เบญจวรรณ ชูปฏิรูปโครงสร้างวิทย์ฯ ลดซ้ำซ้อน เสริมบูรณาการนวัตกรรม

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๒๓ · ๒๐ มิถุนายน ๒๕๖๐

เบญจวรรณ สร่างนิทร หารือการปฏิรูปโครงสร้างองค์กรภาครัฐด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม โดยเน้นความสำคัญของการพัฒนาเพื่อขับเคลื่อนประเทศสู่สังคมนวัตกรรมและหลุดพ้นจากระดับรายได้ปานกลาง พร้อมเสนอให้ทบทวนและปรับโครงสร้างหน่วยงานให้มีประสิทธิภาพ ลดความซ้ำซ้อน ส่งเสริมการบูรณาการงานวิจัยเพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงการพิจารณาควบรวมกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ กับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมตามข้อเสนอของ สปร. โดยคำนึงถึงบทบาทของหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งในด้านนโยบาย บริการ และการวิจัย พร้อมเสนอให้ย้ายกรมอุตุนิยมวิทยากลับสังกัดกระทรวงคมนาคมเพื่อสอดคล้องกับภารกิจ และเร่งรัดการปรับโครงสร้างองค์กรให้สอดคล้องกับบริบทการพัฒนาประเทศอย่างเป็นรูปธรรม

นางเบญจวรรณ สร่างนิทร กรรมาธิการ

เรียนท่านประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ และท่านสมาชิก สปท. ทุกท่าน ดิฉัน เบญจวรรณ สร่างนิทร สปท. หมายเลข ๘๕ ก็จะนำเรียนรายงาน เรื่อง “การปฏิรูปโครงสร้างองค์กรภาครัฐ ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี”

(เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation)

