สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๒๐ · ๑๒ มิถุนายน ๒๕๖๐

จำนวนสมาชิกที่มาประชุมทั้งหมดที่ลงชื่อไว้เมื่อเลิกประชุม ๑๘๑ คน
ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

สวัสดีครับ เรียนท่านสมาชิก ขณะนี้มีสมาชิกลงชื่อมาประชุมจำนวน ๑๐๗ ท่าน ครบองค์ประชุมแล้ว ผมขอเปิดการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เพื่อดำเนินการ ประชุมตามระเบียบวาระนะครับ

ระเบียบวาระที่ ๑ เรื่องที่จะแจ้งต่อที่ประชุม ซึ่งไม่ปรากฏในระเบียบวาระ คือรับทราบสรุปผลการประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ ด้วยในคราวประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ ครั้งที่ ๖๔ วันพฤหัสบดีที่ ๘ มิถุนายน ๒๕๖๐ ที่ประชุมได้มีมติให้นำ สรุปผลการประชุมของคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ดังกล่าว แจ้งให้ที่ประชุมได้รับทราบ รายละเอียดปรากฏตามเอกสารที่เจ้าหน้าที่ได้จัดวางไว้ ประจำที่นั่งของสมาชิกทุกท่านแล้ว จึงขอแจ้งให้ที่ประชุมทราบ

(ที่ประชุมรับทราบ)

ระเบียบวาระที่ ๒ รับรองรายงานการประชุม รับรองรายงานการประชุม สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ครั้งที่ ๗/๒๕๖๐ วันจันทร์ที่ ๓ เมษายน ๒๕๖๐ ซึ่งได้วาง ไว้ให้ท่านสมาชิกตรวจดูแล้ว เมื่อวันพุธที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๖๐ บริเวณห้องรับรองสมาชิก ชั้น ๑ อาคารรัฐสภา ๑ และหอสมุดรัฐสภา ก่อนที่จะเสนอให้ที่ประชุมสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศรับรองนะครับ

(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)

เมื่อไม่มีผู้ใดเห็นเป็นอย่างอื่น ถือว่าที่ประชุมรับรองรายงานการประชุมดังกล่าวนะครับ เรียนเชิญท่านวันชัย

นายวันชัย สอนศิริ 🔗

ท่านประธานที่เคารพ กระผม สปท. วันชัย สอนศิริ ต้องขออภัยท่านประธานที่คั่นจังหวะตรงนี้ แล้วก็ขออนุญาตหารือท่านประธานในฐานะ ที่ท่านเป็นผู้นำสูงสุดของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศในลักษณะของคนที่ทำงานอยู่ใน องค์กรเดียวกัน เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมานั้นปรากฏข้อความในไลน์ (Line) ของสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศว่าสมาชิกท่านหนึ่ง คือท่านอาจารย์สังศิต พิริยะรังสรรค์ ถูกตำรวจ สน. ลุมพินี มีหมายเรียกเพื่อดำเนินคดี โดยผู้กล่าวหานั้นคือสำนักงานตำรวจแห่งชาติ อาจารย์สังศิตในฐานะเป็นผู้ต้องหาคนหนึ่ง ผมเองเห็นในไลน์ (Line) มีข้อมูลท่านสมาชิก แสดงความคิดเห็นกันเยอะในทำนองว่าให้กำลังใจท่าน สิ่งที่ปรากฏและเกิดขึ้นนั้น เป็นเรื่องที่ท่านทำหน้าที่ในฐานะเป็นผู้อภิปรายเกี่ยวกับกรณีการปฏิรูปตำรวจ ประเด็นของ เรื่องนี้ที่ผมอยากจะกราบเรียนต่อท่านประธานเพื่อให้ท่านได้พิจารณาและขอคำหารือ ต่อสมาชิกที่ท่านเป็นผู้นำด้วย เนื่องจากว่าท่านอาจารย์สังศิต พิริยะรังสรรค์ เดิมท่านเคยเป็น สปช. และเป็นกรรมาธิการปฏิรูปกิจการตำรวจ ในคณะกรรมาธิการชุดนั้น ผมเองเป็นเลขานุการคณะ แล้วก็มีอดีต สปช. หลายท่าน รวมทั้ง สปท. ในที่นี้หลายท่านก็เป็น กรรมาธิการในชุดนั้น และอาจารย์สังศิตนั้นก็ได้วิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับปฏิรูปกิจการตำรวจ มาหลายครั้ง หลายโอกาส รวมทั้งท่านอาจารย์สังศิตเองได้รับการแต่งตั้งจากท่านนายกรัฐมนตรี ให้ดำรงตำแหน่งเกี่ยวกับคณะกรรมการต่อต้านคอร์รัปชัน และท่านยังเป็นกรรมการใน ป.ป.ท. ปปง. ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องน่าภาคภูมิใจในฐานะเป็นสมาชิกด้วยกัน เมื่อวันที่ ๒๖ มกราคม ๒๕๖๐ องค์กรต่อต้านคอร์รัปชันซึ่งมีท่านประมนต์ สุธีวงศ์ สปท. ท่านหนึ่งเป็นประธานขององค์กรนี้ ได้จัดการเสวนาเรื่องตำรวจมีไว้ทำไม และมีผู้อภิปรายหลายท่าน ในจำนวนผู้อภิปรายนั้น มีอาจารย์สังศิต ๑ ท่าน และเรื่องที่ท่านอภิปรายนั้นเท่าที่ผมอ่านดูโดยละเอียด ท่านประธานครับ เป็นการพูดเกี่ยวกับการปฏิรูปตำรวจในลักษณะกระจายอำนาจไปสู่จังหวัด จะเป็น ตำรวจจังหวัดได้หรือไม่ สิ่งที่ท่านอภิปรายผมว่าไม่น่าเชื่อเลยนะครับ สอดคล้องกับ แนวความคิดของท่านนายกรัฐมนตรีที่พูดเกี่ยวกับเรื่องการปฏิรูปตำรวจ แล้วเท่าที่ผมอ่านดู จากที่ท่านพูดโดยละเอียด ไม่ได้มีส่วนหนึ่งส่วนใดที่หมิ่นประมาทหรือกล่าวร้ายป้ายสี หรือจาบจ้วงด้วยคำหยาบคายแต่ประการใด ท่านทำหน้าที่ในฐานะที่ท่านเคยเป็น สปช. เป็น สปท. อยู่ในคณะกรรมาธิการปราบปรามการทุจริต เพราะฉะนั้นจะว่าไปแล้วในฐานะ ส่วนตัวที่เป็นครูบาอาจารย์ ในฐานะที่องค์กรนี้เชิญ ก็เห็นว่าเป็น สปท. อยู่ในคณะกรรมาธิการ เกี่ยวกับการปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ ท่านประธานจะเห็นได้ว่าสมาชิก ในการนำของท่านได้ทำภารกิจหน้าที่ของเขาที่จะต้องอภิปรายในการที่จะขยายความคิด ในการขับเคลื่อนการปฏิรูปทั้งเรื่องการปราบปรามการทุจริตและการปฏิรูปตำรวจ จะมีเหตุผลกลใดหรือใครจะไปอภิปรายอย่างไรก็แล้วแต่ ผมเชื่อว่าคนที่เป็นสมาชิกนั้น ควรที่จะต้องมีสิทธิในการแสดงความคิดเห็นด้วยความคิด ความอ่าน และในฐานะที่ทำงาน ในเรื่องนี้ แต่ปรากฏว่าสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้มีการกล่าวหา อาจจะเป็นบุคคลอื่น หรือใครก็ตามที่พูดเกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่บังเอิญอาจารย์สังศิตนั้นท่านก็อยู่ในคณะอภิปราย ท่านไม่ได้พูดจาบจ้วงใด ๆ เลย ท่านทำหน้าที่ในฐานะนักวิชาการ ท่านประธานครับ ผมเห็นว่า สมาชิกซึ่งอยู่ในครอบครัวเดียวกันได้รับผลกระทบต่อการทำหน้าที่ของเขา และท่านประธานเอง ก็เป็นผู้นำ ถ้าจะว่าไปแล้วก็เหมือนคนในครอบครัวเดียวกัน ผมเองไม่ได้เกี่ยวข้องอะไร กับอาจารย์สังศิตเลย แต่ได้รับรู้ รับทราบข่าวนี้แล้ว เรียนต่อท่านประธานด้วยความเคารพว่า ไม่สบายใจครับ ผมอยากให้ท่านประธานในฐานะเป็นผู้นำนั้นแสดงออกอย่างหนึ่งอย่างใด ในลักษณะที่จะปกป้อง คุ้มครองการทำหน้าที่ของสมาชิก ผมเชื่อว่าภาวะผู้นำของท่านประธานนั้น แสดงออกหรือขับเคลื่อนในการทำงานของท่านสมาชิกนั้นน่าจะเป็นประโยชน์ หรืออย่างน้อยที่สุด ก็เป็นกำลังใจ ผมว่าเรื่องนี้แม้ท่านอาจารย์สังศิตจะเดินเข้าสู่กระบวนยุติธรรมโดยปกติ จนกระทั่งสู่ชั้น ตำรวจ ชั้นอัยการ หรือชั้นศาลก็ตาม ผมมองดูว่าในที่สุดรูปคดีหรือเนื้อหาต่าง ๆ ทั้งหมดนั้น ท่านสามารถสู้คดี และผมมั่นใจในฐานะเป็นทนายความว่าท่านสามารถสู้ได้ แต่ทำไม จะต้องให้ท่านไปฝ่าฟัน ไปประกันตัว ไปสู้คดีในเรื่องที่ท่านไม่ได้กระทำการในลักษณะที่ กระทำผิด หรือในลักษณะจาบจ้วงแต่ประการใด ท่านทำหน้าที่ของท่านในฐานะสมาชิก ผมอยากจะขอความกรุณาท่านประธานได้พิจารณาแสดงออกในการช่วยเหลือสมาชิก ด้วยประการหนึ่งประการใดแล้วแต่ท่านจะเห็นสมควร และเรื่องนี้ท่านประมนต์ ผมขออภัย เอ่ยชื่อท่านได้ว่าท่านเป็นคนจัด ท่านน่าจะต้องแสดงออกถึงความรับผิดชอบในฐานะเป็น สมาชิกด้วยกัน ก็กราบขอบพระคุณท่านประธานเป็นอย่างสูงที่ให้โอกาส

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ขอเรียนเชิญท่านประมนต์ครับ

นายประมนต์ สุธีวงศ์

กราบเรียนท่านประธาน สปท. ที่เคารพครับ ขอบคุณครับที่ให้โอกาสผมได้ลุกขึ้นมาให้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องที่ สปท. วันชัยได้กล่าวไป เมื่อสักครู่ ทางองค์กรต่อต้านคอร์รัปชันได้เป็นองค์กรที่มีการจัดเสวนาเกี่ยวกับเรื่องธรรมาภิบาล เกี่ยวกับเรื่องของการต่อต้านคอร์รัปชันมาโดยตลอดในช่วงระยะเวลา ๔-๕ ปีที่ผ่านมา จุดประสงค์ก็คือเพื่อที่จะให้ประชาชนตระหนักรู้ในเรื่องของขบวนการที่มีการทุจริตก็ดี หรือว่าวิธีการที่จะช่วยกันป้องกันก็ดี คิดว่าการที่จะทำให้ประชาชนตื่นรู้และมีส่วนร่วม เป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยเรารอดพ้นจากการตกอยู่ในภาวะที่จะมีการทุจริตคอร์รัปชัน อย่างใหญ่หลวงต่อไปข้างหน้า เมื่อปลายเดือนมกราคม ทางองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน ก็ได้จัดเสวนาเรื่องตำรวจมีไว้ทำอะไร แล้วก็ได้เชิญผู้ที่เข้าร่วมสัมมนาในวันนั้นหลากหลาย จากหลายองค์กร มีอดีตข้าราชการตำรวจ ๒ ท่าน มีนักวิชาการ คืออาจารย์สังศิต มีบุคคล ที่ประกอบธุรกิจอื่นแต่ว่ามีความสนใจในเรื่องของตำรวจ ในวันนั้นท่าน พลตำรวจเอก วสิษฐ เดชกุญชร ได้มาเป็นประธานในการเปิดการเสวนา ผมอยู่ในที่เสวนานั้นตลอดทั้งวันก็ได้รับฟัง ข้อคิดเห็นซึ่งคิดว่าเป็นการวิพากษ์วิจารณ์ที่มีเหตุมีผลจากทุกท่านที่มาร่วมในวันนั้น มิได้ มีเจตนาที่จะให้ร้ายหรือทำลายองค์กรใด ๆ ทั้งสิ้น จุดประสงค์ก็อย่างที่ผมเรียนว่าเพื่อที่จะให้ เป็นประโยชน์ต่อประชาชนที่มาเข้าร่วม และเราก็ได้รับการสะท้อนกลับมาพอสมควรว่า มีความคิดเห็นอย่างไร การที่หน่วยงานราชการที่ให้บริการประชาชนจะต้องถูกวิจารณ์ผมคิดว่า เป็นเรื่องสำคัญ เพราะว่าถ้าประชาชนเองที่ได้รับบริการมีความหนักอกหนักใจอย่างไร แล้วไม่สามารถจะสะท้อนออกมาได้ ก็จะทำให้การปรับปรุงกระบวนการที่เราจะปฏิรูป ไม่ว่าจะเป็นเรื่องระบบราชการก็ดี ระบบการบริหารราชการแผ่นดิน หรืออื่น ๆ ก็ดี ก็จะมีอุปสรรค การที่มีหน่วยงานรัฐจะฟ้องคนที่ไปอภิปรายผมคิดว่าคงต้องมีหลักเหตุผล ที่หนักแน่น ไม่ใช่ฟ้องเพื่อมีเจตนาที่จะปิดปาก หรือฟ้องเพื่อเจตนาที่จะกลั่นแกล้งเพื่อทำให้ ผู้ไปอภิปรายนั้นเกิดความลำบากขึ้น ผมเห็นด้วยกับ สปท. วันชัยว่าถ้าสภาแห่งนี้ เห็นความสำคัญในเรื่องนี้และได้ดูเทป (Tape) ที่มีการอภิปรายในวันนั้น และถ้ามีความเห็น สมควรน่าจะมีจุดยืนในการที่จะแสดงออกให้เห็นว่าการที่เราจะปฏิรูปประเทศไทยได้นั้น ทุกคนต้องมีใจเปิดกว้างที่จะรับฟัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหน่วยงานราชการ ผมขอเรียนมา เป็นข้อเท็จจริงและข้อเสนอให้ทราบ ขอบคุณท่านประธานมากครับ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ขอเรียนเชิญท่านเสรีครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม เสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ในเรื่องที่ท่านสมาชิกได้หยิบยกขึ้นมา ดังกล่าว ขออนุญาตเสนอความเห็นเล็กน้อยว่าสิ่งที่เกิดขึ้นก็คงเป็นเรื่องการทำงานทำหน้าที่ ของสมาชิกในสภา จริง ๆ ในเรื่องของการปฏิรูปตำรวจก็มีการพูดถึงแล้วก็ศึกษาตั้งแต่ในชั้น การพิจารณาของสภาปฏิรูปแห่งชาติ ตอนนั้นก็มีการตั้งคณะกรรมาธิการที่มีผมเป็นประธาน กรรมาธิการด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม แล้วก็เสนอเรื่องแนวทางการปฏิรูป ตำรวจดังกล่าว ก็เป็นส่วนหนึ่งในการจะแก้ปัญหาประเทศ ซึ่งจากเรื่องที่เกิดขึ้น ท่านอาจารย์สังศิตเองขณะนี้ก็อยู่ใน คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการเมืองอีกคณะหนึ่ง ดังนั้นตามที่ท่านสมาชิก ขออนุญาตเอ่ยนามท่านอาจารย์วันชัย กับท่านประมนต์ได้เสนอแนวทางการแก้ปัญหาดังกล่าว ผมคิดว่าเป็นสิ่งที่เราน่าจะพูด เพื่อที่จะทำความเข้าใจและเพื่อจะได้เห็นว่าสมาชิกเราทำงานในสภานั้นอาจจะมีการกระทบ การกล่าวถึง การอ้างอิง ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นทั้งหลาย โดยปัญหาดังกล่าวก็ต้องยอมรับ ว่าในกิจการงานของตำรวจที่ผ่านมามีปัญหาไหม ถ้าหากไม่มีปัญหา หน่วยงานตำรวจเอง สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเอง หรือแม้รัฐบาลเอง ก็คงที่จะไม่พูดถึงให้มีการปฏิรูป องค์กรตำรวจ ดังนั้นเมื่อมีการปฏิรูปเราก็ต้องมีส่วนร่วม การมีส่วนร่วมนั้นอาจจะมีการเสนอ ความคิดเห็น ซึ่งผมก็เชื่อว่าเจตนาของผู้เสนอความเห็นทั้งหลายมีเจตนาสุจริต มีเจตนา ต้องการที่จะให้หน่วยงานตำรวจดีขึ้น คงไม่ได้มีเจตนาที่จะไปทำให้หน่วยงานตำรวจเสื่อมเสีย หรือได้รับความเสียหายแต่อย่างใด ดังนั้นปัญหาที่เกิดขึ้นดังกล่าวเป็นเรื่องการปฏิบัติหน้าที่ หรือการทำงานของท่านสมาชิก เราก็คงจะละเลยหรือมองข้ามไม่ได้ มิฉะนั้นแล้วงาน การปฏิรูปทั้งหลายที่เราจะต้องเอาปัญหาทั้งหลายที่ผ่านมามาพิจารณา มาถกแถลง มาพูด มาหาข้อยุติก็ไม่อาจจะเกิดขึ้นได้เลย เพราะสิ่งที่ต้องปฏิรูปนั้นคือปัญหาทั้งสิ้น ดังนั้น ผมในฐานะที่เป็นสมาชิกคนหนึ่งของสภาแห่งนี้ แล้วก็อยู่ในคณะกรรมาธิการเดียวกับ ท่านอาจารย์สังศิต ก็ขออนุญาตเพื่อที่จะเป็นการดูแล ทำความเข้าใจกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ก็สุดแต่ท่านประธานจะพิจารณา ถ้าจะมอบหมายให้ผมไปเจรจา ไปทำความเข้าใจกับ ท่าน ผบ. ตำรวจแห่งชาติ ในเรื่องที่เกิดขึ้นดังกล่าว ก็รับไปเพื่อที่จะหาข้อยุติ แล้วก็ ทำความเข้าใจไม่ให้เกิดปัญหาไปมากกว่านี้หรือบานปลายออกไป ก็สุดแต่ท่านประธาน จะพิจารณาด้วยครับ ขอบคุณครับ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ขอบพระคุณท่านเสรี เรียนเชิญท่านกษิต ภิรมย์

นายกษิต ภิรมย์

ขอบพระคุณครับท่านประธาน ต้องขอกราบ ประทานโทษด้วยที่อาจจะทำให้การพิจารณาตามระเบียบวาระช้าไป แต่ผมคิดว่าเรื่องนี้ เป็นเรื่องสำคัญ ท่านประธานครับ ผม กษิต ภิรมย์ สมาชิก สปท. ลำดับที่ ๗ ผมได้ร่วม ทำงานกับดอกเตอร์สังศิต โดยเฉพาะทางด้านวิชาการมาก็ร่วม ๑๐ กว่าปีแล้ว โดยเฉพาะ ได้ริเริ่มกันแรก ๆ เมื่อ ๑๐ กว่าปีที่แล้วเรื่องการส่งเสริมธรรมาภิบาลที่ดีในสังคมไทย และท่านอาจารย์สังศิตก็เป็นผู้ชำนาญการ ผู้เชี่ยวชาญคนหนึ่งของประเทศไทย ในเรื่องของธรรมาภิบาลซึ่งเป็นด้านหนึ่งของเหรียญ อีกด้านหนึ่งคือการต่อต้านการทุจริต คอร์รัปชัน ในการที่รู้จักกันเป็นการส่วนตัวที่ได้มาร่วมงานกันในแวดวงวิชาการ แล้วก็ล่าสุด ในสภา สปท. ท่านอาจารย์สังศิตเป็นคนที่เห็นต่อบ้านเมือง อุทิศชีวิต สติปัญญา เพื่อจะให้ สังคมไทยดีขึ้น ส่วนเรื่องการปฏิรูปสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผมแน่ใจว่าอยู่ในหัวใจของ ประชาชนชาวไทยทุกคนเกือบ ๗๐ ล้านคน แล้วก็ได้มีการเพียรพยายามขับเคลื่อนมา ในทุกยุคทุกสมัยก็ยังไม่ค่อยมีความคืบหน้า มีตัวรั้งอยู่ คราวนี้ประเด็นอย่างนี้ที่ผมกลัวมาก ผมขอใช้วลีภาษาอังกฤษ ๑ คำว่าพรีเอ็มทิฟสไตรก์ (Preemptive Strike) แปลว่าเข้ามา โจมตีเสียก่อนเพื่อป้องกันมิให้ฝ่ายที่เห็นตรงกันข้ามนั้นสามารถที่จะโงหัวขึ้นมา และผมคิดว่า กรณีที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติฟ้องเพื่อนสมาชิก สปท. ของเรา ดอกเตอร์สังศิตนั้นก็เป็นไป ในทำนองนี้ ก็เลยทำให้อาจจะเกิดอาณาจักรแห่งความกลัวว่าต่อไปนี้เรามิกล้าที่จะพูดทั้งใน เวที สปท. สนช. เวทีที่ คสช. จัด หรือที่ไหนในที่สาธารณชน แทบจะทำให้เราไม่สามารถที่จะ ไปแตะต้องสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ แต่ผมคิดว่าเราไม่ได้มีเจตนาร้ายต่อสำนักงานตำรวจ แห่งชาติหรือตำรวจแม้แต่คนหนึ่งตั้งแต่พลตำรวจขึ้นมาจนถึงนายพล เราต้องการที่จะให้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นส่วนสำคัญยิ่งของสังคมไทยที่เป็นผู้พิทักษ์ความมั่นคง ปลอดภัย ความดีงามในสังคม แล้วให้ราษฎรได้อยู่กันอย่างปิติสุข แต่มีประเด็นปัญหาที่ต้องแก้ไข เราต้องการที่จะมีสิทธิ เสรีภาพในการที่จะวิพากษ์วิจารณ์ในเชิงสร้างสรรค์ อันนี้ต้องเป็น หัวใจ ก็อยากจะขอฝากท่านประธานผ่านไปยัง ๔ แม่น้ำโดยเฉพาะทาง คสช. ครม. ว่าสิ่งเหล่านี้ต้องไม่ให้องค์กรในสังกัดของท่านสามารถที่จะคล้าย ๆ กับขัดขวางเจตนารมณ์ และความตั้งใจอันดีงามของพวกเราโดยทั่ว ๆ ไปที่อยากจะให้สังคมไทยดีขึ้น และอยากจะให้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นของประชาชนอย่างแท้จริง ขอขอบคุณครับท่านประธาน

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ขอบคุณครับ ต่อไปขอเรียนเชิญท่านอนุสิษฐ คุณากร ครับ

นายอนุสิษฐ คุณากร

กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศ ท่านสมาชิกทุกท่านครับ ผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญของประเทศ ถ้าประชาชน ทุกคนหรือส่วนใหญ่ของประเทศขณะนี้ได้รับชมรับฟังสิ่งที่เรากำลังพูดกัน ผมคิดว่าเรื่องนี้ เป็นเรื่องใหญ่ การปฏิรูปประเทศในรัฐบาลปัจจุบันหรือในขณะนี้เป็นเรื่องสำคัญ และเป็นเรื่องที่จำเป็นจะต้องสะท้อนความเป็นจริงว่าองค์กรใดมีปัญหาใด มีการทุจริต ประพฤติมิชอบอย่างไร สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ผมคิดว่าเราในฐานะตัวแทนประชาชนในสายงาน วิชาการต้องพูดความจริง ถ้าองค์กรที่เป็นหน่วยงานของรัฐออกมาปฏิเสธหรือมาฟ้องแก้เกี้ยว ผมคิดว่าองค์กรเหล่านั้นเป็นองค์กรที่ต้องถือว่ายังไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง สิ่งที่พวกเรากำลังทำ เรากำลังบอกต่อสังคม เรากำลังบอกต่อหน่วยงานนั้น ๆ ว่าองค์กรของท่าน มีจุดอ่อน มีข้อบกพร่องอย่างไร ท่านปฏิเสธกับประชาชนได้หรือว่าท่านสังศิตพูดผิด ใครที่ออกมาปฏิเสธ ช่วยออกมาเป็นตัวตนหน่อย ผมเชื่อมั่นว่าคนที่จะออกมาปฏิเสธ ที่เป็นตัวตนที่แท้จริงคุณต้องเผชิญกับสังคม เผชิญกับประชาชน ไม่ใช่สำนักงานตำรวจ แห่งชาติแห่งเดียว ผมคิดว่าถ้าเราสะท้อนลงไปในหลาย ๆ กระทรวง ผมเชื่อว่าสมาชิก สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่นั่งอยู่ ณ ที่นี้ก็เป็นอดีตข้าราชการอยู่มากมาย เป็นนักธุรกิจที่ทำงานกับระบบราชการอยู่มากมาย ท่านยอมรับหรือครับว่าสิ่งที่พวกเราทำนั้น เราไปกระทบ เราไปหมิ่นประมาท เราไปดูหมิ่น เราไม่ได้ทำงานเพื่อประโยชน์สาธารณะหรือประโยชน์ของสังคม ณ วันนี้ผมว่าถึงเวลาที่เรา จะต้องลุกขึ้นแล้วก็ยืนไปพร้อมกับรัฐบาล แล้วต้องรายงานให้รัฐบาลเห็นด้วยว่ากระทรวง ทบวง หรือกรมต่าง ๆ หน่วยงานต่าง ๆ นั้นจำเป็นต้องทบทวน จำเป็นต้องปฏิรูป แล้วต้อง บอกความจริงออกมาว่าในหน่วยงานของท่านนั้นมีเรื่องของการประพฤติมิชอบอะไรอยู่บ้าง อย่าละอาย ไม่อย่างนั้นเราอยู่กันไม่ได้ ประเทศเราเปลี่ยนแปลงไม่ได้ ผมเชื่อว่าสมาชิก สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ผมเชื่อว่า สนช. กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ รัฐบาลเองก็ดี ที่กำลังขับเคลื่อนให้เกิดการปฏิรูป ต้องกล้าที่จะพูดความเป็นจริง องค์กรตำรวจ ปฏิเสธหรือครับ ว่าองค์กรของท่านดีงาม สวยงาม การที่จะรับฟังเรื่องบางเรื่องรับฟังไม่ได้ แล้วเอา ข้อกฎหมายมาร้องเรียนคนที่กำลังสะท้อนความเป็นจริง เป็นเรื่องน่าละอายครับ ผมอยากให้ สังคมจดจำสิ่งที่เรากำลังพูด ไม่ใช่แค่สำนักงานตำรวจแห่งชาติหน่วยเดียว ท่านลองกลับไปดู อีกหลายกระทรวง อีกหลายกรม ที่ยังมีคำถามจากประชาชนว่าท่านดำเนินการสุจริต ยุติธรรมจริงหรือไม่ ท่านใช้ดุลยพินิจที่กฎหมายให้อำนาจโดยชอบหรือไม่ ท่านรับเงินสินบน รางวัลนำจับที่ไม่เคยประกาศให้สังคมรู้เลยว่าตำแหน่งของท่านปี ๆ หนึ่งได้รับเงินรางวัล และสินบนนำจับเป็น ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท เป็น ๑๐ ล้านบาท มีใครกล้าพูด ผมคิดว่า สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศของเราต้องทำหน้าที่นี้ ไม่ว่าจะถูกฟ้องหรือถูกดำเนินคดี ผมว่าบ้านเมืองต้องเปลี่ยน แล้วต้องทำให้สังคมยอมรับให้ได้ ไม่อย่างนั้นลูกหลานเราอยู่ไม่ได้ ขอบพระคุณครับ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ขอบพระคุณครับท่านอนุสิษฐ คุณากร ต่อไปขอเรียนเชิญท่านนิกร จำนง

