กษิดิ์เดชธนทัต เปิดแนวคิดบูรณาการบทบาทอาสา-ผู้นำชุมชนอย่างยั่งยืน

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๒๓ · ๒๐ มิถุนายน ๒๕๖๐

กษิดิ์เดชธนทัต เสกขุนทด แลกเปลี่ยนแนวคิดจากประสบการณ์การทำงานร่วมกับอาสาสมัครมากว่า 30 ปี โดยเน้นการเสริมบทบาทผู้นำชุมชนและองค์กรระดับรากหญ้าให้เป็นส่วนหนึ่งของระบบพัฒนาท้องถิ่นอย่างมีประสิทธิภาพ เสนอให้ส่งเสริมพื้นที่กลางระดับหมู่บ้านและตำบลเพื่อเชื่อมโยงการทำงานระหว่างภาครัฐกับชุมชนอย่างเป็นระบบ พร้อมผลักดันการบูรณาการนโยบายให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ และเสนอแนวทางสร้างระบบสวัสดิการร่วมเพื่อสนับสนุนอาสาสมัครอย่างยั่งยืนโดยไม่กระทบจิตอาสา

นายกษิดิ์เดชธนทัต เสกขุนทด

เรียนท่านประธานที่เคารพ ท่านกรรมาธิการครับ ผม กษิดิ์เดชธนทัต เสกขุนทด สปท. หมายเลข ๐๐๕ ผมขออนุญาต นำเสนอต่อเรื่องนี้โดยใช้บทเรียนประสบการณ์ที่ได้ทำงานกับอาสาสมัครทุก ๆ ด้าน เกือบประมาณ ๓๐ ปี แล้วก็มีการสัมพันธ์กับกระบวนการประชาชนเกี่ยวกับเรื่องนี้มา โดยเฉพาะ ก็เลยอยากขออนุญาตนำเสนอผ่านบทเรียนประสบการณ์เพื่อที่จะเป็นข้อมูล ในการเพิ่มเติมกับรายงานฉบับนี้

