ถวิลวดี บุรีกุล หารือถึงความสำคัญของการพัฒนาระบบอาสาสมัครเพื่อเสริมสร้างประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมและทุนทางสังคม โดยเสนอให้จัดตั้งองค์กรกลางที่เป็นอิสระเพื่อประสานงาน กำหนดมาตรฐาน และส่งเสริมธรรมาภิบาล พร้อมเน้นการส่งเสริมบทบาทของผู้ประสานงาน การทำงานที่เป็นอิสระจากรัฐ และการเชื่อมโยงกับหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งในรูปแบบพื้นที่และดิจิทัล เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริการสาธารณะและรองรับวิกฤตได้อย่างทันท่วงที
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน ถวิลวดี บุรีกุล สมาชิกหมายเลข ๖๑ ดิฉันมีประเด็นเล็กน้อยที่จะเสริม แล้วก็คิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญ อยู่แล้ว และบังเอิญดิฉันทำงานที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของอาสาสมัคร แล้วก็รู้จักผู้ที่เป็นอาสาสมัคร มากมาย ก็เลยอยากจะสนับสนุนเรื่องของการพัฒนารูปแบบการดำเนินกิจการภาครัฐ เพราะว่าทางรัฐธรรมนูญก็เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วน โดยเฉพาะในเรื่องของการทำ กิจกรรมการบริการสาธารณะ แต่ว่ารูปแบบต่าง ๆ ที่เขาจะเข้ามาโดยรูปแบบที่ง่ายที่สุด ก็คือรูปแบบของการเป็นอาสาสมัคร ปัจจุบันนี้ทางท่านกรรมาธิการก็บอกว่ามีอาสาสมัคร เป็นล้านคน แต่ว่าจะทำอย่างไรให้มีกระบวนการบริหารจัดการที่เหมาะสม แล้วก็ทำให้ พวกเขาเหล่านั้นสามารถที่จะมาช่วยกันขับเคลื่อนกระบวนการปฏิรูปประเทศในครั้งนี้ได้ ประเด็นที่สำคัญก็คือทำไมอาสาสมัครถึงมีความจำเป็น ในหลายประเทศที่พัฒนาแล้วเรื่องของ อาสาสมัครไม่ต้องไปเชิญชวนอะไรเลย แต่ว่าจะมีคนเข้ามาช่วยกันเยอะแยะ ตั้งแต่เด็กเล็ก จนกระทั่งถึงผู้ใหญ่ เพราะว่ามีการเรียนการสอนกันในโรงเรียนในเรื่องของการเป็นคนที่มี จิตอาสา แล้วก็มีการให้โอกาสนักเรียน นักศึกษาไปทำงานกับภาคประชาสังคม หรือองค์กร พัฒนาเอกชน เพื่อที่จะได้ฝึกการมีจิตสาธารณะ แล้วก็ฝึกในเรื่องของการเข้าใจผู้อื่น เพราะฉะนั้น เรื่องของอาสาสมัครจึงเป็นเรื่องที่เสริมสร้างกระบวนการประชาธิปไตย และมีแนวคิดทฤษฎี มากมายที่ว่าด้วยอาสาสมัครและการขับเคลื่อนประชาธิปไตยด้วยกลไกอาสาสมัคร หรืออาสาสมัครนี้เขาก็บอกว่าเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างทุนทางสังคม ซึ่งโรเบิร์ต พัตนัม ก็พูดไว้หลายครั้งในเรื่องของการรวมตัวกันและทำงานเพื่อประโยชน์สังคม เพราะฉะนั้น ที่ใดที่มีอาสาสมัครเยอะ ที่นั่นดูเหมือนว่าจะมีทิศทางที่จะเคลื่อนไปสู่การเป็นประชาธิปไตย ได้อย่างดีในอนาคต เพราะว่าปลูกจิตสำนึกได้ง่าย ไม่ว่าเขาจะเข้ามาด้วยการเป็นอาสาสมัคร ในด้านใดก็ตาม แต่ในที่สุดกลไกของอาสาสมัครจะทำให้พวกเขามีจิตสาธารณะที่จะเข้าอกเข้าใจ คนอื่น แล้วก็คำนึงถึงเรื่องของสิทธิมนุษยชน ตรงนั้นถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของการเสริมสร้าง ประสิทธิภาพในทางการเมืองได้ เพราะฉะนั้นจะทำอย่างไรถึงจะให้ภาครัฐช่วยในเรื่องของ การจัดระบบตรงนี้ ซึ่งดิฉันจะพูดต่อไปนะคะ นอกจากนี้ในรูปแบบของการเป็นอาสาสมัคร ก็จะเป็นการเรียนรู้ประชาธิปไตย