้ จะมีหมอดิน มีอาสาสมัครชลประทาน มีหน่วยต่าง ๆ เยอะแยะ ปศุสัตว์อาสา มีเต็มไปหมด แล้วเราจะทำอย่างไร เราใช้วิธีอย่างนี้ครับ ในการตั้งตัวนี้เป็นกลไกจะมาจากจังหวัดชายแดน ภาคใต้ก่อน พอครบแล้วเราเห็นว่าเวิร์ก (Work) มาก มีประโยชน์มากเราก็ขยายขึ้นมา เพื่อจะให้หน่วยเล็กสุดไปถึงหมู่บ้าน เกษตรตำบลเรามีแล้ว ในตรงนั้นก็ให้เขาเลือกคนกันเอง มาเป็นในส่วนของสภาพัฒนาเกษตรกรด้วย ก็คือเลือกกันขึ้นมาว่าในนั้นใครที่ได้รับความนับถือ มากที่สุด ที่ขึ้นกับกรมส่งเสริมการเกษตรหมายถึงทำทุกอย่าง หมอดิน ประมงอาสา ปศุสัตว์อาสา ทุกอย่างของเกษตรเราถือเป็นหนึ่ง เหมือนจะมีหัวหน้า ไม่เชิงเป็นหัวหน้า คือเป็นผู้ประสานงานกลไกควบอยู่ในนั้น ดังนั้นกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในหมู่บ้านมีครบ มีอาสาดิน มีประมง มีปศุสัตว์ มีชลประทาน แล้วแกนตรงนี้ที่จะทำให้ครบทุกมิติ แต่ถ้าเรา ไปแยกจะได้แต่ปลา กรมประมง ได้แต่น้ำ กรมชลประทาน ได้แต่ดิน ในการดูแลชุดดินว่า ดินตรงนี้ควรจะใช้ปุ๋ยชนิดไหน ก็ได้แต่หมอดินไป สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่บูรณาการครับ คำว่า บูรณาการคงใช้ไม่ได้ เราใช้คอลลาบอเรชัน (Collaboration) หรือการสอดประสานงานกัน การบูรณาการเดี๋ยวนี้เป็นศัพท์ที่ไม่อยากใช้ เพราะใช้แล้วพูดไปก็ผิด มันไม่เวิร์ก (Work) เพราะว่าทุกคนทำงานอยู่กับกรมทั้งหมด แต่ว่าการเอาพื้นที่เป็นหลักและมีการสอดประสาน ก็คือว่าหันหน้าเข้าหากันไม่ใช่หันหน้าไปหากรมของตัวเอง ในการทำงานให้สำเร็จตรงนี้ จะเป็นตัวอย่าง ฉะนั้นการที่ทำให้อาสามีการพัฒนาคือไม่ใช่แยกส่วนเขา แต่รวมขึ้นมาให้ได้ ตรงนี้เป็นส่วนที่สำคัญ ก็คิดว่าการร่วมมือกันระหว่างอาสาสมัครภาคเอกชนกับภาครัฐ มีรอยแยกไม่ได้ ตามฐานที่ว่าแล้วในส่วนนี้ก็คือการให้รวมกันและมีการจัดการจะเป็นประโยชน์มาก ประเด็นที่ ๒ ที่ท่านเสนอมาคือการให้ความรู้ ผมยกตัวอย่างสิ่งสำคัญที่ประสบด้วยตัวเองก็คือ อปพร. อปพร. เองเป็นอาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนของกระทรวงมหาดไทย มีตั้ง ๑,๒๐๐,๐๐๐ กว่าคนทั้งประเทศ แล้วเราใช้กลุ่มตรงนี้ พวกเราใช้ตรงนี้เยอะมาก ในการแก้ปัญหาเรื่องเกี่ยวกับภัยทางถนน ซึ่งตรงนี้จะเป็นภัยเรื่องไฟไหม้ เรื่องฝนตก น้ำท่วม ประเด็นสำคัญอย่างที่ผมเคยพูดไว้แล้วว่า สมัยก่อนชอบช่วยคนข้างถนนเวลาถูกรถชน เพิ่งมารู้ทีหลังว่ามีคนพิการเพราะผมสักกี่คน เพราะว่าเราไปยกตามประสาความหวังดีของเรา ไปยกผิดยกถูกกระดูกสันหลังเขาเคลื่อน ข้อต่อเคลื่อน ผมมารู้ทีหลังตอนผมเป็นรัฐมนตรีว่าอันตรายมาก ตอนหลังเราก็เลยมา ให้ความรู้อาสา อาสาพวกนี้มีประมาณเป็นล้าน ๆ คนซึ่งไม่มีความรู้ งบประมาณในการ ให้ความรู้ไม่มี ผมเรียนท่านประธานว่าผมใช้งบประมาณจากการประมูลเลขสวยร่วมกับ หม่อมราชวงศ์เจตจันทร์ ประวิตร ท่านกิติบดีก็ย้ายไปอยู่ที่เพชรบุรีแล้วซึ่งท่านเป็นลูกชาย ที่ทำงานอยู่ด้วยกัน เราเอาอาสาสมัครมาสอน ๒ อย่าง ๑. สอนในการเข้าไปช่วย แล้วไม่เกิดอันตรายต่อผู้ที่เราช่วย ก็คือจะยกอย่างไร จะหนีบตัวอย่างไร จะทำอย่างไร จะถ่างรถออกมาอย่างไรที่จะเอาออกมาได้ ไม่อย่างนั้นกลายเป็นสร้างบาปบริสุทธิ์ ๒. สอนให้เขามีความรู้ไม่ให้ตัวเองมีอันตรายเพราะว่าเข้าไปกู้ภัย ตรงนั้นมันภัย ถ้าหากว่า เป็นรถเครนมีสารเคมี เอาอะไรไปฉีดมีความรู้ไหม ต้องมีความรู้ มีไฟไหม้จะเข้าไปอย่างไร ในลักษณะของเพลิง ต้องให้ความรู้เขาหมด ซึ่งตรงนี้รัฐจะต้องไปอบรมเขาโดยเฉพาะเรื่องภัย แล้วเงินในการอบรมเขาไม่มี เพราะฉะนั้นการรวมกันให้ความรู้ อย่างบางทีไปจอดรถ แล้วกันไว้มีรถมาเป็นอุบัติเหตุซ้ำที่ตายกันไปน่าเสียดายมาก รถพยาบาลก็ถูกชนอยู่บ่อย ๆ นี่เป็นประเด็นที่ ๒
ประเด็นที่ ๓ เรื่องค่าตอบแทน มันเป็นเหรียญ ๒ ด้าน เมื่อก่อนถ้าหากว่า ในตำบลในหมู่บ้านของท่านประธานมี อสม. ทุกคนยกย่องเพราะว่าให้เครดิตกับ อสม. เพราะถือว่าเป็นผู้อาสา เขาจะนับถือว่าคนคนนี้มาช่วยเรา มาช่วยคนแก่ มาดูแลเรื่องโรคภัยให้ อะไรให้ ทุกคนมาแล้วทุกคนก็ชื่นชมหมดเพราะว่าเขาทำบุญ แต่พอรัฐให้เงินเขา ๖๐๐ บาท ตรงนี้ต้องระวังมากเลยเพราะว่าในการให้ต้องเรียกให้ถูก ก็กลายเป็นว่าอาสาตรงนี้ เป็นคนของรัฐไป เขาไม่รู้หรอกว่าเราให้เขาเท่าไร แต่กลายเป็นว่าแทนที่จะมาทำบุญ มาช่วยเหลือเป็นอาสา กลายเป็นว่ามาทำหน้าที่ แทนที่ว่าจะยกย่องกลายเป็นว่าเรียกร้อง ตรงนี้ทำให้เกิดความเสียหายอย่างรุนแรงต่ออาสามาก จริง ๆ เราให้เขาไปเล็กน้อยไม่คุ้มกันเลย เอาไปทำบุญวัดเดียวก็หมดแล้ว แต่กลายเป็นว่าเป็นคนได้รับเงินเดือน มันมีความรู้สึก อีกแบบหนึ่งเกิดขึ้นทั้งผู้ที่เป็นอาสาและประชาชนที่มองมายังอาสา ตรงนี้ท่านจะมีวิธีแก้ไขอย่างไร มันเป็นดาบสองคมที่อีกคมหนึ่งก็คมไม่ใช่น้อย คมในมุมกลับ ซึ่งจริง ๆ แล้วได้อยู่ ๖๐๐ บาท ๘๐๐ บาท แต่คนก็รู้สึกว่าคุณเป็นคนของรัฐได้รับเงินจากรัฐ ความรู้สึกตรงนี้เราจะทำอย่างไร สุดท้ายก็อยากจะเรียนว่าผมเห็นด้วยเป็นอย่างมากในการจะพัฒนาตรงนี้ แต่ว่าให้พิจารณา ข้อสังเกตมุมกลับบ้างเพราะว่ามันมีผลย้อนกลับ
ประเด็นสุดท้าย ในการจะตั้งขึ้นมาเราไปตั้งที่ พม. หมายถึงว่าเป็นหน่วย เพราะเราจะไปใช้ พ.ร.บ. ฉบับนั้น สิ่งสำคัญที่ผมอยากจะฝากไว้ เรากำลังเอาบางอย่าง ไม่ใช่ไปครอบ ห้ามไปครอบ ไปเทินขึ้น เอาสิ่งนี้ไปเสริมเขา เพราะว่าบุคลิกในอาสาแต่ละอย่าง อาสาสมัครด้านสาธารณสุขเขามีบุคลิกแบบหนึ่ง เขามีจิตใจแบบหนึ่ง อาสาสมัคร อปพร. เขาก็มีอีกแบบหนึ่ง ถ้าเราเอาความเป็นอีกกรม อีกกระทรวงหนึ่งเข้าไปครอบเขาจะมีปัญหามาก ต่อจิตวิญญาณอาสาของเขา เพราะฉะนั้นถ้าเราเอาสิ่งนี้ไปเป็นปุ๋ยไปยกเขาขึ้นมาผมเห็นด้วย แต่ห้ามเอาความเป็นรัฐไปครอบเขาจะทำให้เขาไม่งอกงามและเขาไม่เติบโต แล้วจะสูญเสีย จิตวิญญาณในการเป็นอาสาไปตั้งแต่ที่ได้กล่าวไว้แต่ต้น ก็มีประเด็นที่เห็นด้วย แต่อยากจะ นำเรียนเป็นข้อสังเกตบางส่วนที่ฝากไว้พิจารณา กราบขอบพระคุณครับท่านประธาน
ท่านต่อไปขอเชิญท่านคุรุจิต นาครทรรพ ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน อดีตปลัดกระทรวงพลังงาน อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ขอเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศที่เคารพ กระผม คุรุจิต นาครทรรพ ก่อนอื่นก็ต้องขอบพระคุณคณะกรรมาธิการ ด้านการบริหารราชการแผ่นดิน ที่ทำการค้นคว้าแล้วก็เสนอรายงาน เรื่อง การพัฒนารูปแบบ การดำเนินภารกิจภาครัฐ ในหัวข้อการปฏิรูประบบงานอาสาสมัครในภาครัฐ ซึ่งโดยรวม รายงานนี้ก็มุ่งเน้นในการศึกษาระบบงานอาสาสมัครที่ช่วยปฏิบัติงานในส่วนราชการต่าง ๆ โดยใช้งบประมาณภาครัฐในการดำเนินการ โดยไม่รวมอาสาสมัครที่ช่วยปฏิบัติงานในเรื่อง ความมั่นคงปลอดภัยของประเทศซึ่งเป็นงานเฉพาะและต้องเป็นระบบแยกออกจากกัน ท่านประธานครับ กระผมอยากจะขอเอ่ยในเบื้องต้นก่อน คำว่า อาสาสมัคร ในความหมาย ของกระผมก็เข้าใจว่าแปลว่าโวลันเทียร์ (Volunteer) มาจากภาษาอังกฤษว่า โวลันเทียร์ (Volunteer) ก็คือคนที่เขามีจิตอาสามาช่วยงานของรัฐ แบ่งเบาภาระภาครัฐโดยไม่ได้หวัง ค่าตอบแทน แต่ก็ได้รับค่าใช้จ่ายในเรื่องของค่ารถ ค่าอาหาร แต่อาสาสมัครคงไม่ใช่อาชีพ ในความหมายนี้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่กระผมจะคอมเมนต์ (Comment) หรือให้ข้อสังเกตต่อไป บางทีก็รู้สึกว่าสิ่งที่กรรมาธิการนำมาเสนอเอาคำว่า อาชีพ กับ อาสาสมัคร มาเป็นตัวคีย์เวิร์ด (Keyword) ที่จะจับ และบางครั้งก็เลยอาจจะทำให้คำว่าโวลันเทียร์ (Volunteer) เสื่อมความหมายลงไป รายงานของคณะกรรมาธิการด้านการบริหารราชการแผ่นดิน โดยสรุปสาระสำคัญก็มีหลัก ๆ ๔-๕ ข้อดังนี้ คือปัจจุบันมีอาสาสมัครที่เข้ามาช่วยสนับสนุนงาน ในภาครัฐ ในส่วนราชการต่าง ๆ ทั่วประเทศถึง ๘,๐๐๐,๐๐๐ คน ซึ่งในรายงานก็ทำการสำรวจมา ได้อย่างดี ทำให้ผมได้ความรู้เพราะไม่รู้มาก่อนว่า ๘,๐๐๐,๐๐๐ คนอยู่ที่กระทรวงมหาดไทย เกือบ ๕,๐๐๐,๐๐๐ คน อยู่ที่กระทรวงสาธารณสุขประมาณ ๑,๐๐๐,๐๐๐ คน แล้วก็ยังมี กระทรวงวัฒนธรรมซึ่งผมก็ไม่รู้ว่ามีอาสาสมัคร นับ ๆ แล้วก็ ๘๐๐,๐๐๐ คน ที่กระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ๔๐๐,๐๐๐ คน อันนี้คือกระทรวงที่มีอาสาสมัครหลัก ๆ นอกจากอาสาสมัครเหล่านี้จะมีบทบาทช่วยเหลือ สนับสนุนภารกิจของรัฐแล้ว ยังมีหน้าที่ เป็นสื่อกลางในการติดต่อสื่อสารระหว่างภาครัฐกับประชาชนในพื้นที่ โดยมีอาสาสมัคร ทั้งประเภทที่ได้รับค่าตอบแทนและไม่ได้รับค่าตอบแทน ที่ไม่ได้รับค่าตอบแทนก็อาจจะได้รับ สิทธิประโยชน์ รวมทั้งได้รับค่าตอบแทนด้วย เช่น เงินรางวัล การได้รับการไปฝึกอบรม การได้รับแจกสิ่งของ การได้รับทำประกันชีวิต หรือบางประเภทก็มีสิทธิที่จะขอพระราชทาน เครื่องราชอิสริยาภรณ์ให้อาสาสมัครเหล่านี้ด้วย กรรมาธิการก็ได้ไฮไลต์ (Highlight) ว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือในมุมมองของกรรมาธิการคือมีอาสาสมัครหลายรูปแบบ สังกัด หลายส่วนราชการ ต่างฝ่ายต่างก็มีงบประมาณของตนเอง เกิดความเหลื่อมล้ำจากการ มีการเบิกจ่ายไม่เท่ากัน แล้วก็มีระเบียบต่างกัน ไม่มีมาตรฐานกลางเรื่องค่าตอบแทน สิทธิประโยชน์มาดูแลอาสาสมัครในหลาย ๆ รูปแบบนั้น อันที่ ๓ ก็คือยังไม่มีกฎหมายฉบับใด ที่กำหนดขึ้นมาเกี่ยวกับการจัดระบบอาสาสมัคร แต่พอจะมีกลไกที่สนับสนุนงานด้านนี้อยู่บ้าง ก็คือไปค้นพบว่ามีพระราชบัญญัติอยู่ในกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ คือพระราชบัญญัติส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคม พ.ศ. ๒๕๔๖ ที่กำหนดเพียงว่าอาสาสมัคร มีนิยามว่าคือใคร แต่ว่าเป็นด้านของสวัสดิการสังคม นอกจากนั้นกฎหมายก็กำหนดให้มี คณะกรรมการในส่วนกลางระดับชาติ คือคณะกรรมการส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคมแห่งชาติ ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน แล้วก็มีอนุกรรมการที่มีอธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ เป็นประธาน ในส่วนภูมิภาคก็มีกรรมการส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคมระดับจังหวัด ซึ่งมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน อันนี้ก็ทำในส่วนของกรม พส. เข้าไป ซึ่งกรม พส. มีอาสาสมัครน้อยกว่ากระทรวงที่ผมบอกมาข้างต้น ๔-๕ กระทรวงนี้มาก คณะกรรมาธิการ ของท่านก็เลยเสนอแนวทางแก้ไขในประเด็นปฏิรูป ๕ เรื่อง ก็คือ แก้ไขเพื่อรองรับสถานภาพ ของอาสาสมัครและคุ้มครองเพื่อประโยชน์ของอาสาสมัคร ๓ เรื่อง ก็คือ ๑. ปรับปรุง คำนิยามในพระราชบัญญัติส่งเสริมการจัดการสวัสดิการสังคมของอาสาสมัคร ให้ไปครอบคลุม อาสาสมัครทุกประเภทที่อยู่ในกระทรวงอื่นด้วย ๒. ปรับปรุงองค์ประกอบของคณะกรรมการ ให้มีเพิ่มขึ้น และ ๓. ให้มีระเบียบกลางสำหรับอาสาสมัครทั้งหมดโดยให้กระทรวง พม. เป็นผู้จัดทำ ฐานข้อมูลกลาง ใช้ระบบเลขประจำตัวประชาชน ๑๓ หลักอะไรก็แล้วแต่ แล้วก็ให้ประชาชน ที่เป็นอาสาสมัครอยู่แล้วเสนอว่าให้เป็นได้อย่างมาก ๒ สังกัด อาจจะเป็นมากกว่านั้นก็ได้ แต่ให้รับค่าตอบแทนได้ ๒ สังกัดสูงสุด และขอเสนอให้สร้างกลไกบูรณาการในพื้นที่โดยยึด คณะกรรมการหมู่บ้านหรือ กม. ซึ่งในหมู่บ้านก็จะมีอาสาสมัครได้ ๔ รูปแบบหรือ ๔ สาขา เท่านั้น ก็คือ อันที่ ๑ สาขาสังคมสิ่งแวดล้อมและสาธารณสุข อันที่ ๒ คือสาขาด้านการปกครอง และรักษาความสงบเรียบร้อย อันที่ ๓ เป็นอาสาสมัครในสาขาส่งเสริมด้านเศรษฐกิจ ได้แก่ ด้านเกษตร พาณิชย์ พลังงาน ท่องเที่ยว อุตสาหกรรมต่าง ๆ อันที่ ๔ เป็นด้านการศึกษา และวัฒนธรรม แล้วก็เสนอให้พัฒนาองค์ความรู้ จัดทำคู่มือ ฝึกอบรมต่าง ๆ และอันสุดท้าย ที่สำคัญก็คือเสนอให้สร้างระบบค่าตอบแทนและสิทธิประโยชน์ที่สมเหตุสมผลและเป็นธรรม โดยให้มีคณะกรรมการกลางที่มาจากกรมบัญชีกลางเป็นผู้ตั้งขึ้นมาดูแล ท่านประธานครับ กระผมก็มีความเห็น ข้อเสนอแนะ และข้อสังเกตที่อยากจะฝากไปในเบื้องต้นก็คือ คำว่า อาสาสมัคร ก็คือมาจากคำว่า โวลันเทียร์ (Volunteer) ก็คือเขาทำด้วยจิตอาสา มีจิตสาธารณะ อาสาสมัครคงไม่ใช่ทำเพราะต้องการเป็นอาชีพเป็นหลัก เผอิญอาสาสมัครที่มาช่วยงานของรัฐ ก็มีงานหนักเบาไม่เท่ากัน ในกระทรวงที่ท่านเซอร์เวย์ (Survey) ลักษณะงานไม่เหมือนกัน อาสาสมัครจราจรต้องไปตากแดด ดมฝุ่น อาสาสมัครพิทักษ์ป่าต้องไปรบกับไฟป่า แต่อาสาสมัครเฝ้าระวังวัฒนธรรมอาจจะดูทีวี (TV) อยู่ที่บ้าน หรือไปศูนย์การค้า เห็นพระมาบิณฑบาตตอนบ่ายอะไรอย่างนี้ก็ไปบอก งานคนละแบบ ซึ่งควรจะให้ ค่าตอบแทนเท่ากันหรือบางอย่างก็ไม่ควรให้ค่าตอบแทนเลย อย่างนั่งดูทีวี (TV) อยู่แล้ว เห็นว่าหนังเรื่องนี้ไม่ดี ไม่เหมาะสม พูดจาไม่เรียบร้อย แต่งตัวไม่สุภาพ อันนี้ก็โทรศัพท์มาแจ้ง ไม่เห็นต้องได้รับค่าตอบแทนเขามีจิตสาธารณะ เพราะฉะนั้นที่ผมเป็นห่วงก็คือคณะกรรมาธิการ เอาระบบราชการมาจับกับระบบอาสาสมัคร แล้วจะทำให้อาสาสมัครน้อยลง อันนี้ก็อยากจะ ฝากไว้ด้วยว่าอย่าให้เป็นระบบราชการจนเกินไปนัก เพราะคำว่า โวลันเทียร์ (Volunteer) ก็คือ เขาทำโดยมีจิตอาสา อันที่ ๒ อาสาสมัครบางแห่งก็มีลักษณะงานที่เสี่ยงภัย งานป้องกัน และปราบปราม อย่างเช่น อาสาสมัครรักษาดินแดน อาสาสมัครพิทักษ์ป่า อาสาสมัครจราจร อันนี้อาจจะให้ค่าตอบแทนเขาได้บ้าง ก็จะต้องมีเส้นแบ่ง ที่ท่านบอกว่าไม่เกี่ยวกับความมั่นคง แต่ท่านพูดถึงเรื่องนี้มันก็เกี่ยว เพราะฉะนั้นอะไรคือเส้นแบ่งที่ว่านั้น อันที่ ๓ ที่ท่านบอกว่า จะมีคณะกรรมการค่าตอบแทนที่ตั้งขึ้นโดยกรมบัญชีกลางจะมีอำนาจพิจารณาเพดาน ค่าตอบแทนที่จะจ่ายให้แก่อาสาสมัครแต่ละประเภทหรือบางประเภท หรือพิจารณาว่า ประเภทไหนไม่สมควรจ่ายค่าตอบแทนหรือมีสิทธิประโยชน์อย่างอื่นมาสนับสนุน จะทำได้ แค่ไหน เพียงใด ทำไปทำมาเดี๋ยวจะทำให้เกิดความแตกแยกของคนที่เป็นอาสาสมัคร ต่างกระทรวง แล้วทำให้คนมองว่าอาสาสมัครคืออาชีพก็เลยไม่สมัครดีกว่าเพราะว่า มีข้อจำกัดโน้นข้อจำกัดนี้ รายงานของท่านผมก็เห็นด้วยในบางประเด็น อย่างเช่น ให้มี การอบรมพื้นฐานสำหรับคนที่จะมาทำหน้าที่อาสาสมัคร ไม่ใช่ใครเข้ามาเป็นอาสาสมัคร มาเป็นวินมอเตอร์ไซค์อะไรแบบนี้มันไม่ใช่ อันนี้ก็เห็นด้วย จัดทำทะเบียนอาสาสมัครทุกประเภท แต่ผมก็ไม่แน่ใจว่าการจะให้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เป็นตัวกลาง จะเป็นการไปเพิ่มบูโรเครซี (Bureaucracy) เพิ่มคน เพิ่มงานให้เขาโดยไม่จำเป็น จริง ๆ ถ้าท่านดูจำนวนกระทรวงที่มีอาสาสมัครมากที่สุดคือกระทรวงมหาดไทย เขามี กรมการปกครองเขามีฐานข้อมูล เขาคุมเลขบัตรประชาชนอยู่แล้ว ทำไมท่านไม่ให้เขาทำ ฐานข้อมูลนี้ล่ะครับ เพราะฉะนั้นการไปหาเจอว่ามีกฎหมายอยู่ในกระทรวง พม. แล้วก็จะเอาเดฟินิชัน (Definition) นั้นมาคุมอาสาสมัครของกระทรวงอื่นก็เป็นจุดริเริ่มที่ดี แต่ผมคิดว่าจะไป ไม่ถึงฝั่ง
อีกอันหนึ่งก็คือที่ท่านบอกว่าควรมีช่องทางติดต่อสื่อสารในรูปแบบใหม่ ๆ ทู เวย์ คอมมูนิเคชัน (Two Way Communication) เช่น ไลน์ (Line) เฟซบุ๊ก (Facebook) อันนี้ก็เห็นด้วย แล้วอันนี้ก็มีข่าวที่น่ายินดีว่าอาสาสมัครของกระทรวงสาธารณสุขที่เรียกว่า อสม. เพิ่งจะประกาศว่าได้รับรางวัลจากสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ ไอพียู (IPU) ที่เขาใช้สื่อสารข้อมูล บริการข้อมูล ช่วยเหลือ แก้ปัญหาสาธารณสุข ผ่านไลน์แอปพลิเคชัน (Line Application) ในประเทศไทย อสม. เขาก็ทำสำเร็จ นี่คือเขาทำกันเองโดยจิตอาสา
อีกเรื่องหนึ่งก็คือการที่จะกำหนดให้พื้นที่หมู่บ้านโดยมีกรรมการหมู่บ้าน เป็นแบบแอเรียเบส (Area based) ทำเรื่องอาสาสมัคร ๔ สาขา ก็มีทั้งข้อดี ข้อเสีย ท่านก็ต้องไปดูสักนิดหนึ่งว่าเป็นอย่างไร ไม่ใช่ทุกพื้นที่ที่มีหมู่บ้าน บางทีก็มีเขตปกครองพิเศษ ท่านจะทำอย่างไร จริง ๆ ก็ควรจะมอบให้นายอำเภอไปดูแลในเรื่องนี้ ท้ายที่สุดผมก็อยากจะ ฝากว่าอาสาสมัครก็มาจากคำว่า โวลันเทียร์ (Volunteer) เขาทำด้วยจิตอาสา เพราะฉะนั้น ก็ต้องระวังสักนิดที่จะเอาระบบราชการไปครอบจนในที่สุดเขาเลยไม่มีจิตอาสาเสียเลย ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปขอเชิญท่านวันชัย สอนศิริ อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตสมาชิกวุฒิสภา ขอเชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม สปท. วันชัย สอนศิริ ท่านประธานครับ ผมดูจากเรื่องการพัฒนารูปแบบการดำเนินภารกิจภาครัฐ การปฏิรูป ระบบงานอาสาสมัครในภาครัฐ หน้าท้าย ๆ ผลที่คาดว่าจะได้รับมี ๓ ประการด้วยกัน จากแผนการปฏิรูปของคณะกรรมาธิการชุดนี้ ขออนุญาตเรียนดังนี้ คือ
๑. จะเป็นระบบ เป็นกลไกที่เข้มแข็งในระดับพื้นที่ แล้วก็มีรายละเอียดต่อไป แปลว่าเมื่อมีการปฏิรูปแล้วจะเป็นกลไกที่เข้มแข็งในระดับพื้นที่ช่วยสนับสนุนการปฏิบัติ ราชการ
๒. ลดงบประมาณภาครัฐที่ต้องใช้ในการปฏิบัติราชการในระดับพื้นที่
๓. อาสาสมัครจะมีบทบาทสำคัญในการสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ดีให้กับสังคม นี่สิ่งที่ท่านจะปฏิรูปแล้วเกิดผลทั้ง ๓ ประการ
ท่านประธานครับ ผมอ่านดูทั้งหมดแล้วถือว่าเป็นแนวทางที่คิดแม้ในเรื่องเล็ก แต่เป็นความยิ่งใหญ่ของสังคม แต่ผลจะสัมฤทธิ์ได้มากน้อยแค่ไหน เพียงใดนั้นเป็นเรื่องต่อไป แต่ผมอยากจะมีข้อสังเกตและมีข้อเสนอจากสิ่งที่เห็นมา ผมเองก็เป็นคนหนึ่งที่เป็นวิทยากร ไปบรรยายให้กับอาสาสมัครในหลายหน่วยงาน และมีข้อสังเกตดังนี้ว่า ๑. คนที่เป็นอาสาสมัคร ทำไมส่วนใหญ่เป็นคนแก่ ๆ ท่านประธานลองสังเกตดูสิครับ แล้วผมไปบรรยายกี่ครั้งกี่หน ก็จะเจอคนแก่ ๆ ผู้สูงอายุ ถอนคำว่า แก่ ๆ ไป แล้วคนหนุ่มสาวน้อยมาก ผมว่าแต่ละคนที่มาเหมือนพวกมากลากกันไป แล้วเมื่อสักครู่นี้ท่านกรรมาธิการก็แถลง บางทีทำไมเราเจอเฉพาะคนคนนี้ ความจริงภารกิจนั้นไม่น่าจะเหมาะกับคนคนนี้ด้วย แต่จิตของอาสาสมัคร หรือบางคนมองอาสาสมัครคนนี้เป็นเรื่องขำ ๆ ไป ผมอยากปรับเปลี่ยน ให้มีความรู้สึกว่า ๑. ความรู้ น่าจะมีองค์กรมีหน่วยงานอะไรที่มีการพัฒนา ฝึกอบรมจริงจัง เหมือนปลัดอำเภอ เหมือนนายอำเภอ วิธีอะไร การปกครอง หรือมีหน่วยงานอะไรที่ทำ เพื่ออาสาสมัครอย่างแท้จริง ๒. การยกย่อง การให้เกียรติ แน่นอนเรื่องเงินเล็ก ๆ น้อย ๆ จะ ๑,๐๐๐ บาท ๖๐๐ บาท ผมไม่ค่อยติดใจ อาจจะเป็นค่ารถ เป็นสินน้ำใจ ซึ่งผมเชื่อว่า อาสาสมัครเขาก็ไม่ติดใจอะไรเท่าไร แต่สิ่งที่ควรจะกระทำกันแบบยกย่องให้เกียรติกันจริงจัง ผมว่ายังปรากฏต่อสาธารณะน้อยมาก และควรจะประกาศหรือว่ากระทำการในลักษณะ เป็นรอบเป็นปีต่อสาธารณะให้ทุกคนมีความรู้สึก โดยพื้นฐานของมนุษย์ที่มีส่วนเหลือ เหลือเรื่องกำลังกาย เหลือเรื่องทรัพย์สิน ผมว่าเขาก็อยากจะให้ แต่สิ่งที่ควรจะต้องยกย่อง เชิดชู บูชากันแบบจริงจัง บ้านเราไป ๆ มา ๆ เดี๋ยวนี้ประกวดอะไรกันก็เป็นลักษณะวิ่งเต้น เส้นสายจนกลายเป็นรางวัลโหลกันไปหมด
ประการต่อมา การให้สิทธิพิเศษที่ท่านพูดถึง อาสาสมัครผมว่าน่าจะให้ สิทธิพิเศษตามที่ท่านบอกไว้ แต่น่าจะมีสิทธิที่คนมาเป็นแล้วมีการประเมินผลงานแล้วอย่างนี้ สิทธินอกเหนือจากที่ท่านจะให้เครื่องราชอิสริยาภรณ์หรือค่าตอบแทนอย่างอื่นแล้ว สิทธิที่ควรจะได้อันเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลหรือการอื่นใด และคนเกษียณจะมีวิธีการใด คนเหล่านี้เป็นคนมีความรู้ความสามารถเยอะแยะ กระทรวงศึกษาธิการผมยังเสียดาย บุคลากรของครู ท่านประธานลองคิดดูสิว่าคนอายุ ๖๐ ปีต้น ๆ อย่างผม พอเกษียณแล้ว ก็กลายเป็นคนแก่คนหนึ่งอยู่ตามหมู่บ้าน ตำบล คนอย่างนี้เป็นคนมีคุณภาพ น่าจะมีองค์กร มีหน่วยงานใดไปประสาน ไปติดต่อ แน่นอนบุคลากรกว่าจะสร้างมา ๓๐ ปี ๔๐ ปี มีทั้งอาจจะมาเป็นผู้นำในเรื่องอาสาแล้วอาจจะมีค่าตอบแทนเล็กน้อย เกษียณแล้วยังมาเป็น ผู้นำหรือมาเป็นผู้อาสา ครูที่เกษียณแล้วอาสาน่าจะมี กระทรวงศึกษาธิการส่วนใหญ่เวลาใคร เกษียณแล้วก็ผลัก ๆ กันไป น่าเสียดายครับ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมกราบเรียนท่านประธานนั้น มีรายละเอียดมากพอสมควรอันหนึ่ง ไป ๆ มา ๆ สิ่งที่ผมเห็นคนที่เป็นอาสาสมัครกลายเป็น ลูกน้องราชการ แล้วราชการเองก็ไปครอบเหมือนที่หลาย ๆ ท่านพูดว่าคนเหล่านี้คือ ลูกน้องเรา ซึ่งผมว่าวิธีคิดทั้งหมดในการปฏิรูปแล้วต้องปรับเปลี่ยนให้คนเหล่านี้ดูรู้สึกว่า เป็นคนมีเกียรติ เป็นคนมีความรู้ เป็นผู้นำทางจิตวิญญาณ ทางการทำงาน ทางการอาสาสมัคร ได้รับเกียรติจากตัวเองและส่วนราชการสนับสนุนด้วย และราชการไม่ควรจะมองเขาว่า เป็นลูกน้องตำรวจ ไม่ควรจะว่าเป็นลูกน้องของนายอำเภอ เป็นลูกน้องของปลัดอำเภอ แต่ต้องคิดว่าเป็นคนคนหนึ่งที่เป็นเพื่อนร่วมงานที่จะทำ เพื่อราชการ เพื่อประเทศชาติ และประชาชนร่วมกัน ตรงนี้ผมว่าคือการปฏิรูปที่ยิ่งใหญ่ จากส่วนราชการเพื่อมาประสานกับอาสาสมัครให้เขารู้สึกว่าร่วมด้วยช่วยกัน และเพื่อส่วนร่วม กราบขอบพระคุณครับท่านประธาน
ต่อไปเรียนเชิญท่านอำพล จินดาวัฒนะ อดีตเลขาธิการคณะกรรมการ สุขภาพแห่งชาติ อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตประธานคณะกรรมาธิการการปฏิรูป ประเทศด้านสังคมและชุมชน
