นิกร จำนง ตั้งข้อสังเกตถึงข้อเสนอการปฏิรูปกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยมองว่าอาจเกิดความซ้ำซ้อนกับการปรับปรุงที่ดำเนินอยู่แล้ว พร้อมตั้งคำถามถึงความจำเป็นและความชัดเจนของแนวทางการปฏิรูป รวมถึงแสดงความกังวลต่อการรวมกระทรวงวิทยาศาสตร์กับกระทรวงดิจิทัล ซึ่งอาจส่งผลต่อทิศทางการพัฒนานวัตกรรมของประเทศ และคัดค้านการโอนกรมอุตุนิยมวิทยากลับไปอยู่ใต้กระทรวงคมนาคม โดยชี้ว่าการย้ายในอดีตมีเหตุผลรองรับ และการเปลี่ยนแปลงกลับอาจไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อย่างชัดเจนต่อประชาชน
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม นิกร จำนง สมาชิก ลำดับที่ ๗๙ กราบเรียนท่านกรรมาธิการ เมื่อสักครู่ผมเห็นชอบวาระที่เพิ่งผ่านไปแล้วตามที่ ได้เรียนไว้ แต่ผมมีปัญหากับวาระนี้ก็จะบอกตั้งแต่ต้นมือเลยว่ายังมีปัญหาอยู่มากก็จะรอฟัง ท่านว่าจะตอบอย่างไร จากรายงานทั้งหมดของคณะกรรมาธิการ ประเด็นที่นำเสนอในการ ปฏิรูปก็คือ ๑. คือการรวบสำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมแห่งชาติ สวทน. เข้ากับสำนักงานปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ๒. โอนกรมอุตุนิยมวิทยากลับไปสังกัดกระทรวงคมนาคม ๓. เปลี่ยนสถานะกรมวิทยาศาสตร์ การบริการจากส่วนราชการเป็นองค์การมหาชน โดยนำภารกิจด้านรับรองมาตรฐานไปอยู่กับ สถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ ๔. ศึกษาการควบรวมกระทรวงวิทยาสตร์และเทคโนโลยี กับกระทรวงดิจิทัล หรือสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา ประเด็นที่ผมพิจารณาดูแล้ว ผมไม่แน่ใจว่านี่คือสารัตถะของการปฏิรูป ไม่รู้จะเพียงพอไหมในการขับเคลื่อนการปฏิรูป หรือตามภารกิจที่ว่า ผมดูแนวความคิดเป็นหลัก มีหลายประเด็นที่จะได้มีการพิจารณากันลงไป ความเห็นประกอบการพิจารณารายงาน สภาพปัญหาของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จากรายงานที่ระบุถึงสภาพปัญหากล่าวโดยสรุปคือการนำเอาหลักเกณฑ์การจัดรูปหน่วยงานภาครัฐ มาเป็นตัวสรุป สรุปได้ว่าหน่วยงานสังกัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีบางหน่วย มีรูปแบบไม่เหมาะสมกับสภาพงาน จึงสมควรปฏิรูป ซึ่งในความเห็นของผมเห็นว่า เป็นเพียงปัญหาปกติของหน่วยราชการเท่านั้นที่สามารถจะเสนอปรับปรุงหน่วยงานของตนได้ ตามช่องทางปกติอยู่แล้ว ตรงไหนมีปัญหาก็ปรับ แต่การปฏิรูปคือการย้ายข้ามฟาก หรือมีการปรับปรุงอย่างรุนแรงไม่ถึงขั้นปฏิวัติ การนำเสนอถึงระดับปฏิรูปในความเห็นของ ผมขณะนี้ยังเห็นว่าไม่จำเป็นที่จะต้องปฏิรูป ทั้งในรายงานได้กล่าวมาแล้วว่า มีผลการพิจารณาดำเนินการมาพอสมควร เช่นสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติก็อยู่ระหว่าง ปรับปรุงกฎกระทรวง คือในส่วนนี้ที่เขามีปัญหาเขากำลังปรับของเขาอยู่เหมือนกัน สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย หรือองค์การพิพิธภัณฑ์ วิทยาศาสตร์แห่งชาติ การเสนอตรงนี้เป็นการซ้ำซ้อนกับงานที่เขากำลังทำอยู่หรือไม่ อย่างไร นี่เป็นคำถาม การเสนอของ สปท. จริง ๆ แล้วควรเป็นสิ่งที่มีน้ำหนักในการปฏิรูป หมายถึงว่า น้ำหนักมาก มีการเปลี่ยนแปลงมาก ถ้าเป็นการปรับปรุงอย่างที่มีการศึกษาพิจารณาไปแล้ว จึงขอความชัดเจนว่าสิ่งเหล่านี้จะแตกต่างกับที่รัฐบาลได้สั่งการไปแล้วหน่วยงานของเขา กำลังทำอยู่อย่างไร
