เมธินี เทพมณี ชี้แจงความสำคัญของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมในบริบทการสื่อสารโทรคมนาคมและนโยบายสาธารณะ พร้อมยกย่องมติครม. ที่ผลักดันการจัดตั้งบริษัทโครงข่ายบรอดแบนด์แห่งชาติและศูนย์ข้อมูลอินเทอร์เน็ต เพื่อก้าวสู่เป้าหมายดิจิทัลไทยแลนด์ตามรัฐธรรมนูญที่รับรองการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตเป็นสาธารณูปโภคพื้นฐาน
เรียนท่านประธานสภา สปท. ที่เคารพ ดิฉันขออนุญาต นำเรียนข้อมูลสำคัญเพื่อประกอบการตัดสินใจของท่านกรรมาธิการ แล้วก็ท่านสมาชิกนะคะ จริง ๆ แล้วชื่อกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมนั้นก็มีการอภิปรายกันมาช้านาน ก่อนที่จะเปลี่ยนชื่อ ในระหว่างนั้นดิฉันเองได้มีโอกาสทำงานในส่วนหนึ่งก็คือว่า ในฐานะสมาชิกของสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ หรือเรียกว่าไอทียู (ITU) ประเทศไทย เราเป็นสมาชิกมาตั้งแต่ปี ๑๘๘๓ ก็เรียกว่านานโขอยู่ ในหมวดที่เราเรียกว่าการสื่อสาร ชื่อของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมนั้นในอดีตเราก่อตั้งขึ้นมาชื่อกระทรวง เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ดิฉันจะมาขอพูดถึงประเด็นของคำว่าการสื่อสาร และขออนุญาตเอ่ยเรเฟอเรนซ์ (Reference) ไปจนถึงเอกสารของอาจารย์ทวีศักดิ์ ท่านสมาชิกซึ่งกรุณานำเอกสารมาแจกพวกเราด้วยในหน้า ๑๖ เนื่องจากว่าในส่วนที่ดิฉัน อยากจะเน้นในวันนี้คือเรื่องการสื่อสารโทรคมนาคม และการสร้างแพลตฟอร์ม (Platform) เทคโนโลยีดิจิทัลให้กับประเทศ ซึ่งจุดนี้เป็นจุดเด่นของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจ และสังคม และเนื่องจากว่าในประเด็นนี้จะเป็นประเด็นสำคัญในระหว่างเวทีนานาชาติ ซึ่งประเทศไทยเราเป็นสมาชิกสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศมานาน รวมทั้งเรามี รัฐวิสาหกิจสำคัญซึ่งขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลไทยไปสู่เป้าหมายที่จะเป็นดิจิทัลไทยแลนด์ (Digital Thailand) ก็คือแคต (CAT) แล้วก็ทีโอที (TOT) ซึ่งก็เป็นรัฐวิสาหกิจที่มีความสำคัญ อย่างยิ่ง แล้ววันนี้ก็มีมติ ครม. สำคัญล่าสุด ซึ่งในวันที่ ๑๓ มิถุนายน ๒๕๖๐ ที่ผ่านมา สด ๆ ร้อน ๆ ครม. ได้มีมติให้ตั้งบริษัทโครงข่ายบรอดแบนด์ (Broadband) แห่งชาติ ดิฉันได้ขอนำเรียนพวกเราด้วยความภาคภูมิใจอย่างยิ่ง เพราะเนื่องจากว่าที่มาของ บริษัทบรอดแบนด์ (Broadband) แห่งชาตินั้น รัฐบาลตั้งแต่กระทรวงไอซีที (ICT) มาในปี ๒๕๔๕ จนถึงปี ๒๕๕๔ เลขกลับกันนิดเดียว ก็ประมาณ ๙ ปี รัฐบาลไทยในขณะนั้น ได้ส่งผู้แทนไทย ท่านรัฐมนตรีกระทรวงไอซีที (ICT) รวมทั้งฝ่ายของสำนักงานปลัดกระทรวง วันนั้นซึ่งยังไม่มีกรมที่เป็นกรมสื่อสารเลย เนื่องจากกรมไปรษณีย์โทรเลขของเราได้ยุบไปเป็น กสทช. ในช่วงเวลานั้นเราก็ต้องมีการนำหน้าทีมไทยแลนด์ (Team Thailand) ไป โดยท่านรัฐมนตรีไอซีที (ICT) ซึ่งก็พบว่า ๑๕๐ กว่าประเทศทั่วโลกซึ่งเป็นสมาชิกสหภาพนั้น ก็นำโดยกระทรวงชื่อเดียวกันกับเรา ประมาณเดียวกันกับเรา คือดิฉันอ้างอิงไปถึงเมื่อสักครู่ ว่าก่อนหน้าจะเปลี่ยนเป็นชื่อกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมนั้น เราได้เสิร์ช (Search) ค้นชื่อกระทรวงเหมือนเราในโลกในหลายสิบปีที่ผ่านมานั้น เราก็จะมีชื่อกระทรวงเทคโนโลยี สารสนเทศและการสื่อสารเป็นส่วนใหญ่ จะมี ๓ ประเทศในโลกเท่านั้นที่ใช้ชื่อกระทรวงดิจิทัล ดังนั้นในหลายสิบปีกระทรวงนี้ก็มีความต่อเนื่อง มีประวัติศาสตร์ในการเจริญเติบโตกันมา โดยตลอด วันนี้ที่รัฐบาลได้ตัดสินใจให้มีการลงทุนใหม่ ชิ้นนี้สำคัญมาก ก็คือว่าดิฉัน อยากจะนำเรียนว่าทำไมถึงสำคัญมาก เพราะวันที่รัฐบาลไทยไปแถลงต่อเวทีโลกในงานของ สหภาพโทรคมนาคมนั้นในปี ๒๕๕๔ เราได้บอกว่าสาธารณูปโภคพื้นฐานของคนไทย ในอนาคตนอกเหนือจากไฟฟ้า น้ำประปาแล้ว การเข้าถึงอินเทอร์เน็ต (Internet) หรือการเข้าถึงบริการอินเทอร์เน็ต (Internet) นั้นจะถือเป็น ๑ ในบริการสาธารณะ ซึ่งรัฐบาลจะกำหนดให้เป็นนโยบายระดับต่อเนื่อง และดิฉันก็เตรียมชื่นชมยินดีวันนี้ว่า ทำงานมาหลายรัฐบาลในช่วงเวลา ๑๕ ปีของกระทรวงไอซีที (ICT) ทุกรัฐบาล ให้การสนับสนุนเรื่องนี้อย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นการแถลงนโยบาย จนมาถึงเรื่องสุดท้ายว่า วันที่ ครม. มีมติ ๑๓ มิถุนายน ได้เห็นชอบให้มีโครงการจัดตั้งบริษัทโครงข่ายบรอดแบนด์ (Broadband) จำกัด หรือเรียกว่า เอ็นบีเอ็น คอมพานี (NBN Company) เนชันนัล บรอดแบนด์ เน็ตเวิร์ก (National Broadband Network) ของบริษัท ทีโอที (TOT) และโครงการจัดตั้งบริษัทโครงข่ายระหว่างประเทศและศูนย์ข้อมูลอินเทอร์เน็ต จำกัด หรือนิวทรัลเกตเวย์ (Neutral Gateway) แล้วก็ดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) หรือเอ็นจีดีซี คอมพานี (NGDC Company) ของบริษัท แคท เทเลคอม (CAT Telecom) ซึ่งสิ่งนี้ เป็นความภูมิใจที่รัฐบาลไทยนั้นได้ขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะนี้เข้าสู่การทำงานชิ้นนี้ แล้วก็รับกับรัฐธรรมนูญซึ่งดิฉันขออนุญาตอ่านนะคะ ในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันของเรานั้น ได้กำหนด ในมาตรา ๕๖ บอกไว้ว่ารัฐต้องจัดดำเนินการให้มีสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่จำเป็นต่อ การดำรงชีวิตของประชาชนอย่างทั่วถึงตามหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืน สิ่งนี้ดิฉันเชื่อว่าตอนนี้ เป็นที่ยอมรับแล้วว่าการเข้าถึงระบบอินเทอร์เน็ต (Internet) นั้นเป็นความจำเป็นพื้นฐาน ที่จะทำให้คนของเราอยู่ดีกินดี และนโยบายอินเทอร์เน็ต (Internet) สาธารณะนั้นกำลังเดินสู่ หมู่บ้านถึง ๗๐,๐๐๐ หมู่บ้านในเวลาไม่ช้าไม่นานด้วยการลงทุนต่อเนื่องกันมาหลายสิบปี โดยขับเคลื่อนมาไม่ว่าจะเป็นในอดีตนั้น แคท (CAT) และทีโอที (TOT) ก็สังกัดกระทรวงคมนาคม ซึ่งในวันนั้นเราก็ยอมรับนะคะว่าเป็นเรื่องการเดินทางพื้นฐาน แต่วันนี้เป็นอีกเรื่องหนึ่งไปแล้ว ในเวลาที่ผ่านมานั้นพัฒนาการของการทำงานเหล่านี้ทำให้ประเทศไทยเราเป็นที่ยอมรับ ในเวทีต่าง ๆ ในขณะนี้การลงทุนทางเรื่องโครงข่ายสาธารณะเหล่านี้ ดิฉันเชื่อว่าเป็นสิ่งหนึ่ง ที่ทางคณะกรรมาธิการอาจจะรับข้อมูลนี้ไปศึกษาเพิ่มเติมว่าในส่วนของการพัฒนาการหลาย สิบปีนั้นได้แยกความสำคัญในเรื่องการพัฒนาการทางด้านการสื่อสารออกมาอย่างชัดเจน และเป็นเรื่องของการผนวกเข้ากับสิ่งที่เราเรียกว่าเป็นการอิมพลีเมนต์ (Implement) หรือปฏิบัติจริงและนำไปสู่ความอยู่ดีมีสุขของประชาชนอย่างยั่งยืน ดังนั้นในส่วนที่ไม่ว่าจะเป็น พ.ร.บ. กสทช. ใหม่ก็ได้พูดสิ่งนี้เช่นเดียวกัน และวันนี้ทาง กสทช. ซึ่งก็เป็นส่วนร่วมหนึ่ง ที่จะขับเคลื่อนเรื่องนี้ให้เป็นจริงนั้นก็ได้มีการทำงานร่วมกับคณะกรรมการดีอี (DE) แห่งชาติ ซึ่งได้ตั้งขึ้นตามกฎหมายของ พ.ร.บ. ดีอี (DE) ที่จะมีการเอาเงินก้อนหนึ่งจากการทำงานด้านนี้ จากเอกชนในการประมูลต่าง ๆ เข้ามาลงทุนโครงสร้างพื้นฐานแห่งรัฐอันนี้ นอกเหนือจาก จะลงทุนโครงข่ายแล้วยังมีอีก ๓ สิ่งที่หลอมรวมก็คือมีเรื่องของดาต้า (Data) มีเรื่องของ ภาพและเสียง มีเรื่องของวอยซ์ (Voice) รวมกัน ก็คือเทคโนโลยีเหล่านี้จะกลายเป็น เทคโนโลยีเดียวกันในบางมิติ ในบางรูปแบบ หลาย ๆ ประเทศในอดีตที่ผ่านมาตามการศึกษา ของคณะกรรมาธิการ กระทรวงไอซีที (ICT) ในอดีตของประเทศมาเลเซียได้ควบรวม กระทรวงวัฒนธรรม ดิฉันยอมรับว่าในช่วงที่ดิฉันอยู่ที่กระทรวงไอซีที (ICT) เราได้มี การศึกษาว่าเราจะมีโอกาสเสนอรวมไปกับกระทรวงวัฒนธรรมไหม เนื่องจากเรามองว่า คอนเทนต์ (Content) เป็นหัวใจสำคัญที่จะวิ่งบนโครงข่าย ทำให้เราสามารถนำคอนเทนต์ (Content) นั้นไปสู่ประชาชนให้มีลิเทอเรซี (Literacy) ตามเป้าหมายแห่งชาติว่าอย่างน้อย ๆ คนไทยครึ่งหนึ่งของประเทศมีดิจิทัลลิเทอเรซี (Digital Literacy) หรือเรียนรู้ตามศัพท์ ของยูเนสโก (UNESCO) เรียนรู้การใช้ชีวิตอยู่อย่างมีประสิทธิภาพ มีคุณธรรมจริยธรรม รวมทั้งสามารถดำรงชีวิตอย่างมีความเหมาะสมในโลกอินเทอร์เน็ต (Internet) ซึ่งพวกเรา ก็ต้องยอมรับว่าวันนี้ประชาชนทุกช่วงวัยไม่ว่าจะเด็ก เริ่มจากเราอาจจะบอกว่าอายุ ๓ ขวบ จนถึงผู้ใหญ่ซึ่งเกษียณไปแล้ว ทุกคนขณะนี้ก้าวเข้าสู่การผลักดันให้ไปอยู่ในโลกของ การหลอมรวมเหล่านี้ร่วมกัน ดังนั้นสิ่งนี้ก็จะกลายเป็นเรื่องมิสชัน (Mission) สำคัญที่ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม คำนี้คือเศรษฐกิจและสังคมเห็นได้ชัด เพราะว่า การลงทุนหลายแสนล้านนี้ไม่ได้เพื่อเศรษฐกิจอย่างเดียว เพื่อสังคมที่เราอยู่ในโลกของคน พัน ๆ ล้านในโลกมนุษย์แห่งนี้ด้วย