ประการที่ ๑ ผมอยากจะนำเสนอในมิติที่เป็นบทเรียนประสบการณ์ นิยามความหมายของอาสาสมัครอยากแยกเฉพาะสั้น ๆ ว่าอาสาสมัครที่ไปช่วยเหลือผู้อื่น ไปช่วยเหลือสังคม แล้วก็มีจิตสาธารณะ ก็คือพร้อมที่จะไปช่วยเหลือคนอื่น กับอีกมิติหนึ่ง ที่ผมมองก็คือเป็นอาสาสมัครที่เขาเองก็มีปัญหา เขาอยากพัฒนาเรื่องนี้ แล้วเขาอยากช่วยเหลือกลุ่มปัญหากลุ่มนี้ อันนี้ส่วนใหญ่ก็จะเป็นเรื่อง ของการยกระดับการพึ่งตนเองของกลุ่มที่ต้องการพัฒนาเรื่องนี้ แล้วก็ต้องการแก้ไขปัญหา เรื่องนี้ โดยบทเรียนประสบการณ์ของผมนี้จะสัมพันธ์กับคนกลุ่มข้างหลัง ก็คือยกระดับตัวเอง ขึ้นมาเป็นผู้นำ แล้วหน่วยงานกระทรวง ทบวง กรม ก็ยกระดับเป็นอาสาสมัคร ที่ผมหยิบยก ประเด็นตรงนี้ก็เพื่อให้เห็นว่าบทเรียนประสบการณ์ที่ผ่านมาการที่มีเจ้าหน้าที่รัฐจำนวนน้อย แล้วก็มีงานจำนวนมากไม่สามารถบริการประชาชนในจำนวนขนาดใหญ่ได้ ก็จำเป็นต้องเพิ่ม อาสาสมัครซึ่งอยู่กับพื้นที่เพื่อให้อาสาสมัครขยายในการทำงานต่อ แน่นอนคือว่าโดยข้อเท็จจริง ไม่สามารถเพิ่มปริมาณเจ้าหน้าที่ได้ คือการเพิ่มเท่าไรประชาชนก็ยิ่งอ่อนแอเช่นกัน เป็นคนละมุมเหมือนกัน เพิ่มอาสาสมัครจำนวนมากก็ไม่ได้เพราะมีจำนวนจำกัด แต่วิธีคิดของผม ในบทเรียนประสบการณ์ที่ผ่านมาก็คือแนวแบบนี้เป็นแนวที่ดี แต่พัฒนาการไประดับหนึ่ง กระบวนการประชาชนที่ผมเรียกว่าเป็นกลุ่มปัญหา กลุ่มที่ต้องการพัฒนาด้านต่าง ๆ ก็จะมี กระบวนการและมีความเป็นกลุ่ม มีความเป็นองค์กร คนที่เด่นก็มักจะได้เป็นอาสาสมัคร ด้านนั้น ยกตัวอย่างเช่น กลุ่มนี้ทำเรื่องเกษตรผสมผสาน ๒๐ คน ๓๐ คนในหมู่บ้าน แล้วคนนี้ ค่อนข้างเด่นเกษตรก็ไปหาคนนี้แล้วก็เอาคนนี้ไปเป็นอาสาสมัคร ผมอยากให้เห็นรากของ ความเป็นกลุ่มองค์กร ไม่อยากให้เป็นมิติของการเป็นปัจเจกของกลุ่มบุคคลที่เขียนเรื่องนี้ ทำอย่างไรถึงจะให้มีความเป็นกลุ่มแล้วก็มีผู้นำมาทำงานร่วมกับรัฐที่เป็นตัวแทน เขากลับไปเขาก็ไปอยู่กับกลุ่มแล้วก็ไปอยู่กับชุมชน ไม่ใช่เป็นเรื่องลักษณะของผู้นำ ที่เป็นปัจเจกและมีความเป็นตัวแทนของรัฐอย่างเดียว ทำอย่างไรให้มีความสัมพันธ์กันตรงนี้ เพราะฉะนั้นถ้ามองในมิติที่ผ่านมาก็คือว่าทุกกระทรวงก็จะมีอาสาสมัคร ซึ่งบางพื้นที่ก็อาจจะมี กระจัดกระจายแยกหลายกลุ่มคน คนที่ชอบแตกต่างกัน คนที่มีปัญหาแตกต่างกัน บางพื้นที่ ก็จะเป็นอาสาสมัคร อย่างที่ท่านเบญจวรรณได้พูดเมื่อสักครู่ ซึ่งก็มีข้อแข็งทั้ง ๒ แบบ เหตุที่เป็นแบบนี้เพราะว่าโดยข้อเท็จจริงอาสาสมัครบางคนสวมเสื้อหลายตัวก็เพราะว่า วิถีชีวิตเขาครบ เขาสัมพันธ์กับทุกเรื่อง เขาไม่ได้แปลว่าเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เขาต้องเจอทุกเรื่อง แต่ประเด็นที่ผมอยากจะเพิ่มเติมตรงนี้คือ

ประการที่ ๑ ทำอย่างไรจึงจะมองมิติของอาสาสมัครเป็นมิติตัวแทนของกลุ่ม องค์กรด้านนั้น ๆ ไม่ใช่ปัจเจก ให้มีความสัมพันธ์กัน ถ้าไม่อย่างนั้นจะเกิดกรณีที่บอกว่า เราแยกผู้นำออกจากประชาชนด้านนั้น ๆ กลายมาเป็นตัวแทนของรัฐ ทำให้เป็นมิติของ มูฟเมนต์ (Movement)

ประการที่ ๒ ก็คือว่าในระดับหมู่บ้านจะมีตัวแทนที่เด่นแต่ละด้านก็จะเป็น อาสาสมัคร ภาพที่ผ่านมากำนัน ผู้ใหญ่บ้านมีกรรมการหมู่บ้าน อบต. มี ศอ.บต. ผู้นำที่มี ความถนัดด้านต่าง ๆ ก็จะเป็นตัวแทนของหน่วยงานกระทรวง ทบวง กรม ภาพในอนาคตนี้ อยากจะเห็นมิติของความบูรณาการที่อยู่ข้างล่าง เป็นภาพพื้นที่กลางของคนกลุ่มนี้เขาจะต้อง เจอกันได้อย่างไร เพราะว่าชีวิตของภาคประชาชนต้องสัมพันธ์ทุกเรื่อง ไม่ได้แปลว่ามาทีละ เรื่อง ๆ ทำอย่างไรให้เกิดกระบวนการการไปเสริมความองค์กรของแต่ละด้านแล้วมีพื้นที่ กลางในระดับหมู่บ้าน อันนี้คือพื้นที่หมู่บ้าน ไม่ว่าคุณจะเป็นอาสาสมัครอะไรก็แล้วแต่ ถ้าขีดแนวตัดขวางแนวราบแล้วเขาจะเจอกันแล้วก็เป็นทุกมิติที่มากกว่าความเป็นปัจเจกคือ ตัวแทนของรัฐ อันนี้คือผมมองในแนวของวิธีคิด ถ้าในระดับหมู่บ้านก็คือมีกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน มีกรรมการหมู่บ้าน มี ศอ.บต. แล้วก็มีผู้นำด้านต่าง ๆ ภายใต้นั้นก็จะมีชาวบ้านที่สัมพันธ์กับ เรื่องต่าง ๆ อันนี้คือมองเรื่องของระดับหมู่บ้าน

ประการที่ ๓ ที่ผมอยากจะหยิบยกตรงนี้ก็คือว่าถ้าเราสร้างพื้นที่ตรงนี้มีผู้นำ ด้านต่าง ๆ ในระดับตำบล โดยข้อเท็จจริงปัจจุบันก็มีท้องถิ่น มีกำนัน ผู้ใหญ่บ้านที่มอง ในแนวมิติของการบริหารจัดการท้องถิ่นกับการปกครองท้องถิ่น แล้วก็มีผู้นำที่ทำเรื่อง เชิงฟังก์ชัน (Function) ภายใต้กระทรวง ทบวง กรม เครือข่ายอาสาสมัครเขาก็มีตัวแทน ระดับตำบล เครือข่ายเกษตรก็มีตัวแทนระดับตำบล เครือข่ายด้านต่าง ๆ ในมิติตรงนี้ เป็นไปได้หรือเปล่าที่จะมีภาพของความเป็นอาสาสมัครที่รัฐร่วมราษฎร์ นั่นแปลว่าชุมชนที่เป็นตัวแทนด้านต่าง ๆ เป็นตัวแทนกลุ่มต่าง ๆ ท้องถิ่นที่เป็นบริหาร ราชการท้องถิ่น แล้วก็ท้องที่คือกำนัน ผู้ใหญ่บ้านมีพื้นที่กลางที่เขาจะยกระดับการทำงาน ร่วมกัน ผมขออนุญาตเติมในเรื่องที่ว่าถ้ามีพื้นที่ตรงนี้จะเป็นการบูรณาการข้างล่าง หน่วยงาน ที่ลงไปเป็นบทบาทในการเสริมท้องถิ่นที่เกิดขึ้นตรงนั้น มีองค์กรของภาคพื้นที่ตรงนั้นก็จะ เห็นภาพ ในขณะเดียวกันแผนยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี แผนยุทธศาสตร์ตำบลของเขาก็ควรจะมี พื้นที่ตรงนี้จะเป็นพื้นที่หลักในการที่เขาจะคิดค้นที่บอกว่าอาสาสมัครต่าง ๆ สามารถรวบรวม ข้อมูลและเสนอขึ้นข้างบน ข้อมูลมี ๒ ลักษณะ ข้อมูลเชิงฟังก์ชัน (Function) ที่ว่าด้วย เรื่องต่าง ๆ กับข้อมูลเชิงพื้นที่ที่มองทุกเรื่องที่เป็นยุทธศาสตร์การพัฒนาตำบลนั้น ๆ ที่ไม่ได้ แยกส่วนท้องที่ ท้องถิ่น แล้วก็ชุมชน เพราะฉะนั้นถ้ามองมิติแบบนี้จะเห็นภาพทั้ง ๒ ด้าน ที่ประคองกันไปไม่ใช่ปัจเจกของผู้นำอาสาสมัคร มีความเป็นมูฟเมนต์ (Movement) ตามไปด้วย ไม่ได้แยกผู้นำที่เด่น ๆ ออกจากประชาชน มันจะควบคู่กัน ในขณะเดียวกัน ล่าสุดที่ผมได้รับทราบข้อมูลก็คือจังหวัดชัยนาทเป็นจังหวัดที่มีความก้าวหน้า ยกระดับ ภาคอาสาสมัคร ประชาสังคมต่าง ๆ มามีพื้นที่กลางร่วมกันระดับจังหวัดที่ได้รับคะแนน ๑๐๐ เต็ม ของระบบการบริหารราชการจังหวัด แล้วก็มีหลาย ๆ จังหวัดเรียงลำดับคะแนนลงมา แต่ภาพ ที่เด่นชัดของจังหวัดชัยนาทก็คือว่าภาพที่รวบรวมแกนนำต่าง ๆ อาสาสมัครต่าง ๆ มามีพื้นที่ ร่วมกับหน่วยงานราชการแล้วก็ท้องถิ่นระดับจังหวัด แล้วก็มีวงในการพูดคุยกันในการพัฒนา จังหวัดด้วยกัน เพราะฉะนั้นถ้ามีภาพลักษณะนี้ผมเองคิดว่ากระบวนการเหล่านี้จะทำให้ผู้นำ ไม่ได้หลุดออกจากชาวบ้าน หน่วยงานต่าง ๆ ก็ต้องคำนึงถึงว่าฐานคิดของพื้นที่แต่ละพื้นที่ กำลังคิดอะไร เขาจะต้องไปหนุนอะไร จงเปลี่ยนวิธีคิดที่บอกว่าข้างบนคิด ออกแบบ แล้วลงไปพัฒนา ข้างล่างรอรับการพัฒนา ถ้าพัฒนาไม่ไหวก็ต้องหาอาสาสมัครมาช่วยพัฒนา แต่ถ้าวิธีคิดกลับด้านอีกด้านหนึ่งก็คือว่าถ้าเอา ๒ อย่างผสมผสานข้างบนเจอข้างล่าง แล้วก็ไปพร้อม ๆ กันภาพมิติตรงนี้ก็จะเห็นภาพดี

