คุรุจิต นาครทรรพ หารือการปฏิรูประบบงานอาสาสมัครในภาครัฐ โดยเสนอให้ปรับปรุงนิยาม กฎหมาย และจัดตั้งระเบียบกลางเพื่อสร้างมาตรฐานและคุ้มครองอาสาสมัครอย่างเป็นระบบ พร้อมสนับสนุนการใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลเพื่อสื่อสารสองทางโดยยกตัวอย่างความสำเร็จของ อสม. ที่ใช้ไลน์ในการให้บริการ รวมถึงเสนอให้จัดโครงสร้างการบริหารงานตามลักษณะพื้นที่อย่างเหมาะสมเพื่อรักษาจิตอาสาโดยไม่ผูกมัดกับระบบราชการอย่างเคร่งครัด
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศที่เคารพ กระผม คุรุจิต นาครทรรพ ก่อนอื่นก็ต้องขอบพระคุณคณะกรรมาธิการ ด้านการบริหารราชการแผ่นดิน ที่ทำการค้นคว้าแล้วก็เสนอรายงาน เรื่อง การพัฒนารูปแบบ การดำเนินภารกิจภาครัฐ ในหัวข้อการปฏิรูประบบงานอาสาสมัครในภาครัฐ ซึ่งโดยรวม รายงานนี้ก็มุ่งเน้นในการศึกษาระบบงานอาสาสมัครที่ช่วยปฏิบัติงานในส่วนราชการต่าง ๆ โดยใช้งบประมาณภาครัฐในการดำเนินการ โดยไม่รวมอาสาสมัครที่ช่วยปฏิบัติงานในเรื่อง ความมั่นคงปลอดภัยของประเทศซึ่งเป็นงานเฉพาะและต้องเป็นระบบแยกออกจากกัน ท่านประธานครับ กระผมอยากจะขอเอ่ยในเบื้องต้นก่อน คำว่า อาสาสมัคร ในความหมาย ของกระผมก็เข้าใจว่าแปลว่าโวลันเทียร์ (Volunteer) มาจากภาษาอังกฤษว่า โวลันเทียร์ (Volunteer) ก็คือคนที่เขามีจิตอาสามาช่วยงานของรัฐ แบ่งเบาภาระภาครัฐโดยไม่ได้หวัง ค่าตอบแทน แต่ก็ได้รับค่าใช้จ่ายในเรื่องของค่ารถ ค่าอาหาร แต่อาสาสมัครคงไม่ใช่อาชีพ ในความหมายนี้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่กระผมจะคอมเมนต์ (Comment) หรือให้ข้อสังเกตต่อไป บางทีก็รู้สึกว่าสิ่งที่กรรมาธิการนำมาเสนอเอาคำว่า อาชีพ กับ อาสาสมัคร มาเป็นตัวคีย์เวิร์ด (Keyword) ที่จะจับ และบางครั้งก็เลยอาจจะทำให้คำว่าโวลันเทียร์ (Volunteer) เสื่อมความหมายลงไป รายงานของคณะกรรมาธิการด้านการบริหารราชการแผ่นดิน โดยสรุปสาระสำคัญก็มีหลัก ๆ ๔-๕ ข้อดังนี้ คือปัจจุบันมีอาสาสมัครที่เข้ามาช่วยสนับสนุนงาน ในภาครัฐ ในส่วนราชการต่าง ๆ ทั่วประเทศถึง ๘,๐๐๐,๐๐๐ คน ซึ่งในรายงานก็ทำการสำรวจมา ได้อย่างดี ทำให้ผมได้ความรู้เพราะไม่รู้มาก่อนว่า ๘,๐๐๐,๐๐๐ คนอยู่ที่กระทรวงมหาดไทย เกือบ ๕,๐๐๐,๐๐๐ คน อยู่ที่กระทรวงสาธารณสุขประมาณ ๑,๐๐๐,๐๐๐ คน แล้วก็ยังมี กระทรวงวัฒนธรรมซึ่งผมก็ไม่รู้ว่ามีอาสาสมัคร นับ ๆ แล้วก็ ๘๐๐,๐๐๐ คน ที่กระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ๔๐๐,๐๐๐ คน อันนี้คือกระทรวงที่มีอาสาสมัครหลัก ๆ นอกจากอาสาสมัครเหล่านี้จะมีบทบาทช่วยเหลือ สนับสนุนภารกิจของรัฐแล้ว ยังมีหน้าที่ เป็นสื่อกลางในการติดต่อสื่อสารระหว่างภาครัฐกับประชาชนในพื้นที่ โดยมีอาสาสมัคร ทั้งประเภทที่ได้รับค่าตอบแทนและไม่ได้รับค่าตอบแทน ที่ไม่ได้รับค่าตอบแทนก็อาจจะได้รับ สิทธิประโยชน์ รวมทั้งได้รับค่าตอบแทนด้วย เช่น เงินรางวัล การได้รับการไปฝึกอบรม การได้รับแจกสิ่งของ การได้รับทำประกันชีวิต หรือบางประเภทก็มีสิทธิที่จะขอพระราชทาน เครื่องราชอิสริยาภรณ์ให้อาสาสมัครเหล่านี้ด้วย กรรมาธิการก็ได้ไฮไลต์ (Highlight) ว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือในมุมมองของกรรมาธิการคือมีอาสาสมัครหลายรูปแบบ สังกัด หลายส่วนราชการ ต่างฝ่ายต่างก็มีงบประมาณของตนเอง เกิดความเหลื่อมล้ำจากการ มีการเบิกจ่ายไม่เท่ากัน แล้วก็มีระเบียบต่างกัน ไม่มีมาตรฐานกลางเรื่องค่าตอบแทน สิทธิประโยชน์มาดูแลอาสาสมัครในหลาย ๆ รูปแบบนั้น อันที่ ๓ ก็คือยังไม่มีกฎหมายฉบับใด ที่กำหนดขึ้นมาเกี่ยวกับการจัดระบบอาสาสมัคร แต่พอจะมีกลไกที่สนับสนุนงานด้านนี้อยู่บ้าง ก็คือไปค้นพบว่ามีพระราชบัญญัติอยู่ในกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ คือพระราชบัญญัติส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคม พ.ศ. ๒๕๔๖ ที่กำหนดเพียงว่าอาสาสมัคร มีนิยามว่าคือใคร แต่ว่าเป็นด้านของสวัสดิการสังคม นอกจากนั้นกฎหมายก็กำหนดให้มี คณะกรรมการในส่วนกลางระดับชาติ คือคณะกรรมการส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคมแห่งชาติ ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน แล้วก็มีอนุกรรมการที่มีอธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ เป็นประธาน ในส่วนภูมิภาคก็มีกรรมการส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคมระดับจังหวัด ซึ่งมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน อันนี้ก็ทำในส่วนของกรม พส. เข้าไป ซึ่งกรม พส. มีอาสาสมัครน้อยกว่ากระทรวงที่ผมบอกมาข้างต้น ๔-๕ กระทรวงนี้มาก คณะกรรมาธิการ ของท่านก็เลยเสนอแนวทางแก้ไขในประเด็นปฏิรูป ๕ เรื่อง ก็คือ แก้ไขเพื่อรองรับสถานภาพ ของอาสาสมัครและคุ้มครองเพื่อประโยชน์ของอาสาสมัคร ๓ เรื่อง ก็คือ ๑. ปรับปรุง คำนิยามในพระราชบัญญัติส่งเสริมการจัดการสวัสดิการสังคมของอาสาสมัคร ให้ไปครอบคลุม อาสาสมัครทุกประเภทที่อยู่ในกระทรวงอื่นด้วย ๒. ปรับปรุงองค์ประกอบของคณะกรรมการ ให้มีเพิ่มขึ้น และ ๓. ให้มีระเบียบกลางสำหรับอาสาสมัครทั้งหมดโดยให้กระทรวง พม. เป็นผู้จัดทำ ฐานข้อมูลกลาง ใช้ระบบเลขประจำตัวประชาชน ๑๓ หลักอะไรก็แล้วแต่ แล้วก็ให้ประชาชน ที่เป็นอาสาสมัครอยู่แล้วเสนอว่าให้เป็นได้อย่างมาก ๒ สังกัด อาจจะเป็นมากกว่านั้นก็ได้ แต่ให้รับค่าตอบแทนได้ ๒ สังกัดสูงสุด และขอเสนอให้สร้างกลไกบูรณาการในพื้นที่โดยยึด คณะกรรมการหมู่บ้านหรือ กม. ซึ่งในหมู่บ้านก็จะมีอาสาสมัครได้ ๔ รูปแบบหรือ ๔ สาขา เท่านั้น ก็คือ อันที่ ๑ สาขาสังคมสิ่งแวดล้อมและสาธารณสุข อันที่ ๒ คือสาขาด้านการปกครอง และรักษาความสงบเรียบร้อย อันที่ ๓ เป็นอาสาสมัครในสาขาส่งเสริมด้านเศรษฐกิจ ได้แก่ ด้านเกษตร พาณิชย์ พลังงาน ท่องเที่ยว อุตสาหกรรมต่าง ๆ อันที่ ๔ เป็นด้านการศึกษา และวัฒนธรรม แล้วก็เสนอให้พัฒนาองค์ความรู้ จัดทำคู่มือ ฝึกอบรมต่าง ๆ และอันสุดท้าย ที่สำคัญก็คือเสนอให้สร้างระบบค่าตอบแทนและสิทธิประโยชน์ที่สมเหตุสมผลและเป็นธรรม โดยให้มีคณะกรรมการกลางที่มาจากกรมบัญชีกลางเป็นผู้ตั้งขึ้นมาดูแล ท่านประธานครับ กระผมก็มีความเห็น ข้อเสนอแนะ และข้อสังเกตที่อยากจะฝากไปในเบื้องต้นก็คือ คำว่า อาสาสมัคร ก็คือมาจากคำว่า โวลันเทียร์ (Volunteer) ก็คือเขาทำด้วยจิตอาสา มีจิตสาธารณะ อาสาสมัครคงไม่ใช่ทำเพราะต้องการเป็นอาชีพเป็นหลัก เผอิญอาสาสมัครที่มาช่วยงานของรัฐ ก็มีงานหนักเบาไม่เท่ากัน ในกระทรวงที่ท่านเซอร์เวย์ (Survey) ลักษณะงานไม่เหมือนกัน อาสาสมัครจราจรต้องไปตากแดด ดมฝุ่น อาสาสมัครพิทักษ์ป่าต้องไปรบกับไฟป่า แต่อาสาสมัครเฝ้าระวังวัฒนธรรมอาจจะดูทีวี (TV) อยู่ที่บ้าน หรือไปศูนย์การค้า เห็นพระมาบิณฑบาตตอนบ่ายอะไรอย่างนี้ก็ไปบอก งานคนละแบบ ซึ่งควรจะให้ ค่าตอบแทนเท่ากันหรือบางอย่างก็ไม่ควรให้ค่าตอบแทนเลย อย่างนั่งดูทีวี (TV) อยู่แล้ว เห็นว่าหนังเรื่องนี้ไม่ดี ไม่เหมาะสม พูดจาไม่เรียบร้อย แต่งตัวไม่สุภาพ อันนี้ก็โทรศัพท์มาแจ้ง ไม่เห็นต้องได้รับค่าตอบแทนเขามีจิตสาธารณะ เพราะฉะนั้นที่ผมเป็นห่วงก็คือคณะกรรมาธิการ เอาระบบราชการมาจับกับระบบอาสาสมัคร แล้วจะทำให้อาสาสมัครน้อยลง อันนี้ก็อยากจะ ฝากไว้ด้วยว่าอย่าให้เป็นระบบราชการจนเกินไปนัก เพราะคำว่า โวลันเทียร์ (Volunteer) ก็คือ เขาทำโดยมีจิตอาสา อันที่ ๒ อาสาสมัครบางแห่งก็มีลักษณะงานที่เสี่ยงภัย งานป้องกัน และปราบปราม อย่างเช่น อาสาสมัครรักษาดินแดน อาสาสมัครพิทักษ์ป่า อาสาสมัครจราจร อันนี้อาจจะให้ค่าตอบแทนเขาได้บ้าง ก็จะต้องมีเส้นแบ่ง ที่ท่านบอกว่าไม่เกี่ยวกับความมั่นคง แต่ท่านพูดถึงเรื่องนี้มันก็เกี่ยว เพราะฉะนั้นอะไรคือเส้นแบ่งที่ว่านั้น อันที่ ๓ ที่ท่านบอกว่า