ต้องเรียนอย่างนี้ว่าปัจจัยที่จะ ให้ประเทศมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องและสามารถก้าวเข้าไปสู่การแข่งขันกับประเทศต่าง ๆ ได้ นั่นคือความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การพัฒนาทางวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีเป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับการพิจารณาในทุก ๆ ด้าน ทั้งเศรษฐกิจ สังคม และประชากร นโยบายประเทศไทย ๔.๐ มุ่งเน้นการจัดระบบงานวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี งานวิจัย นวัตกรรม ให้มีเอกภาพและประสิทธิภาพเพื่อเร่งสร้างสังคมนวัตกรรม รวมทั้งสร้าง ความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัย หน่วยงานของรัฐ และภาคเอกชนในพื้นที่ต่าง ๆ เพื่อนำ งานวิจัยไปพัฒนาต่อยอด ใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ ตลอดจนส่งเสริมโครงการลงทุน ขนาดใหญ่ของประเทศ ให้ได้เป็นประโยชน์จากการวิจัยเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มของสินค้าและบริการ คณะกรรมาธิการ ด้านการบริหารราชการแผ่นดินจึงเกิดแนวคิดในการศึกษาโครงสร้างองค์กรภาครัฐ ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อเป็นรากฐานที่เข้มแข็งในการพัฒนาประเทศ ในเรื่องหลักการและเหตุผลก็ดูตั้งแต่แนวคิดในการปรับบทบาทภาครัฐ ตั้งแต่พระราชกฤษฎีกา ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. ๒๕๔๖ ที่มีหลักการ ให้ส่วนราชการทบทวนบทบาท ภารกิจ เพื่อให้การบริหารราชการแผ่นดินเป็นไป อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดความคุ้มค่าในเชิงภารกิจของรัฐ ดูยุทธศาสตร์การพัฒนา ระบบราชการไทยฉบับปัจจุบันคือฉบับที่ ๓ (พ.ศ. ๒๕๕๖-๒๕๖๑) ในหลักการก็มุ่งเน้น ในเรื่องไรต์ไซซิง (Rightsizing) กับดาวน์ไซซิง (Downsizing) ที่จะให้ส่วนราชการทบทวน บทบาท ภารกิจ และอำนาจหน้าที่ให้มีความเหมาะสม การดำเนินการทั้งหมดนี้ก็เพื่อให้เกิด ขีดความสามารถในการแข่งขันทั้งเอฟเฟกทิฟเนส (Effectiveness) และเอฟฟิเชียนซี (Efficiency) เพื่อให้หลุดพ้นจากการเป็นประเทศรายได้ปานกลาง ในส่วนหลักการ และเหตุผลอื่น เวลาเราดำเนินการก็ต้องดูตัวกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ในด้านบริหารราชการแผ่นดิน ก็หนีไม่พ้น มาตรา ๒๘๕ ข. (๓) ที่ให้มีการปรับปรุงและพัฒนาโครงสร้างระบบบริหารงานของรัฐ ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงและความท้าทายใหม่ ๆ ให้เหมาะสมกับภารกิจของหน่วยงานภาครัฐ และหน่วยงานที่แตกต่างกัน นโยบายรัฐบาลเองก็ให้ปรับปรุงโครงสร้างระบบราชการ ในด้านองค์กรหรือหน่วยงานภาครัฐทั้งในระดับประเทศ ภูมิภาค และท้องถิ่น การจัดโครงสร้าง ที่มีอำนาจหน้าที่ซ้ำซ้อนหรือลักลั่นกัน ในร่างยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี ก็พูดถึงยุทธศาสตร์ ความสามารถในการแข่งขัน ยุทธศาสตร์ในเรื่องการปรับสมดุลและพัฒนาระบบบริหาร จัดการภาครัฐ เราดูแผนชาติ ฉบับที่ ๑๒ (พ.ศ. ๒๕๖๐–๒๕๖๔) ยุทธศาสตร์ที่ ๘ การพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิจัย และนวัตกรรม ก็เพื่อให้ประเทศไทยพัฒนาเข้าสู่ สังคมนวัตกรรม และเตรียมการก้าวสู่ประเทศรายได้สูงในอนาคต โดยใช้องค์ความรู้ ทางวิทยาศาสตร์อย่างเข้มข้นทั้งภาคธุรกิจ ภาครัฐ และภาคประชาสังคม นี่ก็คือรีวิว (Review) ทั้งหมด เรื่องที่เราหยิบยกขึ้นมาประกอบการดำเนินการส่วนหนึ่งก็คือรายงานของ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษาของสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ โดยเฉพาะเรื่องการขับเคลื่อนการปฏิรูประบบวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการวิจัยเพื่อนวัตกรรม ซึ่งก็มีข้อเสนอในหลายเรื่อง ก็มีเรื่องเสนอปฏิรูปการจัด โครงสร้างเชิงนโยบาย โครงสร้างองค์กร และจัดการด้านบุคลากร ปฏิรูปการบริหาร ทรัพยากรอื่นโดยการปรับระบบงบประมาณและให้ทุนวิจัย ปฏิรูปการจัดการงานวิจัย วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และปฏิรูปการจัดการข้อมูลและองค์ความรู้ ซึ่งข้อเสนอนี้ ทำให้เกิดคำสั่ง คสช. ที่ ๖๒/๒๕๕๙ ให้มีการจัดตั้งสภานโยบายวิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ ตามข้อเสนอของคณะกรรมาธิการด้านการศึกษา ให้สภานี้ทำหน้าที่เพื่อปฏิรูประบบงานวิจัย และนวัตกรรมของประเทศให้เกิดการบูรณาการ ลดความซ้ำซ้อน และสามารถผลักดันให้มี การนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม เพราะฉะนั้นในแง่งานวิจัยทั้งประเทศก็จะมี การดูแลตรงส่วนนี้ ในคำสั่ง คสช. ก็มีรายละเอียดเยอะว่าให้มีหน่วยนี้ขึ้นมา แล้วก็ให้ยุบเลิก ในเรื่องอะไร อย่างไร หรือว่าให้ชะลอการดำเนินการในบางส่วนอยู่ ดิฉันก็ไม่เข้าไปสู่ใน รายละเอียดตรงส่วนนั้น ทีนี้เมื่อสักครู่นี้เราบอกว่าเมื่องานด้านวิทยาศาสตร์เป็นงานที่สำคัญ จริง ๆ แล้วงานวิทยาศาสตร์มีอยู่ทุกภาคส่วน ทุกกระทรวง ทบวง กรม เป็นเรื่องการศึกษา เพื่อพัฒนาหรือสร้างนวัตกรรมทั้งหลาย แต่ตอนนี้เราจะมามุ่งดูในเรื่องกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในปัจจุบัน ในองค์ประกอบของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนั้นประกอบด้วย ๔ ส่วน ส่วนที่ ๑ ก็คือส่วนราชการ ส่วนที่ ๒ ก็คือองค์การมหาชน ส่วนที่ ๓ ก็คือองค์การมหาชนตามกฎหมาย เฉพาะหรือตาม พ.ร.บ. เฉพาะ ส่วนที่ ๔ คือรัฐวิสาหกิจ ในส่วนที่เป็นส่วนราชการ ส่วนราชการที่อยู่ในกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจะมี ๓ หน่วย หน่วยแรก ก็คือ สำนักงานปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี หน่วยที่ ๒ ก็คือกรมวิทยาศาสตร์บริการ หน่วยที่ ๓ ก็คือสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ องค์การมหาชนที่สังกัดกระทรวงวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี มีทั้งหมด ๖ องค์กร ก็คือ อันที่ ๑ สถาบันพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศ และภูมิสารสนเทศ ที่เรียกว่า สทอภ. สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ อันที่ ๒ สถาบัน เทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ อันที่ ๓ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ อันที่ ๔ สถาบัน สารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร อันที่ ๕ สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน อันที่ ๖ ก็คือ ศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ นี่คือองค์การมหาชน ๖ แห่ง มีองค์การมหาชนอีก ๓ แห่งที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายเฉพาะ คือสำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ ที่เรียกว่า สวทน. สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีแห่งชาติ ที่เรียกว่า สวทช. สถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ เรียกว่า มว. นี่คือ องค์กรอิสระตามพระราชบัญญัติ แต่มติ ครม. ถือว่าเป็นองค์การมหาชนอีกประเภทหนึ่ง สำหรับรัฐวิสาหกิจที่อยู่ในสังกัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมี ๒ หน่วย ก็คือสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กับองค์การพิพิธภัณฑ์ วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) นี่คือหน่วยงานในสังกัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ทั้งหมด ในส่วนยุทธศาสตร์ของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเองเราก็เอามาดูไม่ว่าจะเป็น วิสัยทัศน์ พันธกิจ ยุทธศาสตร์ในด้านต่าง ๆ ที่สำคัญเรามาแยกแยะภารกิจของหน่วยงาน ในสังกัดกระทรวงทั้งหมด ทั้งส่วนราชการ ทั้งองค์การมหาชน องค์การมหาชนตามกฎหมายเฉพาะ และรัฐวิสาหกิจ มีปรากฏในหน้า ๑๐ ถึงหน้า ๑๗ แยกแยะว่าภารกิจของแต่ละหน่วยนั้น มีด้านไหน อย่างไรบ้าง ดิฉันขออนุญาตข้ามตรงนี้ไปเพราะว่าอยู่ในตัวรายงานแล้ว ข้ามมาถึงตัวอัตรากำลังและงบประมาณของหน่วยงานต่าง ๆ ในสังกัดกระทรวงวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี รายละเอียดอยู่หน้า ๑๗ ในส่วนราชการเมื่อสักครู่นี้ที่บอกว่ามี ๓ หน่วย ประกอบไปด้วยสำนักงานปลัดกระทรวง มีอัตรากำลัง ๑๙๖ ตำแหน่ง กรมวิทยาศาสตร์บริการ มีอัตรากำลัง ๓๒๖ อัตรา สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ มีอัตรากำลัง ๒๒๐ อัตรา รวมทั้งหมด ๓ กรมนี้มีอัตรากำลังเท่ากับ ๗๔๒ อัตรา นี่คือสภาพที่เป็นอยู่ ณ ขณะนี้ ถ้าเทียบอัตรากำลัง ทั้งหมดโดยรวม เราพูดเฉพาะเรื่องอัตรากำลัง ส่วนราชการที่มีอัตรากำลังมากที่สุดในประเทศ ณ ขณะนี้ก็คือกระทรวงสาธารณสุข โดยภาพรวมของกระทรวง ตัวเลขกลม ๆ อีกเช่นกัน ๑๘๐,๐๐๐ อัตรา เฉพาะสำนักงานปลัดกระทรวงแห่งเดียว ๑๔๐,๐๐๐ อัตรา เพราะฉะนั้น จากอัตรากำลังทั้งหมดของประเทศที่เป็นข้าราชการพลเรือนสามัญ ประมาณ ๔๐๐,๐๐๐ อัตรา ของกระทรวงสาธารณสุขก็เข้าไปครึ่งหนึ่งคือเกือบ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ นำเรียนเรื่องข้อมูล กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีว่า ๓ กรมก็ ๗๔๒ อัตรา สภาพปัญหา ตรงสภาพปัญหานี้ เรามาดูรายละเอียดที่เป็นมติ ครม. กำหนดไว้เมื่อ ๒๐ ตุลาคม ๒๕๕๒ มติ ครม. ได้กำหนด หลักของการจำแนกประเภทหน่วยงานของรัฐไว้ว่ามีลักษณะไหนอย่างไรบ้าง รายละเอียดอยู่ในหน้า ๑๘ กับหน้า ๑๙ ในมตินั้นจำแนกออกเป็น ๔ ประเภท ประเภทแรก ก็คือส่วนราชการ ส่วนราชการนั้นคือหน่วยงานที่รับผิดชอบในเรื่องการบริการสาธารณะ ทางปกครอง ซึ่งเป็นพันธกิจหลักของรัฐในเรื่องการบริการทั่วไป เป็นหน่วยกำหนดนโยบาย โพลิซีเมกเกอร์ (Policy Maker) หรือโพลีซีแอดไวเซอร์ (Policy Adviser) รวมทั้งการบริหาร นโยบายทั้งหลาย ประเภทที่ ๒ ก็คือรัฐวิสาหกิจ คือหน่วยงานที่รับผิดชอบบริการสาธารณะ ทางอุตสาหกรรมและพาณิชยกรรม วัตถุประสงค์ก็คือแสวงหารายได้ เลี้ยงตัวเองได้ ดำเนินการ เชิงพาณิชย์ ขอรับเงินงบประมาณสนับสนุนเป็นครั้งคราวหรือบางส่วน องค์การมหาชน คือหน่วยงานที่รับผิดชอบบริการสาธารณะทางสังคมและวัฒนธรรม ไม่มีวัตถุประสงค์ในเรื่อง การแสวงหากำไร หน่วยงานอีกประเภทหนึ่งก็คือหน่วยงานของรัฐรูปแบบใหม่ หมายถึง องค์กรของรัฐที่เป็นอิสระ ท่านคงจะได้ยินเอสดียู (SDU) เซอร์วิส เดลิเวอรี ยูนิต (Service Delivery Unit) ก็เป็นประเภทหนึ่ง และกองทุนที่เป็นนิติบุคคล ปัญหาประการแรก จากมติ ครม. ที่กำหนดหลักการตรงนี้ไว้ ปรากฏว่าในการจัดโครงสร้างส่วนราชการของ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในปัจจุบันก็ยังถือว่าไม่สอดคล้องกับหลักการจำแนก ประเภทตำแหน่งของหน่วยงานของรัฐดังกล่าว ถ้าดูวันที่ ครม. ออก ครม. ออกเมื่อปี ๒๕๕๒ แต่ถ้าท่านดูในรายละเอียด ตอนจำแนกรายละเอียดของส่วนราชการตั้งแต่หน้า ๑๐ ถึงหน้า ๑๗ ท่านจะเห็นว่าส่วนราชการอื่น ๆ นั้นเกิดก่อนทั้งนั้นเลย แม้กระทั่งหลังสุดที่จัด ๑๔ กระทรวง เป็น ๒๐ กระทรวง เกิดเมื่อปี ๒๕๔๕ แต่มติ ครม. นี้เกิดปี ๒๕๕๒ แน่นอนค่ะ อะไรเกิดมาแล้ว ก็ต้องเป็นสภาพอย่างนั้น แต่ว่าทิศทางที่จะเดินต่อไป เราต้องยึดหลักการ ยึดรูปแบบ หรือยึดความที่ควรจะเป็นในอนาคตต่อไป เพราะฉะนั้นตรงนี้คือประเด็นประการแรก ในเรื่องการจัดโครงสร้างของกระทรวง