ประเด็นที่ ๒ แนวคิดการรวมกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และกระทรวงดิจิทัลเป็นแนวความคิดเดิมที่มีมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๙ และปี ๒๕๖๐ ในหน้า ๓๖ ถึงหน้า ๓๗ ในรายงานนี้ ได้เสนอเพิ่มเติมในการศึกษาให้ควบรวม หรือรวมกับสำนักงาน คณะกรรมการการอุดมศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษานั้นเป็นส่วนหนึ่งของ กระทรวงศึกษาธิการอยู่ ตรงนี้ผมมองว่าแนวคิดอาจจะใกล้ ๆ กับญี่ปุ่น ที่เราคิดว่าน่าจะ เป็นไปได้อย่างนี้หรือไม่ อย่างไร เป็นการจุดประกายให้เกิดขึ้น รายละเอียดในการนำเสนอ ไม่รู้มีน้ำหนักพอหรือเปล่า ท่านคิดว่าจะมีพอไหม เหตุผลที่ต้องรวมสำนักงานคณะกรรมการ การอุดมศึกษาเข้ามา คือถ้าเป็นแนวคิดน้ำหนักไม่พอ ในการเปลี่ยนแปลงของเราคือเขาห้าม ทำสงคราม เปิดสงครามแล้วก็ไปหาทางชนะเอา คือต้องเห็นว่าชนะแล้วเท่านั้นถึงจะประกาศ สงคราม หมายความว่ามีเหตุผลพอ มีน้ำหนักพอ มีประเด็นพอ แล้วทำอย่างนี้จะดีกว่า แล้วประกาศสงครามก็คือขอเปลี่ยน ถ้าเป็นแบบนี้เห็นว่าประกาศสงครามตรงนี้ดีกว่า ก็คือ จริง ๆ แล้วเป็นการเสนอตรงนี้ดีกว่าแล้วก็ค่อยไปหาข้อมูลเอาผมเกรงว่าจะมีปัญหา เพราะจะไปยันกับสิ่งที่มีอยู่ ส่วนตัวผมเองผมมองว่า ๒ กระทรวงที่ท่านคิดจะรวมกัน กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นเหมือนกับในเชิงพัฒนา เชิงศึกษา แล้วก็ต่อยอด เรามีพิพิธภัณฑ์ความดั้งเดิมของเรา ที่มา กระทรวงดิจิทัลเป็นกระทรวงใหม่ ไม่รู้จะไปรอด หรือไม่รอด แล้วเรากำลังหลุดเข้าไปในแดนที่มีการสู้รบกันอย่างรุนแรงก็คือทางด้าน เทคโนโลยี ซึ่ง ๔.๐ ก็ดี ในความเห็นของผมเอง ถ้าเราตั้งแบบนี้โอกาสจะแพ้สูง เพราะว่าเรา กำลังเข้าสู่สงครามเต็มรูปกับประเทศต่าง ๆ ที่มีการพัฒนา การวิจัยของเราก็ดี การดำเนินการต่าง ๆ ในการพัฒนาเรื่องโนว์ฮาว (Know-how) เรื่องนวัตกรรมของเรานี้ต่ำ เพราะฉะนั้นเวลาเข้าไปสู้รบกับมันเราจะถูกกินจากเทคโนโลยีที่สูงกว่า ดังนั้นส่วนนี้เป็นส่วน ที่เราส่งเข้าไปรบเราจำเป็นต้องส่งเข้าไปรบ เห็นด้วย แค่ชื่อก็ไม่ใช่ไทยแล้ว แต่ถ้าเรามี ฐานกำลังอยู่คือกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยียืนแข็งอยู่ตรงนี้เป็นหลัก เพราะเราจะมี ด้านดิจิทัล ภาคเกษตรดิจิทัลได้ไม่มากหรอก แต่ภาคเกษตรที่เป็นจุดแข็งของเราสามารถ จะมาสร้างในกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี วิทยาศาสตร์ทางด้านการเกษตรเราสร้าง ได้แล้วเราชนะเขาได้ แต่ถ้าดิจิทัลเราคงจะไปทำเป็นจีเอ็มโอ (GMOs) เราก็ทำไม่ได้เพราะว่า เราไม่ยอมรับในเรื่องนี้ในประเทศ เราต้องการสงวนความเป็นธรรมชาติของเราไว้ ไว้หาตลาด อีกแบบหนึ่งของเรา เราต้องการจะทำอินทรีย์ เป็นดิจิทัลนี่จะลำบากมาก ดังนั้นถ้าเราแยก เป็น ๒ โอกาสที่เราจะถูกกินหมากทั้ง ๒ ตัวนี้ผมว่าถูกกินดิจิทัลไปเรายังมีโอกาสถอยกลับมา เป็นตัวหลักก็คือวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่เป็นของเดิมของเรา รากเดิมของเราที่มีมา แต่อดีตแล้ว แต่ถ้ารวมกันแล้วเข้าไปสงครามทั้งคู่ถ้าเกิดแพ้เราจะทำอย่างไร เราจะถอยไป พิงอะไร ตรงนี้ผมไม่ค่อยเห็นด้วยนัก
