นิกร จำนง หารือการปฏิรูประบบงานอาสาสมัครในภาครัฐ โดยเห็นควรส่งเสริมจิตอาสาที่สอดคล้องกับวัฒนธรรมการช่วยเหลือกันของสังคมไทย แต่เตือนไม่ให้รัฐผลักภาระการดูแลประชาชนไปยังภาคประชาชน พร้อมเน้นย้ำความสำคัญของการบูรณาการบทบาทอย่างสอดคล้องระหว่างภาครัฐและภาคประชาชน โดยรัฐต้องรับผิดชอบหลักอย่างเต็มที่และไม่ครอบงำจิตวิญญาณของความเป็นอาสาสมัคร โดยเฉพาะในการพิจารณาจ่ายค่าตอบแทนหรือจัดตั้งหน่วยงานที่อาจเปลี่ยนภาพลักษณ์ของอาสาสมัครจากผู้ให้บริการด้วยจิตกุศลไปสู่ผู้รับจ้าง
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิก ท่านกรรมาธิการ ผมเรียนต่อประเด็นนี้นะครับ การปฏิรูประบบงานอาสาสมัครในภาครัฐที่มีการนำเสนอ ในภาพรวมผมเห็นด้วยเป็นอย่างมากก็จะสนับสนุนเรื่องนี้ เหตุผลที่มีความเหมาะสมเพราะว่า อยู่ใน ๒ มิติ มิติที่ ๑ งานอาสาเป็นงานที่เหมาะกับสังคมไทยเพราะคนไทยใจบุญอยู่แล้ว เป็นลักษณะพิเศษก็คือมีอะไรก็ช่วยกันอย่างเต็มที่เวลามีเหตุ ซึ่งตรงนี้จะเป็นพื้นฐาน ของสังคมไทยอยู่ ก็เลยเป็นเหตุที่ตัวเลขที่ท่านรวบรวมมามีเยอะแยะไปหมด คือบางที่เป็นความอยากจะทำ อยากจะทำงานให้กับส่วนรวม ร่วมด้วยกันหรือว่าเป็นจิตอาสา เป็นพื้นฐานสังคมไทย มิติที่ ๒ เป็นปัญหาเรื่องความขาดแคลน คือสังคมของเราเองเป็นสังคม ที่มีการเติบโตแล้วก็มีบางอย่างไม่โตตาม ก็คือภาวะภาครัฐเองในการเข้าไปดูแลเรื่องต่าง ๆ ซึ่งตรงนี้ผมอยากจะติงไว้เป็นข้อสังเกตเบื้องต้นว่าเรื่องนี้มีส่งผลย้อนกลับเหมือนกัน ผมยกตัวอย่างสังคมไทยเอง อย่างมีปัญหาที่ตำบลกะทูนครั้งหนึ่ง ผมยังสะท้อนใจอยู่ เมื่อ ๒๐ กว่าปีที่แล้ว แล้วก็มีแม่ที่ลูกถูกน้ำพัดหายไป ๓ คน แล้วทีวี (TV) จะไปสัมภาษณ์ คือสิ่งที่แม่คนนั้นหันมามองทีวี (TV) ผมจำได้ไม่เน้นชื่อว่าช่องไหน คือลูกหายไปหมดเลย ๓ คน จากอุบัติเหตุ แม่ก็หันมาแล้วเป็นเสียงที่เปล่งออกมาเหมือนสัตว์เจ็บ ไม่เป็นเสียงคน ปัญหาก็คือตอนหลังพอแม่พูดได้เขาก็บอกว่าบุญน้อย เกิดมาไม่มีบุญ คือกลายเป็นว่า สังคมของเราหน้าที่รับผิดชอบต่าง ๆ เป็นเรื่องบุญ เรื่องกรรม เป็นปัญหา จริง ๆ แล้วเรื่องนี้ ความไม่มีเรสคิว (Rescue) หรือไม่มีการดูแลเรื่องความปลอดภัยของประชาชนต่างหาก ที่เป็นผู้รับผิดชอบ แต่ประชาชนเองก็ยังโทษบุญโทษกรรมอยู่ก็เลยกลายเป็นปัญหา ความละเลยในความรับผิดชอบ สิ่งเหล่านี้เองที่ผมฝากไว้ว่าการมีอาสานี้เป็นเรื่องดีมาก ของเราขาดแคลน เรามีครบไม่ได้ แต่ที่ต้องพึงระวังก็คือว่าพอมีขึ้นมาจะให้รัฐสูญเสีย ความรับผิดชอบไป เรามีปัญหาอยู่ครั้งหนึ่งถ้าท่านประธานจำได้ว่าเลาดาแอร์ตกแล้วก็มี การเข้าไปช่วย แล้วปรากฏว่าไปหยิบของหยิบอะไรเขา ถ้าจำได้คงแถว ๆ ในภาคกลาง ก็ปรากฏว่าประเทศเสียหายกันไปใหญ่ เครื่องบินตกแล้วคนก็ไปช่วยไปเก็บ ตอนนั้นผมเอง เป็น ส.ส. อยู่ออกมาแถลงว่าเป็นบางส่วนเท่านั้นเอง เราต้องช่วยกันแก้ในเรื่องนี้
ประเด็นที่ ๑ ที่อยากจะนำเสนอเป็นข้อสังเกตตรงนี้ก็คือว่าส่งเสริมอาสาสมัคร แต่อย่าให้รัฐละเลยหน้าที่ไม่อย่างนั้นเราก็ผลักไปเรื่อย อย่างเช่น เรามีมูลนิธิร่วมกตัญญู มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง แล้วสุดท้ายเราลืมไปว่าหน่วยนี้เป็นหน่วยปฏิบัติในการดูแลก็เลยไม่ต้องมีกัน ไม่ต้องจัดให้มี การทำเพราะเป็นหน้าที่นี่เป็นหน้าที่ของรัฐ ถ้าประชาชนเขาเจ็บปวด เขาลำบากต้องโทษรัฐเลยเพื่อรัฐจะได้ดูแลเขา ไม่ใช่คล้าย ๆ ว่าเราก็ไปพึ่งสิ่งที่ อยู่รอบข้าง ไปพึ่งอาสาสมัคร ส่วนนี้ไม่เหมาะสมมาก ผมย้ำอีกทีก็คือถ้าเราไปพึ่งตรงนี้ ทำให้สูญเสียหน้าที่ความรับผิดชอบของรัฐ ถ้าประชาชนจะมีปัญหาก็ให้เขาด่ารัฐไป ไม่ใช่ไปโทษเวรโทษกรรมหรือโทษที่ตัวเองเกิดมามีกรรม นี่เป็นประเด็นที่อยากจะให้ คีป อิน ไมนด์ (Keep in mind) หรือถือเป็นหลักการไว้ อย่าให้รัฐสูญเสียความรับผิดชอบ โดยอาสาสมัคร นี่เป็นตัวเสริมได้ แล้วค่อย ๆ ลดไป รัฐมีครบทุกอย่างก็คงไม่ได้ ต้องอาศัยพึ่งไป เหมือนอย่างรถพยาบาล ขณะนี้ผมทำเรื่องโรดเซฟตี (Road Safety) อุบัติเหตุอยู่ รถพยาบาลที่จะส่งคนที่ถูกรถชนไปโรงพยาบาลจริง ๆ แล้วมีไม่กี่เปอร์เซ็นต์ นอกจากนั้นเป็นรถของมูลนิธิหมด ทีนี้ประเด็นก็คือว่าถ้าอย่างนั้นเราไม่ต้องมีใช่ไหม ไม่ใช่ครับ เราต้องมี แต่ตอนนี้ยังไม่มีก็พึ่งพาเขาไปก่อน แต่ว่าหน้าที่เราต้องมีสิ่งเหล่านี้ขึ้นมา อาสาสมัครที่มีคนอยู่ตรงนี้เราก็ต้องมี ตรงนี้ผมฝากไว้เป็นประเด็นแรก