ประการถัดมา เรื่องปัญหาหรือภารกิจความซ้ำซ้อนที่เป็นอยู่ ที่เห็นชัด ๆ ก็คืองานด้านนโยบาย งานด้านนโยบายนั้นตัวสำนักงานปลัดกระทรวง เราอาจจะมี หลายกระทรวง มีหน่วยงานที่ทำเกี่ยวกับด้านนโยบายของกระทรวง ถ้ากระทรวงเกษตร และสหกรณ์ก็สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ถ้ากระทรวงอุตสาหกรรมก็สำนักงานเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม หลายกระทรวงที่มีสำนักงานเกี่ยวกับด้านนโยบายโดยเฉพาะ แต่กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอย่างที่นำเรียนนะคะ มีสำนักงานปลัดกระทรวง มีกรมวิทยาศาสตร์บริการ แล้วก็สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ แต่งานด้านนโยบาย บอกว่า สำนักงานปลัดกระทรวงนั้นทำนโยบายเฉพาะกระทรวง ก็คือมี ๓ กรมเท่านั้น แต่เวลาเราพูด คำว่า กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เราหมายถึงองค์รวมของงานวิทยาศาสตร์ ทั้งประเทศ ปรากฏว่างานนโยบายส่วนนี้ไปอยู่ที่องค์การมหาชนหน่วยหนึ่ง เรียกว่า สวทน.