นายนิกร จำนง

กราบเรียนท่านประธานครับ ผม นิกร จำนง สมาชิก สปท. ลำดับที่ ๗๙ ที่จริงแล้วกำลังจะเริ่มวาระเรื่องการเมือง ตรงนี้ก็เป็นการเมือง และสมาชิกท่านนี้คือท่านอาจารย์สังศิตก็เป็นกรรมาธิการของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านการเมือง ผมเองมองไปในมุมของเชิงระบบแล้วก็คิดว่าน่าจะหา ทางออกอย่างใดอย่างหนึ่ง คือถ้าเราจะมองว่าท่านก็เป็นแค่เพื่อนเราคนหนึ่งในสภา มองตรงนี้ ก็คงจะไม่ได้ เพราะเป็นสมาชิกท่านหนึ่งที่ไปพูดอยู่นอกสภาก็เลยไม่ได้รับความคุ้มครอง แต่ประเด็นที่สำคัญผมเองก็รู้จักอาจารย์สังศิตมายาวนานมาก ตราบที่ทำงานการเมืองมา คือต้องมองว่าบุคคลมีสถานะกันอย่างไร เป็นองค์ประกอบเกี่ยวกับเรื่องนี้ เรามองในเชิงระบบ อาจารย์สังศิต พิริยะรังสรรค์ ขออภัยที่เอ่ยนามท่าน ท่านเป็นสัญลักษณ์ของเรื่องการต่อต้าน คอร์รัปชันตลอดมา ไม่เดินเส้นอื่นเลย เดินเส้นนี้มาตลอดทางวิชาการ และเป็นทางวิชาการ ที่ได้รับความเคารพนับถือ ผมเชื่อว่าการที่ท่านได้มีโอกาสมาเป็น สปท. เนื่องจากว่า สัญลักษณ์ตรงนี้ของท่านนั่นละที่ว่าแล้วท่านก็มา แล้วถามว่าท่านอยู่คณะกรรมาธิการชุดไหน คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมืองด้วย แล้วไปช่วยคณะกรรมาธิการ เรื่องคอร์รัปชัน คณะของท่านประมนต์เอง ขออภัยที่เอ่ยนาม ก็เป็นสัญลักษณ์ในเรื่อง การต่อต้านคอร์รัปชันตลอดมา เวลามีกิจกรรมอะไรท่านประมนต์ไปยืนใส่เสื้อแล้วก็รณรงค์ มาตลอด คือในสังคมคนจะเป็นสัญลักษณ์ของบางอย่าง ถ้าเราทำเรื่องนั้น มีตบะในเรื่อง เหล่านั้นซึ่งเป็นตัวประคับประคองสังคมไว้ ภาพจากภายนอกมองเข้ามาก็มีนักวิชาการคนหนึ่ง มีองค์กรที่ต่อต้านคอร์รัปชันคนหนึ่ง ทีนี้ประเด็นก็คือว่า บังเอิญเรามีสภา ไม่ใช่บังเอิญนะครับ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ จริงอยู่เราอาจจะ ไม่ใช่สภาโดยเต็มตัว ที่เรามีการคิดกันว่าเราอาจจะเป็นสภาที่ปรึกษาอะไรก็แล้วแต่ แต่เราใช้ คำว่า สภา สภามันศักดิ์สิทธิ์ด้วยตัวมันเอง ผมอยู่ที่นี่ผมไม่ได้คิดว่าเป็นที่ปรึกษาอะไร ผมก็ ทำงานในฐานะสมาชิกสภาเต็มที่เหมือนที่ผมเคยทำมาตลอดชีวิต ห้องประชุมแห่งนี้ก็เป็น ห้องประชุมที่ศักดิ์สิทธิ์ เป็นห้องประชุมสภาเหมือนกัน ดังนั้นพอเป็นขึ้นมาแล้วก็มีลักษณะ ของสัญลักษณ์ ๑. ของบุคคล ๒. ขององค์กร ๓. ของสภาที่เราอยู่ ทีนี้การไปอภิปราย คราวนั้นไปกระทบองค์กรภายนอก ซึ่งก็อาจจะเป็นได้ที่ว่าสมมุติเราจะไปกระทบคนใด คนหนึ่งเข้านอกสภานี้ อาจจะเป็นองค์กรอื่นเขาก็ฟ้องได้ ไม่ว่ากัน ถามว่าเขาไปฟ้องที่ไหน เขาไปฟ้องที่ตำรวจ เพราะตำรวจเป็นลอว์เอ็นฟอร์ซเซอร์ (Law Enforcer) เป็นตัวบังคับใช้ กฎหมาย มีหน้าที่รับฟ้อง ดังนั้นการที่ว่าตำรวจเป็นคนกลางในการจัดการเรื่องความผิด ความถูก รักษากฎหมาย เป็นอีกนัยอีกสภาพหนึ่งของตำรวจที่เป็นองค์กรที่รองรับเรื่องของ การถูกกระทบกระเทือนเพื่อจะให้เกิดความเป็นธรรม เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการยุติธรรม ดังนั้นพอตำรวจฟ้องเองก็กระทบแรงมากในเชิงองค์กรต่อองค์กร ดังนั้นเป็นความจำเป็นอยู่เอง ที่ความเห็นผมส่วนตัวคิดว่าทางกรรมาธิการเราคงต้องทำบันทึกในฐานะกรรมาธิการไปยัง สำนักงานตำรวจแห่งชาติว่าเราปกป้องบุคคลซึ่งคิดว่าทำหน้าที่เป็นตัวแทนของเราด้วย ทีนี้สภาแห่งนี้ก็เช่นกัน ความเห็นส่วนตัวผม ก็คงจะต้องมีหนังสือไป หรือมีท่าทีไปบางอย่าง เพราะว่านี่คือสภา ถามว่าสภามีนัยของมันเอง ไม่ใช่เป็นการกระทบกระเทือนกันระหว่างองค์กร แต่เป็นการรักษาสถานะของแต่ละองค์กรให้อยู่ด้วยกันได้ ผิดถูกว่ากันไป อยู่ที่ศาลแล้ว ขณะนี้ก็ไปที่ศาล การเมืองที่ว่ากันแรงกว่านี้เราฟ้องร้องกันอยู่บ่อย ๆ ก็จะเป็นลักษณะที่ว่า ลักษณะนี้เป็นการติชมโดยสุจริต ไม่ได้มีลักษณะทุจริตใด ๆ ลักษณะเป็นพาเนล (Panel) ขึ้น เป็นการจัดการ แล้วหัวข้อนี้แรง อาจจะแรงกว่าคำพูด หัวข้อของการจัดตำรวจมีไว้ทำไม อาจจะแรงกว่าที่อาจารย์สังศิตพูดก็ได้นะครับ ดังนั้นเรื่องนี้ในความเห็นผมได้ข้อสรุปว่า ทางกรรมาธิการเราเองคงจะต้องทำหนังสือไป และอยากจะให้ทางสภามีท่าทีบางอย่าง ผมเชื่อว่าน่าจะทำได้ เป็นความเห็นที่อยากจะนำเสนอไว้ที่นี่ไม่ใช่เป็นเพื่อปกป้องพวกเรากันเอง แต่เพื่อรักษาสถานะของความเป็นองค์กรที่คอยดูแลประเทศนี้กันไว้ ด้วยความเคารพ ท่านประธาน ขอบพระคุณครับ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ขอบพระคุณท่านนิกร จำนง ก่อนที่จะเรียนเชิญท่านสังศิต พิริยะรังสรรค์ ก็ขอเรียนเชิญ ท่านอลงกรณ์ รองประธาน สปท. คนที่หนึ่ง ก่อนครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง 🔗

กราบเรียนท่านประธาน ท่านสมาชิก เรื่องของคดีความที่เกิดขึ้นเป็นเรื่อง ซึ่งสมาชิกทุกคนให้กำลังใจสมาชิกที่ได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเข้มแข็ง กล้าหาญ แม้ว่าจะถูก ฟ้องดำเนินคดีโดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติก็ตาม เป็นเรื่องที่น่าชื่นชม ท่านวันชัย สอนศิริ ขออภัยที่ต้องเอ่ยนาม ที่ได้หยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาหารือต่อที่ประชุมของเราในฐานะที่เป็น สมาชิกร่วมภารกิจ สิ่งที่เป็นความคาดหวังของสังคมคือการปฏิรูปกิจการตำรวจ การปฏิรูป การศึกษา เพราะแม่น้ำ ๕ สายทำงานร่วมกันมาโดยตลอด จนกระทั่งมีรัฐธรรมนูญ ฉบับปฏิรูป มีการกำหนดที่จะต้องมีกรรมการอิสระในการดำเนินการปฏิรูปการศึกษา การปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะกิจการตำรวจให้แล้วเสร็จภายใน ๑ ปี พุ่งเป้าไปตามข้อเสนอการปฏิรูปของทั้ง สปช. และ สปท. ก็คือเรื่องของการแต่งตั้ง โยกย้าย ซึ่งถือว่าเป็น ๑ ในหัวใจของกุญแจการแก้ไขปัญหาในเรื่องของกิจการตำรวจ เพื่อนำมาซึ่งระบบคุณธรรม เพราะฉะนั้นในการทำงานก็จะเห็นว่าการปฏิรูปเรื่องของ กิจการตำรวจนั้นมิได้มีเพียงเรื่องการกำหนดในกฎหมายสูงสุด เป็นครั้งแรกที่ประเทศไทย มีการกำหนดเรื่องการปฏิรูปกิจการตำรวจไว้ในกฎหมายสูงสุดของประเทศ

ประการที่ ๒ คือการทำรัฐธรรมนูญร่วมกันระหว่าง สปช. มาถึง สปท. คณะรัฐมนตรี และแม่น้ำสายอื่น ๆ นั้น ต้องเรียนว่าแท้ที่จริงโดยนโยบายท่านประธาน ต้องการให้การขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเป็นไปโดยราบรื่นเป็นรูปธรรมมากที่สุด เพราะฉะนั้นภายใต้ความเห็นชอบของแผนปฏิรูปกิจการตำรวจ เมื่อวันที่ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๕๘ ของ สปท. ถือเป็นกรอบทิศทางของการนำเสนอแผนปฏิรูปในรายละเอียดตามมา ซึ่งก็มีการเสนอแผนปฏิรูปเข้าสู่การพิจารณาของ สปท. โดยลำดับ ขณะเดียวกัน การขับเคลื่อนผ่านการประสานงานทั้งวิป (Whip) ๓ ฝ่าย วิป (Whip) ๒ ฝ่าย หรือแม้แต่ ในส่วนของ สปท. เอง ผมก็ได้มีการนัดหมายท่าน ผบ.ตร. นัดหมายท่านประธาน อนุกรรมาธิการปฏิรูปกิจการตำรวจของเรา คือท่าน พลตำรวจเอก วรพงษ์ ชิวปรีชา กับท่าน พลตำรวจเอก จักรทิพย์ ชัยจินดา มาหารือในเรื่องของการดำเนินการปฏิรูปตำรวจ ซึ่งตอนนั้นท่านนายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยความรับผิดชอบ ของท่านรองนายกรัฐมนตรี พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ ได้จัดทำแผนปฏิรูปกิจการตำรวจ ซึ่ง สนช. ได้นำเสนอเข้าสู่การพิจารณาเห็นชอบในหลักการของท่านนายกรัฐมนตรี จำนวน ๑๐ แผนด้วยกัน เป็นการต่อยอดจากที่ สปช. ที่มีท่านอาจารย์ธีรยุทธ์ หล่อเลิศรัตน์ เป็นประธานในขณะนั้น และต่อเนื่องมาถึงท่าน พลตำรวจเอก วรพงษ์ ชิวปรีชา ของ สปท. ก็หารือกัน ในที่สุดทางท่านผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติก็ยืนยันในการที่จะเดินหน้าการปฏิรูป กิจการตำรวจ จะได้มากได้น้อยก็ขึ้นกับความยากง่าย แต่ทุกเรื่องนั้นต้องเรียนว่า สปท. มิได้ นิ่งนอนใจต่อภารกิจในเรื่องของการดำเนินการปฏิรูปกิจการตำรวจ ทั้งในทางการและไม่เป็น ทางการตามนโยบายท่านประธาน ขณะเดียวกันก็ได้ลงไปดูการปฏิรูปโรงพัก ซึ่งขณะนี้เป็น เฟส (Phase) ที่ ๑ เพราะท่านนายกรัฐมนตรีได้ย้ำว่าการปฏิรูปกิจการตำรวจนั้นหัวใจสำคัญ ก้าวแรกคือจะต้องเกิดประโยชน์ต่อประชาชนมากที่สุด นั่นก็คือการปฏิรูปโรงพัก ๑,๔๐๐ กว่าโรงพักทั่วทั้งประเทศใน ๙ ภาค เพราะฉะนั้นการดำเนินการในเรื่องของกิจการ ตำรวจนั้น ผมคิดว่าถ้าในส่วนการดำเนินการขององค์กรตามที่ท่านสมาชิกได้ตั้งข้อสังเกต ห่วงใย ให้ข้อแนะนำนั้น ได้มีการดำเนินการ ขณะเดียวกันเราก็เสนอจนกระทั่งมีหมวดว่าด้วย การปฏิรูป มีบทเฉพาะกาลว่าด้วยการปฏิรูปกิจการตำรวจไว้ในรัฐธรรมนูญเป็นครั้งแรก รวมทั้งการมีกฎหมายที่จะตราภายใน ๑๒๐ วัน ว่าด้วยยุทธศาสตร์ชาติ แผนและขั้นตอน ในการดำเนินการปฏิรูปประเทศ เฉพาะในกรณีที่เกิดขึ้น ผมขอแลกเปลี่ยนเล็กน้อย ต่อข้อเสนอบางประการของท่านสมาชิกในฐานะสมาชิกคนหนึ่ง ว่าการปฏิบัติหน้าที่ ของสมาชิกนั้นเป็นความรับผิดชอบร่วมกัน ในขณะเดียวกันเมื่อเกิดปัญหาทางคดีความ สภาอาจจะแสดงความคิดเห็นหรือดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดในลักษณะที่ให้กำลังใจ หรือดำเนินการเพื่อให้ทุกอย่างคลี่คลายไปในทางที่ไม่ต้องมีคดีความเกิดขึ้น แต่ในอดีต ที่ผ่านมาในส่วนของสภา ไม่ว่าวุฒิสภาหรือสภาผู้แทนราษฎร เท่าที่ผมจำได้ ๒๐ ปี ยังจำไม่ได้เลยว่าเคยมีคดีใดที่เมื่อสมาชิกมีคดีความกับองค์กรหรือบุคคลใด สภาจะมีหนังสือ ออกไปในนามของสถาบันหรือองค์กร อันนี้ก็ต้องฝากไว้เป็นข้อพิจารณา แต่ไม่ได้ หมายความว่าผู้นำองค์กร ท่านประธาน สมาชิก หรือองค์กรของเรา ไม่ได้เอาใจใส่ ไม่ได้ดูแล เพียงแต่ว่าการทำหน้าที่ในระดับองค์กร กับการทำหน้าที่ในระดับสมาชิกนั้นจะต้องอยู่ใน ภาวะที่เหมาะสม อยู่ในภาวะที่พอดีพองาม ดังนั้นในเรื่องนี้ก็คิดว่าถ้าทางวิป (Whip) จะได้รับข้อเสนอของท่านสมาชิกที่ได้แสดงความคิดเห็นในการพิจารณาวันพฤหัสบดีที่จะถึงนี้ ซึ่งมีประธานกรรมาธิการทุกคณะ ก็คงน่าจะเป็นแนวทางของการที่จะดำเนินการพิจารณา เรื่องนี้ต่อไปครับท่านประธาน

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ขอขอบคุณท่านอลงกรณ์นะครับ ต่อไปขอเรียนเชิญท่านสังศิต พิริยะรังสรรค์ ครับ

นายสังศิต พิริยะรังสรรค์

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม นายสังศิต พิริยะรังสรรค์ ผมอยากจะกราบขอบพระคุณท่านอาจารย์วันชัยและสมาชิก ทุกท่านที่ได้กรุณาหยิบยกเอาเรื่องนี้ขึ้นมาพูด ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ว่า เรื่องที่ผมพูดถึงเรื่องตำรวจมาตั้งแต่ผมเรียนจบปริญญาเอกผมไม่เคยหยุดพูดเลยเมื่อมีโอกาส ไม่ใช่ว่าที่ผมพูดเรื่องตำรวจเพราะว่าผมไปขัดแย้ง ขัดใจ หรือไม่พอใจกับตำรวจคนหนึ่งคนใด ผมไม่เคยมีเลย ผมยืนยันว่าผมไม่เคยขัดแย้งกับตำรวจท่านใดเป็นการส่วนตัว ผมอยากจะ กราบเรียนท่านประธานว่าแรงบันดาลใจที่ทำให้ผมอยากจะเห็นการปรับปรุงบ้านเมือง มาจากการที่ผมได้อ่านงานชิ้นหนึ่งของโพรเฟสเซอร์ค็อกกา ซึ่งเป็นงานภาษาเยอรมันนะครับ ตอนผมทำปริญญาเอกอยู่ที่ประเทศเยอรมัน งานชิ้นนั้นอาจจะแปลเป็นภาษาไทยได้ว่า การก่อตัวขึ้นของรัฐเยอรมันสมัยใหม่ เนื้อหาสาระที่ทำให้ผมเกิดแรงบันดาลใจก็คือท่านเขียนว่า การปฏิรูปของรัฐบาลบิสมาร์คได้ทำลายระบบคอร์รัปชันแบบดั้งเดิมลงไปจนหมดสิ้น รวมทั้งยังได้ทำลายระบบความสัมพันธ์แบบอุปถัมภ์ดั้งเดิมที่เคยมีมาในประวัติศาสตร์ออกไป ผมคิดว่าเนื้อหาสาระตรงนี้เป็นส่วนที่ทำให้ผมเกิดแรงบันดาลใจว่าถ้าเรียนจบปริญญาเอกได้จริง ผมอยากจะกลับมาทำงานวิจัยเรื่องคอร์รัปชัน และเมื่อผมกลับมาผมก็ทำงานวิจัยเรื่องนี้ ซึ่งที่ผ่านมาก็จะมีคนที่ไม่เข้าใจผมเป็นจำนวนมากว่าทำไมถึงมาทำเรื่องนี้ เรื่องอื่น ๆ มีตั้งเยอะแยะ ที่จะให้ทำ ทำไมไม่ทำ แต่ผมไม่เคยบอกว่าแรงบันดาลใจที่อยู่เบื้องหลังผมก็มาจากการที่ อยากจะเห็นรัฐของไทยเป็นรัฐสมัยใหม่ที่สามารถจะควบคุมการทุจริต ผมไม่เคยใช้คำว่า กวาดล้างการทุจริต ผมยืนยัน เพราะผมไม่เชื่อว่าการทุจริตจะกวาดล้างได้จริง ผมมักจะพูด อยู่เสมอเพียงว่าเราจะต้องควบคุมการคอร์รัปชันเอาไว้ในระดับที่สังคมพอจะยอมรับได้ เราไม่ควรที่จะไปเอาชนะคอร์รัปชันแบบเบ็ดเสร็จอย่างที่เราต้องการ ทุกครั้งที่ผมได้รับเกียรติ ให้ไปพูดหรือไปบรรยายโดยหน่วยงานต่าง ๆ เรื่องเกี่ยวกับการคอร์รัปชัน ผมระลึกอยู่ในใจ เสมอว่าการพูดปัญหาต้องพูดในแง่หลักการเท่านั้น ผมจะไม่ยอมพูดกระแนะกระแหน เสียดสี ดูหมิ่น หรือกระทบตัวบุคคลทุกครั้งที่ผมพูด แม้กระทั่งครั้งที่ท่านประมณฑ์เชิญผมไป ผมไม่เคยเอ่ยชื่อบุคคลหนึ่งบุคคลใดเลย เพราะฉะนั้นผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานว่า เจตนารมณ์ในการที่ผมได้รับเกียรติจากองค์กรต่อต้านคอร์รัปชันไปพูดในวันนั้นก็เพราะ อยากจะเห็นว่าทำอย่างไรถึงจะให้องค์กรตำรวจเป็นประโยชน์กับประชาชนมากขึ้นกว่าเดิม เพียงนิดเดียว ผมใช้ประโยคนี้มาเป็นเวลานับสิบ ๆ ปีว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นผมไม่ได้ต้องการ เปลี่ยนแปลงอะไรมากเลย ขอให้เปลี่ยนแปลงแล้วประชาชนได้ประโยชน์ขึ้นอีกนิดเดียว เท่านั้น ผมจะเลิกเลย ผมจะยอมเลย และจะไม่พูดอีกเลย ผมคิดว่าชีวิตของคนคนหนึ่งมันสั้น เราไม่สามารถจะเปลี่ยนแปลงอะไรต่ออะไรอย่างที่ต้องการ เพราะฉะนั้นถ้าสิ่งที่เราเสนอ และทำให้คนที่เขามีอำนาจเห็นว่าจะเป็นประโยชน์กับประชาชนได้แม้แต่เพียงนิดเดียว ผมก็คงจะนอนตายตาหลับครับท่านประธาน ขอบพระคุณครับ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ขอบพระคุณครับ ผมต้องขอขอบพระคุณท่านวันชัย สอนศิริ ที่กรุณานำเรื่องนี้เข้ามาหารือ ในที่ประชุมครับ แล้วก็ขอขอบพระคุณที่สมาชิกทุกท่านได้กรุณาให้ข้อเสนอแนะ แสดงความเป็นห่วงเป็นใยกับท่านสังศิต ผมฟังดูแล้วขอพูดในนามของ สปท. แล้วกันว่า พวกเราทุกคนขอให้กำลังใจท่านสังศิต พิริยะรังสรรค์ เป็นอย่างยิ่ง ท่านนิกรมีอะไรไหมครับ

นายนิกร จำนง

กราบเรียนประธานครับ มีประเด็นที่อยากจะให้ความเห็น ต่อประเด็นของท่านรองประธานอลงกรณ์ ที่จริงแล้วสภาเราตรงนี้เป็นจุดคาบเกี่ยวที่สำคัญ สภาเราไม่เคยมีทำบันทึกไปถึงใครหรอก เพราะว่าในยามที่สภาประชุม รัฐธรรมนูญคุ้มครองสภา หมายความว่าคุณไปฆ่าคนเขายังไม่ส่งตัวกันเลยเพราะว่าอยู่ในช่วงของการประชุม นี่เป็น หลักการ คือสภามีเกียรติ มีศักดิ์ศรี และมีอำนาจมากกว่านั้น เพราะฉะนั้นไม่เคยต้องส่ง เพราะว่าเดิมสภาคุ้มครองสมาชิกได้หมดอยู่แล้ว แต่สภา สปท. เราเคยถูกคุ้มครอง โดยรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ปัจจุบันนี้ไม่คุ้มครองเราแล้ว ดังนั้นเป็นภาวะพิเศษอย่างที่ผม เรียนแล้ว จะว่าเราเป็นสมาชิกรัฐสภาก็ไม่ใช่ จะว่าไม่ใช่ก็เหมือนจะใช่ เพราะเราใช้คำว่า สภาอยู่ ผมถึงมองเห็นว่าเรื่องนี้เป็นภาวะพิเศษ อย่างในกรณีที่คณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านการเมืองจะทำหนังสือไปมันเป็นการแย้งแล้วจะนำไปสู่ศาลเอง เวลาศาลพิจารณาว่าเป็นการติชมด้วยความสุจริต ดังนั้นเห็นด้วยกับท่านรองประธานอลงกรณ์ ว่าสภาปกติเราไม่เคยเพราะสภาคุ้มครองสมาชิกอยู่แล้ว แต่ว่าสภา สปท. เราไม่มีอะไรคุ้มครอง ดังนั้นเราต้องคุ้มครองกันเองเท่าที่จะทำได้ เรื่องนี้ก็ไปสู่ศาลอยู่แล้ว ดังนั้นก็เลยเป็น เอกซ์ทราออร์ดินารี (Extraordinary) อยู่บ้าง ก็แค่เป็นการแสดงท่าทีบางอย่างกันว่าที่ทำ ในความเห็นเราเห็นว่าอย่างนี้ เพราะฉะนั้นก็จะมีน้ำหนักอยู่ดีในศาล เป็นเรื่ององค์กร ต่อองค์กร ของเราก็จะสะดุดจบลงอยู่แล้ว ความเห็นผมส่วนตัวก็เข้าใจท่านอลงกรณ์ กราบขอบพระคุณครับ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ขอบคุณครับ พวกเราขอให้กำลังใจท่านสังศิตนะครับ แล้วก็จะขอนำเรื่องนี้ไปหารือกัน ในที่ประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศในวันพฤหัสบดี ต่อไป ขอบคุณครับ ผมขอดำเนินการประชุมต่อนะครับ

ระเบียบวาระที่ ๓ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว เป็นรายงาน ของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง เรื่อง “การปฏิรูปประเทศ ด้านการเมือง : ร่างพระราชบัญญัติการเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบ ประชาธิปไตย พ.ศ. .... เสนอตามรายงานของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง และตามวาระการปฏิรูปที่สำคัญและเร่งด่วน (๒๗ วาระ) ในปี พ.ศ. ๒๕๖๐ กลุ่ม คน” ๓. ท่านวรพจน์ ตั้งพันธุ์เพียร ผู้ชำนาญการประจำตัวสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คือท่านกษิต ภิรมย์ อนุกรรมาธิการปฏิรูปวัฒนธรรมทางการเมือง อดีตเลขานุการ คณะกรรมาธิการชายแดน ขอเรียนเชิญท่านเสรี สุวรรณภานนท์ ครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานกรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ต้องกราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพว่า ตามรายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการเมืองดังกล่าวในเรื่องการปฏิรูปประเทศด้านการเมืองนี้ ได้เสนอร่างพระราชบัญญัติ การเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย พ.ศ. .... ซึ่งเสนอตาม รายงานของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง และตามวาระการปฏิรูปที่สำคัญ และเร่งด่วน (๒๗ วาระ) ในปี พ.ศ. ๒๕๖๐ กลุ่ม “คน” ต่อสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เพื่อพิจารณาดังนี้ โดยเรื่องนี้สืบเนื่องจากสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศได้พิจารณาจัดลำดับ ความสำคัญวาระการปฏิรูปที่สำคัญและเร่งด่วนเสนอต่อรัฐบาล ซึ่งได้พิจารณากำหนดให้ เรื่องการเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยของคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมืองเป็นวาระปฏิรูปที่สำคัญและเร่งด่วน (๒๗ วาระ) ในปี พ.ศ. ๒๕๖๐ กลุ่ม “คน” ดังกล่าว ซึ่งการขับเคลื่อนการปฏิรูปการเสริมสร้างวัฒนธรรม ทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยให้สัมฤทธิผลนั้นจะต้องมีกฎหมายว่าด้วย การเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย และมีมาตรการทางบริหาร โดยกำหนดให้การเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยเป็นวาระแห่งชาติ และให้รัฐสนับสนุนการดำเนินการเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย สำหรับในส่วนการดำเนินงานการขับเคลื่อนวาระการปฏิรูปที่สำคัญและเร่งด่วน กลุ่ม “คน” เรื่องการเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยในเรื่องนี้ อย่างที่ กราบเรียนแล้วว่าคณะกรรมาธิการได้รายงานความคืบหน้าและดำเนินงานดังกล่าวต่อที่ประชุม สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเพื่อรับทราบไปแล้วเมื่อวันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๕๖๐ ที่ผ่านมา ในการนี้ เพื่อให้การขับเคลื่อนการปฏิรูปเรื่องการเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมือง ในระบอบประชาธิปไตยเป็นไปตามรายงานของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง และตามวาระการปฏิรูปเร่งด่วนที่สำคัญ กลุ่ม “คน” ดังกล่าว คณะกรรมาธิการได้จัดทำ ร่างพระราชบัญญัติเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย พ.ศ. .... เสนอให้สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศพิจารณาตามรายงานดังกล่าวที่ได้กราบเรียน ท่านประธานนั้น รายงานนี้ได้สรุปอยู่ในเอกสารซึ่งแจกท่านสมาชิกไว้แล้ว โดยรายงาน ดังกล่าวนี้สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศได้มีมติเห็นชอบรายงาน เรื่อง การเสริมสร้าง วัฒนธรรมทางการเมือง ของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมืองไปแล้ว และคณะกรรมาธิการก็ได้เสนอต่อที่ประชุมสภาแห่งนี้ โดยที่ประชุมสภาได้เห็นชอบรายงาน เมื่อวันที่ ๒๓ พฤษภาคม ๒๕๕๙ และได้ส่งรายงานนี้ให้แก่คณะรัฐมนตรี สภานิติบัญญัติแห่งชาติ และองค์กรหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปแล้ว ซึ่งคณะกรรมการประสานงาน ๓ ฝ่าย ได้แก่ คณะรัฐมนตรี สภานิติบัญญัติแห่งชาติ และสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ได้ประชุม และพิจารณารายงานเรื่องดังกล่าวนี้ในครั้งประชุมเมื่อวันที่ ๖ กรกฎาคม ๒๕๕๙ ที่ผ่านมา คณะกรรมการประสานงานรวม ๓ ฝ่าย ได้ประชุมพิจารณาเรื่องดังกล่าวนี้ และได้กราบเรียนท่านนายกรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรี คือท่านวิษณุ เครืองาม เพื่อทราบไปแล้ว สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศได้รายงาน เรื่องดังกล่าวเป็นวาระสำคัญเร่งด่วน (๒๗ วาระ) โดยมีประเด็นปฏิรูปที่มีสาระสำคัญ ดังนี้

๑. ให้การเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย เป็นวาระแห่งชาติ

๒. ดำเนินการตามรายงานการปฏิรูป เรื่อง การเสริมสร้างวัฒนธรรม ทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศตามแผนแม่บท

๓. พัฒนาประชาชนตั้งแต่ระดับเยาวชนและประชาชนทั่วไป โดยแยกออกเป็น

๑. การให้มีโรงเรียนหรือสถาบันการศึกษาทางการเมือง

๒. ให้มีหลักสูตรการศึกษาในการให้ความรู้เพื่อสร้างวัฒนธรรมทางการเมือง ทุกระดับการศึกษา

๓. การให้ประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมือง โดยให้มีการเรียนรู้และสร้าง ประสบการณ์การเมืองในทุกครั้งที่มีการเลือกตั้งทุกระดับ

๔. ให้มีการจัดเวทีการให้ความรู้กับประชาชนอย่างต่อเนื่อง

ประเด็นปฏิรูปที่สำคัญอีกส่วนหนึ่งก็คือการพัฒนานักการเมือง การพัฒนา นักการเมืองนั้นได้กำหนดให้มีหลักสูตรการศึกษา อบรม การเรียนรู้สำหรับผู้สมัครรับเลือกตั้ง ทุกระดับ มีมาตรการกำหนดคุณธรรมจริยธรรมให้เป็นนักการเมืองที่ดี ให้มีบทลงโทษ ทางกฎหมายที่เข้มข้นกับนักการเมืองที่ทุจริตการเลือกตั้งและทุจริตคอร์รัปชัน นอกจากนี้ ให้มีสำนักงานหรือหน่วยงานกลางและให้มีคณะกรรมการในการรับผิดชอบการสร้างวัฒนธรรม ทางการเมืองและการพัฒนาการเมืองอย่างยั่งยืน ให้มีการปฏิรูปกฎหมายโดยปรับปรุงกฎหมาย ให้ประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมืองมากขึ้น ให้มีร่างกฎหมายใหม่เพื่อการเสริมสร้างวัฒนธรรม ทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย รวมทั้งให้รัฐมีหน้าที่สนับสนุนการเสริมสร้างวัฒนธรรม ทางการเมือง เช่น การเผยแพร่ ประชาสัมพันธ์การเป็นนักการเมืองที่ดี ประชาสัมพันธ์ ให้ประชาชนเกิดความรู้ ความเข้าใจ และรับผิดชอบในทางการเมืองร่วมกัน จัดงบประมาณ สนับสนุนการสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองแบบยั่งยืน ในการขับเคลื่อนการปฏิรูปภายในปี พ.ศ. ๒๕๖๐ นี้

