อำพล จินดาวัฒนะ หารือการส่งเสริมจิตอาสาโดยย้ำความสำคัญของการรักษาเจตนารมณ์ของความเป็นอาสาสมัครที่ไม่แสวงหาผลตอบแทน เตือนไม่ให้การส่งเสริมจิตอาสาถูกดูดเข้าสู่ระบบราชการหรือกลายเป็นเครื่องมือของผลประโยชน์ จนทำลายจิตวิญญาณแห่งความสมัครใจและพลเมืองที่แท้จริง
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศที่เคารพ ผม อำพล จินดาวัฒนะ สปท. ครับ ขอบคุณท่านกรรมาธิการที่ได้นำ เรื่องดี ๆ เรื่องสำคัญอีกเรื่องหนึ่งมาพูดกันในวันนี้ ผมคิดว่าเรื่องนี้คือเรื่องอาสาสมัคร จะทำให้สังคมของเราอบอุ่นและอยู่เย็นเป็นสุข อาสาสมัครในบ้านเมืองจะเป็นตัวชี้วัด ที่สำคัญว่าคุณภาพของสังคมเราเป็นอย่างไร ประเทศไทยเป็นประเทศหนึ่งที่อุดมไปด้วย อาสาสมัคร ผู้ที่มีจิตอาสามาช้านานแล้ว คราวนี้ประเด็นที่เราพูดวันนี้ ทางท่านประธาน คณะอนุกรรมาธิการนั้นได้พยายามจะตีกรอบไว้ในเรื่องที่เชื่อมโยงกับภาครัฐ แต่จะไปถึง ตรงนั้นผมคิดว่าเราต้องมองภาพใหญ่ให้เห็นชัดเจน ผมได้ฟังเพื่อนสมาชิก ๓ ท่านอภิปราย ไปก่อนหน้า ผมคิดว่าถ้าจับคำอภิปรายระหว่างบรรทัดจะเห็นเรื่องใหญ่ คือเรื่อง การปฏิรูปวิธีคิด การให้ข้อคิดเห็นให้ระมัดระวังเรื่องการจะทำให้อาสาสมัครกลายเป็นคน ของราชการหรือเป็นราชการ วิธีคิดตรงนี้สำคัญ การปฏิรูปเรื่องนี้ใหญ่ เป็นการปฏิรูป วิธีคิด แล้วจะลามไปถึงเรื่องระบบและโครงสร้าง ผมคิดว่าเรื่องนี้ยาก จะขออนุญาต ย้ำว่าสำคัญอย่างยิ่ง ท่านประธานที่เคารพครับ พวกเราคงจะเห็นว่าไปบางประเทศ เวลาเราเดินไปที่ไหน สถานีรถไฟก็จะมีคนมาช่วยดู การซื้อตั๋ว การแนะนำต่าง ๆ อาสาสมัคร เขาก็มีเต็มไปหมด ก็สะท้อนคุณภาพของสังคมเขา เราจะพบเช่นนี้ แล้วในบ้านเรา ก็มีคนมีจิตอาสา เมื่อคืนผมดูข่าวในพระราชสำนัก ผมก็เห็นมีประชาชนไปช่วยกันลอกคู คลอง ในกรุงเทพมหานคร ในที่ต่าง ๆ เขาไม่ได้เป็นอาสาสมัครชื่ออะไรเลยของส่วนไหน แต่เขาไป มีจิตอาสา แล้วก็ไปทำงานจิตอาสาเป็นครั้งเป็นคราว ไม่ใช่เป็นอาชีพอาสาสมัคร เมื่อสักครู่ มีเพื่อนสมาชิกพูดผมคิดว่าสำคัญมาก เราต้องระมัดระวังในการที่ไปทำให้อาสาสมัคร กลายเป็นผู้ที่เป็นอาชีพอาสาสมัคร แต่เราจะต้องส่งเสริมจิตอาสา ถ้าเราไปผิดทาง โอกาสที่จะเกิดอาชีพอาสาสมัครเกิดขึ้น แล้วเราจะเจออาสาสมัครคือจิตอาสาจริง และจิตอาสาเทียม ยิ่งมีผลประโยชน์ มีลาภเข้าไปเมื่อไรก็มีโอกาสที่จะไปผิดทาง คนที่เป็น จิตอาสาจริง ๆ ก็อาจจะถอยห่าง หรืออาจจะเกิดปัญหาตามมา อันนี้ผมอยากจะ กราบเรียนฝากท่านกรรมาธิการผ่านท่านประธานว่าให้พิจารณาให้หนัก ทิศทางตรงนี้ สำคัญมาก กระผมเคยมีโอกาสไปมูลนิธิพุทธฉือจี้ที่ไต้หวันหลายครั้ง ผมไปเห็นจิตอาสา ของเขายิ่งใหญ่ในระดับโลก เขาทำจิตอาสาด้วยความรักเพื่อนมนุษย์ ด้วยการที่ ลดตัวตน เขาจะไหว้และให้ความเคารพผู้ที่เขาไปช่วยเหลือ เพราะเขาบอกว่าเขาได้ ทำบุญทำกุศล มีบุญคุณกับเขายิ่งใหญ่ เขาไม่เคยเรียกร้องอะไรจากสังคมเลย อาหารการกิน ก็กินง่ายอยู่ง่ายมีอาหารไป ไม่เคยเรียกร้องยศถาบรรดาศักดิ์หรือเงินตอบแทน อันนี้ ผมอยากจะพาท่านกลับไปเห็นภาพแบบนี้ ในบ้านเราก็มีคนจำนวนมากทำจิตอาสาอยู่ จส. ๑๐๐ เป็นอันหนึ่งที่เห็นชัดเจนว่ามีอาสาสมัครเกี่ยวกับการจราจรเยอะแยะ เขาไม่เคย เรียกร้องอะไรเลย นี่คือสปิริต (Spirit) หรือหัวใจ หรือปรัชญาของอาสาสมัคร ท่านประธาน ที่เคารพครับ ในรายงานและการกล่าวรายงานได้มีการพูดถึงว่าจิตอาสาบ้านเราเริ่มต้น ตรงสึนามิ ผมคิดว่าอันนั้นอาจจะทำให้คนตระหนักและเห็น แต่จริง ๆ เริ่มมานานแล้ว เป็น ๑๐๐ ปีแล้ว แล้วก็พัฒนามาเรื่อย ๆ ในกรณีของ อสม. จริง ๆ ก็พัฒนามาจาก ผสส. และ อสม. ๔๐ ปีแล้วครับ ไม่ใช่สึนามิ ก่อนหน้านั้นยาวมาก แล้วเขาก็เป็นอาสาสมัครที่เราเห็นตัวอย่างชัดเจน พอวันหลัง ๆ มาเรื่องลาภ เรื่องยศ เรื่องสรรเสริญเข้าไปสั่นคลอนครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมอยากจะ กราบเรียนว่าจับเรื่องนี้เคลื่อนต่อไปต้องปฏิรูปวิธีคิดให้ได้ ไม่อย่างนั้นอาจจะเป็นการหวังดี แต่ทำให้เกิดผลกระทบอย่างมาก ในโรงพยาบาลของรัฐวันนี้ท่านไปสังเกตสิครับ มีอาสาสมัครจิตอาสาไปช่วยดูแลคนไข้เยอะแยะไปหมดเลย เขาไม่มีชื่อเรียกหรอกครับ แล้วเขาไม่มียศ แต่โรงพยาบาลดูแลสนับสนุนเขา เขามีเกียรติครับ ท่านประธานที่เคารพครับ เรื่องนี้ดี ผมขออนุญาตย้ำแล้วก็อยากจะกราบเรียนฝากกรรมาธิการด้วยความเคารพ ท่านอาจารย์ พี่ ๆ ทั้งหลายครับ นี่คือวิธีคิดที่สำคัญที่จะต้องปฏิรูป อาสาสมัครคือใครครับ อาสาสมัครคือราษฎร ประชาชน หรือพลเมือง อาสาสมัครไม่ใช่คนของรัฐ อาสาสมัคร