ประการต่อมา ก็คือของกรมวิทยาศาสตร์บริการ มติ ครม. ในช่วงเวลาที่ผ่านมา ตั้งแต่ออกกฎหมายองค์การมหาชน ๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๒ ที่บอกว่าหน่วยงาน ของรัฐประเภทไหนที่เป็นลักษณะงานบริการสาธารณะควรจะไปจัดตั้งเป็นองค์การมหาชน ด้วยลักษณะงานของกรมวิทยาศาสตร์บริการส่วนใหญ่หรือบอกว่าก้อนใหญ่ เป็นงาน ให้บริการการทดสอบในรายละเอียดเกี่ยวกับสิ่งที่จะให้บริการทางด้านวิทยาศาสตร์ ปฏิบัติการ ตรงนี้เข้าข่ายที่จะเป็นองค์การมหาชน แล้วก็เคยมีมติ ครม. พูดเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ อย่างไรก็ตามอาจจะมีภารกิจบางอย่างที่ช่วงเวลาหนึ่งตัดงานเรื่องรับรองระบบงานไปให้ สำนักงานมาตรวิทยา ก็จะเหลืองานส่วนนี้ในบางส่วนยังอยู่ที่กรมวิทยาศาสตร์บริการ ซึ่งตรงนี้เราก็คงจะมาดูในภาพรวมทั้งหมดว่าลักษณะไหนเป็นงานบริการเพียว (Pure) บริการ แล้วลักษณะไหนอาจจะเป็นลักษณะที่จะต้องมีการรับรองมาตรฐานต่อไป

ในส่วนของสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ สำนักงานปรมาณูเพื่อสันตินั้นได้มี การแยกไปเป็นองค์การมหาชนส่วนหนึ่งเมื่อปี ๒๕๔๙ ก็คือแยกภารกิจด้านวิจัยและพัฒนาด้านเทคโนโลยีนิวเคลียร์และการใช้ประโยชน์จาก พลังงานนิวเคลียร์ออกไปเป็นสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ เป็นองค์การมหาชน ก็เหลือภารกิจที่เป็นหน่วยงานกลางด้านกำกับดูแลเฝ้าระวังเพื่อความปลอดภัยทางนิวเคลียร์ และรังสีของประเทศ ตลอดจนเสนอแนะนโยบายเกี่ยวกับเรื่องการใช้ประโยชน์จากพลังงาน นิวเคลียร์ ตรงส่วนนี้ยังเป็นส่วนราชการอยู่ แต่กฎหมายเพิ่งแก้ คือออกไปก็ออกไป แต่ภารกิจโดยรวมที่เป็นอำนาจหน้าที่ของส่วนราชการก็ยังมีอยู่ เพิ่งได้มีการปรับปรุงแก้ไข เมื่อปี ๒๕๕๙ นี้

ปัญหาในส่วนอื่นกรณีของรัฐวิสาหกิจ กรณีของรัฐวิสาหกิจ ครม. เมื่อตุลาคม ๒๕๕๒ ก็มีข้อสังเกตว่าลักษณะของรัฐวิสาหกิจที่สังกัดกระทรวงวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีนั้นน่าจะออกไปเป็นหน่วยงานที่เรียกว่าองค์การมหาชนได้ แต่บังเอิญ มีเงื่อนไข หมายความว่าต้องถามความเห็นจากหน่วยงานประกอบด้วย รูปแบบของรัฐวิสาหกิจ โดยทั่วไปจะมีสหภาพ เรื่องนี้พอไปถามสหภาพ สหภาพก็ไม่เห็นด้วย เพราะฉะนั้น ครม. ก็เลยบอกว่าเอาล่ะให้ยังคงเป็นรัฐวิสาหกิจอยู่เหมือนเดิม