๑. ให้ดำเนินการร่างพระราชบัญญัติการเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมือง ในระบอบประชาธิปไตย พ.ศ. .... ซึ่งเป็นร่างที่เรากำลังพิจารณาขณะนี้

๒. มีมาตรการทางบริหารกำหนดให้การเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมือง ในระบอบประชาธิปไตยเป็นวาระแห่งชาติ และให้รัฐสนับสนุนการดำเนินการเสริมสร้าง วัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยในข้อเสนอแนะตามแผนปฏิรูป

นอกจากนี้ในเรื่องของการจัดทำกฎหมายว่าด้วยการเสริมสร้างวัฒนธรรม ทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการเมือง โดยข้อเสนอดังกล่าวนี้ให้มีแผนแม่บทหลักในการดำเนินงานการขับเคลื่อน การปฏิรูปการเสริมสร้างวัฒนธรรมการเมืองในระบอบประชาธิปไตย ซึ่งประกอบไปด้วย แผนหลัก ๔ แผน ได้แก่

แผนหลักที่ ๑ แผนการให้การศึกษาเพื่อให้เกิดวัฒนธรรมทางการเมืองที่ยั่งยืน

แผนหลักที่ ๒ การสร้างนักการเมืองที่ดี และการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน เพื่อให้เกิดวัฒนธรรมทางการเมืองที่ยั่งยืน

แผนหลักที่ ๓ การประชาสัมพันธ์เพื่อให้เกิดวัฒนธรรมทางการเมืองที่ยั่งยืน

แผนหลักที่ ๔ การบริหารการขับเคลื่อนเพื่อให้เกิดวัฒนธรรมทางการเมือง ที่ยั่งยืน

โดยการให้มีแผนแม่บทในการเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบ ประชาธิปไตยเป็นแผนหลักในการดำเนินการนี้ ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญยิ่งต่อการที่จะให้มี การดำเนินงานเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยให้บรรลุผลสำเร็จได้ จึงจำเป็นต้องมีแผนแม่บทเป็นแผนหลักในการดำเนินงาน อย่างไรก็ตามเพื่อให้เกิด ความต่อเนื่องและรวดเร็วในการดำเนินงานจัดทำแผนแม่บท คณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านการเมืองจึงเห็นว่าร่างกฎหมายการเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมือง ในระบอบประชาธิปไตย ควรมีบทบัญญัตินำแนวทางตามรายงาน เรื่อง การเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมือง ในระบอบประชาธิปไตย ของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง มาใช้ประกอบการดำเนินการจัดทำแผนแม่บท และในการดำเนินงานใด ๆ ให้คำนึงถึง การสานต่อโครงการ กิจกรรม หรือภารกิจการขับเคลื่อนการเสริมสร้างวัฒนธรรม ทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการเมือง และเพื่อให้แผนแม่บทสามารถดำเนินงานได้สอดคล้องกับเหตุการณ์ และปัญหาอุปสรรคที่อาจจะเกิดขึ้นในระหว่างขั้นตอนการปฏิบัติการขับเคลื่อนแผนแม่บท จึงควรให้สามารถแก้ไขปรับปรุงแผนแม่บทได้เพื่อประโยชน์ในการเสริมสร้างวัฒนธรรม ทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยให้สัมฤทธิผล การกำหนดหน่วยงานสนับสนุน และรับรองกิจกรรมคณะกรรมการเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย และการขับเคลื่อนแผนแม่บท โดยกำหนดหน่วยงานที่จะทำหน้าที่รองรับภารกิจการขับเคลื่อน การเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย คณะกรรมาธิการได้คำนึงถึง ความจำเป็นและผลกระทบต่องบประมาณแผ่นดิน จึงได้กำหนดให้หน่วยงานรองรับภารกิจ การขับเคลื่อนแผนแม่บทเป็นส่วนราชการภายในสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เนื่องจากสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรเป็นหน่วยงานสนับสนุนการดำเนินงาน ของฝ่ายนิติบัญญัติซึ่งเป็นอำนาจสำคัญในการปกครองในระบอบประชาธิปไตย และมีอำนาจ หน้าที่ พันธกิจ มีความพร้อมในเรื่องบุคลากร และมีประสบการณ์ในการดำเนินงาน จัดกิจกรรมโครงการเผยแพร่ประชาธิปไตยให้แก่ประชาชนอยู่หลายโครงการเป็นลำดับ ต่อเนื่องมาตลอด ทั้งนี้ ให้รัฐบาลสนับสนุนงบประมาณเพื่อดำเนินงานตามภารกิจดังกล่าว ให้แก่สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรอย่างเพียงพอ และในร่างกฎหมายดังกล่าว ให้กำหนดกองทุนเพื่อการเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย แผนแม่บท ได้กำหนดให้มีการจัดตั้งกองทุนเพื่อเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมือง ในระบอบประชาธิปไตยเพื่อให้ดำเนินงานขับเคลื่อนแผนแม่บทมีความต่อเนื่อง เนื่องจาก การสร้างค่านิยมที่พึงประสงค์ร่วมกันของคนในชาติ จำเป็นต้องมีกองทุนเพื่อการดำเนินงาน เรื่องดังกล่าว โดยคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมืองมีความเห็นให้โอน กองทุนพัฒนาการเมืองภาคพลเมืองตามพระราชบัญญัติสภาพัฒนาการเมือง พ.ศ. ๒๕๕๑ มาเป็นกองทุนเพื่อการเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย เหตุผล และความจำเป็นในการตรากฎหมายว่าด้วยการเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมือง ในระบอบประชาธิปไตย ต้องกราบเรียนท่านประธานครับว่า ด้วยสภาพปัญหาการเมือง และการปกครองในระบอบประชาธิปไตยของประเทศไทยมีความขัดแย้งทางการเมือง จนเกิดความรุนแรงขึ้นหลายครั้ง และเหตุการณ์ได้วนเวียนในลักษณะนี้มาอย่างยาวนาน ตลอดช่วงระยะเวลาการเป็นประเทศประชาธิปไตยของไทย โดยเฉพาะปัญหาความขัดแย้ง ทางการเมืองในห้วงกว่า ๑๐ ปีที่ผ่านมา นับเป็นความขัดแย้งทางการเมืองที่ยาวนาน และมีประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในความขัดแย้งจำนวนมาก ประชาชนมีความคิดเห็น ทางการเมืองแตกแยกเป็นฝักฝ่าย และไม่เป็นมิตรต่อกัน โดยต่างฝ่ายต่างกล่าวอ้าง ความชอบธรรมในอำนาจการปกครองที่แตกต่างกัน ซึ่งเกิดจากการมีความเชื่อ ทัศนคติ และความเข้าใจในหลักการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่แตกต่างกัน การเลือกตั้งไม่เป็นไป โดยสุจริตและเที่ยงธรรม นักการเมืองขาดคุณธรรมและจริยธรรม และไม่ได้ทำหน้าที่ เป็นผู้แทนของประชาชน มีปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน มีการประพฤติมิชอบ พรรคการเมือง ถูกครอบงำจากนายทุน ซึ่งสภาพปัญหาต่าง ๆ ดังกล่าวได้นำไปสู่ความไร้เสถียรภาพ ทางการเมือง ส่งผลกระทบการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงของประเทศ และแม้จะมีการใช้มาตรการบังคับการลงโทษทางกฎหมาย เพื่อแก้ไขปัญหาทางการเมือง ดังกล่าว แต่ปัญหาก็ยังมิได้ทุเลาเบาบางลง เนื่องจากประชาชนในประเทศยังมีความรู้ ความเข้าใจในหลักการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่ไม่ถูกต้อง ไม่ตรงกัน และยังมีความเชื่อ ทัศนคติ และค่านิยมดั้งเดิม ซึ่งเกิดจากกระบวนการถ่ายทอดทางวัฒนธรรมของสังคมที่ปลูกฝังมาอย่างยาวนาน เช่น มีวัฒนธรรมในการพึ่งพาอำนาจ ระบบอุปถัมภ์ มีทัศนคติยอมรับการทุจริตและการซื้อสิทธิ ขายเสียง มีทัศนคติเห็นประโยชน์ส่วนตนมากกว่าประโยชน์สาธารณะ ไม่สนใจกิจกรรม ทางการเมือง เป็นต้น ความเชื่อ ทัศนคติ และค่านิยมดังกล่าวนับเป็นอุปสรรคสำคัญ ต่อการพัฒนาการเมืองและการพัฒนาประชาธิปไตย ซึ่งได้ส่งผลกระทบต่อการพัฒนาประเทศ ทุกด้าน ดังนั้นเพื่อให้การพัฒนาการเมืองและการพัฒนาประชาธิปไตยของประเทศ มีความมั่นคงและยั่งยืน อันจะนำมาซึ่งการแก้ไขปัญหาทางการเมืองและปัญหาของประเทศ ในด้านอื่น ๆ รัฐจึงจำเป็นต้องเร่งเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย ที่ถูกต้องให้แก่ประชาชน โดยส่งเสริมให้ประชาชนและชุมชนมีความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้อง เกี่ยวกับการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีสำนึกความเป็นพลเมือง มีส่วนร่วมการพัฒนาประเทศด้านต่าง ๆ การจัดทำบริการสาธารณะ ทั้งในระดับชาติและระดับท้องถิ่น การต่อต้านทุจริตและประพฤติมิชอบ การตรวจสอบ การใช้อำนาจรัฐ การตัดสินใจทางการเมืองและกิจกรรมทางการเมือง รู้จักยอมรับในความเห็น ทางการเมืองโดยสุจริตที่แตกต่างกัน ใช้สิทธิเลือกตั้งและออกเสียงประชามติโดยอิสระ ปราศจากการครอบงำไม่ว่าด้วยทางใด ตลอดจนเสริมสร้างให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต และรับผิดชอบต่อประชาชนในการปฏิบัติหน้าที่ ของตน ซึ่งสอดคล้องกับแนวนโยบายแห่งรัฐและแนวทางการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๗๘ และมาตรา ๒๕๘ ก. การเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยดังกล่าวข้างต้น เป็นการเตรียม และพัฒนาคนซึ่งถือเป็นทรัพยากรสำคัญที่สุดของชาติให้มีความพร้อมในการแก้ปัญหา ของประเทศ และมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ตามแนวทางการพัฒนาประเทศ ๔.๐ ซึ่งรัฐจะต้องวางรากฐานการพัฒนาประเทศระยะยาว และดำเนินการปฏิรูปประเทศในทุกด้าน และสอดคล้องกับโมเดล (Model) การพัฒนาคน ไปสู่คนไทย ๔.๐ ในศตวรรษที่ ๒๑ ซึ่งต้องปฏิรูปคนไทยให้เป็นผู้มีปัญญาเฉียบแหลม มีทักษะที่เห็นผล มีสุขภาพที่แข็งแรง และมีจิตใจที่งดงาม เป็นคนไทยที่มีความภาคภูมิใจ ในความเป็นคนไทย โดยมีกรอบความคิดที่เป็นสากล เปลี่ยนแปลงคนไทยที่เน้นประโยชน์ ส่วนตนไปเป็นคนที่มีจิตใจสาธารณะ เกื้อกูล แบ่งปัน และรับผิดชอบต่อส่วนรวม แต่จะพัฒนา คนไทยให้มีคุณสมบัติดังกล่าวได้นั้น ทุกภาคส่วนของสังคมต้องร่วมกันบ่มเพาะ ปลูกฝัง ความเชื่อ ค่านิยม และทัศนคติที่ดีงามตามหลักการอยู่ร่วมกันในสังคมประชาธิปไตย อย่างไรก็ตาม การดำเนินงานพัฒนาและเสริมสร้างคนไทยให้มีวัฒนธรรมทางการเมือง ในระบอบประชาธิปไตยที่ถูกต้องของสถานศึกษาที่ให้การศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ การศึกษาตามอัธยาศัย และการดำเนินงานเผยแพร่ประชาธิปไตยและพัฒนาการเมือง ของหน่วยงานต่าง ๆ ยังมีลักษณะต่างคนต่างทำ และยังมีประชาชนจำนวนมากไม่สามารถ เข้าถึงการศึกษา ไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร และไม่มีองค์ความรู้ทางด้านการเมือง การปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่ถูกต้องเพียงพอ ซึ่งเป็นช่องทางให้นักการเมืองที่ไม่ดี ใช้เป็นเส้นทางเข้าสู่การดำรงตำแหน่งทางการเมือง และหาผลประโยชน์เพื่อตนเอง และพวกพ้อง ดังนั้นเพื่อสลายปัญหาและอุปสรรคดังกล่าว และให้การเสริมสร้างวัฒนธรรม ทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยเกิดผลสัมฤทธิ์ รัฐจึงจำเป็นต้องมีกฎหมายว่าด้วย การเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยเพื่อบูรณาการ ดำเนินงาน ของทุกภาคส่วนให้มีทิศทางการดำเนินงาน ที่มุ่งเน้นการปรับเปลี่ยนคนไทยโดยการให้การศึกษา เรียนรู้อย่างมีกระบวนการ เพื่อบ่มเพาะ ปลูกฝังจิตใจคนไทยให้มีความเชื่อ ค่านิยม ทัศนคติที่ดี อยู่ร่วมกันในสังคมประชาธิปไตย อย่างสันติสุข ถ่ายทอดกันจากรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่งจนเกิดวัฒนธรรมประชาธิปไตยที่ดีงามขึ้น ในสังคมไทย โดยกฎหมายดังกล่าวจะวางแนวทางและกลไกการดำเนินงานของหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นรูปธรรม บูรณาการการดำเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ขับเคลื่อน ไปในทิศทางเดียวกัน มีการจัดทำหลักสูตรให้การศึกษาเรียนรู้แก่ประชาชนเพื่อเสริมสร้าง วัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยที่ดีงามและถูกต้อง มีกระบวนการการสร้าง นักการเมืองที่ดีและเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชน รวมทั้งมีการประชาสัมพันธ์ เพื่อสร้างวัฒนธรรมประชาธิปไตยให้แก่ประชาชนอย่างต่อเนื่อง ทั่วถึง และมีความเหมาะสม กับประชาชนในแต่ละกลุ่มวัยและกลุ่มอาชีพ และสอดคล้องกับวิถีชีวิตของประชาชน ตามร่างกฎหมายดังกล่าวที่เสนอท่านประธานสู่การพิจารณาของสภาแห่งนี้ ในร่างกฎหมาย ดังกล่าวได้จัดส่งให้ท่านสมาชิกแล้วมีทั้งหมด ๔๔ มาตรา โดยมาตรา ๔ เป็นเรื่องของ ผู้รักษาการตามพระราชบัญญัติ มาตรา ๕ เป็นเรื่องให้การเสริมสร้างวัฒนธรรมการเมือง ในระบอบประชาธิปไตยเป็นวาระแห่งชาติ มาตรา ๖ เป็นเรื่องวัตถุประสงค์ในการเสริมสร้าง วัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย มาตรา ๗ และมาตรา ๘ เป็นแผนแม่บท การเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยเป็นแผนหลักในการดำเนินงาน มาตรา ๙ ถึงมาตรา ๑๘ เป็นเรื่องการขับเคลื่อนการเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมือง ในระบอบประชาธิปไตยของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มาตรา ๑๙ ถึงมาตรา ๓๑ เป็นเรื่องของ คณะกรรมการการเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย รายละเอียด ขอให้ท่านสมาชิกช่วยพิจารณากันเองนะครับ มาตรา ๓๒ ถึงมาตรา ๓๔ เป็นเรื่อง สำนักเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย มาตรา ๓๕ ถึงมาตรา ๓๘ เป็นเรื่องกองทุนเพื่อการเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย นอกจากนี้ในบทเฉพาะกาลตั้งแต่มาตรา ๓๔ ถึงมาตรา ๓๙ ก็มีบทบัญญัติไว้ ๖ มาตรา ก็คือ การให้โอนเงินและทรัพย์สินของกองทุนพัฒนาการเมืองตามพระราชบัญญัติสภาพัฒนาการเมือง พ.ศ. ๒๕๕๑ มาเป็นกองทุนเพื่อการเสริมสร้างวัฒนธรรมการเมือง อยู่ในมาตรา ๓๙ และในวาระเริ่มแรก ให้คณะกรรมการประกอบด้วยบุคคลตามมาตรา ๑๙ (๑) (๒) (๓) ปฏิบัติหน้าที่คณะกรรมการตามพระราชบัญญัตินี้ไปพลางก่อนจนกว่าจะมีการแต่งตั้ง ตามกฎหมายนี้ วาระเริ่มแรก ให้สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรที่ยังไม่จัดตั้ง เป็นสำนักเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย ให้สำนักงานเลขาธิการ สภาผู้แทนราษฎรมอบหมายให้ส่วนราชการภายในสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ที่มีอยู่ ทำหน้าที่ปฏิบัติงานเพื่อรองรับภารกิจของคณะกรรมการ และดำเนินงานอื่น ๆ เพื่อให้เป็นไปตามกฎหมายนี้ เรื่องที่ ๔ วาระที่ยังไม่มีแผนแม่บทให้นำรายงานเรื่องการเสริมสร้าง วัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยของคณะกรรมาธิการด้านการเมืองของ สปท. มาประกอบการดำเนินการตามพระราชบัญญัตินี้ไปพลางก่อน จนกว่าจะมีการจัดทำ แผนแม่บทให้แล้วเสร็จ เรื่องที่ ๕ ในวาระเริ่มแรกให้นำแนวทางตามรายงานเรื่องการเสริมสร้าง วัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยของคณะกรรมาธิการด้านการเมืองของ สปท. มาใช้ประกอบการดำเนินการจัดทำแผนแม่บท และเพื่อให้การเสริมสร้างวัฒนธรรม ทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยมีความต่อเนื่อง การดำเนินงานของพระราชบัญญัตินี้ ให้คำนึงถึงการสานงานต่อโครงการ กิจกรรม หรือภารกิจ การขับเคลื่อนการเสริมสร้าง วัฒนธรรมการเมืองในระบอบประชาธิปไตยของคณะกรรมาธิการด้านการเมืองของ สปท. และสุดท้ายในวาระเริ่มแรก ให้คณะกรรมการร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการจัดทำหลักสูตร สำหรับนักศึกษาในระดับอุดมศึกษาชั้นปีที่ ๑ และให้กระทรวงศึกษาธิการบรรจุเป็น วิชาภาคบังคับในสถานศึกษาระดับอุดมศึกษาทุกแห่ง ทั้งนี้ การจัดทำหลักสูตรสำหรับ นักศึกษาในระดับอุดมศึกษาชั้นปีที่ ๑ ให้นำกรอบหลักสูตรวิชาการเมืองและพลเมืองศึกษา สำหรับนักศึกษาระดับอุดมศึกษาชั้นปีที่ ๑ ของคณะกรรมาธิการด้านการเมืองเป็นแนวทาง ในการจัดทำ และใช้เป็นแนวทางในการจัดทำหลักสูตรในระดับอื่น ๆ ต่อไป ซึ่งหลักสูตร ของกระทรวงศึกษาธิการนั้น สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศได้เคยเสนอแนวทาง การปฏิรูปการศึกษาไปแล้ว และสภาแห่งนี้ก็ได้พิจารณาเห็นชอบไปแล้ว ซึ่งในหลักสูตร การปฏิรูปการศึกษาของคณะกรรมาธิการด้านการศึกษาก็ได้มีข้อเสนอให้มีวิชาในเรื่องของ การสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองอยู่ในหลักสูตรข้อเสนอการปฏิรูปการศึกษาไปแล้ว ก็จะสอดรับกับรายงานและร่างกฎหมายฉบับนี้ ตามรายงานดังกล่าวนี้ หากสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศเห็นชอบกับรายงานและร่างกฎหมายดังกล่าวนี้ก็จะส่งร่างกฎหมาย ดังกล่าวไปยังคณะรัฐมนตรี สภานิติบัญญัติแห่งชาติ คณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดิน ตามกรอบปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง ก็คือ ป.ย.ป. ส่งไปที่คณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร และสำนักงาน เลขาธิการวุฒิสภา พิจารณาดำเนินการต่อไป ก็รายงานให้สภาได้พิจารณา ส่วนท่านกษิต หรือกรรมาธิการท่านอื่นมีอะไรจะเพิ่ม ก็ขออนุญาตท่านประธาน มีไหมครับ ขออนุญาต ท่านประธานครับ

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ได้ลงจากบัลลังก์ โดยมอบให้ นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง ปฏิบัติหน้าที่แทน)
นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ต่อไปขอเชิญท่านกษิต ภิรมย์ รองประธานกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านการเมือง คนที่หนึ่ง ขอเชิญครับ

นายกษิต ภิรมย์ กรรมาธิการ 🔗

ขอกราบขอบพระคุณท่านประธานครับ ผม กษิต ภิรมย์ สมาชิก สปท. ลำดับที่ ๗ รองประธานคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศด้านการเมือง และเป็นประธานคณะอนุกรรมาธิการส่งเสริมวัฒนธรรมทางการเมือง ในระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นองค์ประมุข ที่ท่านเสรีได้กรุณาแจงความเป็นมา และสถานะล่าสุดพร้อมกับข้อเสนอ บวกกับเอกสารที่ได้แจกต่อท่านประธานและที่ประชุมนั้น เป็นเอกสารที่ครอบคลุมให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ อันนี้เป็นการเพียรพยายาม และผมก็คิดว่า น่าจะเป็นเอกสารที่ค่อนข้างสมบูรณ์แบบที่ได้กล่าวเกี่ยวกับความเป็นมาของเรื่องการส่งเสริม วัฒนธรรมทางการเมืองโดย สปท. แล้วผมขอทบทวนว่าเรื่องการส่งเสริมวัฒนธรรม ทางการเมืองได้เข้ามาในที่ประชุมสภา สปท. ครั้งนี้เป็นครั้งที่ ๓ ครั้งแรกที่ท่านเสรีได้กล่าวไว้ คือเมื่อวันที่ ๒๓ พฤษภาคม ๒๕๕๙ เมื่อปีที่แล้ว แล้วสภา สปท. ได้ให้ความเห็นชอบต่อ แผนแม่บทว่าด้วยการส่งเสริมวัฒนธรรมทางการเมือง แล้วก็ได้มีการส่งต่อไปยังแม่น้ำ ๔ สาย และมีการนำเอาแผนแม่บทไปดำเนินการโครงการนำร่องต่าง ๆ กับทุกภาคส่วนของสังคม จะเป็นปกครองท้องถิ่น ชุมชน แวดวงวิชาการต่าง ๆ เหล่านี้ รวมทั้งสื่อด้วย แล้วก็ ประจวบเหมาะกับที่ว่าทางรัฐบาลของท่านประยุทธ์ได้มีวาระแห่งชาติเร่งด่วน ๒๗ วาระ แล้วเราจาก สปท. ก็สามารถให้กลุ่ม “คน” เรื่องคนเรื่องที่ ๒๗ นั้นเป็นวาระเร่งด่วนด้วย ภายใต้กลุ่ม “คน” นี้ก็เป็นเรื่องของการส่งเสริมความเป็นพลเมืองในระบอบประชาธิปไตย ผมขอย้ำว่า เป็นพลเมืองในระบอบประชาธิปไตย และอยู่ในวาระที่ ๒๗ นอกจากนั้นท่านเสรี ก็ได้กล่าวถึงมาตรา ๗๘ และมาตรา ๒๕๘ ของรัฐธรรมนูญ ที่พูดเรื่องการเมืองและ การส่งเสริมองค์ความรู้ให้กับประชาชน แม้กระทั่งในเอกสารของรัฐบาลท่านประยุทธ์ เกี่ยวกับเศรษฐกิจ ๔.๐ ก็มีการกล่าวถึงการสร้างความเป็นพลเมืองในระบอบประชาธิปไตย ให้ประชาชนเป็นผู้รู้ ผู้ตื่นในเรื่องของการบ้านการเมืองเป็นสำคัญ คราวนี้ในการดำเนินการทั้งหมดนอกเหนือจากการที่จะมีเป้าหมายดังกล่าวแล้วทั้งที่อยู่ ในรัฐธรรมนูญเป็นวาระแห่งชาติของรัฐบาลชุดนี้ อยู่ในแผนยุทธศาสตร์ ๔.๐ แล้ว ก็เป็น คล้าย ๆ กับข้างหนึ่งของเหรียญ อีกข้างหนึ่งคือการเสริมสร้างทักษะ องค์ความรู้ ของประชาชน เพราะฉะนั้นต้องให้กฎหมายหรือว่าเป้าหมาย นโยบายต่าง ๆ นั้น จะต้องเป็นคู่แฝดกับการสร้างความเป็นพลเมืองในระบอบประชาธิปไตย นี่คือที่ไปที่มา ของเรื่องนี้ เมื่อเรามีแผนแม่บทปีที่แล้ว เมื่อวันที่ ๑๕ พฤษภาคม เดือนที่แล้ว ก็จะบรรจุ รายละเอียดเรื่องนี้เข้าไปอยู่ในวาระที่ ๒๗ มาถึงวันนี้วันที่ ๑๒ มิถุนายน เราก็จะมา เสนอต่อที่ประชุม สปท. เพื่อพิจารณาอนุมัติร่างพระราชบัญญัติเพื่อจะส่งให้รัฐบาลต่อไปว่า เราจะต้องมีพระราชบัญญัติที่จะส่งเสริมองค์ความรู้ของประชาชนพลเมืองของไทยให้เป็น พลเมืองที่เข้มแข็ง เป็นเจ้าของอำนาจรัฐ เจ้าของอำนาจอธิปไตย เจ้าของประเทศ อย่างแท้จริง ต้องมีองค์ความรู้ ไม่อย่างนั้นแล้วกฎหมายรัฐธรรมนูญก็ดี เป้าหมายใน ๒๗ วาระเร่งด่วนก็ดี หรือเป้าหมาย ๔.๐ ในแผนยุทธศาสตร์ แผนปฏิรูปการเมืองนั้น จะไร้ความหมายหรือไปไม่ถึงที่สุดถ้าประชาชนไม่เข้มแข็ง และนี่เป็นหัวใจของเรื่อง แต่ว่าในการที่จะดำเนินการนั้นต้องมีกลไกกลางที่จะขับเคลื่อน ถึงได้มีการเสนอ ร่างพระราชบัญญัติอันนี้เพื่อจะตั้งสถาบันส่งเสริมวัฒนธรรมทางการเมือง ลูกค้าหรือ เป้าหมายก็คือประชาชนชาวไทย ๖๙ ล้านคนทั้งหมด จะทำผ่านทุกเวทีทั้งในโรงเรียน นอกห้องเรียน เวทีสาธารณะต่าง ๆ แล้วก็การใช้สื่ออย่างกว้างขวางโดยเฉพาะสื่อสมัยใหม่ ที่เรียกว่าโซเชียลมีเดีย (Social Media) ต้องเข้าถึง รวมทั้งการเปิดเผยความรู้ ความเข้าใจ ต่าง ๆ เหล่านี้ด้วย ซึ่งก็แน่นอนต้องมีกองทุน ที่ท่านเสรีก็ได้พูดไว้แล้ว แล้วก็จะขอโอนเงิน ที่เหลือของสภาพัฒนาการเมืองมา ในช่วงปีที่ผ่านมาท่านคงจะจำได้ว่าได้มีการเพียรพยายาม ที่จะแก้ไขร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยสภาพัฒนาการเมืองระหว่าง สนช. กับ สปท. ก็ไป ไม่สำเร็จ ในขณะเดียวกันทางรัฐบาลของท่านประยุทธ์ก็ได้ตัดสินใจในที่สุดให้ยุบเลิก สภาพัฒนาการเมือง ก็ยิ่งทำให้มีความจำเป็นที่จะต้องมีองค์กรอีกอันหนึ่งที่จะขับเคลื่อน การส่งเสริมวัฒนธรรมทางการเมืองที่ไม่ได้มีลักษณะเป็นสภา ไม่อย่างนั้นที่ผ่านมา สภาพัฒนาการเมืองจะมีลักษณะของการเป็นสภาผู้แทนราษฎร เป็นงานการเมืองต่าง ๆ เป็นที่โต้วาที ถกเถียง อภิปราย แต่ว่าโรงเรียนที่เราจะตั้งนั้นไม่ใช่เป็นสภา จะเป็นสถาบัน โรงเรียนเพื่อเป็นแกนกลางในการขับเคลื่อน ส่งเสริมวัฒนธรรมทางการเมืองทั้งในห้องเรียน และนอกห้องเรียน แล้วก็จะประสานกับทุกหน่วยราชการ ทุกองค์กรเพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับ ประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นองค์ประมุขนั้นลงไปถึงทุกหมู่เหล่า อันนี้เป็นเรื่อง ที่สำคัญยิ่ง การดำเนินการในปีครึ่งที่ผ่านมานั้นพวกกระผมที่คณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านการเมืองแล้วก็คณะอนุกรรมาธิการได้พบกับทุกหมู่เหล่าที่เกี่ยวข้อง กับการบ้านการเมืองและการส่งเสริมวัฒนธรรมทางการเมืองแล้ว เพราะว่าก็ใกล้ จะหมดวาระของ สปท. ผมอยากจะขอถือโอกาสนี้นะครับท่านประธาน ขอขอบคุณ ข้าราชการที่กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงกลาโหม ขอขอบคุณ ที่ประชุมอธิการบดี และแต่ละมหาวิทยาลัยที่ได้ไปพบทั้งที่เป็นของเอกชนและเป็นของรัฐ แล้วก็ไปที่สภาพัฒนาชุมชน ไปที่องค์กรกลางของกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ของ อบจ. อบต. ก็มีโอกาสได้ไปข้องแวะพบปะ ได้ทำงานอย่างใกล้ชิดกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง ก็ได้ส่งเจ้าหน้าที่มาอยู่กับเรา สำนักงาน ก.พ. ต่าง ๆ เหล่านี้ทุกหมู่เหล่า ผมก็อยากจะ ขอถือโอกาสนี้ขอบคุณหน่วยงานเหล่านี้แล้วก็เจ้าหน้าที่ พนักงานทุกคน ที่ได้ให้ข้อคิดเห็น ให้ประสบการณ์ที่ทำให้เราสามารถจัดทำแผนแม่บทได้ แล้วก็ได้มีข้อสรุปไป เมื่อวันที่ ๑๕ พฤษภาคม เพื่อจะสานต่อกับรัฐบาลภายใต้วาระปฏิรูปเร่งด่วน วาระที่ ๒๗ แล้ว ณ วันนี้ก็จะมาประมวลเรื่อง และจัดทำเป็นร่างพระราชบัญญัติที่จะส่งต่อให้กับรัฐบาลไปยัง สนช. ส่วนประเด็นสุดท้ายก็ต้องขอถือโอกาสนี้ขอบคุณเจ้าหน้าที่ในคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปทางด้านการเมืองและคณะอนุกรรมาธิการของผม แล้วก็ ๓-๔ ชื่อ คนแรกก็ท่าน พลตรี เถกิงศักดิ์ จากกระทรวงกลาโหมที่เป็นหัวเรือใหญ่ในการช่วยกัน ยกร่างแผนแม่บท แล้วก็มีเจ้าหน้าที่ฝ่ายกฎหมายของสภาต้องคิดว่าเก่งมากชื่อคุณอภิสรา เป็นผู้ชำนาญการทางด้านกฎหมาย แล้วก็ท่าน ผบ. ปรียาภรณ์ ที่ได้ทำงาน แล้วก็มี ผบ. ชูพงศ์ มีผู้ช่วย ผบ. คุณกมลทิพย์ต่าง ๆ เหล่านี้ ก็ต้องขอขอบคุณเจ้าหน้าที่สภาทุกคน อีกอันหนึ่งก็คือแม้กระทั่งฝ่ายประชาสัมพันธ์และโครงการส่งเสริมประชาธิปไตยของ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรที่ได้เชิญให้กระผมได้เข้าไปร่วมทำงาน ร่วมบรรยาย ก็ได้ไปพบปะกับในระดับรากหญ้าอย่างมากมายกว้างขวางในทุกภาคของประเทศ ก็ต้อง ขอขอบคุณมา ณ ที่นี้ด้วย สุดท้ายก็ขอขอบคุณเพื่อนสมาชิก สปท. ทุกคน ผมคิดว่าเรากำลัง สร้างประวัติศาสตร์ให้กับประเทศไทยที่จะเสริมสร้างความเข้มแข็งของการเป็นพลเมือง ในระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นองค์ประมุขเป็นครั้งแรก ผมขอย้ำว่า ในประวัติศาสตร์ไทยที่เราจะสร้างคน พลเมืองที่เข้มแข็งดังที่มิตรประเทศหลาย ๆ ประเทศ แล้วก็ใกล้สุดที่ผมได้เคยกล่าวไว้ก็คือไต้หวัน เกาหลีใต้ เขาได้หลุดพ้นไปกันหมดแล้วด้วย วัฒนธรรมทางการเมือง การส่งเสริมวัฒนธรรมทางการเมือง ขจัดความนึกคิดต่าง ๆ ประเพณี ปฏิบัติที่ไม่ดี ไม่งาม ระบบอุปถัมภ์อะไรต่าง ๆ เหล่านี้ เอาศีล เอาธรรม เอาจริยธรรม มาเป็นตัวตั้ง ในประเด็นนี้ก็ต้องขอขอบคุณผู้นำองค์กรทางศาสนาหลักทั้ง ๕ ศาสนา ของประเทศไทย หรือจะเป็น ๖ ถ้าเผื่อนับแยกทางคาทอลิกออกจากพวกโปรเตสแตนต์ ก็ได้ไปพบหมด แล้วก็ยังให้ความช่วยเหลืออยู่ ส่วนประเด็นสุดท้ายก็มหาวิทยาลัยมหามกุฏ ราชวิทยาลัยกับมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย กำลังร่วมกันในการที่จะยกร่าง หลักสูตรธรรมะสำหรับนิสิตนักศึกษาของ ๒ มหาวิทยาลัยที่จะแสดงว่าหลักธรรมของ พุทธศาสนานั้น สอนให้คนอยู่กับสังคมอย่างไร และไปกันได้กับประชาธิปไตยเป็นอย่างยิ่ง อันนี้ก็พยายามจะทำกับศาสนาอื่น ๆ ด้วย ผมก็ขอถือโอกาสนี้ ขอขอบคุณทุก ๆ ท่านมาด้วย แล้วก็ขอเชิญท่านสมาชิกให้การสนับสนุนกับโครงการที่สำคัญยิ่งของประเทศไทยครับ ขอขอบคุณมากครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ท่านกรรมาธิการยังมีผู้นำเสนอครับ เชิญอาจารย์วรรณธรรมครับ

