เบญจวรรณ สร่างนิทร หารือการพัฒนาระบบงานอาสาสมัครพลเรือนอย่างเป็นระบบและบูรณาการ โดยเสนอให้จัดทำกลไกการบริหารจัดการตั้งแต่ระดับชาติถึงระดับพื้นที่ รวมถึงการพัฒนากฎหมาย ฐานข้อมูลกลาง และระเบียบกลางเพื่อป้องกันความซ้ำซ้อน ส่งเสริมบทบาทของอาสาสมัครในการสื่อสารกับชุมชนและสนับสนุนภารกิจรัฐอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมเสนอให้จัดตั้งคณะกรรมการกลางเพื่อกำหนดค่าตอบแทนและสิทธิประโยชน์อย่างเป็นธรรม รวมถึงพัฒนาองค์ความรู้และเครือข่ายเพื่อให้การทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานมีประสิทธิภาพสูงสุดและยั่งยืน
เรียนท่านประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ดิฉัน เบญจวรรณ สร่างนิทร สปท. หมายเลข ๘๕ ขอนำเรียน เรื่อง การพัฒนารูปแบบการดำเนินภารกิจภาครัฐ โดยเฉพาะเรื่องการปฏิรูป ระบบงานอาสาสมัครในภาครัฐ
(เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))
ด้วยความที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์ กับทุกกระทรวง ทบวง กรม ข้อมูลที่ได้รับอยู่ตลอดเวลาก็จะทราบว่าหน่วยไหนมีอาสาสมัคร หรือไม่มีอาสาสมัคร ก็เป็นเรื่องที่สนใจติดตามว่าระบบทั้งระบบเป็นอย่างไร ในเรื่องนี้ เมื่อได้ศึกษาแล้วก็เห็นที่มาว่าอาสาสมัครนั้นเป็นภาคส่วนสำคัญในการมีส่วนช่วยแก้ไขปัญหา สังคม รวมถึงการทำงานด้านการพัฒนาประเทศในมิติต่าง ๆ ตั้งแต่ภัยพิบัติสึนามิในปี ๒๕๔๗ เป็นจุดเริ่มต้นของกระแสความเคลื่อนไหวด้านการทำงานอาสาสมัครในประเทศไทย ระบบการบริหารจัดการจึงถือว่าเป็นประเด็นสำคัญที่จะเป็นปัจจัยเกื้อหนุนให้งานอาสาสมัคร ที่ทำอยู่ประสบความสำเร็จ แล้วก็สร้างกลไกในการดำเนินงานตั้งแต่ระดับชาติลงไปถึง ระดับพื้นที่ นี่คือส่วนหนึ่งของที่มา แต่นำเรียนอย่างนี้ว่าขอบเขตในการศึกษาก็จะเป็นจุดเฉพาะ ในส่วนของภาครัฐ ครั้งแรกเราเชิญกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์มา ตัวเลขที่ทางกระทรวงให้มานั้นปรากฏว่ามีอาสาสมัคร ๑๓ ล้านคน พอเราดูในรายละเอียดแล้ว ปรากฏว่ามีทั้งเอกชนด้วย แล้วอาจจะมีอาสาสมัครที่ได้รับเงินช่วยเหลือจากต่างประเทศ อะไรหลาย ๆ รูปแบบ เพราะฉะนั้นการศึกษาในครั้งนี้เราก็เลยตีกรอบเฉพาะอาสาสมัคร ฝ่ายพลเรือน จะไม่เอาด้านความมั่นคงเข้ามาประกอบด้วย เพราะว่าเขามีรายละเอียด และมีความซับซ้อนพอสมควรในเรื่องความมั่นคงและความปลอดภัยของประเทศ นอกจาก ที่มาอย่างที่นำเรียนแล้ว เราก็มาดูหลักการอื่นโดยทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นคำแถลงนโยบายของ คณะรัฐมนตรีที่ต้องการจะปรับปรุงโครงสร้างของระบบราชการ โดยท้ายที่สุดนั้นก็คือ การบริหารจัดการภาครัฐแนวใหม่ที่ตอบสนองความต้องการของประชาชนในฐานะที่เป็น ศูนย์กลางและอำนวยความสะดวกผู้ใช้บริการ ในเรื่องแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบ ราชการไทย ตรงส่วนนี้เราก็ดูรายละเอียด ซึ่งเป็นแผนยุทธศาสตร์ที่กำลังใช้อยู่ในปัจจุบัน พ.ศ. ๒๕๕๖-๒๕๖๑
ยุทธศาสตร์ที่ ๑ ในเรื่องการสร้างความเป็นเลิศในการให้บริการประชาชน
ยุทธศาสตร์ที่ ๔ เรื่องการวางระบบการบริหารราชการแบบบูรณาการ
ยุทธศาสตร์ที่ ๕ การส่งเสริมระบบการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี แบบร่วมมือกันระหว่างภาครัฐ เอกชน และประชาชน ในการศึกษาเรื่องนี้เราไปดูว่ามีกฎหมายอะไร ที่เกี่ยวข้องบ้าง ปรากฏว่ามีพระราชบัญญัติส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคม พ.ศ. ๒๕๔๖ และที่แก้ไขเพิ่มเติมของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้กำหนดเรื่อง อาสาสมัครไว้ว่า หมายถึงผู้ซึ่งอาสาช่วยปฏิบัติงานด้านจัดสวัสดิการสังคมในองค์กรสวัสดิการ สังคม สวัสดิการสังคมนั้นความหมายกว้าง หมายถึงระบบการจัดบริการที่เกี่ยวกับการป้องกัน แก้ปัญหา พัฒนา และส่งเสริมความมั่นคงทางสังคม เพื่อตอบสนองความจำเป็นขั้นพื้นฐาน ของประชาชนให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีและพึ่งตัวเองได้อย่างทั่วถึง เหมาะสม เป็นธรรม มาดูรายละเอียดลึกเข้าไปจากปี ๒๕๔๖ ปรากฏว่ามีมติ ครม. เมื่อปี ๒๕๕๕ ซึ่งเป็นข้อเสนอ ของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ โดยเป็นข้อเสนอเกี่ยวกับ การพัฒนางานอาสาสมัครไทย เรามีอาสาสมัครของประเทศ และเราเป็นสมาชิกส่วนหนึ่ง ของสหประชาชาติ เพราะฉะนั้นระบบอาสาสมัครนอกจากจะเป็นอาสาสมัครสากลแล้ว ก็มีการรวมตัวกันและมีการกำหนดปฏิญญาของอาสาสมัครไทยด้วย ความสำคัญในเรื่องนี้ ก็บอกว่าเสริมสร้างให้เกิดจิตสำนึกในการเป็นอาสาสมัคร พัฒนาความรู้ ความสามารถ บูรณาการการทำงานระหว่างหน่วยอาสาสมัครกับทุกภาคส่วน ตั้งศูนย์อาสาสมัครแห่งชาติ และจังหวัด ให้มีกรรมการในการบริหารที่ชัดเจน พัฒนาฐานข้อมูลอาสาสมัคร มาดูข้อมูล ในจำนวนอาสา เราเรียนเชิญทุกกระทรวงมาหารือร่วมกันได้ข้อคิดเห็นที่น่าสนใจหลากหลาย จำนวนทั้งหมดที่เรียนเชิญมาอาจจะไม่รวมกระทรวงการต่างประเทศที่ไม่มีกระทรวงการคลัง หรืออะไรกรณีนี้ แต่กระทรวงอื่นที่มีเก็บหมดเลย ตัวเลขที่ได้จากส่วนราชการทั้งหลายนั้น ปรากฏว่ามีอาสาสมัครทั้งหมด ๘,๐๐๐,๐๐๐ คน ดิฉันเอาเฉพาะตัวเลขกลม ๆ นะคะ แต่บางหน่วยรายงานออกมาเป็นคณะ ๘,๗๑๗ คณะ บางหน่วยรายงานเป็นชมรม ๒๙ ชมรม แต่ละหน่วยอาจจะต้องแตกตรงนี้ออกมา เรามองภาพอาสาสมัคร อย่างเมื่อสักครู่นี้ ท่านประธานกรรมาธิการบอกว่าการทำงานของประเทศ ข้าราชการโดยรวมมี ๑,๒๙๐,๐๐๐ คน ดิฉันเอาตัวเลขกลม ๆ อีกนะคะ บางส่วนราชการมีหน่วยงานในระดับพื้นที่ ในระดับอำเภอ ตำบล อาสาสมัครเหล่านี้จะเป็นมือเป็นไม้หรือเป็นผู้ที่รับงานลงไปปฏิบัติงานที่สัมผัสกับพื้นที่ โดยตรง ๑.๓ ต่อ ๘.๐ ก็ประมาณ ๑ ต่อ ๗ โดยภาพรวม นั่นก็คือเรามีคนช่วยปฏิบัติงาน ที่ถึงพื้นที่โดยตรง ในเรื่องคำนิยาม เราก็ไปหยิบคำนิยามของแต่ละส่วนราชการออกมา ของ พม. บอกว่าบุคคลที่ทำประโยชน์เพื่อสังคมด้วยความสมัครใจ ของ อสม. เมื่อเช้าฟังวิทยุ ปรากฏว่า อสม. ตอนนี้ได้รับประกาศว่าเป็นอาสาสมัครดีเด่นในระดับโลกด้วยซ้ำไป และตอนนี้มีการจัดทำ อสม. ออนไลน์ (Online) จากจำนวน ๑,๐๐๐,๐๐๐ คน ลงไป ใน ๑๐,๐๐๐ หมู่บ้านในพื้นที่ ส่วนใหญ่ทุกคนจะคุ้นหู อาสาสมัคร อสม. คือบุคคลที่ได้รับการคัดเลือกจากหมู่บ้านหรือชุมชน และผ่านการอบรม ตามหลักสูตรฝึกอบรมมาตรฐาน อาสาสมัครเกษตร คือเกษตรกรหรือบุคคลที่ได้รับการคัดเลือก หรือสมัครเข้าเป็นอาสาสมัคร อาสาสมัครวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี คือบุคคลที่อาสาเข้า มาทำหน้าที่เป็นสื่อกลางในการนำความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เพราะฉะนั้นลักษณะร่วมกันก็คือ กรณีมีจิตอาสา มีความสมัครใจที่จะเข้าร่วมสนับสนุนการดำเนินภารกิจภาครัฐ สำหรับ ปฏิญญาอาสาสมัครภัยนั้นได้กำหนดว่า อาสาสมัคร หมายถึงบุคคลที่อาสาเข้ามาช่วยเหลือ สังคมด้วยความสมัครใจ เสียสละเพื่อช่วยเหลือผู้อื่น ป้องกัน แก้ไขปัญหา และพัฒนาสังคม โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน มาด้วยจิตอาสา โดยรวมตอนนี้ภารกิจและอำนาจหน้าที่อาจจะ จำแนกออกเป็น ๒ ส่วนใหญ่ ๆ ส่วนแรก ก็คือเป็นผู้ช่วยเหลือหรือสนับสนุนภารกิจในพื้นที่ ของส่วนราชการต่าง ๆ ก็คือในฐานะช่วยผู้ปฏิบัติงาน กระทรวง ทบวง กรม ที่ลงไป ปฏิบัติงานในพื้นที่ เก็บข้อมูลสำหรับหน่วยงานนั้น ๆ แล้วก็ถ่ายทอดความรู้ ของแต่ละส่วนงานลงไปให้กับคนในพื้นที่ ประการต่อมา ก็คือเป็นสื่อกลางที่จะเกิด การสื่อสาร ๒ ทาง เก็บข้อมูลจากพื้นที่ส่งมาในหน่วยงานของตัวเองที่รับผิดชอบงาน แล้วก็นำความจากหน่วยงานลงไปแจ้งในพื้นที่ ประการต่อมา เรื่องค่าตอบแทน และสิทธิประโยชน์เป็นประเด็นค่อนข้างมากในการทำเรื่องนี้ เชิญผู้ทรงคุณวุฒิมาหลายท่าน ท่านบอกว่าถ้าจิตอาสา จะต้องไม่นึกถึงค่าตอบแทน แต่สภาพความเป็นอยู่ของอาสาสมัคร ในบ้านเรา ณ ขณะนี้ข้อมูลได้มาจากกรมบัญชีกลาง ท่านดูรายละเอียดได้จากภาคผนวก ง ซึ่งประมวลรวมทั้งหมดของทั้งประเทศจะมีหลากหลายรูปแบบมาก จะมีทั้งในลักษณะที่เป็น ค่าตอบแทนรายเดือนหรือรายไตรมาส อย่างเช่น อาสาสมัครชลประทานเดือนละ ๑,๒๐๐ บาทต่อคน อาสาสมัครพัฒนาชุมชนได้ไตรมาสละ ๕๐๐ บาท อาสาสมัครสาธารณสุข เดือนละ ๖๐๐ บาท สำหรับกรณีที่ได้ค่าตอบแทนรายชิ้นหรืองาน อย่างเช่น เกษตร เศรษฐกิจ การเกษตร ครูอาสา หรืออาสาสมัครคุมประพฤติ ก็แล้วแต่ว่าถ้ามีงานก็จะไปทำภารกิจของ งานชิ้นนั้นแล้วก็จะได้ค่าตอบแทน ส่วนสิทธิประโยชน์อื่นก็หลากหลายแล้วแต่ส่วนราชการ บางส่วนราชการก็อาจจะมีแจกเครื่องแบบ ที่ผ่านมาวันพืชมงคลเราก็จะเห็นว่ามีเกษตรกร ไม่ว่าด้านพืช ด้านสัตว์ ด้านประมง หรืออะไรก็แล้วแต่ จะมีการให้รางวัลในวาระต่าง ๆ หรืออาจจะมีการเสนอขอเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ฝึกอบรม หรือสวัสดิการอื่น ๆ แล้วแต่ส่วนราชการ นี่คือความหลากหลายที่เป็นอยู่ ณ ขณะนี้ ซึ่งความแตกต่างกันนั้นอาจจะเป็นข้อเปรียบเทียบ ใน จำนวนที่นำเรียนทั้งหมดว่า ๘,๐๐๐,๐๐๐ นั้น เคยถามหน่วยงานจากการที่เคยลงพื้นที่ไปดูงาน ของส่วนราชการต่าง ๆ เราไปวันนี้เราก็จะเห็นคนนี้ ไปกรมนี้ก็จะเห็นคนนี้ แต่พออีกอาทิตย์หนึ่ง ถัดไป ไปของกรมอื่นก็จะเห็นคนเดิม ไปหลาย ๆ กรมจนจำได้ ถามว่าตกลงน้องเป็น อาสาสมัครของกรมไหน หนูเป็นหลายที่ค่ะพี่ ถ้าพี่มาของกรมไหนหนูก็จะไปเอาเสื้อของ กรมนั้นมาใส่ พอเปลี่ยนกรมหนูก็จะไปเปลี่ยนเสื้อแล้วก็มาใส่ เพราะฉะนั้นในรถของหนู จะมีหลายสังกัดมาก เพราะฉะนั้นตรงนี้ถ้ามองในแง่คนเป็นผู้นำแล้วสามารถให้บริการอย่างนี้ ก็ว่าเป็นเรื่องที่ดี แต่ว่าขีดความสามารถหรือปริมาณของการบริการก็น่าจะมีจำนวนจำกัด พอสมควร เคยถามผู้แทนจาก พม. ว่าเคยทำสถิติไหม หรือพอทราบไหมว่าคนที่เป็น อาสาสมัครคนหนึ่งที่เขามีเสื้อเป็นราวที่แขวนอยู่ในรถมีจำนวนเท่าไร ก็อ้อมแอ้มบอกว่า มีประมาณ ๑๗ แห่ง ท่านก็ลองนึกภาพดูแล้วกันว่าเราได้อาสาสมัครคนนั้นที่มีจิตอาสาอย่างเข้มแข็งมาก ๆ ในการที่จะทำประโยชน์ให้กับประเทศชาติ ทีนี้ในเรื่องระบบการกำกับดูแล เราดูรายละเอียด ลักษณะก็จะมีความแตกต่างกัน บางกระทรวงก็จะมีเจ้าหน้าที่ของหน่วยนั้นเป็นคนดูแลเอง แต่บางหน่วยก็จะมีโครงสร้างองค์กรในการกำกับตั้งแต่ระดับกระทรวงลงไปอีกหน่วยหนึ่ง ถ้าเราดูจุดที่เล็กที่สุดในพื้นที่ก็คือตัวหมู่บ้านก็จะมีการกำกับ อาจจะทั้งเป็นทางการ และไม่เป็นทางการ ตรงส่วนนี้ถ้าดูกลไกใหญ่ของระดับประเทศ มีคณะกรรมการส่งเสริม การจัดสวัสดิการสังคม คือ ก.