เขาจะถูกแยกออกจากรัฐเป็นประชาชนทั่วไป ถ้าเราเดินผิดเราจะกลายเป็นทำให้ อาสาสมัครเข้าใจว่าเป็นคนของรัฐ แล้วก็จะผิดเลย เพราะฉะนั้นเมื่อจับเรื่องปฏิรูปตรงนี้ ต้องกลับมาที่แก่น อาสาสมัครคือผู้สมัครใจทำงานเพื่อประโยชน์ต่อประชาชนและสังคม เขาบอกว่าอาสาสมัครมีคุณสมบัติสำคัญ ๓ ประการ ๑. สมัครใจ เสียสละ ไม่ถูกบังคับ ๒. ทำประโยชน์เพื่อสาธารณะ ๓. ไม่หวังผลตอบแทน เราต้องจับปรัชญาและหัวใจ อาสาสมัครใหม่ ถ้าเราไปเริ่มทำอะไรต่าง ๆ แล้วเราไปทำให้เสียหายเรื่องคุณสมบัติ และปรัชญาหรือหัวใจของอาสาสมัคร ความปรารถนาดีของเราอาจจะกลายเป็นจุดทำลาย อาสาสมัครหรือจิตวิญญาณอาสาสมัคร อันนี้ประเด็นที่ ๑ ที่ผมอยากจะย้ำครับ
ประเด็นที่ ๒ ที่อยากกราบเรียนคือ เรื่องนี้คือการปฏิรูประบบงานอาสาสมัคร ในภาครัฐ ด้วยความเคารพท่านประธาน ท่านกรรมาธิการครับ คำว่า ในภาครัฐ ทำให้เรา คิดว่าอาสาสมัครมีในภาครัฐกับนอกภาครัฐ ผมอยากจะเสนอท่านว่าวันนี้รัฐบาลได้มีทิศทาง ชัดเจนเรื่องของประชารัฐ ประชารัฐในความหมายใหญ่คือรัฐของประชา แต่ในความหมาย ในทางยุทธศาสตร์คือทำงานโดยประชาร่วมกับรัฐ อาสาสมัครคือประชา กำลังจะทำงาน ร่วมกับรัฐแล้วก็ทำมาแล้วหลายสิบล้านคน เขาเป็นประชากำลังทำงานร่วมกับรัฐ เขาไม่ได้ เป็นอาสาสมัครในภาครัฐ รัฐมีหน้าที่ออกกฎหมาย กฎเกณฑ์ กติกา ระเบียบ สนับสนุน สร้างเสริมความเข้มแข็ง ความเป็นอาสาสมัคร เขาต้องเป็นพลเมืองเหมือนเดิม เขาไม่ได้ เป็นคนในสังกัดใด เพราะฉะนั้นคำว่า อาสาสมัครในภาครัฐ ผมคิดว่าต้องเป็นอาสาสมัครประชารัฐ ไม่ใช่ในภาครัฐ ถ้าจะปฏิรูปต้องถอยตรงนี้ออกมาให้ได้ อาจจะมีอะไรเคลื่อนไปสู่ในภาครัฐแล้ว ราชการบางส่วนอาจจะมีความรู้สึกว่าอาสาสมัครเป็นของตัวเองไปแล้ว หรือแม้แต่มีคำว่า อาสาสมัครเป็นแขนขาของรัฐก็ไม่ใช่ครับ อาสาสมัครเป็นหุ้นส่วนของสังคม ถ้าเราจับ สวัสดิการสังคมเขาจะพูด ๔ ประเด็น อันที่ ๑ บริการ รัฐต้องทำหน้าที่ เพื่อนสมาชิก พูดชัดเจนว่ารัฐต้องทำหน้าที่ ปฏิเสธไม่ได้ อันที่ ๒ สร้างหลักประกัน อันที่ ๓ ช่วยเหลือ ผู้ที่ด้อยโอกาส กลุ่มต่าง ๆ อันที่ ๔ หุ้นส่วนทางสังคม อาสาสมัครคือหุ้นส่วนทางสังคม คือตัวช่วยกับรัฐ ร่วมกับรัฐ ไม่ใช่ในภาครัฐ ไม่ใช่คนของรัฐ ด้วยความเคารพอย่างสูง ผมเกรงใจจริง ๆ ที่จะต้องอภิปรายแบบนี้ เพราะผมคิดว่าถ้าไม่อย่างนั้นจะพากันไป ในทิศทางที่ทำลายจิตวิญญาณของอาสาสมัครได้ด้วยความปรารถนาดีของท่านนี่ละ ซึ่งผมเข้าใจและเคารพอย่างยิ่งว่าสิ่งที่ท่านคิดและทำนี้สุดยอดและเป็นเรื่องที่ดีอย่างยิ่ง ด้วยเหตุผลตรงนี้ผมคิดว่าที่ผมพูดหลายเรื่องเพื่อจะโยงเป็นเหตุผล และข้อเสนอของท่าน มีทั้งหมดประมาณ ๕ ข้อ อันที่ ๑ ไปปรับปรุงระเบียบกลางมีคณะกรรมการ อันนี้ผมก็ฝากไว้ว่า จะทำให้ลากเข้าสู่การเป็นเซ็นทรัลไลซ์ (Centralized) แล้วทำให้ความเป็นหลากหลาย ของอาสาสมัครซึ่งท่านบอกว่ามีความหลากหลายมีอะไรมาก ผมยังคิดว่าอาสาสมัคร ต้องหลากหลาย บางคนทำบางเวลา บางคนทำบางเรื่อง บางคนทำหลายเรื่อง แต่ละคน ไม่เหมือนกัน ถ้าเราไปดูในชุมชนในพื้นที่เราจะเห็นว่าเขาชอบไม่เหมือนกัน บางคน อยากจะไปดูเรื่องป่าไม้ บางคนไปดูเรื่องยุติธรรม บางคนไปดูเรื่องความปลอดภัย เราจะเห็น มีพวกอาสาสมัครจราจรอะไรต่าง ๆ เยอะแยะ วันนี้มีอาสาสมัครที่เป็นวอตช์ด็อก (Watchdog) ดูแลเฝ้าระวังทางโซเชียลมีเดีย (Social Media) ก็มีเยอะแยะ เพราะฉะนั้นต้องเกิดความหลากหลาย แล้วบางคนชอบไม่เหมือนกัน ต้องส่งเสริม ความหลากหลาย อย่าให้กลับมาเหมือนกัน อย่าให้อาสาสมัครกลายเป็นผู้ที่ถูกติดยศ หรือเป็นลูกมือของราชการ หรือกลายความคิดแบบเป็นคนของรัฐ เขาเป็นพลเมือง ต้องรักษาจิตวิญญาณนี้ไว้ให้ได้ อันที่ ๒ เรื่องฐานข้อมูล มีเพื่อนสมาชิกอภิปรายไปแล้ว ผมไม่ต้องพูดถึง อันที่ ๓ ฐานข้อมูลก็ให้มันกว้าง ๆ ไม่ต้องเซ็นทรัลไลซ์ (Centralized) ได้ไหม อันที่ ๔ คือบูรณาการอาสาสมัครในพื้นที่ ผมคิดว่าเราคิดข้างบนไปหน่อยหรือเปล่า ให้ข้างล่าง เขาบูรณาการไป ผมลงไปในพื้นที่ตลอดผมเห็นเขาบูรณาการกันอยู่แล้ว บางคนสามีเป็นนี่ ภรรยาเป็นนี่ เขาทำโน่นทำนี่ เขาแบ่งหน้าที่กันทำ เราไม่เห็นต้องไปนั่งบูรณาการเพราะไม่ใช่ ส่วนราชการ ไม่ใช่หน่วยงานที่จะต้องจับมาบูรณาการเพราะมีบทบาทหน้าที่ต่างกัน แต่เขาอยู่ในชุมชน เขารู้จักกันแล้วเขาทำงานอยู่แล้ว พัฒนาความรู้ ผมเห็นด้วยอย่างยิ่ง ต้องส่งเสริมการเรียนรู้ให้เขา ไม่ใช่ไปอบรมสั่งสอน แต่ไปส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ให้เขา เพราะเขาเป็นพลเมือง เขาเป็นผู้มีจิตอาสา เป็นอาสาสมัคร