ส่วนเรื่องกรมอุตุนิยมวิทยา ผมเป็นรัฐมนตรีคนสุดท้ายที่ดูแล กรมอุตุนิยมวิทยาในกระทรวงคมนาคมเมื่อปี ๒๕๔๕ ช่วงที่ผมยังอยู่ผมยังดูแล กรมอุตุนิยมวิทยาอยู่ แล้วก็ได้ไปเยี่ยมเขาครั้งหนึ่งก่อนที่จะมีการเปลี่ยนแปลง ประเด็น สำคัญที่เราจะมีการเปลี่ยนไปอยู่กระทรวงอื่นเพราะว่าเวลาเราประกาศว่าฝนจะตก ไม่ใช่ชาวเรืออย่างเดียวที่จะต้องออกเรือ เป็นเรื่องของภาคเกษตร เป็นเรื่องของการเก็บน้ำ ไว้เหนือเขื่อน เป็นเรื่องของบรรยากาศ เป็นเรื่องของอากาศ เป็นเรื่องการพยากรณ์ ซึ่งมีความสำคัญมากต่อทุก ๆ ส่วน ไม่ใช่ว่าเราจะขับรถออกไปแล้วเรือจะออกไป คลื่นสูง ๒ เมตรครึ่ง หรือ ๓ เมตร ไม่ใช่ มันถูกเทิร์น (Turn) ไป ตอนนั้นมีการพิจารณากัน แล้วก็ย้ายออกจากกระทรวงคมนาคม ช่วงสุดท้ายตอนที่ผมอยู่กระทรวงคมนาคม ผมบริหารอยู่ ๓ ปี ประมาณครึ่งปีแรกยังอยู่ในกระทรวงคมนาคมและการสื่อสาร ตอนนั้นกรมไปรษณีย์โทรเลขก็อยู่ กรมอุตุนิยมวิทยาก็อยู่ หลังจากนั้นก็กระจายออกไป ตัวนี้ไปเป็นการสื่อสาร แยกออกไปอยู่ในอีกส่วนหนึ่ง ในส่วนของกรมอุตุนิยมวิทยา ก็ยกออกไป ทีนี้ถ้าดึงกลับมาเพื่อจะได้พยากรณ์อากาศในการขับรถหรือ หรือเพื่อจะได้ ออกเรือเหมือนเดิมหรือ คือเดิมมันอยู่ผิดที่ก็โยกออกมาแล้ว ทีนี้เรามาดูว่าตรงนี้ ไม่ควรจะอยู่ก็เอาส่งกลับไปอีก ความเป็นไปได้ เราแก้กฎหมายเมื่อปี ๒๕๔๕ เพื่อจะออกไป เราให้เหตุผลพอที่จะแยกออกไป แต่เอากลับไปอีกทีหนึ่งผมยังดูว่าเหตุผลไม่พอ พอเหตุผลไม่พอ อย่างที่ผมบอกว่า เราก็ประกาศสงครามว่าจะแก้แล้วก็ไปรบเอาข้างหน้า งานนี้ไม่มีชนะ เพราะว่าจะไปรื้อ เหตุผลเดิมที่เราเคยให้ไว้ตอนแยกออกไปจากกระทรวงคมนาคมไม่ได้แน่ผมยืนยัน ดังนั้น เรื่องนี้จะเป็นอีกเรื่องที่เสนอไปก็ไม่เป็นผล ผมก็เลยเห็นว่าโอนกรมอุตุนิยมวิทยาไปยังมี เหตุผลไม่เพียงพอ แล้วก็ไม่คิดว่าเป็นเรื่องของการปฏิรูปเพราะไม่ได้บอกว่าจะดีขึ้นอย่างไร เป็นอย่างไร เราไม่ได้พูดมุมนั้น ตอนนี้การปฏิรูปก็คือว่าเอาต์พุต (Output) กับเอาต์คัม (Outcome) มากกว่า เอาต์คัม (Outcome) ที่จะเกิดกับประชาชนจะเกิดการเปลี่ยนแปลง และนั่นเป็นเหตุที่ทำให้เราชนะในเรื่องที่เราจะทำได้ แต่ถ้าเราปรับปรุงกลไก เสนอแนวคิด แบบนี้ผมว่าจะเสียการไปเปล่า ๆ ก็เลยเห็นว่าในชั้นนี้ผมยังไม่เห็นด้วยนัก นอกจากว่า ท่านจะมีเหตุผลที่จะซัปพอร์ต (Support) ว่าจะส่งผลดีเป็นอย่างยิ่งจนถึงขั้นว่าจะต้องมี การปฏิรูปเปลี่ยนแปลงได้อย่างไร ก็คิดว่าถ้าจะลดจำนวนของการปฏิรูปไปบ้างแล้วไปเน้น เอาที่สำคัญ ๆ เราก็ไม่ว่ากันอยู่แล้วแต่ถ้าหากไปแบบนี้เดี๋ยวจะเบา ๆ หลวม ๆ ไปแล้วก็ จะมีปัญหาในเรื่องการดำเนินการของเราได้ ก็เลยให้ความเห็นเป็นข้อสังเกตไว้ตามนี้ กราบเรียนด้วยความเคารพครับ ขอบพระคุณครับ