แต่ว่าในประเทศไทยของเรากระบวนการที่จะใช้ประโยชน์ จากการเป็นอาสาสมัครเข้าสู่กลไกการเรียนรู้ประชาธิปไตยจะทำอย่างไร นอกจากนี้ อาสาสมัครเองก็มีหลายบทบาท ไม่ว่าจะเป็นผู้ก่อกระแส หรือผู้ไกล่เกลี่ย หรือผู้เอื้อกระบวนการ หรือผู้สร้างพลัง หรือผู้ช่วยทำงานก็มีเยอะแยะ เพราะฉะนั้นเราก็คงต้องดูว่าอาสาสมัคร แต่ละกลุ่ม แต่ละท่านทำงานอย่างไร เรื่องของฐานข้อมูลนั้นเป็นเรื่องที่สำคัญซึ่งหลายท่านได้พูดแล้ว แต่ว่ามีหลายรูปแบบ ที่จะจัดระบบฐานข้อมูลของอาสาสมัคร นอกจากนี้สิ่งที่ดิฉันจะเสนอต่อก็คือการสร้างเครือข่าย เพราะว่าอาสาสมัครอาจจะมีอาสาสมัครแบบชั่วคราว อาสาสมัครแบบถาวร เพราะฉะนั้น ทำอย่างไรถึงจะสร้างเครือข่ายตรงนี้ได้ และจะมีโหนด (Node) อย่างไร เพราะว่าแต่ละกรม แต่ละกอง แต่ละหน่วยงาน ก็มีอาสาสมัครมากมายแล้วก็จดทะเบียนในรูปแบบที่แตกต่างกัน ทั้งอาสาสมัครที่เป็นตัวปัจเจก แล้วในที่สุดรวมตัวกันเป็นกลุ่มเพื่อที่จะขอการสนับสนุน จากรัฐตรงนี้จะให้มาร่วมกันเป็นเครือข่ายได้อย่างไร ตลอดจนการทำงานของอาสาสมัคร เหล่านี้จะมีธรรมาภิบาลอย่างไร ซึ่งดิฉันจะยกตัวอย่างของประเทศอังกฤษ องค์กรหนึ่งของ อังกฤษชื่อภาษาอังกฤษว่า เนชันนัล เคาน์ซิล ฟอร์ โวลันทารี ออร์แกไนเซชันส์ (National Council for Voluntary Organizations) หรือ เอ็นซีวีโอ (NCVO) เขาได้จัดทำมาตรฐาน ซึ่งเป็นแนวปฏิบัติที่ดีสำหรับอาสาสมัคร ซึ่งตรงนี้เป็นกิจกรรมเพื่อส่งเสริมอาสาสมัคร ก็มีรูปแบบของการจัดการอาสาสมัคร เขาเป็นศูนย์รวมของอาสาสมัครต่าง ๆ ที่เข้ามาทำงาน ร่วมกันแล้วก็สนับสนุนกิจกรรมของอาสาสมัคร มีการจัดฟอรัม (Forum) ทุกปีเพื่อที่จะให้ ความรู้แล้วก็สร้างเครือข่ายเพิ่มเติมขึ้น ตรงนี้ถือว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก และในประเทศไทย ก็คงจะมีองค์กรกลางในลักษณะนี้ ดิฉันอยากจะให้เขาทำกันเอง ไม่อยากจะให้ภาครัฐ เป็นผู้มาทำ แต่ว่าภาครัฐจะเป็นเพียงผู้สนับสนุนแล้วก็กำกับดูแล ตรงนั้นจะถือว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะว่าที่เอ็นซีวีโอ (NCVO) ทำก็คือมีการใช้ข้อมูลในเรื่องของการศึกษาวิจัยงานของ อาสาสมัครเอง มีกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์ สร้างการมีส่วนร่วม สร้างความเป็นหุ้นส่วน แล้วก็มีธรรมาภิบาลของอาสาสมัคร มีการกำหนดกติกา มีการเสริมสร้างความซื่อตรง หรือความตรงไปตรงมาที่เรียกว่า อินทีกริตี (Integrity) ตลอดจนเห็นเรื่องของประโยชน์ ร่วมกัน นี่คือสิ่งที่เขาพยายามจะสร้างอยู่ ก็เป็นตัวอย่างที่ดีมากสำหรับการเอามาปรับใช้ ในประเทศไทย
นอกจากนี้สิ่งที่เป็นเรื่องสำคัญสำหรับกิจกรรมอาสาสมัครอย่างหนึ่ง น่าจะมี อยู่แล้วในรายงานนี้ แล้วก็อาจจะเสริมเข้าไป ในเรื่องของผู้ประสานงานอาสาสมัคร ซึ่งตรงนี้จะทำให้กิจกรรมอาสาสมัครบรรลุเป้าหมายได้เป็นอย่างดี ซึ่งผู้ประสานงานอาสาสมัคร จะเป็นใคร ส่วนใหญ่ก็จะเป็นอาสาสมัครนั่นละค่ะ แต่ว่ามีหน้าที่ที่จะเป็นศูนย์กลางแล้วก็ ทำหน้าที่รับผิดชอบ ประสานงานต่าง ๆ ทั้งสนับสนุน แล้วก็มีความยืดหยุ่นในการทำงาน ซึ่งตรงนี้แต่ละกลุ่มของอาสาสมัครก็จะมีผู้ประสานงานกลาง