เลิศรัตน์ รัตนวานิช หารือการปฏิรูประบบงานอาสาสมัครในภาครัฐ เสนอการจัดระเบียบและบูรณาการกลุ่มอาสาสมัครให้มีประสิทธิภาพ พร้อมเรียกร้องการสนับสนุนงบประมาณและองค์ความรู้อย่างเป็นระบบเพื่อส่งเสริมบทบาทในการพัฒนาประเทศและช่วยเหลือภัยพิบัติ
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศที่เคารพ กระผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ ขอขอบคุณท่านประธานที่ได้กรุณาให้เวลาในการอภิปรายเรื่องที่ถือว่า เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับพี่น้องประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ คือเรื่องการพัฒนารูปแบบ การดำเนินภารกิจภาครัฐ ในหัวข้อการปฏิรูประบบงานอาสาสมัครในภาครัฐ ตรงนี้ คณะกรรมาธิการก็เน้นเรื่องอาสาสมัครในภาครัฐที่ออกมาทำงานช่วยเหลือพี่น้องประชาชน ในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ ซึ่งที่จริงถ้าเราออกไปทำงานในเรื่องของการช่วยเหลือ พี่น้องประชาชนทั้งในภาวะปกติและภาวะวิกฤติเราก็มักจะพบกับอาสาสมัครภาคเอกชน ซึ่งเข้าใจว่าในเนื้อหาการปฏิรูปนี้ไม่ได้ครอบคลุมถึงอาสาสมัครภาคเอกชน บางกลุ่มก็มา ในรูปแบบของมูลนิธิ บางกลุ่มมาในรูปแบบที่เราเรียกว่าองค์กรภาคเอกชน หรือเอ็นจีโอ (NGOs) ซึ่งก็เป็นเอ็นจีโอ (NGOs) น้ำดี ช่วยเหลือพี่น้องประชาชน ทำสาธารณประโยชน์ ผมเองในชีวิตรับราชการได้ทำงานสัมพันธ์กับอาสาสมัครทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ค่อนข้างมากในหลาย ๆ ภารกิจ ทั้งในภารกิจของการพัฒนาประเทศ ภารกิจของ การช่วยเหลืออุบัติเหตุ อุบัติภัย ที่สำคัญที่สุดที่จะนึกได้ก็คือการลงไปช่วยเหลือในการฟื้นฟู พื้นที่ ๕-๖ จังหวัดชายแดนภาคใต้ฝั่งตะวันตก คือเหตุการณ์หลังจากคลื่นยักษ์สึนามิที่มาถล่มในชายฝั่งทะเลของเราทางด้านอันดามันนั้น คนเดือดร้อนไร้ที่อยู่หลายหมื่นคน คนเสียชีวิตร่วมหมื่นคน ตรงนั้นจะเห็นภาพชัดเจนว่า ใน ๑-๒ ปีของการฟื้นฟู พลิกฟื้นความสูญเสียทั้งในด้านทรัพย์สิน ในด้านของพื้นที่ ในด้านของชีวิตความเป็นอยู่ สิ่งที่สามารถพลิกฟื้นกลับมาได้อย่างรวดเร็วเป็นที่ชื่นชม ของนานาชาติว่าประเทศเรานั้นพลิกฟื้นในเรื่องของความสูญเสียจากสึนามิได้ค่อนข้างจะมี ประสิทธิภาพแล้วก็ทำโดยเร็วก็มาจากอาสาสมัคร ซึ่งมีทั้งอาสาสมัครของภาครัฐเอง อาสาสมัครที่มาในรูปแบบของมูลนิธิก็มากมาย และอาสาสมัครที่มาในรูปแบบ จากต่างประเทศก็เยอะ เพราะฉะนั้นรูปแบบของอาสาสมัครที่เพื่อน ๆ หลายท่านได้อภิปราย ไปแล้วก็จะครอบคลุมถึงความเป็นผู้ที่มีจิตอาสา เดี๋ยวนี้เรามีกิจกรรมที่เรียกว่าจิตอาสา ทำประโยชน์เพื่อสังคม เวลาจะไปสมัครเรียนหลักสูตรไหนเขาก็บอกต้องกรอกว่า ท่านเคยทำงานในฐานะจิตอาสาทำประโยชน์เพื่อสังคมอะไรมาบ้าง จะเป็นคุณสมบัติ อย่างหนึ่งในการเข้าศึกษาในหลักสูตรในปัจจุบันนี้ เพราะฉะนั้นเรื่องของอาสาสมัครนี้ เป็นเรื่องของจิตใจ เรื่องของความที่อยากจะทำเพื่อมนุษย์ในรูปแบบต่าง ๆ ตามขีดความสามารถ ของแต่ละคนที่มีอยู่ ซึ่งก็แน่นอนกรรมาธิการได้มองเห็นว่าเรามีอาสาสมัครตั้งร่วม ๑๐ ล้านคน แล้วก็กระจัดกระจายอยู่ทั่วประเทศทุกหมู่บ้าน อยู่ในความรับผิดชอบของหลายสิบกระทรวง อยู่ในความรับผิดชอบของหลายหน่วย หลายกรม แล้วก็หลายหมู่บ้าน เพราะฉะนั้น ความพยายามในการจัดระเบียบผมคิดว่าก็เป็นเรื่องที่ดีที่เราควรจะต้องมีการจัดระเบียบบ้าง ตามสมควร ถึงแม้จะมีบางท่านติงว่าเราคงจะไม่ไปบังคับความเป็นจิตอาสาของเพื่อนมนุษย์ได้ ในปัญหาที่กรรมาธิการได้ศึกษาอย่างในเรื่องของคุณสมบัติและองค์ความรู้ก็เห็นด้วยว่า น่าจะมีแนวทางที่จะลงไปส่งเสริมความรู้ ผมมองที่กรรมาธิการได้ให้ข้อเสนอมา คือมติ ครม. เมื่อวันที่ ๒๑ กรกฎาคม ๒๕๕๒ ที่กำหนดให้มีคณะกรรมการหมู่บ้าน คณะกรรมการหมู่บ้านนี้ ผมคิดว่าน่าจะเป็นแกนกลางอย่างที่คณะกรรมาธิการได้ให้ข้อสังเกตไว้ในการที่จะประสาน การทำงานร่วมกันของอาสาสมัครจากกระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ ซึ่งทางกรรมาธิการ ได้แบ่งกลุ่มออกไปซึ่งก็ดูดี ประมาณสัก ๔ กลุ่ม เช่น กลุ่มแรก บอกว่าเป็นอาสาสมัคร ด้านการพัฒนาสังคม สิ่งแวดล้อม และสาธารณสุข อีกด้านหนึ่งก็ด้านการปกครอง ด้านรักษา ความสงบเรียบร้อยต่าง ๆ ด้านเศรษฐกิจ ด้านสาธารณสุข ฉะนั้นถ้าเราจับเป็นสัก ๔-๕ กลุ่ม เราก็จะได้องค์กรที่ทำงานด้านอาสาสมัครมาบูรณาการกันเป็นภาค ๆ เป็นกลุ่ม ๆ ได้ ได้ในระดับพื้นที่ลงในระดับหมู่บ้าน ระดับตำบล อันนี้ก็เป็นข้อเสนอที่ผมคิดว่าน่าจะ ดำเนินการได้ ส่วนเรื่องค่าตอบแทนก็มีบางท่านอภิปรายไปแล้ว เจตนาของกรรมาธิการ ก็คงไม่ได้ต้องการให้ค่าตอบแทนนั้นนอร์มัลไลซ์ (Normalize) คือเท่ากันทุกคน ก็คงจะยืน แนวทางเดิมคือแล้วแต่ว่าจะตอบแทนเป็นชิ้นงาน ตอบแทนเป็นรายไตรมาส รายวัน รายเดือน หรือรายปี จริง ๆ ค่าตอบแทนเหล่านี้ก็ไม่ได้มากมายอะไร เพียงแต่ว่าเป็นส่วนหนึ่ง ของการยึดโยงความเป็นอาสาสมัครของหน่วยงานต่าง ๆ ซึ่งผมคิดว่าถ้าเรามีการทบทวน ก็ไม่ใช่เรื่องที่เสียหายให้อยู่ในกรอบระเบียบของการที่จะสามารถจ่ายได้ แล้วก็อยู่ในกรอบที่มี ความเป็นธรรม แล้วยังสามารถที่จะดึงให้คนเข้ามาร่วมทำงานในความเป็นอาสาสมัคร ข้อเสนอสุดท้ายของกรรมาธิการที่ผมคิดว่ายังอยากจะให้พิจารณาเพิ่มเติมคือในหน้า ๔๒ นี่ข้อ ๙ ท่านพูดถึงแหล่งที่มาของงบประมาณ สำนักงบประมาณ อันนี้ก็ไม่ได้พูดถึงว่า เอางบประมาณไปทำอะไร แต่ในข้อ ๑๐ หน่วยงานที่รับผิดชอบหลัก ท่านเขียนว่า กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ โดยท่านได้พูดถึงการปรับแก้กฎหมายเพื่อให้สามารถมีมาตรฐานกลางของความเป็นอาสาสมัคร ซึ่งตรงนั้นผมเองก็ยังไม่ค่อยแน่ใจ เพราะในอาสาสมัครบางกลุ่ม บางประเภทเขามี พระราชบัญญัติอยู่แล้ว เช่น อปพร. มีทั้งพระราชบัญญัติ มีทั้งระเบียบ และมีการปรับแก้ มาให้เหมาะสมกับภาวการณ์โดยตลอด