ทวีศักดิ์ ชี้แนวทางปฏิรูปองค์กรวิทย์ฯ เน้นนวัตกรรม-เชื่อมอุตสาหกรรม

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๒๓ · ๒๐ มิถุนายน ๒๕๖๐

ทวีศักดิ์ กออนันตกูล หารือถึงแนวทางการปฏิรูปโครงสร้างองค์กรด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยเน้นการเชื่อมโยงกับภาคอุตสาหกรรมและการส่งเสริมการขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมเพื่อก้าวสู่ไทยแลนด์ 4.0 พร้อมเสนอให้เพิ่มการลงทุนด้านวิจัยและพัฒนา แยกองค์กรตามพระราชบัญญัติออกจากองค์การมหาชนในการประเมินผล และทบทวนโครงสร้างอย่างรอบด้านเพื่อรองรับการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

นายทวีศักดิ์ กออนันตกูล

กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศที่เคารพ กระผม ทวีศักดิ์ กออนันตกูล สมาชิก สปท. หมายเลข ๖๓ ใคร่ขอให้ความเห็นเกี่ยวกับรายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการบริหารราชการแผ่นดิน เรื่อง การปฏิรูปโครงสร้างองค์กรภาครัฐด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี เนื่องจากผมได้เตรียมมาค่อนข้างเยอะ ใคร่ขออนุญาต ๑๕ นาที แล้วก็คิดว่า จะเป็นประโยชน์กับท่านสมาชิกทั้งหมดในที่ประชุม เนื่องจากว่าผมก็เป็นคนหนึ่งใน ๔-๕ คน ที่อยู่ในสภาแห่งนี้ที่ได้ทำงานเกี่ยวกับเรื่องวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศ ต่อเนื่องมาประมาณ ๓๐ ปี และคิดว่าข้อมูลที่ผมได้ศึกษามาน่าจะแชร์ให้กับทุก ๆ ท่าน โดยได้ขอให้มีการผลิตเป็นเอกสารแจก แล้วขออนุญาตใช้เพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) ในการนำเสนอครับ

(เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))

ผมอยากจะเริ่มที่เป้าหมายของประเทศว่า เราอยากจะไปที่ไหน ซึ่งวันนี้เราก็พูดถึงว่าเราต้องการขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่ประเทศ ที่เจริญแล้ว ก็คือทางขวาของภาพนี้ แต่ว่าวิธีที่จะไปถึงจุดนั้นจะมีตัวเล่นหลายตัว ซึ่งตัวเล่นที่สำคัญที่สุดและเป็นสากลก็คือเศรษฐกิจนั้นจะต้องขับเคลื่อนด้วยเอกชน ด้วยภาคอุตสาหกรรม แต่ในเวลาเดียวกันภาครัฐจะต้องกำกับดูแลเพื่อให้เอกชนเหล่านั้น สามารถได้การประสานงานที่เหมาะสม แล้วก็ได้การอำนวยความสะดวกที่เกี่ยวข้องกับ ใบอนุญาตการควบคุมดูแลไม่ให้ละเมิดซึ่งกันและกัน แล้วภาครัฐจะต้องดูแลเรื่องสังคม เพื่อแน่ใจว่าไม่มีการเอารัดเอาเปรียบ หรือว่าไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง แล้วก็ยกระดับประชาชน ผู้มีรายได้ และอาจจะต้องเกี่ยวข้องกับบริษัทต่าง ๆ เหล่านั้นในฐานะที่เป็นซัปพลายเออร์ (Supplier) หรือผู้ผลิตวัตถุดิบให้กับบริษัทใหญ่ ๆ ที่เกี่ยวข้อง แต่ในภาพนี้ผมขอย้อนหลัง กลับไป ๕๘ ปี เพราะว่าเมื่อ ๕๘ ปีที่ผ่านมาประเทศไทยก็พูดกันแบบนี้ว่าเราต้องพัฒนา แล้วเราต้องไปข้างหน้า จึงทำให้เกิดมีการตราพระราชบัญญัติวิจัยแห่งชาติขึ้นมาแล้วก็มี การตั้งสภาวิจัยขึ้นมาเมื่อปี ๒๕๐๒ สภาวิจัยนั้นก็สนับสนุนให้คนอื่นวิจัย แต่พออยู่ไป เพียงแค่ ๔ ปีก็พบว่าไม่ค่อยมีคนวิจัย จะต้องตั้งสถาบันวิจัยขึ้นมาด้วย แล้วก็เชิญออสเตรเลีย มาช่วยเราตั้งสถาบันแห่งนี้ ก็เรียกว่าสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์ประยุกต์ในช่วงนั้น แต่วันนี้ เราเรียกชื่อว่า วช. ก็คือสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย แต่อย่างไรก็ดี ในภาพนี้ผมก็แสดงให้เห็นว่าเริ่มมีงานวิจัยเพิ่มขึ้นแต่ไม่เพียงพอ ทำให้เมื่อ ๒๕ ปีที่ผ่านมา รัฐบาลของท่านอานันท์ ปันยารชุน ได้ตัดสินใจที่จะเพิ่มกระบวนการเร่งรัดการวิจัย แต่ขอเลือกที่จะไม่ตั้งเป็นกรม เพราะว่านักวิจัย นักวิทยาศาสตร์ที่ดี ๆ ที่อยู่ในกรมมีแต่ ลาออก คนยิ่งเก่งมากยิ่งลาออกเร็วเพราะว่าภาคเอกชนต้องการคนที่เก่งมาก ๆ ไปทำงาน ด้วยเงินเดือนที่สูงกว่า ดังนั้นจึงเกิด สวทช. หรือสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติขึ้นเมื่อปี ๒๕๓๔ และเกิดสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัยเมื่อปี ๒๕๓๕ ๒ หน่วยงานเป็นองค์กรที่ตั้งขึ้น โดยพระราชบัญญัติ เพื่อหวังผลว่าขอให้สามารถดึงคนเก่ง ๆ วุฒิสูง แล้วก็อยากจะดึงดูด ให้เท่ากับภาคเอกชนเข้ามาทำงานให้ได้ และทั้ง ๒ หน่วยงานนั้นก็ทำงานแตกต่างกัน เพราะว่าหน่วยงานหนึ่งทำหน้าที่ลุยวิจัยและพัฒนาวิทยาศาสตร์ของประเทศ และเชื่อมต่อ กับภาคเอกชนอย่างเข้มแข็ง คือ สวทช. และอีกหน่วยงานหนึ่งคือ สกว. ทำหน้าที่ ให้ทุนอุดหนุนการวิจัยแก่มหาวิทยาลัย หน่วยงานภาครัฐ แล้วก็สถาบันวิจัยต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง อย่างเข้มแข็งเช่นเดียวกัน แต่ตัวเลขที่เขียนว่า ๐.๒ เปอร์เซ็นต์ คำอธิบายคือว่าภาพรวม ของประเทศ เงินของภาครัฐบวกกับเงินของเอกชนประเทศเหล่านั้นใช้จ่ายเพื่อการพัฒนา เพื่อการวิจัยแค่ ๐.๒ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี (GDP) ของประเทศ ประเทศอื่นเขาจึงคิดของใหม่ ได้เร็วกว่าเรา แล้วก็ค้าขายได้เร็วกว่าเรา ดังนั้นเปอร์เซ็นต์ตรงนี้จึงจำเป็นจะต้องเป็นนโยบาย ที่ภาครัฐได้ตั้งเป้าหมายที่จะเร่งให้มากยิ่งขึ้น มาถึงเส้นปัจจุบัน ถือว่าตอนนี้เราอยู่ในระหว่าง ๐.๔-๐.๗ เปอร์เซ็นต์ แต่ว่าในจำนวนนั้นแบ่งเป็นรัฐกับเอกชนรวมกัน ปรากฏว่ารัฐ ๓๐ เอกชน ๗๐ เพราะฉะนั้นเราอย่าคิดว่าภาครัฐเป็นตัวนำ เอกชนคือผู้นำ ภาครัฐมีหน้าที่ เป็นผู้ช่วย เพราะฉะนั้นการดำเนินงานต่าง ๆ จะต้องพยายามที่จะโยงเข้าเอกชนให้มากที่สุด เราถึงจะไปสู่ไทยแลนด์ ๔.