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศที่เคารพ ผม อำพล จินดาวัฒนะ สปท. ครับ ขอบคุณท่านกรรมาธิการที่ได้นำ เรื่องดี ๆ เรื่องสำคัญอีกเรื่องหนึ่งมาพูดกันในวันนี้ ผมคิดว่าเรื่องนี้คือเรื่องอาสาสมัคร จะทำให้สังคมของเราอบอุ่นและอยู่เย็นเป็นสุข อาสาสมัครในบ้านเมืองจะเป็นตัวชี้วัด ที่สำคัญว่าคุณภาพของสังคมเราเป็นอย่างไร ประเทศไทยเป็นประเทศหนึ่งที่อุดมไปด้วย อาสาสมัคร ผู้ที่มีจิตอาสามาช้านานแล้ว คราวนี้ประเด็นที่เราพูดวันนี้ ทางท่านประธาน คณะอนุกรรมาธิการนั้นได้พยายามจะตีกรอบไว้ในเรื่องที่เชื่อมโยงกับภาครัฐ แต่จะไปถึง ตรงนั้นผมคิดว่าเราต้องมองภาพใหญ่ให้เห็นชัดเจน ผมได้ฟังเพื่อนสมาชิก ๓ ท่านอภิปราย ไปก่อนหน้า ผมคิดว่าถ้าจับคำอภิปรายระหว่างบรรทัดจะเห็นเรื่องใหญ่ คือเรื่อง การปฏิรูปวิธีคิด การให้ข้อคิดเห็นให้ระมัดระวังเรื่องการจะทำให้อาสาสมัครกลายเป็นคน ของราชการหรือเป็นราชการ วิธีคิดตรงนี้สำคัญ การปฏิรูปเรื่องนี้ใหญ่ เป็นการปฏิรูป วิธีคิด แล้วจะลามไปถึงเรื่องระบบและโครงสร้าง ผมคิดว่าเรื่องนี้ยาก จะขออนุญาต ย้ำว่าสำคัญอย่างยิ่ง ท่านประธานที่เคารพครับ พวกเราคงจะเห็นว่าไปบางประเทศ เวลาเราเดินไปที่ไหน สถานีรถไฟก็จะมีคนมาช่วยดู การซื้อตั๋ว การแนะนำต่าง ๆ อาสาสมัคร เขาก็มีเต็มไปหมด ก็สะท้อนคุณภาพของสังคมเขา เราจะพบเช่นนี้ แล้วในบ้านเรา ก็มีคนมีจิตอาสา เมื่อคืนผมดูข่าวในพระราชสำนัก ผมก็เห็นมีประชาชนไปช่วยกันลอกคู คลอง ในกรุงเทพมหานคร ในที่ต่าง ๆ เขาไม่ได้เป็นอาสาสมัครชื่ออะไรเลยของส่วนไหน แต่เขาไป มีจิตอาสา แล้วก็ไปทำงานจิตอาสาเป็นครั้งเป็นคราว ไม่ใช่เป็นอาชีพอาสาสมัคร เมื่อสักครู่ มีเพื่อนสมาชิกพูดผมคิดว่าสำคัญมาก เราต้องระมัดระวังในการที่ไปทำให้อาสาสมัคร กลายเป็นผู้ที่เป็นอาชีพอาสาสมัคร แต่เราจะต้องส่งเสริมจิตอาสา ถ้าเราไปผิดทาง โอกาสที่จะเกิดอาชีพอาสาสมัครเกิดขึ้น แล้วเราจะเจออาสาสมัครคือจิตอาสาจริง และจิตอาสาเทียม ยิ่งมีผลประโยชน์ มีลาภเข้าไปเมื่อไรก็มีโอกาสที่จะไปผิดทาง คนที่เป็น จิตอาสาจริง ๆ ก็อาจจะถอยห่าง หรืออาจจะเกิดปัญหาตามมา อันนี้ผมอยากจะ กราบเรียนฝากท่านกรรมาธิการผ่านท่านประธานว่าให้พิจารณาให้หนัก ทิศทางตรงนี้ สำคัญมาก กระผมเคยมีโอกาสไปมูลนิธิพุทธฉือจี้ที่ไต้หวันหลายครั้ง ผมไปเห็นจิตอาสา ของเขายิ่งใหญ่ในระดับโลก เขาทำจิตอาสาด้วยความรักเพื่อนมนุษย์ ด้วยการที่ ลดตัวตน เขาจะไหว้และให้ความเคารพผู้ที่เขาไปช่วยเหลือ เพราะเขาบอกว่าเขาได้ ทำบุญทำกุศล มีบุญคุณกับเขายิ่งใหญ่ เขาไม่เคยเรียกร้องอะไรจากสังคมเลย อาหารการกิน ก็กินง่ายอยู่ง่ายมีอาหารไป ไม่เคยเรียกร้องยศถาบรรดาศักดิ์หรือเงินตอบแทน อันนี้ ผมอยากจะพาท่านกลับไปเห็นภาพแบบนี้ ในบ้านเราก็มีคนจำนวนมากทำจิตอาสาอยู่ จส. ๑๐๐ เป็นอันหนึ่งที่เห็นชัดเจนว่ามีอาสาสมัครเกี่ยวกับการจราจรเยอะแยะ เขาไม่เคย เรียกร้องอะไรเลย นี่คือสปิริต (Spirit) หรือหัวใจ หรือปรัชญาของอาสาสมัคร ท่านประธาน ที่เคารพครับ ในรายงานและการกล่าวรายงานได้มีการพูดถึงว่าจิตอาสาบ้านเราเริ่มต้น ตรงสึนามิ ผมคิดว่าอันนั้นอาจจะทำให้คนตระหนักและเห็น แต่จริง ๆ เริ่มมานานแล้ว เป็น ๑๐๐ ปีแล้ว แล้วก็พัฒนามาเรื่อย ๆ ในกรณีของ อสม. จริง ๆ ก็พัฒนามาจาก ผสส. และ อสม. ๔๐ ปีแล้วครับ ไม่ใช่สึนามิ ก่อนหน้านั้นยาวมาก แล้วเขาก็เป็นอาสาสมัครที่เราเห็นตัวอย่างชัดเจน พอวันหลัง ๆ มาเรื่องลาภ เรื่องยศ เรื่องสรรเสริญเข้าไปสั่นคลอนครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมอยากจะ กราบเรียนว่าจับเรื่องนี้เคลื่อนต่อไปต้องปฏิรูปวิธีคิดให้ได้ ไม่อย่างนั้นอาจจะเป็นการหวังดี แต่ทำให้เกิดผลกระทบอย่างมาก ในโรงพยาบาลของรัฐวันนี้ท่านไปสังเกตสิครับ มีอาสาสมัครจิตอาสาไปช่วยดูแลคนไข้เยอะแยะไปหมดเลย เขาไม่มีชื่อเรียกหรอกครับ แล้วเขาไม่มียศ แต่โรงพยาบาลดูแลสนับสนุนเขา เขามีเกียรติครับ ท่านประธานที่เคารพครับ เรื่องนี้ดี ผมขออนุญาตย้ำแล้วก็อยากจะกราบเรียนฝากกรรมาธิการด้วยความเคารพ ท่านอาจารย์ พี่ ๆ ทั้งหลายครับ นี่คือวิธีคิดที่สำคัญที่จะต้องปฏิรูป อาสาสมัครคือใครครับ อาสาสมัครคือราษฎร ประชาชน หรือพลเมือง อาสาสมัครไม่ใช่คนของรัฐ อาสาสมัคร เขาจะถูกแยกออกจากรัฐเป็นประชาชนทั่วไป ถ้าเราเดินผิดเราจะกลายเป็นทำให้ อาสาสมัครเข้าใจว่าเป็นคนของรัฐ แล้วก็จะผิดเลย เพราะฉะนั้นเมื่อจับเรื่องปฏิรูปตรงนี้ ต้องกลับมาที่แก่น อาสาสมัครคือผู้สมัครใจทำงานเพื่อประโยชน์ต่อประชาชนและสังคม เขาบอกว่าอาสาสมัครมีคุณสมบัติสำคัญ ๓ ประการ ๑. สมัครใจ เสียสละ ไม่ถูกบังคับ ๒. ทำประโยชน์เพื่อสาธารณะ ๓. ไม่หวังผลตอบแทน เราต้องจับปรัชญาและหัวใจ อาสาสมัครใหม่ ถ้าเราไปเริ่มทำอะไรต่าง ๆ แล้วเราไปทำให้เสียหายเรื่องคุณสมบัติ และปรัชญาหรือหัวใจของอาสาสมัคร ความปรารถนาดีของเราอาจจะกลายเป็นจุดทำลาย อาสาสมัครหรือจิตวิญญาณอาสาสมัคร อันนี้ประเด็นที่ ๑ ที่ผมอยากจะย้ำครับ
ประเด็นที่ ๒ ที่อยากกราบเรียนคือ เรื่องนี้คือการปฏิรูประบบงานอาสาสมัคร ในภาครัฐ ด้วยความเคารพท่านประธาน ท่านกรรมาธิการครับ คำว่า ในภาครัฐ ทำให้เรา คิดว่าอาสาสมัครมีในภาครัฐกับนอกภาครัฐ ผมอยากจะเสนอท่านว่าวันนี้รัฐบาลได้มีทิศทาง ชัดเจนเรื่องของประชารัฐ ประชารัฐในความหมายใหญ่คือรัฐของประชา แต่ในความหมาย ในทางยุทธศาสตร์คือทำงานโดยประชาร่วมกับรัฐ อาสาสมัครคือประชา กำลังจะทำงาน ร่วมกับรัฐแล้วก็ทำมาแล้วหลายสิบล้านคน เขาเป็นประชากำลังทำงานร่วมกับรัฐ เขาไม่ได้ เป็นอาสาสมัครในภาครัฐ รัฐมีหน้าที่ออกกฎหมาย กฎเกณฑ์ กติกา ระเบียบ สนับสนุน สร้างเสริมความเข้มแข็ง ความเป็นอาสาสมัคร เขาต้องเป็นพลเมืองเหมือนเดิม เขาไม่ได้ เป็นคนในสังกัดใด เพราะฉะนั้นคำว่า อาสาสมัครในภาครัฐ ผมคิดว่าต้องเป็นอาสาสมัครประชารัฐ ไม่ใช่ในภาครัฐ ถ้าจะปฏิรูปต้องถอยตรงนี้ออกมาให้ได้ อาจจะมีอะไรเคลื่อนไปสู่ในภาครัฐแล้ว ราชการบางส่วนอาจจะมีความรู้สึกว่าอาสาสมัครเป็นของตัวเองไปแล้ว หรือแม้แต่มีคำว่า อาสาสมัครเป็นแขนขาของรัฐก็ไม่ใช่ครับ อาสาสมัครเป็นหุ้นส่วนของสังคม ถ้าเราจับ สวัสดิการสังคมเขาจะพูด ๔ ประเด็น อันที่ ๑ บริการ รัฐต้องทำหน้าที่ เพื่อนสมาชิก พูดชัดเจนว่ารัฐต้องทำหน้าที่ ปฏิเสธไม่ได้ อันที่ ๒ สร้างหลักประกัน อันที่ ๓ ช่วยเหลือ ผู้ที่ด้อยโอกาส กลุ่มต่าง ๆ อันที่ ๔ หุ้นส่วนทางสังคม อาสาสมัครคือหุ้นส่วนทางสังคม คือตัวช่วยกับรัฐ ร่วมกับรัฐ ไม่ใช่ในภาครัฐ ไม่ใช่คนของรัฐ ด้วยความเคารพอย่างสูง ผมเกรงใจจริง ๆ ที่จะต้องอภิปรายแบบนี้ เพราะผมคิดว่าถ้าไม่อย่างนั้นจะพากันไป ในทิศทางที่ทำลายจิตวิญญาณของอาสาสมัครได้ด้วยความปรารถนาดีของท่านนี่ละ ซึ่งผมเข้าใจและเคารพอย่างยิ่งว่าสิ่งที่ท่านคิดและทำนี้สุดยอดและเป็นเรื่องที่ดีอย่างยิ่ง ด้วยเหตุผลตรงนี้ผมคิดว่าที่ผมพูดหลายเรื่องเพื่อจะโยงเป็นเหตุผล และข้อเสนอของท่าน มีทั้งหมดประมาณ ๕ ข้อ อันที่ ๑ ไปปรับปรุงระเบียบกลางมีคณะกรรมการ อันนี้ผมก็ฝากไว้ว่า จะทำให้ลากเข้าสู่การเป็นเซ็นทรัลไลซ์ (Centralized) แล้วทำให้ความเป็นหลากหลาย ของอาสาสมัครซึ่งท่านบอกว่ามีความหลากหลายมีอะไรมาก ผมยังคิดว่าอาสาสมัคร ต้องหลากหลาย บางคนทำบางเวลา บางคนทำบางเรื่อง บางคนทำหลายเรื่อง แต่ละคน ไม่เหมือนกัน ถ้าเราไปดูในชุมชนในพื้นที่เราจะเห็นว่าเขาชอบไม่เหมือนกัน บางคน อยากจะไปดูเรื่องป่าไม้ บางคนไปดูเรื่องยุติธรรม บางคนไปดูเรื่องความปลอดภัย เราจะเห็น มีพวกอาสาสมัครจราจรอะไรต่าง ๆ เยอะแยะ วันนี้มีอาสาสมัครที่เป็นวอตช์ด็อก (Watchdog) ดูแลเฝ้าระวังทางโซเชียลมีเดีย (Social Media) ก็มีเยอะแยะ เพราะฉะนั้นต้องเกิดความหลากหลาย แล้วบางคนชอบไม่เหมือนกัน ต้องส่งเสริม ความหลากหลาย อย่าให้กลับมาเหมือนกัน อย่าให้อาสาสมัครกลายเป็นผู้ที่ถูกติดยศ หรือเป็นลูกมือของราชการ หรือกลายความคิดแบบเป็นคนของรัฐ เขาเป็นพลเมือง ต้องรักษาจิตวิญญาณนี้ไว้ให้ได้ อันที่ ๒ เรื่องฐานข้อมูล มีเพื่อนสมาชิกอภิปรายไปแล้ว ผมไม่ต้องพูดถึง อันที่ ๓ ฐานข้อมูลก็ให้มันกว้าง ๆ ไม่ต้องเซ็นทรัลไลซ์ (Centralized) ได้ไหม อันที่ ๔ คือบูรณาการอาสาสมัครในพื้นที่ ผมคิดว่าเราคิดข้างบนไปหน่อยหรือเปล่า ให้ข้างล่าง เขาบูรณาการไป ผมลงไปในพื้นที่ตลอดผมเห็นเขาบูรณาการกันอยู่แล้ว บางคนสามีเป็นนี่ ภรรยาเป็นนี่ เขาทำโน่นทำนี่ เขาแบ่งหน้าที่กันทำ เราไม่เห็นต้องไปนั่งบูรณาการเพราะไม่ใช่ ส่วนราชการ ไม่ใช่หน่วยงานที่จะต้องจับมาบูรณาการเพราะมีบทบาทหน้าที่ต่างกัน แต่เขาอยู่ในชุมชน เขารู้จักกันแล้วเขาทำงานอยู่แล้ว พัฒนาความรู้ ผมเห็นด้วยอย่างยิ่ง ต้องส่งเสริมการเรียนรู้ให้เขา ไม่ใช่ไปอบรมสั่งสอน แต่ไปส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ให้เขา เพราะเขาเป็นพลเมือง เขาเป็นผู้มีจิตอาสา เป็นอาสาสมัคร เราสิครับต้องไปเรียนรู้กับเขาด้วย เราที่อยู่ห่างต้องไปเรียนรู้กับเขา เขามีความคิดที่งดงามต่าง ๆ มากมายที่เคลื่อนอยู่ข้างล่าง ที่เขาทำงาน อันที่ ๕ ตอบแทนสิทธิประโยชน์ สมเหตุสมผลอะไรต่าง ๆ เนื่องจากมีการให้ ค่าตอบแทนอาสาสมัครที่แตกต่างกัน ผมก็เห็นใจ แต่จะต้องไม่ไปทำให้เกิดระเบียบกลาง กติกากลาง แล้วก็จะกลายเป็นเรื่องเอาเงินไปใส่ที่อาสาสมัคร จะไปทำลายในเรื่องที่ผม ขึ้นตอนต้นว่าอาสาสมัครมีหัวใจสำคัญ ๓ ประการ ๑. สมัครใจ เสียสละ ไม่ถูกบังคับ ๒. เพื่อประโยชน์สาธารณะ ๓. ไม่หวังผลตอบแทน เพราะฉะนั้นถ้าราชการเราเห็นว่า เขาเป็นประชา มาทำงานร่วมกับรัฐในฐานะอาสาสมัครต้องดูแลเขาอย่างมีศักดิ์มีศรี รักษาจิตวิญญาณความเป็นอาสาสมัครของเขาไว้ เราอย่าเผลอปรารถนาดีไปแล้วกลายเป็น ทำลายจิตวิญญาณอันนั้น เงินทองอันตราย มันจะเกิดอย่างที่ผมขึ้นตอนต้น จะกลายเป็น อาชีพอาสาสมัครแล้วก็จะเกิดอาสาสมัครเทียมขึ้น เพราะมีผลประโยชน์ มีลาภ มีสรรเสริญเข้ามา แต่การยกย่องทางสังคม การให้ประโยชน์ทางอ้อม เครื่องราชอิสริยาภรณ์ การเคารพยกย่อง การให้เกียรติ การให้สวัสดิการบางอย่าง อาจจะเป็นทิศทางที่สำคัญกว่า การที่จะไปให้ค่าตอบแทนอะไรต่าง ๆ ผมก็อยากจะขออนุญาตกราบเรียนด้วยความเคารพ จริง ๆ ว่าทั้งหมดนี้อภิปรายด้วยความปรารถนาดีอย่างยิ่ง แล้วก็อยากจะให้ทิศทาง การส่งเสริมอาสาสมัครในข้อเสนอนี้ไปสู่การปฏิรูปความคิด แล้วสิ่งที่เสนอนั้นจะต้อง ไม่ใช่นำอาสาสมัครไปสู่ความเป็นราชการ หรือคนของราชการ หรือแขนขาของราชการ แต่เขาจะต้องเป็นพลเมือง เป็นผู้ที่มีเกียรติมีศักดิ์ศรี เขาไม่มีเงินเดือน เขาเป็นอาสาสมัคร เราฝ่ายรัฐมีเงินเดือน มีอาชีพ มีหน้าที่ชัดเจน เพราะฉะนั้นเราต้องเสริมเกียรติ เสริมคุณค่า เสริมศักดิ์ศรี ส่งเสริมความเข้มแข็งเขา ส่งเสริมสนับสนุนในส่วนที่พึงกระทำที่เป็นในทางอ้อม ทางสังคม อาจจะมากกว่าตัวเงิน มากกว่าสิ่งที่เป็นลาภที่จะทำให้เกิดผลกระทบในทางลบได้ ทั้งหมดนี้ด้วยความเคารพครับ อยากจะย้ำว่าปรับได้ไหม ถ้าเป็นปฏิรูประบบอาสาสมัคร ประชารัฐ แทนที่จะเป็นในภาครัฐ จะทำให้เราเข้าใจคลาดเคลื่อนไปได้ถ้าเป็นในภาครัฐ เป็นประชารัฐเลย แล้วรัฐมีหน้าที่ไปสนับสนุน กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ
ท่านต่อไปขอเชิญคุณหมอชูชัย ศุภวงศ์ อดีตเลขาธิการแพทยสภา อดีตเลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ และอดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ขอเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธาน ท่านกรรมาธิการ และเพื่อนสมาชิก ที่เคารพทุกท่านครับ เกือบไม่ได้มีโอกาสมาอภิปรายเพราะว่าติดประชุมกรรมาธิการอยู่ เมื่อครั้งที่นำเสนอศาสตร์พระราชาก็เช่นกัน ในวันนั้นมีการประชุม ๒ คณะ ท่านอดีต รองนายกรัฐมนตรีชิดชัยซึ่งนั่งติดกับผมก็ตั้งใจจะอภิปราย แต่ว่าก็ติดการประชุม ๒ คณะด้วยกัน วันนั้นต้องการเสนอว่าการรวบรวมศาสตร์พระราชาไว้อาจจะไม่พอจะต้องสังเคราะห์ ให้ศาสตร์พระราชานำไปสู่การปฏิรูปประเทศ และนำไปสู่การกำหนดทิศทาง แนวทาง ยุทธศาสตร์ชาติได้อย่างไร ต้องขอบคุณท่านรองประธานอลงกรณ์นะครับ ในวันนั้นได้อนุญาตให้ผมได้พูดตอนท้ายนิดหนึ่ง ทำให้ฝ่ายเลขานุการชุดนี้มาติดต่อกับทั้งผม และทั้งท่านอดีตรองนายกรัฐมนตรีชิดชัย ได้ทำข้อเสนอตรงนี้ไปต้องขอบพระคุณอีกครั้งหนึ่ง วันนี้เช่นกันครับ ผมคิดว่าโจทย์ น่าจะอยู่ที่ไม่เพียงปฏิรูประบบอาสาสมัคร แต่ว่าน่าจะไปให้ถึงอาสาสมัครมีส่วนร่วม ในการกำหนดทิศทางการปฏิรูปประเทศ และมีส่วนร่วมในการปฏิรูปประเทศในปัจจุบัน และอนาคตได้อย่างไร รวมทั้งกำหนดทิศทาง เป้าหมาย ยุทธศาสตร์ชาติ และร่วมดำเนินการ ให้ถึงยุทธศาสตร์ชาติได้อย่างไร ในวันนั้นอยากอภิปรายว่าถ้าเราเดินตามแนวทางรอยพระบาท ผมใช้คำว่า ยุทธศาสตร์พ่อหลวง เราจะเห็นประเทศไทยใน ๒๐ ปีข้างหน้าปรากฏชัดขึ้น ที่บอกว่ามั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนนั้น ยั่งยืนอย่างไร วันนี้ที่เสนอเรื่องอาสาสมัครไม่มีความ ข้อใดเลยที่ผมไม่เห็นด้วย เพียงอยากเสนอเพิ่มเติมในประเด็นเรื่องบทบาทของอาสาสมัคร ในการปฏิรูปประเทศและยุทธศาสตร์ชาติ ผมคิดว่าความข้อนี้ท่านประธานดอกเตอร์ยงยุทธ และท่าน สปท. เบญจวรรณ สร่างนิทร คงจะมีความยินดี เพราะว่าตั้งแต่ชั้น สปช. มาแล้ว ก็ได้มีการผลักดันยุทธศาสตร์ชาติ โดยเฉพาะท่านประธานยงยุทธ และเรื่อยมาไปนำเสนอ ในกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ผมก็เห็นความตั้งใจและมุ่งมั่นของท่านอย่างมาก เพราะฉะนั้นอยากขอความกรุณาให้พิจารณาในประเด็นที่เราจะต้องขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศต่อไปในอนาคต เพราะพลังของอาสาสมัครนั้นผมคิดว่ามีความสำคัญสูงมาก ผมอาจจะพูดเกินไปหรือไม่ว่าจะทำให้การปฏิรูปประเทศประสบความสำเร็จก็เพราะจิตอาสา และจิตสำนึกสาธารณะ ผมอยากจะยกตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมว่าอาสาสมัครที่ทำให้เกิดผล มาแล้วในการปฏิรูประบบสุขภาพในบ้านเมืองนี้ ในช่วงไม่น้อยกว่า ๓ ทศวรรษที่ผ่านมาคือ อาสาสมัครสาธารณสุขและผู้สื่อข่าวสารสาธารณสุขที่เราเรียกว่า ผสส. ตอนหลังได้ยกระดับขึ้น มาเป็น อสม. คืออาสาสมัครสาธารณสุขทั้งหมด ท่านประธานและท่านประธานกรรมาธิการ คงทราบดีว่าในยุคสมัยหนึ่งที่ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลก ศาสตราจารย์มาห์เลอร์ ซึ่งเป็นผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลกที่โดดเด่นที่สุดคนหนึ่งได้มาพบกับรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงสาธารณสุขในครั้งนั้น คือ ศาสตราจารย์นายแพทย์เสม พริ้งพวงแก้ว ซึ่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ที่นำการปฏิรูประบบสุขภาพ ศาสตราจารย์มาห์เลอร์ ได้สนทนากับท่านศาสตราจารย์นายแพทย์เสม อยู่นานพอสมควรครับ ด้วยความถูกอัธยาศัย ในที่สุดได้ข้อสรุปตอนท้ายว่างบประมาณขององค์การอนามัยโลกทั้งหมดให้เป็นไปตามแผนที่ กระทรวงสาธารณสุขเสนอทุกประการ เป็นการมอบอำนาจและความไว้วางใจครั้งสำคัญ ให้กับกระทรวงสาธารณสุขประเทศไทย ประเทศอื่นไม่ได้ทำอย่างนี้ครับท่านประธาน จะมีกลไกมีอะไรต่าง ๆ ที่ผมพูดเช่นนี้ผมบอกว่าอันนี้เป็นผลงานของอาสาสมัครสาธารณสุข เราได้ทำเรื่องนี้ก่อนที่จะมีคำว่า สาธารณสุขมูลฐาน ก่อนที่องค์การอนามัยโลกจะบัญญัติคำว่า ไพรมารี เฮลท์ แคร์ (Primary Health Care) คำว่า ไพรมารี เฮลท์ แคร์ (Primary Health Care) หรือสาธารณสุขมูลฐาน มานิยามและเอารูปธรรมของประเทศไทยที่เราดำเนินการมา เรียกว่าสาธารณสุขมูลฐาน และนั่นผมคิดว่าเป็นจุดตั้งต้นของการปฏิรูประบบสุขภาพ ในบ้านเมืองนี้ เป็นการทำให้ระบบสุขภาพของชุมชนเห็นภาพชัดขึ้น ท่านประธานครับ ถ้าไม่มีระบบอาสาสมัครในช่วง ๓๐-๔๐ ปีที่ผ่านมาเราไม่สามารถขจัดเรื่องปัญหาโภชนาการ เมื่อก่อนสมัยผมเป็นแพทย์ใหม่ ๆ ผมเห็นเด็กขาดสารอาหารสารพัดรูปแบบเลยในตำรา ที่บอกมา ตอนนี้หาไม่เจอเลยครับ แทบหาไม่เจอ ยกเว้นขาดสารอาหารบางอย่าง เรื่องของการให้วัคซีนภูมิคุ้มกันเราทำได้ ๙๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ บางอย่างก็ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ทำให้โรคคอตีบ ไอกรน บาดทะยัก โรคโปลิโอ อะไรต่าง ๆ หายไปจากแผ่นดินนี้ แทบไม่น่าเชื่อ น้อยประเทศที่ทำได้ แพทย์รุ่นใหม่ไม่รู้จักแล้ว เจาะคอไม่เป็นเพราะคอตีบหาไม่เจอ มีความพยายามในการวางแผนครอบครัวเราทำได้ประสบความสำเร็จ จนตอนนี้ต้องมา วางแผนกันใหม่ว่าผู้สูงอายุมาก แล้วคนเกิดน้อยทำอย่างไร รวมทั้งปัญหาเรื่องโรคเอดส์ ซึ่งเป็นปัญหาที่ร้ายแรงมาก แต่ด้วยกระบวนการอาสาสมัครและด้วยความที่เปิดกว้าง ของระบบสุขภาพคนในวงการผู้หลักผู้ใหญ่ ทำให้เราทำได้สำเร็จระดับหนึ่งเป็นที่กล่าวอ้างถึง ของประชาคมโลก ด้วยการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐกับอาสาสมัคร ผมคิดว่าอันนี้ เป็นรูปธรรม เป็นโมเดล (Model) ที่สำคัญที่อาสาสมัครชุดต่าง ๆ ที่ออกมาเยอะแยะเลย สามารถที่จะไปถอดบทเรียนดำเนินการได้ ประเด็นที่ผมอยากเสนอโดยกระชับสั้น ผมสรุปไว้ ๔-๕ ประเด็น เมื่อสักครู่นี้ระหว่างการประชุม ผมคิดว่ากระบวนการที่เสนอมานี้ เป็นกระบวนการทำงานในลักษณะที่เรียกว่ามีการสร้างเสริมวัฒนธรรมประชาธิปไตย ที่ท่าน สปท. กษิต ภิรมย์ ได้พยายามผลักดันเรื่องนี้รวมทั้งท่านประธานด้วย ผมคิดว่าเรื่องนี้ สำคัญมาก กระบวนการดำเนินการของอาสาสมัครเป็นการสร้างเสริมประชาธิปไตย การมีส่วนร่วม และเป็นประชาธิปไตยทางตรง เป็นกระบวนการที่สร้างประชาธิปไตยฐานราก หรือฐานล่าง ประชาธิปไตยจะมั่นคงไม่ได้เลยถ้าฐานรากไม่เข้มแข็ง กระบวนการเช่นนี้ ถ้าดำเนินการเรื่อยไปยังตัวอย่างที่ผมเห็นในแวดวงของสุขภาพ บ้านเมืองจะมีอนาคตไหมครับ ผมอยากจะสรุปที่ข้อเสนอจากท่าน สปท. เบญจวรรณ สร่างนิทร ไม่มีอะไรที่ผมไม่เห็นด้วย เพราะข้อเสนอทุกอย่างเป็นการเสนอจากการให้คุณค่าอาสาสมัคร คุณค่าจิตสำนึกสาธารณะ แต่อยากจะสรุป ๔-๕ ประเด็น ดังนี้
ประเด็นที่ ๑ งานอาสาสมัครเป็นการทำงานเพื่อบ้านเกิดเมืองนอน เป็นการทำงาน ให้แผ่นดินถิ่นเกิด ท่าน สปท. เบญจวรรณบอกว่าบางคนมีเสื้ออาสาสมัครตั้ง ๑๗ ตัว ผมคิดว่า อันนี้อาจจะทำให้มีความเข้าใจผิดว่าท่านสังกัดกรม กระทรวงต่าง ๆ ถึง ๑๗ แห่งด้วยกัน แต่แท้ที่จริงแล้วเสื้อที่เอามาทำงานเพื่อให้เห็นภาพขอบเขตงานในลักษณะที่ทำงานในช่วงเวลานั้น ๆ แต่ว่าเสื้อทั้งหมดนั้นควรจะต้องหลอมรวมเป็นตัวเดียวคือทำเพื่อแผ่นดินถิ่นเกิด และผมเชื่อว่า เขาทุกคนมีความรักแผ่นดินถิ่นเกิด แล้วเขายินดีที่จะทำตามทิศทางที่กำหนดไว้ ในรัฐธรรมนูญ ในคำปรารภ ความตอนหนึ่งมีว่า การดำเนินการเหล่านี้ให้ลุล่วงไปได้จำต้อง อาศัยความร่วมมือระหว่างประชาชนทุกภาคส่วนกับหน่วยงานทั้งหลายของรัฐตามแนวทาง ประชารัฐ ผมคิดว่าข้อเสนอนี้เป็นข้อเสนอที่เดินไปในทางทิศทางของคำปรารภในรัฐธรรมนูญ เพื่อนสมาชิกและเพื่อนคนไทยเวลาอ่านรัฐธรรมนูญ ขอประทานโทษนะครับ เราอาจจะตรง ไปที่มาตราต่าง ๆ ที่เราสนใจ แต่อยากให้ใช้เวลาสัก ๓-๕ นาทีอ่านคำปรารภ เราจะเห็นภาพ ทิศทาง การเดินของประเทศ
ประเด็นที่ ๒ เรื่องการปฏิรูปฐานข้อมูล ผมคิดว่าเป็นการปฏิรูปครั้งใหญ่เลย ไม่เพียงแต่เรื่องการซ้ำซ้อน แต่ว่าเป็นการที่เราพูดเรื่องราวของการปฏิรูปฐานข้อมูลเรื่องบิ๊กดาต้า (Big Data) เรื่องอะไรต่าง ๆ ผมคิดว่าต้องมองภาพตรงนี้เชื่อมโยงกันให้หมด
ประเด็นที่ ๓ เรื่องสวัสดิการของอาสาสมัคร ผมคิดว่าคงเป็นเบี้ยเลี้ยง เป็นสวัสดิการเพื่อการดำรงชีพที่มนุษย์ขั้นพื้นฐานของคนไทยควรจะได้รับ ส่วนค่าเบี้ยเลี้ยง ในการทำงานนั้นคงไม่ใช่ค่าตอบแทนนะครับ เพราะเขามีจิตสำนึกสาธารณะที่ทำเพื่อแผ่นดิน ถิ่นเกิดอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นถ้าบอกว่าเป็นค่าตอบแทนหรือเงินเดือน ขอประทานโทษนะครับ ดังที่เราได้ทำนานมาแล้วก็คือทำกับผู้ใหญ่บ้าน กำนันอะไรต่าง ๆ อาจจะทำให้เข้าใจผิด ในภาพหรือแนวคิดของจิตสำนึกสาธารณะ
ประเด็นที่ ๔ ส่งเสริมระบบการสื่อสารของอาสาสมัคร ยกตัวอย่าง อสม. ออนไลน์ (Online) จนได้รางวัลเมื่อเร็ว ๆ นี้ ผมก็เพิ่งทราบว่า อสม. เขาก็ไปไกลตลอด เขาทำงานความสัมพันธ์เชิงแนวราบมากขึ้น มากกว่าที่รอสั่งการจากเจ้าหน้าที่สาธารณสุข เพราะว่าเขาเกิดในพื้นที่ปรึกษากันเอง ปัญหาสุขภาพในพื้นที่เป็นอย่างไร รวมทั้งคุณภาพชีวิต และนำไปสู่การวางแผนในการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ การสื่อสารด้วยไวไฟ (Wifi) ได้ฟัง รัฐบาล รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องพูดว่าจะติดตั้งไวไฟ (Wifi) ในปีนี้ไม่น้อยกว่า ๒๕,๐๐๐ หมู่บ้าน อันนี้เป็นความก้าวหน้าที่สำคัญ แล้วก็บอกว่าจะมีครบทุกหมู่บ้านภายในเวลาอันใกล้นี้แล้ว อันนี้ด้วยความชื่นชมจริง ๆ ครับ บทบาทอาสาสมัครเชื่อมโยงกับการสื่อสารเช่นนี้จะไปเร็วมาก และทำให้การปฏิรูปประเทศและการวางยุทธศาสตร์ชาติประสบความสำเร็จได้ ผมคิดว่าขณะนี้ทั่วโลก ผมขออนุญาตเอ่ยชื่อท่านหนึ่งซึ่งมีบทบาทสำคัญในวงการสื่อ โซเชียลมีเดีย (Social Media) มาก คือมาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ท่านเดินทางไปทั่วโลกแล้วใช้ เฟซบุ๊ก (Facebook) เป็นเครื่องมือในการเชื่อมสังคมด้วยกัน ลองไปอ่านติดตามดูครับ ท่านประธาน จะเห็นคุณค่าของการคอนเนกต์ (Connect) การเชื่อมคนต่าง ๆ เข้ามาด้วยกัน อาสาสมัครตอนนี้เรามีเครื่องมือของการสื่อสารที่เรียกว่าโซเชียลมีเดีย (Social Media) มาแล้ว เพราะฉะนั้นงานตรงนี้จะก้าวไปอย่างรวดเร็ว
ประเด็นสุดท้าย บทบาทที่สำคัญอย่างที่ผมย้ำคือการร่วมมือกำหนด ทิศทางการปฏิรูปและวางยุทธศาสตร์ชาติ รวมทั้งร่วมดำเนินการและการปฏิรูปประเทศ จะประสบความสำเร็จ ขอบคุณครับ
ขอบคุณคุณหมอชูชัยนะครับ ท่านต่อไปขอเชิญ พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช ประธานกรรมการบริหารสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ และอดีตสมาชิกวุฒิสภา ขอเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศที่เคารพ กระผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ ขอขอบคุณท่านประธานที่ได้กรุณาให้เวลาในการอภิปรายเรื่องที่ถือว่า เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับพี่น้องประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ คือเรื่องการพัฒนารูปแบบ การดำเนินภารกิจภาครัฐ ในหัวข้อการปฏิรูประบบงานอาสาสมัครในภาครัฐ ตรงนี้ คณะกรรมาธิการก็เน้นเรื่องอาสาสมัครในภาครัฐที่ออกมาทำงานช่วยเหลือพี่น้องประชาชน ในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ ซึ่งที่จริงถ้าเราออกไปทำงานในเรื่องของการช่วยเหลือ พี่น้องประชาชนทั้งในภาวะปกติและภาวะวิกฤติเราก็มักจะพบกับอาสาสมัครภาคเอกชน ซึ่งเข้าใจว่าในเนื้อหาการปฏิรูปนี้ไม่ได้ครอบคลุมถึงอาสาสมัครภาคเอกชน บางกลุ่มก็มา ในรูปแบบของมูลนิธิ บางกลุ่มมาในรูปแบบที่เราเรียกว่าองค์กรภาคเอกชน หรือเอ็นจีโอ (NGOs) ซึ่งก็เป็นเอ็นจีโอ (NGOs) น้ำดี ช่วยเหลือพี่น้องประชาชน ทำสาธารณประโยชน์ ผมเองในชีวิตรับราชการได้ทำงานสัมพันธ์กับอาสาสมัครทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ค่อนข้างมากในหลาย ๆ ภารกิจ ทั้งในภารกิจของการพัฒนาประเทศ ภารกิจของ การช่วยเหลืออุบัติเหตุ อุบัติภัย ที่สำคัญที่สุดที่จะนึกได้ก็คือการลงไปช่วยเหลือในการฟื้นฟู พื้นที่ ๕-๖ จังหวัดชายแดนภาคใต้ฝั่งตะวันตก คือเหตุการณ์หลังจากคลื่นยักษ์สึนามิที่มาถล่มในชายฝั่งทะเลของเราทางด้านอันดามันนั้น คนเดือดร้อนไร้ที่อยู่หลายหมื่นคน คนเสียชีวิตร่วมหมื่นคน ตรงนั้นจะเห็นภาพชัดเจนว่า ใน ๑-๒ ปีของการฟื้นฟู พลิกฟื้นความสูญเสียทั้งในด้านทรัพย์สิน ในด้านของพื้นที่ ในด้านของชีวิตความเป็นอยู่ สิ่งที่สามารถพลิกฟื้นกลับมาได้อย่างรวดเร็วเป็นที่ชื่นชม ของนานาชาติว่าประเทศเรานั้นพลิกฟื้นในเรื่องของความสูญเสียจากสึนามิได้ค่อนข้างจะมี ประสิทธิภาพแล้วก็ทำโดยเร็วก็มาจากอาสาสมัคร ซึ่งมีทั้งอาสาสมัครของภาครัฐเอง อาสาสมัครที่มาในรูปแบบของมูลนิธิก็มากมาย และอาสาสมัครที่มาในรูปแบบ จากต่างประเทศก็เยอะ เพราะฉะนั้นรูปแบบของอาสาสมัครที่เพื่อน ๆ หลายท่านได้อภิปราย ไปแล้วก็จะครอบคลุมถึงความเป็นผู้ที่มีจิตอาสา เดี๋ยวนี้เรามีกิจกรรมที่เรียกว่าจิตอาสา ทำประโยชน์เพื่อสังคม เวลาจะไปสมัครเรียนหลักสูตรไหนเขาก็บอกต้องกรอกว่า ท่านเคยทำงานในฐานะจิตอาสาทำประโยชน์เพื่อสังคมอะไรมาบ้าง จะเป็นคุณสมบัติ อย่างหนึ่งในการเข้าศึกษาในหลักสูตรในปัจจุบันนี้ เพราะฉะนั้นเรื่องของอาสาสมัครนี้ เป็นเรื่องของจิตใจ เรื่องของความที่อยากจะทำเพื่อมนุษย์ในรูปแบบต่าง ๆ ตามขีดความสามารถ ของแต่ละคนที่มีอยู่ ซึ่งก็แน่นอนกรรมาธิการได้มองเห็นว่าเรามีอาสาสมัครตั้งร่วม ๑๐ ล้านคน แล้วก็กระจัดกระจายอยู่ทั่วประเทศทุกหมู่บ้าน อยู่ในความรับผิดชอบของหลายสิบกระทรวง อยู่ในความรับผิดชอบของหลายหน่วย หลายกรม แล้วก็หลายหมู่บ้าน เพราะฉะนั้น ความพยายามในการจัดระเบียบผมคิดว่าก็เป็นเรื่องที่ดีที่เราควรจะต้องมีการจัดระเบียบบ้าง ตามสมควร ถึงแม้จะมีบางท่านติงว่าเราคงจะไม่ไปบังคับความเป็นจิตอาสาของเพื่อนมนุษย์ได้ ในปัญหาที่กรรมาธิการได้ศึกษาอย่างในเรื่องของคุณสมบัติและองค์ความรู้ก็เห็นด้วยว่า น่าจะมีแนวทางที่จะลงไปส่งเสริมความรู้ ผมมองที่กรรมาธิการได้ให้ข้อเสนอมา คือมติ ครม. เมื่อวันที่ ๒๑ กรกฎาคม ๒๕๕๒ ที่กำหนดให้มีคณะกรรมการหมู่บ้าน คณะกรรมการหมู่บ้านนี้ ผมคิดว่าน่าจะเป็นแกนกลางอย่างที่คณะกรรมาธิการได้ให้ข้อสังเกตไว้ในการที่จะประสาน การทำงานร่วมกันของอาสาสมัครจากกระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ ซึ่งทางกรรมาธิการ ได้แบ่งกลุ่มออกไปซึ่งก็ดูดี ประมาณสัก ๔ กลุ่ม เช่น กลุ่มแรก บอกว่าเป็นอาสาสมัคร ด้านการพัฒนาสังคม สิ่งแวดล้อม และสาธารณสุข อีกด้านหนึ่งก็ด้านการปกครอง ด้านรักษา ความสงบเรียบร้อยต่าง ๆ ด้านเศรษฐกิจ ด้านสาธารณสุข ฉะนั้นถ้าเราจับเป็นสัก ๔-๕ กลุ่ม เราก็จะได้องค์กรที่ทำงานด้านอาสาสมัครมาบูรณาการกันเป็นภาค ๆ เป็นกลุ่ม ๆ ได้ ได้ในระดับพื้นที่ลงในระดับหมู่บ้าน ระดับตำบล อันนี้ก็เป็นข้อเสนอที่ผมคิดว่าน่าจะ ดำเนินการได้ ส่วนเรื่องค่าตอบแทนก็มีบางท่านอภิปรายไปแล้ว เจตนาของกรรมาธิการ ก็คงไม่ได้ต้องการให้ค่าตอบแทนนั้นนอร์มัลไลซ์ (Normalize) คือเท่ากันทุกคน ก็คงจะยืน แนวทางเดิมคือแล้วแต่ว่าจะตอบแทนเป็นชิ้นงาน ตอบแทนเป็นรายไตรมาส รายวัน รายเดือน หรือรายปี จริง ๆ ค่าตอบแทนเหล่านี้ก็ไม่ได้มากมายอะไร เพียงแต่ว่าเป็นส่วนหนึ่ง ของการยึดโยงความเป็นอาสาสมัครของหน่วยงานต่าง ๆ ซึ่งผมคิดว่าถ้าเรามีการทบทวน ก็ไม่ใช่เรื่องที่เสียหายให้อยู่ในกรอบระเบียบของการที่จะสามารถจ่ายได้ แล้วก็อยู่ในกรอบที่มี ความเป็นธรรม แล้วยังสามารถที่จะดึงให้คนเข้ามาร่วมทำงานในความเป็นอาสาสมัคร ข้อเสนอสุดท้ายของกรรมาธิการที่ผมคิดว่ายังอยากจะให้พิจารณาเพิ่มเติมคือในหน้า ๔๒ นี่ข้อ ๙ ท่านพูดถึงแหล่งที่มาของงบประมาณ สำนักงบประมาณ อันนี้ก็ไม่ได้พูดถึงว่า เอางบประมาณไปทำอะไร แต่ในข้อ ๑๐ หน่วยงานที่รับผิดชอบหลัก ท่านเขียนว่า กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ โดยท่านได้พูดถึงการปรับแก้กฎหมายเพื่อให้สามารถมีมาตรฐานกลางของความเป็นอาสาสมัคร ซึ่งตรงนั้นผมเองก็ยังไม่ค่อยแน่ใจ เพราะในอาสาสมัครบางกลุ่ม บางประเภทเขามี พระราชบัญญัติอยู่แล้ว เช่น อปพร. มีทั้งพระราชบัญญัติ มีทั้งระเบียบ และมีการปรับแก้ มาให้เหมาะสมกับภาวการณ์โดยตลอด ฉะนั้นเราจะไปออกพระราชบัญญัติอีกฉบับหนึ่ง ไปจัดมาตรฐาน ไปกำหนดว่าคนในกลุ่มนั้นต้องมาอยู่ในมาตรฐานของกฎหมายฉบับนี้ ผมคิดว่า ไม่น่าจะครอบคลุมได้ ส่วนท่านจะไปแก้กฎหมายของกระทรวงการพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับอาสาสมัครของกระทรวงเองก็อาจจะ อยู่ในขอบข่ายที่ดำเนินการได้ แต่ประเด็นของผมคือว่าในข้อ ๑๐ ผมอยากจะเสนอว่า ถ้าท่านส่งไปที่ ครม. ให้ ครม.