ส.ค. ท่านนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน แล้วก็มีในระดับพื้นที่คือ กสจ. ในจังหวัด กลไกที่อยู่ระหว่างการดำเนินการแต่งตั้งก็คือศูนย์ประสานอาสาสมัครแห่งชาติ ปัญหาก็คือกลไกกลางในการประสานงานยังขาดความชัดเจน ประการแรกที่เราดูนั้น กฎหมายที่เขียนเรื่องอาสาสมัครอาจจะยังครอบคลุมไม่ชัด ฉะนั้นตรงนี้อาจจะเป็นจุดหนึ่ง ที่ทำให้คนอื่นมอง เคยถามหลายหน่วยที่มาว่าเคยประสานกับหน่วยกลางคือ พม. ไหม บางหน่วยส่ายหน้าเลยบอกว่าในทางปฏิบัติไม่เคยประสานงานกันเลย ก็แสดงว่าศูนย์รวม ตรงจุดนี้เราต้องการความเข้มแข็งและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น การทำงานยังแยกส่วน ขาดการบูรณาการกัน ถ้าท่านเห็นภาพตามที่ร่ายมาท่านจะเห็นว่าแต่ละหน่วย ๆ จะมี อาสาสมัครเฉพาะ อาสาสมัครนั้นก็จะไปทำงานเฉพาะด้าน ๆ สมมุติว่าลงไปในหมู่บ้าน ก ด้วยกัน ๑๐ โมง อาสาสมัครหมอดินไป ๑๐ โมงครึ่ง ด้านเกษตรไป ๑๑ โมง ด้านประมงไป หรืออะไรไปอย่างนี้ ท่านจะเห็นว่าบางครั้งถ้าได้มีการทำงานแบบบูรณาการกัน ไปรวมพลัง ร่วมกัน ประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกับพื้นที่ย่อมมีมาก ปัญหาด้านคุณสมบัติและองค์ความรู้ ของอาสาสมัครก็เป็นส่วนหนึ่ง อาจจะต้องให้ความรู้ในเรื่องบทบาท ภารกิจที่จะให้เข้าใจ เกี่ยวกับเรื่องภารกิจ หน้าที่ให้ชัดเจนขึ้น คงไม่ให้ความรู้ครั้งเดียวแล้วก็หายไปเลย ในประการสำคัญที่ค่อนข้างมีการพูดกันมากก็คือความเหลื่อมล้ำเรื่องค่าตอบแทน และสิทธิประโยชน์ อย่างที่นำเรียนเมื่อสักครู่นี้มีทั้ง ๒ ส่วน แล้วท่านดูภาคผนวก ง ก็จะเห็นว่าข้อมูลที่ได้จากกรมบัญชีกลางโดยตรงนั้นจะมีความหลากหลายจริง ๆ ก็คงจะเป็น ทิศทางในการเดินต่อไปว่าประเทศจะจัดระบบเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างไร เพราะฉะนั้นในเรื่องนี้ ก็มีหลักการ มีกรอบแนวคิดที่จะดำเนินการเกี่ยวกับเรื่องนี้ ไม่ว่าจะตัวรัฐธรรมนูญเอง ต้องการให้มีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่ เพราะเขาคือผู้ที่สัมผัสกับพื้นที่มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน มาตรา ๓ ที่ผ่านมา ปฏิญญาอาสาสมัครไทย และพันธกิจของภาครัฐที่จะสนับสนุนงานอาสาสมัครอย่างจริงจัง และต่อเนื่องในการดำเนินงานเกี่ยวกับเรื่องนี้ รวมทั้งกลไกที่เห็นอยู่ ณ ขณะนี้ ไม่ว่าจะเป็น ในกฎหมายฉบับไหนก็ตาม