ดังนั้นสิ่งนี้ดิฉันก็เชื่อว่าในหลายปีที่ผ่านมาไม่ว่าเราจะรวม หรือไม่รวมกับกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนั้น โดยพฤตินัยเราได้ทำงานร่วมกันมา โดยตลอด เนื่องจากในชุดก่อตั้งของกระทรวงไอซีที (ICT) นั้น ในงานช่วงแรกก็คือถ่ายโอน มาจากกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนั่นเอง คือเนคเทค (NECTEC) ของเราซึ่งตั้งมา ในประเทศนี้เกิน ๒๐ ปีแล้ว แล้วได้มีพัฒนาการมาจากการทำงานวิจัยเทคโนโลยีวิทยาศาสตร์ และนวัตกรรมเหล่านี้ ผ่องถ่ายแล้วก็หมุนมาสู่การปฏิบัติจริงที่กระทรวงไอซีที (ICT) ในขณะนั้น ดิฉันเชื่อว่าไม่ว่าในอนาคตกระทรวงไอซีที (ICT) จะเปลี่ยนชื่อเป็นกระทรวงดิจิทัล เพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือจะเปลี่ยนเป็นชื่ออื่นอีกอย่างไรก็แล้วแต่ หรือจะสนับสนุน สิ่งอื่นใดก็แล้วแต่ ก็เพื่อความอยู่ดีมีสุขของประชาชนอย่างแน่นอน ในส่วนสำคัญอีกส่วนหนึ่ง ที่อยากจะขออนุญาตเอ่ยถึงก็คือในรัฐธรรมนูญเช่นเดียวกัน นอกเหนือจากเรื่องนี้แล้วจะมี สิ่งหนึ่งซึ่งเป็นตัวกลางเชื่อมระหว่างทุกกระทรวง ทบวง กรม ซึ่งเมื่อสักครู่มีบทวิจัยของ ทางคณะกรรมาธิการว่ากระทรวงนี้ไม่ใช่เป็นเรกูเลเตอร์ (Regulator) ที่จะกำกับดูแล หรือสั่งการให้คนใดทำงานชิ้นนี้ ฉะนั้นอยากจะนำเรียนว่าเป็นเรื่องจริง เราไม่ได้ทำงาน ในลักษณะเรกูเลเตอร์ (Regulator) เราเชื่อว่าทางกระทรวงนี้เขาทำงานในลักษณะของ การทำอินทีเกรชัน (Integration) ก็คือบูรณาการ ซึ่งดิฉันเองในฐานะสำนักงาน ก.พ. ในวันนี้ ได้มีการขับเคลื่อนการพัฒนาข้าราชการดิจิทัล เพื่อรองรับการทำงานไทยแลนด์ ๔.๐ (Thailand 4.0) ร่วมกันกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และได้มีการเซ็น เอ็มโอยู (MOU) ในการขับเคลื่อนเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง ภายในสิ้นปีนี้เราก็จะมีการประเมินผลข้าราชการที่อยู่ในระบบของเรา ๔๐๐,๐๐๐ คน ในรูปแบบต่าง ๆ รวมทั้งขยายกิจการ ได้มีการนำไปสู่การหารือร่วมกันกับ ก. ต่าง ๆ เช่น ทางฝ่ายกระบวนการยุติธรรม ศาล อัยการ ทางด้านของตำรวจ ทางด้านการศึกษาอย่างนี้ เป็นต้น ดิฉันขออนุญาตอ่านอีกมาตราหนึ่งที่สำคัญมากก็คือเรื่องกระบวนการทำงานของ รัฐบาลในรัฐธรรมนูญซึ่งกำหนดไว้ในหมวด ๑๖ ซึ่งเขียนว่าด้านการบริหารราชการแผ่นดิน ใน (๑) ให้มีการนำเทคโนโลยีที่เหมาะสมมาประยุกต์ใช้ในการบริหารราชการแผ่นดิน และการจัดทำบริการสาธารณะ เพื่อประโยชน์ในการบริหารราชการแผ่นดิน และเพื่ออำนวย ความสะดวกแก่ประชาชน เราพบว่ากระบวนการที่จะทำการเชื่อมโยงบูรณาการเหล่านี้ รวมทั้งบูรณาการฐานข้อมูลใน (๒) ของหน่วยงานภาครัฐทุกหน่วยงานเข้าด้วยกันนั้น เป็นกลไกที่เป็นเหมือนกับกาวเชื่อมโยงใจ ซึ่งดิฉันเชื่อว่าข้าราชการทุกคนที่อยู่ในแต่ละกระทรวง ทบวง กรม ซึ่งวันนี้สำนักงาน ก.