นายวรรณธรรม กาญจนสุวรรณ กรรมาธิการ 🔗

เรียนท่านประธาน สปท. ผม วรรณธรรม กาญจนสุวรรณ ขออภิปรายเพิ่มเติมในสาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติ เสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมือง ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับ ท่านคงทราบกันดีว่า จุดแตกหักของการปฏิรูปประเทศครั้งนี้นั้นนัยสำคัญที่สุดแล้วคือเรื่องนี้ ถือว่าเป็น หัวใจสำคัญที่สุด ถ้าเราคิดกลไก คิดกฎหมาย คิดยุทธวิธี หรือไปถึงยุทธศาสตร์ชาติ แต่ถ้าเราไม่มีพื้นฐานหลักสำคัญที่เรียกว่าวัฒนธรรม และวัฒนธรรมที่ไปเกี่ยวข้องกับ วัฒนธรรมทางการเมืองด้วยนั้นคงจะต้องบอกว่าไม่สำเร็จครับ ด้วยเหตุนี้ขออนุญาต จะให้เรามีโอกาสได้ทบทวนในหลักคิดสักนิดหนึ่งว่าจริง ๆ แล้ววันนี้วัฒนธรรมเป็น เรื่องที่ท่านทั้งหลายต้องเชื่อว่าเปลี่ยนแปลงได้ วัฒนธรรมเป็นเรื่องของการแสดงถึง ความเจริญงอกงาม แต่จริง ๆ แล้วในความเป็นสากลฝรั่งเขามองว่าวัฒนธรรมนั้นเป็นเรื่อง ของค่านิยม ความหมายกว้างครับ เป็นเรื่องของค่านิยม ทัศนคติ ความเชื่อ อุดมการณ์ และเมื่อเราใส่คำว่า ทางการเมือง เข้าไป ก็คงจะไปเกี่ยวข้องกับสาระสำคัญที่เป็นหัวใจ ก็คือการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ดังนั้น ความเชื่อ ค่านิยม ทัศนคติ หรืออุดมการณ์ ที่จะไปรองรับ สนับสนุนการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขนั้นเรามีความพร้อมประการใด ไม่มากก็น้อยครับ ๓-๔ วันที่ผ่านมา หรือท่านคงเห็นข่าวหน้าหนังสือพิมพ์ ท่านนายกรัฐมนตรีนั้นได้ตั้งคำถามแสดงความกังวลใจไว้ ๔ ข้อ และแน่นอนคำถามทั้ง ๔ ข้อนั้นเกี่ยวข้องโดยตรงกับเรื่องนี้ เรื่องการเสริมสร้างวัฒนธรรม ทางการเมือง ผมขออนุญาตท่านประธานที่จะกล่าวอ้างคำถามของท่านนายกรัฐมนตรี ๔ ข้อ

๑. ท่านคิดว่าการเลือกตั้งครั้งต่อไปจะได้รัฐบาลที่มีธรรมาภิบาลหรือไม่

๒. หากไม่ได้จะทำอย่างไร

๓. การเลือกตั้งเป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งของประชาธิปไตย แต่การเลือกตั้ง อย่างเดียวที่ไม่คำนึงถึงอนาคตของประเทศ และเรื่องอื่น ๆ เช่น ประเทศชาติจะมี ยุทธศาสตร์และการปฏิรูปหรือไม่นั้นถูกต้องหรือไม่

๔. ท่านคิดว่ากลุ่มนักการเมืองที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมในทุกกรณี ควรจะ มีโอกาสเข้ามาสู่การเลือกตั้งอีกหรือไม่ หากเข้ามาได้อีกเกิดปัญหาอีกแล้วจะให้ใครแก้ไข และแก้ไขด้วยวิธีอะไร

ต้องบอกว่าเป็นคำถามที่น่าสนใจ และเป็นการตอกย้ำอย่างมากว่าถ้าเรา ไม่เริ่มต้นที่การปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมทางการเมือง กลับมาแน่ครับ หลายเรื่องที่เราเรียกว่า วงจรอุบาทว์ ผมขออนุญาตว่าถ้าท่านพิจารณาดูหลักการของร่างพระราชบัญญัติในการเสนอ ครั้งนี้ ต้องบอกให้ชัดว่าเราต้องการปรับเปลี่ยนค่านิยม อุดมการณ์ ทัศนคติของพลเมือง ของประชาชนในฐานะประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย และนั่นคือการปกครอง ที่ถือว่าประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย แค่ความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนเป็น เจ้าของอำนาจอธิปไตยหรืออำนาจสูงสุดนั้น ต้องถามกลับไปว่าประชาชนนั้นได้สำนึก มีความเป็นพลเมืองในวิธีคิดอย่างนี้หรือไม่ ยังมีความสำคัญกับการที่จะทราบดีหรือไม่ ตระหนักดีหรือไม่ว่าอำนาจที่แท้จริงนั้นเป็นอำนาจของประชาชน ไม่ใช่อำนาจของ นักการเมือง ไม่ใช่อำนาจของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เพราะฉะนั้นตรงนี้คือสาระสำคัญอย่างมาก ถ้าเราไม่เริ่มต้นที่จะเอาจริงเอาจังกับเรื่องนี้ เราก็ล้มเหลวอีก อีกไม่กี่วัน ๒๔ มิถุนายน ท่านคงเห็นว่าพัฒนาการประชาธิปไตยของเรานั้นยังไม่ถึงฝั่ง และแน่นอนว่าครั้งนี้คือ ครั้งสำคัญของชาติบ้านเมืองอย่างมากที่จะเอาจริงเอาจังในการที่จะวางหลักปักฐาน ในเรื่องของหลักการประชาธิปไตย ผมขออนุญาตว่าในเรื่องของร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ถ้าท่านพิจารณาดูในหน้า ๑๒ วัตถุประสงค์ข้อ ๖.๓ มาตรา ๖ มีด้วยกันทั้งหมด ๙ ประเด็น และ ๙ ประเด็นนี้เพื่อรองรับสำหรับอนาคตการปกครองระบอบประชาธิปไตยในวันข้างหน้า ซึ่งสาระสำคัญที่สุดก็คือเรื่องของความเป็นพลเมือง พลเมือง หรือพลของเมือง หรือกำลัง ของเมืองนั้น เราถือว่าคนเป็นเรื่องสำคัญที่สุดของพื้นฐานการปกครอง อย่างที่ผมบอกว่า ถ้าคนไม่ตระหนักเสียแล้วว่าอำนาจสูงสุดเป็นของพวกเรา เป็นของปวงชนชาวไทย ก็ล้มเหลวละครับ แล้วก็สัมพันธ์ไปถึงเรื่องอื่น ๆ ถึงกระบวนการทางการเมืองอื่น ไม่ว่า จะเป็นเรื่องของการมีส่วนร่วมทางการเมือง การมีส่วนร่วมเป็นหัวใจในอนาคตอย่างมาก ที่เราจะพูดถึงประเทศไทย ๔.๐ ประชาชนมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ถ้าไม่สร้างทัศนคติ ให้ประชาชนรู้สำนึก ตระหนัก และเข้าถึงในการมีส่วนร่วม ซึ่งการมีส่วนในอนาคตนั้น จะแตกออกมาเยอะมากมายเลยนะครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการวางแผนชีวิตตั้งแต่ ในครอบครัว ระดับชุมชน ตำบล หมู่บ้าน แผนเศรษฐกิจฐานราก แผนเศรษฐกิจระดับชาติ หรือแผนพัฒนาชุมชน ตำบลทั้งหลาย ถ้าประชาชนไม่มีค่านิยม ทัศนคติเรื่องพรรค์นี้แล้ว เราเขียนแผนไว้ตั้งแต่บนลงล่างมาที่เรียกว่าท็อปดาวน์ (Top down) นั้นก็ล้มเหลว โดยสิ้นเชิง สิ่งที่ต้องการอยากปรับเปลี่ยนค่านิยมตรงนี้เราจะเห็นบอตทอมอัป (Bottom up) คือต้องการเห็นความต้องการของประชาชนจากสร้างขึ้นบนอย่างแท้จริง ดังนั้นวัตถุประสงค์ ของการเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมือง ไม่ว่าเรื่องของการมีส่วนร่วมให้มีการพัฒนา ในประเทศด้านต่าง ๆ สาระสำคัญที่เป็นแผนที่น่าสนใจในวัตถุประสงค์นั้นก็คือการเน้น การกระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่น การที่ต้องการจะทำอย่างไรให้มีประชาชนลุกขึ้นมาต่อต้าน การทุจริตประพฤติมิชอบ การที่ต้องการจะให้ประชาชนนั้นรู้จักการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ การที่ให้ประชาชนนั้นจะต้องรู้จักการแยกแยะ ปราศจากการครอบงำโดยเฉพาะอามิสสินจ้าง ส่งเสริมผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองให้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เป็นคำที่ดูแล้ว เขียนง่าย แต่ในทางปฏิบัตินั้นค่อนข้างไม่ง่ายเลย โดยเฉพาะนักวิชาการทั้งไทยและเทศ เราบอกว่าวัฒนธรรมทางการเมืองนั้น สังคมไทยเรามีลักษณะวัฒนธรรมทางการเมืองแบบไหน ก็บอกครับ ร่ำเรียนกันมาเยอะ บอกว่าเราเอาแนวความคิดมาจากนักคิดชื่อเกเบรียล อัลมอนด์ พูดถึงวัฒนธรรมทางการเมืองแบบไทย ๆ เราว่าวัฒนธรรมการเมืองแบบไพร่ฟ้า เป็นซับเจกต์ โพลิทิคัล คัลเจอร์ (Subject Political Culture) ซึ่งแน่นอนว่าวัฒนธรรมทางการเมือง แบบไพร่ฟ้านั้นก็คือเป็นผู้รับ รับที่จะไปปฏิบัติ สั่งแค่ไหนก็แค่นั้น แต่ไม่เคยมีโอกาสที่จะ เข้าไปติดตามหรือมีสำนึกที่มีความเป็นเจ้าของ สำนึกว่าบ้านเมืองนี้เป็นของเรา ไม่ใช่คน กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง และสำนึกที่ถือว่าเป็นสาระสำคัญที่สุดก็คือการที่ประชาชนเป็นเจ้าของประเทศ ตรงนี้คือสาระที่เราจะปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมทางการเมืองแบบไพร่ฟ้าของเรานั้นไปสู่ วัฒนธรรมทางการเมืองแบบพลเมือง หรือที่เราเรียกว่าวัฒนธรรมทางการเมืองแบบมีส่วนร่วม ให้มากขึ้นได้อย่างไร เป็นโจทย์ที่ท้าทายครับ ดังนั้นในแผนแม่บทฉบับนี้ถ้าท่านสังเกตดูดี ๆ ไม่ว่าในร่างมาตรา ๗ มาตรา ๘ เราจะเน้นในสิ่งที่ใกล้ตัวพวกเราก่อน ก็คือการที่เรา หนีไม่พ้นการเลือกตั้ง การที่จะต้องมีประชาธิปไตยโดยอ้อม ต้องมีนักการเมืองดี ๆ ขึ้นมา เราจะทำอย่างไร ถ้าเราตั้งโจทย์ว่าจากนี้ไปไม่เกิน ๒ ปี ๓ ปี เราจะมีนักการเมืองดี ๆ เข้ามา และสามารถที่จะปรับเปลี่ยนประเทศไทยไปสู่ ๔.๐ ได้อย่างสมบูรณ์นั้น เราได้วางแผน ทำอะไรอย่าง ไรในเชิงทัศนคติ ค่านิยม ความเชื่อแล้วหรือไม่ หรืออย่างไร ดังนั้น การสร้างนักการเมืองที่ดี และแน่นอนอย่างที่ผมบอกว่าต่อไปเราเน้นในเรื่องของการวางแผน ยุทธศาสตร์ชาติ กระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนถือเป็นหัวใจมาก เราให้ประชาชน มาเข้าชื่อ เซ็นชื่อและรับเบี้ยเลี้ยง รับค่าเดินทางไป นั่นถือว่าล้าหลังมากครับ แต่เรากำลัง จะปรับเปลี่ยนทัศนคติ ค่านิยมของคนใหม่ว่าเข้ามาแล้วเกิดความผูกพัน และเข้ามาแล้ว เกิดความรับผิดชอบร่วมกัน นั่นคือสาระสำคัญมากที่เรากำลังจะบอกว่านี่คือวัฒนธรรม ทางการเมืองที่เป็นประชาธิปไตย ดังนั้นในแผนแม่บทเราจึงเน้นเรื่องการมีส่วนร่วม ของประชาชน ความรับผิดชอบต่อส่วนรวมมากขึ้น พยายามจะทำให้เป็นรูปธรรม และแน่นอนในร่างมาตรา ๙ ถึงมาตรา ๑๘ นั้นให้เป็นวาระแห่งชาติเลย

สาระสำคัญสำคัญอีกเรื่องหนึ่งก็คือในหน้า ๑๔ ข้อ ๕ ท่านสังเกตดูว่า การขับเคลื่อนตามร่างพระราชบัญญัตินี้เราพยายามถอดบทเรียนทั้งที่เคยมีการเสริมสร้าง วัฒนธรรมทางการเมืองผ่านองค์กรที่เรียกว่าสภาพัฒนาการเมืองก็ดี สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติก็ดี ทั้ง ๒ องค์กรปฏิเสธไม่ได้ครับ ก็คือวางรากฐานสำคัญพูดถึง การเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมือง หรือแม้แต่คณะกรรมการการเลือกตั้งก็เช่นเดียวกัน มีสำนักอำนวยการที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาการเมือง วัฒนธรรมทางการเมืองโดยตรงเลยก็มี เรากำลังพูดถึงสาระสำคัญว่าหลายองค์กรต้องมีการถอดบทเรียน ซึ่งคณะกรรมาธิการ ของเราพยายามศึกษาในบริบทว่าความล้มเหลวที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นของสภาพัฒนาการเมือง หรือสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาตินั้นเกิดอะไรขึ้น ทั้ง ๆ ที่ทั้ง ๒ หน่วยงานนั้น เน้นกระบวนการมีส่วนร่วมทั้งสิ้นเลย เน้นการมีสมาชิกเข้ามาทั้งสิ้นเลย แต่ครั้งนี้ คณะกรรมาธิการของเรานั้นเลือกแนวทางที่ยังดำรงอยู่ คือเน้นอยากจะให้เกิดการมีส่วนร่วม กระจายทุกภาคส่วน ทุกภาคี แต่การขับเคลื่อนเน้นไปที่คณะกรรมการ โดยเฉพาะคณะกรรมการ ที่จะเข้ามาทำหน้าที่ในครั้งนี้เราพยายามเน้น ถ้าท่านดูในหน้า ๑๕ ข้อ ๖.๖ ในร่างมาตรา ๑๙ ท่านก็จะพบว่าเราใช้คณะกรรมการจำนวนหนึ่งไม่มากเกินไป และเน้นคนที่รู้เรื่อง ที่เข้าใจ ในบริบทของความเป็นคนไทย บริบทของสังคมการเมืองไทย เราใช้หลักการว่าควรจะให้ สภาแห่งนี้ทำหน้าที่เป็นแม่งาน เพราะสภาแห่งนี้ได้ชื่อว่าเป็นสภาผู้แทนราษฎรที่มาจาก การประชาชนเลือกตัวแทนของตัวเองขึ้นมา ก็สมควรที่จะให้ประมุขขององค์กรนี้ ประมุขของทางรัฐสภาทำหน้าที่เป็นประธานกรรมการเพราะเป็นตัวแทนของประชาชน และนอกจากนี้เรายังมีรองประธานสภาเป็นรองประธานกรรมการ มีผู้นำฝ่ายค้าน และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ตรงนี้ถ้าท่านสังเกตดูว่าเราพยายามลดช่องว่างที่ต้องการให้เกิด กระบวนการมีส่วนร่วมเอาผู้ทรงคุณวุฒิที่เข้าใจในบริบทของสังคม ของวัฒนธรรมทางการเมือง ของเรามาทำงาน เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมคิดว่าเป็นจุดสำคัญที่ทำให้เกิดความแตกต่าง ของการที่มีสมาชิก ของการที่ท่านเห็นสภาพัฒนาการเมืองก็ดี หรือสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติก็ดี แต่อย่างไรก็ดีถามว่าสิ่งที่เกิดขึ้นและเป็นผลพวงของการดำเนินงาน ในการพัฒนาการเมืองที่ผ่านมานั้นกลุ่มองค์กรต่าง ๆ เป็นอย่างไร สลายไปหรือไม่ อย่างไร แน่นอนในหลักของประชาธิปไตยนั้นคือเรื่องการรวมกลุ่มกันอย่างมีเสรีภาพ เรายังคำนึงถึง บทบาทของกลุ่มองค์กรภาคประชาสังคม กลุ่มองค์กรต่าง ๆ ท่านสามารถเข้ามามีบทบาท มาร่วมประชุม มาร่วมกำหนดทิศทางในหลักการการมีส่วนร่วมของประชาชนตามกฎหมาย รัฐธรรมนูญด้วย และตามร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ด้วย ดังนั้นท่านจะสังเกตดูว่าการทำงานครั้งนี้ เราเน้นไปเรื่องของการทำงานที่ไม่เพอร์มาเนนต์ (Permanent) มาก เป็นรูปแบบของ คณะกรรมการที่สามารถจะยืดหยุ่นและเอากระบวนการทางความคิดไปขับเคลื่อน โดยเฉพาะการขับเคลื่อนแผนพัฒนาเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองให้เกิดขึ้นอย่างแท้จริง สิ่งที่ผมอยากจะขออนุญาตถ้าท่านดูข้อ ๔.๒ จะเห็นว่าเรามี ๒-๓ เรื่องที่น่าสนใจ แผนเสริมสร้างนักการเมืองที่ดี ครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกของประเทศชาติก็ได้ ผมต้องยกย่อง ท่านกรรมาธิการร่วมคณะของผมคือท่านกษิต ภิรมย์ ท่านได้กรุณาต่อสู้อย่างมากที่จะ เลิร์นนิง บาย ดูอิง (Learning by Doing) โดยการทำหลักสูตร หลักสูตรที่จะใช้กับนักเรียน ใช้กับคนรุ่นใหม่ว่าการเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองที่เหมาะสมกับสังคมไทยที่ให้รู้จัก คุณค่าของการมีระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขนั้นจะต้องดำรงตน อย่างไร เราได้นำร่อง ท่านได้กรุณาเป็นแม่งานนำร่องในหลายพื้นที่หลายโรงเรียน เราถือว่า ตรงนี้มีการเลิร์นนิง บาย ดูอิง (Learning by Doing) ปรับยุทธศาสตร์ ปรับหลักสูตร และการทำหลักสูตรนั้นเราใช้กระบวนการมีส่วนร่วมมาโดยลำดับ ให้ทางกระทรวงศึกษาธิการ ที่ท่านขอบคุณเครือข่ายภาคีของท่านเยอะแยะเมื่อสักครู่นั้นเป็นการสร้างให้เห็นวิธีการ กระบวนการที่ชัดเจนมากว่าเราเน้นกระบวนการมีส่วนร่วมตามหลักการปกครอง ระบอบประชาธิปไตยมาเป็นลำดับ

และสุดท้าย ผมขออนุญาตว่าถ้าจะตอบคำถาม ๔ ข้อของท่านนายกรัฐมนตรี ท่านคงเห็นภาพว่าการเลือกตั้งเป็นส่วนหนึ่งของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข เรื่องของสิทธิ เสรีภาพ เรื่องของความเสมอภาค เรื่องของหลักนิติรัฐ เรื่องของ ความเข้าใจในหลักการยอมรับเสียงข้างมาก เคารพเสียงข้างน้อย การที่จะอธิบายในเรื่อง อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน ผมว่าเรื่องทั้งหลายทั้งปวงเยอะแยะครับ เราต้องปูพื้นกัน แต่เราก็มีทุนเดิมที่ดีที่สามารถต่อยอดหลายเรื่องได้ ก็น่าจะทำให้คำตอบ ๔ ข้อนี้กระจ่าง ชัดมากขึ้น และคงเห็นตรงกันว่าถ้าไม่มีพื้นฐานวัฒนธรรมทางการเมืองที่รองรับสนับสนุน ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เราล้มเหลวครับ ขอบพระคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ต่อไปขอเชิญท่านสมาชิกได้แสดงความคิดเห็นโดยการอภิปรายท่านละไม่เกิน ๑๐ นาที ก่อนอื่นต้องขอบคุณท่านดอกเตอร์วรรณธรรม กาญจนสุวรรณ เลขานุการ คณะกรรมาธิการ สำหรับท่านแรก ขอเชิญท่านสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ อดีตเลขาธิการสำนักงาน ประกันสังคม อดีตรองปลัดกระทรวงแรงงาน ท่านมีเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) นำเสนอ และประธานได้อนุญาตแล้ว ขอเชิญครับ

นายสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ 🔗

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผมต้อง ขอบพระคุณท่านมากครับ เพื่อนสมาชิก สปท. ที่รักทุกท่าน ผมขอขอบคุณท่านกรรมาธิการ ที่ใช้ความอุตสาหะในการยกร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ขึ้นมา แล้วผมมีข้อคิดเห็นที่อาจจะ ต่างออกไป ท่านประธานครับ โลกในปัจจุบันเขาให้ความสนใจ ๓ เรื่อง คือ ๑. การปกครอง ระบอบประชาธิปไตย ๒. เรื่องสิ่งแวดล้อม ๓. เรื่องสิทธิมนุษยชน เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องหนึ่ง ที่อยู่ใน ๓ เรื่องใหญ่ ๆ ที่โลกสนใจ ผมอยากกราบเรียนว่าถ้าประเทศไทยไม่มีแผ่นดินไทย ไม่มีประชาชน ไม่มีอำนาจอธิปไตย ไม่มีรัฐบาล หรือไม่มีวัฒนธรรม เราคงไม่ต้องมาพูด เรื่องนี้กัน

(เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))