ประเด็นที่ ๒ คำว่า ภาครัฐ ผมอยากให้พึงระมัดระวัง เพราะคำว่า ภาครัฐ จะทำให้เกิดการแยกระหว่างอาสาสมัครที่เป็นของรัฐกับเป็นของเอกชน อย่างที่เราพูด เมื่อสักครู่นี้ว่าประชาชนคนไทยใจบุญมีจิตอาสาอยากจะช่วยส่วนรวม แต่พอเราไปแยก เป็นแบบนี้จะกลายเป็นภาครัฐและภาคเอกชนขึ้นมาทันที ดังนั้นจุดตรงนี้การที่จะมี การร่วมกันตรงนี้ กรรมการที่ท่านจะตั้งขึ้นมาจะมีเอกชนด้วยใช่ไหม แต่ปัญหาคือ พอเราเรียกว่าภาครัฐจะมีเส้นขึ้นมาทันที จากเดิมไม่มีเส้นแบ่ง แต่กลายเป็นมีเส้นขึ้นมา เราต้องรับผิดชอบตรงนี้เพราะว่าจะมีการแยกประเภทขึ้นมาทันที เราจะทำอย่างไร คือตั้งขึ้นมาก็ดีเป็นการดูแล แต่ว่าสิ่งเหล่านี้เป็นไซด์เอฟเฟ็กต์ (Side Effect) เป็นอีกด้านหนึ่งของเหรียญที่เกิดขึ้น ก็คือทำให้มีการแยกตัวออกไป หรือที่ท่านได้นำเสนอว่าหลายคนเป็น ๒ อย่าง การเป็น ๒ อย่าง ถ้าไม่มีผลกระทบใด ๆ ทำไมเขาจะเป็นไม่ได้ถ้าเขามีเวลา คือถ้าหากว่าคนหนึ่งต้องเป็น ๑ อย่าง ก็กลายเป็นว่าเขามีบุญที่เขาจะทำเยอะ ตรงนี้เส้นแบ่งอยู่ตรงไหนมีอีกด้านหนึ่งเหมือนกัน ที่เป็นบวกและเป็นลบกันอยู่ ประเด็นเรื่องการร่วมมือ ผมมีตัวอย่างที่อยากจะให้ดูว่า การร่วมมือกันทำจะเป็นประโยชน์อย่างมาก เรามีหลายคณะ หลายแผนก หลายอย่าง ผมยกตัวอย่างของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เอง มีอาสารวมทั้งสิ้น ๒๐๐,๐๐๐ กว่าคน ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เองเราพบว่า อาจจะเริ่มมาจากจังหวัดชายแดนภาคใต้ ปรากฏว่าตอนหลังรัฐเข้าไปทำอะไรไม่ได้เลย เจ้าหน้าที่ของรัฐเข้าไปทำงานใน ๓-๔ จังหวัดชายแดนภาคใต้อันตรายมากเราก็เลย พบว่าอย่างนี้ครับ โครงการต่าง ๆ ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ไปทำได้ ในจังหวัดชายแดนภาคใต้อาศัยอาสาสมัครเกษตร เพราะเขาเป็นคนที่นั่น เขาเป็นคนอยู่ในหมู่บ้าน แล้วงานก็ไป แต่ถ้าหากว่าปศุสัตว์เข้าไปเราโดนทำร้าย เราเสียชีวิตไปหลายอย่าง กรมชลประทานไปทำเรื่องน้ำที่จะเข้าไปที่โรงงานทำฮาลาลก็ถูกทำให้เสียชีวิต ปศุสัตว์ ก็หลายท่าน ตอนหลังเราไปตรวจสอบดูปรากฏว่าการใช้อาสาของหมู่บ้านมีประโยชน์มาก