พ. จะดูแลในเรื่องความสามารถในการทรานส์ฟอร์ม (Transform) หรือโอนถ่ายเข้าสู่การทำงานในยุคหลอมรวม ทำงานในระบบดิจิทัล อย่างมีประสิทธิภาพร่วมกันกับกระทรวงดิจิทัลและการขับเคลื่อนกับหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ดิฉันเชื่อว่าจะทำให้มิสชัน (Mission) ของรัฐธรรมนูญในด้านการบริหารราชการ แผ่นดินนั้นมีโอกาสที่จะมีความสำเร็จสูง รวมทั้งในที่สุดก็อาจจะเข้าไปสู่ (๓) คือปรับปรุง พัฒนาโครงสร้างอย่างที่ท่านกรรมาธิการอยากได้ หรือข้อเสนอแนะในเรื่องนี้ก็มีความเชื่อ เช่นเดียวกันว่าอาจจะมีการปรับเปลี่ยนกระทรวง ทบวง กรม ในระดับกรมหรือในระดับ ยูนิต (Unit) ต่าง ๆ ที่อาจจะต้องมีการหลอมรวมจริง ๆ มีการปรับลดงานบางอย่าง ปรับลดองค์กรบางอย่างที่มีการทำงานทดแทนโดยระบบเทคโนโลยีแล้วอย่างแน่นอน เพราะงานบางอย่างนั้นอาจไม่จำเป็นจะต้องทำงานตามสเตป (Step) ๑ ๒ ๓ ๔ ข้ามขั้นตอน ลดโครงสร้างองค์กร ลดขนาดองค์กรอย่างที่กรรมาธิการท่านมีเป้าหมายในการควบรวม กระทรวงนั้นอาจจะเพื่อการลดโครงสร้างองค์กร ลดขนาดกำลังคน ประหยัดงบประมาณ ซึ่งดิฉันเชื่อว่าในการทำงานมีบางส่วนไปถึงตรงจุดนั้นจริง ๆ แต่อาจจะเป็นในบางระดับของ ยูนิต (Unit) ซึ่งส่วนนี้สำนักงาน ก.พ. ได้ร่วมกับสำนักงาน ก.พ.ร. ก็อยู่ระหว่างการดำเนินการ ในเรื่องนี้ในช่วงของการอิมพลีเมนต์ (Implement) หรือเรียกว่าปฏิรูประบบราชการ โดยใช้ดิจิทัลแล้วเราก็จะพบอนาคตอันไม่น่าจะนานนักว่าจะต้องมีหลายส่วนราชการ ได้ปรับเปลี่ยนแน่ ๆ ลดวิธีการทำงานโดยใช้กำลังคนไปเปลี่ยนเป็นใช้วิธีการ ทางด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม แล้วก็ใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ ในรูปแบบของการไปถึงตัว อย่างเช่น สิ่งที่เราได้เห็นในวันนี้ก็คือกรณีอีเพย์เมนต์ (e-Payment) ลักษณะที่เราคุ้นเคย คำว่าซิงเกิลวินโดว์ (Single Window) คือเข้าไปในจุดเดียวแล้วก็วิ่งไปสู่บริการของรัฐ หลายรูปแบบ ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าเรื่องนี้ใช้เวลามาหลายสิบปีแล้ว และจะต้องขับเคลื่อน อย่างรวดเร็วเพื่อให้ขับเคลื่อนได้อย่างจริงจังในช่วงของการปฏิรูป ต้องขอให้ทุกภาคส่วน ในส่วนราชการต่าง ๆ ได้มีกลไกที่จะทำเรื่องนี้อย่างต่อเนื่องจริง ๆ ดิฉันเชื่อว่าไม่ว่าจะเป็น กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งเป็นผู้ทำงานเรื่องนี้มาตั้งแต่แรกในประเทศเรา กระทรวงไอซีที (ICT) ซึ่งวันนี้เป็นกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และทุกกระทรวง ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งสำนักงาน ก.พ. ขณะนี้อยู่ในช่วงของการขับเคลื่อนอย่างรวดเร็ว และอยากจะให้ข้อมูลสำคัญนี้เป็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์กับคณะกรรมาธิการ แล้วก็ ในการขับเคลื่อนในโอกาสถัด ๆ ไปด้วย ขอขอบคุณค่ะ