เพราะฉะนั้นผมอยากจะขออนุญาตนำแผนที่ ประเทศไทยมาให้ชมอีกครั้งหนึ่งเพื่อเตือนสติว่านี่แผนที่ประเทศไทย แล้วเราก็เกิดใน แผ่นดินนี้เราจึงยืนอยู่ตรงนี้ได้ จึงเป็นรัฐ หรือเรียกว่าประเทศไทยมาจนถึงวันนี้ รูปที่ ๒ ถ้าไม่มีธงชาติไทยท่านจะรู้ไหมว่านี่คือประเทศไทย อันนั้นประกอบด้วย ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ปลิวโบกสะบัดที่ไหนก็ตาม เราจะมีความรู้สึกว่านั่นคือคนไทย เราและเพื่อนร่วมชาติเป็นคนไทย ทีนี้ระบอบประชาธิปไตย ไม่ว่าวัฒนธรรมประชาธิปไตย หรืออะไรก็ตามไม่ใช่ใช้เวลาปุ๊บปั๊บพอมีพระราชบัญญัติฉบับนี้แล้วเป็นประชาธิปไตยเลย ผมจะนำเรียนต่อไปก็คือว่าหลังจากที่มีชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์แล้ว มีรัฐแล้ว มีประชาชนแล้ว มีรัฐบาล ก็จะต้องมีรัฐธรรมนูญ ซึ่งผมเคยอภิปรายไปแล้ว ฉบับแรก ก็คือปี ๒๔๗๕ เป็นแม่บทประชาธิปไตยของประเทศไทย ถ้าไม่มี ท่านก็ไม่ต้องมาพูด เรื่องนี้กันต่อไป ที่เป็นรูปธรรมอีกรูปหนึ่งก็คือรูปของอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ประชาชน ทั้งแผ่นดินไทยอาจจะไม่ค่อยเคยเห็นหรือไม่เคยมาเยี่ยมชม นี่ก็คือเป็นเสาหลักของ ประชาธิปไตย ก็ไม่ต้องพูดกันว่านี่มีมานาน ทีนี้ประชาธิปไตยเริ่มจากสิทธิ หน้าที่ของ แต่ละคน รู้จักก่อนหลัง ผมอยากกราบเรียนว่าไทยเรามีศาสนาพุทธเป็นหลัก หรือศาสนา อื่น ๆ ก็ตาม เขาก็จะมีนิ้วชี้ นิ้วโป้ง นิ้วกลาง นิ้วนาง นิ้วก้อย เรียงลำดับกันไม่ต้องบอกเลย ท่านไปดูการสวดมนต์เมื่อวันที่ ๒๓ จะเรียงลำดับอย่างสวยงาม ๑๓๕ รูป ไม่ต้องบอกเลยว่า รูปไหนต้องอยู่ก่อนหลัง จะรู้กันว่าอะไรก่อน อะไรหลัง เป็นแม่บทของประชาธิปไตย ในสถาบันสงฆ์ก็ดี หรือมหาเถรสมาคม ไม่ได้สอนเรื่องประชาธิปไตยเลย แต่เป็นประชาธิปไตย นับตั้งแต่มีพุทธกาลพระพุทธเจ้าโน่น จะออกบทบัญญัติอะไรก็ต้องเป็นเรื่องจากมีเหตุ แล้วถึงจะมีผล โดยการประชุมคณะสงฆ์ ท่านดูภาพต่อไป ผมเคยไปเดินตามพระสงฆ์ เขาไม่ได้บอกว่ารูปนั้นอยู่หน้ารูปนี้ เขารู้กันเลยว่ารูปไหนก่อนหลัง ก็เป็นประชาธิปไตย ชาวบ้านก็เป็นประชาธิปไตย ใครมาก่อนก็อยู่หน้า ใครมาหลังก็อยู่หลัง ใครอายุมากก็อยู่ก่อน อะไรอย่างนี้ เป็นประชาธิปไตยโดยวัฒนธรรมและสายเลือด ถ้าท่านกรรมาธิการคิดว่า ไม่เห็นด้วยกับผม ท่านก็แย้งนะครับ ต่อไปครับ ประชาธิปไตยผมคิดว่าต้องเริ่มจากที่บ้านก่อน คือมีพ่อ มีแม่ ผมขออนุญาตไม่ทราบว่ารูปใครที่ผมไปหามา เริ่มต้นจากวงกินข้าวก่อน พ่อแม่ลูกนั่งกัน มีคุณยาย มีคุณตา อันนี้ก็ประชาธิปไตย ตักก่อนตักหลัง ก็เป็นประชาธิปไตย เกือบจะไม่ต้องสอน ต้องเริ่มต้นจากนั้นก่อน แต่ไม่ใช่บอกว่านี่เธอ เธอยังไม่ต้องกิน ถ้าพ่อ สั่งอย่างนี้ตลอดเวลาประชาธิปไตยก็ไม่เกิด ต้องเกิดจากคุณพ่อคุณแม่ก่อน ปู่ย่าตายาย ต่อจากนี้จากบ้านก่อน ท่านครับ พอไปโรงเรียน ท่านดูภาพต่อไป ครูบาอาจารย์ก็จะสอน ใครนั่งหน้านั่งหลังยกมือก่อนถึงจะถามครูได้ อาจารย์ได้ว่าผมสงสัยตรงนั้นตรงนี้ แต่ถ้ายังไม่ถึงเวลาที่ครูบาอาจารย์ให้ถาม ถ้าไม่จำเป็นนักเรียนก็ต้องนั่งฟังไปก่อน แต่ไม่ใช่ หมายถึงว่าเธอต้องเชื่อครู ถ้าไม่เชื่อตามนี้ก็ไม่ได้คะแนน อย่างนั้นก็ไม่เป็นประชาธิปไตย ภาพต่อไป เข้าแถว ประชาธิปไตยไหมครับ ผมว่าเป็นวัฒนธรรมฐานรากเลย ถ้าเริ่มประชาธิปไตยต้องใครมาก่อนมาหลัง และครูบาอาจารย์ที่อยู่ที่นั่นก็ต้องเห็นว่า เป็นอย่างนี้ ไม่ใช่ผมจะรีบแล้วก็มาแซงก่อน ในสถาบันหนึ่งก็คือ สปท. นี้เป็นประชาธิปไตยเลย ท่านครับ ท่านดูระเบียบ กฎ กติกา ของเราก็จะบอกเลยว่าถ้าใครอยากอภิปรายก็มาลงชื่อ ก่อนหลัง อะไรอย่างนี้ ก็เป็นประชาธิปไตย เริ่มต้นก็เป็นประชาธิปไตย ต้องให้กรรมาธิการ บรรยายจบก่อน ให้ประธานสภาพูดก่อนแล้วก็ชี้ให้พูด ก็เป็นประชาธิปไตยในเบื้องต้น ต่อไปครับ ประชาสังคม ก็เป็นประชาธิปไตยหมู่บ้านเลย ทุกคนรู้ว่าควรจะมาพูดอะไร มีความคิดเห็นอะไร ก็เป็นประชาธิปไตย นี่ก็ประชาธิปไตย ท่านจะงงไหม คุณสุรินทร์ เอาอะไรมา ท่านครับ ๖ คนที่อยู่แต่ละฝ่ายเขาจะรู้ว่าหน้าหลัง ใครเสิร์ฟหรือไม่เสิร์ฟ อยู่ตรงไหน ซ้ายขวา กองหลังกองหน้า เมื่อไรกองหน้ายอบแยบ กองหลังก็ไปเสริม นี่ก็เป็น ประชาธิปไตย เริ่มจากสามัคคีก่อนเลย รู้จักสิทธิและหน้าที่ของแต่ละคน นี่ก็เป็นการสอน ประชาธิปไตย แต่ไม่ได้สอนว่าจะต้องเปิดหลักสูตร อย่างที่ท่านกล่าว ผมอยากแนะนำ ประชาชน นิสิตนักศึกษา รวมทั้งพี่ ๆ สปท. บางท่าน ได้ไปอ่านหนังสือ ๓ เล่มนี้เสียก่อน เล่มที่ ๑ ก็คือการเมือง การบริหารไทย เล่มที่ ๒ การเมือง การบริหารไทย ภาระของชาติ แล้วที่ผมถือนี้ การเมืองระบบที่ไม่มีสูตรสำเร็จในการแก้ปัญหา อ่านแล้วท่านจะเห็นเลยว่า หน้า ๑๒๕ ผมอ่านแล้วก็ตกใจ จากการทำการสำรวจในตารางที่ ๓ ร้อยละของค่านิยม ประชาธิปไตยของประชาชน ประเทศไทยอยู่ที่คะแนน ๓๒.๑ ที่ ๑ คือญี่ปุ่น ๖๗.๔ แล้วก็ ฮ่องกง เกาหลี ไต้หวัน จีน ฟิลิปปินส์ มองโกเลีย ไทย เฉลี่ยคะแนนเกณฑ์กลางก็คือ ๕๑.๓ ท่านทำเรื่องนี้ก็ดีแล้ว แต่ผมคิดว่าไม่ใช่เป็นเรื่องง่ายที่จะมาสอนว่าสุรินทร์ต้องมีประชาธิปไตย ต้องปลูกฝังมา ถ้าจริง ๆ ตั้งแต่คลอด ทีนี้ข้อเสนอของผม ผมอยากให้ท่านดูร่างพระราชบัญญัติ ของท่าน หน้า ๑ มาตรา ๑ พระราชบัญญัตินี้เรียกว่าพระราชบัญญัติการเสริมสร้างวัฒนธรรม ทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย ผมก็ถามในใจว่าแล้วท่านยกเลิก มีมาตรา ๒ ยกเลิก พระราชบัญญัติพัฒนาการเมือง ปี ๒๕๕๑ เพราะท่านพูดทั้งหมดนี้กำลังจะบอกว่ายกเรื่องเก่า มาเป็นเรื่องใหม่ ผมตั้งคำถาม แต่ผมยังไม่ได้บอกว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย ตั้งคำถามไว้ก่อนว่า ท่านทำอย่างไร มิฉะนั้นก็จะมีพระราชบัญญัติเก่าอยู่ สถาบันเก่าอยู่ แล้วท่านก็จะตั้งใหม่ ผมออกจากห้องประชุมนี้เขาถามว่าพี่เป็น สปท. ใช่ไหม ทำอย่างนี้หรือ แล้วซ้ำซ้อนกันไหม องค์กรเก่าทำอย่างไร และสำคัญที่สุดก็คือกรรมการในหมวด ๓ ของท่าน ผมก็ไม่ได้ขัดแย้ง อะไรกับท่านว่าคนที่เป็นประธานรัฐสภาไม่ว่าจะเป็นรองประธาน หรือเป็นผู้นำฝ่ายค้าน เขาต้องมีจิตวิญญาณประชาธิปไตยในระบบการเลือกตั้ง เขาเป็นกรรมการถูกต้อง แต่กรรมการอื่น ๆ ได้มาด้วยวิธีไหน และนับจากมีกฎเกณฑ์ที่ท่านบอกว่าต้องอายุ ไม่น้อยกว่า ๒๕ ปี มีสัญชาติไทย มีจิตวิญญาณไหมว่าเขาเป็นประชาธิปไตย หรือมีเครื่องมือ อันใดไปวัดได้เหมือนวัดปรอทคนไข้ว่าคนนี้ นายสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ วัดแล้วมีประชาธิปไตยสูง มีวัฒนธรรมสูงในเรื่องประชาธิปไตยเอามา เป็นกรรมการ ผมเกรงว่าจะเป็นแม่ปูเดินตามลูกปู หรือลูกปูเดินตามแม่ปู ก็ฝากท่านไว้ และบอกว่าในมาตรา ๒๐ อายุไม่ต่ำกว่า ๒๕ ปีบริบูรณ์ ผมว่าน้อยไปไหม คนที่จะมีวัฒนธรรม ทางประชาธิปไตยหรือมีประสบการณ์ และท่านยังบอกต่อไปว่าให้คณะกรรมการทำแผนแม่บท ในมาตรา ๒๕ (๑) จัดทำแผนแม่บท กำหนดนโยบายและแผนงานเพื่อขับเคลื่อนแผนแม่บท ประชาธิปไตย ท่านจะเอาแบบไหน แบบสหรัฐอเมริกาอย่างท่านโดนัลด์ ทรัมป์ ไหม หรือจะเอาแบบอังกฤษ หรือจะเอาแบบไหน หรือเอาแบบไทย ๆ ถ้าถามผม ไม่มีรูปแบบตายตัว ควรจะเอาแบบไทย ๆ แต่ก็ไม่ทิ้งสากล และผมมีรายละเอียดเยอะ ถ้าพูดกันต้องอีกหลายนาที หน้า ๑๓ ในวาระเริ่มแรก มาตรา ๔๔ ของท่านในบทเฉพาะกาล ให้คณะกรรมการ ร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการจัดทำหลักสูตรสำหรับศึกษาในระดับอุดมศึกษาชั้นปีที่ ๑ ให้กระทรวงศึกษาธิการบรรจุเป็นวิชาบังคับ ท่านครับ ที่สหรัฐอเมริกาไม่ว่าหลักสูตรไหน เขาให้เรียนวิชาบังคับคือวิชาประวัติศาสตร์สหรัฐอเมริกา นี่ทุกหลักสูตร ประเทศไทย วิชาประวัติศาสตร์ยกเลิกไป ยกตัวอย่างนะครับ แล้วเราจะไปเรียนประชาธิปไตยอย่างไร ผมฝากท่านไปแล้วกันว่าประชาธิปไตยนอกจากในครอบครัว ในวัด ในโรงเรียนแล้ว ยังมีต่อไปอีก กลุ่มเพื่อสถาบันการศึกษา ที่ทำงาน กลุ่มอาชีพ กลุ่มผลประโยชน์ พรรคการเมือง สังคม เยอะมากครับ

ต่อไปเรื่องที่ผมจะเสนอท่าน

ข้อ ๑ ผมอยากจะเสนอว่าการเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบ ประชาธิปไตย ขออนุญาตแก้ใหม่เป็นอย่างนี้ ต้องเรียนรู้จากการปฏิบัติจริง เริ่มจากที่บ้าน วัดช่วยสอน วัดก็ต้องมีประชาธิปไตย ไม่ใช่เจ้าอาวาสหรือพอเป็นเจ้าคุณแล้วก็ชี้ไปโน่นไปนี่ ไม่ได้นะครับ มีกฎ กติกา โรงเรียน สถาบันอื่น ๆ อย่างที่ผมบอกไปแล้ว กลุ่มอาชีพ กลุ่มผลประโยชน์ โดยเฉพาะสื่อสารมวลชนต้องมีประชาธิปไตย ต้องรู้จักสิทธิ หน้าที่ อะไรควรเสนอไม่ควรเสนอ อย่างที่เป็นข่าวเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาโด่งดังไปทั่วโลก

ข้อ ๒ ต้องให้ทุกภาคส่วนร่วมกันสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข

ข้อ ๓ การพิจารณางานของสถาบันพัฒนาการเมืองเก่าตามกฎหมาย ปี ๒๕๑๑ ท่านจะไปรื้อฟื้นกลับมาแล้วท่านจะเอาใส่ไปใหม่ ใส่ขวดแล้วเขย่าท่านคิดให้ รอบคอบและคิดระยะยาวนิด ๆ ว่าผลจะเป็นอย่างไร ผมไม่ได้ขัดอะไรท่าน แต่ผมอยากจะ เสนอแนะเพิ่มเติมว่าประชาธิปไตยหรือวัฒนธรรมไม่ได้สอนวันนี้พรุ่งนี้เกิด แต่ถ้าไม่สอนเลย ไม่ชี้แนะเลยก็ลำบาก กราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพ ฝากท่านประธานไปยัง กรรมาธิการด้วยครับ ขอบคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ต่อไปขอเชิญท่านวรวิทย์ ศรีอนันต์รักษา รองบรรณาธิการบริหารหนังสือพิมพ์ เดลินิวส์ และอดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ขอเชิญครับ

นายวรวิทย์ ศรีอนันต์รักษา 🔗

ขอบพระคุณท่านประธานครับ และกราบเรียน ท่านสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศทุกท่าน วัฒนธรรมการเมืองที่จริงเป็นหัวใจของ การปฏิรูปการเมือง เพราะว่าอย่างนี้ครับ งานปฏิรูปที่เราทำอยู่ต่อเนื่องมาตั้งแต่ สปช. แล้ว และมาเป็น สปท. งานจริง ๆ ของเรานั่นก็คือการเปลี่ยนนอร์ม (Norm) ของสังคม นอร์ม (Norm) ที่ว่านี้ก็คือปทัสฐาน ถ้าเปลี่ยนไม่ได้จะออกกฎหมายดีขนาดไหนเดี๋ยวก็ไหล กลับมาที่เดิม ยิ่งกฎหมายก้าวหน้าแต่นอร์ม (Norm) ล้าหลัง ท้ายสุดเกิดความขัดแย้ง ตอนผมไปพบท่านหวัง ฉีซาน โปลิตบูโร (Politburo) คนที่ ๖ ของพรรคคอมมิวนิสต์จีน เป็นรองนายกรัฐมนตรีรัฐบาลประเทศจีน ได้ความรู้ประการหนึ่งมา ผมไปพบตอน ปลายปี ๒๕๕๗ ไปกับ สนช. ท่านบอกมาว่าจีนผ่านการปฏิรูปมาทั้งหมด ๖๓ ปี ตอนที่ไปพบปฏิรูปทุกปี เพราะเขา มีบทเรียนอันหนึ่งก็คือยิ่งปฏิรูป ปฏิรูปเร็ว พัฒนาเร็วจะมีปัญหาความมั่นคง นั่นก็คือว่า คนกลุ่มหนึ่งไปไม่ทันรัฐบาลออกกติกาทันสมัยมาก ต้องทำโน่นทำนี่บังคับไป เสร็จแล้ว คนส่วนใหญ่ตามไม่ทันก็เกิดความขัดแย้งแล้วล้มตาย เขาเคยมีบทเรียน ฉะนั้นสิ่งที่เขา ให้ข้อคิดมาแล้วผมมาต่อยอดนั่นก็คือว่าเราคิดกลไกต่าง ๆ เยอะแยะไปหมดเพื่อจะนำพา ประเทศเราเจริญก้าวหน้า มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน เรามีเป้าหมายเช่นนั้น แต่ว่าถ้าเราไม่ได้พัฒนา ตัวซอฟต์แวร์ (Software) ของคนหรือวัฒนธรรม หรือระบบคิดของเขา ท้ายที่สุดคนเหล่านี้ ก็จะต้านระบบที่เราสร้างขึ้นมา สิ่งที่คณะกรรมาธิการปฏิรูปประเทศด้านการเมืองทำ ผมคิดว่าเป็นเรื่องสำคัญจำเป็นมากที่จะต้องทำ ทีนี้ประเด็นหนึ่งที่ผมอ่านกฎหมายแล้วก็ อยากจะเสริม นั่นก็คือการสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองที่ว่าในกฎหมายน่าจะมีเป้าหมาย เป้าหมายที่ต้องบังคับเลย แต่ถ้าบอกว่าให้คณะกรรมการไปคิดเอง ผมกลัวว่าจะซัดเซพเนจร แล้วก็ไม่จบ เดี๋ยวจะกลายเป็นสภาพัฒนาการเมือง ๒ เข้ามาอะไรกันแล้วก็ไม่จบ มีคนพูดเยอะ แต่งานไม่เดินเป็นนาโตไป เขาเรียกโน แอ็กชัน ทอล์ก โอนลี (No Action Talk Only) ทีนี้วัฒนธรรมที่พึงปรารถนาต่อระบอบประชาธิปไตยซึ่งเป็นเป้าหมาย ผมมองคนอยู่ ๒ กลุ่ม เอากลุ่มประชาชนก่อน เพราะประชาชนชอบโทษนักการเมือง รวมทั้งเราด้วย บางที เราก็โทษนักการเมือง วัฒนธรรมที่พึงปรารถนา ผมดูจุดอ่อนของสังคมไทยที่ยังมีอยู่ คือวัฒนธรรมการวิจารณ์ วัฒนธรรมการรับฟัง ความเห็นต่าง วัฒนธรรมการแสดงออก และที่สำคัญคือวัฒนธรรมความรับผิดชอบ เราทำได้ทุกอย่างแต่ไม่ค่อยรับผิดชอบกัน สิ่งเหล่านี้เราจะปลูกฝังเข้าไปได้อย่างไรในกลุ่มประชาชน คุณเลือก ส.ส. มาแล้ว ส.ส. ไม่ดี คุณจะรับผิดชอบอย่างไร หรือแม้กระทั่ง อบต. ชาวบ้านที่จังหวัดหนึ่งทางภาคอีสานก็แล้วกัน ไปร้องขอน้ำประปาอยู่ห่างจาก อบต. นิดเดียว แต่เขาไม่ต่อให้ แต่มาร้องผมบอกว่าให้ช่วยวิ่ง การประปาส่วนภูมิภาค ผมบอกว่าผมวิ่งไม่เป็น แล้วไม่รู้จักใครด้วย ทำไมคุณไม่คุยกับ อบต. เขาบอกว่าเขาไม่สนใจ ผมถามว่าแล้วคุณไปเลือกเขาทำไม ก็เขาให้สตางค์ ก็คุณเอาสตางค์นั่น ไปซื้อน้ำ คุณอย่ามาขอผม นี่ก็คือวัฒนธรรมที่พึงปรารถนาที่ผมคิดว่าคุณเป็นคนที่มีสิทธิแล้ว ประชาธิปไตยให้สิทธิคุณแล้ว คุณต้องใช้ให้เป็น คุณต้องรับผิดชอบ ส่วนคนอีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งเป็นกลุ่มที่ต้องเข้าไปใช้อำนาจ หรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับการเมืองทั้งสิ้น ไม่ว่าจะยุ่งเกี่ยวกับ อำนาจรัฐ หรืออำนาจสาธารณะ อำนาจสาธารณะนี่ผมบัญญัติศัพท์ขึ้นมาเอง อำนาจรัฐ นี่เข้าใจกันอยู่แล้ว ไม่ว่าจะนักการเมือง ข้าราชการ หรือใครก็แล้วแต่ที่ใช้อำนาจตามกฎหมายได้ ถืออำนาจรัฐทั้งสิ้น แต่อำนาจสาธารณะมากับโลกของการสื่อสาร โลกของพลังมวลชนต่าง ๆ โลกของความเชื่อ เราเชื่อว่าโลกแบนโลกก็แบนครับ เราเชื่อว่าโลกกลมเราก็กล้าจะล่องเรือไป ในทะเลแล้วก็รู้ว่าโลกกลม ทีนี้ถามว่าความเชื่อที่ว่านี้พอเชื่อแล้วก็มีอำนาจที่จะไปต่อรอง กับอำนาจรัฐได้ เราเชื่อภาคประชาชนตรงนี้ เมื่อก่อนใช้เอ็นจีโอ (NGOs) พอหนัก ๆ เข้า ชื่อไม่ค่อยดีก็เป็นภาคประชาชนไป แล้วก็ไปคัดค้านเขา ไปอะไรเขาก็ได้ แต่ทั้ง ๒ กลุ่ม ทั้งนักการเมือง และบุคคลสาธารณะ รวมทั้งสื่อมวลชนอย่างพวกผมด้วย ผมเองก็มีอำนาจ สาธารณะครับ ตำรวจไม่กลัวอาจารย์สังศิตครับ แต่ผมเชื่อว่าตำรวจไม่อยากทะเลาะกับผม โดยเฉพาะสื่อมวลชนอย่างผม ก็ไม่ใช่ผมวิเศษ อะไรแต่ว่าผมมีอำนาจสาธารณะ มีเรื่องที่จะบอกประชาชนแล้วประชาชนเขาจะเอาด้วย กับผมเยอะแยะ แต่สิ่งที่ผมจะต้องทำนั้นผมจะต้องมีวัฒนธรรม สื่ออย่างผมมีวัฒนธรรม ประการหนึ่งก็คือต้องบูชาความจริง ซื่อสัตย์ต่อความจริง วัฒนธรรมประการเหล่านี้ที่ผมบอก ผมอยากจะเห็นเป็นวัฒนธรรมเป้าหมาย ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการเมืองจะต้องไม่โกหก ต้องไม่บิดเบือน เพราะสิ่งเหล่านี้เมื่อคุณทำ ๒ อย่างจะทำให้คน ๒ กลุ่มฆ่ากันโดยที่ ไม่รู้จักกัน แล้วเราก็เกิดมาแล้วเป็น ๑๐ กว่าปี ผมอยากเห็นครับ อยากเห็นว่าวัฒนธรรม ทางการเมืองจากนี้ไปนักการเมืองจะพูดอะไรโกหกไม่ได้เลย ถ้าโกหกแล้วคุณต้องถูกลงโทษ ในสหรัฐอเมริกามีนะครับ ผู้นำเขาไปมีเรื่องส่วนตัวกับผู้หญิงคนหนึ่ง นั่นก็เป็นเรื่องของ จริยธรรม แต่พอเขาปฏิเสธเขาพูดว่าเขาไม่ได้ทำ แล้วก็ตอนหลังมีหลักฐานยืนยันว่าเขาทำ เขาจะต้องถูกลงโทษทางกฎหมาย บังเอิญเขาเป็นคนดีในเรื่องอื่น ๆ สังคมก็ให้อภัยเขา แต่ถามว่าผิดไหม ผิดครับ ของเราโกหกยิ่งเก่งยิ่งดี หลอกคนได้ทั้งสังคมยิ่งดี ไม่ว่าจะ นักการเมือง สื่อมวลชน เอ็นจีโอ (NGOs) หรือใครก็แล้วแต่ สิ่งเหล่านี้ผมว่าจะต้องมีให้ได้ จนถึงขนาดเรียกว่า ใจผมอยากจะให้มีกฎหมายเอนฟอร์ซแอดเวอร์ไทซ์ (Enforce Advertise) ออกมา การพูดโกหกในที่สาธารณะแล้วบิดเบือนโดยเจตนาเป็นความผิด นี่ก็คือเป็นเป้าหมายที่พึงปรารถนา และนอกจากนี้ก็ยังต้องเน้นเรื่องความโปร่งใส วัฒนธรรม การเมืองต้องมีความโปร่งใส ทำอะไรลับ ๆ ล่อ ๆ ไม่ได้ อย่างที่ผมรณรงค์ ขอร้องอย่างเดียวว่า อยากเห็นภาษีย้อนหลัง ๕ ปีของคนที่จะเล่นการเมือง จะได้รู้ว่าที่รวยมานี้รวยมาอย่างไร ประชาชนอย่างผมอยากเห็นมาก ท่านประธานครับ วัฒนธรรมการเมืองเป็นสิ่งแวดล้อม สร้างสิ่งแวดล้อมทางการเมือง วัฒนธรรมแบบหนึ่งเราจะได้สัตว์อีกประเภทหนึ่ง ถ้าสิ่งแวดล้อมเปลี่ยน อย่างโลกร้อนขึ้นมาสัตว์อีกจำพวกหนึ่งจะเสียชีวิตจะตายไปอยู่ไม่ได้ อีกจำพวกหนึ่งจะเจริญเติบโต ฉะนั้นอยู่ที่ว่าเราอยากจะเห็นอะไร ถ้าเราอยากเห็น นักการเมืองดี ประชาชนดี มีความรับผิดชอบ รอบรู้ต่อเรื่องบ้านเมือง ไม่ใช่ไปเก็บขี้ปากใคร มาแล้วก็พูดกันไปเรื่อยโดยที่ไม่ได้หาข้อเท็จจริงเลย เป็นไวรัล (Viral) พูดกันไปเรื่อย ๆ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งแวดล้อมที่ไม่ควรเกิดขึ้น ทีนี้เราจะทำสิ่งแวดล้อมได้อย่างไร แน่นอนครับ ต้องมีกฎหมายมาช่วย มีการบังคับใช้ มีการอบรม มีอะไร ที่สำคัญครับ เรามีสำนวนไทย เขาบอกว่าให้อบรม อบรมไม่พอต้องบ่มนิสัย คำว่าบ่มนิสัยสำคัญกว่าอบรมเยอะ อบรมนั่งฟัง สัปหงกบ้างอะไรบ้าง ฟัง ๆ แล้วก็กลับบ้านไป แต่บ่มนิสัยต้องถูกบังคับ ผมโตมากับไม้เรียว สมัยนี้ตีไม่ได้ ครูตีผม ผมถูกบ่มนิสัยมาเช่นนั้น ฉะนั้นผมก็จะต้องระมัดระวังเป็นสิ่งหนึ่ง อยู่ที่ว่าทางคณะกรรมการการสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองจะกำหนดสิ่งแวดล้อมอย่างไร ถ้าทำได้ถูกสิ่งแวดล้อมเป็นไปตามเป้าหมายที่เราอยากเห็นประเทศเรา ที่จริงอยากเอา เป้าหมายเป็นที่ตั้งก่อนแล้วค่อยมาออกแบบกระบวนการอยากจะเห็นคนไทยเป็นอย่างไร สิ่งเหล่านี้งานเราจะเห็น การปฏิรูปการเมืองเราจะก้าวหน้า กฎหมายอื่นจะล้าหลัง อะไรก็แล้วแต่ ถ้าเกิดความคิดคนก้าวหน้าและเห็นอย่างถ่องแท้เปลี่ยนนอร์ม (Norm) ได้ นอร์ม (Norm) เคลื่อนแล้วการปฏิรูปจะเคลื่อน ไม่ว่าเราจะมีชีวิตอยู่หรือไม่ครับ ขอบพระคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ท่านต่อไปขอเชิญศาสตราจารย์ ดอกเตอร์ดุสิต เครืองาม นายกสมาคม อุตสาหกรรมเซลล์แสงอาทิตย์ไทย อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตที่ปรึกษานโยบาย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ขอเชิญครับ

ศาสตราจารย์ดุสิต เครืองาม 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม สปท. ดุสิต เครืองาม ลำดับที่ ๕๓ ครับ กระผมได้อ่านร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ตั้งแต่ต้น จนจบ โดยในภาพรวมก็มีความเห็นด้วยที่ประเทศไทยเราน่าจะมีพระราชบัญญัติในลักษณะ ทำนองนี้ แต่เมื่อได้อ่านลงไปในรายละเอียดก็มีข้อคำถามเล็ก ๆ น้อย ๆ หลายประเด็น ที่อยากจะฝากให้ทางคณะกรรมาธิการลองช่วยไปพิจารณาทบทวนดูตามความเหมาะสม