อนุมัติอย่างนี้ก็ง่าย ครม. ก็บอกโอเค (Okay) กระทรวง การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ไปดูตามรายงานของท่านยงยุทธ ท่านเบญจวรรณ ผมคิดว่าเขาก็ไม่รู้จะเริ่มนับหนึ่งตรงไหน ท่านมีข้อเสนอที่ดี ๆ ในหลาย ๆ ด้าน ในปัญหาที่ท่านศึกษามา ๔-๕ ด้าน และแต่ละด้านนั้นก็มีข้อเสนอ เพราะฉะนั้นผมคิดว่า น่าจะเสนอให้คณะรัฐมนตรีตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจขึ้นมา ๑ คณะ ประกอบด้วยผู้แทน ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แล้วก็ทำการศึกษาเรื่องนี้ใช้เวลาสัก ๑ ปีหรือ ๖ เดือน แล้วก็นำข้อเสนอนั้นเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาเป็นเรื่อง ๆ ไปจึงจะเกิดประโยชน์ คณะรัฐมนตรีจะได้มีมติในเรื่องสิทธิประโยชน์ให้ดำเนินการตามนี้ เรื่องของการสร้าง องค์ความรู้ให้ดำเนินการตามนี้ ในเรื่องของการบูรณาการหน่วยงานต่าง ๆ ประมาณอย่างนี้ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าอันนั้นน่าจะเป็นประโยชน์เพราะท่านได้ศึกษามาในระดับหนึ่งแล้ว แต่ว่าข้อเสนอจะต้องเป็นรูปธรรมที่จะให้คณะรัฐมนตรีอนุมัติ อันนี้ผมไม่ได้เสนอให้ตั้ง หน่วยงานใหม่ แต่เสนอให้มีคณะกรรมการขึ้นมา ท่านอาจจะไปเป็นกรรมการคนหนึ่ง ในกรรมการของรัฐบาลทำการศึกษาเรื่องนี้ แล้วก็หาข้อมูลลงไปจนถึงระดับพื้นที่เพื่อจะได้ ข้อเสนอที่จะให้คณะรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบ ก็จะทำให้การดำเนินการในเรื่องนี้เป็น รูปธรรมขึ้น แล้วอาจจะครอบคลุมไปถึงอาสาสมัครภาคเอกชนด้วยว่าจะเอาเขามาเป็น ส่วนหนึ่งของอาสาสมัครประชารัฐได้อย่างไร อย่างที่คุณหมออำพลได้ให้ข้อคิดเห็นไว้ เพราะฉะนั้นผมก็คิดว่าท่านควรปรับในเรื่องข้อเสนอนี้ ส่วนในข้อ ๑๑ ผลที่คาดว่าจะได้รับนั้น ก็ดีมากทั้ง ๓ ข้อ ข้อ ๑ ระบบงานอาสาสมัครเป็นกลไกที่เข้มแข็ง ข้อ ๒ ลดงบประมาณภาครัฐ และข้อ ๓ สร้างเครือข่ายอาสาสมัครในการขับเคลื่อนภารกิจภาครัฐร่วมกับข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ของรัฐ ผมก็ยังยืนยันว่าอาสาสมัครเป็นกลุ่มบุคลที่มีความสำคัญยิ่งในการที่จะ ทำให้พี่น้องประชาชนมีชีวิตที่ดี สามารถที่จะรอดพ้นจากภัยอันตรายได้เมื่อเกิดเหตุ ร้ายแรงขึ้นในพื้นที่ของเขา ในชุมชนของเขา เพราะฉะนั้นการส่งเสริมให้อาสาสมัครได้ทำงาน อย่างมีประสิทธิภาพ มีการบูรณาการกัน จึงเป็นแนวคิดที่ผมคิดว่าจะเกิดประโยชน์แก่ พี่น้องประชาชนเป็นส่วนรวม ขอขอบพระคุณครับ
ต่อไปขอเชิญท่านกษิดิ์เดชธนทัต เสกขุนทด อดีตรองประธานสภาพัฒนา การเมือง และอดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ขอเชิญครับ
เรียนท่านประธานที่เคารพ ท่านกรรมาธิการครับ ผม กษิดิ์เดชธนทัต เสกขุนทด สปท. หมายเลข ๐๐๕ ผมขออนุญาต นำเสนอต่อเรื่องนี้โดยใช้บทเรียนประสบการณ์ที่ได้ทำงานกับอาสาสมัครทุก ๆ ด้าน เกือบประมาณ ๓๐ ปี แล้วก็มีการสัมพันธ์กับกระบวนการประชาชนเกี่ยวกับเรื่องนี้มา โดยเฉพาะ ก็เลยอยากขออนุญาตนำเสนอผ่านบทเรียนประสบการณ์เพื่อที่จะเป็นข้อมูล ในการเพิ่มเติมกับรายงานฉบับนี้
ประการที่ ๑ ผมอยากจะนำเสนอในมิติที่เป็นบทเรียนประสบการณ์ นิยามความหมายของอาสาสมัครอยากแยกเฉพาะสั้น ๆ ว่าอาสาสมัครที่ไปช่วยเหลือผู้อื่น ไปช่วยเหลือสังคม แล้วก็มีจิตสาธารณะ ก็คือพร้อมที่จะไปช่วยเหลือคนอื่น กับอีกมิติหนึ่ง ที่ผมมองก็คือเป็นอาสาสมัครที่เขาเองก็มีปัญหา เขาอยากพัฒนาเรื่องนี้ แล้วเขาอยากช่วยเหลือกลุ่มปัญหากลุ่มนี้ อันนี้ส่วนใหญ่ก็จะเป็นเรื่อง ของการยกระดับการพึ่งตนเองของกลุ่มที่ต้องการพัฒนาเรื่องนี้ แล้วก็ต้องการแก้ไขปัญหา เรื่องนี้ โดยบทเรียนประสบการณ์ของผมนี้จะสัมพันธ์กับคนกลุ่มข้างหลัง ก็คือยกระดับตัวเอง ขึ้นมาเป็นผู้นำ แล้วหน่วยงานกระทรวง ทบวง กรม ก็ยกระดับเป็นอาสาสมัคร ที่ผมหยิบยก ประเด็นตรงนี้ก็เพื่อให้เห็นว่าบทเรียนประสบการณ์ที่ผ่านมาการที่มีเจ้าหน้าที่รัฐจำนวนน้อย แล้วก็มีงานจำนวนมากไม่สามารถบริการประชาชนในจำนวนขนาดใหญ่ได้ ก็จำเป็นต้องเพิ่ม อาสาสมัครซึ่งอยู่กับพื้นที่เพื่อให้อาสาสมัครขยายในการทำงานต่อ แน่นอนคือว่าโดยข้อเท็จจริง ไม่สามารถเพิ่มปริมาณเจ้าหน้าที่ได้ คือการเพิ่มเท่าไรประชาชนก็ยิ่งอ่อนแอเช่นกัน เป็นคนละมุมเหมือนกัน เพิ่มอาสาสมัครจำนวนมากก็ไม่ได้เพราะมีจำนวนจำกัด แต่วิธีคิดของผม ในบทเรียนประสบการณ์ที่ผ่านมาก็คือแนวแบบนี้เป็นแนวที่ดี แต่พัฒนาการไประดับหนึ่ง กระบวนการประชาชนที่ผมเรียกว่าเป็นกลุ่มปัญหา กลุ่มที่ต้องการพัฒนาด้านต่าง ๆ ก็จะมี กระบวนการและมีความเป็นกลุ่ม มีความเป็นองค์กร คนที่เด่นก็มักจะได้เป็นอาสาสมัคร ด้านนั้น ยกตัวอย่างเช่น กลุ่มนี้ทำเรื่องเกษตรผสมผสาน ๒๐ คน ๓๐ คนในหมู่บ้าน แล้วคนนี้ ค่อนข้างเด่นเกษตรก็ไปหาคนนี้แล้วก็เอาคนนี้ไปเป็นอาสาสมัคร ผมอยากให้เห็นรากของ ความเป็นกลุ่มองค์กร ไม่อยากให้เป็นมิติของการเป็นปัจเจกของกลุ่มบุคคลที่เขียนเรื่องนี้ ทำอย่างไรถึงจะให้มีความเป็นกลุ่มแล้วก็มีผู้นำมาทำงานร่วมกับรัฐที่เป็นตัวแทน เขากลับไปเขาก็ไปอยู่กับกลุ่มแล้วก็ไปอยู่กับชุมชน ไม่ใช่เป็นเรื่องลักษณะของผู้นำ ที่เป็นปัจเจกและมีความเป็นตัวแทนของรัฐอย่างเดียว ทำอย่างไรให้มีความสัมพันธ์กันตรงนี้ เพราะฉะนั้นถ้ามองในมิติที่ผ่านมาก็คือว่าทุกกระทรวงก็จะมีอาสาสมัคร ซึ่งบางพื้นที่ก็อาจจะมี กระจัดกระจายแยกหลายกลุ่มคน คนที่ชอบแตกต่างกัน คนที่มีปัญหาแตกต่างกัน บางพื้นที่ ก็จะเป็นอาสาสมัคร อย่างที่ท่านเบญจวรรณได้พูดเมื่อสักครู่ ซึ่งก็มีข้อแข็งทั้ง ๒ แบบ เหตุที่เป็นแบบนี้เพราะว่าโดยข้อเท็จจริงอาสาสมัครบางคนสวมเสื้อหลายตัวก็เพราะว่า วิถีชีวิตเขาครบ เขาสัมพันธ์กับทุกเรื่อง เขาไม่ได้แปลว่าเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เขาต้องเจอทุกเรื่อง แต่ประเด็นที่ผมอยากจะเพิ่มเติมตรงนี้คือ
ประการที่ ๑ ทำอย่างไรจึงจะมองมิติของอาสาสมัครเป็นมิติตัวแทนของกลุ่ม องค์กรด้านนั้น ๆ ไม่ใช่ปัจเจก ให้มีความสัมพันธ์กัน ถ้าไม่อย่างนั้นจะเกิดกรณีที่บอกว่า เราแยกผู้นำออกจากประชาชนด้านนั้น ๆ กลายมาเป็นตัวแทนของรัฐ ทำให้เป็นมิติของ มูฟเมนต์ (Movement)
ประการที่ ๒ ก็คือว่าในระดับหมู่บ้านจะมีตัวแทนที่เด่นแต่ละด้านก็จะเป็น อาสาสมัคร ภาพที่ผ่านมากำนัน ผู้ใหญ่บ้านมีกรรมการหมู่บ้าน อบต. มี ศอ.บต. ผู้นำที่มี ความถนัดด้านต่าง ๆ ก็จะเป็นตัวแทนของหน่วยงานกระทรวง ทบวง กรม ภาพในอนาคตนี้ อยากจะเห็นมิติของความบูรณาการที่อยู่ข้างล่าง เป็นภาพพื้นที่กลางของคนกลุ่มนี้เขาจะต้อง เจอกันได้อย่างไร เพราะว่าชีวิตของภาคประชาชนต้องสัมพันธ์ทุกเรื่อง ไม่ได้แปลว่ามาทีละ เรื่อง ๆ ทำอย่างไรให้เกิดกระบวนการการไปเสริมความองค์กรของแต่ละด้านแล้วมีพื้นที่ กลางในระดับหมู่บ้าน อันนี้คือพื้นที่หมู่บ้าน ไม่ว่าคุณจะเป็นอาสาสมัครอะไรก็แล้วแต่ ถ้าขีดแนวตัดขวางแนวราบแล้วเขาจะเจอกันแล้วก็เป็นทุกมิติที่มากกว่าความเป็นปัจเจกคือ ตัวแทนของรัฐ อันนี้คือผมมองในแนวของวิธีคิด ถ้าในระดับหมู่บ้านก็คือมีกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน มีกรรมการหมู่บ้าน มี ศอ.บต. แล้วก็มีผู้นำด้านต่าง ๆ ภายใต้นั้นก็จะมีชาวบ้านที่สัมพันธ์กับ เรื่องต่าง ๆ อันนี้คือมองเรื่องของระดับหมู่บ้าน
ประการที่ ๓ ที่ผมอยากจะหยิบยกตรงนี้ก็คือว่าถ้าเราสร้างพื้นที่ตรงนี้มีผู้นำ ด้านต่าง ๆ ในระดับตำบล โดยข้อเท็จจริงปัจจุบันก็มีท้องถิ่น มีกำนัน ผู้ใหญ่บ้านที่มอง ในแนวมิติของการบริหารจัดการท้องถิ่นกับการปกครองท้องถิ่น แล้วก็มีผู้นำที่ทำเรื่อง เชิงฟังก์ชัน (Function) ภายใต้กระทรวง ทบวง กรม เครือข่ายอาสาสมัครเขาก็มีตัวแทน ระดับตำบล เครือข่ายเกษตรก็มีตัวแทนระดับตำบล เครือข่ายด้านต่าง ๆ ในมิติตรงนี้ เป็นไปได้หรือเปล่าที่จะมีภาพของความเป็นอาสาสมัครที่รัฐร่วมราษฎร์ นั่นแปลว่าชุมชนที่เป็นตัวแทนด้านต่าง ๆ เป็นตัวแทนกลุ่มต่าง ๆ ท้องถิ่นที่เป็นบริหาร ราชการท้องถิ่น แล้วก็ท้องที่คือกำนัน ผู้ใหญ่บ้านมีพื้นที่กลางที่เขาจะยกระดับการทำงาน ร่วมกัน ผมขออนุญาตเติมในเรื่องที่ว่าถ้ามีพื้นที่ตรงนี้จะเป็นการบูรณาการข้างล่าง หน่วยงาน ที่ลงไปเป็นบทบาทในการเสริมท้องถิ่นที่เกิดขึ้นตรงนั้น มีองค์กรของภาคพื้นที่ตรงนั้นก็จะ เห็นภาพ ในขณะเดียวกันแผนยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี แผนยุทธศาสตร์ตำบลของเขาก็ควรจะมี พื้นที่ตรงนี้จะเป็นพื้นที่หลักในการที่เขาจะคิดค้นที่บอกว่าอาสาสมัครต่าง ๆ สามารถรวบรวม ข้อมูลและเสนอขึ้นข้างบน ข้อมูลมี ๒ ลักษณะ ข้อมูลเชิงฟังก์ชัน (Function) ที่ว่าด้วย เรื่องต่าง ๆ กับข้อมูลเชิงพื้นที่ที่มองทุกเรื่องที่เป็นยุทธศาสตร์การพัฒนาตำบลนั้น ๆ ที่ไม่ได้ แยกส่วนท้องที่ ท้องถิ่น แล้วก็ชุมชน เพราะฉะนั้นถ้ามองมิติแบบนี้จะเห็นภาพทั้ง ๒ ด้าน ที่ประคองกันไปไม่ใช่ปัจเจกของผู้นำอาสาสมัคร มีความเป็นมูฟเมนต์ (Movement) ตามไปด้วย ไม่ได้แยกผู้นำที่เด่น ๆ ออกจากประชาชน มันจะควบคู่กัน ในขณะเดียวกัน ล่าสุดที่ผมได้รับทราบข้อมูลก็คือจังหวัดชัยนาทเป็นจังหวัดที่มีความก้าวหน้า ยกระดับ ภาคอาสาสมัคร ประชาสังคมต่าง ๆ มามีพื้นที่กลางร่วมกันระดับจังหวัดที่ได้รับคะแนน ๑๐๐ เต็ม ของระบบการบริหารราชการจังหวัด แล้วก็มีหลาย ๆ จังหวัดเรียงลำดับคะแนนลงมา แต่ภาพ ที่เด่นชัดของจังหวัดชัยนาทก็คือว่าภาพที่รวบรวมแกนนำต่าง ๆ อาสาสมัครต่าง ๆ มามีพื้นที่ ร่วมกับหน่วยงานราชการแล้วก็ท้องถิ่นระดับจังหวัด แล้วก็มีวงในการพูดคุยกันในการพัฒนา จังหวัดด้วยกัน เพราะฉะนั้นถ้ามีภาพลักษณะนี้ผมเองคิดว่ากระบวนการเหล่านี้จะทำให้ผู้นำ ไม่ได้หลุดออกจากชาวบ้าน หน่วยงานต่าง ๆ ก็ต้องคำนึงถึงว่าฐานคิดของพื้นที่แต่ละพื้นที่ กำลังคิดอะไร เขาจะต้องไปหนุนอะไร จงเปลี่ยนวิธีคิดที่บอกว่าข้างบนคิด ออกแบบ แล้วลงไปพัฒนา ข้างล่างรอรับการพัฒนา ถ้าพัฒนาไม่ไหวก็ต้องหาอาสาสมัครมาช่วยพัฒนา แต่ถ้าวิธีคิดกลับด้านอีกด้านหนึ่งก็คือว่าถ้าเอา ๒ อย่างผสมผสานข้างบนเจอข้างล่าง แล้วก็ไปพร้อม ๆ กันภาพมิติตรงนี้ก็จะเห็นภาพดี
ประการที่ ๔ ที่ผมอยากจะเพิ่มเติมก็คือว่าจะมีความอันตรายในเรื่องของ การมีค่าตอบแทนในระยะยาว ซึ่งจะผูกไปเรื่อย ๆ แต่ว่าการที่ผมพูดแบบนี้ก็จะไม่ได้ใจ กับพี่น้องที่เป็นอาสาสมัคร ผมก็ทำงานเสียสละเยอะแยะมากมายแต่ว่าผมไม่ได้อะไร คือเป็นเส้นแบ่งที่อันตรายในเรื่องของการที่จะบอกว่าถ้าได้ค่าตอบแทน ความเป็นอาสาสมัคร จะค่อย ๆ หายไป การเมืองก็จะเข้ามาเยอะ ๆ แต่การไม่ได้รับอะไรเลย คนที่เป็นภรรยามา บ่อย ๆ สามีก็บอกว่าให้ไปกินแกงประชุม คนที่เป็นสามีก็บอกภรรยาว่าไปกินแกงสัมมนาก็แล้วกัน คือไม่ได้ทำงานอาชีพของตัวเอง มีเสื้อหลายตัวไม่ได้แปลว่าอาชีพตัวเองดีขึ้น ไปประชุมวันนี้ที่นี่ ไปประชุมวันนี้ที่นี่ แปลว่าวิถีชีวิตเขาถูกเปลี่ยนเพราะเขาไปเป็นตัวแทน นั่นก็คือแปลว่า การที่จะมีค่าตอบแทนอาจจะต้องคิด ๒ มุม ๑. ก็ต้องมีในเรื่องค่าใช้จ่ายกับคนเหล่านี้ ผมเคยมีบทเรียนประสบการณ์ว่าถ้ามีค่าตอบแทนความเป็นอาสาสมัครจะหายไป แต่ทำอย่างไรจึงจะให้เขาเหล่านี้เป็นผู้นำระยะยาวได้ แล้วก็สร้างผู้นำขึ้นมาเรื่อย ๆ ไม่มีผู้นำ ที่สูญหายไปเรื่อย ๆ เพราะว่าเศรษฐกิจจะต้องมีระบบของการร่วมผสมผสานกัน นั่นก็คือว่า รัฐมีจำนวนหนึ่ง แล้วในขณะเดียวกันเครือข่ายเหล่านั้นก็มีจำนวนหนึ่ง ผมเคยมีบทเรียน ประสบการณ์ทำเรื่องสวัสดิการชุมชน สมาชิกออม ๑ บาท ท้องถิ่นหางบประมาณสนับสนุน ๑ บาท กองทุนสวัสดิการสังคมที่ว่ากรรมาธิการหยิบยกมาสมทบอีก ๑ บาท แปลว่า ออม ๓ บาท ๑ บวก ๑ บวก ๑ กองทุนตรงนี้จะเป็นกองทุนสวัสดิการให้กับเครือข่ายเหล่านี้ เวลามาทำงานก็จะมี เวลาเกิด แก่ เจ็บ ตาย ลูกเรียนแต่งงานอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ก็จะมีระบบ การดูแลกัน ซึ่งสิ่งที่ผมอยากจะเสนอตรงนี้ก็คือว่ารัฐร่วมกับราษฎร์ได้อย่างไรให้มีระบบตอบแทน ที่ไม่ใช่แปลว่ารัฐรับผิดชอบ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ จะมีรูปแบบตรงนี้อย่างไร
ประการสุดท้ายที่ผมอยากจะเสนอตรงนี้ก็คือว่า จะทำอย่างไรให้ภาพ ๒ ภาพ ไปผสมผสานกันให้ได้ระหว่างเชิงนโยบายที่มีระบบตัวแทน แน่นอนก็คือเจ้าหน้าที่รัฐลงไปก็กลับ แต่คนที่อยู่ก็คือชุมชน อาสาสมัครที่อยู่ตรงนั้น ทำอย่างไรอาสาสมัครจะมีแนวในการที่จะ ประสานกันในความเป็นองค์กรแนวราบ เติมตรงนี้ไป เพราะฉะนั้นในข้อเสนอตรงนี้แปลว่า มีหลายกฎหมายมากที่จะสัมพันธ์กับเรื่องนี้ มีกฎหมายฉบับหนึ่งที่ว่าด้วยเรื่องสภาองค์กรชุมชน อันนี้ก็พยายามที่จะรวบรวมเฉพาะกลุ่มองค์กร แล้วก็มาจดแจ้ง จัดตั้ง และเป็นสภา ว่าด้วยเรื่องสภาการพัฒนากลุ่มต่าง ๆ อันนี้ก็เป็นกฎหมายฉบับหนึ่ง กฎหมายสวัสดิการ สังคมก็เปิดช่องหนึ่งที่ให้กลุ่มองค์กรเหล่านี้เสนอขอการสนับสนุน แต่ในขณะเดียวกัน ถ้ามีแนวนโยบาย วันนี้ต้องยอมรับข้อเท็จจริงบางตำบล อบต. ไปทาง กำนัน ผู้ใหญ่บ้านไปทาง กลุ่มองค์กรชาวบ้านไปทาง เพราะว่ามีฟังก์ชัน (Function) ที่แตกต่างกัน ถ้ามีแนวนโยบาย ที่สามารถทำให้เกิดชุมชน ท้องถิ่น แล้วก็ท้องที่กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน มีแนวในการร่วมประสาน สร้างพัฒนาการ คิดค้น ออกแบบยุทธศาสตร์ระยะยาวร่วมกัน แล้วก็รับนโยบายที่นำไปสู่ การปฏิบัติร่วมกัน ตรงนี้จะเกิดการผสมผสานในความหมายของคำว่า รัฐร่วมกับราษฎร์ ไม่ใช่ว่า รัฐไปพัฒนาราษฎร์ ก็เลยอยากจะเสนอผ่านบทเรียนประสบการณ์ตรงนี้ครับ ขอบคุณครับ
ต่อไปขอเชิญท่านถวิลวดี บุรีกุล ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนา สถาบันพระปกเกล้า อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ขอเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน ถวิลวดี บุรีกุล สมาชิกหมายเลข ๖๑ ดิฉันมีประเด็นเล็กน้อยที่จะเสริม แล้วก็คิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญ อยู่แล้ว และบังเอิญดิฉันทำงานที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของอาสาสมัคร แล้วก็รู้จักผู้ที่เป็นอาสาสมัคร มากมาย ก็เลยอยากจะสนับสนุนเรื่องของการพัฒนารูปแบบการดำเนินกิจการภาครัฐ เพราะว่าทางรัฐธรรมนูญก็เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วน โดยเฉพาะในเรื่องของการทำ กิจกรรมการบริการสาธารณะ แต่ว่ารูปแบบต่าง ๆ ที่เขาจะเข้ามาโดยรูปแบบที่ง่ายที่สุด ก็คือรูปแบบของการเป็นอาสาสมัคร ปัจจุบันนี้ทางท่านกรรมาธิการก็บอกว่ามีอาสาสมัคร เป็นล้านคน แต่ว่าจะทำอย่างไรให้มีกระบวนการบริหารจัดการที่เหมาะสม แล้วก็ทำให้ พวกเขาเหล่านั้นสามารถที่จะมาช่วยกันขับเคลื่อนกระบวนการปฏิรูปประเทศในครั้งนี้ได้ ประเด็นที่สำคัญก็คือทำไมอาสาสมัครถึงมีความจำเป็น ในหลายประเทศที่พัฒนาแล้วเรื่องของ อาสาสมัครไม่ต้องไปเชิญชวนอะไรเลย แต่ว่าจะมีคนเข้ามาช่วยกันเยอะแยะ ตั้งแต่เด็กเล็ก จนกระทั่งถึงผู้ใหญ่ เพราะว่ามีการเรียนการสอนกันในโรงเรียนในเรื่องของการเป็นคนที่มี จิตอาสา แล้วก็มีการให้โอกาสนักเรียน นักศึกษาไปทำงานกับภาคประชาสังคม หรือองค์กร พัฒนาเอกชน เพื่อที่จะได้ฝึกการมีจิตสาธารณะ แล้วก็ฝึกในเรื่องของการเข้าใจผู้อื่น เพราะฉะนั้น เรื่องของอาสาสมัครจึงเป็นเรื่องที่เสริมสร้างกระบวนการประชาธิปไตย และมีแนวคิดทฤษฎี มากมายที่ว่าด้วยอาสาสมัครและการขับเคลื่อนประชาธิปไตยด้วยกลไกอาสาสมัคร หรืออาสาสมัครนี้เขาก็บอกว่าเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างทุนทางสังคม ซึ่งโรเบิร์ต พัตนัม ก็พูดไว้หลายครั้งในเรื่องของการรวมตัวกันและทำงานเพื่อประโยชน์สังคม เพราะฉะนั้น ที่ใดที่มีอาสาสมัครเยอะ ที่นั่นดูเหมือนว่าจะมีทิศทางที่จะเคลื่อนไปสู่การเป็นประชาธิปไตย ได้อย่างดีในอนาคต เพราะว่าปลูกจิตสำนึกได้ง่าย ไม่ว่าเขาจะเข้ามาด้วยการเป็นอาสาสมัคร ในด้านใดก็ตาม แต่ในที่สุดกลไกของอาสาสมัครจะทำให้พวกเขามีจิตสาธารณะที่จะเข้าอกเข้าใจ คนอื่น แล้วก็คำนึงถึงเรื่องของสิทธิมนุษยชน ตรงนั้นถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของการเสริมสร้าง ประสิทธิภาพในทางการเมืองได้ เพราะฉะนั้นจะทำอย่างไรถึงจะให้ภาครัฐช่วยในเรื่องของ การจัดระบบตรงนี้ ซึ่งดิฉันจะพูดต่อไปนะคะ นอกจากนี้ในรูปแบบของการเป็นอาสาสมัคร ก็จะเป็นการเรียนรู้ประชาธิปไตย แต่ว่าในประเทศไทยของเรากระบวนการที่จะใช้ประโยชน์ จากการเป็นอาสาสมัครเข้าสู่กลไกการเรียนรู้ประชาธิปไตยจะทำอย่างไร นอกจากนี้ อาสาสมัครเองก็มีหลายบทบาท ไม่ว่าจะเป็นผู้ก่อกระแส หรือผู้ไกล่เกลี่ย หรือผู้เอื้อกระบวนการ หรือผู้สร้างพลัง หรือผู้ช่วยทำงานก็มีเยอะแยะ เพราะฉะนั้นเราก็คงต้องดูว่าอาสาสมัคร แต่ละกลุ่ม แต่ละท่านทำงานอย่างไร เรื่องของฐานข้อมูลนั้นเป็นเรื่องที่สำคัญซึ่งหลายท่านได้พูดแล้ว แต่ว่ามีหลายรูปแบบ ที่จะจัดระบบฐานข้อมูลของอาสาสมัคร นอกจากนี้สิ่งที่ดิฉันจะเสนอต่อก็คือการสร้างเครือข่าย เพราะว่าอาสาสมัครอาจจะมีอาสาสมัครแบบชั่วคราว อาสาสมัครแบบถาวร เพราะฉะนั้น ทำอย่างไรถึงจะสร้างเครือข่ายตรงนี้ได้ และจะมีโหนด (Node) อย่างไร เพราะว่าแต่ละกรม แต่ละกอง แต่ละหน่วยงาน ก็มีอาสาสมัครมากมายแล้วก็จดทะเบียนในรูปแบบที่แตกต่างกัน ทั้งอาสาสมัครที่เป็นตัวปัจเจก แล้วในที่สุดรวมตัวกันเป็นกลุ่มเพื่อที่จะขอการสนับสนุน จากรัฐตรงนี้จะให้มาร่วมกันเป็นเครือข่ายได้อย่างไร ตลอดจนการทำงานของอาสาสมัคร เหล่านี้จะมีธรรมาภิบาลอย่างไร ซึ่งดิฉันจะยกตัวอย่างของประเทศอังกฤษ องค์กรหนึ่งของ อังกฤษชื่อภาษาอังกฤษว่า เนชันนัล เคาน์ซิล ฟอร์ โวลันทารี ออร์แกไนเซชันส์ (National Council for Voluntary Organizations) หรือ เอ็นซีวีโอ (NCVO) เขาได้จัดทำมาตรฐาน ซึ่งเป็นแนวปฏิบัติที่ดีสำหรับอาสาสมัคร ซึ่งตรงนี้เป็นกิจกรรมเพื่อส่งเสริมอาสาสมัคร ก็มีรูปแบบของการจัดการอาสาสมัคร เขาเป็นศูนย์รวมของอาสาสมัครต่าง ๆ ที่เข้ามาทำงาน ร่วมกันแล้วก็สนับสนุนกิจกรรมของอาสาสมัคร มีการจัดฟอรัม (Forum) ทุกปีเพื่อที่จะให้ ความรู้แล้วก็สร้างเครือข่ายเพิ่มเติมขึ้น ตรงนี้ถือว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก และในประเทศไทย ก็คงจะมีองค์กรกลางในลักษณะนี้ ดิฉันอยากจะให้เขาทำกันเอง ไม่อยากจะให้ภาครัฐ เป็นผู้มาทำ แต่ว่าภาครัฐจะเป็นเพียงผู้สนับสนุนแล้วก็กำกับดูแล ตรงนั้นจะถือว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะว่าที่เอ็นซีวีโอ (NCVO) ทำก็คือมีการใช้ข้อมูลในเรื่องของการศึกษาวิจัยงานของ อาสาสมัครเอง มีกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์ สร้างการมีส่วนร่วม สร้างความเป็นหุ้นส่วน แล้วก็มีธรรมาภิบาลของอาสาสมัคร มีการกำหนดกติกา มีการเสริมสร้างความซื่อตรง หรือความตรงไปตรงมาที่เรียกว่า อินทีกริตี (Integrity) ตลอดจนเห็นเรื่องของประโยชน์ ร่วมกัน นี่คือสิ่งที่เขาพยายามจะสร้างอยู่ ก็เป็นตัวอย่างที่ดีมากสำหรับการเอามาปรับใช้ ในประเทศไทย
นอกจากนี้สิ่งที่เป็นเรื่องสำคัญสำหรับกิจกรรมอาสาสมัครอย่างหนึ่ง น่าจะมี อยู่แล้วในรายงานนี้ แล้วก็อาจจะเสริมเข้าไป ในเรื่องของผู้ประสานงานอาสาสมัคร ซึ่งตรงนี้จะทำให้กิจกรรมอาสาสมัครบรรลุเป้าหมายได้เป็นอย่างดี ซึ่งผู้ประสานงานอาสาสมัคร จะเป็นใคร ส่วนใหญ่ก็จะเป็นอาสาสมัครนั่นละค่ะ แต่ว่ามีหน้าที่ที่จะเป็นศูนย์กลางแล้วก็ ทำหน้าที่รับผิดชอบ ประสานงานต่าง ๆ ทั้งสนับสนุน แล้วก็มีความยืดหยุ่นในการทำงาน ซึ่งตรงนี้แต่ละกลุ่มของอาสาสมัครก็จะมีผู้ประสานงานกลาง นอกจากนี้เขาจะเป็นเซ็นเตอร์ (Center) ที่จะลิงก์ (Link) กับหน่วยงานภาครัฐด้วย แล้วก็ลิงก์ (Link) ในเรื่องของการอบรม ให้กับอาสาสมัครเอง ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มทักษะในการทำงานให้สังคม หรือว่ามีการวางแผน การทำงานของอาสาสมัครแต่ละกลุ่ม ตลอดจนเรื่องของการสร้างหุ้นส่วน เพราะฉะนั้น ผู้ประสานงานอาสาสมัครถึงมีความสำคัญไม่ว่าจะเป็นการทำงานในลักษณะใด แต่ว่าเขา ควรจะเป็นคนทำแทนที่รัฐจะเป็นคนทำ นอกจากนี้มีประเด็นสำคัญที่อยากจะยกตัวอย่าง ดิฉันเคยเจออาสาสมัครคนหนึ่งซึ่งเคยเป็นวิศวกรในบริษัทเกี่ยวกับการท่าอากาศยานของ ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้เกษียณอายุแล้วก็ไปเป็นอาสาสมัครนำชมที่พิพิธภัณฑ์ของ อากาศยานต่าง ๆ ที่รัฐโอไฮโอ เขามีความภาคภูมิใจมาก ดิฉันคิดว่าตรงนี้อาสาสมัคร ในประเทศไทยก็มีในลักษณะนี้ เช่นที่พิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็มีอาสาสมัคร เพราะฉะนั้นอาสาสมัครมีหลายรูปแบบ หลายกลุ่มอาสาสมัครก็ไม่ต้องการให้รัฐ มาครอบคลุมหรือมาเกี่ยวข้องกับเขา เพราะฉะนั้นตรงนี้คงจะต้องมีการจัดระบบรูปแบบของ อาสาสมัคร