ในส่วนอื่น อย่างเมื่อสักครู่นำเรียนเรื่องระบบรับรองระหว่างสถาบัน มาตรวิทยาแห่งชาติ กับกรมวิทยาศาสตร์บริการที่บางส่วนยังหลงเหลืออยู่ ในการศึกษาเรื่องนี้ เราไม่ได้มองเฉพาะในประเทศเราเท่านั้น เมื่อปี ๒๕๔๕ ที่เราศึกษา เราดูงานเรื่องนี้ตั้งแต่ ปี ๒๕๔๒ ที่เราเสนอ ครม. เมื่อวันที่ ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๔๒ เรื่องการปฏิรูประบบ บริหารงานภาครัฐ จนกระทั่งมาสำเร็จเสร็จสิ้นปี ๒๕๔๕ เราก็จะศึกษากรณีของต่างประเทศ ส่วนใหญ่ประกอบด้วย ครั้งนี้เราก็ได้ศึกษาของต่างประเทศประกอบด้วยว่างานทางด้าน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศต่าง ๆ นั้นเป็นอย่างไรบ้าง ประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นหน่วยงานที่ขึ้นตรงกับประธานาธิบดี แต่เป็นสำนักงานนโยบายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประเทศสิงคโปร์ก็เป็นหน่วยงานอิสระที่อยู่ภายใต้กระทรวงการค้าและอุตสาหกรรม ประเทศจีนเป็นกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี แล้วก็มีหน่วยงานอีกส่วนหนึ่ง ที่ทำเกี่ยวกับตัวข้อมูล ญี่ปุ่นเป็นกระทรวงศึกษาธิการ วัฒนธรรม กีฬา วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เกาหลีใต้เป็นกระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร และการวางแผน อนาคต อินโดนีเซียเป็นกระทรวงวิจัย เทคโนโลยีและอุดมศึกษา มาเลเซียเป็นกระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม แล้วประเทศไทยเป็นกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

รายละเอียด มาแยกแยะรายละเอียดอำนาจหน้าที่ของส่วนราชการที่สังกัด กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทั้งหมด ขออนุญาตเรียนท่านว่าดูตั้งแต่หน้า ๓๕ เป็นต้นไป ส่วนแรกก็คือกรมวิทยาศาสตร์บริการ ตามมติ ครม. เมื่อวันที่ ๒ กันยายน ๒๕๔๖ ด้วยลักษณะงานแล้วก็คงจะต้องปรับเปลี่ยนฐานะของกรมวิทยาศาสตร์บริการไปเป็น องค์การมหาชนตามพระราชบัญญัติองค์การมหาชน พ.ศ. ๒๕๔๒ นั่นคือส่วนงานบริการ ส่วนอีกหน่วยงานหนึ่งกรณีรับรองระบบงาน อาจจะต้องไปอยู่หน่วยงานที่ทำหน้าที่ตรงนี้ ต่อไป ส่วน ๒ หน่วยงานที่ทำงานด้านนโยบาย ซึ่งตอนนี้จะมี ๒ ภาพ ส่วนหนึ่งก็คือตัว สป. อีกส่วนหนึ่งก็คือ สวทน. ตามความหมายการจัดตั้งขององค์การมหาชนแล้ว สวทน. นั้น ไม่เข้าลักษณะตามมาตรา ๕ ของ พ.ร.บ. องค์การมหาชน จะไม่เข้าข่ายของการจัดตั้งเป็น องค์การมหาชน เพราะฉะนั้นงานในลักษณะการกำหนดนโยบายหรือบริหารนโยบาย ควรจะมารวมไว้อยู่ในหน่วยงานเดียวกัน

ย้อนกลับไปดูเรื่องนโยบายทั้งหลายที่กำหนดไว้ ลำดับแรกก่อน กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่เรารีวิว (Review) มาทั้งหมดนั้นอย่างที่นำเรียน ท่านว่ามี ๓ หน่วยงานที่เป็นส่วนราชการก็คือสำนักงานปลัดกระทรวง กรมวิทยาศาสตร์บริการ แล้วก็สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ หากเอากรมวิทยาศาสตร์บริการออกไปเป็นองค์การมหาชน ก็จะเหลือเพียง ๒ หน่วยงานเท่านั้นก็คือสำนักงานปลัดกระทรวงกับสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ ถ้าในระบบโดยรวมทั้งหมดจะไม่มีปรากฏส่วนราชการระดับกระทรวง มีองค์ประกอบของ กระทรวงเป็นลักษณะแบบนี้ เมื่อเราวิเคราะห์รายละเอียดแตกออกมาเป็นส่วน ๆ แล้ว ถ้าจะเหลือก็คือ สป. กับสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ อย่างที่นำเรียนว่าเรื่องงานวิทยาศาสตร์ เป็นงานที่กระจายอยู่ตามส่วนราชการทั้งหลาย เป็นพื้นฐานในเรื่องการศึกษาและพัฒนา องค์ความรู้ต่าง ๆ เราไปได้ผลการศึกษาของสถาบันที่ปรึกษาเพื่อพัฒนาประสิทธิภาพในราชการ หรือเรียกว่า สปร. ตอนนั้น สปร. ได้รับมอบหมายจากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนา ระบบราชการให้ศึกษา โดยศึกษาจาก ๒ ฐาน ก็คือกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กับกระทรวง ที่ตอนนั้นเป็นกระทรวงไอซีที (ICT) ผลการศึกษาของ สปร. ที่นำเสนอ ก.พ.ร. ก็มีข้อเสนอว่า ๒ กระทรวงนี้มีความเกี่ยวข้องกันในเรื่องการพัฒนาฐานความรู้และประยุกต์ใช้ ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ก็เสนอหลักการว่าด้วยโครงสร้างหลักในการพัฒนาที่จะช่วย ผลักดันและสนับสนุนให้อุตสาหกรรมภาครัฐและประชาชนนำองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีไปประยุกต์ใช้ในการเพิ่มคุณค่าทางเศรษฐกิจและสังคมให้เป็นฐานการพัฒนา ที่สำคัญเพื่อเพิ่มขีดความสามารถนั้น ๒ ส่วนราชการนี้น่าจะรวมกันได้เป็นกระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสารสนเทศ นี่คือข้อเสนอของ สปร. ประการที่ ๑

