สุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ หารือบทบาทของจิตอาสาในสังคม โดยย้ำถึงความสำคัญของการทำหน้าที่ด้วยจิตใจบริสุทธิ์ ไม่แสวงผลตอบแทน เพื่อรักษาจิตวิญญาณของความเสียสละ พร้อมแสดงความกังวลต่อการจัดตั้งคณะกรรมการกำหนดค่าตอบแทนที่อาจกลายเป็นภาระงบประมาณและทำลายแก่นแท้ของความเป็นอาสาสมัคร จึงเสนอให้ทบทวนแนวคิดดังกล่าวและผลักดันการสร้างเครือข่ายอาสาสมัครร่วมกับท้องถิ่น เพื่อส่งเสริมความร่วมมือโดยไม่สูญเสียเจตจำนงอันแท้จริงของการเป็นอาสา
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ขอบคุณท่านมาก ที่อนุญาตให้ผมได้แสดงความคิดเห็น เพื่อนสมาชิกที่เคารพครับ ผมอ่านรายงานการนำเสนอ ของท่านกรรมาธิการตั้งแต่เมื่อวานแล้ว ผมก็มีความรู้สึกว่านี่เป็นความพยายามที่จะจัดระบบ สังคม ซึ่งก็ตรงกับการปฏิรูปที่เราทำหน้าที่อยู่ แล้วก็มีรายละเอียดอย่างที่ สปท. แต่ละท่าน พูดไปแล้ว ผมคิดว่าพูดกันมากครอบคลุมแล้ว แต่ผมตั้งประเด็นเดียวว่า ท่านประธานครับ สำหรับผมคิดว่าคำสอนของพระพุทธเจ้าก็ยังเป็นอกาลิโกอยู่ กิเลส โลภ โกรธ และหลง จึงใช้ได้อยู่เสมอและไม่มีวันที่จะจบสิ้น ที่ผ่านมาความเมตตาก็ดี ความกรุณาก็ดี ความรัก เพื่อนมนุษย์ก็ดี มีในจิตใจของเพื่อนมนุษย์โดยเฉพาะคนไทยมาแต่ดั้งเดิมเลยจะช่วยเหลือ เกื้อกูลกัน ยิ่งเมื่อไรที่มีการประสบภัยพิบัติเราก็จะช่วยกันอย่างเป็นวรรคเป็นเวรไม่นึกถึง ความเจ็บป่วยหรืออันตรายใด ๆ บางคนลงไปช่วยคนที่ไม่รู้จักกันเลย ว่ายน้ำไม่เป็นตายไปก็มี อันนี้เป็นสิ่งที่ดี และท่านกรรมาธิการทำนี้ผมว่าดีมากเลย แต่ว่าผมมีมุมมองอย่างหนึ่ง คำว่า จิตอาสา หรืออาสาสมัคร อย่างที่มีหลายคนกล่าวไปแล้ว ผมก็ไม่อยากจะพูดซ้ำว่า จิตอาสาหรืออาสาสมัครเขาก็ทำด้วยความรู้สึกว่าอยากทำ ทำแล้วมีความสุข แต่ในที่สุด เราก็เอาเรื่องเงิน เรื่องทอง เรื่องกิเลสของคนไปจับ ก็แน่ละ เพราะการไปทำงานให้หลวง หรือให้รัฐในบางโอกาสหรือในบางเวลาก็ต้องมีค่าใช้จ่ายเป็นค่าตอบแทน แต่เมื่อไรที่เราเอาเงิน เป็นพระเจ้าแล้วโลกก็ยุ่งอยู่ขณะนี้ แล้วก็จะยุ่งต่อไปอีกเยอะ ผมไม่อยากเห็นการนำเสนอ ของดี ๆ อย่างนี้มีตำหนิ ท่านครับ อาสาสมัคร ไม่ว่าจะจราจร แถวบ้านผมเขาขี่มอเตอร์ไซค์ พอเขายังไม่ขี่มอเตอร์ไซค์ที่ สน. สุทธิสารตรงนี้เขาก็ไปโบกรถ เพราะเจ้าหน้าที่จราจรตำรวจ มีไม่เพียงพอ ไปช่วยโบก ช่วยอะไร ก็ทำให้การจราจรไหลลื่นด้วยความเรียบร้อย และอาสาสมัคร เยอะแยะมาก อย่างที่ท่านนำมาเป็น ๘,๐๐๐,๐๐๐ คน ละเอียดลออมากเลย แต่ผมไปอ่าน ผลที่ท่านคาดในหน้า ๔๒ อ่านแล้วผมยังมีความรู้สึกว่าทึ่งและประทับใจ
ข้อ ๑ ระบบงานอาสาสมัครเป็นกลไกที่เข้มแข็ง สามารถช่วยสนับสนุน ก็จะจัดให้เป็นระบบมากขึ้น ใช้ประชาชนเป็นศูนย์กลาง
ข้อ ๒ ลดงบประมาณภาครัฐ ผมยิ่งมีความรู้สึกเลยว่าเป็นข้าราชการมา ชั่วชีวิตก็ใช่เลย และท่านนำเสนอ ผู้นำเสนอท่านก็ดูแลเรื่องนี้มาตลอดชีวิต ท่านเบญจวรรณ ขออภัยที่เอ่ยนามท่าน
ข้อ ๓ สร้างเครือข่ายงานด้านอาสาสมัครขับเคลื่อนให้ภาครัฐกับราชการ เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
อ่าน ๓ ข้อแล้วนี้ต้องยกมือทันทีไม่มีข้อแม้เลย ผมอ่านมาหมดแล้ว เอาเฉพาะหน้า ๔๐ หลาย ๆ อย่างที่ท่านจะปฏิรูปมี ๕-๖ ข้อ อย่างน้อยก็ ๕ ข้อ ข้อสุดท้าย ท่านบอกว่าให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการกลางกำหนดค่าตอบแทนและสิทธิประโยชน์ขึ้น ในกรมบัญชีกลาง ผมหวั่นว่าในอนาคตจะบานปลายและเพิ่มกิเลสให้อาสาสมัคร จนอาสาสมัครไม่มีจิตอาสา กลายเป็นอาชีพจิตอาสาอย่างที่เพื่อนสมาชิกว่า ผมก็เลยลองคูณ เล่น ๆ อาสาสมัครที่ท่านสำรวจ ณ วันนี้ ๘,๐๐๐,๐๐๐ คน มีตัวเลขนิดหน่อย เอาแค่ทุกคน เรียกร้องพอมีคณะกรรมการชุดนี้ขึ้นมา เรียกร้องว่าตอนนี้ อสม. ได้เดือนละ ๖๐๐ บาท มีประมาณ ๑,๐๐๐,๐๐๐ คน ถ้าจำไม่ผิด พอมี ๘,๐๐๐,๐๐๐ คน เอา ๕๐๐ บาทก็แล้วกัน ครึ่ง ๆ ของ ๑,๐๐๐ บาท คูณด้วย ๑๒ เข้าไป ท่านครับ ปีหนึ่ง ๔๘,๐๐๐ ล้านบาท ถามว่า ถ้าทุกคนเรียกร้องรัฐบาลจะเอาเงินจากไหน ต้องขึ้นภาษีแวต (VAT) ไหมครับ หรือจะเอา อย่างไร ต่อไปจะมีเลือกตั้ง ถ้าเป็นผม นี่สมมุตินะครับท่านประธาน ด้วยความเคารพ ผมเป็น พรรคการเมืองพรรคหนึ่งก็แล้วกัน แล้วผมก็บอกว่าทำหนังสือไปเลย ท่านอาสาสมัคร เดิมท่านไม่ได้เงินเลย เหมือน อสม. ผมจะให้ท่านเดือนละ ๖๐๐ บาท เท่า อสม. ปีหนึ่ง ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท จะเกิดความยุ่งยากขึ้นมาในเรื่องของการบริหารงบประมาณแผ่นดิน และจะทำให้ความเสื่อมของจิตอาสาและอาสาสมัครมีมากขึ้น ท่านครับ ท่านเคยอ่านข่าว ไหมครับ ดาราหญิงไฮโซคนหนึ่งไปแต่งศพ เสียเงินเสียทองเองเขาก็มีความสุข คนทำ จิตอาสามีความสุขมาก แหลมตะลุมพุกเมื่อนานมาแล้วผมยังเด็ก ๆ จิตอาสาช่วยทำให้ แหลมตะลุมพุกดีวันดีคืน เริ่มต้นจากคนที่ไปช่วยกัน ๒. วิทยุอาสาสมัคร ซึ่งผมก็เคยอภิปราย ไว้แล้ว ช่วยรีบบอกข่าวเพราะโทรศัพท์ ที่ไม่มีโทรศัพท์มือถือนั่นก็ล่มไปแล้ว ยิ่งสึนามิ ก็อาสาสมัครอีกเช่นเดียวกันไปช่วยกันอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ภายในไม่กี่เดือนทุกอย่าง ก็กลับมาเป็นสภาพเดิม แต่ถ้าต่อไปผมเหนื่อยมาก ผมขอเพิ่มจาก ๕๐๐ บาท เป็น ๑,๐๐๐ บาท ถ้า ๑,๐๐๐ บาท ท่านครับ เกือบ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนะครับ ผมฝาก อันนี้ไว้เป็นเครื่องเตือนใจนิดหนึ่งว่าอย่าทำให้ของดีวันนี้เป็นปัญหาของผู้บริหารราชการ แผ่นดิน หรือทำให้คนทะเลาะกันในพื้นที่ว่าทำไมเธอได้ ๓๐๐ บาท คนนี้ได้ ๕๐๐ บาท ไม่เป็นไรก็มีกรรมการ แล้วผมเชื่อว่าประชาชนทั้งประเทศฟังอยู่ อาสาสมัครก็ฟังอยู่ นี่กำลัง จะยกฐานะ กำลังจะทำให้เรามีฐานะดีขึ้น แล้วต่อมาก็จะขอว่าเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ถ้าทำ เป็นอาสาสมัครแล้วกี่ปี ๆ จะได้เครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นไหน ก็จะตามมาอีก สิ่งหนึ่งที่ผม อยากกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังกรรมาธิการ ท่านครับ บางอย่างให้เป็นไปตาม ธรรมชาติ อสม. สมัยก่อนเขาไม่มีค่าตอบแทน ก็เพิ่งมายุคเลือกตั้งยุคหนึ่งนี้ สมัยเก่าเขาไม่ได้ ค่าตอบแทนอะไร เพียงแต่ว่าเมื่อไรเธอป่วยไปที่โรงพยาบาลอำเภอก็รักษาให้ฟรี ก็ไม่ได้มี ระเบียบอะไรมากมาย ก็เป็นที่รู้กันว่าให้ช่วยอะไร เมื่อเกิดเจ็บป่วยก็ช่วยรักษาให้ หมอก็จะรักษาด้วยความเต็มใจ พยาบาลก็จะรักษาด้วยความเต็มใจเพราะเขาช่วยเหลือ เกื้อกูลมานาน ผมอยากจะเห็นว่าเราควรจะรักษาสิ่งที่ดี ๆ ของสังคมไทยไว้ อย่าเอาระบบ ราชการ หรือเราคิดอยากจะจัดให้เป็นระเบียบขึ้นมา ให้เป็นปัญหาของชาติในอนาคต เรื่องนี้ ผมนำเสนอท่านว่า ๑. เป็นข้อคิดให้ท่านกรรมาธิการไปคิดอีกทีหนึ่ง เพราะว่าถ้าปรากฏ อย่างนี้ อย่างไรก็ตามถ้าผมเป็นอาสาสมัครผมก็ต้องเรียกร้อง ถ้ายังไม่ได้ผมก็ต้องขอ หรือข้อ ๒ ท่านประธานที่เคารพครับ ผ่านไปยังท่านประธานกรรมาธิการ ผมคิดว่ามีประเด็น เยอะมากในเรื่องเหล่านี้ แล้วเป็นเรื่องที่ดี ท่านรับกลับไปพิจารณาอีกสัก ๒ อาทิตย์ได้ไหม ก่อนที่จะถึงสิ้นเดือนกรกฎาคม เมื่อสักครู่ผมไปพูดกับท่านยงยุทธแล้วท่านส่ายหัว ก็ไม่เป็นไร ผมก็ได้เสนอ ผมไม่ได้หมายถึงว่าผมเสนอแล้วท่านยงยุทธต้องเห็นด้วย หรือเพื่อนสมาชิก สปท. ต้องเห็นด้วย แต่ผมไม่อยากเห็นว่าเราทำในสิ่งที่ดีวันนี้และคิดไม่รอบคอบ และเป็น ปัญหากับชาติบ้านเมือง รัฐบาลในอนาคต ด้วยความเคารพครับ