๐ (Thailand 4.0) คือเป็นประเทศซึ่งใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ซึ่งเป็นผลมาจากการวิจัย การสร้างสรรค์ การออกแบบที่ดีที่สุด แล้วบริษัท ต่าง ๆ นั้นสามารถที่จะเป็นเจ้าโลกในบางเรื่องได้ ในวันนี้แม้ว่ารัฐบาลไม่ได้สนับสนุนการวิจัย มากนักเท่ากับประเทศอื่น ๆ แต่เราก็มีผู้นำทางด้านอุตสาหกรรมของประเทศไทยที่อยู่ในโลก อยู่พอสมควร ไม่ว่าจะเป็นเจ้าพ่อทางด้านอาหาร เราเป็นประเทศอันดับต้น ๆ ของโลก อันดับ ๒ ของโลกที่ส่งออกน้ำตาล เราเป็นประเทศต้น ๆ ของโลกที่ผลิตยานยนต์ออกมา เราส่งออกอาหารแช่เย็นเยือกแข็งออกมามากที่สุดอันหนึ่ง เพราะฉะนั้นจากเป้าหมายที่ว่า ซึ่งก็จะคล้องจองกับไทยแลนด์ ๔.๐ (Thailand 4.0) ผมใคร่ขอวิเคราะห์ว่าองค์กรที่เกี่ยวข้อง กับระบบวิจัยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมไทยมีอะไรบ้าง ก็พบว่ามีองค์กรทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน หรือหน่วยงานในกำกับของรัฐซึ่งตั้งขึ้น โดยพระราชบัญญัติเฉพาะของตนเอง และในภาพนี้ก็จะแยกแยะให้เห็นว่าองค์กรของ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกระจายอยู่ทั้งเป็นรูปแบบส่วนราชการซึ่งไม่ได้เขียน ก็คือกรมวิทยาศาสตร์บริการ กับสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ ที่เหลือก็ขออนุญาตไม่อ่าน แล้วกันว่ามีทั้งรัฐวิสาหกิจ ๒ แห่ง มีองค์การมหาชนอีกหลายแห่ง แล้วก็มีหน่วยงานในกำกับ ของรัฐอีก ๒ แห่งซึ่งทำหน้าที่ประสานกัน ในช่วง ๒๕ ปีที่ผ่านมา กระทรวงวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีโดยรัฐมนตรี ๒๐ กว่าท่าน พบว่าการลดจำนวนกรมและเพิ่มองค์การมหาชน ช่วยให้สามารถขับเคลื่อนวิทยาศาสตร์ได้ผล เนื่องจากว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับ วิทยาศาสตร์นั้นจะต้องเคลื่อนตัวไวแล้วก็ติดต่อกับต่างประเทศเป็นภาษาอังกฤษหนักมาก แล้วก็จะต้องแข่งขันในเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา แล้วจะต้องพูดกับภาคเอกชน รวมทั้ง ผลักดันให้ธุรกิจไปได้ จำเป็นจะต้องใช้บุคลากรที่แตกต่างหรือเกินกว่าองค์กรที่เป็นกรม กอง จะรับได้จึงออกมาในลักษณะนี้ นอกจากนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับระบบวิจัยเองซึ่งก็มี หลายหน่วย ก็ได้รวมตัวกันเพื่อจะปฏิรูปตัวเองเรียกว่า คอบช. หรือเครือข่ายองค์กรบริหาร งานวิจัยแห่งชาติ หน่วยงานเหล่านี้ประสงค์ที่จะลดความซ้ำซ้อน แล้วก็จะรวมงานวิจัยเล็ก ๆ เบี้ยหัวแตกให้กลายเป็นงานใหญ่และตอบปัญหาของประเทศ ซึ่งผมก็ถือว่าเป็น