ประการที่ ๔ ที่ผมอยากจะเพิ่มเติมก็คือว่าจะมีความอันตรายในเรื่องของ การมีค่าตอบแทนในระยะยาว ซึ่งจะผูกไปเรื่อย ๆ แต่ว่าการที่ผมพูดแบบนี้ก็จะไม่ได้ใจ กับพี่น้องที่เป็นอาสาสมัคร ผมก็ทำงานเสียสละเยอะแยะมากมายแต่ว่าผมไม่ได้อะไร คือเป็นเส้นแบ่งที่อันตรายในเรื่องของการที่จะบอกว่าถ้าได้ค่าตอบแทน ความเป็นอาสาสมัคร จะค่อย ๆ หายไป การเมืองก็จะเข้ามาเยอะ ๆ แต่การไม่ได้รับอะไรเลย คนที่เป็นภรรยามา บ่อย ๆ สามีก็บอกว่าให้ไปกินแกงประชุม คนที่เป็นสามีก็บอกภรรยาว่าไปกินแกงสัมมนาก็แล้วกัน คือไม่ได้ทำงานอาชีพของตัวเอง มีเสื้อหลายตัวไม่ได้แปลว่าอาชีพตัวเองดีขึ้น ไปประชุมวันนี้ที่นี่ ไปประชุมวันนี้ที่นี่ แปลว่าวิถีชีวิตเขาถูกเปลี่ยนเพราะเขาไปเป็นตัวแทน นั่นก็คือแปลว่า การที่จะมีค่าตอบแทนอาจจะต้องคิด ๒ มุม ๑. ก็ต้องมีในเรื่องค่าใช้จ่ายกับคนเหล่านี้ ผมเคยมีบทเรียนประสบการณ์ว่าถ้ามีค่าตอบแทนความเป็นอาสาสมัครจะหายไป แต่ทำอย่างไรจึงจะให้เขาเหล่านี้เป็นผู้นำระยะยาวได้ แล้วก็สร้างผู้นำขึ้นมาเรื่อย ๆ ไม่มีผู้นำ ที่สูญหายไปเรื่อย ๆ เพราะว่าเศรษฐกิจจะต้องมีระบบของการร่วมผสมผสานกัน นั่นก็คือว่า รัฐมีจำนวนหนึ่ง แล้วในขณะเดียวกันเครือข่ายเหล่านั้นก็มีจำนวนหนึ่ง ผมเคยมีบทเรียน ประสบการณ์ทำเรื่องสวัสดิการชุมชน สมาชิกออม ๑ บาท ท้องถิ่นหางบประมาณสนับสนุน ๑ บาท กองทุนสวัสดิการสังคมที่ว่ากรรมาธิการหยิบยกมาสมทบอีก ๑ บาท แปลว่า ออม ๓ บาท ๑ บวก ๑ บวก ๑ กองทุนตรงนี้จะเป็นกองทุนสวัสดิการให้กับเครือข่ายเหล่านี้ เวลามาทำงานก็จะมี เวลาเกิด แก่ เจ็บ ตาย ลูกเรียนแต่งงานอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ก็จะมีระบบ การดูแลกัน ซึ่งสิ่งที่ผมอยากจะเสนอตรงนี้ก็คือว่ารัฐร่วมกับราษฎร์ได้อย่างไรให้มีระบบตอบแทน ที่ไม่ใช่แปลว่ารัฐรับผิดชอบ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ จะมีรูปแบบตรงนี้อย่างไร