ประการที่ ๑ เริ่มต้นชื่อร่างพระราชบัญญัติท่านได้เขียนไว้ว่า การเสริมสร้าง วัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย ก็มีคีย์เวิร์ด (Keyword) โดยคำสำคัญ ก็คือมีคำว่าเสริมสร้าง มีคำว่าวัฒนธรรม มีคำว่าการเมือง และมีคำว่าระบอบประชาธิปไตย ผมได้พยายามสืบค้นดูในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานแล้ว คำว่าวัฒนธรรมนั้น หมายถึงสิ่งที่เจริญงอกงามในสังคมหรือว่าในชุมชนอะไรทำนองนั้น แต่เมื่อนำมาแปล เป็นภาษาอังกฤษ ถ้าเขียนแต่เฉพาะคำว่าวัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย ผมก็จะนึกแต่คำว่าคัลเจอร์ อิน เดมอเครซี (Culture in Democracy) คัลเจอร์ (Culture) แปลว่าวัฒนธรรม ฟังดูแล้วมันห้วน ๆ ถ้าต่างประเทศเขามาอ่านพระราชบัญญัติฉบับนี้ เขาก็จะถามอีก คำว่าเสริมสร้างแปลว่าอะไร เมื่อผมเปิดพจนานุกรมเสริมสร้างนั้นแปล เป็นภาษาอังกฤษได้ประมาณสัก ๓ หรือ ๔ คำ ๑. เสริมสร้าง แปลว่ารีอินฟอร์ซ (Reinforce) คำนี้ผมก็ไม่ชอบ รีอินฟอร์ซ (Reinforce) ไม่รู้แปลว่าอะไร เหมือนกับทำให้มันเข้มแข็งขึ้น แต่ก็ไม่ใช่ ๒. คือ สเทรงเทน (Strengthen) แปลว่าทำให้เข้มแข็งขึ้น และ ๓. ก็คือซัปพอร์ต (Support) ผมก็เลยไม่แน่ใจว่าที่ท่านจะใช้คำว่าเสริมสร้างเมื่อแปลเป็นภาษาอังกฤษ ในคำสากลแล้วท่านจะแปลว่าอะไรนึกไม่ออก จะแปลว่าอิมพรูฟ (Improve) ก็ไม่ใช่ แปลว่า ทำให้เกิดขึ้นก็ไม่ใช่ นึกไม่ออกครับ ท่านลองนึกตามผมดู อย่างไรก็ตาม คำว่าวัฒนธรรม ทางการเมืองผมก็สงสัยอีก แล้วพี่น้องประชาชนคนไทยหรือนักเรียนเวลาเขาอ่าน พระราชบัญญัติเขาก็จะสงสัยว่าวัฒนธรรมทางการเมืองหรือ ความหมายอีกอันหนึ่งก็คือ สิ่งที่คุ้นเคย สิ่งที่เขาทำกันอยู่ในชุมชน ในหมู่บ้าน หรืออาจจะเป็นหุบเขา เป็นวัฒนธรรม ที่นอนกลางวันทำงานกลางคืนก็ได้ ก็จะเกิดความโต้แย้งขึ้นมาอีกว่าแล้วในที่นี้วัฒนธรรม จะแปลว่าอะไร ผมก็เลยคิดว่าเพื่อให้ชัดเจนก็น่าจะเติมคำว่า ที่ดี เข้าไปเสียเลย ก็คือน่าจะ เปลี่ยนหัวข้อว่า วัฒนธรรมทางการเมืองที่ดีในระบอบประชาธิปไตย เติมคำว่า ที่ดี เข้าไป ภาษาอังกฤษ ที่ดีก็คือกู๊ด (Good) เหมือนคำว่า กู๊ดกัฟเวิร์นแนนซ์ (Good Governance) ในที่นี้ก็คือกู๊ดคัลเจอร์ (Good Culture) ถ้านักอักษรศาสตร์อาจจะมาโต้แย้งผม บอกว่า อาจารย์ดุสิตคะ คัลเจอร์ (Culture) แปลว่าของดีอยู่แล้วไม่ต้องใส่คำว่ากู๊ด (Good) ก็ใส่เข้าไปสิครับ เพื่อให้เกิดความชัดเจนขึ้นมาก็ไม่น่าจะเสียหายอะไร เพราะฉะนั้น ผมเรียนเสนอว่าน่าจะให้เป็นคำที่ติดปากประชาชนไปเลยเหมือนกับธรรมาภิบาลหรือว่า กู๊ดกัฟเวิร์นแนนซ์ (Good Governance) ก็คือวัฒนธรรมทางการเมืองที่ดีในระบอบประชาธิปไตย ส่วนคำว่าเสริมสร้าง ยังนึกไม่ออกว่าจะเสนออะไรให้ดี

นิยามในมาตรา ๓ ได้ให้ความหมายเยอะแยะ ให้นิยามคำว่า แผนแม่บท หลักสูตร วิทยากร คณะกรรมการกองทุน แต่ไม่ได้ให้นิยามของคำว่า วัฒนธรรมทางการเมือง หมายความว่าอะไร ท่านอาจจะบอกว่าไปพลิกดูข้างในก็ได้ แต่ว่าเราก็ควรจะเขียนไว้ตรงนี้ ผมก็อยากจะเสนอให้ในมาตรา ๓ เติมนิยามเอาไว้ วัฒนธรรมทางการเมืองที่ดีหมายความว่า เมื่อสักครู่นี้ผมเสนอแล้วว่าหัวข้อให้เติมคำว่า ที่ดี เข้าไป ก็ลองใส่เข้าไปดูนะครับ

ในหน้า ๒ มาตรา ๖ สำคัญมาก พระราชบัญญัติฉบับนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ มาตรา ๖ ถ้าไม่อ่านมาตรา ๖ ก็จะไม่รู้ว่าต้องการให้มีการเสริมสร้างวัฒนธรรมการเมืองที่ดี ในระบอบประชาธิปไตย โดยมีวัตถุประสงค์อะไร ผมเสนอว่าวิธีการเขียนในมาตรา ๖ น่าจะเขียนออกมาเป็นหัวข้อเลย ที่เรียกว่า วรรคหนึ่ง วรรคสอง วรรคสาม อะไรก็แล้วแต่ อย่างไรก็ตามในมาตรา ๖ เมื่อท่านเปรียบเป็นวรรค ขอใช้คำว่าวงเล็บก็แล้วกัน (๑) (๒) (๓) ผมเจออยู่แค่ ๓ ข้อเท่านั้น วัตถุประสงค์ข้อ ๑ เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนและชุมชนมีความรู้ความเข้าใจจุด จุด จุด วัตถุประสงค์ข้อ ๒ ลงไปอีกประมาณ ๕ บรรทัด ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบอำนาจรัฐจุด จุด จุด วัตถุประสงค์ข้อ ๓ ตลอดจนเสริมสร้างให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่ ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตและรับผิดชอบต่อประชาชนในการปฏิบัติหน้าที่ของตน ผมอ่านดูแล้ว ค่อนข้างจะเหงาแล้วก็วังเวงกับวัตถุประสงค์ ผมว่าน้อยเกินไป มีวัตถุประสงค์เพียง ๓ ข้อเชียวหรือ แล้วท่านเน้นว่าประชาชนจะต้องทำอย่างโน้น ประชาชนจะต้องทำอย่างนั้น ๒ ข้อ แต่ว่าผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีวัตถุประสงค์เพียงเพื่อปฏิบัติหน้าที่ ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต รับผิดชอบ ผมคิดว่าไม่พอนะครับ ท่านน่าจะต้องเพิ่มวัตถุประสงค์ เกี่ยวกับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเข้าไปด้วย และผมก็ยังไม่พอใจกับคำว่า ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอีก น่าจะต้องครอบคลุมไปถึงผู้ที่ทำหน้าที่ คือจะต้องเผื่อไว้ ในอนาคตด้วย ผู้ที่จะทำหน้าที่ หรือผู้ที่จะเข้าทำหน้าที่ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ถ้าท่าน เขียนว่าผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองก็เป็นแล้ว เขาได้รับการเลือกตั้งเข้ามาแล้ว เขาโกงกันแล้ว เขาซื้อเสียงเข้ามาแล้ว มานั่งสภาแล้ว ท่านต้องเขียนไปถึงผู้ที่จะดำรงตำแหน่งหรือที่จะเข้าสู่ การทำหน้าที่ทางการเมืองด้วยน่าจะครอบคลุมขณะนั้น แล้วในวัตถุประสงค์ไม่มีคีย์เวิร์ด (Keyword) สำคัญของคำว่าไม่ซื้อสิทธิขายเสียง ผมคิดว่าเรากำลังจะรณรงค์ส่งเสริม ให้ประชาชนมีวัฒนธรรมที่ดี ประชาชนเขาอ่าน พ.ร.บ. นี้แล้วไม่เข้าใจ ผมจะพยายาม จับประโยคดูว่าตรงไหนที่เกี่ยวข้องกับคำว่าไม่ซื้อสิทธิขายเสียง มีอยู่คำเดียวครับ ให้ประชาชน ใช้สิทธิเลือกตั้งและออกเสียงโดยอิสระปราศจากการครอบงำไม่ว่าทางใด ปราศจาก ความครอบงำ ประชาชนทั่วไปเขาไม่รู้จักหรอก คำว่าครอบงำแปลว่าอะไร ครอบงำ เขาอาจจะตีความหมายว่ามีปืนมาจี้ มีใครไม่รู้มาขู่เข็ญ เพราะฉะนั้นการซื้อสิทธิขายเสียง ถ้าหากว่าเป็นการครอบงำ ท่านก็ต้องเขียนไปเลยในวัตถุประสงค์ ปราศจากการซื้อสิทธิขายเสียง ใช้คำศัพท์ที่คนทั่วไปเขาอ่านเข้าใจง่าย ๆ และเรากำลังจะให้เด็กนักเรียน นักศึกษามาอ่าน พ.ร.บ. ฉบับนี้ด้วยก็น่าจะต้องใช้คำศัพท์ที่ง่าย ๆ ตามมา ผมชอบในหน้า ๓ (ง) ท่านใช้คำว่า การประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยที่ดี เห็นไหมครับ ท่านใส่คำว่า ที่ดี มาโดยท่านไม่ตั้งใจ เพราะฉะนั้นคำว่า ที่ดี ใส่ตั้งแต่หัวข้อของ พ.ร.บ. นี้ ไปได้เลย

มาตรา ๑๐ ในหน้า ๔ เขียนว่าเพื่อให้การเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมือง ในระบอบประชาธิปไตยสัมฤทธิผล ให้คณะกรรมการปฏิรูปประเทศตามกฎหมายว่าด้วย แผนและขั้นตอนการดำเนินการปฏิรูปประเทศจัดทำแผน จุด จุด จุด และวิธีการขั้นตอน ดำเนินการปฏิรูปด้านการเมือง ผมคิดและสงสัยว่าการที่พระราชบัญญัติฉบับนี้มีมาตรา ๑๐ ซึ่งไปพาดพิงกับคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ แล้วคณะกรรมการปฏิรูปประเทศนั้น เขาจะมีแผนและขั้นตอนดำเนินการอะไร หรือไม่ อย่างไร ตอนนี้เรายังไม่รู้ พ.ร.บ. นั้น ก็ยังไม่ได้เกิดขึ้น ณ วันที่เราพิจารณาอยู่ในสภานี้ เอาละติ๊งต่างหรืออนุโลมว่าเดี๋ยวอนาคต ก็เกิดขึ้นแน่นอน แต่ผมก็ยังมีความเป็นห่วงว่าเร็วไปหรือไม่ที่จะมีมาตรา ๑๐ แล้วก็ไปพาดพิง กำหนดภารกิจ หน้าที่ของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมืองว่า เขาจะต้องทำ ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ เร็วไปหรือไม่ผมไม่แน่ใจ ทำไมต้องไปอาศัยบารมีของ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง ก็ในเมื่อท่านมี พ.ร.บ. ฉบับนี้ เป็นของตัวเองแล้ว อยากจะทำอะไรก็ทำไปเลย ในมาตรา ๑๐ (๑) (๒) (๓) (๔) (๕) ถ้าอยากจะให้เกิดโดย พ.ร.บ. ด้วยตัวของมันเองก็ทำเลยไม่ต้องไปพึ่งพิงคณะกรรมการปฏิรูป ได้ไหมครับ

หมวด ๓ คณะกรรมการมาตรา ๑๙ กำหนดไว้ว่าคณะกรรมการนั้น ประกอบด้วยประธานรัฐสภาเป็นประธาน รองประธานรัฐสภาเป็นรองประธาน ผู้นำฝ่ายค้าน ในสภาผู้แทนราษฎรเป็นกรรมการ แล้วก็มีกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิโดยเลือกตั้งจากบุคคล ผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ประธานรัฐสภา ประธานวุฒิสภา ผมคิดดูแล้วครึ่งหนึ่ง ถูกครอบงำโดยนักการเมืองกว่าครึ่งหรือเปล่าไม่ทราบ ถ้านับดูดี ๆ ผมก็ไม่แน่ใจว่าเรากำลังจะ เสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองที่ดีในระบอบประชาธิปไตย จำเป็นหรือที่จะต้อง เอาประธานรัฐสภามานั่งเป็นประธานคณะกรรมการ จำเป็นหรือที่จะเอารองประธานรัฐสภา มาเป็นรองประธานสภาถ้าเกิดมีความขัดแย้งกัน แล้วในนี้บอกว่าคณะกรรมการนั้นมีอายุ ๓ ปีใช่ไหมครับ เขามาแล้วก็ไป แล้วแปลว่าอะไร แผนแม่บทที่ท่านเขียนเอาไว้ว่าให้มีแผนแม่บท ผมก็ไม่เข้าใจว่าแผนแม่บทคืออะไร เขามาก็ฉีกแผนแม่บทเก่าทิ้ง แล้วก็ทำแผนแม่บท ของพรรคการเมืองนั้นขึ้นมาใหม่ ผมก็คิดว่าอยากจะฝากให้ท่านพิจารณาไตร่ตรองดูให้ดี คำว่าวัฒนธรรมทางการเมืองที่ดีในระบอบประชาธิปไตยทำไมจะต้องไปพึ่งประธานรัฐสภา ไม่จำเป็นเลยครับ งบประมาณก็มาจากรัฐบาล มีการสนับสนุน ใช้งบประมาณแผ่นดิน ก็ได้ งบของอะไรก็ได้ จริงอยู่ท่านพยายามที่จะผูกว่าสำนักงานเลขาธิการคือสำนักส่งเสริม เป็นส่วนหนึ่งของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ผมก็ยังสะกิด ๆ อยู่นิดหนึ่งว่า แล้วทำไมต้องมาพึ่งพิงสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรด้วย ฉีกออกไปเลยจะได้ไหม สำนักส่งเสริมถ้าใช้บุคลากรไม่เยอะก็ไม่รู้นะครับ จัดตั้งออกมาเป็นหน่วยงานที่มีสถานะ เป็นนิติบุคคลไปเลยสักหน่วยงานหนึ่งจะได้หรือไม่ ผมยังไม่ค่อยสบายใจที่จะนำเอาระดับ ประธาน รองประธาน รองนายกรัฐมนตรี นักการเมืองล้วน ๆ เข้ามาอยู่ในคณะกรรมการ ส่งเสริมวัฒนธรรมที่ดีในระบอบประชาธิปไตย ผมก็ไม่ทราบว่าต่างประเทศเขาจะมองอย่างไร อยากจะได้บุคคล อยากจะได้หน่วยงานที่เป็นกลางทางการเมืองมากกว่า แต่แน่นอน เราไม่ได้ปฏิเสธ เราอยากได้บุคคลที่มีประสบการณ์ทางการเมืองจะได้มาฟีดแบ็ก (Feedback) ข้อคิดเห็นอะไรต่าง ๆ ในการเขียนอำนาจและหน้าที่ของคณะกรรมการก็ดี ในการเขียน อำนาจและหน้าที่ของสำนักส่งเสริมก็ดี ผมคิดว่ายังไม่ค่อยเคลียร์คัต (Clear cut) มันชุลมุนกันหมด อย่างเช่นในมาตรา ๒๕ (๖) ให้ความเห็นชอบข้อบังคับ ประกาศ ระเบียบ และคำสั่งตามพระราชบัญญัตินี้ ผมคิดว่าการยกร่างกฎหมายที่ดี ผมไม่ใช่นักกฎหมายนะครับ แต่เท่าที่ผมเคยอ่านกฎหมายมาหลาย ๆ ฉบับ เขาจะพยายามเขียนชัดเจนว่าเรื่องใด ให้ออกเป็นระเบียบ เรื่องใดให้ออกเป็นข้อบังคับ เรื่องใดให้ออกเป็นประกาศ แต่ท่าน มาเขียนว่าคณะกรรมการมีอำนาจหน้าที่ให้ความเห็นชอบ ข้อบังคับ ประกาศ ระเบียบ และคำสั่ง โดยที่เรายังไม่รู้ว่าข้อบังคับ ประกาศ ระเบียบ คำสั่งนั้นมาจากใคร แล้วข้อ ๗ ท่านก็ยังเขียนว่าให้คณะกรรมการเป็นคณะกรรมการระดับชาติ วางข้อบังคับ วางระเบียบ หรือประกาศ ขออนุญาตใช้คำศัพท์ลูกทุ่ง ผมว่ามั่วครับท่านประธาน ถ้าไม่สุภาพผมขอถอน คือสับสนครับ เท่าที่ผมคุ้นเคยอ่านกฎหมายมาหลายฉบับเขาบอกว่าคณะกรรมการคือบอร์ด (Board) มีอำนาจหน้าที่ในการออกระเบียบ แต่พอลงไปถึงระดับเจ้าหน้าที่ เลขานุการ ผู้อำนวยการสำนัก นั่นจะเป็นผู้มีอำนาจหน้าที่ในการออกประกาศหรือคำสั่ง แยกกันครับ ถ้าไม่อย่างนั้นแล้วแปลว่าอะไรครับ คณะกรรมการระดับชาติที่ต้องมีประธานระดับชาติ มานั่งคอยวาง คอยเห็นชอบคำสั่งทุกอย่างอย่างนั้นหรือ ไม่ใช่นะครับ เพราะฉะนั้น คณะกรรมการคือมีอำนาจเฉพาะออกระเบียบที่เป็นระดับชาติ แต่ว่าคำสั่งแต่งตั้ง คำสั่งประกาศจัดซื้อจัดจ้างอะไรต่าง ๆ เป็นเรื่องของสำนัก ก็น่าจะแก้ไข เรื่องอำนาจหน้าที่ตรงนี้ให้เคลียร์คัต (Clear cut) กันหน่อย ไม่อย่างนั้นแล้วเวลาปฏิบัติตาม พ.ร.บ. นี้จะเกิดความสับสนกันครับท่านประธาน

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ท่านอาจารย์ช่วยสรุปหน่อยครับ

ศาสตราจารย์ดุสิต เครืองาม

สรุปนะครับท่านประธาน ในมาตรา ๓๓ ยังขาดอำนาจหน้าที่อันหนึ่งของสำนักส่งเสริมวัฒนธรรม ก็คือน่าจะต้องเติมคำว่า จัดทำเสนอ แผนงบประมาณของสำนัก ไม่อย่างนั้นแล้วสำนักงานไม่มีเงินเอามาใช้สอย สุดท้ายผมจะขอสรุป ว่าเป็นร่าง พ.ร.บ. ที่เห็นด้วย แต่ว่าอยากจะขอฝากให้ดูในรายละเอียด และสุดท้าย ที่ยังไม่ค่อยจะแน่ใจนักเรื่องของการมีกองทุน ท่านด่วนเขียนบอกว่าให้มีการโอนบรรดาเงิน และทรัพย์สินของกองทุนพัฒนาการเมืองภาคพลเมืองตามพระราชบัญญัติสภาพัฒนาการเมือง พ.ศ. ๒๕๑๑ มา คุยกับ พ.ร.บ. กองทุนนั้นเสร็จแล้วหรือยัง สามารถทำได้หรือไม่ ขอบคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอเชิญสมาชิกท่านต่อไป ท่านเพิ่มพงษ์ เชาวลิต อดีตเลขาธิการคณะกรรมการ ป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ขอเชิญครับ

นายเพิ่มพงษ์ เชาวลิต 🔗

กราบเรียนท่านประธาน สปท. ที่เคารพครับ ผม เพิ่มพงษ์ เชาวลิต หมายเลข ๑๑๐ ก่อนอื่นผมคิดว่าสิ่งที่คณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านการเมืองได้เสนอเรื่องนี้ขึ้นมาเป็นสิ่งที่น่าชื่นชม เพราะผมคิดว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง จริง ๆ ในทางรัฐศาสตร์ของเราได้มีการพูดถึง เรื่องของระบบการเมืองหลาย ๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของพรรคการเมือง เรื่องรัฐธรรมนูญ เรื่องการเลือกตั้ง เรื่องการเข้าสู่อำนาจ อีกอันหนึ่งคือเรื่องการสร้างวัฒนธรรมทางการเมือง ซึ่งผมคิดว่าเรื่องวัฒนธรรมทางการเมืองอาจจะเรียกว่าเป็นเรื่องสำคัญมากที่สุดถ้าเทียบกับ เรื่องอื่น ๆ ซึ่งเป็นกลไกเชิงกายภาพ มีวิธีการสร้างอยู่ ๒ อย่างเท่าที่เข้าใจได้ในขณะนี้ ก็คือ ๑. ถ้าท่านดูระบบการปกครองที่แบ่งเป็น ๒ ส่วน ระบบการปกครองแบบคอมมิวนิสต์ก็ดี หรือแบบฟาสซิสต์ก็ดี เขาก็มีการสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็น เรื่องของการปลุกเร้าประชาชน การสร้างให้ประชาชนได้คิดได้เชื่ออย่างไร อันนี้ก็เป็น วิธีการสร้างอันหนึ่ง ๒. คือวิธีการสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองในรูปแบบของประชาธิปไตย ประเทศไทยของเราเลือกแล้วว่าเราจะสร้างแบบที่ ๒ คือวัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบ ประชาธิปไตย ซึ่งตรงนี้เป็นเรื่องที่มีความสำคัญมากว่าเราจะสร้างอย่างไร อันนี้ก็คือสิ่งหนึ่ง ที่คณะกรรมาธิการศึกษาอยู่ เมื่อเช้าผมได้ฟังท่านกษิตพูดทางวิทยุก็ได้ยก ๓ ประเทศขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นทางประเทศเยอรมนีก็ดี ประเทศญี่ปุ่นก็ดี ประเทศไต้หวันก็ดี ก็เป็นสิ่งที่น่าสนใจ อย่างยิ่ง ผมคิดว่าถ้าคณะกรรมาธิการมีเวลาในการศึกษาต่อก็คิดว่าการสร้างวัฒนธรรม ทางการเมืองของทั้ง ๓ ประเทศเหล่านั้นที่จริงเขาใช้เวลาอาจจะเรียกว่าไม่กี่สิบปี สามารถ วางรากฐานประชาธิปไตยได้อย่างเข้มแข็งเขามีกลไกอะไรในการทำตรงนี้ ถ้าทำตรงนี้ได้ อาจจะเป็นคีย์เวิร์ด (Keyword) หลายอย่างที่นำมาใช้ในประเทศไทย ทั้ง ๆ ที่ของเขา ในขณะนั้นเขาก็มีระบบอะไรมากมาย แล้วก็มากยิ่งกว่าเราไปอีกแต่เขาสามารถทำได้ จนถึงทุกวันนี้ ผมคิดว่าองค์ประกอบเหล่านั้นอาจจะเป็นองค์ประกอบหนึ่งในการที่เรา จะมาพัฒนาทางการเมืองมากไปกว่าที่เป็นอยู่ในขณะนี้ ผมคิดว่าจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ของเราถ้าพูดถึงวัฒนธรรมทางการเมือง ผมคิดว่ามีอยู่ ๓-๔ เรื่องที่เป็นเรื่องสำคัญ แน่นอน วัฒนธรรมทางการเมืองต้องใช้เวลา ไม่สามารถแก้ได้ด้วยกฎหมายหรือระเบียบต่าง ๆ เหล่านี้ แต่ผมว่ามีอยู่ ๓-๔ ปัจจัยที่คิดว่าเป็นส่วนสำคัญในเรื่องของการสร้างวัฒนธรรมทางการเมือง

เรื่องแรก คือเรื่องข้อมูล ที่จริงวัฒนธรรมทางการเมืองเป็นวิถีชีวิต ไม่ใช่เรื่องของ รูปแบบทางการเมืองอย่างเดียว ถ้าทุกอย่างซึมอยู่ในระบบวิธีคิด วิธีการดำเนินงาน วิธีการตัดสินใจ ก็เป็นวัฒนธรรมทางการเมืองได้ ผมอยากให้เราดูย้อนมาจนถึงช่วงนี้ ในช่วงที่ผ่านมานี้ ถ้าเราจะมีการคิดอะไรหรือตัดสินปัญหาอะไรสักอย่างหนึ่ง เราอาจจะ ไม่ค่อยสบายใจหลาย ๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสิทธิของประชาชน เรื่องของการฟังประชามติก็ดี การตัดสินใจในปัญหา ไม่ว่าปัญหานั้นจะกว้างขวางแค่ไหนแล้วให้ประชาชนมาคิดตัดสินใจกันบางทีดูแล้ว เราจะไม่ค่อยสบายใจ ว่าเกิดอาการไม่ยอมรับก็ดี การไม่รับฟังก็ดี การอะไรต่าง ๆ นี้ เราเห็นอยู่หลาย ๆ ส่วน ผมคิดว่าเรื่องของข้อมูลเป็นเรื่องใหญ่มากไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไร ก็ตามแต่ ถ้าเป็นเรื่องของประชาธิปไตยเหมือนกัน คำว่าข้อมูลหรือองค์ความรู้ในเชิง ประชาธิปไตย ผมคิดว่าเรื่องนี้ยังเป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างมาก ผมขอฝากกรรมาธิการไว้ สมัยหนึ่งเราพยายามพูดถึงเรื่องประชาธิปไตยคือการเลือกตั้ง เราคงเข้าใจตรงนี้ดี แล้วก็ พยายามพูดให้เห็นว่าจริง ๆ ประชาธิปไตยไม่ใช่การเลือกตั้งอย่างเดียว แต่หมายถึง หลาย ๆ เรื่อง แต่คนส่วนใหญ่ทุกวันนี้ก็ยังคิดว่าประชาธิปไตยคือการเลือกตั้งอยู่ ผมคิดว่า อันนี้เป็นเรื่องแรกที่สำคัญจำเป็นจะต้องทำความเข้าใจกันให้ชัดเจน ระบอบประชาธิปไตย มีหลายเรื่องที่ไม่ใช่เรื่องของการเลือกตั้งอย่างเดียว

เรื่องที่ ๒ เป็นเรื่องสำคัญมาก นอกจากข้อมูลแล้วคือการยอมรับฟัง ความคิดเห็น เมื่อสักครู่นี้เพื่อนสมาชิกก็ได้พูดแล้ว โดยเฉพาะการยอมรับความเห็นทั้งเหมือน และต่างอย่างใคร่ครวญและมีเหตุผล ผมคิดว่าพื้นฐานของวัฒนธรรมประชาธิปไตยจะอยู่ที่ ตรงนี้ เรารับฟังความคิดเห็นที่แตกต่างได้ แล้วเอามาใคร่ครวญได้โดยไม่มีอคติตรงนี้ เป็นเรื่องยิ่งใหญ่มาก เมื่อไรประเทศเราพ้นจากตรงนี้ไปแล้ว ผมว่าวัฒนธรรมประชาธิปไตย ของเรายั่งยืน เพราะฉะนั้นเรื่องนี้จะเป็นเรื่องที่ ๒

เรื่องที่ ๓ การรับฟังความเห็นต่าง ถ้าเราทำไม่ดีจะกลายเป็นการเลือกข้าง และอคติ และไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นกัน นี่คือมูลฐานหนึ่งที่ทำให้ระบอบประชาธิปไตย ของเราล้มเหลวในรอบหลายปีที่ผ่านมา เพราะเราไม่เคยสร้างตรงนี้ เราไม่เคยสร้าง การให้ยอมรับความคิดเห็นที่แตกต่างกันตั้งแต่ระดับฐานรากมาจนถึงปัจจุบัน เมื่อใดก็ตาม ถ้าเราสร้างตรงนี้ไม่ได้เราจะเจอความพอใจ ไม่พอใจ และใช้วิธีการตัดสินอีกรูปแบบหนึ่ง ที่ไม่ใช่หนทางประชาธิปไตย ผมคิดตรงนี้เป็นเรื่องที่ ๓

เรื่องที่ ๔ กลไกในการจัดการปัญหาที่โปร่งใส ตรงนี้ก็เป็นเรื่องที่ ๔ หลายครั้งที่มีการจัดทำอะไรก็ตามแต่เกิดความไม่พอใจหรือไม่ไว้ใจกลไกรัฐที่เข้าไปทำ ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตามแต่ ผมว่า ๓-๔ เรื่องนี้ที่เป็นพื้นฐานของวัฒนธรรมประชาธิปไตย

วัฒนธรรมประชาธิปไตยสามารถสร้างได้ ๒ แบบ แบบหนึ่งคือใส่เข้าไปใน ความรู้ วิธีคิด ตามโครงสร้างสังคมต่าง ๆ ไม่ว่าในโรงเรียน ในครอบครัว ในชุมชนอะไรต่าง ๆ อันนี้เป็นวิธีสร้างอันหนึ่ง อันนี้ก็ถือว่าเป็นการสร้างการยอมรับในเชิงของทฤษฎีหรือหลักการ แต่อันที่ ๒ ที่เป็นเรื่องสำคัญคือการใช้วัฒนธรรมประชาธิปไตยตัดสินปัญหาที่เป็นรูปธรรม จริง ๆ อันที่ ๒ มีความสำคัญอย่างมาก สมมุติมีเรื่องหนึ่งคือจะสร้างเขื่อน จะสร้างโรงไฟฟ้า หรือจะสร้างอะไรก็ตามแต่ ให้คนได้มีการคิดหาเหตุผลความเห็นต่าง ตรงนี้เป็นอันที่ ๒ เมื่อใดก็ตามเราสามารถผ่านวัฒนธรรมประชาธิปไตยในเชิงอันที่ ๒ ได้ ผมคิดว่าเราไปได้ เพราะจริง ๆ แล้ววัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยคงไม่ได้หมายถึง การเลือกตั้ง ส.ส. อย่างเดียว แต่หมายถึงการตัดสินวิถีชีวิต นโยบาย หรือสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ในวิถีชีวิตประจำวันก็ถือว่าเป็นวัฒนธรรมประชาธิปไตยได้ ผมว่าอันนี้คือสิ่งหนึ่งที่คิดว่า กรรมาธิการคงทราบกันดีอยู่แล้ว แต่ผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีความสำคัญ ถ้าเราเน้นย้ำ ตรงนี้ได้จะเป็นประโยชน์อย่างมาก ผมมีข้อเสนอแนะ ๒-๓ เรื่องจากการที่ได้อ่านร่าง พ.ร.บ. นี้