ความพยายามที่จะปฏิรูปโดยการสร้างความร่วมมือ และจากภาพนั้นผมขอให้เห็น ภาพปัจจุบันว่า กฎหมายของแต่ละองค์กรที่จะทำหน้าที่ให้เป็นหน่วยงานกำหนดนโยบายหรือกำกับดูแล หรือว่าเป็นหน่วยงานสนับสนุนวิจัย หน่วยงานดำเนินการวิจัย หน่วยบริหารจัดการงานวิจัย หน่วยถ่ายทอดเทคโนโลยี หรือว่าจะเป็นผู้ติดตามประเมินผล มีหลายหน่วย และที่สำคัญ คือบางหน่วยงานทำงานหลายอย่าง ก็อาจจะเป็นประเด็นที่ต้องมีการปฏิรูป ซึ่งก็ขอเรียนว่า เมื่อ ๓ ปีที่ผ่านมา คสช. นั้นได้ตั้งคณะกรรมการพัฒนาระบบนวัตกรรมของประเทศ และเมื่อตุลาคมปีที่แล้วนี้เองได้มีคำสั่งหัวหน้า คสช. เรื่องการปฏิรูประบบวิจัยและนวัตกรรม ของประเทศออกมา ซึ่งสภาแห่งนี้ก็ได้เคยพูดถึงเรื่องนี้โดยการนำเสนอของคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา แล้วก็ได้มีการพูดถึงเรื่องนี้อย่างเต็มที่ แล้วก็การมีสภานโยบายวิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติเกิดขึ้น ส่วนหนึ่งก็เป็นผลพวงจากข้อเสนอ ของ สปท. ของเรา ขณะนี้สภาแห่งนี้ได้เริ่มดำเนินการแล้ว ได้มีการแบ่งงาน แล้วก็พยายาม จัดหน้าที่โดยที่ยังไม่ได้จัดโครงสร้าง เพราะมุ่งหวังที่จะจัดโครงสร้างหลังจากที่โจทย์ มีความชัดเจน และการแบ่งภารกิจในปีนี้เกิดขึ้น หลังจากนั้นถึงจะมีการแบ่งโครงสร้าง ผมก็ใคร่ขอสรุปที่ประเด็นตรงนี้ว่า ๓ ปีที่ผ่านมา คสช. และคณะรัฐมนตรีได้เริ่มการปฏิรูป ระบบวิจัยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมของชาติแล้ว และภาพนี้ได้รวมทั้งวิทยาศาสตร์ และสังคมศาสตร์เข้าไปอยู่ในระบบเดียวกันตามข้อเสนอของ สปช. สปท. และผลการศึกษา ทีมของท่านนายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรีประจิน จั่นตอง และขณะนี้ทางสภาก็ได้เตรียม การจัดการกิจการภารกิจของหน่วยงานต่าง ๆ ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ ซึ่ง สวนช. นั้น ไม่ได้เป็นห่วงเรื่องกระทรวงที่มีกรมน้อย ๆ หรือว่าจะมีงบประมาณไม่พอเพียง แต่ว่าโจทย์ประเทศ น่าจะสำคัญกว่า หลังจากนี้ผมใคร่ขอไปถึงประเด็นที่เกี่ยวข้องกับรายงาน อันแรกสุด ก็คือเปรียบเทียบบทบาทของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกับกระทรวงดิจิทัล เพื่อเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งเป็นกระทรวงใหม่เอี่ยม อายุยังไม่ถึงปี เมื่อก่อนนั้นเรียกว่า กระทรวงไอซีที (ICT) พันธกิจแตกต่างไปจากเดิม แล้วก็เป็นไปอย่างที่ท่านนิกร จำนง ได้พูดถึง คือกระทรวงดีอี (DE) ต้องเป็นกองหน้าออกสู่สนามรบ แต่กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี คือกองหลังและจะต้องผลิตทหาร ผลิตกำลังคนที่มีองค์ความรู้เพื่อจะออกไปรบได้ รวมทั้งทำให้ ภาคเอกชนเข้มแข็ง ผมใคร่ขอให้ข้อมูลเพิ่มเติมเสริมกับรายงานของคณะอนุกรรมาธิการว่า เวลาท่านพูดถึงในข้อ ๖.