ประเด็นที่สำคัญต่อไปก็คือทำอย่างไรที่จะให้กิจกรรมอาสาสมัครนี้นำมาสู่ การเสริมสร้างประชาธิปไตย เพราะว่าถ้าเป็นอาสาสมัครมาก มีอาสาสมัครเยอะก็ดูเหมือนว่า ประสิทธิภาพในทางการเมืองจะสูงขึ้น เพราะว่าจะทำให้ประชาธิปไตยเป็นประชาธิปไตย แบบมีส่วนร่วม ซึ่งขับเคลื่อนไปจากประชาธิปไตยแบบตัวแทนที่ประชาชนรอให้อนาคตนั้น ขึ้นอยู่กับผู้แทนของเขา ซึ่งถ้ามีอาสาสมัครมากเขาสามารถที่จะจัดการได้เอง และในยาม บ้านเมืองเกิดวิกฤต อาสาสมัครนั้นก็จะเข้ามาทำหน้าที่แทนรัฐได้ และในสถานที่ที่รัฐเข้าไป ไม่ถึง อาสาสมัครนั้นก็จะเข้ามาทำ เพราะฉะนั้นตรงนี้จะเป็นอย่างไร มีในหลายประเทศ ดิฉันยกตัวอย่างประเทศอังกฤษอีกครั้งหนึ่ง มีองค์กรที่สามารถรวบรวมข้อมูลของอาสาสมัคร แล้วพบว่ามีประชาชนจำนวนมากมายหลายสิบล้านคน เดือนหนึ่งอย่างน้อยเขามีกิจกรรม อาสาสมัคร ๑ ครั้ง ซึ่งตรงนี้จะทำอย่างไร คือเขาจะพากันไปช่วยกันสอดส่องดูแลผู้ไร้บ้าน หรือว่าผู้ป่วย อย่างนี้เป็นต้น แต่ประเทศไทยก็มีที่เทศบาลหลายแห่งหรือว่าองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นหลายแห่งที่ได้รางวัลพระปกเกล้าก็มีกิจกรรมในเรื่องของการส่งเสริมอาสาสมัคร เขาเพียงแต่มีทรัพยากรเล็กน้อยที่ช่วยสนับสนุน แต่ว่าอาสาสมัครเหล่านั้นก็ช่วยทำงาน ในเรื่องของการดูแล ในเรื่องของการบริการสาธารณะได้เป็นอย่างดี ดิฉันให้การสนับสนุนแล้วก็อยากจะส่งเสริม เพราะว่าเรื่องของอาสาสมัครไม่ใช่เป็นเรื่องของการอยู่ในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง แต่การเป็นอาสาสมัคร สามารถเป็นได้ในทางสเปรด (Spread) หรือในทางดิจิทัลก็ได้ เพราะตอนนี้มีอาสาสมัคร ในรูปแบบของดาต้า ฟอร์ เดมอเครซี (Data for Democracy) ขึ้นมาแล้ว เพราะฉะนั้นรูปแบบ อาสาสมัครก็อาจจะต้องส่งเสริมในหลาย ๆ พื้นที่ แล้วในหลาย ๆ ช่องทางด้วย ดิฉันคิดว่า อย่างไรก็ตามความคิดเห็นของท่านสมาชิกหลายคนก็น่าจะนำไปสู่การปรับปรุงรายงานฉบับนี้ ขอบพระคุณค่ะ
ยังมีรายชื่ออีก ๒ ท่านนะครับ คือท่าน พลโท กฤษณะ แล้วก็ท่านสุรินทร์ ขอเชิญท่าน พลโท กฤษณะ บวรรัตนารักษ์ รองเจ้ากรมพระธรรมนูญ สำนักงาน ปลัดกระทรวงกลาโหม ขอเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ ผม พลโท กฤษณะ บวรรัตนารักษ์ ขออภิปรายให้ข้อคิดเห็น แล้วก็ข้อสังเกต ก่อนอื่นก็ขอเรียนว่าเป็นสิ่งที่ดี และขอชื่นชมคณะกรรมาธิการที่เห็น ความสำคัญของอาสาสมัคร ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันว่าปัจจุบันอาสาสมัครเป็นส่วนหนึ่ง ในการมาเสริมช่วยเหลือในการพัฒนาประเทศ หรือมีส่วนช่วยในการปฏิบัติราชการของ ข้าราชการประจำ อันนี้ก็เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง เท่าที่ดูผมมองโดยสรุปก็คือว่าทำให้ระบบ อาสาสมัครในประเทศไทยมีมาตรฐานยิ่งขึ้น แต่อย่างไรก็ตามผมมีข้อสังเกตในประเด็น ข้อกฎหมายที่จะขออนุญาตนำเรียนคณะกรรมาธิการเพื่อประกอบการพิจารณา ในข้อเสนอ ที่คณะกรรมาธิการบอกว่าจะพัฒนากลไกกลางของระบบงานอาสาสมัครให้มีความชัดเจน และเข้มแข็งโดยปรับปรุงนิยามศัพท์หรือแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติส่งเสริมการจัด สวัสดิการสังคม พ.ศ. ๒๕๔๖ เพื่อให้ชัดเจนและครอบคลุมอาสาสมัครในภาครัฐทั้งระบบ ตั้งแต่แก้ไขคำนิยามคำว่า สวัสดิการสังคม แก้ไขนิยามคำว่า อาสาสมัคร ผมขอเรียนว่า ในเทคนิคของการยกร่างกฎหมายและเทคนิคการบังคับใช้กฎหมายอาจจะมีเป็นประเด็นได้ว่า อันนี้ในตัวพระราชบัญญัติส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคม พ.ศ. ๒๕๔๖ เจตนารมณ์และเหตุผล เพื่อจัดสวัสดิการสังคมเท่านั้น ถ้าจะให้กฎหมายฉบับนี้ไปแก้ไขเพิ่มเติมบางมาตราแล้วจะให้ ใช้บังคับในระบบอาสาสมัครในภาครัฐทั้งระบบ ผมเกรงว่าในเทคนิคทางกฎหมายอาจจะมี ข้อยุ่งยากอันนี้ เพราะว่าในการแต่งตั้งอาสาสมัครที่มีผู้สมัครสนใจจะมาช่วยทำงานให้ อาสาสมัครขอเรียนว่าอาสาสมัครในแต่ละกระทรวง แต่ละกรมนั้น จะมีฐานกฎหมายรองรับ ของตัวเอง ของตำรวจอาสาสมัครจราจรจะตั้งขึ้นมาได้ก็ต้องมีพระราชบัญญัติจราจรทางบก ในการช่วยเหลือนายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ก็จะมีพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ รวมทั้งอาสาสมัครยุติธรรมอะไร ก็เรียนว่าอาสาสมัครแต่ละประเภทนั้นจะมีการแต่งตั้งมาได้ จะต้องมีฐานกฎหมายรองรับ จะต้องมีที่ไปที่มา จะออกมาเป็นระเบียบก็แล้วแต่ ในระเบียบนั้น ก็จะต้องอ้างอิงถึงตัวพระราชบัญญัติเป็นฐานรองรับในการแต่งตั้งอาสาสมัคร ดังนั้นการที่จะ มาแก้ไขในตัวพระราชบัญญัติส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคม และจะให้มีผลใช้บังคับกับ ระบบอาสาสมัครทุกระบบ อันนี้ก็ได้เรียนไปแล้วเกรงว่าจะมีข้อขัดข้อง ผมมองดูแล้วเพื่อให้ มีมาตรฐานยิ่งขึ้น เป็นไปได้ไหมครับ อาจจะต้องให้แต่ละหน่วยงานที่เป็นเจ้ากระทรวง รักษาการแต่ละกระทรวงไปดูแลกันเอง แต่อาจจะเป็นไปได้ไหม ก็ออกมาเป็นระเบียบกลาง ในที่นี้ทุกคนคุ้นเคยกันดีก็น่าจะเป็นระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าในแต่ละกระทรวง ที่จะมีการจัดตั้งอาสาสมัครขึ้นนั้นจะต้องมีหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้ อันนี้ก็คือเขียนเป็นหลักเกณฑ์ให้ชัดเจนขึ้น เช่น คุณสมบัติ ลักษณะบางประการ การคัดเลือก การขึ้นทะเบียน และอาจจะพูดว่าใครที่มีอาสาสมัครก็ต้องทำประมวลจริยธรรม ของอาสาสมัครด้วย แล้วก็มีข้อห้ามพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ การคุ้มครอง และความรับผิด ของอาสาสมัคร อันนี้ก็อาจจะเป็นระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีเขียนกลาง ๆ แล้วอาจจะมี ในเรื่องค่าตอบแทนเพื่อไม่ให้แตกต่างกันมากนัก ในระเบียบนี้อาจจะบอกว่าให้กรมบัญชีกลาง เป็นผู้พิจารณาว่าในการให้ค่าตอบแทนอาสาสมัครแต่ละประเภทของแต่ละกระทรวงนั้น ก็ให้กรมบัญชีกลางดูแลในเรื่องค่าตอบแทนไม่ให้มีแตกต่างกันมากนัก รวมทั้งอาจจะบอก ในระเบียบนี้ว่าในการพิจารณาความดีความชอบเรื่องอื่น เช่น การเสนอขอเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ก็ให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีพิจารณาหลักเกณฑ์ที่เหมือนกัน ใกล้เคียงกัน ผมมีเพียงแต่ประเด็นข้อห่วงใยในเรื่องการยกร่างกฎหมายและการบังคับใช้กฎหมาย ขอบพระคุณครับ
ท่านต่อไป ขอเชิญท่านสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ อดีตเลขาธิการสำนักงานประกันสังคม อดีตรองปลัดกระทรวงแรงงาน ขอเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ขอบคุณท่านมาก ที่อนุญาตให้ผมได้แสดงความคิดเห็น เพื่อนสมาชิกที่เคารพครับ ผมอ่านรายงานการนำเสนอ ของท่านกรรมาธิการตั้งแต่เมื่อวานแล้ว ผมก็มีความรู้สึกว่านี่เป็นความพยายามที่จะจัดระบบ สังคม ซึ่งก็ตรงกับการปฏิรูปที่เราทำหน้าที่อยู่ แล้วก็มีรายละเอียดอย่างที่ สปท. แต่ละท่าน พูดไปแล้ว ผมคิดว่าพูดกันมากครอบคลุมแล้ว แต่ผมตั้งประเด็นเดียวว่า ท่านประธานครับ สำหรับผมคิดว่าคำสอนของพระพุทธเจ้าก็ยังเป็นอกาลิโกอยู่ กิเลส โลภ โกรธ และหลง จึงใช้ได้อยู่เสมอและไม่มีวันที่จะจบสิ้น ที่ผ่านมาความเมตตาก็ดี ความกรุณาก็ดี ความรัก เพื่อนมนุษย์ก็ดี มีในจิตใจของเพื่อนมนุษย์โดยเฉพาะคนไทยมาแต่ดั้งเดิมเลยจะช่วยเหลือ เกื้อกูลกัน ยิ่งเมื่อไรที่มีการประสบภัยพิบัติเราก็จะช่วยกันอย่างเป็นวรรคเป็นเวรไม่นึกถึง ความเจ็บป่วยหรืออันตรายใด ๆ บางคนลงไปช่วยคนที่ไม่รู้จักกันเลย ว่ายน้ำไม่เป็นตายไปก็มี อันนี้เป็นสิ่งที่ดี และท่านกรรมาธิการทำนี้ผมว่าดีมากเลย แต่ว่าผมมีมุมมองอย่างหนึ่ง คำว่า จิตอาสา หรืออาสาสมัคร อย่างที่มีหลายคนกล่าวไปแล้ว ผมก็ไม่อยากจะพูดซ้ำว่า จิตอาสาหรืออาสาสมัครเขาก็ทำด้วยความรู้สึกว่าอยากทำ ทำแล้วมีความสุข แต่ในที่สุด เราก็เอาเรื่องเงิน เรื่องทอง เรื่องกิเลสของคนไปจับ ก็แน่ละ เพราะการไปทำงานให้หลวง หรือให้รัฐในบางโอกาสหรือในบางเวลาก็ต้องมีค่าใช้จ่ายเป็นค่าตอบแทน แต่เมื่อไรที่เราเอาเงิน เป็นพระเจ้าแล้วโลกก็ยุ่งอยู่ขณะนี้ แล้วก็จะยุ่งต่อไปอีกเยอะ ผมไม่อยากเห็นการนำเสนอ ของดี ๆ อย่างนี้มีตำหนิ ท่านครับ อาสาสมัคร ไม่ว่าจะจราจร แถวบ้านผมเขาขี่มอเตอร์ไซค์ พอเขายังไม่ขี่มอเตอร์ไซค์ที่ สน. สุทธิสารตรงนี้เขาก็ไปโบกรถ เพราะเจ้าหน้าที่จราจรตำรวจ มีไม่เพียงพอ ไปช่วยโบก ช่วยอะไร ก็ทำให้การจราจรไหลลื่นด้วยความเรียบร้อย และอาสาสมัคร เยอะแยะมาก อย่างที่ท่านนำมาเป็น ๘,๐๐๐,๐๐๐ คน ละเอียดลออมากเลย แต่ผมไปอ่าน ผลที่ท่านคาดในหน้า ๔๒ อ่านแล้วผมยังมีความรู้สึกว่าทึ่งและประทับใจ
ข้อ ๑ ระบบงานอาสาสมัครเป็นกลไกที่เข้มแข็ง สามารถช่วยสนับสนุน ก็จะจัดให้เป็นระบบมากขึ้น ใช้ประชาชนเป็นศูนย์กลาง
ข้อ ๒ ลดงบประมาณภาครัฐ ผมยิ่งมีความรู้สึกเลยว่าเป็นข้าราชการมา ชั่วชีวิตก็ใช่เลย และท่านนำเสนอ ผู้นำเสนอท่านก็ดูแลเรื่องนี้มาตลอดชีวิต ท่านเบญจวรรณ ขออภัยที่เอ่ยนามท่าน
ข้อ ๓ สร้างเครือข่ายงานด้านอาสาสมัครขับเคลื่อนให้ภาครัฐกับราชการ เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
อ่าน ๓ ข้อแล้วนี้ต้องยกมือทันทีไม่มีข้อแม้เลย ผมอ่านมาหมดแล้ว เอาเฉพาะหน้า ๔๐ หลาย ๆ อย่างที่ท่านจะปฏิรูปมี ๕-๖ ข้อ อย่างน้อยก็ ๕ ข้อ ข้อสุดท้าย ท่านบอกว่าให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการกลางกำหนดค่าตอบแทนและสิทธิประโยชน์ขึ้น ในกรมบัญชีกลาง ผมหวั่นว่าในอนาคตจะบานปลายและเพิ่มกิเลสให้อาสาสมัคร จนอาสาสมัครไม่มีจิตอาสา กลายเป็นอาชีพจิตอาสาอย่างที่เพื่อนสมาชิกว่า ผมก็เลยลองคูณ เล่น ๆ อาสาสมัครที่ท่านสำรวจ ณ วันนี้ ๘,๐๐๐,๐๐๐ คน มีตัวเลขนิดหน่อย เอาแค่ทุกคน เรียกร้องพอมีคณะกรรมการชุดนี้ขึ้นมา เรียกร้องว่าตอนนี้ อสม. ได้เดือนละ ๖๐๐ บาท มีประมาณ ๑,๐๐๐,๐๐๐ คน ถ้าจำไม่ผิด พอมี ๘,๐๐๐,๐๐๐ คน เอา ๕๐๐ บาทก็แล้วกัน ครึ่ง ๆ ของ ๑,๐๐๐ บาท คูณด้วย ๑๒ เข้าไป ท่านครับ ปีหนึ่ง ๔๘,๐๐๐ ล้านบาท ถามว่า ถ้าทุกคนเรียกร้องรัฐบาลจะเอาเงินจากไหน ต้องขึ้นภาษีแวต (VAT) ไหมครับ หรือจะเอา อย่างไร ต่อไปจะมีเลือกตั้ง ถ้าเป็นผม นี่สมมุตินะครับท่านประธาน ด้วยความเคารพ ผมเป็น พรรคการเมืองพรรคหนึ่งก็แล้วกัน แล้วผมก็บอกว่าทำหนังสือไปเลย ท่านอาสาสมัคร เดิมท่านไม่ได้เงินเลย เหมือน อสม. ผมจะให้ท่านเดือนละ ๖๐๐ บาท เท่า อสม. ปีหนึ่ง ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท จะเกิดความยุ่งยากขึ้นมาในเรื่องของการบริหารงบประมาณแผ่นดิน และจะทำให้ความเสื่อมของจิตอาสาและอาสาสมัครมีมากขึ้น ท่านครับ ท่านเคยอ่านข่าว ไหมครับ ดาราหญิงไฮโซคนหนึ่งไปแต่งศพ เสียเงินเสียทองเองเขาก็มีความสุข คนทำ จิตอาสามีความสุขมาก แหลมตะลุมพุกเมื่อนานมาแล้วผมยังเด็ก ๆ จิตอาสาช่วยทำให้ แหลมตะลุมพุกดีวันดีคืน เริ่มต้นจากคนที่ไปช่วยกัน ๒. วิทยุอาสาสมัคร ซึ่งผมก็เคยอภิปราย ไว้แล้ว ช่วยรีบบอกข่าวเพราะโทรศัพท์ ที่ไม่มีโทรศัพท์มือถือนั่นก็ล่มไปแล้ว ยิ่งสึนามิ ก็อาสาสมัครอีกเช่นเดียวกันไปช่วยกันอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ภายในไม่กี่เดือนทุกอย่าง ก็กลับมาเป็นสภาพเดิม แต่ถ้าต่อไปผมเหนื่อยมาก ผมขอเพิ่มจาก ๕๐๐ บาท เป็น ๑,๐๐๐ บาท ถ้า ๑,๐๐๐ บาท ท่านครับ เกือบ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนะครับ ผมฝาก อันนี้ไว้เป็นเครื่องเตือนใจนิดหนึ่งว่าอย่าทำให้ของดีวันนี้เป็นปัญหาของผู้บริหารราชการ แผ่นดิน หรือทำให้คนทะเลาะกันในพื้นที่ว่าทำไมเธอได้ ๓๐๐ บาท คนนี้ได้ ๕๐๐ บาท ไม่เป็นไรก็มีกรรมการ แล้วผมเชื่อว่าประชาชนทั้งประเทศฟังอยู่ อาสาสมัครก็ฟังอยู่ นี่กำลัง จะยกฐานะ กำลังจะทำให้เรามีฐานะดีขึ้น แล้วต่อมาก็จะขอว่าเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ถ้าทำ เป็นอาสาสมัครแล้วกี่ปี ๆ จะได้เครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นไหน ก็จะตามมาอีก สิ่งหนึ่งที่ผม อยากกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังกรรมาธิการ ท่านครับ บางอย่างให้เป็นไปตาม ธรรมชาติ อสม. สมัยก่อนเขาไม่มีค่าตอบแทน ก็เพิ่งมายุคเลือกตั้งยุคหนึ่งนี้ สมัยเก่าเขาไม่ได้ ค่าตอบแทนอะไร เพียงแต่ว่าเมื่อไรเธอป่วยไปที่โรงพยาบาลอำเภอก็รักษาให้ฟรี ก็ไม่ได้มี ระเบียบอะไรมากมาย ก็เป็นที่รู้กันว่าให้ช่วยอะไร เมื่อเกิดเจ็บป่วยก็ช่วยรักษาให้ หมอก็จะรักษาด้วยความเต็มใจ พยาบาลก็จะรักษาด้วยความเต็มใจเพราะเขาช่วยเหลือ เกื้อกูลมานาน ผมอยากจะเห็นว่าเราควรจะรักษาสิ่งที่ดี ๆ ของสังคมไทยไว้ อย่าเอาระบบ ราชการ หรือเราคิดอยากจะจัดให้เป็นระเบียบขึ้นมา ให้เป็นปัญหาของชาติในอนาคต เรื่องนี้ ผมนำเสนอท่านว่า ๑. เป็นข้อคิดให้ท่านกรรมาธิการไปคิดอีกทีหนึ่ง เพราะว่าถ้าปรากฏ อย่างนี้ อย่างไรก็ตามถ้าผมเป็นอาสาสมัครผมก็ต้องเรียกร้อง ถ้ายังไม่ได้ผมก็ต้องขอ หรือข้อ ๒ ท่านประธานที่เคารพครับ ผ่านไปยังท่านประธานกรรมาธิการ ผมคิดว่ามีประเด็น เยอะมากในเรื่องเหล่านี้ แล้วเป็นเรื่องที่ดี ท่านรับกลับไปพิจารณาอีกสัก ๒ อาทิตย์ได้ไหม ก่อนที่จะถึงสิ้นเดือนกรกฎาคม เมื่อสักครู่ผมไปพูดกับท่านยงยุทธแล้วท่านส่ายหัว ก็ไม่เป็นไร ผมก็ได้เสนอ ผมไม่ได้หมายถึงว่าผมเสนอแล้วท่านยงยุทธต้องเห็นด้วย หรือเพื่อนสมาชิก สปท. ต้องเห็นด้วย แต่ผมไม่อยากเห็นว่าเราทำในสิ่งที่ดีวันนี้และคิดไม่รอบคอบ และเป็น ปัญหากับชาติบ้านเมือง รัฐบาลในอนาคต ด้วยความเคารพครับ
ต่อไปน่าจะเป็นท่านสุดท้าย ท่านที่ ๑๒ พลตำรวจเอก ชิดชัย วรรณสถิตย์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และกระทรวงยุติธรรม ขอเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิก สปท. ท่านกรรมาธิการ จริง ๆ เรื่องนี้ก็เพิ่งลงมาจากการประชุมกรรมาธิการ ที่อาคาร ๓ เป็นเรื่องที่ในชีวิตก็ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องอาสาสมัครมาตลอด ก็อยากจะแสดง ข้อคิดเห็นตั้งข้อสังเกตให้กรรมาธิการในการปฏิบัติจริงว่ามีปัญหาอะไรบ้าง จากการที่ได้ รับฟังเพื่อนสมาชิก สปท. พูดไป ผมมานั่งได้ทันอยู่ ๒ ท่าน ก็คือท่าน พลโท กฤษณะ กับท่านสุรินทร์ ต้องขอโทษที่เอ่ยนามทั้ง ๒ ท่าน ซึ่งอาสาสมัครนี้ผมเคยไปประเทศอิสราเอล เมื่อปี ๒๕๓๕ ในประเทศอิสราเอลเขาจะมีระบบหนึ่งที่เรียกว่าระบบซิวิลการ์ด (Civil Guard) ซึ่งผมจะเรียกว่าอาสาสมัครพลเรือน ระบบซิวิลการ์ด (Civil Guard) เนื่องจาก ประเทศอิสราเอลเป็นประเทศที่ต้องมีการระมัดระวังป้องกันตัวเองสูง เขาจะมีระบบ อาสาสมัครป้องกันพลเรือนค่อนข้างจะดี ไปประเทศอิสราเอลเราจะเห็นเด็กอายุ ๑๘ ปี สะพายปืนเอ็ม ๑๖ (M16) อยู่ทั่วไปอย่างน้อย ๒ ปี นอกจากนี้แล้วผมไปขอดูระบบซิวิลการ์ด (Civil Guard) ของเขา ไปซักไซ้ไล่เลียง เขาจะแบ่งเป็นโซน (Zone) เลย บางทีเราเป็นครู เราเป็นผู้พิพากษา พอหมดหน้าที่เขาจะลงมาจากสถานที่ที่ทำงานของเขา เขาจะมีเอี๊ยม ตัวหนึ่งแล้วก็บอกว่าเป็นซิวิลการ์ด (Civil Guard) ใส่เข้าไปมากำกับการจราจรในสี่แยกนั้น นี่คือระบบอาสาสมัครที่แท้จริงที่เกิดขึ้นในประเทศอิสราเอล ผมได้เพียรพยายามว่า เราจะทำได้อย่างไรในประเทศไทยเกี่ยวกับเรื่องนี้ เพราะว่าเราได้อาสาสมัครมาทีไร ได้คนระดับข้างบนไม่ยอมลง ระดับกลางก็ไม่ยอมลงมา มีแต่ระดับที่เป็นฐานรากลงไปทำ เราก็ได้อาสาสมัครในลักษณะอย่างนี้ สิ่งที่ทำสำเร็จมากที่สุดก็คือในช่วงอาสาสมัครประจำ โรงเรียนค่อนข้างจะชัด เพราะว่าได้ใช้ครู ได้ใช้ผู้ปกครองนักเรียน ได้ใช้กำลังตำรวจมาทำงาน ร่วมกัน ผมจะวาดภาพให้เห็น แล้วผมได้เสนอในช่วงนั้น ให้เขียนว่าอาสาสมัครช่วยงานจราจร เป็นเสื้อเอี๊ยม เสื้อเอี๊ยมตัวหนึ่งไม่แพงหรอกครับ ไม่ต้องถึงกับไปแต่งเครื่องแบบ เพราะฉะนั้น อาสาสมัครของเราส่วนใหญ่ก็จะมีค่าใช้จ่ายในเรื่องค่าเครื่องแบบ ค่าอะไรต่ออะไรทั้งหมด ไม่จำเป็นหรอกครับ เอี๊ยมตัวเดียวสามารถสวมใส่ได้ ใส่เสื้อเชิ้ตสวมเข้าไปก็เป็นอาสาสมัครได้ ของเขาทำง่าย ทำเป็นธรรมชาติ ทำตามความเป็นจริง ไม่ยุ่งยากสลับซับซ้อน ระบบซิวิลการ์ด (Civil Guard) ของประเทศอิสราเอลไม่สลับซับซ้อนเลย พอมาดู พ.ร.บ. หรือสิ่งที่ท่านกำลังทำ ผมก็เห็นด้วย ไม่ขอพูดซ้ำ เห็นด้วยกับท่าน พลโท กฤษณะ กับท่านสุรินทร์ ถ้าเราดูตั้งแต่ข้อเสนอ คำนิยามชัดเจนว่าเข้าช่วยเหลือด้วยความสมัครใจ เสียสละ เพื่อช่วยเหลือผู้อื่น ป้องกันและแก้ไขปัญหาสังคม นี่คือลักษณะของจิตสาธารณะ เราอยากได้ คนประเภทนี้ในประเทศไทยเยอะ ๆ สังคมเราจะได้สงบสุข แล้วคนเหล่านี้ต้องกระจายไป ตามพื้นที่ ยิ่งท่านจะรวมศูนย์ ผมถึงได้เห็นด้วยกับข้อสังเกตของท่าน พลโท กฤษณะ ว่าท่านรวมศูนย์แล้วจะมีระเบียบอะไรออกมายุ่งยาก เพราะฉะนั้นกระทรวง ทบวง กรมอื่น จะเหนื่อย จะอึดอัด แล้วผลสุดท้ายเราจะได้อาสาสมัครแบบที่อยู่ในระดับหนึ่งที่ผมว่า ระดับบน ระดับกลางไม่ลงมา ต้องลงมาครับ ต้องลงมาช่วยกันครับ คุณจะนั่งในห้องแอร์เย็น แต่เพื่อนมีปัญหาสังคม ปัญหาบ้านเมือง ท่านต้องลงมาช่วยกันครับ ยิ่งถ้าท่านมีค่าตอบแทน ผมก็ห่วง แต่เผอิญท่านสุรินทร์ได้อภิปรายไปแล้ว ผมจะไม่อภิปรายซ้ำ ผมอยากให้เป็นลักษณะ แบบขอยืมเวิร์ดดิง (Wording) ของท่านสุรินทร์มาใช้คือให้เป็นธรรมชาติ ง่าย ซิมเปิล (Simple) เป็นหน้าที่ของทุกคน ไม่ใช่เฉพาะที่อยู่ข้างล่าง ทุกคนครับ ข้างบน กลาง ข้างล่าง มาช่วยกันทำ ทำงานบ้านเมืองของเราให้เห็น ให้ดี เพราะครั้งนี้ท่านลงทะเบียนมีค่าใช้จ่าย ก็คือหมายถึงว่าเป็นอีก ๑ อาชีพเกิดขึ้นมา เพราะฉะนั้นผมถึงได้ตั้งข้อสังเกตให้ท่านได้รับไป พิจารณา หรือถ้าท่านจะหาข้อมูลเพิ่มเติมก็ไปดูได้ ผมก็มั่นใจว่าระบบซิวิลการ์ด (Civil Guard) ของประเทศอิสราเอลคงจะพัฒนามากกว่าที่ผมได้บรรยายในวันนี้ เพราะสิ่งที่ผม เห็นมานั้นเป็น พ.ศ. ๒๕๓๕ ก็ ๒๕ ปีที่ผ่านมา เขาคงจะพัฒนาไปไกลกว่านี้ ขอกราบขอบคุณครับ
เมื่อสมาชิกได้อภิปรายแสดงความคิดเห็น ตั้งข้อสังเกต และซักถามเป็นเวลา พอสมควรแล้ว ผมขอปิดการอภิปราย ต่อไปขอเชิญท่านประธานกรรมาธิการและกรรมาธิการ ได้ตอบชี้แจงข้อซักถามของสมาชิกครับ
กราบขอบพระคุณ ท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ขอบคุณท่านสมาชิกที่ได้อภิปรายทุกท่านนะครับ ๑๑ ท่าน ข้อคิดเห็น ข้อแนะนำทุกประการของท่าน เป็นประโยชน์อย่างยิ่งที่จะทำให้รายงาน ฉบับนี้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น อยากจะกราบเรียนว่าหลักการของอาสาสมัคร ผมเชื่อว่าเห็นตรงกัน เพียงแต่ว่าถ้อยคำในรายงานนี้อาจจะยังไม่กระชับพอหรือชัดเจนพอ
ประการที่ ๑ เรื่องหลักการอาสาสมัครต้องเป็นราษฎร มีจิตอาสา มีจิตวิญญาณ อยากจะกราบเรียนว่าอันนี้เป็นหลักการ อยากจะเรียนว่าผมอยู่กระทรวงสาธารณสุข มาก่อน ผมอยู่ตั้งแต่ ผสส. อสม. ที่ยังจำนวนไม่มาก แล้วก็กราบเรียนเพิ่มเติมไว้ด้วย ขออนุญาตพูดถึงตรงนี้ด้วย ท่านหนึ่งที่พูดถึงอาจารย์หมอเกษม ผมเคยเรียนหนังสือกับท่าน ท่านกรุณาผมมาก ตอนที่ศาสตราจารย์มาห์เลอร์มานะครับ ท่านกรุณาให้ผมเข้าพบด้วย ในฐานะที่ผมได้รับทุนจากองค์การอนามัยโลกไปเรียนปริญญาเอก ตอนนั้นผมแค่ซี ๔ เท่านั้น พันตรีโอนไปอยู่กระทรวงสาธารณสุขเขาให้ซี ๔ ฉะนั้นเรื่องของหลักการอาสาสมัคร อยู่ในจิตสำนึกครับ ส่วนในรายชื่อของคณะกรรมการเห็นด้วยเขียนไว้อย่างนั้นอาจจะทำให้ เกิดการเข้าใจผิดว่าคณะกรรมการกลางกำหนดค่าตอบแทนและสิทธิประโยชน์ ตรงนี้อาจจะ เกิดความเข้าใจผิด ฉะนั้นเดี๋ยวรับจะไปดูในเรื่องชื่อคณะกรรมการ อาจจะเปลี่ยนเป็น คณะกรรมการ ตัดชื่อ กำหนดค่าตอบแทน ออก หรือเป็นคณะกรรมการพัฒนากิจการ อาสาสมัคร หรืออย่างไรกรรมาธิการรับจะไปพิจารณานะครับ
ประการที่ ๒ ในเรื่องของการมีส่วนร่วม อันนี้สำคัญนะครับ อย่างที่ผม กราบเรียนตั้งแต่ต้นแล้วว่ารัฐธรรมนูญให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของประชาชน ฉะนั้น ตรงนี้เราเห็นความสำคัญของประชาชนที่จะให้มีส่วนร่วม ในขณะเดียวกันข้อเสนอของ สมาชิกท่านหนึ่งเน้นในเรื่องของการมีส่วนร่วม ส่งเสริมประชาธิปไตย จะเอาไปเพิ่มไว้ ในเรื่องของท่านหนึ่งที่อภิปราย จริงครับ ความรู้สึกของคนไทยเวลาเกิดอุบัติเหตุอะไรขึ้นมา โดยที่ไม่คาดฝัน แล้วกลายเป็นเรื่องของบุญกรรม เป็นเรื่องของเคราะห์กรรม แต่จริง ๆ อาจจะเป็นเพราะว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐไม่ได้ดูแลเท่าที่ควร อย่างเช่น ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน ท่านรัฐมนตรีนิกรพูดอยู่เสมอในเรื่องของอุบัติเหตุจราจร บางทีถนนไม่ได้มาตรฐาน นั่นคือความละเลยของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ฉะนั้นถ้ามีอาสาสมัครเข้ามาจะเป็นการเสริมกำลัง ของเจ้าหน้าที่ของรัฐ เพราะอย่างที่ท่านทราบและผมกราบเรียนตั้งแต่ต้นว่าค่างบประมาณ ในบุคลากรของรัฐสูง ฉะนั้นตรงนี้จะเข้ามาช่วยเติมเต็ม อีกท่านหนึ่งกรุณาให้ความเห็นว่า อาสาสมัครไม่ใช่ลูกน้อง ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ของรัฐ มีเกียรติ และสังคมยอมรับ เห็นด้วยนะครับ จะไปเขียนเติมให้ชัดออกมา จริง ๆ อาสาสมัครก็มีความหมายอยู่ในตัวแล้วแต่จะเขียน ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ในชื่อของรายงานพูดถึงอาสาสมัครในภาครัฐ อยากจะกราบเรียนอย่างนี้นะครับ เราไม่ได้หมายความว่าจะละเลยอาสาสมัครภาคอื่น หรือจะไปดูว่าอาสาสมัครจะต้อง อยู่ในภาครัฐ เพียงแต่ว่าเรากำหนดการศึกษาในครั้งนี้เฉพาะอาสาสมัครที่อยู่ในภาครัฐ แต่อย่างไรก็ตามที่ท่านเสนอไว้มีสัก ๒-๓ ท่านเสนอให้ลองดูคำว่า ประชารัฐ จะเหมาะกว่า หรือไม่ คณะกรรมาธิการจะรับไปดูข้อความตรงนี้ อีกเรื่องหนึ่งที่อีกท่านหนึ่งเพิ่มข้อเสนอ ในหน้า ๔๑ เพิ่มข้อเสนอให้คณะรัฐมนตรีตั้งคณะกรรมการศึกษา จะไปเพิ่มในประเด็นนั้น ในหน้า ๔๑ ที่ท่านกรุณาให้ข้อแนะนำแก้ไขกฎหมาย เห็นด้วยนะครับ ท่านเจ้ากรมพระธรรมนูญ เจ้ากรมแล้วใช่ไหม คงเร็ว ๆ นี้ พวกเราที่อยู่ใน สปท. จากรองขึ้นไปเป็นตัวจริงหมด เห็นด้วยครับ อันนี้ต้องขออภัยที่ผมมองผ่านไปไม่ได้ดู เข้าใจครับ เดี๋ยวเราจะไปดูตรงนี้แก้ตรงนี้ เขียนให้รอบคอบ เขียนให้รัดกุมยิ่งขึ้น ในเรื่องของระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี พอดีผม มีส่วนอยู่ในนี้ด้วย เป็นกรรมการชุดนี้อยู่ด้วย รับจะไปดูนะครับ เรื่องประเด็นรวมศูนย์ ผมว่าเจตนาของคณะกรรมาธิการไม่มีเจตนาคิดจะไปรวมศูนย์ที่เอากรรมการต่าง ๆ เข้ามารวมด้วยกัน แต่อาจจะเขียนไม่ชัดเจนพอในเรื่องของรวมศูนย์ แต่ที่คณะอนุกรรมาธิการ เสนอมาแล้วคณะกรรมาธิการเห็นด้วยก็คือมีผู้แทนของหน่วยงานต่าง ๆ ของรัฐ เข้าไปอยู่ในคณะกรรมการนั้นด้วย แต่ชื่อของคณะกรรมการอาจจะทำให้เกิดความเข้าใจผิดได้ ฉะนั้นก็กราบเรียนว่าทุกประเด็นที่ท่านทั้งหลายได้กรุณาแนะนำผมจะรับไปพิจารณา แล้วจะพยายามยึดหลักการที่ว่าอาสาสมัครก็คือราษฎรที่มีจิตอาสา ไม่ได้มุ่งเน้นเรื่องของ ค่าตอบแทน อาสาสมัครเป็นบุคคลที่มีเกียรติ เป็นบุคคลที่มีจิตอาสามาช่วยบริการสาธารณะ มาช่วยเจ้าหน้าที่ของรัฐในการที่จะช่วยกันพัฒนาประเทศ ขอบพระคุณอีกครั้งที่ท่านทั้งหลาย ได้กรุณาคณะกรรมาธิการมาตลอด ผมขอกราบเรียนท่านประธานและท่านสมาชิกเท่านี้ ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณท่านประธานนะครับ เป็นอันว่าที่ประชุมได้พิจารณารายงาน เรื่อง “การพัฒนารูปแบบการดำเนินภารกิจภาครัฐ : การปฏิรูประบบงานอาสาสมัครในภาครัฐ” แล้วนะครับ ก่อนที่จะขอมติจากที่ประชุม ผมขอตรวจสอบองค์ประชุมก่อนนะครับ
(นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุม)
ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิแสดงตน โปรดเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตนครับ
(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
ระหว่างที่สมาชิกกำลังเดินเข้าห้องประชุมเพราะว่าวันนี้มีภารกิจในหลาย คณะกรรมาธิการ เผอิญมีสมาชิกท่านหนึ่งออกเสียง ซึ่งผมก็เคยออกเสียงผิดสำหรับนามสกุล ของท่านเบญจวรรณ ความจริงต้องออกว่า เบญจวรรณ สร่าง-นิด ไม่ใช่ สร่าง-นิ-ทอน หรือ สร่าง-นิ-ทรา ก็เลยขอเรียนให้สมาชิกได้ทราบ สมาชิกได้ใช้สิทธิแสดงตนครบถ้วนไหมครับ ขอทราบผลด้วยครับ จำนวนผู้เข้าประชุม ๑๖๓ ท่าน ครบองค์ประชุม
ต่อไปผมจะขอมติจากที่ประชุมว่าจะเห็นชอบกับรายงาน เรื่อง “การพัฒนา รูปแบบการดำเนินภารกิจภาครัฐ : การปฏิรูประบบงานอาสาสมัครในภาครัฐ” หรือไม่ ซึ่งหากที่ประชุมเห็นชอบ คณะกรรมาธิการจะได้นำความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของสมาชิก ไปปรับปรุง ก่อนที่จะส่งรายงานไปยังคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาดำเนินการต่อไป ต่อไป เป็นการลงมติตามข้อบังคับ ข้อ ๖๐ นะครับ
(นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนลงมติ)
ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนน ผู้ใดเห็นชอบ โปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นชอบ โปรดกดปุ่มไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียง โปรดกดปุ่ม งดออกเสียง ขอเชิญใช้สิทธิออกเสียงครับ
(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
มีสมาชิกท่านใดที่ยังไม่ได้ใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนไหมครับ ถ้าใช้สิทธิ ออกเสียงลงคะแนนทุกท่านแล้ว ขอปิดการลงคะแนน ขอทราบผลการลงคะแนนครับ ผลของการลงคะแนนเสียง จำนวนผู้เข้าประชุม ๑๖๖ ท่าน เห็นด้วย ๑๔๔ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๑๑ ท่าน งดออกเสียง ๑๑ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ไม่มี
เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบกับรายงานดังกล่าวนี้ จบการพิจารณา เรื่อง “การพัฒนารูปแบบการดำเนินภารกิจภาครัฐ : การปฏิรูประบบงานอาสาสมัคร ในภาครัฐ” แล้วนะครับ ขอบคุณคณะกรรมาธิการ
ต่อไปเป็นการพิจารณารายงาน เรื่องที่ ๒ เรื่อง “การปฏิรูปโครงสร้างองค์กร ภาครัฐ : ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี”
ด้วยประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการ แผ่นดิน ได้มีหนังสือขออนุญาตให้ผู้แทนจากคณะอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป โครงสร้างองค์กรภาครัฐ เข้าร่วมประชุมเพื่อให้ข้อมูลที่เกี่ยวข้อง และตอบประเด็นข้อซักถาม ของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ซึ่งประธานได้พิจารณาแล้ว จึงได้อนุญาตตามข้อบังคับ ข้อ ๕๘ จำนวน ๒ ท่าน คือ ๑. นางสาวสุนทรี สุภาสงวน อนุกรรมาธิการ ผู้ช่วยเลขาธิการ สำนักงาน ก.พ.ร. ๒. นายสุวิทย์ อมรนพรัตนกุล อนุกรรมาธิการ ผู้อำนวยการกองพัฒนา ระบบราชการ ๑ สำนักงาน ก.พ.ร. ขอเชิญผู้มีรายชื่อดังกล่าวเข้าร่วมชี้แจงต่อที่ประชุม โดยที่ในการนำเสนอรายงานดังกล่าวนี้ยังมีท่าน พันตำรวจตรี ยงยุทธ สาระสมบัติ ประธาน กรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดิน อดีตปลัดสำนัก นายกรัฐมนตรี อดีตสมาชิกวุฒิสภา อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ และท่านเบญจวรรณ สร่างนิทร ประธานอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านโครงสร้างองค์กรภาครัฐ กรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดิน อดีตเลขาธิการ ก.พ. อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ขอเชิญท่านประธานกรรมาธิการแถลงรายงานครับ
กราบเรียน ท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพยิ่ง เรียนท่านสมาชิก สปท. ที่เคารพทุกท่าน พันตำรวจตรี ยงยุทธ สาระสมบัติ ในฐานะประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการบริหารราชการแผ่นดิน ต้องขออภัยที่วันนี้กรรมาธิการเสนอมา ๒ เรื่อง ก็เนื่องจาก ทราบว่าระยะเวลาของ สปท. อีกไม่นานนักจะหมดวาระ ฉะนั้นกรรมาธิการก็คิดว่าถ้านำ เรื่องมากราบเรียนท่านประธาน เผื่อท่านมีข้อแนะนำเราจะได้มีเวลาไปดูในรายละเอียด จะทำให้รายงานที่ท่านกรุณาแนะนำมีความสมบูรณ์มากขึ้น ท่านทั้งหลายคงทราบว่า วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี หรือจะรวมนวัตกรรม มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาประเทศ ประเทศที่อยู่ในเอเชีย (Asia) หลายประเทศ พัฒนาจากประเทศที่ด้อยพัฒนา กำลังพัฒนา เป็นประเทศพัฒนาได้เร็วกว่าเราด้วยซ้ำ สิ่งหนึ่งที่เราเห็นชัดเจนก็คือว่า ๑. ความต่อเนื่อง ของการพัฒนาประเทศ ๒. เขาเน้นวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมในการพัฒนา ประเทศ แต่โครงสร้างของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยเฉพาะโครงสร้างทาง วิทยาศาสตร์ของเรายังไม่ได้รับการดูแลเท่าที่ควร ถ้าพูดทางการเมือง ขออนุญาต กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกลายเป็นกระทรวงเกรดซี (Grade C) ทั้ง ๆ ที่เป็น กระทรวงที่มีความสำคัญมาก กระทรวงศึกษาธิการก็เหมือนกันหรือกระทรวงอื่น ๆ ท่านรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง คงทราบ โดยเฉพาะหลายท่าน ที่เป็นรัฐมนตรีอยู่ในขณะนี้ ในช่วงที่มีพรรคการเมือง มีนักการเมือง เขาจะแบ่งกลุ่มกระทรวง ต่าง ๆ เป็นเกรด (Grade) เกรดเอ (Grade A) เกรดบี (Grade B) เกรดซี (Grade C) ทุกครั้ง กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไม่ได้กำหนดอยู่ในกระทรวงเกรดเอ (Grade A) กระทรวงที่มีงบประมาณมาก ๆ จะไปอยู่ในเกรดเอ (Grade A) ที่พูดเรื่องนี้คืออะไรครับ ก็คือหมายถึงเวลาพรรคการเมืองเลือก พรรคการเมืองที่มีคะแนนเสียงข้างมากจะมีโควตา รัฐมนตรีอยู่กี่คนก็เลือกนับไปก่อน เรียงไปก่อน บังเอิญผมมีโอกาสเข้าไปร่วมในกระบวนการ การเลือกรัฐมนตรีของคณะรัฐมนตรีอยู่ช่วงหนึ่ง เขาจะเลือกกระทรวงที่มีงบประมาณมาก มีอำนาจมากไป ฉะนั้นกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีหรืองานวิทยาศาสตร์ก็ไม่ได้รับ การดูแลเท่าที่สมควรจะได้ดูแลเทียบเท่าความสำคัญ ฉะนั้นในวันนี้คณะกรรมาธิการ โดยคณะอนุกรรมาธิการองค์กรภาครัฐเห็นว่า โครงสร้างของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จำเป็นที่จะต้องได้รับการดูแล ข้อเสนอของคณะกรรมาธิการเสนอขึ้นมามีอยู่ ๕ ประการ ประการที่ ๑ และประการที่ ๓ อาจจะเกี่ยวข้องโดยตรงกับกระทรวงวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี ประการที่ ๒ เสนอความเห็นไว้ว่ากระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีน่าจะ ไปอยู่กระทรวงอื่น ในนั้นเสนอไว้ว่ากระทรวงคมนาคม ประการที่ ๔ เสนอไว้ว่า กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีควรจะพิจารณารวมโครงสร้างกับกระทรวงดิจิทัล เพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในชั้นกรรมาธิการการบริหารราชการแผ่นดินมองว่าขณะนี้ ในระหว่างที่มีความพยายามจะยกสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาขึ้นมาเป็น กระทรวง เราก็มองต่อไปว่า น่าจะศึกษาความเป็นไปได้ เราเสนอคำว่า ควรจะมีการพิจารณาความเหมาะสม เราไม่ได้ เสนอว่ารวม เราเพียงแต่เสนอว่า ศึกษาความเหมาะสมของกระทรวงวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในชั้นกรรมาธิการเสนอต่อไปว่า น่าจะมีการพิจารณาการศึกษาความเหมาะสมของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กับ สกอ. ก็คือสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา กราบเรียนว่าทำไมถึงมองอย่างนั้น มหาวิทยาลัยซึ่งอยู่ในกำกับของรัฐก็ดี หรือไม่อยู่ในกำกับของรัฐก็ดี มีทรัพยากรบุคคลอยู่ มหาศาล มีบทบาท หน้าที่ในการศึกษา วิจัย และในการพัฒนาคนเพื่อไปพัฒนาประเทศ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีก็มีหน้าที่หนึ่งในเรื่องของศึกษา วิจัยในการที่จะนำไปสู่ การพัฒนาประเทศ และที่อยากจะกราบเรียนดังที่ท่านทั้งหลายทราบ สกอ. ไม่ใช่มีเฉพาะ มหาวิทยาลัยหรือคณะที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์เท่านั้น สกอ. มีคณะทุกคณะ มีศาสตร์ ทุกศาสตร์ที่มีครบในสถาบันอุดมศึกษา ถ้าเราสามารถผนึกศาสตร์ที่ได้มีการศึกษามีการวิจัย ในมหาวิทยาลัย และไปผนวกกับศาสตร์ที่ทางกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีซึ่งทำ หน้าที่ในการบริหารจัดการน่าจะเป็นทางเลือกหนึ่งหรือไม่ และด้วยความเคารพ ต่อคณะกรรมการอิสระด้านปฏิรูปการศึกษาซึ่งกำลังดำเนินการอยู่ ฉะนั้นกรรมาธิการ จึงไม่ได้เสนอว่าจะต้องทำอย่างนั้น หรือรวมอย่างนั้น เราเสนอเพียงว่าพิจารณา ความเหมาะสม เสนอไปเป็นทางเลือกในการที่จะพิจารณาในเรื่องนี้ ฉะนั้นกราบเรียน ท่านประธานว่ารายงานนี้อยากได้ความคิดเห็นของท่านประธาน อยากได้ความเห็นที่เป็น กัลยาณมิตรของท่านทั้งหลายที่จะเป็นพื้นฐานสำคัญ ถ้าเราสามารถปรับโครงสร้าง ที่เหมาะสมได้จะเป็นพื้นฐานสำคัญของการพัฒนาศักยภาพในการแข่งขันของประเทศ สำหรับในรายละเอียดกระผมขออนุญาตท่านประธานที่จะให้ท่านเบญจวรรณนำกราบเรียน ท่านประธานแล้วก็เสนอต่อท่านสมาชิกทุกท่าน ขอบพระคุณครับ
เรียนเชิญท่านเบญจวรรณ สร่างนิทร ค่ะ
เรียนท่านประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ และท่านสมาชิก สปท. ทุกท่าน ดิฉัน เบญจวรรณ สร่างนิทร สปท. หมายเลข ๘๕ ก็จะนำเรียนรายงาน เรื่อง “การปฏิรูปโครงสร้างองค์กรภาครัฐ ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี”
(เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation)
ต้องเรียนอย่างนี้ว่าปัจจัยที่จะ ให้ประเทศมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องและสามารถก้าวเข้าไปสู่การแข่งขันกับประเทศต่าง ๆ ได้ นั่นคือความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การพัฒนาทางวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีเป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับการพิจารณาในทุก ๆ ด้าน ทั้งเศรษฐกิจ สังคม และประชากร นโยบายประเทศไทย ๔.๐ มุ่งเน้นการจัดระบบงานวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี งานวิจัย นวัตกรรม ให้มีเอกภาพและประสิทธิภาพเพื่อเร่งสร้างสังคมนวัตกรรม รวมทั้งสร้าง ความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัย หน่วยงานของรัฐ และภาคเอกชนในพื้นที่ต่าง ๆ เพื่อนำ งานวิจัยไปพัฒนาต่อยอด ใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ ตลอดจนส่งเสริมโครงการลงทุน ขนาดใหญ่ของประเทศ ให้ได้เป็นประโยชน์จากการวิจัยเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มของสินค้าและบริการ คณะกรรมาธิการ ด้านการบริหารราชการแผ่นดินจึงเกิดแนวคิดในการศึกษาโครงสร้างองค์กรภาครัฐ ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อเป็นรากฐานที่เข้มแข็งในการพัฒนาประเทศ ในเรื่องหลักการและเหตุผลก็ดูตั้งแต่แนวคิดในการปรับบทบาทภาครัฐ ตั้งแต่พระราชกฤษฎีกา ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. ๒๕๔๖ ที่มีหลักการ ให้ส่วนราชการทบทวนบทบาท ภารกิจ เพื่อให้การบริหารราชการแผ่นดินเป็นไป อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดความคุ้มค่าในเชิงภารกิจของรัฐ ดูยุทธศาสตร์การพัฒนา ระบบราชการไทยฉบับปัจจุบันคือฉบับที่ ๓ (พ.ศ. ๒๕๕๖-๒๕๖๑) ในหลักการก็มุ่งเน้น ในเรื่องไรต์ไซซิง (Rightsizing) กับดาวน์ไซซิง (Downsizing) ที่จะให้ส่วนราชการทบทวน บทบาท ภารกิจ และอำนาจหน้าที่ให้มีความเหมาะสม การดำเนินการทั้งหมดนี้ก็เพื่อให้เกิด ขีดความสามารถในการแข่งขันทั้งเอฟเฟกทิฟเนส (Effectiveness) และเอฟฟิเชียนซี (Efficiency) เพื่อให้หลุดพ้นจากการเป็นประเทศรายได้ปานกลาง ในส่วนหลักการ และเหตุผลอื่น เวลาเราดำเนินการก็ต้องดูตัวกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ในด้านบริหารราชการแผ่นดิน ก็หนีไม่พ้น มาตรา ๒๘๕ ข. (๓) ที่ให้มีการปรับปรุงและพัฒนาโครงสร้างระบบบริหารงานของรัฐ ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงและความท้าทายใหม่ ๆ ให้เหมาะสมกับภารกิจของหน่วยงานภาครัฐ และหน่วยงานที่แตกต่างกัน นโยบายรัฐบาลเองก็ให้ปรับปรุงโครงสร้างระบบราชการ ในด้านองค์กรหรือหน่วยงานภาครัฐทั้งในระดับประเทศ ภูมิภาค และท้องถิ่น การจัดโครงสร้าง ที่มีอำนาจหน้าที่ซ้ำซ้อนหรือลักลั่นกัน ในร่างยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี ก็พูดถึงยุทธศาสตร์ ความสามารถในการแข่งขัน ยุทธศาสตร์ในเรื่องการปรับสมดุลและพัฒนาระบบบริหาร จัดการภาครัฐ เราดูแผนชาติ ฉบับที่ ๑๒ (พ.ศ. ๒๕๖๐–๒๕๖๔) ยุทธศาสตร์ที่ ๘ การพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิจัย และนวัตกรรม ก็เพื่อให้ประเทศไทยพัฒนาเข้าสู่ สังคมนวัตกรรม และเตรียมการก้าวสู่ประเทศรายได้สูงในอนาคต โดยใช้องค์ความรู้ ทางวิทยาศาสตร์อย่างเข้มข้นทั้งภาคธุรกิจ ภาครัฐ และภาคประชาสังคม นี่ก็คือรีวิว (Review) ทั้งหมด เรื่องที่เราหยิบยกขึ้นมาประกอบการดำเนินการส่วนหนึ่งก็คือรายงานของ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษาของสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ โดยเฉพาะเรื่องการขับเคลื่อนการปฏิรูประบบวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการวิจัยเพื่อนวัตกรรม ซึ่งก็มีข้อเสนอในหลายเรื่อง ก็มีเรื่องเสนอปฏิรูปการจัด โครงสร้างเชิงนโยบาย โครงสร้างองค์กร และจัดการด้านบุคลากร ปฏิรูปการบริหาร ทรัพยากรอื่นโดยการปรับระบบงบประมาณและให้ทุนวิจัย ปฏิรูปการจัดการงานวิจัย วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และปฏิรูปการจัดการข้อมูลและองค์ความรู้ ซึ่งข้อเสนอนี้ ทำให้เกิดคำสั่ง คสช. ที่ ๖๒/๒๕๕๙ ให้มีการจัดตั้งสภานโยบายวิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ ตามข้อเสนอของคณะกรรมาธิการด้านการศึกษา ให้สภานี้ทำหน้าที่เพื่อปฏิรูประบบงานวิจัย และนวัตกรรมของประเทศให้เกิดการบูรณาการ ลดความซ้ำซ้อน และสามารถผลักดันให้มี การนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม เพราะฉะนั้นในแง่งานวิจัยทั้งประเทศก็จะมี การดูแลตรงส่วนนี้ ในคำสั่ง คสช. ก็มีรายละเอียดเยอะว่าให้มีหน่วยนี้ขึ้นมา แล้วก็ให้ยุบเลิก ในเรื่องอะไร อย่างไร หรือว่าให้ชะลอการดำเนินการในบางส่วนอยู่ ดิฉันก็ไม่เข้าไปสู่ใน รายละเอียดตรงส่วนนั้น ทีนี้เมื่อสักครู่นี้เราบอกว่าเมื่องานด้านวิทยาศาสตร์เป็นงานที่สำคัญ จริง ๆ แล้วงานวิทยาศาสตร์มีอยู่ทุกภาคส่วน ทุกกระทรวง ทบวง กรม เป็นเรื่องการศึกษา เพื่อพัฒนาหรือสร้างนวัตกรรมทั้งหลาย แต่ตอนนี้เราจะมามุ่งดูในเรื่องกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในปัจจุบัน ในองค์ประกอบของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนั้นประกอบด้วย ๔ ส่วน ส่วนที่ ๑ ก็คือส่วนราชการ ส่วนที่ ๒ ก็คือองค์การมหาชน ส่วนที่ ๓ ก็คือองค์การมหาชนตามกฎหมาย เฉพาะหรือตาม พ.ร.บ. เฉพาะ ส่วนที่ ๔ คือรัฐวิสาหกิจ ในส่วนที่เป็นส่วนราชการ ส่วนราชการที่อยู่ในกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจะมี ๓ หน่วย หน่วยแรก ก็คือ สำนักงานปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี หน่วยที่ ๒ ก็คือกรมวิทยาศาสตร์บริการ หน่วยที่ ๓ ก็คือสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ องค์การมหาชนที่สังกัดกระทรวงวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี มีทั้งหมด ๖ องค์กร ก็คือ อันที่ ๑ สถาบันพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศ และภูมิสารสนเทศ ที่เรียกว่า สทอภ. สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ อันที่ ๒ สถาบัน เทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ อันที่ ๓ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ อันที่ ๔ สถาบัน สารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร อันที่ ๕ สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน อันที่ ๖ ก็คือ ศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ นี่คือองค์การมหาชน ๖ แห่ง มีองค์การมหาชนอีก ๓ แห่งที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายเฉพาะ คือสำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ ที่เรียกว่า สวทน. สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีแห่งชาติ ที่เรียกว่า สวทช. สถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ เรียกว่า มว. นี่คือ องค์กรอิสระตามพระราชบัญญัติ แต่มติ ครม. ถือว่าเป็นองค์การมหาชนอีกประเภทหนึ่ง สำหรับรัฐวิสาหกิจที่อยู่ในสังกัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมี ๒ หน่วย ก็คือสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กับองค์การพิพิธภัณฑ์ วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) นี่คือหน่วยงานในสังกัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ทั้งหมด ในส่วนยุทธศาสตร์ของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเองเราก็เอามาดูไม่ว่าจะเป็น วิสัยทัศน์ พันธกิจ ยุทธศาสตร์ในด้านต่าง ๆ ที่สำคัญเรามาแยกแยะภารกิจของหน่วยงาน ในสังกัดกระทรวงทั้งหมด ทั้งส่วนราชการ ทั้งองค์การมหาชน องค์การมหาชนตามกฎหมายเฉพาะ และรัฐวิสาหกิจ มีปรากฏในหน้า ๑๐ ถึงหน้า ๑๗ แยกแยะว่าภารกิจของแต่ละหน่วยนั้น มีด้านไหน อย่างไรบ้าง ดิฉันขออนุญาตข้ามตรงนี้ไปเพราะว่าอยู่ในตัวรายงานแล้ว ข้ามมาถึงตัวอัตรากำลังและงบประมาณของหน่วยงานต่าง ๆ ในสังกัดกระทรวงวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี รายละเอียดอยู่หน้า ๑๗ ในส่วนราชการเมื่อสักครู่นี้ที่บอกว่ามี ๓ หน่วย ประกอบไปด้วยสำนักงานปลัดกระทรวง มีอัตรากำลัง ๑๙๖ ตำแหน่ง กรมวิทยาศาสตร์บริการ มีอัตรากำลัง ๓๒๖ อัตรา สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ มีอัตรากำลัง ๒๒๐ อัตรา รวมทั้งหมด ๓ กรมนี้มีอัตรากำลังเท่ากับ ๗๔๒ อัตรา นี่คือสภาพที่เป็นอยู่ ณ ขณะนี้ ถ้าเทียบอัตรากำลัง ทั้งหมดโดยรวม เราพูดเฉพาะเรื่องอัตรากำลัง ส่วนราชการที่มีอัตรากำลังมากที่สุดในประเทศ ณ ขณะนี้ก็คือกระทรวงสาธารณสุข โดยภาพรวมของกระทรวง ตัวเลขกลม ๆ อีกเช่นกัน ๑๘๐,๐๐๐ อัตรา เฉพาะสำนักงานปลัดกระทรวงแห่งเดียว ๑๔๐,๐๐๐ อัตรา เพราะฉะนั้น จากอัตรากำลังทั้งหมดของประเทศที่เป็นข้าราชการพลเรือนสามัญ ประมาณ ๔๐๐,๐๐๐ อัตรา ของกระทรวงสาธารณสุขก็เข้าไปครึ่งหนึ่งคือเกือบ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ นำเรียนเรื่องข้อมูล กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีว่า ๓ กรมก็ ๗๔๒ อัตรา สภาพปัญหา ตรงสภาพปัญหานี้ เรามาดูรายละเอียดที่เป็นมติ ครม. กำหนดไว้เมื่อ ๒๐ ตุลาคม ๒๕๕๒ มติ ครม. ได้กำหนด หลักของการจำแนกประเภทหน่วยงานของรัฐไว้ว่ามีลักษณะไหนอย่างไรบ้าง รายละเอียดอยู่ในหน้า ๑๘ กับหน้า ๑๙ ในมตินั้นจำแนกออกเป็น ๔ ประเภท ประเภทแรก ก็คือส่วนราชการ ส่วนราชการนั้นคือหน่วยงานที่รับผิดชอบในเรื่องการบริการสาธารณะ ทางปกครอง ซึ่งเป็นพันธกิจหลักของรัฐในเรื่องการบริการทั่วไป เป็นหน่วยกำหนดนโยบาย โพลิซีเมกเกอร์ (Policy Maker) หรือโพลีซีแอดไวเซอร์ (Policy Adviser) รวมทั้งการบริหาร นโยบายทั้งหลาย ประเภทที่ ๒ ก็คือรัฐวิสาหกิจ คือหน่วยงานที่รับผิดชอบบริการสาธารณะ ทางอุตสาหกรรมและพาณิชยกรรม วัตถุประสงค์ก็คือแสวงหารายได้ เลี้ยงตัวเองได้ ดำเนินการ เชิงพาณิชย์ ขอรับเงินงบประมาณสนับสนุนเป็นครั้งคราวหรือบางส่วน องค์การมหาชน คือหน่วยงานที่รับผิดชอบบริการสาธารณะทางสังคมและวัฒนธรรม ไม่มีวัตถุประสงค์ในเรื่อง การแสวงหากำไร หน่วยงานอีกประเภทหนึ่งก็คือหน่วยงานของรัฐรูปแบบใหม่ หมายถึง องค์กรของรัฐที่เป็นอิสระ ท่านคงจะได้ยินเอสดียู (SDU) เซอร์วิส เดลิเวอรี ยูนิต (Service Delivery Unit) ก็เป็นประเภทหนึ่ง และกองทุนที่เป็นนิติบุคคล ปัญหาประการแรก จากมติ ครม. ที่กำหนดหลักการตรงนี้ไว้ ปรากฏว่าในการจัดโครงสร้างส่วนราชการของ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในปัจจุบันก็ยังถือว่าไม่สอดคล้องกับหลักการจำแนก ประเภทตำแหน่งของหน่วยงานของรัฐดังกล่าว ถ้าดูวันที่ ครม. ออก ครม. ออกเมื่อปี ๒๕๕๒ แต่ถ้าท่านดูในรายละเอียด ตอนจำแนกรายละเอียดของส่วนราชการตั้งแต่หน้า ๑๐ ถึงหน้า ๑๗ ท่านจะเห็นว่าส่วนราชการอื่น ๆ นั้นเกิดก่อนทั้งนั้นเลย แม้กระทั่งหลังสุดที่จัด ๑๔ กระทรวง เป็น ๒๐ กระทรวง เกิดเมื่อปี ๒๕๔๕ แต่มติ ครม. นี้เกิดปี ๒๕๕๒ แน่นอนค่ะ อะไรเกิดมาแล้ว ก็ต้องเป็นสภาพอย่างนั้น แต่ว่าทิศทางที่จะเดินต่อไป เราต้องยึดหลักการ ยึดรูปแบบ หรือยึดความที่ควรจะเป็นในอนาคตต่อไป เพราะฉะนั้นตรงนี้คือประเด็นประการแรก ในเรื่องการจัดโครงสร้างของกระทรวง
ประการถัดมา เรื่องปัญหาหรือภารกิจความซ้ำซ้อนที่เป็นอยู่ ที่เห็นชัด ๆ ก็คืองานด้านนโยบาย งานด้านนโยบายนั้นตัวสำนักงานปลัดกระทรวง เราอาจจะมี หลายกระทรวง มีหน่วยงานที่ทำเกี่ยวกับด้านนโยบายของกระทรวง ถ้ากระทรวงเกษตร และสหกรณ์ก็สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ถ้ากระทรวงอุตสาหกรรมก็สำนักงานเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม หลายกระทรวงที่มีสำนักงานเกี่ยวกับด้านนโยบายโดยเฉพาะ แต่กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอย่างที่นำเรียนนะคะ มีสำนักงานปลัดกระทรวง มีกรมวิทยาศาสตร์บริการ แล้วก็สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ แต่งานด้านนโยบาย บอกว่า สำนักงานปลัดกระทรวงนั้นทำนโยบายเฉพาะกระทรวง ก็คือมี ๓ กรมเท่านั้น แต่เวลาเราพูด คำว่า กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เราหมายถึงองค์รวมของงานวิทยาศาสตร์ ทั้งประเทศ ปรากฏว่างานนโยบายส่วนนี้ไปอยู่ที่องค์การมหาชนหน่วยหนึ่ง เรียกว่า สวทน.