สามารถไปทำงานพัฒนาได้ ดังนั้นเราก็เลยตั้งเป็นเกษตรหมู่บ้านขึ้นมาโดยใช้กลไกของ จังหวัดชายแดนภาคใต้แล้วเราก็ขยายออกมา ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เอง เรามีเกษตรตำบล ตอนหลังเราดาวน์ไซซิง (Downsizing) ระบบ แล้วคนที่จะแตะกับประชาชนเอง ไม่มี เพราะฉะนั้นงานของรัฐก็มีปัญหาเป็นอย่างมาก การที่มีเกษตรหมู่บ้านเป็นหน่วยย่อยที่สุด ที่อยู่ตรงนั้นจะช่วยได้เยอะ ปัญหาที่ว่ารวม ๆ อยู่ในนี้ที่ท่านเสนอขึ้นมาเป็นปัญหาที่เรา ปวดหัวกันแล้วจะทำอย่างไร เกษตรหมู่บ้านขึ้นอยู่กับกรมส่งเสริมการเกษตร ทีนี้ในนี้ จะมีหมอดิน มีอาสาสมัครชลประทาน มีหน่วยต่าง ๆ เยอะแยะ ปศุสัตว์อาสา มีเต็มไปหมด แล้วเราจะทำอย่างไร เราใช้วิธีอย่างนี้ครับ ในการตั้งตัวนี้เป็นกลไกจะมาจากจังหวัดชายแดน ภาคใต้ก่อน พอครบแล้วเราเห็นว่าเวิร์ก (Work) มาก มีประโยชน์มากเราก็ขยายขึ้นมา เพื่อจะให้หน่วยเล็กสุดไปถึงหมู่บ้าน เกษตรตำบลเรามีแล้ว ในตรงนั้นก็ให้เขาเลือกคนกันเอง มาเป็นในส่วนของสภาพัฒนาเกษตรกรด้วย ก็คือเลือกกันขึ้นมาว่าในนั้นใครที่ได้รับความนับถือ มากที่สุด ที่ขึ้นกับกรมส่งเสริมการเกษตรหมายถึงทำทุกอย่าง หมอดิน ประมงอาสา ปศุสัตว์อาสา ทุกอย่างของเกษตรเราถือเป็นหนึ่ง เหมือนจะมีหัวหน้า ไม่เชิงเป็นหัวหน้า คือเป็นผู้ประสานงานกลไกควบอยู่ในนั้น ดังนั้นกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในหมู่บ้านมีครบ มีอาสาดิน มีประมง มีปศุสัตว์ มีชลประทาน แล้วแกนตรงนี้ที่จะทำให้ครบทุกมิติ แต่ถ้าเรา ไปแยกจะได้แต่ปลา กรมประมง ได้แต่น้ำ กรมชลประทาน ได้แต่ดิน ในการดูแลชุดดินว่า ดินตรงนี้ควรจะใช้ปุ๋ยชนิดไหน ก็ได้แต่หมอดินไป สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่บูรณาการครับ คำว่า บูรณาการคงใช้ไม่ได้ เราใช้คอลลาบอเรชัน (Collaboration) หรือการสอดประสานงานกัน การบูรณาการเดี๋ยวนี้เป็นศัพท์ที่ไม่อยากใช้ เพราะใช้แล้วพูดไปก็ผิด มันไม่เวิร์ก (Work) เพราะว่าทุกคนทำงานอยู่กับกรมทั้งหมด แต่ว่าการเอาพื้นที่เป็นหลักและมีการสอดประสาน ก็คือว่าหันหน้าเข้าหากันไม่ใช่หันหน้าไปหากรมของตัวเอง ในการทำงานให้สำเร็จตรงนี้ จะเป็นตัวอย่าง ฉะนั้นการที่ทำให้อาสามีการพัฒนาคือไม่ใช่แยกส่วนเขา แต่รวมขึ้นมาให้ได้ ตรงนี้เป็นส่วนที่สำคัญ ก็คิดว่าการร่วมมือกันระหว่างอาสาสมัครภาคเอกชนกับภาครัฐ มีรอยแยกไม่ได้ ตามฐานที่ว่าแล้วในส่วนนี้ก็คือการให้รวมกันและมีการจัดการจะเป็นประโยชน์มาก ประเด็นที่ ๒ ที่ท่านเสนอมาคือการให้ความรู้ ผมยกตัวอย่างสิ่งสำคัญที่ประสบด้วยตัวเองก็คือ อปพร. อปพร. เองเป็นอาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนของกระทรวงมหาดไทย มีตั้ง ๑,๒๐๐,๐๐๐ กว่าคนทั้งประเทศ แล้วเราใช้กลุ่มตรงนี้ พวกเราใช้ตรงนี้เยอะมาก ในการแก้ปัญหาเรื่องเกี่ยวกับภัยทางถนน ซึ่งตรงนี้จะเป็นภัยเรื่องไฟไหม้ เรื่องฝนตก น้ำท่วม ประเด็นสำคัญอย่างที่ผมเคยพูดไว้แล้วว่า สมัยก่อนชอบช่วยคนข้างถนนเวลาถูกรถชน เพิ่งมารู้ทีหลังว่ามีคนพิการเพราะผมสักกี่คน เพราะว่าเราไปยกตามประสาความหวังดีของเรา ไปยกผิดยกถูกกระดูกสันหลังเขาเคลื่อน ข้อต่อเคลื่อน ผมมารู้ทีหลังตอนผมเป็นรัฐมนตรีว่าอันตรายมาก ตอนหลังเราก็เลยมา ให้ความรู้อาสา อาสาพวกนี้มีประมาณเป็นล้าน ๆ คนซึ่งไม่มีความรู้ งบประมาณในการ ให้ความรู้ไม่มี ผมเรียนท่านประธานว่าผมใช้งบประมาณจากการประมูลเลขสวยร่วมกับ หม่อมราชวงศ์เจตจันทร์ ประวิตร ท่านกิติบดีก็ย้ายไปอยู่ที่เพชรบุรีแล้วซึ่งท่านเป็นลูกชาย ที่ทำงานอยู่ด้วยกัน เราเอาอาสาสมัครมาสอน ๒ อย่าง ๑. สอนในการเข้าไปช่วย แล้วไม่เกิดอันตรายต่อผู้ที่เราช่วย ก็คือจะยกอย่างไร จะหนีบตัวอย่างไร จะทำอย่างไร จะถ่างรถออกมาอย่างไรที่จะเอาออกมาได้ ไม่อย่างนั้นกลายเป็นสร้างบาปบริสุทธิ์ ๒. สอนให้เขามีความรู้ไม่ให้ตัวเองมีอันตรายเพราะว่าเข้าไปกู้ภัย ตรงนั้นมันภัย ถ้าหากว่า เป็นรถเครนมีสารเคมี เอาอะไรไปฉีดมีความรู้ไหม ต้องมีความรู้ มีไฟไหม้จะเข้าไปอย่างไร ในลักษณะของเพลิง ต้องให้ความรู้เขาหมด ซึ่งตรงนี้รัฐจะต้องไปอบรมเขาโดยเฉพาะเรื่องภัย แล้วเงินในการอบรมเขาไม่มี เพราะฉะนั้นการรวมกันให้ความรู้ อย่างบางทีไปจอดรถ แล้วกันไว้มีรถมาเป็นอุบัติเหตุซ้ำที่ตายกันไปน่าเสียดายมาก รถพยาบาลก็ถูกชนอยู่บ่อย ๆ นี่เป็นประเด็นที่ ๒