๕ เกี่ยวกับต่างประเทศ ในแต่ละประเทศท่านยกตัวอย่างองค์กร เพียงกระทรวง หรือว่าหน่วยงาน ๑ หน่วยงาน ผมคิดว่าในรายงานหน้า ๒๖-๒๙ นั้น มีระบบนิเวศที่ยิ่งใหญ่ในประเทศต่าง ๆ ซึ่งอยากจะให้ข้อมูล และขอตัวอย่าง ๒ ประเทศ แบบเต็มที่ อันแรกคือประเทศจีน ประเทศจีนมีหน่วยงานขนาดยักษ์ที่โตกว่ากระทรวง แต่ไม่เรียกว่ากระทรวง ทั้ง ๆ ที่เขามีกระทรวงวิทยาศาสตร์เพื่อทำหน้าที่ในสิ่งที่กระทรวง ทำไม่ได้ เรียกว่าไชนีส อะคาเดมี ออฟ ไซเอนซ์ (Chinese Academy of Sciences) หรือซีเอเอส (CAS) จริง ๆ แล้วซีเอเอส (CAS) จะมีคู่แฝดอีกอันหนึ่งเรียกว่าไชนีส อะคาเดมี ออฟ โซเชียล ไซเอนซ์ (Chinese Academy of Social Sciences) คือสังคมศาสตร์ ซีเอเอสเอส (CASS) ถ้าเฉพาะซีเอเอส (CAS) เรียนว่ามีฐานะเหมือนกับกระทรวง แต่ว่าเป็นแค่ อะคาเดมี (Academy) ประธานของซีเอเอส (CAS) มีฐานะเป็นที่ปรึกษาด้านเทคโนโลยี ต่อประธานาธิบดี ซีเอเอส (CAS) เองมีสถาบันวิจัยภายใต้หน่วยงาน ๑๐๔ แห่ง กระจายอยู่ ทั่วประเทศ เฉพาะซีเอเอส (CAS) อย่างเดียวมีจำนวนหน่วยงานที่พัฒนาประเทศ ด้วยวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีมากกว่าองค์การมหาชนทั้งหมดของประเทศไทยที่อยู่ภายใต้ ก.พ.ร. มีมหาวิทยาลัยวิจัยเพื่อเร่งผลิตคนชั้นนำของประเทศ แล้วก็มีอย่างอื่นอีกเยอะแยะ ซึ่งผมขอข้ามไปก็แล้วกัน แต่ที่เรียนว่าเขาทำงานมาประมาณ ๓๐-๔๐ ปี ซีเอเอส (CAS) เป็นหน่วยงานอันหนึ่งที่ทำให้วิทยาการของประเทศจีนพุ่งไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว และสามารถวางแผนว่าอีกกี่ปีจะส่งคนไปดาวอังคาร แล้วก็เรื่องระบบอาวุธเขาไปได้เยี่ยม ตัวอย่างของญี่ปุ่น หน่วยงานของญี่ปุ่นที่เสนอในรายงาน เขียนว่าซีเอสทีพี (CSTP) ซึ่งไปเช็ก (Check) ล่าสุดเขาเปลี่ยนชื่อเรียบร้อยแล้ว เรียกว่า ซีเอสทีไอ (CSTI) คือเคาน์ซิล ฟอร์ ไซเอนซ์ เทคโนโลยี แอนด์ อินโนเวชัน (Council for Science Technology and Innovation) ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน อันนี้หน้าตา คล้ายกับ สวนช. ที่เกิดขึ้นใหม่ แต่พอไปแกะดูข้างในปรากฏว่าจะหาว่าซ้ำซ้อนหรือไม่ซ้ำซ้อน ก็แล้วแต่ แต่เขามีกระทรวง ๑๔ กระทรวง ซึ่งตั้งหลักเป็นเจ้าพ่อการวิจัยอยู่ในกระทรวง ตัวเองแล้วก็วิจัยในเรื่องนั้น ๆ อย่างเช่นกระทรวงศึกษาธิการมีสถาบันวิจัยชั้นนำของโลก เช่น ริกเคน (RIKEN) หรือนิมส์ (NIMS) เกิดขึ้น ไปถึงกระทรวงเศรษฐกิจการค้าก็มีหน่วยงาน วิจัยขนาดยักษ์เรียกว่าเอไอเอสที (AIST) แล้วภายในเอไอเอสที (AIST) เองก็มีหน่วยงาน