ประการต่อมา ก็คือของกรมวิทยาศาสตร์บริการ มติ ครม. ในช่วงเวลาที่ผ่านมา ตั้งแต่ออกกฎหมายองค์การมหาชน ๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๒ ที่บอกว่าหน่วยงาน ของรัฐประเภทไหนที่เป็นลักษณะงานบริการสาธารณะควรจะไปจัดตั้งเป็นองค์การมหาชน ด้วยลักษณะงานของกรมวิทยาศาสตร์บริการส่วนใหญ่หรือบอกว่าก้อนใหญ่ เป็นงาน ให้บริการการทดสอบในรายละเอียดเกี่ยวกับสิ่งที่จะให้บริการทางด้านวิทยาศาสตร์ ปฏิบัติการ ตรงนี้เข้าข่ายที่จะเป็นองค์การมหาชน แล้วก็เคยมีมติ ครม. พูดเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ อย่างไรก็ตามอาจจะมีภารกิจบางอย่างที่ช่วงเวลาหนึ่งตัดงานเรื่องรับรองระบบงานไปให้ สำนักงานมาตรวิทยา ก็จะเหลืองานส่วนนี้ในบางส่วนยังอยู่ที่กรมวิทยาศาสตร์บริการ ซึ่งตรงนี้เราก็คงจะมาดูในภาพรวมทั้งหมดว่าลักษณะไหนเป็นงานบริการเพียว (Pure) บริการ แล้วลักษณะไหนอาจจะเป็นลักษณะที่จะต้องมีการรับรองมาตรฐานต่อไป
ในส่วนของสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ สำนักงานปรมาณูเพื่อสันตินั้นได้มี การแยกไปเป็นองค์การมหาชนส่วนหนึ่งเมื่อปี ๒๕๔๙ ก็คือแยกภารกิจด้านวิจัยและพัฒนาด้านเทคโนโลยีนิวเคลียร์และการใช้ประโยชน์จาก พลังงานนิวเคลียร์ออกไปเป็นสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ เป็นองค์การมหาชน ก็เหลือภารกิจที่เป็นหน่วยงานกลางด้านกำกับดูแลเฝ้าระวังเพื่อความปลอดภัยทางนิวเคลียร์ และรังสีของประเทศ ตลอดจนเสนอแนะนโยบายเกี่ยวกับเรื่องการใช้ประโยชน์จากพลังงาน นิวเคลียร์ ตรงส่วนนี้ยังเป็นส่วนราชการอยู่ แต่กฎหมายเพิ่งแก้ คือออกไปก็ออกไป แต่ภารกิจโดยรวมที่เป็นอำนาจหน้าที่ของส่วนราชการก็ยังมีอยู่ เพิ่งได้มีการปรับปรุงแก้ไข เมื่อปี ๒๕๕๙ นี้
ปัญหาในส่วนอื่นกรณีของรัฐวิสาหกิจ กรณีของรัฐวิสาหกิจ ครม. เมื่อตุลาคม ๒๕๕๒ ก็มีข้อสังเกตว่าลักษณะของรัฐวิสาหกิจที่สังกัดกระทรวงวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีนั้นน่าจะออกไปเป็นหน่วยงานที่เรียกว่าองค์การมหาชนได้ แต่บังเอิญ มีเงื่อนไข หมายความว่าต้องถามความเห็นจากหน่วยงานประกอบด้วย รูปแบบของรัฐวิสาหกิจ โดยทั่วไปจะมีสหภาพ เรื่องนี้พอไปถามสหภาพ สหภาพก็ไม่เห็นด้วย เพราะฉะนั้น ครม. ก็เลยบอกว่าเอาล่ะให้ยังคงเป็นรัฐวิสาหกิจอยู่เหมือนเดิม
ในส่วนอื่น อย่างเมื่อสักครู่นำเรียนเรื่องระบบรับรองระหว่างสถาบัน มาตรวิทยาแห่งชาติ กับกรมวิทยาศาสตร์บริการที่บางส่วนยังหลงเหลืออยู่ ในการศึกษาเรื่องนี้ เราไม่ได้มองเฉพาะในประเทศเราเท่านั้น เมื่อปี ๒๕๔๕ ที่เราศึกษา เราดูงานเรื่องนี้ตั้งแต่ ปี ๒๕๔๒ ที่เราเสนอ ครม. เมื่อวันที่ ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๔๒ เรื่องการปฏิรูประบบ บริหารงานภาครัฐ จนกระทั่งมาสำเร็จเสร็จสิ้นปี ๒๕๔๕ เราก็จะศึกษากรณีของต่างประเทศ ส่วนใหญ่ประกอบด้วย ครั้งนี้เราก็ได้ศึกษาของต่างประเทศประกอบด้วยว่างานทางด้าน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศต่าง ๆ นั้นเป็นอย่างไรบ้าง ประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นหน่วยงานที่ขึ้นตรงกับประธานาธิบดี แต่เป็นสำนักงานนโยบายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประเทศสิงคโปร์ก็เป็นหน่วยงานอิสระที่อยู่ภายใต้กระทรวงการค้าและอุตสาหกรรม ประเทศจีนเป็นกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี แล้วก็มีหน่วยงานอีกส่วนหนึ่ง ที่ทำเกี่ยวกับตัวข้อมูล ญี่ปุ่นเป็นกระทรวงศึกษาธิการ วัฒนธรรม กีฬา วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เกาหลีใต้เป็นกระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร และการวางแผน อนาคต อินโดนีเซียเป็นกระทรวงวิจัย เทคโนโลยีและอุดมศึกษา มาเลเซียเป็นกระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม แล้วประเทศไทยเป็นกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
รายละเอียด มาแยกแยะรายละเอียดอำนาจหน้าที่ของส่วนราชการที่สังกัด กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทั้งหมด ขออนุญาตเรียนท่านว่าดูตั้งแต่หน้า ๓๕ เป็นต้นไป ส่วนแรกก็คือกรมวิทยาศาสตร์บริการ ตามมติ ครม. เมื่อวันที่ ๒ กันยายน ๒๕๔๖ ด้วยลักษณะงานแล้วก็คงจะต้องปรับเปลี่ยนฐานะของกรมวิทยาศาสตร์บริการไปเป็น องค์การมหาชนตามพระราชบัญญัติองค์การมหาชน พ.ศ. ๒๕๔๒ นั่นคือส่วนงานบริการ ส่วนอีกหน่วยงานหนึ่งกรณีรับรองระบบงาน อาจจะต้องไปอยู่หน่วยงานที่ทำหน้าที่ตรงนี้ ต่อไป ส่วน ๒ หน่วยงานที่ทำงานด้านนโยบาย ซึ่งตอนนี้จะมี ๒ ภาพ ส่วนหนึ่งก็คือตัว สป. อีกส่วนหนึ่งก็คือ สวทน. ตามความหมายการจัดตั้งขององค์การมหาชนแล้ว สวทน. นั้น ไม่เข้าลักษณะตามมาตรา ๕ ของ พ.ร.บ. องค์การมหาชน จะไม่เข้าข่ายของการจัดตั้งเป็น องค์การมหาชน เพราะฉะนั้นงานในลักษณะการกำหนดนโยบายหรือบริหารนโยบาย ควรจะมารวมไว้อยู่ในหน่วยงานเดียวกัน
ย้อนกลับไปดูเรื่องนโยบายทั้งหลายที่กำหนดไว้ ลำดับแรกก่อน กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่เรารีวิว (Review) มาทั้งหมดนั้นอย่างที่นำเรียน ท่านว่ามี ๓ หน่วยงานที่เป็นส่วนราชการก็คือสำนักงานปลัดกระทรวง กรมวิทยาศาสตร์บริการ แล้วก็สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ หากเอากรมวิทยาศาสตร์บริการออกไปเป็นองค์การมหาชน ก็จะเหลือเพียง ๒ หน่วยงานเท่านั้นก็คือสำนักงานปลัดกระทรวงกับสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ ถ้าในระบบโดยรวมทั้งหมดจะไม่มีปรากฏส่วนราชการระดับกระทรวง มีองค์ประกอบของ กระทรวงเป็นลักษณะแบบนี้ เมื่อเราวิเคราะห์รายละเอียดแตกออกมาเป็นส่วน ๆ แล้ว ถ้าจะเหลือก็คือ สป. กับสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ อย่างที่นำเรียนว่าเรื่องงานวิทยาศาสตร์ เป็นงานที่กระจายอยู่ตามส่วนราชการทั้งหลาย เป็นพื้นฐานในเรื่องการศึกษาและพัฒนา องค์ความรู้ต่าง ๆ เราไปได้ผลการศึกษาของสถาบันที่ปรึกษาเพื่อพัฒนาประสิทธิภาพในราชการ หรือเรียกว่า สปร. ตอนนั้น สปร. ได้รับมอบหมายจากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนา ระบบราชการให้ศึกษา โดยศึกษาจาก ๒ ฐาน ก็คือกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กับกระทรวง ที่ตอนนั้นเป็นกระทรวงไอซีที (ICT) ผลการศึกษาของ สปร. ที่นำเสนอ ก.พ.ร. ก็มีข้อเสนอว่า ๒ กระทรวงนี้มีความเกี่ยวข้องกันในเรื่องการพัฒนาฐานความรู้และประยุกต์ใช้ ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ก็เสนอหลักการว่าด้วยโครงสร้างหลักในการพัฒนาที่จะช่วย ผลักดันและสนับสนุนให้อุตสาหกรรมภาครัฐและประชาชนนำองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีไปประยุกต์ใช้ในการเพิ่มคุณค่าทางเศรษฐกิจและสังคมให้เป็นฐานการพัฒนา ที่สำคัญเพื่อเพิ่มขีดความสามารถนั้น ๒ ส่วนราชการนี้น่าจะรวมกันได้เป็นกระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสารสนเทศ นี่คือข้อเสนอของ สปร. ประการที่ ๑
ประการที่ ๒ เราก็ไปได้ข้อคิดเมื่อ ๒๖ มีนาคม ๒๕๖๐ คุณชัชวลิต สรวารี ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านไอซีที (ICT) ก็มีข้อเสนอว่าหน่วยงานไอซีที (ICT) ไม่ได้มีหน้าที่ บทบาท หรืออำนาจในการรวมงานไอซีที (ICT) มาเป็นงานของตัวเอง เนื่องจากงานที่อยู่เป็นหน่วยสนับสนุน ตามกรอบของเซ็นทรัลไลเซชัน (Centralization) หรือดีเซ็นทรัลไลเซชัน (Decentralization) ไร้อำนาจสั่งการ หากเปรียบกระทรวงดีอี (DE) และกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งก็เป็นงานสนับสนุน ไม่มีบทบาทและอำนาจทั้งด้านนโยบาย ยุทธศาสตร์และการดำเนินการ เกี่ยวกับไอซีที (ICT) ของหน่วยงานที่อยู่กระบวนการหลัก ข้อเสนอของคุณชัชวลิตก็เห็นว่า การรวมกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกับกระทรวงดีอี (DE) จะเป็นการสร้างผลผลิต ให้ประเทศในด้านเดียวกันคือมีคีย์ รีซัลต์ แอเรีย (Key Result Area) เดียวกัน เพียงแต่ ดิจิทัลเป็นซับเซต (Subset) ของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีซึ่งน่าจะมารวมกันทำ ซึ่งเมื่อมาถึงยุคนี้อาจไม่จำเป็นต้องแยกออกเป็น ๒ กระทรวงแล้วก็ได้จะช่วยลดขนาดของรัฐ ลงได้ จาก ๒ ส่วนนี้คณะกรรมาธิการด้านการบริหารราชการแผ่นดินก็ศึกษาในเชิงลึกเข้าไป เมื่อสักครู่ศึกษาเชิงลึกของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ถ้าเราเดินตามข้อกำหนด ที่ผ่านมาเป็นระยะ ๆ ก็จะเห็นว่าเหลือหน่วยงานเพียง ๒ หน่วย ทีนี้จากข้อเสนอของ สปร. ส่วนหนึ่งกับข้อคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญส่วนหนึ่งเราก็เลยมาเจาะดูของกระทรวงดีอี (DE) ณ ปัจจุบัน กระทรวงไอซีที (ICT) เมื่อปี ๒๕๔๕ ก็จะมี ๓ หน่วยเหมือนกัน ก็คือมี สป. มีกรมอุตุนิยมวิทยา ซึ่ง ณ วันนั้นโอนมาจากกระทรวงคมนาคม แล้วก็มีสำนักงานสถิติแห่งชาติ ซึ่งโอนมาจากสำนักนายกรัฐมนตรี ก็มี ๓ กรม แต่ปี ๒๕๖๐ นั้น มีการเปลี่ยนชื่อกระทรวงใหม่ แล้วก็มีการจัดตั้งสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจ และสังคมขึ้น เพราะฉะนั้นขณะนี้กระทรวงดีอี (DE) จะมีส่วนราชการในสังกัด ๔ กรม มีองค์การมหาชนอยู่ ๒ แห่ง ก็คือสำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ ที่เรียกว่า สรอ. กับสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ สพธอ. ก็จะมีการตั้งองค์การมหาชน ตาม พ.ร.บ. เฉพาะ ก็คือสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล ส่วนอื่นก็จะเป็นรัฐวิสาหกิจมี ๓ แห่ง ก็คือบริษัท กสท. โทรคมนาคม จำกัด บริษัท ทีโอที จำกัด บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ก็มาวิเคราะห์ลงไปในรายละเอียดของกระทรวงดีอี (DE) เมื่อดูแล้วตั้งแต่ตอนเริ่มตั้ง เมื่อปี ๒๕๔๕ ก็มีข้อสังเกตว่าความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันของ ๓ ส่วนราชการที่มาอยู่ด้วยกันนั้น เกี่ยวข้องสัมพันธ์กันแค่ไหน เพียงไร เราก็ยอมรับส่วนหนึ่งว่าการที่เอาสำนักงานสถิติแห่งชาติ มาจากสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นหน่วยที่ดูแลข้อมูลหลักข้อมูลรวมของประเทศ ซึ่งตัวข้อมูลนั้น ต้องอาศัยระบบที่พัฒนาหรือก้าวหน้าก็คือระบบเทคโนโลยีแน่นอน แต่มาดูส่วนที่ตัดมาจาก กระทรวงคมนาคม ความสัมพันธ์เกี่ยวข้องหรือในรายละเอียด และขณะนี้ศูนย์เตือนภัย ทั้งหลายก็มีมติให้ตัดโอนจากกรมอุตุนิยมวิทยาไปไว้ที่กระทรวงมหาดไทยแล้ว เพราะฉะนั้น ดูความเกี่ยวข้องสัมพันธ์ตรงส่วนนี้ก็เห็นว่าภารกิจที่เกี่ยวข้องนั้นน่าจะเกี่ยวข้องกับกระทรวงเดิม ที่ตัดโอนมาก็คือกระทรวงคมนาคม เมื่อดูตรงนี้แล้วก็เจาะลึกรายละเอียดอีกว่า ของประเทศต่าง ๆ นั้นเป็นอย่างไร โดยเฉพาะเจาะเรื่องอุตุนิยมวิทยา ของประเทศญี่ปุ่น ขึ้นกับกระทรวงที่ดิน โครงสร้างพื้นฐาน คมนาคม และท่องเที่ยว ประเทศสิงคโปร์ ขึ้นกับกระทรวงทรัพยากรน้ำ ประเทศจีนขึ้นกับ ครม. โดยตรง ประเทศอินโดนีเซีย ไม่ได้เป็นองค์กรที่ขึ้นตรงต่อรัฐบาล แต่ดำเนินงานโดยภาครัฐ นี่คือข้อมูลที่เจาะรายละเอียด มา เพราะฉะนั้นประเด็นข้อเสนอในเรื่องการปฏิรูปก็จะมีทั้งหมด ๕ ประเด็น อย่างที่ ท่านประธานกรรมาธิการนำเรียนในเบื้องต้น
ประเด็นแรก ก็คือทบทวนบทบาท ภารกิจของหน่วยงานที่ทำหน้าที่กำหนด ข้อเสนอแนะในเรื่องนโยบาย หลักการก็คือเรื่องนโยบายนั้นจะต้องมีเอกภาพ นโยบาย โดยทั่วไปจะต้องเป็นส่วนราชการ เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็เป็นข้อเสนอว่างานด้านนโยบาย ซึ่งจะเป็น นโยบายและแผนระดับชาติด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีควรจะมีการรวมภารกิจตรงนี้ ของ สป. วิทยาศาสตร์กับ สวทน. เพื่อให้เกิดความเป็นเอกภาพ เพิ่มประสิทธิภาพ และประสิทธิผลในการเสนอแนะ หรือบริหาร แล้วก็ขับเคลื่อนภารกิจด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีของประเทศ
ประเด็นที่ ๒ ที่เป็นการทบทวนบทบาท ภารกิจของหน่วยงานอื่น ๆ อย่างที่ นำเรียนว่าเรื่องกรมวิทยาศาสตร์บริการถ้าเป็นไปตามมติ ครม. ก็ต้องออกไปเป็นองค์การ มหาชน ส่วนสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติก็ยังเป็นส่วนราชการอยู่ สำหรับ วว. สถาบันวิจัย วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย กับองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ ก็คงจะเป็นรัฐวิสาหกิจตามมติ ครม. สำหรับสำนักมาตรวิทยา ซึ่งสมัยนั้นเกิดจากตัดงาน ไปจากกรมวิทยาศาสตร์บริการ เพราะฉะนั้นถ้าเรื่องการรับรองระบบงาน หรือการสอบเทียบ อะไรทั้งหลายคงจะต้องมีการพิจารณาว่าตรงนี้จะให้สำนักมาตรวิทยาเป็นคนช่วยดำเนินการต่อ ส่วนกรมอุตุนิยมวิทยาควรจะตัดกลับไปอยู่กระทรวงคมนาคม ดิน น้ำ ลม ไฟ อะไรทั้งหลาย โดยเฉพาะเรื่องการคมนาคมทางอากาศต้องอาศัยการพยากรณ์เป็นเรื่องสำคัญมาก แต่ก็มีข้อสังเกต กระทรวงของประเทศอินโดนีเซียหรืออะไรประมาณนี้บอกว่าอยู่กับสิ่งแวดล้อม ตรงนี้ก็เป็นข้อคิดเห็นประกอบด้วย
ประเด็นที่ ๓ กลไกที่ชัดเจนในเรื่องการพัฒนาและผลักดันงานวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี ตรงนี้ต้องยอมรับว่าผลงานหลักของ สวทช. ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีบุคลากร ระดับสูงมาก เป็นหน่วยที่คิดค้น ศึกษา วิจัยในเรื่องต่าง ๆ เพราะฉะนั้นในเรื่องการศึกษาตรงนี้ ถ้าจะไปต่อยอดเพื่อเป็นภารกิจหลักของแต่ละหน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานของ กระทรวง เป็นฟังก์ชัน (Function) ของกระทรวงอะไรก็แล้วแต่ ถ้าเป็นลักษณะต่อยอด การเอาไปควรจะเกี่ยวข้องกับผู้ผลิตหรือผู้ใช้งานก็ควรจะมีการดูตรงส่วนนี้ในการที่จะไป กำหนดหน่วยงานเพื่อรับผิดชอบต่อไป แต่ สวทช. นั้นก็คือหน่วยงานที่จะคิดในเรื่องนี้ ดิฉันได้ข้อมูลตอนที่เรียนหารือท่านดอกเตอร์ทวีศักดิ์ กออนันตกูล ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน ท่านให้ข้อมูลแม้กระทั่งว่านักวิจัยที่มีความรู้ความสามารถสูงของ สวทช. จะทำงานร่วมกับ มหาวิทยาลัยทั้งหลายที่เป็นอยู่ ณ ขณะนี้ โดยผู้เชี่ยวชาญในแต่ละด้านก็จะมีความสัมพันธ์ กับมหาวิทยาลัยในด้าน ๆ นั้น ซึ่งแน่นอนเมื่อเกี่ยวข้องกับมหาวิทยาลัยก็สามารถที่จะไปทั้ง ถ่ายทอดองค์ความรู้แล้วก็มาพัฒนา เอาความรู้ที่ได้จากการศึกษาพัฒนานั้นไปเผยแพร่ ขยายต่อ ก็เป็นรูปแบบที่ สวทช. เป็นอยู่ นั่นคือ ๓ ข้อแรก
ประเด็นที่ ๔ จากการศึกษา จากการแตกรายละเอียดมาอย่างที่นำเรียนท่าน เราก็มีข้อเสนอต่อไป เรายอมรับว่าการศึกษาในชั้นนี้อาจจะใช้ระยะเวลาสั้น แต่คิดว่า เป็นสิ่งที่จะต้องมีการนำเสนอ ก่อนเริ่มประชุม ที่ประชุมได้มีการพิจารณาว่าข้อเสนอของ สปท. นั้นจะมีคนรับเรื่องต่อไปก็คือคณะกรรมการแผนและขั้นตอนปฏิรูปประเทศ เพราะฉะนั้น ณ วันนี้การศึกษาของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการบริหารราชการแผ่นดินจะเป็นการจุดประกายเพื่อมีการหยิบเรื่องนี้เดินต่อ
ประเด็นที่ ๕ ข้อต่อของเราจะมี ๒ ข้อใหญ่ ก็คือ ประการแรก ศึกษา ความเหมาะสมของการควบรวมกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกับกระทรวงดิจิทัล เพื่อเศรษฐกิจและสังคม ประการที่ ๒ ก็คือจากแนวคิดของต่างประเทศที่เราไปศึกษามา งานด้านวิทยาศาสตร์นั้นจะไปเชื่อมต่อกับมหาวิทยาลัยทั้งหลายเพื่อมีพลัง ไม่ว่าจะเป็น แล็บ (Lab) ของมหาวิทยาลัยหรือว่าเป็นนักศึกษาที่ต้องการถ่ายทอดองค์ความรู้ทั้งหลาย ก็คือแนวคิดเรื่องการรวมวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และด้านการศึกษาของต่างประเทศ ที่เมื่อสักครู่ได้นำเรียนท่านไปแล้ว ไม่ว่าประเทศญี่ปุ่นหรือประเทศอินโดนีเซียที่เขามีการรวม ด้านการศึกษากับเรื่องวิทยาศาสตร์เข้าด้วยกัน เรายอมรับว่าทั้ง ๒ ส่วนนี้มีระยะเวลาไม่ยาวนัก แต่คิดว่าจะนำไปสู่การศึกษาแล้วก็ดำเนินการต่อไป การศึกษาข้อมูลลักษณะแบบนี้นอกจากดู เปรียบเทียบจากต่างประเทศแล้ว จะต้องสอบถามความเห็นจากผู้ที่เกี่ยวข้อง ผู้รู้ ถามว่า เราถามผู้รู้ เราเชิญผู้รู้ไหม เราเชิญมาไม่มากนัก ก็เป็นเพียงระดับหนึ่งเท่านั้น จะต้องถาม หน่วยงานที่มีส่วนเกี่ยวข้อง จะต้องมีการจัดสัมมนาอะไรทั้งหลายที่เป็นเชิงลึก แล้วก็ให้ได้ ข้อสรุปสุดท้ายที่สะเด็ดน้ำว่าตกลงจะรวมไปทางไหนดี เพราะว่าถ้ากระทรวงวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีเดินตามที่นำเรียนรายละเอียดแล้วท่านก็จะเห็นว่าสิ่งที่วิทยาศาสตร์คงเหลือนั้น เราจะมองในแง่ความคุ้มค่าเชิงภารกิจของรัฐแล้ว กระทรวงวิทยาศาสตร์ควรจะเดินไปแบบไหน อย่างไรต่อไป
นี่คือ ๕ ข้อจากข้อเสนอของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งจากข้อเสนอที่นำเรียนในวันนี้ สิ่งที่เราคิดว่าจะเกิด ประโยชน์แล้วก็นำไปสู่การดำเนินการต่อไปก็คือข้อคิดเห็นจากท่านสมาชิกทุก ๆ ท่าน ซึ่งเรา จะรวบรวมประมวลแล้วก็ส่งต่อไปให้ทางคณะกรรมการแผนและขั้นตอนการปฏิรูปประเทศต่อไป ขอบคุณค่ะ
ขอบคุณค่ะ ท่านประธานจะเสริมอะไรไหมคะ เชิญท่านประธานค่ะ
ท่านประธาน ที่เคารพ บังเอิญน่าเสียดายว่าพอพูดถึงเรื่องของคณะกรรมการแผนและขั้นตอนการปฏิรูปประเทศ ซึ่งจะเข้าสภาในวันพฤหัสบดีนี้ เท่าที่ทราบไม่มีด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเอาไว้ ซึ่งตรงนี้ ก็เป็นข้อสังเกตว่าถ้าสภาเห็นว่ามีความสำคัญด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีน่าจะต้องมี การกำหนดไว้ แม้ว่ากฎหมายฉบับนั้นจะเปิดไว้หรือด้านอื่น ๆ ที่คณะรัฐมนตรีเห็นเหมาะสม ถ้าสมมุติว่าเห็นควรกำหนด แต่ถ้าท่านสมาชิกเห็นความสำคัญก็จะได้มีการเพิ่มตรงนี้เข้าไป ด้วยก็จะทำให้โอกาสของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นอีกด้านหนึ่งของกฎหมายฉบับนั้น ขอบพระคุณครับ
คงจะรวมอยู่ในด้านอื่น ๆ ที่คณะรัฐมนตรีจะกำหนด ต่อไปขอเชิญท่านสมาชิก อภิปรายนะคะ ท่านแรกเรียนเชิญท่านนิกร จำนง อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อดีตรัฐมนตรี ช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม นิกร จำนง สมาชิก ลำดับที่ ๗๙ กราบเรียนท่านกรรมาธิการ เมื่อสักครู่ผมเห็นชอบวาระที่เพิ่งผ่านไปแล้วตามที่ ได้เรียนไว้ แต่ผมมีปัญหากับวาระนี้ก็จะบอกตั้งแต่ต้นมือเลยว่ายังมีปัญหาอยู่มากก็จะรอฟัง ท่านว่าจะตอบอย่างไร จากรายงานทั้งหมดของคณะกรรมาธิการ ประเด็นที่นำเสนอในการ ปฏิรูปก็คือ ๑. คือการรวบสำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมแห่งชาติ สวทน. เข้ากับสำนักงานปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ๒. โอนกรมอุตุนิยมวิทยากลับไปสังกัดกระทรวงคมนาคม ๓. เปลี่ยนสถานะกรมวิทยาศาสตร์ การบริการจากส่วนราชการเป็นองค์การมหาชน โดยนำภารกิจด้านรับรองมาตรฐานไปอยู่กับ สถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ ๔. ศึกษาการควบรวมกระทรวงวิทยาสตร์และเทคโนโลยี กับกระทรวงดิจิทัล หรือสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา ประเด็นที่ผมพิจารณาดูแล้ว ผมไม่แน่ใจว่านี่คือสารัตถะของการปฏิรูป ไม่รู้จะเพียงพอไหมในการขับเคลื่อนการปฏิรูป หรือตามภารกิจที่ว่า ผมดูแนวความคิดเป็นหลัก มีหลายประเด็นที่จะได้มีการพิจารณากันลงไป ความเห็นประกอบการพิจารณารายงาน สภาพปัญหาของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จากรายงานที่ระบุถึงสภาพปัญหากล่าวโดยสรุปคือการนำเอาหลักเกณฑ์การจัดรูปหน่วยงานภาครัฐ มาเป็นตัวสรุป สรุปได้ว่าหน่วยงานสังกัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีบางหน่วย มีรูปแบบไม่เหมาะสมกับสภาพงาน จึงสมควรปฏิรูป ซึ่งในความเห็นของผมเห็นว่า เป็นเพียงปัญหาปกติของหน่วยราชการเท่านั้นที่สามารถจะเสนอปรับปรุงหน่วยงานของตนได้ ตามช่องทางปกติอยู่แล้ว ตรงไหนมีปัญหาก็ปรับ แต่การปฏิรูปคือการย้ายข้ามฟาก หรือมีการปรับปรุงอย่างรุนแรงไม่ถึงขั้นปฏิวัติ การนำเสนอถึงระดับปฏิรูปในความเห็นของ ผมขณะนี้ยังเห็นว่าไม่จำเป็นที่จะต้องปฏิรูป ทั้งในรายงานได้กล่าวมาแล้วว่า มีผลการพิจารณาดำเนินการมาพอสมควร เช่นสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติก็อยู่ระหว่าง ปรับปรุงกฎกระทรวง คือในส่วนนี้ที่เขามีปัญหาเขากำลังปรับของเขาอยู่เหมือนกัน สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย หรือองค์การพิพิธภัณฑ์ วิทยาศาสตร์แห่งชาติ การเสนอตรงนี้เป็นการซ้ำซ้อนกับงานที่เขากำลังทำอยู่หรือไม่ อย่างไร นี่เป็นคำถาม การเสนอของ สปท. จริง ๆ แล้วควรเป็นสิ่งที่มีน้ำหนักในการปฏิรูป หมายถึงว่า น้ำหนักมาก มีการเปลี่ยนแปลงมาก ถ้าเป็นการปรับปรุงอย่างที่มีการศึกษาพิจารณาไปแล้ว จึงขอความชัดเจนว่าสิ่งเหล่านี้จะแตกต่างกับที่รัฐบาลได้สั่งการไปแล้วหน่วยงานของเขา กำลังทำอยู่อย่างไร
ประเด็นที่ ๒ แนวคิดการรวมกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และกระทรวงดิจิทัลเป็นแนวความคิดเดิมที่มีมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๙ และปี ๒๕๖๐ ในหน้า ๓๖ ถึงหน้า ๓๗ ในรายงานนี้ ได้เสนอเพิ่มเติมในการศึกษาให้ควบรวม หรือรวมกับสำนักงาน คณะกรรมการการอุดมศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษานั้นเป็นส่วนหนึ่งของ กระทรวงศึกษาธิการอยู่ ตรงนี้ผมมองว่าแนวคิดอาจจะใกล้ ๆ กับญี่ปุ่น ที่เราคิดว่าน่าจะ เป็นไปได้อย่างนี้หรือไม่ อย่างไร เป็นการจุดประกายให้เกิดขึ้น รายละเอียดในการนำเสนอ ไม่รู้มีน้ำหนักพอหรือเปล่า ท่านคิดว่าจะมีพอไหม เหตุผลที่ต้องรวมสำนักงานคณะกรรมการ การอุดมศึกษาเข้ามา คือถ้าเป็นแนวคิดน้ำหนักไม่พอ ในการเปลี่ยนแปลงของเราคือเขาห้าม ทำสงคราม เปิดสงครามแล้วก็ไปหาทางชนะเอา คือต้องเห็นว่าชนะแล้วเท่านั้นถึงจะประกาศ สงคราม หมายความว่ามีเหตุผลพอ มีน้ำหนักพอ มีประเด็นพอ แล้วทำอย่างนี้จะดีกว่า แล้วประกาศสงครามก็คือขอเปลี่ยน ถ้าเป็นแบบนี้เห็นว่าประกาศสงครามตรงนี้ดีกว่า ก็คือ จริง ๆ แล้วเป็นการเสนอตรงนี้ดีกว่าแล้วก็ค่อยไปหาข้อมูลเอาผมเกรงว่าจะมีปัญหา เพราะจะไปยันกับสิ่งที่มีอยู่ ส่วนตัวผมเองผมมองว่า ๒ กระทรวงที่ท่านคิดจะรวมกัน กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นเหมือนกับในเชิงพัฒนา เชิงศึกษา แล้วก็ต่อยอด เรามีพิพิธภัณฑ์ความดั้งเดิมของเรา ที่มา กระทรวงดิจิทัลเป็นกระทรวงใหม่ ไม่รู้จะไปรอด หรือไม่รอด แล้วเรากำลังหลุดเข้าไปในแดนที่มีการสู้รบกันอย่างรุนแรงก็คือทางด้าน เทคโนโลยี ซึ่ง ๔.๐ ก็ดี ในความเห็นของผมเอง ถ้าเราตั้งแบบนี้โอกาสจะแพ้สูง เพราะว่าเรา กำลังเข้าสู่สงครามเต็มรูปกับประเทศต่าง ๆ ที่มีการพัฒนา การวิจัยของเราก็ดี การดำเนินการต่าง ๆ ในการพัฒนาเรื่องโนว์ฮาว (Know-how) เรื่องนวัตกรรมของเรานี้ต่ำ เพราะฉะนั้นเวลาเข้าไปสู้รบกับมันเราจะถูกกินจากเทคโนโลยีที่สูงกว่า ดังนั้นส่วนนี้เป็นส่วน ที่เราส่งเข้าไปรบเราจำเป็นต้องส่งเข้าไปรบ เห็นด้วย แค่ชื่อก็ไม่ใช่ไทยแล้ว แต่ถ้าเรามี ฐานกำลังอยู่คือกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยียืนแข็งอยู่ตรงนี้เป็นหลัก เพราะเราจะมี ด้านดิจิทัล ภาคเกษตรดิจิทัลได้ไม่มากหรอก แต่ภาคเกษตรที่เป็นจุดแข็งของเราสามารถ จะมาสร้างในกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี วิทยาศาสตร์ทางด้านการเกษตรเราสร้าง ได้แล้วเราชนะเขาได้ แต่ถ้าดิจิทัลเราคงจะไปทำเป็นจีเอ็มโอ (GMOs) เราก็ทำไม่ได้เพราะว่า เราไม่ยอมรับในเรื่องนี้ในประเทศ เราต้องการสงวนความเป็นธรรมชาติของเราไว้ ไว้หาตลาด อีกแบบหนึ่งของเรา เราต้องการจะทำอินทรีย์ เป็นดิจิทัลนี่จะลำบากมาก ดังนั้นถ้าเราแยก เป็น ๒ โอกาสที่เราจะถูกกินหมากทั้ง ๒ ตัวนี้ผมว่าถูกกินดิจิทัลไปเรายังมีโอกาสถอยกลับมา เป็นตัวหลักก็คือวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่เป็นของเดิมของเรา รากเดิมของเราที่มีมา แต่อดีตแล้ว แต่ถ้ารวมกันแล้วเข้าไปสงครามทั้งคู่ถ้าเกิดแพ้เราจะทำอย่างไร เราจะถอยไป พิงอะไร ตรงนี้ผมไม่ค่อยเห็นด้วยนัก
ส่วนเรื่องกรมอุตุนิยมวิทยา ผมเป็นรัฐมนตรีคนสุดท้ายที่ดูแล กรมอุตุนิยมวิทยาในกระทรวงคมนาคมเมื่อปี ๒๕๔๕ ช่วงที่ผมยังอยู่ผมยังดูแล กรมอุตุนิยมวิทยาอยู่ แล้วก็ได้ไปเยี่ยมเขาครั้งหนึ่งก่อนที่จะมีการเปลี่ยนแปลง ประเด็น สำคัญที่เราจะมีการเปลี่ยนไปอยู่กระทรวงอื่นเพราะว่าเวลาเราประกาศว่าฝนจะตก ไม่ใช่ชาวเรืออย่างเดียวที่จะต้องออกเรือ เป็นเรื่องของภาคเกษตร เป็นเรื่องของการเก็บน้ำ ไว้เหนือเขื่อน เป็นเรื่องของบรรยากาศ เป็นเรื่องของอากาศ เป็นเรื่องการพยากรณ์ ซึ่งมีความสำคัญมากต่อทุก ๆ ส่วน ไม่ใช่ว่าเราจะขับรถออกไปแล้วเรือจะออกไป คลื่นสูง ๒ เมตรครึ่ง หรือ ๓ เมตร ไม่ใช่ มันถูกเทิร์น (Turn) ไป ตอนนั้นมีการพิจารณากัน แล้วก็ย้ายออกจากกระทรวงคมนาคม ช่วงสุดท้ายตอนที่ผมอยู่กระทรวงคมนาคม ผมบริหารอยู่ ๓ ปี ประมาณครึ่งปีแรกยังอยู่ในกระทรวงคมนาคมและการสื่อสาร ตอนนั้นกรมไปรษณีย์โทรเลขก็อยู่ กรมอุตุนิยมวิทยาก็อยู่ หลังจากนั้นก็กระจายออกไป ตัวนี้ไปเป็นการสื่อสาร แยกออกไปอยู่ในอีกส่วนหนึ่ง ในส่วนของกรมอุตุนิยมวิทยา ก็ยกออกไป ทีนี้ถ้าดึงกลับมาเพื่อจะได้พยากรณ์อากาศในการขับรถหรือ หรือเพื่อจะได้ ออกเรือเหมือนเดิมหรือ คือเดิมมันอยู่ผิดที่ก็โยกออกมาแล้ว ทีนี้เรามาดูว่าตรงนี้ ไม่ควรจะอยู่ก็เอาส่งกลับไปอีก ความเป็นไปได้ เราแก้กฎหมายเมื่อปี ๒๕๔๕ เพื่อจะออกไป เราให้เหตุผลพอที่จะแยกออกไป แต่เอากลับไปอีกทีหนึ่งผมยังดูว่าเหตุผลไม่พอ พอเหตุผลไม่พอ อย่างที่ผมบอกว่า เราก็ประกาศสงครามว่าจะแก้แล้วก็ไปรบเอาข้างหน้า งานนี้ไม่มีชนะ เพราะว่าจะไปรื้อ เหตุผลเดิมที่เราเคยให้ไว้ตอนแยกออกไปจากกระทรวงคมนาคมไม่ได้แน่ผมยืนยัน ดังนั้น เรื่องนี้จะเป็นอีกเรื่องที่เสนอไปก็ไม่เป็นผล ผมก็เลยเห็นว่าโอนกรมอุตุนิยมวิทยาไปยังมี เหตุผลไม่เพียงพอ แล้วก็ไม่คิดว่าเป็นเรื่องของการปฏิรูปเพราะไม่ได้บอกว่าจะดีขึ้นอย่างไร เป็นอย่างไร เราไม่ได้พูดมุมนั้น ตอนนี้การปฏิรูปก็คือว่าเอาต์พุต (Output) กับเอาต์คัม (Outcome) มากกว่า เอาต์คัม (Outcome) ที่จะเกิดกับประชาชนจะเกิดการเปลี่ยนแปลง และนั่นเป็นเหตุที่ทำให้เราชนะในเรื่องที่เราจะทำได้ แต่ถ้าเราปรับปรุงกลไก เสนอแนวคิด แบบนี้ผมว่าจะเสียการไปเปล่า ๆ ก็เลยเห็นว่าในชั้นนี้ผมยังไม่เห็นด้วยนัก นอกจากว่า ท่านจะมีเหตุผลที่จะซัปพอร์ต (Support) ว่าจะส่งผลดีเป็นอย่างยิ่งจนถึงขั้นว่าจะต้องมี การปฏิรูปเปลี่ยนแปลงได้อย่างไร ก็คิดว่าถ้าจะลดจำนวนของการปฏิรูปไปบ้างแล้วไปเน้น เอาที่สำคัญ ๆ เราก็ไม่ว่ากันอยู่แล้วแต่ถ้าหากไปแบบนี้เดี๋ยวจะเบา ๆ หลวม ๆ ไปแล้วก็ จะมีปัญหาในเรื่องการดำเนินการของเราได้ ก็เลยให้ความเห็นเป็นข้อสังเกตไว้ตามนี้ กราบเรียนด้วยความเคารพครับ ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณค่ะ ขอต้อนรับคณะบุคคลที่ขออนุญาตเข้ารับฟังการประชุม สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คือคณะเจ้าหน้าที่องค์การบริหารส่วนตำบลจังหวัดพะเยา ยินดีต้อนรับค่ะ ต่อไปขอเรียนเชิญท่านดอกเตอร์ทวีศักดิ์ กออนันตกูล อดีตผู้อำนวยการ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ สวทช. เรียนเชิญค่ะ