ประการที่ ๒ เราก็ไปได้ข้อคิดเมื่อ ๒๖ มีนาคม ๒๕๖๐ คุณชัชวลิต สรวารี ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านไอซีที (ICT) ก็มีข้อเสนอว่าหน่วยงานไอซีที (ICT) ไม่ได้มีหน้าที่ บทบาท หรืออำนาจในการรวมงานไอซีที (ICT) มาเป็นงานของตัวเอง เนื่องจากงานที่อยู่เป็นหน่วยสนับสนุน ตามกรอบของเซ็นทรัลไลเซชัน (Centralization) หรือดีเซ็นทรัลไลเซชัน (Decentralization) ไร้อำนาจสั่งการ หากเปรียบกระทรวงดีอี (DE) และกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งก็เป็นงานสนับสนุน ไม่มีบทบาทและอำนาจทั้งด้านนโยบาย ยุทธศาสตร์และการดำเนินการ เกี่ยวกับไอซีที (ICT) ของหน่วยงานที่อยู่กระบวนการหลัก ข้อเสนอของคุณชัชวลิตก็เห็นว่า การรวมกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกับกระทรวงดีอี (DE) จะเป็นการสร้างผลผลิต ให้ประเทศในด้านเดียวกันคือมีคีย์ รีซัลต์ แอเรีย (Key Result Area) เดียวกัน เพียงแต่ ดิจิทัลเป็นซับเซต (Subset) ของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีซึ่งน่าจะมารวมกันทำ ซึ่งเมื่อมาถึงยุคนี้อาจไม่จำเป็นต้องแยกออกเป็น ๒ กระทรวงแล้วก็ได้จะช่วยลดขนาดของรัฐ ลงได้ จาก ๒ ส่วนนี้คณะกรรมาธิการด้านการบริหารราชการแผ่นดินก็ศึกษาในเชิงลึกเข้าไป เมื่อสักครู่ศึกษาเชิงลึกของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ถ้าเราเดินตามข้อกำหนด ที่ผ่านมาเป็นระยะ ๆ ก็จะเห็นว่าเหลือหน่วยงานเพียง ๒ หน่วย ทีนี้จากข้อเสนอของ สปร. ส่วนหนึ่งกับข้อคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญส่วนหนึ่งเราก็เลยมาเจาะดูของกระทรวงดีอี (DE) ณ ปัจจุบัน กระทรวงไอซีที (ICT) เมื่อปี ๒๕๔๕ ก็จะมี ๓ หน่วยเหมือนกัน ก็คือมี สป. มีกรมอุตุนิยมวิทยา ซึ่ง ณ วันนั้นโอนมาจากกระทรวงคมนาคม แล้วก็มีสำนักงานสถิติแห่งชาติ ซึ่งโอนมาจากสำนักนายกรัฐมนตรี ก็มี ๓ กรม แต่ปี ๒๕๖๐ นั้น มีการเปลี่ยนชื่อกระทรวงใหม่ แล้วก็มีการจัดตั้งสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจ และสังคมขึ้น เพราะฉะนั้นขณะนี้กระทรวงดีอี (DE) จะมีส่วนราชการในสังกัด ๔ กรม มีองค์การมหาชนอยู่ ๒ แห่ง ก็คือสำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ ที่เรียกว่า สรอ. กับสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ สพธอ. ก็จะมีการตั้งองค์การมหาชน ตาม พ.ร.บ. เฉพาะ ก็คือสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล ส่วนอื่นก็จะเป็นรัฐวิสาหกิจมี ๓ แห่ง ก็คือบริษัท กสท. โทรคมนาคม จำกัด บริษัท ทีโอที จำกัด บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ก็มาวิเคราะห์ลงไปในรายละเอียดของกระทรวงดีอี (DE) เมื่อดูแล้วตั้งแต่ตอนเริ่มตั้ง เมื่อปี ๒๕๔๕ ก็มีข้อสังเกตว่าความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันของ ๓ ส่วนราชการที่มาอยู่ด้วยกันนั้น เกี่ยวข้องสัมพันธ์กันแค่ไหน เพียงไร เราก็ยอมรับส่วนหนึ่งว่าการที่เอาสำนักงานสถิติแห่งชาติ มาจากสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นหน่วยที่ดูแลข้อมูลหลักข้อมูลรวมของประเทศ ซึ่งตัวข้อมูลนั้น ต้องอาศัยระบบที่พัฒนาหรือก้าวหน้าก็คือระบบเทคโนโลยีแน่นอน แต่มาดูส่วนที่ตัดมาจาก กระทรวงคมนาคม ความสัมพันธ์เกี่ยวข้องหรือในรายละเอียด และขณะนี้ศูนย์เตือนภัย ทั้งหลายก็มีมติให้ตัดโอนจากกรมอุตุนิยมวิทยาไปไว้ที่กระทรวงมหาดไทยแล้ว เพราะฉะนั้น ดูความเกี่ยวข้องสัมพันธ์ตรงส่วนนี้ก็เห็นว่าภารกิจที่เกี่ยวข้องนั้นน่าจะเกี่ยวข้องกับกระทรวงเดิม ที่ตัดโอนมาก็คือกระทรวงคมนาคม เมื่อดูตรงนี้แล้วก็เจาะลึกรายละเอียดอีกว่า ของประเทศต่าง ๆ นั้นเป็นอย่างไร โดยเฉพาะเจาะเรื่องอุตุนิยมวิทยา ของประเทศญี่ปุ่น ขึ้นกับกระทรวงที่ดิน โครงสร้างพื้นฐาน คมนาคม และท่องเที่ยว ประเทศสิงคโปร์ ขึ้นกับกระทรวงทรัพยากรน้ำ ประเทศจีนขึ้นกับ ครม. โดยตรง ประเทศอินโดนีเซีย ไม่ได้เป็นองค์กรที่ขึ้นตรงต่อรัฐบาล แต่ดำเนินงานโดยภาครัฐ นี่คือข้อมูลที่เจาะรายละเอียด มา เพราะฉะนั้นประเด็นข้อเสนอในเรื่องการปฏิรูปก็จะมีทั้งหมด ๕ ประเด็น อย่างที่ ท่านประธานกรรมาธิการนำเรียนในเบื้องต้น