ประการสุดท้ายที่ผมอยากจะเสนอตรงนี้ก็คือว่า จะทำอย่างไรให้ภาพ ๒ ภาพ ไปผสมผสานกันให้ได้ระหว่างเชิงนโยบายที่มีระบบตัวแทน แน่นอนก็คือเจ้าหน้าที่รัฐลงไปก็กลับ แต่คนที่อยู่ก็คือชุมชน อาสาสมัครที่อยู่ตรงนั้น ทำอย่างไรอาสาสมัครจะมีแนวในการที่จะ ประสานกันในความเป็นองค์กรแนวราบ เติมตรงนี้ไป เพราะฉะนั้นในข้อเสนอตรงนี้แปลว่า มีหลายกฎหมายมากที่จะสัมพันธ์กับเรื่องนี้ มีกฎหมายฉบับหนึ่งที่ว่าด้วยเรื่องสภาองค์กรชุมชน อันนี้ก็พยายามที่จะรวบรวมเฉพาะกลุ่มองค์กร แล้วก็มาจดแจ้ง จัดตั้ง และเป็นสภา ว่าด้วยเรื่องสภาการพัฒนากลุ่มต่าง ๆ อันนี้ก็เป็นกฎหมายฉบับหนึ่ง กฎหมายสวัสดิการ สังคมก็เปิดช่องหนึ่งที่ให้กลุ่มองค์กรเหล่านี้เสนอขอการสนับสนุน แต่ในขณะเดียวกัน ถ้ามีแนวนโยบาย วันนี้ต้องยอมรับข้อเท็จจริงบางตำบล อบต. ไปทาง กำนัน ผู้ใหญ่บ้านไปทาง กลุ่มองค์กรชาวบ้านไปทาง เพราะว่ามีฟังก์ชัน (Function) ที่แตกต่างกัน ถ้ามีแนวนโยบาย ที่สามารถทำให้เกิดชุมชน ท้องถิ่น แล้วก็ท้องที่กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน มีแนวในการร่วมประสาน สร้างพัฒนาการ คิดค้น ออกแบบยุทธศาสตร์ระยะยาวร่วมกัน แล้วก็รับนโยบายที่นำไปสู่ การปฏิบัติร่วมกัน ตรงนี้จะเกิดการผสมผสานในความหมายของคำว่า รัฐร่วมกับราษฎร์ ไม่ใช่ว่า รัฐไปพัฒนาราษฎร์ ก็เลยอยากจะเสนอผ่านบทเรียนประสบการณ์ตรงนี้ครับ ขอบคุณครับ