สถาบันวิจัยอยู่ข้างในประมาณ ๑๔ หน่วยงาน และ ๑ ในสถาบันนั้นอายุประมาณ ๑๒๐ ปี เรียกว่าการมีองค์กรเฉพาะกิจมุ่งวิชาการในแต่ละเรื่องแล้วก็ตอบปัญหาของประเทศคล้าย ๆ กับ ๓ องค์การมหาชนที่กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเสนอไปเป็นลมหายใจปกติ ของประเทศอื่น ๆ ที่ตั้งองค์กรใหญ่แล้วก็มีองค์กรลูกที่เกิดขึ้นมา ก็เกิดแล้วดับไปตามสถานการณ์ ผมจึงใคร่ขอสรุปในเรื่องข้อเสนอต่อรายงานนะครับ อันแรกสุดข้อ ๑๓ หน้า ๕๙ เกี่ยวกับ องค์การมหาชน ๓ องค์กร ขอเรียนว่า ๓ องค์การมหาชนที่กระทรวงวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีขอตั้งนั้นหลายหน่วยงานทำงานมาประมาณ ๕-๑๐ ปีเรียบร้อยแล้วในฐานะ ที่เป็นหน่วยงานย่อยอยู่ข้างใน แล้วก็ได้ทำการหารือกับกลุ่มผู้มีส่วนได้เสียในสังคมไทยว่า สมควรที่จะต้องขยายสเกล (Scale) ออกมาให้ใหญ่ขึ้นสัก ๑๐ เท่าเพื่อประโยชน์ต่อสังคม จึงได้มีข้อเห็นชอบจาก กกร. บ้าง จากกระทรวงต่าง ๆ จากผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหลายไปยัง กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีว่าขอให้เสนอตั้งเป็นองค์การมหาชน เพราะองค์การมหาชน เป็นองค์การที่ไม่แพงนักดีกว่าตั้งกรม แล้วก็สามารถปิดได้ภายใน ๕ ปีถ้าหากว่าไม่สามารถ เพอร์ฟอร์ม (Perform) ได้ องค์กรเหล่านี้ตอนตั้งต้นควรอยู่ที่กระทรวงวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี เพราะยังต้องพึ่งวิจัยเทคโนโลยีค่อนข้างหนัก แต่ว่าสัมผัสกับสังคม และผู้มีส่วนได้เสีย แต่พ้นไป ๕ ปีอาจจะย้ายกระทรวงก็ได้เพราะว่าเข้มแข็งแล้วออกไปก็ได้ ฉะนั้นเหตุผลในการตั้งองค์การมหาชนเฉพาะทางถือว่าเป็นเรื่องสำคัญที่ผมใคร่ขอให้ คณะอนุกรรมาธิการและ ก.พ.ร. สนับสนุนต่อการตั้งเช่นนี้ ข้อต่อไปการควบรวม สวทน. เข้ากับสำนักงานปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี อันนี้ก็เป็นข้อเสนอที่น่าสนใจ ถ้ามองในลักษณะอำนาจและโครงสร้าง แต่ถ้าหากว่ามองในลักษณะของธรรมาภิบาล สำนักงานปลัดกระทรวงจะดูแลเรื่องงานในระดับกระทรวง แต่ว่าสำนักงาน คณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม เป็นหน่วยงานที่ทำหน้าที่ พัฒนาจัดทำนโยบายยุทธศาสตร์เสนอต่อผู้มีอำนาจตัวจริงก็คือคณะกรรมการพัฒนา วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ซึ่งนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน โดยคณะกรรมการนี้ ตอนนี้ยุบไปเรียบร้อยแล้วกลายเป็น สวทน. ไปแล้ว การยุบรวมกันโจทย์ที่เกิดขึ้นจริง ๆ คือสภานโยบายวิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ หรือ สวนช. ที่เกิดใหม่นั้นได้ระบุว่าให้ สภาวิจัยแห่งชาติหรือ วช. กับ สวทน. ร่วมกันเป็นเลขานุการ เพราะฉะนั้นตัว สวนช. มีเรื่องที่จะไปอยู่ใกล้ชิดกับ วช. มากกว่า สป.