แต่สิ่งที่ได้ค้นพบมาอีกเรื่องหนึ่งก็คือมติ ครม. เมื่อปี ๒๕๕๒ ในเรื่องการดำเนินงานของคณะกรรมการหมู่บ้าน จริง ๆ แล้วมีฐานรองรับในเรื่องนี้ก็คือ คณะกรรมการหมู่บ้าน ในมติ ครม. นั้นบอกว่าให้ทุกส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐพิจารณา มอบภารกิจตามนโยบาย และภารกิจที่ต้องดำเนินการในหมู่บ้านให้คณะกรรมการหมู่บ้าน ให้กรรมการมีหน้าที่ในการเป็นองค์กรหลักในการส่งเสริม เพราะฉะนั้นตรงส่วนนี้ก็ถือว่า เป็นภารกิจ เป็นตัวยึดโยงตัวหนึ่ง แล้วก็ดูพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ที่ให้หมู่บ้านเอง จัดทำแผนพัฒนาหมู่บ้าน แผนหมู่บ้านถ้าจะครอบคลุมอย่างทั่วถึงก็ควรจะครอบคลุมจาก ผู้นำหรือตัวแทนทุก ๆ ด้านของส่วนราชการที่อยู่ในพื้นที่ เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่าเรื่อง พ.ร.บ. ปกครองท้องที่ก็มีส่วนสำคัญ มาถึงประเด็นการปฏิรูป ขอนำเสนอดังนี้
ประการแรก ต้องพัฒนากลไกกลางของระบบอาสาสมัครให้มีความชัดเจน และเข้มแข็ง อย่างที่นำเรียนนะคะ คำว่าตัวกฎหมายเกิดมานานหรือยัง เกิดมานานแล้ว และทางปฏิบัติในความเป็นจริงตอนนี้ดำเนินการไปแค่ไหน อย่างไร ถ้าคำตอบเพียงแค่ว่า กำลังคิด กำลังรวมหัวดำเนินการตรงจุดนี้ดิฉันคิดว่าโอเค (Okay) นั่นอาจจะเป็นการร่วมกัน เพื่อพิจารณาในสิ่งที่จะเกิดประโยชน์ในโอกาสต่อไป อย่างไรก็ตามในเรื่องนี้เพื่อจะให้มี ประสิทธิภาพหรือมีความชัดเจนเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น ที่สำคัญก็คือแก้คำนิยามเรื่องสวัสดิการ สังคมให้ขยายความไปถึงอาสาสมัครด้วย แล้วก็เพิ่มในนิยามของอาสาสมัครนั้น เมื่อเทียบจาก ปฏิญญาอาสาสมัครไทยแล้วอาจจะต้องเขียนให้ครอบคลุมว่า อาสาสมัครหมายถึงผู้ที่อาสา ช่วยปฏิบัติงานด้านสวัสดิการสังคมในองค์กรสวัสดิการสังคม รวมถึงผู้ที่อาสาช่วยปฏิบัติงาน อาสาสมัครในหน่วยงานของรัฐตามภารกิจที่ได้รับมอบหมายด้วย
ประการที่ ๒ ที่เกี่ยวข้องกับตัวกฎหมาย นอกจากคำจำกัดความของความหมายแล้ว ก็คือองค์ประกอบของคณะกรรมการ ณ ขณะนี้ที่ดูในรายละเอียดนั้น กรรมการยังไม่ครอบคลุม กับจำนวนอาสาสมัครที่มี เพราะฉะนั้นเพื่อที่จะให้เกิดการประสานงานกันอย่างจริงจัง อย่างชัดเจน ก็ควรจะเพิ่มตรงส่วนนี้ทั้งในระดับชาติ และในระดับจังหวัดด้วย ถ้ามีผู้แทน ของหน่วยงานที่มีอาสาสมัครก็จะทำให้การทำงานราบรื่น หรือมีการส่งต่อ หรือมีการสื่อข้อมูลได้ เกี่ยวกับเรื่องการจัดให้มีระเบียบกลางเกี่ยวกับอาสาสมัครในภาครัฐทั้งระบบ ตอนนี้ก็ขึ้นอยู่กับ แต่ละหน่วยได้จัดระบบเกี่ยวกับการมีข้อกำหนดในอาสาสมัครแต่ละหน่วยเป็นอย่างไร ถ้าสมมุติว่าได้มีการดำเนินงานเกี่ยวกับเรื่องคู่มือ เกี่ยวกับคุณสมบัติ คุณลักษณะอะไร ทั้งหลาย ก็จะเป็นประโยชน์สำหรับการดำเนินงานเป็นอย่างยิ่ง อ้างอิงถึงเมื่อเช้าเหมือนกัน ที่บอกว่ามี อสม. ออนไลน์ (Online) แล้วมี อสม. ทั้งหมด ๑,๐๐๐,๐๐๐ คน เขาบอกว่า ๒๐๐,๐๐๐ คน มีอายุตั้งแต่ ๖๐ ปีขึ้นไป ก็เป็นข้อมูลว่าจริง ๆ ผู้สูงอายุสามารถให้บริการ ในงานบางลักษณะได้
ประการที่ ๓ ก็คือจัดระบบฐานข้อมูลกลางของอาสาสมัครทั่วประเทศ ถามคนที่มาให้ข้อมูลอย่างที่บอกว่าหลาย ๆ แห่งนั้น ในความเป็นจริงตัวเลขพวกนี้ ที่ให้มาทั้งหมดเคลียร์ (Clear) กันหรือยังว่าอยู่ที่ไหน จำนวนเท่าไร นับซ้ำหรือเปล่า พม. บอกว่า อพม. ของกระทรวง พม. กับ อสม. ของกระทรวงสาธารณสุขซ้ำกัน ๘๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้น ระบบฐานข้อมูลเป็นเรื่องที่สำคัญมาก คือถ้าจะทำหลาย ๆ ด้านก็ต้องมีข้อมูลให้ชัดเจน นั่นแค่ตัวอย่างเฉย ๆ ยังมีหลายส่วนราชการมากที่มีกรณีแบบนี้ เพราะฉะนั้นเรื่องทำข้อมูล ก็เป็นเรื่องที่สำคัญ หน่วยงานกลางก็คงหนีไม่พ้นที่จะให้กลไกกลางเป็นคนประมวลรวบรวมทั้งหมด แต่ละหน่วยก็มีของเขาอยู่แล้ว แต่อย่างไรในภาพรวมของประเทศก็ต้องมีทั้งหมด เพราะถ้าไปรวมอาสาสมัครภาคอื่น ไม่ว่าจะเป็นเอกชน หรือว่าเป็นเอ็นจีโอ (NGOs) ด้านอื่น ตัวเลขก็คงมากกว่านี้ สร้างระบบบูรณาการการทำงานร่วมกันของอาสาสมัครในพื้นที่ เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่คิดว่าจะนำไปสู่คุณภาพหรือประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานภาครัฐ มากยิ่งขึ้น ถ้ามีการรวมกลุ่ม รวมพลัง หรือมีการปรึกษาหารือกันกับอาสาสมัครในแต่ละด้าน โดยเฉพาะด้านที่เป็นเซกเตอร์ (Sector) เดียวกัน มาพูดมาคุยกัน งานที่ลงไป งานที่จะได้ หรือพลังที่จะเกิดขึ้น เช่น อาสาสมัครด้านพัฒนาสังคม สิ่งแวดล้อม และสาธารณสุข ด้านปกครองและรักษาความปลอดภัย ด้านส่งเสริมเศรษฐกิจ เป็นต้น
ประการที่ ๔ ก็คือพัฒนาองค์ความรู้ของอาสาสมัคร ซึ่งเราก็คิดว่าเรื่องนี้ เป็นเรื่องที่สำคัญ อาจจะต้องทำชุดคู่มือหรือชุดหลักสูตรในการดำเนินงาน รวมทั้ง นำเทคโนโลยีสารสนเทศมาเป็นตัวช่วยในการจัดการองค์ความรู้ ก็คงพาดพิงต่อนะคะ เพราะว่าข้อมูลเพิ่งสด ๆ ร้อน ๆ ว่ามี อสม. ออนไลน์ (Online) มีแอป (App) โดยเฉพาะ ก็คงจะเป็นเรื่องที่อาสาสมัครของหน่วยอื่นจะต้องเดินต่อไป