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศที่เคารพ กระผม ทวีศักดิ์ กออนันตกูล สมาชิก สปท. หมายเลข ๖๓ ใคร่ขอให้ความเห็นเกี่ยวกับรายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการบริหารราชการแผ่นดิน เรื่อง การปฏิรูปโครงสร้างองค์กรภาครัฐด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี เนื่องจากผมได้เตรียมมาค่อนข้างเยอะ ใคร่ขออนุญาต ๑๕ นาที แล้วก็คิดว่า จะเป็นประโยชน์กับท่านสมาชิกทั้งหมดในที่ประชุม เนื่องจากว่าผมก็เป็นคนหนึ่งใน ๔-๕ คน ที่อยู่ในสภาแห่งนี้ที่ได้ทำงานเกี่ยวกับเรื่องวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศ ต่อเนื่องมาประมาณ ๓๐ ปี และคิดว่าข้อมูลที่ผมได้ศึกษามาน่าจะแชร์ให้กับทุก ๆ ท่าน โดยได้ขอให้มีการผลิตเป็นเอกสารแจก แล้วขออนุญาตใช้เพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) ในการนำเสนอครับ
(เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))
ผมอยากจะเริ่มที่เป้าหมายของประเทศว่า เราอยากจะไปที่ไหน ซึ่งวันนี้เราก็พูดถึงว่าเราต้องการขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่ประเทศ ที่เจริญแล้ว ก็คือทางขวาของภาพนี้ แต่ว่าวิธีที่จะไปถึงจุดนั้นจะมีตัวเล่นหลายตัว ซึ่งตัวเล่นที่สำคัญที่สุดและเป็นสากลก็คือเศรษฐกิจนั้นจะต้องขับเคลื่อนด้วยเอกชน ด้วยภาคอุตสาหกรรม แต่ในเวลาเดียวกันภาครัฐจะต้องกำกับดูแลเพื่อให้เอกชนเหล่านั้น สามารถได้การประสานงานที่เหมาะสม แล้วก็ได้การอำนวยความสะดวกที่เกี่ยวข้องกับ ใบอนุญาตการควบคุมดูแลไม่ให้ละเมิดซึ่งกันและกัน แล้วภาครัฐจะต้องดูแลเรื่องสังคม เพื่อแน่ใจว่าไม่มีการเอารัดเอาเปรียบ หรือว่าไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง แล้วก็ยกระดับประชาชน ผู้มีรายได้ และอาจจะต้องเกี่ยวข้องกับบริษัทต่าง ๆ เหล่านั้นในฐานะที่เป็นซัปพลายเออร์ (Supplier) หรือผู้ผลิตวัตถุดิบให้กับบริษัทใหญ่ ๆ ที่เกี่ยวข้อง แต่ในภาพนี้ผมขอย้อนหลัง กลับไป ๕๘ ปี เพราะว่าเมื่อ ๕๘ ปีที่ผ่านมาประเทศไทยก็พูดกันแบบนี้ว่าเราต้องพัฒนา แล้วเราต้องไปข้างหน้า จึงทำให้เกิดมีการตราพระราชบัญญัติวิจัยแห่งชาติขึ้นมาแล้วก็มี การตั้งสภาวิจัยขึ้นมาเมื่อปี ๒๕๐๒ สภาวิจัยนั้นก็สนับสนุนให้คนอื่นวิจัย แต่พออยู่ไป เพียงแค่ ๔ ปีก็พบว่าไม่ค่อยมีคนวิจัย จะต้องตั้งสถาบันวิจัยขึ้นมาด้วย แล้วก็เชิญออสเตรเลีย มาช่วยเราตั้งสถาบันแห่งนี้ ก็เรียกว่าสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์ประยุกต์ในช่วงนั้น แต่วันนี้ เราเรียกชื่อว่า วช. ก็คือสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย แต่อย่างไรก็ดี ในภาพนี้ผมก็แสดงให้เห็นว่าเริ่มมีงานวิจัยเพิ่มขึ้นแต่ไม่เพียงพอ ทำให้เมื่อ ๒๕ ปีที่ผ่านมา รัฐบาลของท่านอานันท์ ปันยารชุน ได้ตัดสินใจที่จะเพิ่มกระบวนการเร่งรัดการวิจัย แต่ขอเลือกที่จะไม่ตั้งเป็นกรม เพราะว่านักวิจัย นักวิทยาศาสตร์ที่ดี ๆ ที่อยู่ในกรมมีแต่ ลาออก คนยิ่งเก่งมากยิ่งลาออกเร็วเพราะว่าภาคเอกชนต้องการคนที่เก่งมาก ๆ ไปทำงาน ด้วยเงินเดือนที่สูงกว่า ดังนั้นจึงเกิด สวทช. หรือสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติขึ้นเมื่อปี ๒๕๓๔ และเกิดสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัยเมื่อปี ๒๕๓๕ ๒ หน่วยงานเป็นองค์กรที่ตั้งขึ้น โดยพระราชบัญญัติ เพื่อหวังผลว่าขอให้สามารถดึงคนเก่ง ๆ วุฒิสูง แล้วก็อยากจะดึงดูด ให้เท่ากับภาคเอกชนเข้ามาทำงานให้ได้ และทั้ง ๒ หน่วยงานนั้นก็ทำงานแตกต่างกัน เพราะว่าหน่วยงานหนึ่งทำหน้าที่ลุยวิจัยและพัฒนาวิทยาศาสตร์ของประเทศ และเชื่อมต่อ กับภาคเอกชนอย่างเข้มแข็ง คือ สวทช. และอีกหน่วยงานหนึ่งคือ สกว. ทำหน้าที่ ให้ทุนอุดหนุนการวิจัยแก่มหาวิทยาลัย หน่วยงานภาครัฐ แล้วก็สถาบันวิจัยต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง อย่างเข้มแข็งเช่นเดียวกัน แต่ตัวเลขที่เขียนว่า ๐.๒ เปอร์เซ็นต์ คำอธิบายคือว่าภาพรวม ของประเทศ เงินของภาครัฐบวกกับเงินของเอกชนประเทศเหล่านั้นใช้จ่ายเพื่อการพัฒนา เพื่อการวิจัยแค่ ๐.๒ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี (GDP) ของประเทศ ประเทศอื่นเขาจึงคิดของใหม่ ได้เร็วกว่าเรา แล้วก็ค้าขายได้เร็วกว่าเรา ดังนั้นเปอร์เซ็นต์ตรงนี้จึงจำเป็นจะต้องเป็นนโยบาย ที่ภาครัฐได้ตั้งเป้าหมายที่จะเร่งให้มากยิ่งขึ้น มาถึงเส้นปัจจุบัน ถือว่าตอนนี้เราอยู่ในระหว่าง ๐.๔-๐.๗ เปอร์เซ็นต์ แต่ว่าในจำนวนนั้นแบ่งเป็นรัฐกับเอกชนรวมกัน ปรากฏว่ารัฐ ๓๐ เอกชน ๗๐ เพราะฉะนั้นเราอย่าคิดว่าภาครัฐเป็นตัวนำ เอกชนคือผู้นำ ภาครัฐมีหน้าที่ เป็นผู้ช่วย เพราะฉะนั้นการดำเนินงานต่าง ๆ จะต้องพยายามที่จะโยงเข้าเอกชนให้มากที่สุด เราถึงจะไปสู่ไทยแลนด์ ๔.๐ (Thailand 4.0) คือเป็นประเทศซึ่งใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ซึ่งเป็นผลมาจากการวิจัย การสร้างสรรค์ การออกแบบที่ดีที่สุด แล้วบริษัท ต่าง ๆ นั้นสามารถที่จะเป็นเจ้าโลกในบางเรื่องได้ ในวันนี้แม้ว่ารัฐบาลไม่ได้สนับสนุนการวิจัย มากนักเท่ากับประเทศอื่น ๆ แต่เราก็มีผู้นำทางด้านอุตสาหกรรมของประเทศไทยที่อยู่ในโลก อยู่พอสมควร ไม่ว่าจะเป็นเจ้าพ่อทางด้านอาหาร เราเป็นประเทศอันดับต้น ๆ ของโลก อันดับ ๒ ของโลกที่ส่งออกน้ำตาล เราเป็นประเทศต้น ๆ ของโลกที่ผลิตยานยนต์ออกมา เราส่งออกอาหารแช่เย็นเยือกแข็งออกมามากที่สุดอันหนึ่ง เพราะฉะนั้นจากเป้าหมายที่ว่า ซึ่งก็จะคล้องจองกับไทยแลนด์ ๔.๐ (Thailand 4.0) ผมใคร่ขอวิเคราะห์ว่าองค์กรที่เกี่ยวข้อง กับระบบวิจัยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมไทยมีอะไรบ้าง ก็พบว่ามีองค์กรทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน หรือหน่วยงานในกำกับของรัฐซึ่งตั้งขึ้น โดยพระราชบัญญัติเฉพาะของตนเอง และในภาพนี้ก็จะแยกแยะให้เห็นว่าองค์กรของ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกระจายอยู่ทั้งเป็นรูปแบบส่วนราชการซึ่งไม่ได้เขียน ก็คือกรมวิทยาศาสตร์บริการ กับสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ ที่เหลือก็ขออนุญาตไม่อ่าน แล้วกันว่ามีทั้งรัฐวิสาหกิจ ๒ แห่ง มีองค์การมหาชนอีกหลายแห่ง แล้วก็มีหน่วยงานในกำกับ ของรัฐอีก ๒ แห่งซึ่งทำหน้าที่ประสานกัน ในช่วง ๒๕ ปีที่ผ่านมา กระทรวงวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีโดยรัฐมนตรี ๒๐ กว่าท่าน พบว่าการลดจำนวนกรมและเพิ่มองค์การมหาชน ช่วยให้สามารถขับเคลื่อนวิทยาศาสตร์ได้ผล เนื่องจากว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับ วิทยาศาสตร์นั้นจะต้องเคลื่อนตัวไวแล้วก็ติดต่อกับต่างประเทศเป็นภาษาอังกฤษหนักมาก แล้วก็จะต้องแข่งขันในเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา แล้วจะต้องพูดกับภาคเอกชน รวมทั้ง ผลักดันให้ธุรกิจไปได้ จำเป็นจะต้องใช้บุคลากรที่แตกต่างหรือเกินกว่าองค์กรที่เป็นกรม กอง จะรับได้จึงออกมาในลักษณะนี้ นอกจากนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับระบบวิจัยเองซึ่งก็มี หลายหน่วย ก็ได้รวมตัวกันเพื่อจะปฏิรูปตัวเองเรียกว่า คอบช. หรือเครือข่ายองค์กรบริหาร งานวิจัยแห่งชาติ หน่วยงานเหล่านี้ประสงค์ที่จะลดความซ้ำซ้อน แล้วก็จะรวมงานวิจัยเล็ก ๆ เบี้ยหัวแตกให้กลายเป็นงานใหญ่และตอบปัญหาของประเทศ ซึ่งผมก็ถือว่าเป็น ความพยายามที่จะปฏิรูปโดยการสร้างความร่วมมือ และจากภาพนั้นผมขอให้เห็น ภาพปัจจุบันว่า กฎหมายของแต่ละองค์กรที่จะทำหน้าที่ให้เป็นหน่วยงานกำหนดนโยบายหรือกำกับดูแล หรือว่าเป็นหน่วยงานสนับสนุนวิจัย หน่วยงานดำเนินการวิจัย หน่วยบริหารจัดการงานวิจัย หน่วยถ่ายทอดเทคโนโลยี หรือว่าจะเป็นผู้ติดตามประเมินผล มีหลายหน่วย และที่สำคัญ คือบางหน่วยงานทำงานหลายอย่าง ก็อาจจะเป็นประเด็นที่ต้องมีการปฏิรูป ซึ่งก็ขอเรียนว่า เมื่อ ๓ ปีที่ผ่านมา คสช. นั้นได้ตั้งคณะกรรมการพัฒนาระบบนวัตกรรมของประเทศ และเมื่อตุลาคมปีที่แล้วนี้เองได้มีคำสั่งหัวหน้า คสช. เรื่องการปฏิรูประบบวิจัยและนวัตกรรม ของประเทศออกมา ซึ่งสภาแห่งนี้ก็ได้เคยพูดถึงเรื่องนี้โดยการนำเสนอของคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา แล้วก็ได้มีการพูดถึงเรื่องนี้อย่างเต็มที่ แล้วก็การมีสภานโยบายวิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติเกิดขึ้น ส่วนหนึ่งก็เป็นผลพวงจากข้อเสนอ ของ สปท. ของเรา ขณะนี้สภาแห่งนี้ได้เริ่มดำเนินการแล้ว ได้มีการแบ่งงาน แล้วก็พยายาม จัดหน้าที่โดยที่ยังไม่ได้จัดโครงสร้าง เพราะมุ่งหวังที่จะจัดโครงสร้างหลังจากที่โจทย์ มีความชัดเจน และการแบ่งภารกิจในปีนี้เกิดขึ้น หลังจากนั้นถึงจะมีการแบ่งโครงสร้าง ผมก็ใคร่ขอสรุปที่ประเด็นตรงนี้ว่า ๓ ปีที่ผ่านมา คสช. และคณะรัฐมนตรีได้เริ่มการปฏิรูป ระบบวิจัยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมของชาติแล้ว และภาพนี้ได้รวมทั้งวิทยาศาสตร์ และสังคมศาสตร์เข้าไปอยู่ในระบบเดียวกันตามข้อเสนอของ สปช. สปท. และผลการศึกษา ทีมของท่านนายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรีประจิน จั่นตอง และขณะนี้ทางสภาก็ได้เตรียม การจัดการกิจการภารกิจของหน่วยงานต่าง ๆ ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ ซึ่ง สวนช. นั้น ไม่ได้เป็นห่วงเรื่องกระทรวงที่มีกรมน้อย ๆ หรือว่าจะมีงบประมาณไม่พอเพียง แต่ว่าโจทย์ประเทศ น่าจะสำคัญกว่า หลังจากนี้ผมใคร่ขอไปถึงประเด็นที่เกี่ยวข้องกับรายงาน อันแรกสุด ก็คือเปรียบเทียบบทบาทของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกับกระทรวงดิจิทัล เพื่อเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งเป็นกระทรวงใหม่เอี่ยม อายุยังไม่ถึงปี เมื่อก่อนนั้นเรียกว่า กระทรวงไอซีที (ICT) พันธกิจแตกต่างไปจากเดิม แล้วก็เป็นไปอย่างที่ท่านนิกร จำนง ได้พูดถึง คือกระทรวงดีอี (DE) ต้องเป็นกองหน้าออกสู่สนามรบ แต่กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี คือกองหลังและจะต้องผลิตทหาร ผลิตกำลังคนที่มีองค์ความรู้เพื่อจะออกไปรบได้ รวมทั้งทำให้ ภาคเอกชนเข้มแข็ง ผมใคร่ขอให้ข้อมูลเพิ่มเติมเสริมกับรายงานของคณะอนุกรรมาธิการว่า เวลาท่านพูดถึงในข้อ ๖.๕ เกี่ยวกับต่างประเทศ ในแต่ละประเทศท่านยกตัวอย่างองค์กร เพียงกระทรวง หรือว่าหน่วยงาน ๑ หน่วยงาน ผมคิดว่าในรายงานหน้า ๒๖-๒๙ นั้น มีระบบนิเวศที่ยิ่งใหญ่ในประเทศต่าง ๆ ซึ่งอยากจะให้ข้อมูล และขอตัวอย่าง ๒ ประเทศ แบบเต็มที่ อันแรกคือประเทศจีน ประเทศจีนมีหน่วยงานขนาดยักษ์ที่โตกว่ากระทรวง แต่ไม่เรียกว่ากระทรวง ทั้ง ๆ ที่เขามีกระทรวงวิทยาศาสตร์เพื่อทำหน้าที่ในสิ่งที่กระทรวง ทำไม่ได้ เรียกว่าไชนีส อะคาเดมี ออฟ ไซเอนซ์ (Chinese Academy of Sciences) หรือซีเอเอส (CAS) จริง ๆ แล้วซีเอเอส (CAS) จะมีคู่แฝดอีกอันหนึ่งเรียกว่าไชนีส อะคาเดมี ออฟ โซเชียล ไซเอนซ์ (Chinese Academy of Social Sciences) คือสังคมศาสตร์ ซีเอเอสเอส (CASS) ถ้าเฉพาะซีเอเอส (CAS) เรียนว่ามีฐานะเหมือนกับกระทรวง แต่ว่าเป็นแค่ อะคาเดมี (Academy) ประธานของซีเอเอส (CAS) มีฐานะเป็นที่ปรึกษาด้านเทคโนโลยี ต่อประธานาธิบดี ซีเอเอส (CAS) เองมีสถาบันวิจัยภายใต้หน่วยงาน ๑๐๔ แห่ง กระจายอยู่ ทั่วประเทศ เฉพาะซีเอเอส (CAS) อย่างเดียวมีจำนวนหน่วยงานที่พัฒนาประเทศ ด้วยวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีมากกว่าองค์การมหาชนทั้งหมดของประเทศไทยที่อยู่ภายใต้ ก.พ.ร. มีมหาวิทยาลัยวิจัยเพื่อเร่งผลิตคนชั้นนำของประเทศ แล้วก็มีอย่างอื่นอีกเยอะแยะ ซึ่งผมขอข้ามไปก็แล้วกัน แต่ที่เรียนว่าเขาทำงานมาประมาณ ๓๐-๔๐ ปี ซีเอเอส (CAS) เป็นหน่วยงานอันหนึ่งที่ทำให้วิทยาการของประเทศจีนพุ่งไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว และสามารถวางแผนว่าอีกกี่ปีจะส่งคนไปดาวอังคาร แล้วก็เรื่องระบบอาวุธเขาไปได้เยี่ยม ตัวอย่างของญี่ปุ่น หน่วยงานของญี่ปุ่นที่เสนอในรายงาน เขียนว่าซีเอสทีพี (CSTP) ซึ่งไปเช็ก (Check) ล่าสุดเขาเปลี่ยนชื่อเรียบร้อยแล้ว เรียกว่า ซีเอสทีไอ (CSTI) คือเคาน์ซิล ฟอร์ ไซเอนซ์ เทคโนโลยี แอนด์ อินโนเวชัน (Council for Science Technology and Innovation) ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน อันนี้หน้าตา คล้ายกับ สวนช. ที่เกิดขึ้นใหม่ แต่พอไปแกะดูข้างในปรากฏว่าจะหาว่าซ้ำซ้อนหรือไม่ซ้ำซ้อน ก็แล้วแต่ แต่เขามีกระทรวง ๑๔ กระทรวง ซึ่งตั้งหลักเป็นเจ้าพ่อการวิจัยอยู่ในกระทรวง ตัวเองแล้วก็วิจัยในเรื่องนั้น ๆ อย่างเช่นกระทรวงศึกษาธิการมีสถาบันวิจัยชั้นนำของโลก เช่น ริกเคน (RIKEN) หรือนิมส์ (NIMS) เกิดขึ้น ไปถึงกระทรวงเศรษฐกิจการค้าก็มีหน่วยงาน วิจัยขนาดยักษ์เรียกว่าเอไอเอสที (AIST) แล้วภายในเอไอเอสที (AIST) เองก็มีหน่วยงาน สถาบันวิจัยอยู่ข้างในประมาณ ๑๔ หน่วยงาน และ ๑ ในสถาบันนั้นอายุประมาณ ๑๒๐ ปี เรียกว่าการมีองค์กรเฉพาะกิจมุ่งวิชาการในแต่ละเรื่องแล้วก็ตอบปัญหาของประเทศคล้าย ๆ กับ ๓ องค์การมหาชนที่กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเสนอไปเป็นลมหายใจปกติ ของประเทศอื่น ๆ ที่ตั้งองค์กรใหญ่แล้วก็มีองค์กรลูกที่เกิดขึ้นมา ก็เกิดแล้วดับไปตามสถานการณ์ ผมจึงใคร่ขอสรุปในเรื่องข้อเสนอต่อรายงานนะครับ อันแรกสุดข้อ ๑๓ หน้า ๕๙ เกี่ยวกับ องค์การมหาชน ๓ องค์กร ขอเรียนว่า ๓ องค์การมหาชนที่กระทรวงวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีขอตั้งนั้นหลายหน่วยงานทำงานมาประมาณ ๕-๑๐ ปีเรียบร้อยแล้วในฐานะ ที่เป็นหน่วยงานย่อยอยู่ข้างใน แล้วก็ได้ทำการหารือกับกลุ่มผู้มีส่วนได้เสียในสังคมไทยว่า สมควรที่จะต้องขยายสเกล (Scale) ออกมาให้ใหญ่ขึ้นสัก ๑๐ เท่าเพื่อประโยชน์ต่อสังคม จึงได้มีข้อเห็นชอบจาก กกร. บ้าง จากกระทรวงต่าง ๆ จากผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหลายไปยัง กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีว่าขอให้เสนอตั้งเป็นองค์การมหาชน เพราะองค์การมหาชน เป็นองค์การที่ไม่แพงนักดีกว่าตั้งกรม แล้วก็สามารถปิดได้ภายใน ๕ ปีถ้าหากว่าไม่สามารถ เพอร์ฟอร์ม (Perform) ได้ องค์กรเหล่านี้ตอนตั้งต้นควรอยู่ที่กระทรวงวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี เพราะยังต้องพึ่งวิจัยเทคโนโลยีค่อนข้างหนัก แต่ว่าสัมผัสกับสังคม และผู้มีส่วนได้เสีย แต่พ้นไป ๕ ปีอาจจะย้ายกระทรวงก็ได้เพราะว่าเข้มแข็งแล้วออกไปก็ได้ ฉะนั้นเหตุผลในการตั้งองค์การมหาชนเฉพาะทางถือว่าเป็นเรื่องสำคัญที่ผมใคร่ขอให้ คณะอนุกรรมาธิการและ ก.พ.ร. สนับสนุนต่อการตั้งเช่นนี้ ข้อต่อไปการควบรวม สวทน. เข้ากับสำนักงานปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี อันนี้ก็เป็นข้อเสนอที่น่าสนใจ ถ้ามองในลักษณะอำนาจและโครงสร้าง แต่ถ้าหากว่ามองในลักษณะของธรรมาภิบาล สำนักงานปลัดกระทรวงจะดูแลเรื่องงานในระดับกระทรวง แต่ว่าสำนักงาน คณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม เป็นหน่วยงานที่ทำหน้าที่ พัฒนาจัดทำนโยบายยุทธศาสตร์เสนอต่อผู้มีอำนาจตัวจริงก็คือคณะกรรมการพัฒนา วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ซึ่งนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน โดยคณะกรรมการนี้ ตอนนี้ยุบไปเรียบร้อยแล้วกลายเป็น สวทน. ไปแล้ว การยุบรวมกันโจทย์ที่เกิดขึ้นจริง ๆ คือสภานโยบายวิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ หรือ สวนช. ที่เกิดใหม่นั้นได้ระบุว่าให้ สภาวิจัยแห่งชาติหรือ วช. กับ สวทน. ร่วมกันเป็นเลขานุการ เพราะฉะนั้นตัว สวนช. มีเรื่องที่จะไปอยู่ใกล้ชิดกับ วช. มากกว่า สป.วท. ฉะนั้นประเด็นข้อเสนอการปฏิรูปที่ว่านี้ ผมก็อยากจะเรียนให้พิจารณาว่าตัว วช. กับตัว สวทน. เป็นสิ่งที่ควรจะพิจารณาว่า จะรวมกันแบบไหน เพราะโจทย์นี้ยากนะครับ วช. เป็นส่วนราชการพันธุ์แท้ สวทน. เป็นองค์กรที่ตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติ แต่ถ้าไปถามรัฐมนตรีหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนั้น ผมคิดว่าเขาจะตอบได้ว่าอยากจะเลือกแบบไหน ทำงานแบบไหนมากกว่ากัน เพราะ สวทน. นั้น แม้ว่าเป็นองค์การที่ตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติก็จริงไม่ใช่กรม เขาก็ไม่ได้มีอำนาจในการทำ เรื่องนโยบายด้วยตัวเอง อำนาจที่แท้จริงอยู่ที่สภา สวนช. ข้อต่อไปเรื่องกรมวิทยาศาสตร์บริการ บังเอิญกรมวิทยาศาสตร์บริการอยู่ในระบบนิเวศที่เรียกว่าเนชันนัล ควอลิตี อินฟราสตรักเจอร์ (National Quality Infrastructure) หรือเนชันนัล ควอลิตี ซิสเต็ม (National Quality System) คือระบบการรับรองคุณภาพ ของชาติ ซึ่งถ้าเป็นประเทศสหรัฐอเมริกาเขาไปไว้ที่กระทรวงพาณิชย์ ตลกมากเลย กระทรวง ที่สหรัฐอเมริกาเอาเรื่องระบบการวัดทั้งหลายไปไว้ที่กระทรวงพาณิชย์ เพราะการวัดนี่คือ การค้าขาย วัดถูก วัดผิด ชั่งกิโลผิดถือว่าเป็นเรื่องค้าขาย หน่วยงานวัดในปัจจุบันมี ๔ หน่วยงานและอยู่ใน ๔ กระทรวง คือกรมวิทยาศาสตร์บริการอยู่ที่กระทรวงวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมอยู่ที่กระทรวงอุตสาหกรรม กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์อยู่ที่กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตร และอาหารแห่งชาติอยู่ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ ๔ หน่วยงานนี้ดูแล มีอำนาจ เด็ดขาดในแต่ละด้านที่ไม่เหมือนกันแต่เกี่ยวข้องกับการวัด การทดสอบ การออกมาตรฐานสินค้า แล้วก็การคุ้มครองผู้บริโภค แต่ทั้งหมดนี้มีสถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติทำหน้าที่เป็นไม้บรรทัด อ้างอิง คือคุณจะวัดผิด วัดถูกต้องมาถามที่นี่ แต่เรื่องการวัดจริง ๆ สถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ ไม่ต้องออกไปยุ่งกับชาวบ้านเขา ยุ่งแต่เรื่องว่าประเทศเรามีตัวแทนของประเทศในระดับโลก ที่เราสามารถวัดเป็น นาฬิกาก็แม่นยำ น้ำหนักก็แม่นไม่โกงกิโล ฉะนั้นสถาบันมาตรวิทยา แห่งชาติรวมกับ ๔ หน่วยงาน เราเรียกว่าเป็นเนชันนัล ควอลิตี ซิสเต็ม (National Quality System) ซึ่งขณะนี้เรียนว่าเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูปเช่นเดียวกันคือกำลังผลักดัน โดย สวนช.
ต่อมาเป็นประเด็นเรื่องกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กับกระทรวงดิจิทัล เพื่อเศรษฐกิจและสังคม ผมขอไปเร็ว ๆ ว่า หน้าที่ของ ๒ หน่วยงานนั้นต่างกันมาก ซึ่งท่านนิกร กรุณาได้เอ่ยขึ้นมาบ้างแล้ว ขอไป ๒ สไลด์ (Slide) สุดท้าย ความเห็นอื่น ๆ คือประเด็น เรื่องขององค์กรที่มีพระราชบัญญัติเฉพาะ ซึ่งปัจจุบันนี้ได้มีมติ ครม. จัดรวบไปเหมือนกับ องค์การมหาชน ซึ่งจะมีการติดตามประเมินผลแบบเดียวกัน ผมเรียนว่ากระบวนการดังกล่าวนั้น เป็นการลดทอนความสามารถและศักยภาพของประสิทธิภาพในการดำเนินงานค่อนข้างมาก เพราะองค์กรที่ตั้งขึ้นโดย พ.ร.บ. นั้นถูกสร้างให้มีนวัตกรรมต้องคิดนอกกรอบเยอะ ๆ ต้องทำ อะไรที่แรง แล้วก็ทำงานคู่กับภาคเอกชน หากว่ามีบ่วงดึงเข้าแรงมากก็จะไม่สามารถวิ่งไปได้เร็ว แต่สามารถมีวิธีประเมินผลที่เหมาะสมกับองค์กรประเภทนั้นได้ ผมก็เรียนเสนอว่า ควรพิจารณาแยกองค์กรที่ตั้งโดย พ.ร.บ. ออกมาจากกลุ่มองค์การมหาชนและหาวิธีทดแทน การประเมินผลที่ดี ตัวอย่างเช่น การประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจหรือทางสังคม ที่เกิดจากหน่วยงานเหล่านี้ที่มอบให้กับประเทศ แล้วก็ควรจะมีการทบทวนทุก ๆ ๕ ปี
โดยสรุปรายงานฉบับนี้ถือว่าเป็นการเริ่มต้นตั้งคำถามที่ดีมาก และได้วิเคราะห์รูปแบบโครงสร้างจากมุมมองของโครงสร้างแต่ยังขาดเรื่องมุมมอง ของเป้าหมายและสไตล์ (Style) การทำงาน ซึ่งอาจจะขัดแย้งกับทฤษฎีว่าเป็นองค์กรภาครัฐ องค์การมหาชน องค์กรแบบไหน ซึ่งน่าจะศึกษาได้โดยการประเมินประสบการณ์ ๑๐-๒๐ ปีที่ผ่านมาขององค์กรประเภทเหล่านี้ และผมคิดว่าอยากจะเสนอให้ คณะอนุกรรมาธิการได้ติดตามความเคลื่อนไหวของ คสช. และคณะรัฐมนตรีที่เดินหน้า ปฏิรูปไปแล้ว และควรจะมีการศึกษาเรื่องความเข้มแข็งขององค์กรแต่ละหน่วยที่อยู่ ในระบบวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทั้งในและนอกกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และดูความพร้อมเขานิดหนึ่ง หากว่าเป็นไปตามทฤษฎีมอบหน้าที่ไปแล้วกี่ปีเขาถึงจะรับ อันนั้นได้ หรือบางหน่วยงานรับได้ทันทีก็มอบหน้าที่ไปเลยแล้วถึงจะมาเขียนเรื่องโครงสร้าง ภายหลัง ทั้งหมดนี้ก็เป็นประมวลความเห็นที่กระผมใคร่ขอเสนอต่อสภาแห่งนี้ ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณค่ะ ดอกเตอร์ทวีศักดิ์เตรียมเอกสารมาทั้งเชิงลึก เชิงกว้าง แล้วดีที่เป็นเอกสาร คณะกรรมาธิการจะได้นำไปพิจารณาประกอบกับการปรับปรุง รายงานฉบับนี้ต่อไป เรียนเชิญท่านต่อไป ท่านศาสตราจารย์ธรรมศักดิ์ พงศ์พิชญามาตย์ อดีตรักษาการอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง อดีตคณบดีคณะบริหาร มหาวิทยาลัยเอเชียน คณบดีบัณฑิตวิทยาลัย และคณบดี คณะเกษตร อดีตคณบดีคณะเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ เรียนเชิญค่ะ
กราบเรียนท่านประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเป็นอย่างสูง กระผม ธรรมศักดิ์ พงศ์พิชญามาตย์ กราบเรียนท่านประธานกรรมาธิการยงยุทธ สาระสมบัติ ท่านเบญจวรรณ สร่างนิทร ผมขออภัยที่จะต้องอภิปรายในหลายประเด็นด้วยกันและอาจจะต้องใช้เวลาเกินนิดหนึ่ง โดยภาพรวมผมเห็นด้วยกับการนำเสนอเรื่องนี้เป็นอย่างมาก มีหลายเหตุผลครับ ทำไมผมพูด อย่างนั้น ปัญหาของบ้านเมือง ณ ปัจจุบันเราปฏิรูปและเราต้องการปฏิวัติ เราปฏิวัติแล้ว มาปฏิรูป เราทำอย่างนี้เพราะว่าปัญหาของบ้านเมืองเกิดขึ้นมาเยอะแล้วทุกคนทำงาน เพื่อแผ่นดิน ทุกคนทำงานเพื่อตำแหน่งหน้าที่กันเอง แต่ทุกคนลืมนึกไปว่าใช้ภาษีอากร ของประชาชนทุกคนที่ผ่านมาตั้งแต่ท่าน จอมพล สฤษดิ์ ตั้ง วช. ขึ้นมาแล้ว เกิดหน่วยงานใหม่ ๆ ขึ้นมามากมายอ้างแต่ว่ามี พ.ร.บ. พ.ร.บ. และ พ.ร.บ. เป็นผลประโยชน์ ของนักการเมือง เป็นผลประโยชน์ของบุคคลและส่วนบุคคลอย่างเห็นได้ชัด มีความเจริญก้าวหน้า รองรับนโยบาย ๔.๐ ของรัฐบาลหรือไม่ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมตั้งขึ้นมา กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีตั้งขึ้นมา ผมถามเลยว่าภายในกระทรวงวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีมีการวางระบบของวิทยาศาสตร์เป็นระบบอย่างที่นาซา (NASA) คิดไหม ทันสมัยไหม องค์กรที่ระดับต่ำ ๆ ระดับพาร์ทิเคิล (Particle) ระดับนิวเคลียร์มีถึง ๓ องค์กร อยู่ในนี้ แสงซินโครตรอน (Synchrotron) ก็อยู่นี่ นิวเคลียร์ก็อยู่นี่ สถาบันนิวเคลียร์ก็อยู่นี่ นี่ละครับความคิดมันไม่ได้คิดเพื่อส่วนรวม แต่คิดเพื่อพรรคพวก คิดเพื่อรองรับตำแหน่ง รัฐมนตรี ผมเองเห็นด้วยว่าข้อเสนอบางข้ออาจจะไม่เห็นด้วย แต่บางข้ออยากนำเสนอว่าเห็นด้วย ๑. ปัญหา ณ ปัจจุบันนี้ก็คือว่าอุดมศึกษาของไทยมีปัญหาครับ ๒๐๐ มหาวิทยาลัยมีปัญหา นายกรัฐมนตรีต้องการ ๔.๐ เข้าใจไหมครับ ปัญหาของประเทศซึ่งมีอยู่หลายกระทรวง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงคมนาคม สารพัด กระทรวงเหล่านี้เป็นกระทรวงที่ต้องการพัฒนาประเทศ แต่เขามีปัญหา โพรเซส (Process) การแก้ปัญหาเหล่านี้อยู่ในกระบวนการคิดที่จะต้องทำให้เกิดองค์กรใหม่ซึ่งมีอีลิต (Elite) หรือมีคนเก่ง ท่านประธานครับ คนเก่งเหล่านี้อยู่ที่ไหนครับ ไม่ได้อยู่ในกระทรวงวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี แต่อยู่ในมหาวิทยาลัย เอาต์คัม (Outcome) ที่เกิดขึ้นเพื่อไปแก้ปัญหาของชาติ เรื่องน้ำ ดาราศาสตร์ เรื่องรถ เรื่องราง เรื่องยาเสพติด เรื่องสังคมทั้งหลายอยู่ในกระบวนการคิด ของนักปราชญ์ที่อยู่ในมหาวิทยาลัยไม่ใช่จากกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ท่านประธานครับ ผมต้องขออภัยที่ว่าเราจะปิดสภาอีกไม่กี่วันและผมมาพูด ผมพูด ด้วยความบริสุทธิ์ใจว่าผมรักประเทศไทย ผมชื่นชมในคณะกรรมการที่ร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมา ทุกคนต้องไม่ลืมว่าสภาแห่งนี้เป็นตัวจักรสำคัญในการขับเคลื่อนระบบวิทยาศาสตร์ ของประเทศ ซึ่งท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้อภิปรายไปแล้วว่า สวนช. เกิดขึ้นจากสภาแห่งนี้ คนที่ทำเรื่องนี้ ประธานก็คือผม ผลักดันให้ระบบวิจัยของชาติรวมศูนย์อยู่ที่ ท่านนายกรัฐมนตรีและมี ๗ ขั้นตอน แต่ผมเรียนถามที่ประชุมตรงนี้ผ่านทั้งประเทศเลยว่า มีใครเข้าใจและทำความเข้าใจเรื่องนี้บ้าง ๗ ขั้นตอนนั้นและเขาไปตั้งคณะกรรมการต่าง ๆ ผมเรียนโดยไม่อายเลยนะครับ ผมวิ่งเต้นที่จะเป็นกรรมการชุดนี้ด้วยแต่ชื่อผมหลุดไป ท่านประธานทินพันธุ์เป็นคนส่งชื่อไปครับ ขออนุญาตที่เอ่ยนาม ความคิดอย่างนี้มาจาก เรื่องที่ว่าเราต้องการทำเพื่อประโยชน์แผ่นดิน ประโยชน์ของชาติ ภาษีของชาติ ไม่ใช่ฉันมี พ.ร.