นอกจากนี้เขาจะเป็นเซ็นเตอร์ (Center) ที่จะลิงก์ (Link) กับหน่วยงานภาครัฐด้วย แล้วก็ลิงก์ (Link) ในเรื่องของการอบรม ให้กับอาสาสมัครเอง ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มทักษะในการทำงานให้สังคม หรือว่ามีการวางแผน การทำงานของอาสาสมัครแต่ละกลุ่ม ตลอดจนเรื่องของการสร้างหุ้นส่วน เพราะฉะนั้น ผู้ประสานงานอาสาสมัครถึงมีความสำคัญไม่ว่าจะเป็นการทำงานในลักษณะใด แต่ว่าเขา ควรจะเป็นคนทำแทนที่รัฐจะเป็นคนทำ นอกจากนี้มีประเด็นสำคัญที่อยากจะยกตัวอย่าง ดิฉันเคยเจออาสาสมัครคนหนึ่งซึ่งเคยเป็นวิศวกรในบริษัทเกี่ยวกับการท่าอากาศยานของ ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้เกษียณอายุแล้วก็ไปเป็นอาสาสมัครนำชมที่พิพิธภัณฑ์ของ อากาศยานต่าง ๆ ที่รัฐโอไฮโอ เขามีความภาคภูมิใจมาก ดิฉันคิดว่าตรงนี้อาสาสมัคร ในประเทศไทยก็มีในลักษณะนี้ เช่นที่พิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็มีอาสาสมัคร เพราะฉะนั้นอาสาสมัครมีหลายรูปแบบ หลายกลุ่มอาสาสมัครก็ไม่ต้องการให้รัฐ มาครอบคลุมหรือมาเกี่ยวข้องกับเขา เพราะฉะนั้นตรงนี้คงจะต้องมีการจัดระบบรูปแบบของ อาสาสมัคร
ประเด็นที่สำคัญต่อไปก็คือทำอย่างไรที่จะให้กิจกรรมอาสาสมัครนี้นำมาสู่ การเสริมสร้างประชาธิปไตย เพราะว่าถ้าเป็นอาสาสมัครมาก มีอาสาสมัครเยอะก็ดูเหมือนว่า ประสิทธิภาพในทางการเมืองจะสูงขึ้น เพราะว่าจะทำให้ประชาธิปไตยเป็นประชาธิปไตย แบบมีส่วนร่วม ซึ่งขับเคลื่อนไปจากประชาธิปไตยแบบตัวแทนที่ประชาชนรอให้อนาคตนั้น ขึ้นอยู่กับผู้แทนของเขา ซึ่งถ้ามีอาสาสมัครมากเขาสามารถที่จะจัดการได้เอง และในยาม บ้านเมืองเกิดวิกฤต อาสาสมัครนั้นก็จะเข้ามาทำหน้าที่แทนรัฐได้ และในสถานที่ที่รัฐเข้าไป ไม่ถึง อาสาสมัครนั้นก็จะเข้ามาทำ เพราะฉะนั้นตรงนี้จะเป็นอย่างไร มีในหลายประเทศ ดิฉันยกตัวอย่างประเทศอังกฤษอีกครั้งหนึ่ง มีองค์กรที่สามารถรวบรวมข้อมูลของอาสาสมัคร แล้วพบว่ามีประชาชนจำนวนมากมายหลายสิบล้านคน เดือนหนึ่งอย่างน้อยเขามีกิจกรรม อาสาสมัคร ๑ ครั้ง ซึ่งตรงนี้จะทำอย่างไร คือเขาจะพากันไปช่วยกันสอดส่องดูแลผู้ไร้บ้าน หรือว่าผู้ป่วย อย่างนี้เป็นต้น แต่ประเทศไทยก็มีที่เทศบาลหลายแห่งหรือว่าองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นหลายแห่งที่ได้รางวัลพระปกเกล้าก็มีกิจกรรมในเรื่องของการส่งเสริมอาสาสมัคร เขาเพียงแต่มีทรัพยากรเล็กน้อยที่ช่วยสนับสนุน แต่ว่าอาสาสมัครเหล่านั้นก็ช่วยทำงาน ในเรื่องของการดูแล ในเรื่องของการบริการสาธารณะได้เป็นอย่างดี ดิฉันให้การสนับสนุนแล้วก็อยากจะส่งเสริม เพราะว่าเรื่องของอาสาสมัครไม่ใช่เป็นเรื่องของการอยู่ในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง แต่การเป็นอาสาสมัคร สามารถเป็นได้ในทางสเปรด (Spread) หรือในทางดิจิทัลก็ได้ เพราะตอนนี้มีอาสาสมัคร ในรูปแบบของดาต้า ฟอร์ เดมอเครซี (Data for Democracy) ขึ้นมาแล้ว เพราะฉะนั้นรูปแบบ อาสาสมัครก็อาจจะต้องส่งเสริมในหลาย ๆ พื้นที่ แล้วในหลาย ๆ ช่องทางด้วย ดิฉันคิดว่า อย่างไรก็ตามความคิดเห็นของท่านสมาชิกหลายคนก็น่าจะนำไปสู่การปรับปรุงรายงานฉบับนี้ ขอบพระคุณค่ะ