ประเด็นที่ ๓ เรื่องค่าตอบแทน มันเป็นเหรียญ ๒ ด้าน เมื่อก่อนถ้าหากว่า ในตำบลในหมู่บ้านของท่านประธานมี อสม. ทุกคนยกย่องเพราะว่าให้เครดิตกับ อสม. เพราะถือว่าเป็นผู้อาสา เขาจะนับถือว่าคนคนนี้มาช่วยเรา มาช่วยคนแก่ มาดูแลเรื่องโรคภัยให้ อะไรให้ ทุกคนมาแล้วทุกคนก็ชื่นชมหมดเพราะว่าเขาทำบุญ แต่พอรัฐให้เงินเขา ๖๐๐ บาท ตรงนี้ต้องระวังมากเลยเพราะว่าในการให้ต้องเรียกให้ถูก ก็กลายเป็นว่าอาสาตรงนี้ เป็นคนของรัฐไป เขาไม่รู้หรอกว่าเราให้เขาเท่าไร แต่กลายเป็นว่าแทนที่จะมาทำบุญ มาช่วยเหลือเป็นอาสา กลายเป็นว่ามาทำหน้าที่ แทนที่ว่าจะยกย่องกลายเป็นว่าเรียกร้อง ตรงนี้ทำให้เกิดความเสียหายอย่างรุนแรงต่ออาสามาก จริง ๆ เราให้เขาไปเล็กน้อยไม่คุ้มกันเลย เอาไปทำบุญวัดเดียวก็หมดแล้ว แต่กลายเป็นว่าเป็นคนได้รับเงินเดือน มันมีความรู้สึก อีกแบบหนึ่งเกิดขึ้นทั้งผู้ที่เป็นอาสาและประชาชนที่มองมายังอาสา ตรงนี้ท่านจะมีวิธีแก้ไขอย่างไร มันเป็นดาบสองคมที่อีกคมหนึ่งก็คมไม่ใช่น้อย คมในมุมกลับ ซึ่งจริง ๆ แล้วได้อยู่ ๖๐๐ บาท ๘๐๐ บาท แต่คนก็รู้สึกว่าคุณเป็นคนของรัฐได้รับเงินจากรัฐ ความรู้สึกตรงนี้เราจะทำอย่างไร สุดท้ายก็อยากจะเรียนว่าผมเห็นด้วยเป็นอย่างมากในการจะพัฒนาตรงนี้ แต่ว่าให้พิจารณา ข้อสังเกตมุมกลับบ้างเพราะว่ามันมีผลย้อนกลับ
ประเด็นสุดท้าย ในการจะตั้งขึ้นมาเราไปตั้งที่ พม. หมายถึงว่าเป็นหน่วย เพราะเราจะไปใช้ พ.ร.บ. ฉบับนั้น สิ่งสำคัญที่ผมอยากจะฝากไว้ เรากำลังเอาบางอย่าง ไม่ใช่ไปครอบ ห้ามไปครอบ ไปเทินขึ้น เอาสิ่งนี้ไปเสริมเขา เพราะว่าบุคลิกในอาสาแต่ละอย่าง อาสาสมัครด้านสาธารณสุขเขามีบุคลิกแบบหนึ่ง เขามีจิตใจแบบหนึ่ง อาสาสมัคร อปพร. เขาก็มีอีกแบบหนึ่ง ถ้าเราเอาความเป็นอีกกรม อีกกระทรวงหนึ่งเข้าไปครอบเขาจะมีปัญหามาก ต่อจิตวิญญาณอาสาของเขา เพราะฉะนั้นถ้าเราเอาสิ่งนี้ไปเป็นปุ๋ยไปยกเขาขึ้นมาผมเห็นด้วย แต่ห้ามเอาความเป็นรัฐไปครอบเขาจะทำให้เขาไม่งอกงามและเขาไม่เติบโต แล้วจะสูญเสีย จิตวิญญาณในการเป็นอาสาไปตั้งแต่ที่ได้กล่าวไว้แต่ต้น ก็มีประเด็นที่เห็นด้วย แต่อยากจะ นำเรียนเป็นข้อสังเกตบางส่วนที่ฝากไว้พิจารณา กราบขอบพระคุณครับท่านประธาน