เรื่องที่ ๑ หลายอันสอดคล้องกับเพื่อนสมาชิกที่เสนอไปแล้ว เรื่องนี้เป็นเรื่อง ที่ยิ่งใหญ่มาก เรื่องการสร้างวัฒนธรรมประชาธิปไตยของคนในชาติ แต่ว่าพอเราเอาสำนัก ในการดูแลซึ่งเป็นสำนักที่อยู่ในรัฐสภา ขนาดปัญหาจะใหญ่เกินไปกับสำนักนี้ที่จะเข้ามาดูแล เพราะเรากำลังพูดถึงการสร้างนอร์ม (Norm) ของคนทั้งประเทศ สำนักนี้ที่จะสร้างขึ้นใหม่ สามารถแบกรับภารกิจได้หรือไม่ อันนี้เป็นเรื่องที่ ๑ ซึ่งผมห่วงว่าจะเป็นเรื่องที่สำคัญมาก

เรื่องที่ ๒ ผมคิดว่าถ้าสร้างตรงนี้ขึ้นมาได้ก็อาจมีภาวะที่ค่อนข้างจะสะดุด เช่น บางช่วงเลือกตั้ง บางช่วงไม่มีกลไกในสภา ที่ว่ากลไกนั้นกลไกนี้ อาจจะไม่มี กรรมการชุดนี้ สะดุดหรืออาจจะไม่ครบองค์ประกอบและทำงานได้ยาก ผมว่าเรื่องที่ ๒ นี้สำคัญ

เรื่องที่ ๓ ก็คือการทำให้แผนได้รับการยอมรับ แผนนี้คิดขึ้นมาแล้ว แล้วเรา จะใส่ไปยังกลไกต่าง ๆ มีกลไกในการสร้างการยอมรับอย่างไร เช่น เราบอกว่าจะสร้างไปที่ กระทรวงศึกษาธิการก็ดี ไปที่กระทรวงมหาดไทย ต่าง ๆ เหล่านี้จะยอมรับกันมากน้อยแค่ไหน ตรงนี้ก็เป็นเรื่องสำคัญ มีกลไกอะไรที่สามารถทำได้ แล้วการผูกกับงบประมาณก็เป็น เรื่องสำคัญ ผมคิดว่าจะเป็นเรื่องยากเหมือนกันที่เราเสนอความเห็นแล้ว แล้วใส่ไปที่กระทรวง ทบวง กรมอื่นเข้าไปโดยไม่มีงบประมาณรองรับ ตรงนี้ก็จะเป็นเรื่องยาก เพราะของราชการ ก็จะเป็นเรื่องยากที่ทำเรื่องนี้ ผมเห็นด้วยอันหนึ่งก็คือการสร้างประชาธิปไตย อย่างน้อยที่สุด ก็คือเรื่องของสถาบันทางวิชาการ ทำอย่างไรที่ให้สถาบันทางวิชาการเข้ามามีส่วนร่วม ในการดำเนินการอย่างเต็มที่ ผมว่าตรงนี้จะเป็นประโยชน์อย่างมาก เพราะเราสามารถ ฝากตรงนี้ไว้ได้จะใส่กลไกอย่างไรบ้างนะครับ

เรื่องที่ ๔ ผมเห็นด้วย จริง ๆ บุคลากรทางการเมืองควรจะถูกเขียนไว้ บุคลากรทางการเมืองทุกระดับที่ได้รับการเลือกสรรมาแล้วควรจะได้ผ่านความรู้ ความคิด ความเข้าใจ หรือองค์ความรู้ให้ชัดเจน ถ้าเรามีตรงนี้ชัดและสามารถเขียนไว้เป็นตัวชี้วัด ได้อย่างดีว่าบุคลากรทางการเมืองต้องมีการอบรมตรงนี้ได้ก็จะเป็นประโยชน์อย่างมาก เพราะผมคิดว่าหลายเรื่องมาจากการขาดองค์ความรู้จริง ๆ ในการดำเนินงาน

สุดท้ายผมขอเสนอนิดหนึ่ง จริง ๆ ณ ขณะนี้ถ้าเราบอกว่าจะเลือกตั้ง ในครั้งหน้าอีกปีเศษ ๆ ขึ้นมา ผมก็ไม่อยากพูดถึงว่าเรายังสบายใจต่อการเลือกตั้งหรือไม่ ก็ยังมีความคิดก้ำ ๆ กึ่ง ๆ กันอยู่ ผมคิดว่าอย่างน้อยปีกว่าตรงนี้ถ้าเราสามารถที่จะ เสนออะไรสักอย่างที่เป็นประโยชน์ในการให้ความรู้การศึกษากับประชาชนในเรื่องของ วัฒนธรรมประชาธิปไตยและระบบการเมืองที่ถูกต้องและที่ดีผมว่าจะเป็นประโยชน์อย่างมาก อย่างน้อยที่สุดก็ทำให้เขาตัดสินอนาคตของเขาได้อย่างมีองค์ความรู้ที่มีความเข้าใจได้อย่างดี ขอฝากเป็นข้อเสนอให้กับทางกรรมาธิการด้วย เพราะกฎหมายฉบับนี้ถ้าเสนอไปแล้ว กว่าจะเสร็จก็อีกประมาณปีกว่า เรามีเวลาปีกว่า ขณะนี้เสนออะไรที่ให้มีการปฏิรูปการเมืองตรงนี้ ในการขับเคลื่อนได้อย่างเป็นประโยชน์ก็จะมีประโยชน์อย่างมาก ขอบคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ยังมีสมาชิกที่แสดงความจำนงในการอภิปรายรายงานเรื่องการปฏิรูปประเทศ ด้านการเมือง : ร่างพระราชบัญญัติการเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบ ประชาธิปไตย พ.ศ. .... อีก ๓ ท่าน มีท่าน พลเอก เลิศรัตน์ ท่านศาสตราจารย์ธรรมศักดิ์ และท่านกิตติ ขอเชิญท่าน พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช ประธานกรรมการบริหารสถาบัน คุณวุฒิวิชาชีพ อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ และอดีตสมาชิกวุฒิสภา ขอเชิญครับ

พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศที่เคารพ กระผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ ขอขอบพระคุณท่านประธานที่ให้โอกาสในการร่วมแสดงความคิดเห็น ในเรื่องที่ถือว่ามีความสำคัญสูงสุดของประเทศในเรื่องการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง ในเรื่องของระบอบประชาธิปไตยที่พวกเรามุ่งหวัง ก่อนอื่นก็ขออนุญาตแสดงความคิดเห็น ที่เพื่อนสมาชิกหลายท่านได้อภิปรายในช่วงก่อนเข้าวาระนี้ คือการให้กำลังใจกับ ท่านอาจารย์สังศิต พิริยะรังสรรค์ ผมเองก็มีความเชื่อมั่นในความบริสุทธิ์ใจของตัวท่าน ในการแสดงความคิดเห็นของท่านอาจารย์สังศิต ก็คิดว่าเมื่อท่านมีความมุ่งมั่นที่จะทำความดี แล้วก็คงจะไม่มีอะไรที่มาทำให้ท่านต้องระคายเคืองหรือเป็นปัญหาได้ พวกเราทุกคนก็คง จะช่วยทำในสิ่งที่ดีที่สุด

อีกประเด็นหนึ่งที่ผมคิดว่ามีความสำคัญกับคนไทยในวันนี้ แล้วก็ชี้ให้เห็น ถึงความมุ่งมั่นในการที่จะทำอะไรสักอย่างหนึ่งให้สำเร็จ เช่นเดียวกับการที่เราจะพัฒนา วัฒนธรรมทางการเมืองในบ้านเราก็ต้องมุ่งมั่น ต้องร่วมกันทุกฝ่าย เมื่อคืนผมนอนดึกมาก ก็นอนประมาณตี ๔ เศษเพื่อดูความสำเร็จของนักกอล์ฟหญิงไทยที่ต้องถือว่าเป็นความสำเร็จ ที่สูงสุดในบรรดานักกีฬาที่เรามีอยู่ คือที่เรารู้จักกันในนามโปรเม หรือเอรียา จุฑานุกาล ที่สามารถชนะในการแข่งขันกอล์ฟ แอลพีจีเอ (LPGA) ที่ประเทศแคนาดา แล้วที่สำคัญกว่านั้นคือในบ่ายวันนี้ก็จะมีการประกาศ ให้เอรียาขึ้นเป็นมือหนึ่งของโลก ความสำคัญของผู้หญิงคนนี้ไม่ใช่เป็นเรื่องโดยบังเอิญ เป็นเรื่องของการวางแผนที่ดีของครอบครัวตั้งแต่ยังเด็ก ๆ ทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่าง ถ้าเราไปอ่าน ประวัติจะเห็นว่าพ่อแม่ต้องขายทรัพย์สินที่มีอยู่เป็นสิบ ๆ ล้านบาท นี่เป็นบทพิสูจน์อย่างหนึ่ง ที่ให้เห็นไม่ว่าจะทำอะไรก็แล้วแต่ ความมุ่งมั่น การตั้งเป้าหมายให้ไกลให้สูงไว้แล้วก็เดินไปสู่ จุดหมายนั้นก็จะสำเร็จ กลับมาที่การสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองก็คงเช่นเดียวเป็นภาระหน้าที่ ของทุกฝ่าย ทุกกลุ่มในบ้านเมืองไม่ว่าเราจะอยู่ตรงไหนของสังคม ของชุมชนที่จะร่วมกัน สร้างวัฒนธรรมทางการเมืองให้เกิดขึ้น เพื่อนสมาชิก ๔ ท่านแรกได้อภิปรายให้เห็นว่า ปัญหาของประเทศเราคืออะไร ทำไมเราถึงไม่มีวัฒนธรรมทางการเมืองเหมาะสมที่จะช่วย สร้างสรรค์หรือรังสรรค์ประชาธิปไตยของเราให้พัฒนาก้าวหน้าไปยิ่งกว่านี้ ไม่สะดุดหยุดมา หลายครั้งอย่างน่าเสียดาย เสียดายทั้งโอกาสในการสร้างประชาธิปไตย เสียดายทั้งโอกาส ในการที่จะพัฒนาแล้วก็สร้างประเทศให้เจริญก้าวหน้าทางด้านเศรษฐกิจ ชีวิตความเป็นอยู่ ของพี่น้องประชาชนซึ่งก็ควบคู่กันไป ถ้าการเมืองไม่มั่นคง เศรษฐกิจก็คงจะไม่มั่งคั่ง ประชาชนก็คงจะต้องเหน็ดเหนื่อยอย่างที่เราเห็นกันอยู่ทุกวันนี้ เพราะฉะนั้นผมก็สนับสนุน แนวคิดของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมืองที่จะเสริมสร้าง แล้วก็มุ่งหวังที่จะให้มีบทบัญญัติ มีพระราชบัญญัติออกมาเพื่อที่จะกำกับการสร้างวัฒนธรรม ทางการเมือง เพราะเราได้ดำเนินการกันมาด้วยความพยายามของทุกฝ่ายเป็นเวลาช้านาน แต่ก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะประสบความสำเร็จ จนกระทั่งเกิดมี คสช. ขึ้น เกิดมีแนวทางต่าง ๆ ที่ดำเนินการอยู่ในทุกวันนี้ที่จะสร้างประชาธิปไตยที่เป็นประโยชน์แก่ส่วนร่วมและกับประชาชน ผมก็เดินทางไปดูงานในต่างประเทศหลายครั้ง ปัจจุบันนี้ก็เป็นนักเรียนหลักสูตรพัฒนาการเมือง และการเลือกตั้งระดับสูงของ กกต. อยู่ ได้ไปดูการพัฒนาประชาธิปไตยที่ประเทศเกาหลี เมื่อเดือนที่แล้วเขาก็ไปอีกรูปแบบหนึ่ง อันนั้นเขาจะใช้ กกต. เป็นหลักแล้วก็สร้างสถาบันขึ้นมา แต่ที่สำคัญคือการศึกษาหรือการพัฒนาวัฒนธรรมทางการเมือง การปลูกฝังกับประชาชนเขาจะทำ ในหลายรูปแบบมาก รวมทั้งเป็นแบบฟอร์มัล (Formal) หรืออินฟอร์มัล (Informal) คือทั้ง ในห้องเรียนและนอกห้องเรียน ใช้อินเทอร์เน็ต (Internet) ใช้โซเชียลมีเดีย (Social Media) มาก ใช้การรณรงค์ ใช้การสร้างเครือข่าย การสร้างเครือข่ายหรือเน็ตเวิร์กกิง (Networking) เป็นสิ่งที่สำคัญ บางทีบ้านเรามองเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ไม่ดี เป็นเรื่องที่ทำให้เกิดการเอารัดเอาเปรียบ แต่ข้อเท็จจริงแล้วการมีเครือข่ายก็จะทำให้เราสามารถเข้าถึงทุกฝ่ายได้ ทุกกลุ่มชนได้ อันนั้นก็เป็นตัวอย่างหนึ่งที่เขาประสบความสำเร็จ ผมไปประเทศเกาหลีมาอย่างน้อยก็ ๓๐ กว่าปีแล้ว ไปอยู่เป็นเดือน ๆ ก็หลายครั้ง ตั้งแต่เขาเป็นเผด็จการ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ จนวันนี้เป็นประชาธิปไตยที่เรียกว่าเหลืองอ๋อยเลย ใครทำอะไรไม่ถูกจะมีคนออกมาเดินขบวน ยอมเจ็บ ยอมตายกลางถนน ยอมที่จะกางเต็นท์อยู่ในที่สาธารณะเพื่อประท้วง เพื่อแสดงจุดยืน ทุกวันนี้ใครไปกรุงโซลจะเห็นเต็นท์แล้วก็มีป้ายสิ่งที่เขาคัดค้านอยู่เยอะแยะไปหมด อันนี้ ก็แสดงให้เห็นถึงว่าคนเกาหลีเองได้พัฒนาการแสดงออก พัฒนาการมีส่วนร่วมในระบอบ ประชาธิปไตยอย่างชัดเจน ผู้นำที่เข้ามาแล้วไม่รักษาผลประโยชน์หรือว่ากอบโกยจาก การดำรงตำแหน่งนั้นก็ถูกลงโทษทั้งจากทางสังคม ลงโทษตัวเอง ทั้งจากทางกฎหมายต่าง ๆ ให้เห็นหลายคนที่ผ่านมา ส่วนประเทศเยอรมนีผมเคยไปดูงานการเลือกตั้งเขาหลายครั้งมาก ตั้งแต่ยังเป็นนายทหารเด็ก ๆ แล้วก็เมื่อปีที่แล้วในฐานะที่เป็นกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ พรรคการเมืองเขาเป็นผู้สร้างประชาธิปไตย ทุกพรรคการเมืองใหญ่ ๆ จะมีมูลนิธิ ซึ่งมีกิ่งก้านสาขาอยู่ในหลาย ๆ ประเทศ เพื่อที่จะเสริมสร้างประชาธิปไตยไม่ใช่เฉพาะ ในประเทศเยอรมนีเองและในต่างประเทศด้วย ก็จะเห็นรูปแบบต่าง ๆ กัน ส่วนในสหรัฐอเมริกาเป็นวัฒนธรรมที่เกิดขึ้นจากการต่อสู้ เสียเลือดเนื้อเมื่อ ๒๐๐ กว่าปีที่แล้ว ก็สร้างขึ้นมาเป็นธรรมชาติ ไม่มีโรงเรียน ไม่มีอะไร มากมาย ผมเรียนในสหรัฐอเมริกาทั้งหมด ๘ ปี ไม่เคยเรียนหลักสูตรพัฒนาประชาธิปไตย สักหลักสูตรเดียวเลย ไม่เคยเรียนซีวิกเอดูเคชัน (Civic Education) แต่เขาเป็นประเทศ ที่มีความเป็นประชาธิปไตยค่อนข้างสูง ปัญหาของบ้านเราเป็นปัญหาที่อาจจะไม่มีใครซ้ำ ปัญหาซื้อสิทธิขายเสียงอาจจะเป็นไม่กี่ประเทศในโลกที่เป็นปัญหานี้ แม้กระทั่งเราจะไป ปลูกฝังวัฒนธรรมประชาธิปไตยให้เลิกซื้อสิทธิขายเสียงก็ต้องมีวิธีการดำเนินการอีกแบบหนึ่ง อาจจะมีบทลงโทษที่สูงเพิ่มขึ้นอย่างที่เราเห็นในกฎหมายเลือกตั้งที่พัฒนาการขึ้นมา จะเพิ่มบทลงโทษของผู้ซื้อสิทธิขายเสียงให้เพิ่มมากขึ้น เรามีวัฒนธรรมทางการเมือง ถ้าในส่วนที่ไม่ดีจะแตกต่างจากผู้อื่น เช่นเรื่องของการที่เราเอาเฉพาะคนที่ให้ประโยชน์แก่เรา ที่สังคมไทยเป็นสังคมอุปถัมภ์ เป็นสังคมที่ค่อนข้างแคบ เมื่อสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น ใครอุ้มชู ดูแลชุมชนก็จะได้รับการเชิดชู เขามองไม่ถึงว่าข้างหลัง ข้างในตับไตไส้พุงของคนเหล่านี้ เป็นอย่างไร อันนี้ก็เป็นเรื่องของปัญหาของการขาดข้อมูล ขาดการศึกษาเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นที่ผมกราบเรียนมา ๒-๓ ประเด็นนี้ก็เพื่อจะชี้ให้เห็นว่าแนวทางของ คณะกรรมาธิการด้านการเมืองที่เสนอในวันนี้ก็คงหาหนทางว่าเราจะไปพัฒนาอย่างไร แน่นอนการพัฒนาหรือการที่จะใส่วัฒนธรรมทางการเมืองให้กับคนไทย ๖๐ กว่าล้านคน ภายใน ๓ ปี ๕ ปี ๑๐ ปี ๒๐ ปีเป็นไปไม่ได้ ที่จะเปลี่ยนแปลงสัก ๑๐ เปอร์เซ็นต์ก็เป็นไปได้ยาก เพราะสิ่งที่สำคัญไม่ได้อยู่ในระบบการศึกษาเท่านั้นซึ่งมีอยู่ไม่กี่ล้านคน อยู่ที่ประชาชน ในพื้นที่ อยู่ที่ชาวบ้านในชนบท อยู่ที่ชาวไร่ชาวนาซึ่งเป็นอาชีพหลักของคนไทย เพราะถ้าเรา จะรอให้ระบบการศึกษากับเด็ก กับนักศึกษาระดับอุดมศึกษาที่ท่านเขียนไว้ในบทเฉพาะกาล เอาหลักสูตรไปพัฒนาให้เป็นหลักสูตรสอนอุดมศึกษาปี ๑ อย่างนี้ก็ไม่รู้อีกกี่ปีที่จะสามารถ ทำให้คนของเรามีจิตสำนึกในเรื่องของความเป็นนักประชาธิปไตยหรือความเป็นผู้เสียสละ ที่มารับใช้ชาติ รับใช้บ้านเมือง เพราะฉะนั้นตรงนี้จึงต้องทำควบคู่กัน และผมคิดว่าความสำคัญ ในการให้ความรู้ ความเข้าใจ หรือสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองนั้นในชาวบ้านร้านถิ่น มีความสำคัญกว่าในระบบการศึกษาหรืออาจจะไม่น้อยกว่า เพราะตรงนั้นปัจจุบันนี้มีคนเยอะ เราคงจะไม่สามารถรอเวลาได้ ท่านนายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ก็บอกว่ามีเวลาแค่ ๒-๓ ปีเอง เพราะฉะนั้นถ้าจะไปรอสร้างวัฒนธรรมทำให้ทุกคนเลือกคนดีอะไรต่าง ๆ นานาในคอนเซ็ปต์ (Concept) ที่เราจะให้การศึกษา คสช. ยังต้องอยู่ไปอีกนานมากเลยถึงจะคืนอำนาจได้ จนกว่าเราจะเห็นประชาชนมีความเข้าใจในการใช้สิทธิ ใช้เสียง หรือการเลือกคน

ประเด็นสุดท้ายที่ผมอยากจะขออนุญาตกราบเรียนคือเรื่องของคณะกรรมการ ที่ท่านใช้ชื่อว่าคณะกรรมการเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย จำนวน ๑๘ คน ตรงนี้ผมมีข้อสังเกตอย่างนี้ คือถ้าองค์ประกอบที่ท่านจัดทำมา ๑๘ คน ผมคิดว่าขับเคลื่อนได้น้อยมาก ได้ช้ามาก และประสิทธิภาพในการขับเคลื่อนจะน้อยมาก ผมเคยเป็นกรรมการสถาบันพระปกเกล้า ในฐานะเป็นสมาชิกวุฒิสภา เมื่อ ๖-๗ ปีที่แล้ว ก็ประชุมกันทุกเดือน เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้านำเรื่องมาเสนอเรารับฟังแล้วก็ ให้ข้อคิดเห็นเล็ก ๆ น้อย ๆ ชั่วโมงกว่าแล้วก็เลิกกันไป เพราะฉะนั้นในรูปแบบของกรรมการ แบบนั้นผู้ที่ทำงานจริง ๆ คือสถาบัน คือเลขาธิการ แล้วก็คือผู้บริหารของสถาบันพระปกเกล้า อันนี้ท่านไปตั้งกรรมการขึ้นมา ๑๘ คน แล้วเลขานุการคือผู้อำนวยการสำนักเสริมสร้าง วัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยซึ่งเป็นของสภา หลายท่านอภิปรายแล้วว่า อาจจะไม่สามารถมีพลังพอที่จะขับเคลื่อน เพราะฉะนั้นผมก็ขอเสริมเพิ่มเติมว่าในรูปแบบ ของคณะกรรมการที่เราเสนอท่านมีผู้ทรงคุณวุฒิถึง ๑๔ คน ๑๔ คนก็ไปหามาจาก อดีตนายกรัฐมนตรี อดีตประธานสภาต่าง ๆ ๔ คน อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยอีก ๔ คน ผู้เคยดำรงตำแหน่งด้านการสื่อสารมวลชนอีก ๓ คน แล้วก็บุคคลดำรงตำแหน่งทางวิชาการ ๓ คน ผมคิดว่าท่านเหล่านี้อาจจะมีคอนทริบิวชัน (Contribution) ในช่วงแรก ๆ แต่จะให้ท่าน ไปขับเคลื่อน ไปออกแรง ไปเป็นพรีเซ็นเตอร์ (Presenter) ไปปรากฏตัว ไปกำกับว่า ทำงานกันไหม ลงไปตามหมู่บ้านตามชุมชนก็คงจะยาก ท่านส่วนใหญ่ก็ไม่มีพลังอะไรแล้ว คนไทยทำงานมุ่งมั่นเพราะมีพลัง มีความหวัง หรือมีสิ่งที่กระตุ้นอยู่ข้างหน้าที่เราเรียกว่า อินเซนทิฟ (Incentive) ก็จะมุ่งมั่นต่อการทำงาน เพราะฉะนั้นผมขอกลับคร่าว ๆ ว่า ๑๔ คน ผู้ทรงคุณวุฒิใน (๔) ให้เหลือสัก ๘ คน ให้ไปกลุ่มละ ๒ คน อีก ๖ คนที่ตัดออกผมอยากจะ ให้ท่านไปตั้งคณะกรรมการจากผู้ที่ท่านบอกว่าเป็นผู้ขับเคลื่อนการส่งเสริม หรือการพัฒนา วัฒนธรรมทางการเมือง เช่นกระทรวงศึกษาธิการ ท่านอาจจะเลือกจากเลขาธิการ กศน. มา กศน. เป็นตัวหลักในการดำเนินการศูนย์ส่งเสริมประชาธิปไตยที่ กกต. จัดตั้งขึ้นประจำตำบลไว้ ๘,๐๐๐ กว่าแห่งขณะนี้ ผมไปเยี่ยมเขามาที่จังหวัดลำปางก็ทำงานได้ดี เป็นคนในท้องถิ่น บวกกับ กศน. ๑ คน หรือว่าเป็นทางด้านอุดมศึกษาซึ่งกำลังจะมีกระทรวงแล้ว ก็อาจจะต้อง เอาปลัดกระทรวงการอุดมศึกษาแห่งประเทศไทยที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ มาเป็นสมาชิกสัก ๑ คน อีกส่วนหนึ่งคือทางสถาบันพระปกเกล้าอาจจะมีผู้แทนมา จะเป็น เลขาธิการหรือจะรองเลขาธิการ แล้วทางกระทรวงมหาดไทยที่ท่านกำหนดให้เป็นผู้ขับเคลื่อน ก็มีกรมการปกครองกับกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ก็น่าจะตั้งมาจากกรมเหล่านี้ สักหน่วยละ ๑ คน

และสุดท้าย ก็คือสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งปัจจุบันนี้ และในหลาย ๆ ประเทศได้ให้เป็นผู้ที่ส่งเสริมประชาธิปไตยเพราะเขาอยู่ตรงนั้นและเขา มีเครือข่ายอยู่ทั่วประเทศ สภาไม่มีแม้กระทั่งสาขา ๑ แห่งเลย มีอยู่ที่นี่แห่งเดียว และอีกหน่อย ไปอยู่ที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาแล้วจะไปขับเคลื่อนกับประชาชนได้อย่างไร เพราะฉะนั้นก็ควร จะมีผู้แทนจากสำนักงาน กกต. เข้ามา เพราะ ๕-๖ คนเป็นฝ่ายที่ยังอยู่ในหน่วยงาน และเป็นหน่วยงานที่ท่านบอกเองว่าจะให้เขาขับเคลื่อนการส่งเสริมการพัฒนาอุดมการณ์ และวัฒนธรรมประชาธิปไตย เอาเขาเข้ามาไว้ตรงนี้เลย แล้วมอบให้เขาเป็นประธานอนุกรรมการ ในแต่ละด้าน ผมเห็นแล้วที่ท่านมีอนุกรรมการอยู่ในมาตรา ๒๗ แต่อนุกรรมการเหล่านั้น เป็นอนุกรรมการในด้านเทคนิคมากกว่า ท่านควรจะมีอนุกรรมการในเรื่องการขับเคลื่อน การเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองในระดับท้องถิ่น ในระดับอุดมศึกษา ในระดับเยาวชน อะไรต่าง ๆ ท่านก็มอบให้คนเหล่านี้ซึ่งท่านตั้งมาเป็นกรรมการให้เขารับผิดชอบไป แล้วเขา ก็มารีพอร์ต (Report) อันนี้การขับเคลื่อนก็จะมีประสิทธิภาพมากขึ้น ท่านจะหวังว่า ผู้อำนวยการสำนักเสริมสร้างวัฒนธรรมจะไปสั่งหน่วยงานเหล่านั้นคงไม่ได้ เพราะฉะนั้น อันนี้ผมก็เพียงแต่ขออนุญาตแสดงความคิดเห็น เพราะส่วนใหญ่ของรายงานนี้ท่านที่ทำ ก็เป็นผู้ที่รู้คร่ำหวอดทางการเมืองและได้รับราชการมา ผมเองก็คงจะมีความรู้น้อยกว่าท่าน เพียงแต่เห็นว่าก็เคยอยู่ในกรรมการมาเยอะ แล้วก็พอจะมองออกเหมือนกันว่ากรรมการ ในรูปแบบไหนที่เวิร์ก (Work) และที่ไม่เวิร์ก (Work) ใช้เวลาเกินมาแล้วก็ขอกราบพระคุณ ท่านประธาน แล้วก็ขอสนับสนุนรายงานนี้ครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ท่านต่อไปขอเชิญศาสตราจารย์ธรรมศักดิ์ พงศ์พิชญามาตย์ อดีตรักษาการ อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี อดีตรองอธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง และอดีตคณบดีบริหารมหาวิทยาลัยเอเชียน อดีตคณบดีคณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และอดีตคณบดีสำนักวิชาเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ขอเชิญครับ