จะมีคณะกรรมการค่าตอบแทนที่ตั้งขึ้นโดยกรมบัญชีกลางจะมีอำนาจพิจารณาเพดาน ค่าตอบแทนที่จะจ่ายให้แก่อาสาสมัครแต่ละประเภทหรือบางประเภท หรือพิจารณาว่า ประเภทไหนไม่สมควรจ่ายค่าตอบแทนหรือมีสิทธิประโยชน์อย่างอื่นมาสนับสนุน จะทำได้ แค่ไหน เพียงใด ทำไปทำมาเดี๋ยวจะทำให้เกิดความแตกแยกของคนที่เป็นอาสาสมัคร ต่างกระทรวง แล้วทำให้คนมองว่าอาสาสมัครคืออาชีพก็เลยไม่สมัครดีกว่าเพราะว่า มีข้อจำกัดโน้นข้อจำกัดนี้ รายงานของท่านผมก็เห็นด้วยในบางประเด็น อย่างเช่น ให้มี การอบรมพื้นฐานสำหรับคนที่จะมาทำหน้าที่อาสาสมัคร ไม่ใช่ใครเข้ามาเป็นอาสาสมัคร มาเป็นวินมอเตอร์ไซค์อะไรแบบนี้มันไม่ใช่ อันนี้ก็เห็นด้วย จัดทำทะเบียนอาสาสมัครทุกประเภท แต่ผมก็ไม่แน่ใจว่าการจะให้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เป็นตัวกลาง จะเป็นการไปเพิ่มบูโรเครซี (Bureaucracy) เพิ่มคน เพิ่มงานให้เขาโดยไม่จำเป็น จริง ๆ ถ้าท่านดูจำนวนกระทรวงที่มีอาสาสมัครมากที่สุดคือกระทรวงมหาดไทย เขามี กรมการปกครองเขามีฐานข้อมูล เขาคุมเลขบัตรประชาชนอยู่แล้ว ทำไมท่านไม่ให้เขาทำ ฐานข้อมูลนี้ล่ะครับ เพราะฉะนั้นการไปหาเจอว่ามีกฎหมายอยู่ในกระทรวง พม. แล้วก็จะเอาเดฟินิชัน (Definition) นั้นมาคุมอาสาสมัครของกระทรวงอื่นก็เป็นจุดริเริ่มที่ดี แต่ผมคิดว่าจะไป ไม่ถึงฝั่ง
อีกอันหนึ่งก็คือที่ท่านบอกว่าควรมีช่องทางติดต่อสื่อสารในรูปแบบใหม่ ๆ ทู เวย์ คอมมูนิเคชัน (Two Way Communication) เช่น ไลน์ (Line) เฟซบุ๊ก (Facebook) อันนี้ก็เห็นด้วย แล้วอันนี้ก็มีข่าวที่น่ายินดีว่าอาสาสมัครของกระทรวงสาธารณสุขที่เรียกว่า อสม. เพิ่งจะประกาศว่าได้รับรางวัลจากสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ ไอพียู (IPU) ที่เขาใช้สื่อสารข้อมูล บริการข้อมูล ช่วยเหลือ แก้ปัญหาสาธารณสุข ผ่านไลน์แอปพลิเคชัน (Line Application) ในประเทศไทย อสม. เขาก็ทำสำเร็จ นี่คือเขาทำกันเองโดยจิตอาสา
อีกเรื่องหนึ่งก็คือการที่จะกำหนดให้พื้นที่หมู่บ้านโดยมีกรรมการหมู่บ้าน เป็นแบบแอเรียเบส (Area based) ทำเรื่องอาสาสมัคร ๔ สาขา ก็มีทั้งข้อดี ข้อเสีย ท่านก็ต้องไปดูสักนิดหนึ่งว่าเป็นอย่างไร ไม่ใช่ทุกพื้นที่ที่มีหมู่บ้าน บางทีก็มีเขตปกครองพิเศษ ท่านจะทำอย่างไร จริง ๆ ก็ควรจะมอบให้นายอำเภอไปดูแลในเรื่องนี้ ท้ายที่สุดผมก็อยากจะ ฝากว่าอาสาสมัครก็มาจากคำว่า โวลันเทียร์ (Volunteer) เขาทำด้วยจิตอาสา เพราะฉะนั้น ก็ต้องระวังสักนิดที่จะเอาระบบราชการไปครอบจนในที่สุดเขาเลยไม่มีจิตอาสาเสียเลย ขอบพระคุณครับ