ประเด็นแรก ก็คือทบทวนบทบาท ภารกิจของหน่วยงานที่ทำหน้าที่กำหนด ข้อเสนอแนะในเรื่องนโยบาย หลักการก็คือเรื่องนโยบายนั้นจะต้องมีเอกภาพ นโยบาย โดยทั่วไปจะต้องเป็นส่วนราชการ เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็เป็นข้อเสนอว่างานด้านนโยบาย ซึ่งจะเป็น นโยบายและแผนระดับชาติด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีควรจะมีการรวมภารกิจตรงนี้ ของ สป. วิทยาศาสตร์กับ สวทน. เพื่อให้เกิดความเป็นเอกภาพ เพิ่มประสิทธิภาพ และประสิทธิผลในการเสนอแนะ หรือบริหาร แล้วก็ขับเคลื่อนภารกิจด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีของประเทศ

ประเด็นที่ ๒ ที่เป็นการทบทวนบทบาท ภารกิจของหน่วยงานอื่น ๆ อย่างที่ นำเรียนว่าเรื่องกรมวิทยาศาสตร์บริการถ้าเป็นไปตามมติ ครม. ก็ต้องออกไปเป็นองค์การ มหาชน ส่วนสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติก็ยังเป็นส่วนราชการอยู่ สำหรับ วว. สถาบันวิจัย วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย กับองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ ก็คงจะเป็นรัฐวิสาหกิจตามมติ ครม. สำหรับสำนักมาตรวิทยา ซึ่งสมัยนั้นเกิดจากตัดงาน ไปจากกรมวิทยาศาสตร์บริการ เพราะฉะนั้นถ้าเรื่องการรับรองระบบงาน หรือการสอบเทียบ อะไรทั้งหลายคงจะต้องมีการพิจารณาว่าตรงนี้จะให้สำนักมาตรวิทยาเป็นคนช่วยดำเนินการต่อ ส่วนกรมอุตุนิยมวิทยาควรจะตัดกลับไปอยู่กระทรวงคมนาคม ดิน น้ำ ลม ไฟ อะไรทั้งหลาย โดยเฉพาะเรื่องการคมนาคมทางอากาศต้องอาศัยการพยากรณ์เป็นเรื่องสำคัญมาก แต่ก็มีข้อสังเกต กระทรวงของประเทศอินโดนีเซียหรืออะไรประมาณนี้บอกว่าอยู่กับสิ่งแวดล้อม ตรงนี้ก็เป็นข้อคิดเห็นประกอบด้วย