บ. และฉันก็จะยึดไปเรื่อย ๆ ไม่ใช่ครับ ผมยืนกรานว่าไม่ใช่ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ถ้าท่านอ่านให้ดีนะครับ มาตรา ๖๙ เป็นเรื่องที่จะต้องพัฒนาวิทยาศาสตร์ทุกแขนงวิชา ไม่ว่าจะเป็นสังคมศาสตร์ หรือวิทยาศาสตร์ เป็นส่วนที่จะต้องพัฒนาทั้งหมดเพื่อความเข้มแข็ง เพื่อการสร้างนวัตกรรม ของชาติ และของคนในชาติ ท่านทราบไหมว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังเขียนในบริบทของ มาตราต่าง ๆ มากมายเหลือเกิน รองรับวิทยาศาสตร์เพื่อไปแก้ปัญหากระทรวงเกษตร และสหกรณ์ เพื่อไปแก้ปัญหาของกระทรวงคมนาคม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ท่านดูนะครับ อย่างเช่นเรื่องไบโอไดเวอร์ซิตี (Biodiversity) มีอยู่ ๕ มาตรา เรื่องน้ำมีอยู่ ๘ มาตรา เรื่องทรัพยากรธรรมชาติด้านอื่น ๆ มีอยู่ ๕ มาตรา ผมไม่อ่าน รายละเอียดนะครับ การเกษตรเพื่อแก้ปัญหาของพี่น้องเกษตรกรทั้งระบบมีอยู่ ๓ มาตรา รวมทั้งเศรษฐกิจพอเพียง อันนี้เป็นเรื่องการวิจัยพัฒนาทั้งสิ้น ระบบวิจัย สวนช. ที่ผมตั้งออกไปได้ประสบความสำเร็จไปแล้วจากสภาแห่งนี้ ไม่มีใครสนใจมันเลยหรือครับ และวันนี้คณะกรรมาธิการชุดนี้ต้องการที่จะปรับ ยุบรวม หรืออะไร แต่ผมไม่ใช่ยุบรวม ผมต้องการจะบอกว่าทำกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้ยิ่งใหญ่ ให้ใหญ่กว่าเดิม ให้มีบริบทที่ถูกต้องตามหลักวิทยาศาสตร์ ทั้งสังคมแล้วก็วิทยาศาสตร์ทั่วไป ให้เป็นระบบ ให้เห็นต่างประเทศ แต่จะให้เป็นอย่างประเทศสหรัฐอเมริกาคงไม่ได้ หรือเป็นอย่าง ประเทศอังกฤษคงไม่ได้ เราก็ต้องดูบริบทสังคมเราเองแล้วก็สร้างขึ้นมาใหม่ อันนี้ผมจึงเห็นว่า การยกระดับกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเสียใหม่ โดยให้คนที่มานั่งบริหาร กระทรวงนี้ดูแลระบบการวิจัยของประเทศทั้งวิทยาศาสตร์ทุกด้านเลยเพื่อการแข่งขัน ตามมาตรา ๖๙ สำคัญหรือจำเป็นอย่างยิ่ง อย่างนี้ครับ ผมเกริ่นแต่แรกแล้วว่าเราได้ สวนช. มา เรามีมหาวิทยาลัยที่แบ่งประเภทต่าง ๆ เป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ รวมทั้งมหาวิทยาลัยที่อยู่ในกำกับ แล้วก็พัฒนา เช่น มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร พวกนี้เป็นมหาวิทยาลัยยิ่งใหญ่ มีบุคลากรเท่ากับปริญญาเอก ปริญญาโทเยอะมากเลย เขาเหล่านี้คือผู้ที่จะสร้างนวัตกรรมรองรับการพัฒนาประเทศ เด็กวันนี้เขามีปัญหาที่อยู่ กระทรวงศึกษาธิการ ผมอยู่ในบริบทนี้ ๔๐ ปี ผมทราบดีว่าใช้ไม่ได้ เพราะการบริหารจัดการ ที่ไม่มีคุณภาพของรัฐมนตรีบางท่าน กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีต้องมีการรวบเอา การศึกษาเข้าไปไว้ด้วยรวมทั้งดิจิทัล ผมเรียนอย่างนี้ เพราะผมมีความเชื่อมั่นว่าดิจิทัลนั้น ไม่ใช่อะไรเลย บางคนอาจบอกว่าเลข ๐ กับ ๑ ใช่ครับ แต่ความที่เทคโนโลยีมันวิ่งผ่านตัวเรา ตลอดเวลา ที่เรายืนอยู่นี่ข้อมูลข่าวสารมันผ่านตลอดเวลา เทคโนโลยีที่ไปจับมาเพื่อทำงาน เพื่อใช้งาน ดิจิทัลเกี่ยวอะไรครับ ดิจิทัลเหล่านี้มันอยู่ทุกเรื่องเลย อยู่ในทุกบริบท ไม่ว่าจะเป็นพืช เป็นสัตว์ เป็นแมลง เป็นอากาศ เป็นดาราศาสตร์ ดาว ดวงดาวไกล ๆ เป็นดิจิทัลทั้งนั้นละครับ เป็นแค่บทหนึ่งของดิจิทัลระดับเฟมโต (Femto) เท่านั้นเอง ทำไมไปหลงทางตั้งกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมเพื่ออีโคโนมี (Economy) ขึ้นมา การทำอย่างนั้นมันเหลวไหลแล้วก็ไร้ประโยชน์ในการพัฒนาประเทศเพื่อเป็นไทยแลนด์ ๔.๐ (Thailand 4.0) ผมอยากจะเรียนว่ากระทรวงใหม่ที่จะตั้งขึ้นมาควรจะเป็นกระทรวงวิทยาศาสตร์ และอุดมศึกษา ดิจิทัลไม่ต้องครับ เพราะดิจิทัลเป็นระดับวิทยาศาสตร์ ระดับที่เล็กที่สุด ละเอียดที่สุด แต่ว่าเทคโนโลยีที่รองรับตรงนี้เป็นนวัตกรรมที่บุคลากรด้านสายคอมพิวเตอร์ ด้านควอนตัมไซเอนซ์ (Quantum Science) หรืออะไรทั้งหลายต้องมาทำการศึกษาวิจัย ใครวิจัยครับ คนวิจัยก็คือคนในมหาวิทยาลัย เพราะเขาวิจัย เขาใช้สอน เขาผลิตนักวิชาการ ระดับปริญญาโท ปริญญาเอก กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีผลิตได้ไหมครับ ผลิตไม่ได้ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีผลิตเปเปอร์ (Paper) ผลงานวิจัยออกไปได้ แต่สอนไม่ได้ มีตำแหน่งทางวิชาการเป็นแอดจังต์โพรเฟสเซอร์ (Adjunct Professor) ไหม ไม่ได้ และความก้าวหน้าทางวิชาการของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอยู่ที่ไหนล่ะครับ ดังนั้นเป็นความจำเป็นอย่างยิ่งที่เราต้องปฏิรูป ต้องกราบเรียนท่านประธานขอใช้เวลา อีกนิดหนึ่ง ควรที่จะบูรณาการเรื่องนี้ ผมขออภัยที่ต้องพูดอย่างนี้เพราะผมมองว่า ผลประโยชน์แห่งชาติในการที่จะให้รองรับ ๔.๐ ตาม พ.ร.บ. ยุทธศาสตร์ พ.ร.บ. การปฏิรูป ขั้นตอนการปฏิรูปประเทศที่จะออกมานี้จะรองรับได้อย่างไร ถ้าหากว่าองค์กรเครือข่าย ทั้งหลายกระจัดกระจาย เราจึงรวมเป็น สวนช. ให้มีบอร์ด (Board) เดียว แต่กลายเป็นว่า ตาบอดคลำช้าง ไม่รู้เลยว่าปัญหาของประเทศอยู่ตรงไหน ไม่รู้เลยว่าปัญหาของอุดมศึกษา อยู่ตรงไหน ไม่รู้เลยว่าวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีมีกี่ขั้นตอน จะไปพัฒนารองรับอะไร ดังนั้น จึงอยากจะเรียนว่าการปฏิรูปตรงนี้ถ้าเป็นไปได้คณะกรรมาธิการก็อาจจะต้องนำไปศึกษา เพิ่มเติมนิดหนึ่ง เราควรจะดูว่าผลประโยชน์แห่งชาติอยู่ตรงไหน ถ้าผลประโยชน์แห่งชาติคือ โพรเซส (Process) ในการสร้างงานวิจัยและนวัตกรรมรองรับ ๔.๐ จำเป็นต้องใช้บุคคล ที่อยู่ในสถาบันการศึกษาขั้นสูงคืออุดมศึกษานั่นเอง อินโนเวชัน (Innovation) ทั้งหลาย เกิดขึ้นมาหมด เราเองต่างหากที่ไม่สนใจสิ่งที่เกิดขึ้นใกล้จมูกเรา สภาแห่งนี้เป็นคนอนุมัติเอง ให้เกิด สวนช. ขึ้นมา แต่สภาแห่งนี้ไม่ได้พูดถึงเลยในทุกครั้งที่พูดถึงงานวิจัยกัน เมื่อสักครู่นี้ ท่านผู้ทรงเกียรติก็พูดแล้วว่าเกิดเมื่อวันที่ ๖ ฉายสไลด์ (Slide) ให้ดู ก็ขอขอบคุณนะครับ ดังนั้นจะเห็นว่าผมอยากเสนอว่า ๓ กระทรวงนี้ต้องทบทวนใหม่ จากนั้นหน่วยงานวิจัยต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นที่ตั้งขึ้นมาแล้วเป็น ๕-๖ หน่วยงาน เราคุยกันมาเป็นปีกว่าจะได้เหตุผลที่ สวนช. ต้องเกิด ผมเสนอเองเลยว่ายุบ พ.ร.บ. ทั้งหมดของหน่วยงานเหล่านั้นเพื่อเขาจะได้ไม่ต้องไปอิง แต่ก็ยุบไม่ได้ มา ณ วันนี้ให้ไปตั้งเลขานุการร่วม คือ วช. กับ สวทน. พูดคุยกันรู้เรื่องไหมครับ ผมถามว่าประเทศนี้ของใคร ของประชาชนคนไทยใช่ไหมครับ ผู้เสียภาษีใช่ไหมครับ ข้าราชการเหล่านี้เป็นใครถึงได้ใหญ่นัก รัฐมนตรีเป็นใครถึงได้ใหญ่นัก ถึงได้ทำตามหน้าที่ ของตนเองในการบริหารราชการแผ่นดิน พระราชบัญญัติในการบริหารราชการแผ่นดินก็มี แต่รัฐมนตรีท่านไม่ใช้ ท่านเชื่อแต่นิติกร และเป็นปัญหาอย่างไร อุดมศึกษาก็แก้ไม่ได้ มีผู้ยิ่งใหญ่เหนือนายกรัฐมนตรีตลอด มีผู้ที่เก่งกล้าสามารถเข้าไปให้ข้อมูลข้างในตลอด ประเทศนี้ต้องการปฏิรูปจริงหรือเปล่า ถ้าต้องการปฏิรูป ผมก็อยากเสนอว่าเดินหน้า ทำการยกระดับของกระทรวงให้ใหญ่ขึ้นโดยเอาอุดมศึกษามารวม แล้วก็วิทยาศาสตร์อยู่ ตั้งเอกซ์เซลเลนต์เซนเตอร์ (Excellent Center) ขึ้นมา เอกซ์เซลเลนต์เซนเตอร์ (Excellent Center) ที่เราอยากให้เกิดอย่างยิ่งประจำเอเชีย (Asia) ก็คือเรื่องของไฟฟ้า ไฟฟ้าสามารถ สร้างให้เกิดได้อย่างสะอาดบริสุทธิ์ในอนาคตใกล้ ๆ นี้ เราต้องเป็นผู้นำครับ เมื่อดำเนินการ ยกระดับทั้งอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ และดิจิทัลด้วยกันแล้ว จากนั้นทดลองแบบทหารครับ ผมฟังจากพี่ ๆ ทหารเล่าให้ฟังว่าเมื่อจะเริ่มดำเนินการอะไรใหม่ ยุทธศาสตร์หรือแทกติกส์ (Tactics) ที่จะต้องใช้ทดลอง ลองดูก่อนว่า ๖ เดือน ออนโพรเบชัน (On probation) ไปก่อน ดูสิว่าเป็นอย่างไร ๖ เดือน ๘ เดือน ๑ ปีค่อยสรุปว่าเดินหน้าได้แล้ว ตั้งกระทรวงใหม่ครับ เป็นกระทรวงที่รวบเอาอุดมศึกษา ดิจิทัล และวิทยาศาสตร์เข้าด้วยกัน ก็อยากจะเรียนว่า สิ่งที่เสนอมานั้นน่าจะเป็นประโยชน์ต่อรัฐบาลซึ่งวางแผนไว้แล้วว่าจะต้องพัฒนาประเทศ ๒๐ ปี เรามีระบบวิจัยตาม สวนช. แล้ว แต่โพรเซส (Process) ของการสร้างนวัตกรรม ซึ่งอยู่ในมหาวิทยาลัยหลายสิบแห่งทั่วประเทศ ทั้งด้านสังคมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ แล้วยังไปรองรับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ในหลายมาตรา ถ้าเราไม่ทำอย่างนี้มาตราเหล่านี้เขียนขึ้นมาไร้ประโยชน์ครับ ไร้ประโยชน์เพราะไม่เข้าใจว่า เขาเขียนทำไม แต่เมื่อเขียนแล้วคนที่จะสร้างผลงานเชิงนวัตกรรมมารองรับก็อยู่ใน กระบวนการคิดที่ผมได้แถลงมาทั้งหมด สุดท้ายนี้ผมก็ขอขอบคุณคณะกรรมาธิการเป็นอย่างสูง ที่นำเรื่องนี้มาเสนอ ขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณค่ะ ต่อไปเชิญท่านเมธินี เทพมณี อดีตปลัดกระทรวงเทคโนโลยี สารสนเทศและการสื่อสาร อดีตผู้ตรวจราชการพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เลขาธิการ ก.พ. ค่ะ
เรียนท่านประธานสภา สปท. ที่เคารพ ดิฉันขออนุญาต นำเรียนข้อมูลสำคัญเพื่อประกอบการตัดสินใจของท่านกรรมาธิการ แล้วก็ท่านสมาชิกนะคะ จริง ๆ แล้วชื่อกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมนั้นก็มีการอภิปรายกันมาช้านาน ก่อนที่จะเปลี่ยนชื่อ ในระหว่างนั้นดิฉันเองได้มีโอกาสทำงานในส่วนหนึ่งก็คือว่า ในฐานะสมาชิกของสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ หรือเรียกว่าไอทียู (ITU) ประเทศไทย เราเป็นสมาชิกมาตั้งแต่ปี ๑๘๘๓ ก็เรียกว่านานโขอยู่ ในหมวดที่เราเรียกว่าการสื่อสาร ชื่อของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมนั้นในอดีตเราก่อตั้งขึ้นมาชื่อกระทรวง เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ดิฉันจะมาขอพูดถึงประเด็นของคำว่าการสื่อสาร และขออนุญาตเอ่ยเรเฟอเรนซ์ (Reference) ไปจนถึงเอกสารของอาจารย์ทวีศักดิ์ ท่านสมาชิกซึ่งกรุณานำเอกสารมาแจกพวกเราด้วยในหน้า ๑๖ เนื่องจากว่าในส่วนที่ดิฉัน อยากจะเน้นในวันนี้คือเรื่องการสื่อสารโทรคมนาคม และการสร้างแพลตฟอร์ม (Platform) เทคโนโลยีดิจิทัลให้กับประเทศ ซึ่งจุดนี้เป็นจุดเด่นของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจ และสังคม และเนื่องจากว่าในประเด็นนี้จะเป็นประเด็นสำคัญในระหว่างเวทีนานาชาติ ซึ่งประเทศไทยเราเป็นสมาชิกสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศมานาน รวมทั้งเรามี รัฐวิสาหกิจสำคัญซึ่งขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลไทยไปสู่เป้าหมายที่จะเป็นดิจิทัลไทยแลนด์ (Digital Thailand) ก็คือแคต (CAT) แล้วก็ทีโอที (TOT) ซึ่งก็เป็นรัฐวิสาหกิจที่มีความสำคัญ อย่างยิ่ง แล้ววันนี้ก็มีมติ ครม. สำคัญล่าสุด ซึ่งในวันที่ ๑๓ มิถุนายน ๒๕๖๐ ที่ผ่านมา สด ๆ ร้อน ๆ ครม. ได้มีมติให้ตั้งบริษัทโครงข่ายบรอดแบนด์ (Broadband) แห่งชาติ ดิฉันได้ขอนำเรียนพวกเราด้วยความภาคภูมิใจอย่างยิ่ง เพราะเนื่องจากว่าที่มาของ บริษัทบรอดแบนด์ (Broadband) แห่งชาตินั้น รัฐบาลตั้งแต่กระทรวงไอซีที (ICT) มาในปี ๒๕๔๕ จนถึงปี ๒๕๕๔ เลขกลับกันนิดเดียว ก็ประมาณ ๙ ปี รัฐบาลไทยในขณะนั้น ได้ส่งผู้แทนไทย ท่านรัฐมนตรีกระทรวงไอซีที (ICT) รวมทั้งฝ่ายของสำนักงานปลัดกระทรวง วันนั้นซึ่งยังไม่มีกรมที่เป็นกรมสื่อสารเลย เนื่องจากกรมไปรษณีย์โทรเลขของเราได้ยุบไปเป็น กสทช. ในช่วงเวลานั้นเราก็ต้องมีการนำหน้าทีมไทยแลนด์ (Team Thailand) ไป โดยท่านรัฐมนตรีไอซีที (ICT) ซึ่งก็พบว่า ๑๕๐ กว่าประเทศทั่วโลกซึ่งเป็นสมาชิกสหภาพนั้น ก็นำโดยกระทรวงชื่อเดียวกันกับเรา ประมาณเดียวกันกับเรา คือดิฉันอ้างอิงไปถึงเมื่อสักครู่ ว่าก่อนหน้าจะเปลี่ยนเป็นชื่อกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมนั้น เราได้เสิร์ช (Search) ค้นชื่อกระทรวงเหมือนเราในโลกในหลายสิบปีที่ผ่านมานั้น เราก็จะมีชื่อกระทรวงเทคโนโลยี สารสนเทศและการสื่อสารเป็นส่วนใหญ่ จะมี ๓ ประเทศในโลกเท่านั้นที่ใช้ชื่อกระทรวงดิจิทัล ดังนั้นในหลายสิบปีกระทรวงนี้ก็มีความต่อเนื่อง มีประวัติศาสตร์ในการเจริญเติบโตกันมา โดยตลอด วันนี้ที่รัฐบาลได้ตัดสินใจให้มีการลงทุนใหม่ ชิ้นนี้สำคัญมาก ก็คือว่าดิฉัน อยากจะนำเรียนว่าทำไมถึงสำคัญมาก เพราะวันที่รัฐบาลไทยไปแถลงต่อเวทีโลกในงานของ สหภาพโทรคมนาคมนั้นในปี ๒๕๕๔ เราได้บอกว่าสาธารณูปโภคพื้นฐานของคนไทย ในอนาคตนอกเหนือจากไฟฟ้า น้ำประปาแล้ว การเข้าถึงอินเทอร์เน็ต (Internet) หรือการเข้าถึงบริการอินเทอร์เน็ต (Internet) นั้นจะถือเป็น ๑ ในบริการสาธารณะ ซึ่งรัฐบาลจะกำหนดให้เป็นนโยบายระดับต่อเนื่อง และดิฉันก็เตรียมชื่นชมยินดีวันนี้ว่า ทำงานมาหลายรัฐบาลในช่วงเวลา ๑๕ ปีของกระทรวงไอซีที (ICT) ทุกรัฐบาล ให้การสนับสนุนเรื่องนี้อย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นการแถลงนโยบาย จนมาถึงเรื่องสุดท้ายว่า วันที่ ครม. มีมติ ๑๓ มิถุนายน ได้เห็นชอบให้มีโครงการจัดตั้งบริษัทโครงข่ายบรอดแบนด์ (Broadband) จำกัด หรือเรียกว่า เอ็นบีเอ็น คอมพานี (NBN Company) เนชันนัล บรอดแบนด์ เน็ตเวิร์ก (National Broadband Network) ของบริษัท ทีโอที (TOT) และโครงการจัดตั้งบริษัทโครงข่ายระหว่างประเทศและศูนย์ข้อมูลอินเทอร์เน็ต จำกัด หรือนิวทรัลเกตเวย์ (Neutral Gateway) แล้วก็ดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) หรือเอ็นจีดีซี คอมพานี (NGDC Company) ของบริษัท แคท เทเลคอม (CAT Telecom) ซึ่งสิ่งนี้ เป็นความภูมิใจที่รัฐบาลไทยนั้นได้ขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะนี้เข้าสู่การทำงานชิ้นนี้ แล้วก็รับกับรัฐธรรมนูญซึ่งดิฉันขออนุญาตอ่านนะคะ ในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันของเรานั้น ได้กำหนด ในมาตรา ๕๖ บอกไว้ว่ารัฐต้องจัดดำเนินการให้มีสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่จำเป็นต่อ การดำรงชีวิตของประชาชนอย่างทั่วถึงตามหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืน สิ่งนี้ดิฉันเชื่อว่าตอนนี้ เป็นที่ยอมรับแล้วว่าการเข้าถึงระบบอินเทอร์เน็ต (Internet) นั้นเป็นความจำเป็นพื้นฐาน ที่จะทำให้คนของเราอยู่ดีกินดี และนโยบายอินเทอร์เน็ต (Internet) สาธารณะนั้นกำลังเดินสู่ หมู่บ้านถึง ๗๐,๐๐๐ หมู่บ้านในเวลาไม่ช้าไม่นานด้วยการลงทุนต่อเนื่องกันมาหลายสิบปี โดยขับเคลื่อนมาไม่ว่าจะเป็นในอดีตนั้น แคท (CAT) และทีโอที (TOT) ก็สังกัดกระทรวงคมนาคม ซึ่งในวันนั้นเราก็ยอมรับนะคะว่าเป็นเรื่องการเดินทางพื้นฐาน แต่วันนี้เป็นอีกเรื่องหนึ่งไปแล้ว ในเวลาที่ผ่านมานั้นพัฒนาการของการทำงานเหล่านี้ทำให้ประเทศไทยเราเป็นที่ยอมรับ ในเวทีต่าง ๆ ในขณะนี้การลงทุนทางเรื่องโครงข่ายสาธารณะเหล่านี้ ดิฉันเชื่อว่าเป็นสิ่งหนึ่ง ที่ทางคณะกรรมาธิการอาจจะรับข้อมูลนี้ไปศึกษาเพิ่มเติมว่าในส่วนของการพัฒนาการหลาย สิบปีนั้นได้แยกความสำคัญในเรื่องการพัฒนาการทางด้านการสื่อสารออกมาอย่างชัดเจน และเป็นเรื่องของการผนวกเข้ากับสิ่งที่เราเรียกว่าเป็นการอิมพลีเมนต์ (Implement) หรือปฏิบัติจริงและนำไปสู่ความอยู่ดีมีสุขของประชาชนอย่างยั่งยืน ดังนั้นในส่วนที่ไม่ว่าจะเป็น พ.ร.บ. กสทช. ใหม่ก็ได้พูดสิ่งนี้เช่นเดียวกัน และวันนี้ทาง กสทช. ซึ่งก็เป็นส่วนร่วมหนึ่ง ที่จะขับเคลื่อนเรื่องนี้ให้เป็นจริงนั้นก็ได้มีการทำงานร่วมกับคณะกรรมการดีอี (DE) แห่งชาติ ซึ่งได้ตั้งขึ้นตามกฎหมายของ พ.ร.บ. ดีอี (DE) ที่จะมีการเอาเงินก้อนหนึ่งจากการทำงานด้านนี้ จากเอกชนในการประมูลต่าง ๆ เข้ามาลงทุนโครงสร้างพื้นฐานแห่งรัฐอันนี้ นอกเหนือจาก จะลงทุนโครงข่ายแล้วยังมีอีก ๓ สิ่งที่หลอมรวมก็คือมีเรื่องของดาต้า (Data) มีเรื่องของ ภาพและเสียง มีเรื่องของวอยซ์ (Voice) รวมกัน ก็คือเทคโนโลยีเหล่านี้จะกลายเป็น เทคโนโลยีเดียวกันในบางมิติ ในบางรูปแบบ หลาย ๆ ประเทศในอดีตที่ผ่านมาตามการศึกษา ของคณะกรรมาธิการ กระทรวงไอซีที (ICT) ในอดีตของประเทศมาเลเซียได้ควบรวม กระทรวงวัฒนธรรม ดิฉันยอมรับว่าในช่วงที่ดิฉันอยู่ที่กระทรวงไอซีที (ICT) เราได้มี การศึกษาว่าเราจะมีโอกาสเสนอรวมไปกับกระทรวงวัฒนธรรมไหม เนื่องจากเรามองว่า คอนเทนต์ (Content) เป็นหัวใจสำคัญที่จะวิ่งบนโครงข่าย ทำให้เราสามารถนำคอนเทนต์ (Content) นั้นไปสู่ประชาชนให้มีลิเทอเรซี (Literacy) ตามเป้าหมายแห่งชาติว่าอย่างน้อย ๆ คนไทยครึ่งหนึ่งของประเทศมีดิจิทัลลิเทอเรซี (Digital Literacy) หรือเรียนรู้ตามศัพท์ ของยูเนสโก (UNESCO) เรียนรู้การใช้ชีวิตอยู่อย่างมีประสิทธิภาพ มีคุณธรรมจริยธรรม รวมทั้งสามารถดำรงชีวิตอย่างมีความเหมาะสมในโลกอินเทอร์เน็ต (Internet) ซึ่งพวกเรา ก็ต้องยอมรับว่าวันนี้ประชาชนทุกช่วงวัยไม่ว่าจะเด็ก เริ่มจากเราอาจจะบอกว่าอายุ ๓ ขวบ จนถึงผู้ใหญ่ซึ่งเกษียณไปแล้ว ทุกคนขณะนี้ก้าวเข้าสู่การผลักดันให้ไปอยู่ในโลกของ การหลอมรวมเหล่านี้ร่วมกัน ดังนั้นสิ่งนี้ก็จะกลายเป็นเรื่องมิสชัน (Mission) สำคัญที่ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม คำนี้คือเศรษฐกิจและสังคมเห็นได้ชัด เพราะว่า การลงทุนหลายแสนล้านนี้ไม่ได้เพื่อเศรษฐกิจอย่างเดียว เพื่อสังคมที่เราอยู่ในโลกของคน พัน ๆ ล้านในโลกมนุษย์แห่งนี้ด้วย ดังนั้นสิ่งนี้ดิฉันก็เชื่อว่าในหลายปีที่ผ่านมาไม่ว่าเราจะรวม หรือไม่รวมกับกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนั้น โดยพฤตินัยเราได้ทำงานร่วมกันมา โดยตลอด เนื่องจากในชุดก่อตั้งของกระทรวงไอซีที (ICT) นั้น ในงานช่วงแรกก็คือถ่ายโอน มาจากกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนั่นเอง คือเนคเทค (NECTEC) ของเราซึ่งตั้งมา ในประเทศนี้เกิน ๒๐ ปีแล้ว แล้วได้มีพัฒนาการมาจากการทำงานวิจัยเทคโนโลยีวิทยาศาสตร์ และนวัตกรรมเหล่านี้ ผ่องถ่ายแล้วก็หมุนมาสู่การปฏิบัติจริงที่กระทรวงไอซีที (ICT) ในขณะนั้น ดิฉันเชื่อว่าไม่ว่าในอนาคตกระทรวงไอซีที (ICT) จะเปลี่ยนชื่อเป็นกระทรวงดิจิทัล เพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือจะเปลี่ยนเป็นชื่ออื่นอีกอย่างไรก็แล้วแต่ หรือจะสนับสนุน สิ่งอื่นใดก็แล้วแต่ ก็เพื่อความอยู่ดีมีสุขของประชาชนอย่างแน่นอน ในส่วนสำคัญอีกส่วนหนึ่ง ที่อยากจะขออนุญาตเอ่ยถึงก็คือในรัฐธรรมนูญเช่นเดียวกัน นอกเหนือจากเรื่องนี้แล้วจะมี สิ่งหนึ่งซึ่งเป็นตัวกลางเชื่อมระหว่างทุกกระทรวง ทบวง กรม ซึ่งเมื่อสักครู่มีบทวิจัยของ ทางคณะกรรมาธิการว่ากระทรวงนี้ไม่ใช่เป็นเรกูเลเตอร์ (Regulator) ที่จะกำกับดูแล หรือสั่งการให้คนใดทำงานชิ้นนี้ ฉะนั้นอยากจะนำเรียนว่าเป็นเรื่องจริง เราไม่ได้ทำงาน ในลักษณะเรกูเลเตอร์ (Regulator) เราเชื่อว่าทางกระทรวงนี้เขาทำงานในลักษณะของ การทำอินทีเกรชัน (Integration) ก็คือบูรณาการ ซึ่งดิฉันเองในฐานะสำนักงาน ก.พ. ในวันนี้ ได้มีการขับเคลื่อนการพัฒนาข้าราชการดิจิทัล เพื่อรองรับการทำงานไทยแลนด์ ๔.๐ (Thailand 4.0) ร่วมกันกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และได้มีการเซ็น เอ็มโอยู (MOU) ในการขับเคลื่อนเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง ภายในสิ้นปีนี้เราก็จะมีการประเมินผลข้าราชการที่อยู่ในระบบของเรา ๔๐๐,๐๐๐ คน ในรูปแบบต่าง ๆ รวมทั้งขยายกิจการ ได้มีการนำไปสู่การหารือร่วมกันกับ ก. ต่าง ๆ เช่น ทางฝ่ายกระบวนการยุติธรรม ศาล อัยการ ทางด้านของตำรวจ ทางด้านการศึกษาอย่างนี้ เป็นต้น ดิฉันขออนุญาตอ่านอีกมาตราหนึ่งที่สำคัญมากก็คือเรื่องกระบวนการทำงานของ รัฐบาลในรัฐธรรมนูญซึ่งกำหนดไว้ในหมวด ๑๖ ซึ่งเขียนว่าด้านการบริหารราชการแผ่นดิน ใน (๑) ให้มีการนำเทคโนโลยีที่เหมาะสมมาประยุกต์ใช้ในการบริหารราชการแผ่นดิน และการจัดทำบริการสาธารณะ เพื่อประโยชน์ในการบริหารราชการแผ่นดิน และเพื่ออำนวย ความสะดวกแก่ประชาชน เราพบว่ากระบวนการที่จะทำการเชื่อมโยงบูรณาการเหล่านี้ รวมทั้งบูรณาการฐานข้อมูลใน (๒) ของหน่วยงานภาครัฐทุกหน่วยงานเข้าด้วยกันนั้น เป็นกลไกที่เป็นเหมือนกับกาวเชื่อมโยงใจ ซึ่งดิฉันเชื่อว่าข้าราชการทุกคนที่อยู่ในแต่ละกระทรวง ทบวง กรม ซึ่งวันนี้สำนักงาน ก.พ. จะดูแลในเรื่องความสามารถในการทรานส์ฟอร์ม (Transform) หรือโอนถ่ายเข้าสู่การทำงานในยุคหลอมรวม ทำงานในระบบดิจิทัล อย่างมีประสิทธิภาพร่วมกันกับกระทรวงดิจิทัลและการขับเคลื่อนกับหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ดิฉันเชื่อว่าจะทำให้มิสชัน (Mission) ของรัฐธรรมนูญในด้านการบริหารราชการ แผ่นดินนั้นมีโอกาสที่จะมีความสำเร็จสูง รวมทั้งในที่สุดก็อาจจะเข้าไปสู่ (๓) คือปรับปรุง พัฒนาโครงสร้างอย่างที่ท่านกรรมาธิการอยากได้ หรือข้อเสนอแนะในเรื่องนี้ก็มีความเชื่อ เช่นเดียวกันว่าอาจจะมีการปรับเปลี่ยนกระทรวง ทบวง กรม ในระดับกรมหรือในระดับ ยูนิต (Unit) ต่าง ๆ ที่อาจจะต้องมีการหลอมรวมจริง ๆ มีการปรับลดงานบางอย่าง ปรับลดองค์กรบางอย่างที่มีการทำงานทดแทนโดยระบบเทคโนโลยีแล้วอย่างแน่นอน เพราะงานบางอย่างนั้นอาจไม่จำเป็นจะต้องทำงานตามสเตป (Step) ๑ ๒ ๓ ๔ ข้ามขั้นตอน ลดโครงสร้างองค์กร ลดขนาดองค์กรอย่างที่กรรมาธิการท่านมีเป้าหมายในการควบรวม กระทรวงนั้นอาจจะเพื่อการลดโครงสร้างองค์กร ลดขนาดกำลังคน ประหยัดงบประมาณ ซึ่งดิฉันเชื่อว่าในการทำงานมีบางส่วนไปถึงตรงจุดนั้นจริง ๆ แต่อาจจะเป็นในบางระดับของ ยูนิต (Unit) ซึ่งส่วนนี้สำนักงาน ก.พ. ได้ร่วมกับสำนักงาน ก.พ.ร. ก็อยู่ระหว่างการดำเนินการ ในเรื่องนี้ในช่วงของการอิมพลีเมนต์ (Implement) หรือเรียกว่าปฏิรูประบบราชการ โดยใช้ดิจิทัลแล้วเราก็จะพบอนาคตอันไม่น่าจะนานนักว่าจะต้องมีหลายส่วนราชการ ได้ปรับเปลี่ยนแน่ ๆ ลดวิธีการทำงานโดยใช้กำลังคนไปเปลี่ยนเป็นใช้วิธีการ ทางด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม แล้วก็ใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ ในรูปแบบของการไปถึงตัว อย่างเช่น สิ่งที่เราได้เห็นในวันนี้ก็คือกรณีอีเพย์เมนต์ (e-Payment) ลักษณะที่เราคุ้นเคย คำว่าซิงเกิลวินโดว์ (Single Window) คือเข้าไปในจุดเดียวแล้วก็วิ่งไปสู่บริการของรัฐ หลายรูปแบบ ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าเรื่องนี้ใช้เวลามาหลายสิบปีแล้ว และจะต้องขับเคลื่อน อย่างรวดเร็วเพื่อให้ขับเคลื่อนได้อย่างจริงจังในช่วงของการปฏิรูป ต้องขอให้ทุกภาคส่วน ในส่วนราชการต่าง ๆ ได้มีกลไกที่จะทำเรื่องนี้อย่างต่อเนื่องจริง ๆ ดิฉันเชื่อว่าไม่ว่าจะเป็น กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งเป็นผู้ทำงานเรื่องนี้มาตั้งแต่แรกในประเทศเรา กระทรวงไอซีที (ICT) ซึ่งวันนี้เป็นกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และทุกกระทรวง ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งสำนักงาน ก.พ. ขณะนี้อยู่ในช่วงของการขับเคลื่อนอย่างรวดเร็ว และอยากจะให้ข้อมูลสำคัญนี้เป็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์กับคณะกรรมาธิการ แล้วก็ ในการขับเคลื่อนในโอกาสถัด ๆ ไปด้วย ขอขอบคุณค่ะ
ขอบพระคุณค่ะ มีสมาชิกประสงค์จะอภิปรายอีกไหมคะ
(ไม่มีสมาชิกขออภิปราย)
ถ้าไม่มี ดิฉันขอเชิญท่านประธานกรรมาธิการและกรรมาธิการตอบข้อซักถาม ของสมาชิกค่ะ
ขอบพระคุณครับ ท่านประธาน ขอบพระคุณท่านสมาชิกที่กรุณาให้ข้อคิดเห็น จริง ๆ แล้วผมว่าทุกท่าน ให้ความสำคัญต่อวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม เพียงแต่ว่าเราอยากจะเห็น ในลักษณะใด อยากจะเห็นในลักษณะที่ว่าไปผนวกหรือคอลลาบอเรทิฟ (Collaborative) ไม่ใช่บูรณาการ มากกว่าบูรณาการ หลายท่านให้ข้อคิดที่เป็นประโยชน์มาก ท่านแรกที่พูดว่ารายงานนี้เป็นเพียงเอาต์พุต (Output) ไม่ใช่เอาต์คัม (Outcome) ถูกต้องครับ อันนี้เป็นรายงานนำไปสู่เอาต์คัม (Outcome) แล้วการที่คณะกรรมาธิการพิจารณา ที่จะผนวกหรือรวม หรือคอลลาบอเรทิฟ (Collaborative) ร่วมแรงร่วมใจระหว่างองค์กร ไม่ว่า ๒ องค์กร หรือ ๓ องค์กรในระดับกระทรวง ทุกอย่างก็เพื่อเป็นพื้นฐานเพื่อเพิ่มศักยภาพ ในการพัฒนาประเทศ โดยความเห็นส่วนตัวผมมองว่าไทยแลนด์ ๔.๐ (Thailand 4.0) เป็นเป้าหมายที่สำคัญ แต่ ๔.๐ จะสมบูรณ์ยิ่งขึ้นถ้าเป็น ๔.๐ พลัส (Plus) พลัส (Plus) ตรงนี้ คืออะไร ผมอยากเห็นเหมือนกับท่านทั้งหลายเห็นก็คือว่าไม่ใช่เจริญในด้านวัตถุเท่านั้น แต่ด้านจิตใจ ด้านวัฒนธรรม ซึ่งตรงนี้สถาบันอุดมศึกษาหรือใน สกอ. มหาวิทยาลัยต่าง ๆ ที่มีทุกศาสตร์อยู่ในสถาบันเหล่านั้น ไม่เพียงวิทยาศาสตร์ ถ้าสามารถรวมทุกศาสตร์เข้าด้วยกัน ผมว่าเราจะถึง ๔.๐ พลัส (Plus) ได้เร็วยิ่งขึ้นต้องขอบพระคุณอีกครั้งในความคิดเห็น ที่เป็นประโยชน์ เอกสารที่ท่านทวีศักดิ์ขออนุญาตเอ่ยนาม กรุณานำมาเสนอที่ประชุม จะอยู่ในภาคผนวกด้วยในรายงานของคณะกรรมาธิการ ขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณค่ะ ดิฉันได้ส่งสัญญาณลงมติไปแล้วนะคะ คงจะต้องรอสักครู่ เพื่อให้สมาชิกเข้ามาในห้อง สมาชิกที่ยังประชุมอยู่ตามห้องต่าง ๆ เจ้าหน้าที่ช่วยติดต่อ ด้วยว่าขณะนี้เราจะลงมติกันแล้ว สำหรับวันจันทร์ วันอังคารหน้าคิดว่าเราจะมีประชุม ทั้ง ๒ วันนะคะ แล้วก็อาจจะเป็นวันละ ๓ เรื่อง ๓ รายงาน เพราะช่วงหลัง ๆ เรามีรายงาน เข้ามามาก เราก็จะต้องสปีด (Speed) การประชุม การอภิปรายกันหน่อยในวันจันทร์ วันอังคารหน้า เจ้าหน้าที่ช่วยประสานงานเชิญสมาชิกด้วย เดี๋ยวให้เวลาสมาชิกอีกสัก ๕ นาที ท่านสมาชิกยังทยอยกันเข้ามาตลอด รอสักครู่นะคะ ยังมีสมาชิกทยอยเข้ามากันอยู่ค่ะ เป็นอันว่าที่ประชุมได้พิจารณารายงาน เรื่อง “การปฏิรูปโครงสร้างองค์กรภาครัฐ : ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี” แล้วนะคะ ก่อนที่จะขอมติจากที่ประชุม ดิฉันขอตรวจสอบ องค์ประชุมก่อนค่ะ
(นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุม)
ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิแสดงตน โปรดเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตนค่ะ
(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
มีสมาชิกท่านใดยังไม่ได้แสดงตนไหมคะ ปิดการลงคะแนนค่ะ เจ้าหน้าที่ แสดงผลค่ะ มีผู้เข้าร่วมประชุม ๑๔๖ ท่าน ครบองค์ประชุมค่ะ
ต่อไปดิฉันจะขอมติจากที่ประชุมว่าจะเห็นชอบกับรายงาน เรื่อง “การปฏิรูป โครงสร้างองค์กรภาครัฐ : ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี” หรือไม่
(นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนลงมติ)
ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนตามข้อบังคับ ข้อ ๖๐ ผู้ใดเห็นชอบ โปรดกดปุ่มเห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นชอบ โปรดกดปุ่มไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่า ควรงดออกเสียง โปรดกดปุ่มงดออกเสียง
(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
มีสมาชิกท่านใดยังไม่ได้ใช้สิทธิไหมคะ เรียบร้อยทั้งหมดนะคะ ขอปิด การลงคะแนนค่ะ เจ้าหน้าที่ขอผลคะแนนค่ะ จำนวนผู้เข้าร่วมประชุม ๑๔๖ ท่าน เห็นด้วย ๑๒๖ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๓ ท่าน งดออกเสียง ๑๗ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ไม่มี
เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบกับรายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดิน เรื่อง “การปฏิรูปโครงสร้างองค์กรภาครัฐ : ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี” ซึ่งคณะกรรมาธิการจะได้นำความคิดเห็นและข้อเสนอแนะ ของสมาชิกไปปรับปรุง ก่อนที่จะส่งรายงานไปยังคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาดำเนินการต่อไป จบการพิจารณารายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหาร ราชการแผ่นดินทั้ง ๒ เรื่องแล้วนะคะ ขอบพระคุณท่านประธานกรรมาธิการและกรรมาธิการ ทุกท่าน และผู้มาชี้แจงด้วยค่ะ ขอบพระคุณค่ะ
ระเบียบวาระที่ ๔ เรื่องที่ค้างพิจารณา ไม่มี
ระเบียบวาระที่ ๕ เรื่องที่เสนอใหม่ ไม่มี
ระเบียบวาระที่ ๖ เรื่องอื่น ๆ การหารือของสมาชิกสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ มีสมาชิกท่านใดจะหารือไหมคะ ถ้าไม่มี วันนี้หมดระเบียบวาระ การประชุมแล้ว ขอขอบพระคุณสมาชิกทุกท่านที่มาร่วมประชุม และปิดประชุมค่ะ