ฉะนั้นเราจะไปออกพระราชบัญญัติอีกฉบับหนึ่ง ไปจัดมาตรฐาน ไปกำหนดว่าคนในกลุ่มนั้นต้องมาอยู่ในมาตรฐานของกฎหมายฉบับนี้ ผมคิดว่า ไม่น่าจะครอบคลุมได้ ส่วนท่านจะไปแก้กฎหมายของกระทรวงการพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับอาสาสมัครของกระทรวงเองก็อาจจะ อยู่ในขอบข่ายที่ดำเนินการได้ แต่ประเด็นของผมคือว่าในข้อ ๑๐ ผมอยากจะเสนอว่า ถ้าท่านส่งไปที่ ครม. ให้ ครม.อนุมัติอย่างนี้ก็ง่าย ครม. ก็บอกโอเค (Okay) กระทรวง การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ไปดูตามรายงานของท่านยงยุทธ ท่านเบญจวรรณ ผมคิดว่าเขาก็ไม่รู้จะเริ่มนับหนึ่งตรงไหน ท่านมีข้อเสนอที่ดี ๆ ในหลาย ๆ ด้าน ในปัญหาที่ท่านศึกษามา ๔-๕ ด้าน และแต่ละด้านนั้นก็มีข้อเสนอ เพราะฉะนั้นผมคิดว่า น่าจะเสนอให้คณะรัฐมนตรีตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจขึ้นมา ๑ คณะ ประกอบด้วยผู้แทน ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แล้วก็ทำการศึกษาเรื่องนี้ใช้เวลาสัก ๑ ปีหรือ ๖ เดือน แล้วก็นำข้อเสนอนั้นเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาเป็นเรื่อง ๆ ไปจึงจะเกิดประโยชน์ คณะรัฐมนตรีจะได้มีมติในเรื่องสิทธิประโยชน์ให้ดำเนินการตามนี้ เรื่องของการสร้าง องค์ความรู้ให้ดำเนินการตามนี้ ในเรื่องของการบูรณาการหน่วยงานต่าง ๆ ประมาณอย่างนี้ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าอันนั้นน่าจะเป็นประโยชน์เพราะท่านได้ศึกษามาในระดับหนึ่งแล้ว แต่ว่าข้อเสนอจะต้องเป็นรูปธรรมที่จะให้คณะรัฐมนตรีอนุมัติ อันนี้ผมไม่ได้เสนอให้ตั้ง หน่วยงานใหม่ แต่เสนอให้มีคณะกรรมการขึ้นมา ท่านอาจจะไปเป็นกรรมการคนหนึ่ง ในกรรมการของรัฐบาลทำการศึกษาเรื่องนี้ แล้วก็หาข้อมูลลงไปจนถึงระดับพื้นที่เพื่อจะได้ ข้อเสนอที่จะให้คณะรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบ ก็จะทำให้การดำเนินการในเรื่องนี้เป็น รูปธรรมขึ้น แล้วอาจจะครอบคลุมไปถึงอาสาสมัครภาคเอกชนด้วยว่าจะเอาเขามาเป็น ส่วนหนึ่งของอาสาสมัครประชารัฐได้อย่างไร อย่างที่คุณหมออำพลได้ให้ข้อคิดเห็นไว้ เพราะฉะนั้นผมก็คิดว่าท่านควรปรับในเรื่องข้อเสนอนี้ ส่วนในข้อ ๑๑ ผลที่คาดว่าจะได้รับนั้น ก็ดีมากทั้ง ๓ ข้อ ข้อ ๑ ระบบงานอาสาสมัครเป็นกลไกที่เข้มแข็ง ข้อ ๒ ลดงบประมาณภาครัฐ และข้อ ๓ สร้างเครือข่ายอาสาสมัครในการขับเคลื่อนภารกิจภาครัฐร่วมกับข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ของรัฐ ผมก็ยังยืนยันว่าอาสาสมัครเป็นกลุ่มบุคลที่มีความสำคัญยิ่งในการที่จะ ทำให้พี่น้องประชาชนมีชีวิตที่ดี สามารถที่จะรอดพ้นจากภัยอันตรายได้เมื่อเกิดเหตุ ร้ายแรงขึ้นในพื้นที่ของเขา ในชุมชนของเขา เพราะฉะนั้นการส่งเสริมให้อาสาสมัครได้ทำงาน อย่างมีประสิทธิภาพ มีการบูรณาการกัน จึงเป็นแนวคิดที่ผมคิดว่าจะเกิดประโยชน์แก่ พี่น้องประชาชนเป็นส่วนรวม ขอขอบพระคุณครับ