ประเด็นที่ ๓ กลไกที่ชัดเจนในเรื่องการพัฒนาและผลักดันงานวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี ตรงนี้ต้องยอมรับว่าผลงานหลักของ สวทช. ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีบุคลากร ระดับสูงมาก เป็นหน่วยที่คิดค้น ศึกษา วิจัยในเรื่องต่าง ๆ เพราะฉะนั้นในเรื่องการศึกษาตรงนี้ ถ้าจะไปต่อยอดเพื่อเป็นภารกิจหลักของแต่ละหน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานของ กระทรวง เป็นฟังก์ชัน (Function) ของกระทรวงอะไรก็แล้วแต่ ถ้าเป็นลักษณะต่อยอด การเอาไปควรจะเกี่ยวข้องกับผู้ผลิตหรือผู้ใช้งานก็ควรจะมีการดูตรงส่วนนี้ในการที่จะไป กำหนดหน่วยงานเพื่อรับผิดชอบต่อไป แต่ สวทช. นั้นก็คือหน่วยงานที่จะคิดในเรื่องนี้ ดิฉันได้ข้อมูลตอนที่เรียนหารือท่านดอกเตอร์ทวีศักดิ์ กออนันตกูล ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน ท่านให้ข้อมูลแม้กระทั่งว่านักวิจัยที่มีความรู้ความสามารถสูงของ สวทช. จะทำงานร่วมกับ มหาวิทยาลัยทั้งหลายที่เป็นอยู่ ณ ขณะนี้ โดยผู้เชี่ยวชาญในแต่ละด้านก็จะมีความสัมพันธ์ กับมหาวิทยาลัยในด้าน ๆ นั้น ซึ่งแน่นอนเมื่อเกี่ยวข้องกับมหาวิทยาลัยก็สามารถที่จะไปทั้ง ถ่ายทอดองค์ความรู้แล้วก็มาพัฒนา เอาความรู้ที่ได้จากการศึกษาพัฒนานั้นไปเผยแพร่ ขยายต่อ ก็เป็นรูปแบบที่ สวทช. เป็นอยู่ นั่นคือ ๓ ข้อแรก

ประเด็นที่ ๔ จากการศึกษา จากการแตกรายละเอียดมาอย่างที่นำเรียนท่าน เราก็มีข้อเสนอต่อไป เรายอมรับว่าการศึกษาในชั้นนี้อาจจะใช้ระยะเวลาสั้น แต่คิดว่า เป็นสิ่งที่จะต้องมีการนำเสนอ ก่อนเริ่มประชุม ที่ประชุมได้มีการพิจารณาว่าข้อเสนอของ สปท. นั้นจะมีคนรับเรื่องต่อไปก็คือคณะกรรมการแผนและขั้นตอนปฏิรูปประเทศ เพราะฉะนั้น ณ วันนี้การศึกษาของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการบริหารราชการแผ่นดินจะเป็นการจุดประกายเพื่อมีการหยิบเรื่องนี้เดินต่อ

ประเด็นที่ ๕ ข้อต่อของเราจะมี ๒ ข้อใหญ่ ก็คือ ประการแรก ศึกษา ความเหมาะสมของการควบรวมกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกับกระทรวงดิจิทัล เพื่อเศรษฐกิจและสังคม ประการที่ ๒ ก็คือจากแนวคิดของต่างประเทศที่เราไปศึกษามา งานด้านวิทยาศาสตร์นั้นจะไปเชื่อมต่อกับมหาวิทยาลัยทั้งหลายเพื่อมีพลัง ไม่ว่าจะเป็น แล็บ (Lab) ของมหาวิทยาลัยหรือว่าเป็นนักศึกษาที่ต้องการถ่ายทอดองค์ความรู้ทั้งหลาย ก็คือแนวคิดเรื่องการรวมวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และด้านการศึกษาของต่างประเทศ ที่เมื่อสักครู่ได้นำเรียนท่านไปแล้ว ไม่ว่าประเทศญี่ปุ่นหรือประเทศอินโดนีเซียที่เขามีการรวม ด้านการศึกษากับเรื่องวิทยาศาสตร์เข้าด้วยกัน เรายอมรับว่าทั้ง ๒ ส่วนนี้มีระยะเวลาไม่ยาวนัก แต่คิดว่าจะนำไปสู่การศึกษาแล้วก็ดำเนินการต่อไป การศึกษาข้อมูลลักษณะแบบนี้นอกจากดู เปรียบเทียบจากต่างประเทศแล้ว จะต้องสอบถามความเห็นจากผู้ที่เกี่ยวข้อง ผู้รู้ ถามว่า เราถามผู้รู้ เราเชิญผู้รู้ไหม เราเชิญมาไม่มากนัก ก็เป็นเพียงระดับหนึ่งเท่านั้น จะต้องถาม หน่วยงานที่มีส่วนเกี่ยวข้อง จะต้องมีการจัดสัมมนาอะไรทั้งหลายที่เป็นเชิงลึก แล้วก็ให้ได้ ข้อสรุปสุดท้ายที่สะเด็ดน้ำว่าตกลงจะรวมไปทางไหนดี เพราะว่าถ้ากระทรวงวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีเดินตามที่นำเรียนรายละเอียดแล้วท่านก็จะเห็นว่าสิ่งที่วิทยาศาสตร์คงเหลือนั้น เราจะมองในแง่ความคุ้มค่าเชิงภารกิจของรัฐแล้ว กระทรวงวิทยาศาสตร์ควรจะเดินไปแบบไหน อย่างไรต่อไป

นี่คือ ๕ ข้อจากข้อเสนอของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งจากข้อเสนอที่นำเรียนในวันนี้ สิ่งที่เราคิดว่าจะเกิด ประโยชน์แล้วก็นำไปสู่การดำเนินการต่อไปก็คือข้อคิดเห็นจากท่านสมาชิกทุก ๆ ท่าน ซึ่งเรา จะรวบรวมประมวลแล้วก็ส่งต่อไปให้ทางคณะกรรมการแผนและขั้นตอนการปฏิรูปประเทศต่อไป ขอบคุณค่ะ