เราสิครับต้องไปเรียนรู้กับเขาด้วย เราที่อยู่ห่างต้องไปเรียนรู้กับเขา เขามีความคิดที่งดงามต่าง ๆ มากมายที่เคลื่อนอยู่ข้างล่าง ที่เขาทำงาน อันที่ ๕ ตอบแทนสิทธิประโยชน์ สมเหตุสมผลอะไรต่าง ๆ เนื่องจากมีการให้ ค่าตอบแทนอาสาสมัครที่แตกต่างกัน ผมก็เห็นใจ แต่จะต้องไม่ไปทำให้เกิดระเบียบกลาง กติกากลาง แล้วก็จะกลายเป็นเรื่องเอาเงินไปใส่ที่อาสาสมัคร จะไปทำลายในเรื่องที่ผม ขึ้นตอนต้นว่าอาสาสมัครมีหัวใจสำคัญ ๓ ประการ ๑. สมัครใจ เสียสละ ไม่ถูกบังคับ ๒. เพื่อประโยชน์สาธารณะ ๓. ไม่หวังผลตอบแทน เพราะฉะนั้นถ้าราชการเราเห็นว่า เขาเป็นประชา มาทำงานร่วมกับรัฐในฐานะอาสาสมัครต้องดูแลเขาอย่างมีศักดิ์มีศรี รักษาจิตวิญญาณความเป็นอาสาสมัครของเขาไว้ เราอย่าเผลอปรารถนาดีไปแล้วกลายเป็น ทำลายจิตวิญญาณอันนั้น เงินทองอันตราย มันจะเกิดอย่างที่ผมขึ้นตอนต้น จะกลายเป็น อาชีพอาสาสมัครแล้วก็จะเกิดอาสาสมัครเทียมขึ้น เพราะมีผลประโยชน์ มีลาภ มีสรรเสริญเข้ามา แต่การยกย่องทางสังคม การให้ประโยชน์ทางอ้อม เครื่องราชอิสริยาภรณ์ การเคารพยกย่อง การให้เกียรติ การให้สวัสดิการบางอย่าง อาจจะเป็นทิศทางที่สำคัญกว่า การที่จะไปให้ค่าตอบแทนอะไรต่าง ๆ ผมก็อยากจะขออนุญาตกราบเรียนด้วยความเคารพ จริง ๆ ว่าทั้งหมดนี้อภิปรายด้วยความปรารถนาดีอย่างยิ่ง แล้วก็อยากจะให้ทิศทาง การส่งเสริมอาสาสมัครในข้อเสนอนี้ไปสู่การปฏิรูปความคิด แล้วสิ่งที่เสนอนั้นจะต้อง ไม่ใช่นำอาสาสมัครไปสู่ความเป็นราชการ หรือคนของราชการ หรือแขนขาของราชการ แต่เขาจะต้องเป็นพลเมือง เป็นผู้ที่มีเกียรติมีศักดิ์ศรี เขาไม่มีเงินเดือน เขาเป็นอาสาสมัคร เราฝ่ายรัฐมีเงินเดือน มีอาชีพ มีหน้าที่ชัดเจน เพราะฉะนั้นเราต้องเสริมเกียรติ เสริมคุณค่า เสริมศักดิ์ศรี ส่งเสริมความเข้มแข็งเขา ส่งเสริมสนับสนุนในส่วนที่พึงกระทำที่เป็นในทางอ้อม ทางสังคม อาจจะมากกว่าตัวเงิน มากกว่าสิ่งที่เป็นลาภที่จะทำให้เกิดผลกระทบในทางลบได้ ทั้งหมดนี้ด้วยความเคารพครับ อยากจะย้ำว่าปรับได้ไหม ถ้าเป็นปฏิรูประบบอาสาสมัคร ประชารัฐ แทนที่จะเป็นในภาครัฐ จะทำให้เราเข้าใจคลาดเคลื่อนไปได้ถ้าเป็นในภาครัฐ เป็นประชารัฐเลย แล้วรัฐมีหน้าที่ไปสนับสนุน กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