วท. ฉะนั้นประเด็นข้อเสนอการปฏิรูปที่ว่านี้ ผมก็อยากจะเรียนให้พิจารณาว่าตัว วช. กับตัว สวทน. เป็นสิ่งที่ควรจะพิจารณาว่า จะรวมกันแบบไหน เพราะโจทย์นี้ยากนะครับ วช. เป็นส่วนราชการพันธุ์แท้ สวทน. เป็นองค์กรที่ตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติ แต่ถ้าไปถามรัฐมนตรีหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนั้น ผมคิดว่าเขาจะตอบได้ว่าอยากจะเลือกแบบไหน ทำงานแบบไหนมากกว่ากัน เพราะ สวทน. นั้น แม้ว่าเป็นองค์การที่ตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติก็จริงไม่ใช่กรม เขาก็ไม่ได้มีอำนาจในการทำ เรื่องนโยบายด้วยตัวเอง อำนาจที่แท้จริงอยู่ที่สภา สวนช. ข้อต่อไปเรื่องกรมวิทยาศาสตร์บริการ บังเอิญกรมวิทยาศาสตร์บริการอยู่ในระบบนิเวศที่เรียกว่าเนชันนัล ควอลิตี อินฟราสตรักเจอร์ (National Quality Infrastructure) หรือเนชันนัล ควอลิตี ซิสเต็ม (National Quality System) คือระบบการรับรองคุณภาพ ของชาติ ซึ่งถ้าเป็นประเทศสหรัฐอเมริกาเขาไปไว้ที่กระทรวงพาณิชย์ ตลกมากเลย กระทรวง ที่สหรัฐอเมริกาเอาเรื่องระบบการวัดทั้งหลายไปไว้ที่กระทรวงพาณิชย์ เพราะการวัดนี่คือ การค้าขาย วัดถูก วัดผิด ชั่งกิโลผิดถือว่าเป็นเรื่องค้าขาย หน่วยงานวัดในปัจจุบันมี ๔ หน่วยงานและอยู่ใน ๔ กระทรวง คือกรมวิทยาศาสตร์บริการอยู่ที่กระทรวงวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมอยู่ที่กระทรวงอุตสาหกรรม กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์อยู่ที่กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตร และอาหารแห่งชาติอยู่ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ ๔ หน่วยงานนี้ดูแล มีอำนาจ เด็ดขาดในแต่ละด้านที่ไม่เหมือนกันแต่เกี่ยวข้องกับการวัด การทดสอบ การออกมาตรฐานสินค้า แล้วก็การคุ้มครองผู้บริโภค แต่ทั้งหมดนี้มีสถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติทำหน้าที่เป็นไม้บรรทัด อ้างอิง คือคุณจะวัดผิด วัดถูกต้องมาถามที่นี่ แต่เรื่องการวัดจริง ๆ สถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ ไม่ต้องออกไปยุ่งกับชาวบ้านเขา ยุ่งแต่เรื่องว่าประเทศเรามีตัวแทนของประเทศในระดับโลก ที่เราสามารถวัดเป็น นาฬิกาก็แม่นยำ น้ำหนักก็แม่นไม่โกงกิโล ฉะนั้นสถาบันมาตรวิทยา แห่งชาติรวมกับ ๔ หน่วยงาน เราเรียกว่าเป็นเนชันนัล ควอลิตี ซิสเต็ม (National Quality System) ซึ่งขณะนี้เรียนว่าเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูปเช่นเดียวกันคือกำลังผลักดัน โดย สวนช.