สุดท้าย ก็คือสร้างระบบค่าตอบแทนสิทธิประโยชน์ที่สมเหตุสมผลและเป็นธรรม ตรงนี้ก็เสนอให้ตั้งคณะกรรมการกลางการกำหนดค่าตอบแทนและสิทธิประโยชน์ โดยให้มี ท่านปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธาน อธิบดีกรมบัญชีกลางเป็นรองประธาน แล้วก็มี ผู้แทนจากหน่วยกลาง ก็คือกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ฝ่ายเลขานุการก็จะเป็นเลขานุการร่วมทั้งกรมบัญชีกลางแล้วก็กระทรวงการพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์ เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็คงเป็นสิ่งที่ทางคณะกรรมการจะต้องไปดู เรื่องนี้ในภาพรวมก็คงจะเป็นประเด็นเหมือนกันว่ากรณีที่ได้แล้ว แล้วจะไม่ได้ คงจะเป็นเรื่องใหญ่ แต่สำหรับคนที่ไม่ได้ จะมีวิธีการหรือมีระบบในการให้ค่าตอบแทนแบบไหนถึงจะเหมาะสม เพราะฉะนั้นอาจจะดูแม้กระทั่งในเรื่องความเสี่ยงภัยเพื่อจะเป็นขวัญกำลังใจ แล้วก็เรื่อง ค่าตอบแทนรายชิ้น บางแห่งเก็บข้อมูลมาปรากฏว่าเรียกอาสาสมัคร แต่สถานภาพ หรือการปฏิบัติงานนั้นเหมือนลูกจ้างชั่วคราว เป็นความหลากหลายที่นับว่าหลากหลายจริง ๆ นี่คือภาพทั้งหมดที่นำเรียนที่ประชุมเพื่อโปรดพิจารณาว่าในสิ่งที่จะเกิดขึ้นถ้าสมมุติว่า มีการผลักดันเรื่องนี้ แน่นอนค่ะ งานลักษณะแบบนี้ แล้วก็เกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน คงจะต้องใช้เวลาในการดำเนินการ เราก็ให้เวลาถึงปีแรกว่าเรื่องคำนิยาม หรือวางระเบียบ แล้วก็จัดทำปีที่ ๒ ไปถึงจัดฐานข้อมูล เรื่องค่าตอบแทน องค์ความรู้ก็ต้องพัฒนายาวไปเรื่อย ๆ สิ่งที่ได้ก็คงคิดว่าจะเป็นกลไก อาสาสมัครจะเป็นกลไกที่เข้มแข็งในระดับพื้นที่ในการที่จะช่วย สนับสนุนการปฏิบัติงานของภาคราชการ เราก็มองเห็นว่าตัวข้าราชการเองนั้นลงไม่ถึงพื้นที่ ที่เป็นในระดับปฏิบัติงานหรืองานที่จะลงไปในพื้นที่จริง ๆ ถ้าเรามีอาสาสมัครที่เข้มแข็ง มีประสิทธิภาพย่อมช่วยแบ่งเบาภารกิจของรัฐได้ อีกส่วนหนึ่งก็คืองบประมาณ ถ้าสมมุติว่า กระจัดกระจายกันอยู่ แบ่งส่วน แยกส่วนทำ งบก็แตกตามส่วนราชการ แต่ถ้ามารวมกันจะช่วย ลดงบประมาณได้ ที่สำคัญก็เป็นการสร้างเครือข่ายด้านอาสาสมัครการทำงานของภาครัฐ กับตัวข้าราชการ แล้วก็เป็นพลังที่จะไปประสานกับเครือข่ายอื่น ๆ ต่อไป ก็ขอนำเรียน รายละเอียดในเรื่องการศึกษาพัฒนารูปแบบการดำเนินภารกิจภาครัฐในเรื่องการปฏิรูป ระบบงานอาสาสมัครในภาครัฐ ก็ยินดีที่จะได้รับคำแนะนำหรือเพิ่มเติมเพื่อจะให้ ผลการศึกษาเรื่องนี้สมบูรณ์ แล้วก็เติมเต็มที่จะเป็นเครื่องมือในการปฏิบัติงานในพื้นที่ ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นค่ะ