ต่อมาเป็นประเด็นเรื่องกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กับกระทรวงดิจิทัล เพื่อเศรษฐกิจและสังคม ผมขอไปเร็ว ๆ ว่า หน้าที่ของ ๒ หน่วยงานนั้นต่างกันมาก ซึ่งท่านนิกร กรุณาได้เอ่ยขึ้นมาบ้างแล้ว ขอไป ๒ สไลด์ (Slide) สุดท้าย ความเห็นอื่น ๆ คือประเด็น เรื่องขององค์กรที่มีพระราชบัญญัติเฉพาะ ซึ่งปัจจุบันนี้ได้มีมติ ครม. จัดรวบไปเหมือนกับ องค์การมหาชน ซึ่งจะมีการติดตามประเมินผลแบบเดียวกัน ผมเรียนว่ากระบวนการดังกล่าวนั้น เป็นการลดทอนความสามารถและศักยภาพของประสิทธิภาพในการดำเนินงานค่อนข้างมาก เพราะองค์กรที่ตั้งขึ้นโดย พ.ร.บ. นั้นถูกสร้างให้มีนวัตกรรมต้องคิดนอกกรอบเยอะ ๆ ต้องทำ อะไรที่แรง แล้วก็ทำงานคู่กับภาคเอกชน หากว่ามีบ่วงดึงเข้าแรงมากก็จะไม่สามารถวิ่งไปได้เร็ว แต่สามารถมีวิธีประเมินผลที่เหมาะสมกับองค์กรประเภทนั้นได้ ผมก็เรียนเสนอว่า ควรพิจารณาแยกองค์กรที่ตั้งโดย พ.ร.บ. ออกมาจากกลุ่มองค์การมหาชนและหาวิธีทดแทน การประเมินผลที่ดี ตัวอย่างเช่น การประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจหรือทางสังคม ที่เกิดจากหน่วยงานเหล่านี้ที่มอบให้กับประเทศ แล้วก็ควรจะมีการทบทวนทุก ๆ ๕ ปี

โดยสรุปรายงานฉบับนี้ถือว่าเป็นการเริ่มต้นตั้งคำถามที่ดีมาก และได้วิเคราะห์รูปแบบโครงสร้างจากมุมมองของโครงสร้างแต่ยังขาดเรื่องมุมมอง ของเป้าหมายและสไตล์ (Style) การทำงาน ซึ่งอาจจะขัดแย้งกับทฤษฎีว่าเป็นองค์กรภาครัฐ องค์การมหาชน องค์กรแบบไหน ซึ่งน่าจะศึกษาได้โดยการประเมินประสบการณ์ ๑๐-๒๐ ปีที่ผ่านมาขององค์กรประเภทเหล่านี้ และผมคิดว่าอยากจะเสนอให้ คณะอนุกรรมาธิการได้ติดตามความเคลื่อนไหวของ คสช. และคณะรัฐมนตรีที่เดินหน้า ปฏิรูปไปแล้ว และควรจะมีการศึกษาเรื่องความเข้มแข็งขององค์กรแต่ละหน่วยที่อยู่ ในระบบวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทั้งในและนอกกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และดูความพร้อมเขานิดหนึ่ง หากว่าเป็นไปตามทฤษฎีมอบหน้าที่ไปแล้วกี่ปีเขาถึงจะรับ อันนั้นได้ หรือบางหน่วยงานรับได้ทันทีก็มอบหน้าที่ไปเลยแล้วถึงจะมาเขียนเรื่องโครงสร้าง ภายหลัง ทั้งหมดนี้ก็เป็นประมวลความเห็นที่กระผมใคร่ขอเสนอต่อสภาแห่งนี้ ขอบพระคุณครับ