ศาสตราจารย์ธรรมศักดิ์ พงศ์พิชญามาตย์ 🔗

กราบเรียนท่านประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ กระผม ธรรมศักดิ์ พงศ์พิชญามาตย์ เลขที่สมาชิก ๖๙ ก่อนอื่นผมเห็นด้วยกับการที่คณะกรรมาธิการได้นำเสนอร่างพระราชบัญญัติออกมา มีท่านสมาชิกได้อภิปรายไปแล้วก็ขออภัยถ้าหากว่าผมอภิปรายซ้ำ หรืออาจจะไม่ถูกต้อง ตามที่ได้พูดไปแล้ว ผมเองเห็นว่าเอกสารในร่างของพระราชบัญญัติเป็นเรื่องดีที่มีมาตรา ๑๐ แล้วก็บอกว่าควรจะพัฒนาเรื่องต่าง ๆ เป็นขั้น ๆ ๕ เรื่องด้วยกัน ผมดูแล้ว (๒) (๓) (๔) ในวงเล็บ ทั้ง ๓ ข้อเป็นเรื่องที่น่าจะกำหนดให้ชัดเจน ชัดเจนอย่างไรนั้นเดี๋ยวผมจะอภิปราย ให้ฟังว่าผมคิดอย่างไร ต้องขออภัยที่อาจจะเป็นความคิดของคนคนหนึ่งที่อยู่ในแวดวง การศึกษา แต่ก็เคยสัมผัสหลักสูตรมาพอสมควร มาตรา ๑๒ หน้า ๕ บอกว่าให้จัดการ ทำหลักสูตรโดยอาศัยกลุ่มบุคคลต่าง ๆ แล้วท่านผู้อภิปรายเมื่อสักครู่ได้พูดถึงคณะบุคคล ที่มาทำเรื่องนี้ ผมเองอยากจะเรียนว่าคณะบุคคลในหมวด ๓ มาตรา ๑๙ ก็เห็นด้วยว่า มีจำนวนเท่านี้ดี แต่น่าจะติ่งลงไปให้ชัดเจนว่าคนกลุ่มนี้เป็นปราชญ์ด้านใดด้านหนึ่ง ไม่ใช่เพียงแค่เป็นนักวิชาการมีประสบการณ์ ปราชญ์ที่ผมพูดถึงคือปราชญ์ทางด้านพุทธธรรม ทำไมผมพูดอย่างนั้น คำว่า วัฒนธรรมการพัฒนาการเมือง วัฒนธรรมภาษาอังกฤษ เขาเรียกว่าคัลเจอร์ (Culture) เอาเมล็ดข้าว ๑ เมล็ดใส่ดินแล้วคัลเจอร์ (Culture) ให้เป็นรวงขึ้นมา หรือเลี้ยงเชื้อโรคที่ผมทำกันมา วัฒนธรรม คำแปลก็ชัดเจน วัฒนะ แปลว่า ดีขึ้น ธรรมะที่พัฒนาให้ดีขึ้นเพื่อชุมชน ท่านทราบไหมว่าเราต้องการประชาธิปไตยแบบไหน เราต้องการธรรมาธิปไตยใช่ไหม ไม่ใช่ประชาธิปไตย ประชา มาจากประชาชน ชนเป็นภาษาบาลี แปลว่า สักแต่ว่าเกิด อันนี้ผมใช้คำพูดของท่านพุทธทาสภิกขุนะครับ ชน แปลว่า สักแต่ว่าเกิด ฉะนั้นเราจะแปลเป็นว่ามนุษย์ เขาก็ไม่ค่อยใช้กัน เพราะฉะนั้นประชาธิปไตยนี่ไม่ใช่ ธรรมาธิปไตยเป็นอย่างไรครับ ประเทศไทยเราเดือดร้อนกับเรื่องของคน เรื่องของมนุษย์ เยอะมากเลย แล้วเราก็มาสร้างกติกาแบบนี้ขึ้นมา และเราอ้างแต่ฝรั่ง เราอ้างมากซ์ เราอ้างเลนิน เราอ้างฌ็อง ฌัก รุสโซ อ้างสารพัด ฝรั่งทั้งนั้นเลย ประเทศนี้เป็นคริสเตียน ไปแล้วหรือ ขออภัยที่เอ่ยนามอย่างนั้น ผมอยากจะเรียนว่าเราคนไทยห่างเหินบริบทของ พุทธธรรมมา ๖๐ ปี ปี ๒๕๐๐ มีคำสั่งประกาศราชกิจจานุเบกษาโดยท่านนายกรัฐมนตรี ท่านหนึ่งให้เราหยุดวันพระ วันโกนไม่ได้แล้ว ถัดมาอีก ๒ ปีก็มีคำสั่งของท่านนายกรัฐมนตรี อีกท่านหนึ่งสั่งว่าให้เราหยุดวันเสาร์ วันอาทิตย์ นี่ละครับ ทำนบของวัฒนธรรมต่าง ๆ พังหมด คนห่างเหินจากสิ่งที่ปรากฏอยู่แล้วในหลักการของศาสนาเยอะมากเลย เราไปพึ่งแต่ฝรั่ง คิดแบบฝรั่ง ฝรั่งคิดอะไรครับ คนไทยคิดไม่เป็นหรือครับ คนไทยอย่างพุทธคิดเป็นนะครับ ผมอยากจะเอ่ยนามว่า สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ท่านประยุทธ์ ปยุตฺโต ท่านได้เขียนหนังสือ เยอะมากเลย เช่น ธรรมนูญชีวิต หรือของท่านพุทธทาสภิกขุเองก็เหมือนกัน หลักการเหล่านี้ คล้าย ๆ กัน เมื่อท่านคิดว่าอยากจะทำวัฒนธรรมทางการเมือง ท่านดูสิครับ เวลาประชุมห้องนี้ ถ้าท่านเคยเห็นอังกฤษ นิวซีแลนด์ ออสเตรเลีย เราจะเห็นว่าเมื่อนายกรัฐมนตรีพูด หรือพรรคฝ่ายค้านพูดทุกคนจะพูดเยส (Yes) โน (No) ไปเรื่อย นั่งกันเต็มเลย เบียดจนไหล่ ชิดกันเลย นั่งประชุมสภาบางครั้งอาจจะมีลูกมาดูดนมอยู่ด้วย แต่เมืองไทยเป็นอย่างไรครับ เวลานี้ประชุมสภา มีประชุมกรรมาธิการโน่นนี่นั่นมันซ้อนกันครับ แต่นั่งรับประทานอาหาร ที่ห้องพักนี่โอเค (Okay) ถือว่ายังฟังการประชุมอยู่ วัฒนธรรมง่าย ๆ อย่างนี้เราไม่มีเลย เราเลียนแบบฝรั่งเพื่อความสบายใจของเราใช่ไหมครับ ผมเสนอง่าย ๆ เลยครับท่านกรรมาธิการ ต้องขออภัย ผมอาจมองไปในประเด็นที่ว่าค่อนข้างจะริจิด (Rigid) ไป หรือเคร่งครัดไป ก็ต้องขออภัยด้วย แต่ถ้าเราไม่ทำอย่างนี้ ๖๐ ปีของคำสั่งทั้ง ๒ ที่สั่งไว้คนเราหละหลวมมากเลย และปัญหาสารพัดเลย เราอยากเป็นฝรั่งก็เป็นไม่ได้ แต่เป็นไทยอย่างพุทธเราก็เป็นไม่ได้อีก ถ้าจะสร้างหลักสูตรขึ้นมาตามมาตราที่แสดงไว้ มาตรา ๑๒ วิธีง่าย ๆ เลย ผมลงไปสัมผัสโมเดล (Model) ของสุราษฎร์ธานีเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว ผมเลยเสนอว่า โมเดล (Model) สุราษฎร์ธานีเป็นการสร้างคนที่ดี สร้างวัฒนธรรมของคนที่ดี เขาเอาหลักการ ทางพุทธศาสนาของพุทธทาสภิกขุมาใช้ แล้วก็มีแนวโน้มว่าอัตราส่วนของอาชญากรรมลดลง มี ๑๔ จังหวัดที่ทำโมเดล (Model) นี้ วิธีการก็คือว่าตัวชี้วัดต้องชัดเจน ยกตัวอย่าง การเป็นคนที่ดีในสังคม ผมขออนุญาตอ่าน คนที่ดีในส่วนรวมตามหลักธรรมนูญชีวิตมีหลักเยอะ ยกตัวอย่างของการเป็นสมาชิกชุมชนที่ดี แน่นอนครับ ตัวชี้วัดเรื่องศีล เรื่องการคบคนดี เรื่องการอะไรก็แล้วแต่ดีหมด อีกข้อหนึ่งที่ผมอยากจะให้เป็นตัวชี้วัดเพิ่มเติมเข้ามาคือ การเป็นสมาชิกที่ดีของรัฐ มนุษย์ที่เราแปลกันก็เข้าใจ แต่ไม่ใช่ประชาชนแน่นอน ต้องประชามนุษย์ ให้ชัดเจน เพราะคำว่า ชน แปลว่า สักแต่ว่าเกิด สมาชิกที่ดีของรัฐต้องเข้าใจธรรมาธิปไตย ธรรมาธิปไตยที่เป็นเมเจอริตี (Majority) คือพุทธศาสนา ต้องยึดสิ่งนี้ก่อน ถัดมาก็คือ การมีส่วนร่วมในการปกครอง ท่านดูสิครับว่าเวลาประชุม ข้อที่ ๑ เขาบอกว่าต้องประชุม เป็นเนืองนิจ มีตัวชี้วัดไหมครับ ประชุมเป็นเนืองนิจขององค์กร ของหน่วยงาน ของชุมชน หมู่บ้าน ข้อที่ ๒ มีส่วนร่วมในการปกครองที่ดี คือพร้อมเพรียงกันกับการประชุม พร้อมเพรียงนั่งประชุม เหมือนประเทศอังกฤษที่เห็นนั่งหัวไหล่ชิดกัน ทุกคนอยากจะพูด ก็ต้องมีระบบไมโครโฟนห้อยลงมาจากข้างบนให้ทุกคนพูด นั่งประจันหน้ากัน พร้อมเพรียงกัน ประชุม เพื่อตัดสินปัญหาต่าง ๆ ตัวชี้วัดมีไหมครับ หลักสูตรต่าง ๆ ที่อ้างว่ามีคณะกรรมการ ร่างขึ้นมาก็ควรให้เขาร่างขึ้นมาแล้วมีตัวชี้วัดให้ชัดเจน แล้วก็ไม่ใช่ทำตามอำเภอใจ ผู้มีประสบการณ์ของสังคมของบ้านเมืองอย่าไปว่ากล่าวดูถูก ควรยกย่องเขา นี่คือหลักการ การปกครองตามหลักพุทธ จากนั้นผู้นำของรัฐ ผมอยากเรียนตรงนี้เลยว่าเรามักจะพูดเสมอว่า ทศพิธราชธรรม แต่จริง ๆ ไม่ใช่ธรรมของพระราชาองค์เดียว เราจะให้พระราชาองค์เดียว มาทำทุกอย่างแทนคน ๗๐ ล้านคนคงไม่ได้ ๑๐ ข้ออาจจะยาก แต่ผู้ปกครองตั้งแต่นักปกครอง หัวหน้างาน ผู้บังคับบัญชา ผู้กำกับ ผู้การทั้งหลายก็ต้องมีหลักพวกนี้ให้ครบถ้วนด้วย ตัวชี้วัด เพื่อประกาศว่าเขาควรจะเหมาะสมในการพัฒนาตนขึ้นสู่ตำแหน่งสูงขึ้นได้หรือไม่ ๑๐ ข้อนี้ การให้ทานบ้าง การรักษาศีล รักษาความสุจริต หรือสารพัดเป็นหลักการ ผมไม่เข้าใจว่า ทำไมสังคมไทยจึงไม่ใช้หลักพุทธในการที่จะมาปรับเพื่อให้เกิดวัฒนะ ให้เกิดธรรมะที่วัฒนาถาวร เป็นวัฒนธรรม เราจะยึดแต่ตำราฝรั่ง ไม่เข้าใจจริง ๆ เราเป็นคริสต์ เราเป็นอะไรไปแล้วหรือ เพราะฝรั่งคือตะวันตกเวสเทิร์นไนซ์ (Westernize) ใช่ไหมครับ ผมเองอยากจะเห็นอีกว่า เมื่อตัวชี้วัดตรงนี้ชัดเจนแล้วหลักการใหญ่ ๆ ในการประพฤติตนของคนในสังคม คือเขียนหลักไว้ในมาตราต่าง ๆ ที่เขียนอย่างนี้เขียนได้ครับ แต่ถ้าเราเขียนให้ชัดขึ้นว่า คนที่มานั่งเขียนต้องเป็นนักปราชญ์ที่รู้เรื่องต่าง ๆ ของพุทธศาสนา หรือธรรมะต่าง ๆ ครบถ้วนพอสมควรในการที่จะชี้นำว่าถ้าจะดูเรื่องการปกครอง เรื่องประชาธิปไตยต้องใช้ อย่างนี้ ๆ การดำเนินการประชาธิปไตยในท้องถิ่นทำอย่างนี้ ๆ มีหลักการหมด แต่เรา ก็ไม่ได้ยึดถือ ก็อยากจะเรียนว่าผมไม่ได้ขัดข้อง แต่ว่าอยากเสนอให้มีการเพิ่มเติมหรือปรับปรุง ให้กระชับมากขึ้นว่าการเขียนหลักสูตรนั้น ๆ ให้กับนักเรียนตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาขึ้นมา จนถึงมหาวิทยาลัยควรจะให้ชัดเจนแล้วก็มีบริบทของธรรมะต่าง ๆ เพื่อเป็นธรรมาธิปไตย ไม่ใช่ประชาธิปไตย สิ่งนี้ก็คงจะเป็นความรู้ความเข้าใจส่วนตัวผมที่เห็นมา แล้วการประชุมสภา ที่ไม่ฟังไม่อยู่ในที่ประชุมก็ไม่น่าจะเป็นประโยชน์ พอมาถึงก็กดเห็นชอบทั้ง ๆ ที่ไม่ได้ฟังเลย หรืออาจจะอ่านมาบ้าง ผมว่านี่คือประเด็นที่ว่าจึงมีกฎหมายแปลก ๆ ออกไปบังคับพวกเรา อยู่ทุกวันนี้ ขอบคุณมากครับ

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง ได้ลงจากบัลลังก์ โดยมอบให้นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง ปฏิบัติหน้าที่แทน)
นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง)

ขอบคุณมากค่ะ ท่านต่อไป เชิญท่านกิตติ กิตติโชควัฒนา อดีตผู้ว่าราชการ จังหวัดยะลา

นายกิตติ กิตติโชควัฒนา 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม กิตติ กิตติโชควัฒนา สปท. ๑๐ จากจังหวัดยะลา ท่านประธานครับ ผมจำได้ว่าตอนเด็ก ๆ หลังจากที่ทางมหาวิทยาลัยประกาศสอบว่าผมสอบติดที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก็ ๕๐ กว่าปีเศษ ประมาณ ๖๐ ปีที่แล้วมา คุณพ่อผมก็มาส่งที่สถานีรถไฟมะลุโบ ของจังหวัดนราธิวาส ในขณะที่รอรถไฟนั้นก็นั่งรับประทานกาแฟอยู่ในร้านกาแฟ ผมเด็ก ๆ ก็รับประทานน้ำมะพร้าว ก็จำได้แม่นเพราะเป็นร้านที่ขายประจำเวลาผมไปกรุงเทพฯ หรือกลับจากกรุงเทพฯ ก็จะแวะร้านนั้นรับประทานน้ำมะพร้าวเพราะร้านนั้น ขายน้ำมะพร้าว ก็ยังจำได้อีกว่าคุณพ่อบอกผมว่าลูกโตแล้วไปเรียนหนังสือกรุงเทพฯ เวลาอยู่คนเดียวให้ระวังความคิด ท่านกำชับว่าให้ระวังความคิด เวลาฟังอาจารย์สอนให้รู้จัก วิเคราะห์ต่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือเวลาอยู่คนเดียวให้ระวังความคิด ผมคิดว่าอันนี้ เป็นเรื่องใหญ่ เพราะคนเราจะขับเคลื่อนเรื่องอะไรก็แล้วแต่ก็มาจากความคิด ถ้าเราคิดผิด ก็หลงทาง ถ้าคิดถูกก็ไปสู่ที่ชอบ ที่ถูก ที่ควร เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ก็ยังฝังใจให้กับผม อยู่ตลอดเวลา ผมคิดว่าขณะนี้บ้านเมืองของเรานั้นเยอะแยะมากมายที่หลงผิดหลงถูก เพราะยึดติดความคิดที่คิดผิด นั่นประการที่ ๑ ที่ผมจำได้ที่คุณพ่อสอนผมมาเมื่อตอนเด็ก ๆ ที่มาส่งผมที่สถานีรถไฟมะลุโบ จังหวัดนราธิวาส อย่างไรก็ตามเมื่อผมเข้าเรียนแล้วอยู่ปี ๓ ผมเรียนรัฐศาสตร์ อาจารย์เสน่ห์ จามริก สมัยนั้นใครที่เรียนมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก็คงจะนึกออกว่าท่านเป็นเจ้าทฤษฎีในเรื่องความเข้มงวดกวดขันเรื่องของการให้คะแนน ในการสอบ ใครที่ได้ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ถือว่าเยี่ยม สมัยนั้นเก่งครับ ต้องเอาจริงเอาจังกับการอ่าน ท่านสอนผมอย่างนี้ ท่านหยิบยกเอาทฤษฎีการเมืองของนักปราชญ์ทางการเมือง บอกว่าความดี ของมนุษย์สิ้นสุดเมื่อเล่นการเมือง วันนี้คณะกรรมาธิการเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมือง มาพูดถึงเรื่องการสร้างนักการเมืองที่ดี ก็เลยทำให้ผมคิดว่าอะไรกัน แต่เมื่อมาอ่านในสิ่ง ที่ทางคณะกรรมาธิการเสนอมาแล้วก็เห็นด้วยทุกประการ รวมไปตลอดจนถึงมีกรรมาธิการ บางท่านที่ได้เสนอแนะไปแล้วมากมาย ก็รู้สึกภูมิใจ ดีใจว่าสิ่งที่คณะกรรมาธิการชุดนี้ ได้นำเสนอ สอดคล้องกับสถานการณ์บ้านเมืองที่เราต้องการ ประเทศไทยในทางการเมือง เข้าสู่ ๔.๐ เพราะฉะนั้นอันนี้จึงเป็นสาระสำคัญของการที่จะนำพาประเทศชาติของเราไปสู่ ความมั่นคงทางการเมือง เพราะเราพูดเสมอว่าถ้าบ้านเมืองใดการเมืองไม่นิ่ง อย่างอื่น ก็เหลวไหลตามอย่างที่เราเห็นกันในอดีตที่ผ่านมาตั้งแต่ปี ๒๔๗๕ เป็นต้นมา ก็มีอยู่บางช่วง บางขณะเท่านั้นเองที่พอไปได้ แต่ส่วนใหญ่แล้วเหลวไหล ท่านประธานครับ ไม่ใช่เท่านั้น วันที่ผมแต่งงาน คุณแม่ผมก็มาบอกว่าลูกเอ๋ย ต่อไปนี้เจ้ามีคู่ชีวิตแล้ว ทำอะไร ต้องหมั่น ปรึกษา ก็คือปรึกษาภรรยาละครับ ท่านบอกว่าถ้าไม่หมั่นปรึกษา โง่มาก ผมก็ทำ ปรึกษาครับ เพราะอันนี้ผมคิดว่าการที่คุณแม่สอนผมอย่างนี้ก็คงมีเจตนาดี เนื่องจากว่า สุภาพสตรีผู้หญิงนั้นมักจะเป็นคนรอบคอบ สุขุม ละเอียด แล้วก็มีความถี่ถ้วนในเรื่องอะไร ต่ออะไรเพื่อไม่ให้เราผิดพลาดในการคิดอะไรที่เกี่ยวข้องกับคนในบ้าน คู่ชีวิตนั้นจะต้อง ระมัดระวัง ต้องหมั่นปรึกษา ท่านย้ำว่าถ้าไม่หมั่นปรึกษา โง่มาก ในขณะเดียวกันวันที่ผม ได้รับคำสั่งแต่งตั้งเป็นนายอำเภอ คุณพ่อผมก็มาบอกอีก บอกว่าลูกเอ๋ยขณะนี้เจ้าเป็นนายคน ภาษาจีนเขาเรียกว่านายคน เพราะฉะนั้นการเป็นนายคน ที่ดีนั้นต้องรู้จักฟังเสียง ได้ยินเสียงประชาชน ก็ไปสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญที่พูดถึงเรื่องของ การต้องปรึกษาหารือ สอบถามความคิดเห็น เพราะฉะนั้นผมคิดว่าคนโบราณที่สอนสั่ง อะไรต่าง ๆ มากมายนั้นต่างล้วนแต่กลั่นกรองมาจากความรู้ ความเข้าใจที่เป็นประโยชน์ ต่อชาติบ้านเมืองทั้งสิ้น เพียงแต่ว่าบางที บางครั้ง บางคราวเราคิดว่าตะวันตกต้องไปอย่างนี้ เราลืมไปว่าเมืองไทยของเรามีวิถีที่ต่างไปจากฝรั่งเป็นอย่างไร เราลืมเรื่องของเราไป โดยทิ้งเรื่องของเราไปยึดติดจากที่เราคิดผิดตั้งแต่แรกเริ่มว่าต้องอย่างนั้นเพราะเราเรียน มาอย่างนี้เลยเตลิดไปกันใหญ่ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เป็นประการสำคัญก็คือว่าการปรึกษา ประชาชนนั้น อย่างในการเสนอของคณะกรรมาธิการชุดนี้พูดถึงเรื่องของการมีประชาชน เข้ามามีส่วนร่วม อันนั้นผมคิดว่าถูกต้อง เฉียบขาด แต่ว่าประชาชนในขณะนี้ของบ้านเรานั้น เป็นอย่างไร อดีตที่ผ่านมาก็คงจะเป็นบทเรียนที่เจ็บปวดให้กับพวกเราว่าเวลานักการเมือง หาเสียงก็มักจะมีอีกฝ่ายมาโต้แย้งเวลาเขียนโครงการขึ้นมา อย่าคิดว่าประชาชนโง่ อย่าคิดว่า ประชาชนไม่รู้ แต่ทำไมประชาชนจึงยากจน ถ้าประชาชนรู้ ประชาชนไม่โง่ ประชาชนฉลาด ประชาชนต้องเข้มแข็งขึ้น ต้องร่ำรวยขึ้น ต้องมีความต่างในเรื่องของรายได้ทางเศรษฐกิจ ไม่ต่างกับคนรวยมากจนเป็นเหตุให้สงสัยกันว่าเราทิ้งชาวบ้านห่างไกลจนเกินความน่าดูมากไป เพราะฉะนั้นที่บอกว่าอย่าคิดว่าประชาชนไม่รู้ อย่าคิดว่าประชาชนโง่ เป็นวาทกรรม ทางการเมืองที่ทำให้ชาวบ้านหลงดีใจว่าเรารู้ เราไม่โง่ เราฉลาด แต่พอทำไปทำมาเราแย่ พอมีที่บ้านบ้าง ที่ดินบ้าง สวนบ้าง ไป ๆ มา ๆ ก็ไปตกกับพวกบรรดานายทุน บรรดา นักธุรกิจ บรรดานักการเมือง จนขณะนี้ทุนที่พอจะมีอยู่บ้าง ๕ ไร่ ๑๐ ไร่ก็ไม่มีอะไรเหลือ พอที่จะยาไส้ เพราะฉะนั้นในเรื่องของการเตรียมความพร้อมประชาชนจึงเป็นเรื่องใหญ่ อย่างที่ท่านพูดถึงว่าให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรมทางการเมืองนั้นเราจะต้อง ปูพื้นฐานตั้งแต่ต้น โรงเรียนดีครับ ไม่ใช่ไม่ดี แต่ทำอย่างไร ก่อนเข้าโรงเรียนว่าอย่างไร สถาบันการศึกษาต่าง ๆ ยังไม่พอ ผมคิดว่าผู้คนของบ้านเรานั้นอ่อนในเรื่องวินัย เพราะฉะนั้น จึงไม่แปลกครับ ทุกปีจะมีน้ำรอระบายในเขต กทม. ปีหน้าก็คงไปฟังอีก ก็จะมีเรื่องน้ำรอระบาย ในเขต กทม. อีก แล้วในขณะเดียวกันเจ้าผักตบชวาก็จะมีให้อีก มานั่งคุ้ยนั่งกู้กันทุกปี ซึ่งไม่มีทางสิ้นสุด เพราะวินัยในการจัดการปัญหาบ้านเมืองเราไม่ได้ฝึกมาตั้งแต่พื้นฐานเบื้องต้น เรามาคิดตอนกลางน้ำเพื่อจะไปสู่ปลายน้ำ แต่ต้นน้ำซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของคนเรา ไม่ได้ปูให้เป็นที่เรียบร้อย ให้เป็นน่าไว้วางใจ น่าภูมิใจ น่าเชื่อถือว่าต่อไปเจ้านี่โตขึ้นไปแล้วจะได้ เป็นคนดีของบ้านเมือง ถ้าเป็นพระก็พระชั้นยอด ถ้าเป็นนักการเมืองก็เป็นนักการเมืองที่ดี อย่างที่เราต้องการ เพราะฉะนั้นสิ่งที่อยากจะฝากความหวังไว้มาก ๆ จะเป็นโรงเรียน สถาบันการศึกษาก็แล้วแต่ ในนี้ก็ยังมีการพูดถึงเรื่องวินัยอยู่ อยากให้ตอกย้ำเรื่องการปูพื้นฐาน ให้กับมวลชนที่กว้างใหญ่ไพศาลครอบคลุมทั่วประเทศ ตั้งแต่ระดับหมู่บ้านเล็ก ๆ ไปจนถึง ระดับชาติ เรื่องวินัย อย่าไปคิดว่าผู้ใหญ่มีวินัย ผมไม่เชื่อครับ บางคนเหลวไหล โดยเฉพาะ บ้านคนใหญ่คนโตที่มีหลังบ้านติดกับคลองนั่นละสำคัญ เพราะฉะนั้นในเรื่องวินัยนั้น ต้องหมั่นสอน ต้องหมั่นสั่ง แต่ประการสำคัญก็คือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องในเรื่องของ การขับเคลื่อนการบังคับใช้กฎหมายบ้านเมือง เราบอกว่าคนไทยนั้นเห็นแก่ได้ เจ้าหน้าที่ อ่อนแอ ที่ไหนมีปัญหาก็ไม่แคล้วเรื่องกลไกของรัฐอ่อนแอ เพราะฉะนั้นทำอย่างไร ในนี้พูดถึง เรื่องของการขับเคลื่อนกลไกของรัฐจะทำอย่างไร อันนั้นน่าจะเป็นปัญหาปัจจัยหลักข้อหนึ่งไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าเรื่องของการสร้างวินัย ให้กับพลเมืองที่ดีที่เราคิดว่าจะเป็นฐานสำคัญในการขับเคลื่อนการเมืองของเราในอนาคต ท่านประธานครับ ผมคิดว่าสถานการณ์บ้านเมืองขณะนี้บรรยากาศค่อนข้างดี ผมเชื่อว่า ดังที่ในหลวงทรงตรัสว่าบ้านเมืองมีทั้งคนดีและคนไม่ดี แต่ในขณะเดียวกันผมก็เชื่อต่อไปอีกว่า บ้านเมืองเรานั้นมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ใครทำดีทำชั่วย่อมมีร่องรอย คนทำชั่วเดี๋ยวนี้เห็นมากมาย ไม่ต้องรอชาติหน้า มีให้เห็นเป็นระยะ ๆ ดังที่สื่อสารมวลชนได้ลงข่าวให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ว่า คนที่ทำไม่ดีมีร่องรอยนั้นสิ่งศักดิ์สิทธิ์กำลังแสดงอภินิหารขับเคลื่อนไปสู่ที่ชอบ ๆ เพราะฉะนั้น สิ่งที่คิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์ของเราขณะนี้ก็คือว่าการขับเคลื่อนพลังทางด้านต่าง ๆ ของกลไกของรัฐนั้นจะต้องเข้มแข็ง เอาจริงเอาจัง อย่าเห็นแก่หน้า ไม่อย่างนั้นเราคิดว่า ประชาธิปไตยของเราอยากจะได้กฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับขณะนี้ที่ออกไปแล้ว จะเกิดมรรคเกิดผลให้ประเทศไทย การเมืองประชาธิปไตย ๔.๐ นั้นก็คงจะลำบากหน่อย เพราะฉะนั้นกลไกของรัฐจะต้องเข้มแข็ง การอบรม การให้ความรู้ ปูพื้นฐานในเรื่องวินัย จะต้องกระจายให้ทั่วโดยอาศัยสื่อของรัฐที่มีอยู่ ขอความร่วมมือจากหน่วยเอกชนต่าง ๆ ที่ใช้สื่อให้เอาจริงเอาจัง รวมไปตลอดจนถึงสถานศึกษาต่าง ๆ เหล่านี้ ในประการสำคัญ ก็คือว่าสถาบันทางศาสนา ท่านประธานครับ เราคิดว่าขณะนี้บางทีสถาบันทางศาสนา ก็เป็นต้นเหตุสำคัญในเรื่องของการสร้างปัญหาอย่างที่เราเห็นกันอยู่ในขณะนี้ เพราะฉะนั้น ทำอย่างไร สถาบันที่ชาวบ้านศรัทธา เชื่อถือ ยอมรับ เห็นแล้วกราบก่อน ไม่ต้องรอว่า ผู้นำศาสนาคนนี้คือใคร บางทีบวช ๒ วัน ท่านทั้งหลายอายุ ๗๐ ปี ๘๐ ปีก็ยังไปกราบไปไหว้กัน เพราะเห็นผ้าเหลืองแล้วศรัทธาโดยไม่ต้องไปนั่งถามว่าลูกใคร หลานใคร เพราะฉะนั้น การใช้ผู้นำทางศาสนาเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องในการชี้นำสังคมจึงต้องดูเป็นคน ๆ ไป ในบางแห่งบางพื้นที่ที่มีการเอาจริงเอาจังทางศาสนา ผมคิดว่าหลักคำสอนช่วยได้เยอะ อย่างเช่นที่สอนว่าศรัทธาต่อผู้ปกครอง เคารพต่อผู้ปกครอง เป็นส่วนหนึ่งของความศรัทธา เป็นต้น เห็นไหมครับ นี่ละคำสอนอย่างนี้เฉียบครับ ถ้ารู้จักใช้หลักคำสอนโดยมีผู้นำศาสนา เอาจริงเอาจังกับการนำหลักคำสอนมาชี้นำพลเมืองให้เป็นพลเมืองที่ดี ผมคิดว่าสิ่งที่เรา ต้องการในขณะนี้ก็ไม่ยากเกินรอ สิ่งที่อยากจะฝากเป็นข้อสังเกตบางประการ ขอบคุณท่านประธานครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบคุณค่ะ ต่อไปเชิญท่านกษิดิ์เดชธนทัต เสกขุนทด รองประธานสภาพัฒนา การเมือง อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ เรียนเชิญค่ะ

นายกษิดิ์เดชธนทัต เสกขุนทด 🔗

เรียนท่านประธานที่เคารพ ท่านกรรมาธิการครับ ผม กษิดิ์เดชธนทัต เสกขุนทด สปท. ๐๐๕ อดีตเคยเป็น รองประธานสภาพัฒนาการเมือง แล้วก็เป็นสมาชิกอยู่จำนวนหนึ่ง ได้ฟังทุกท่านอภิปราย ได้ฟังทางกรรมาธิการให้ข้อมูลให้ข้อเสนอ กระผมมี ๒-๓ ประการ

ประการที่ ๑ ผมอยากให้ข้อมูลเบื้องต้นกับในที่ประชุมแห่งนี้ วันนี้เอง ภาคประชาชนได้ถูกยกระดับไปเป็นองค์กร เป็นเครือข่าย แล้วก็มีพัฒนาการในการคิดค้น ออกแบบ สร้างวัฒนธรรมการเมืองของเขาเอง มีสักประมาณ ๒๐ กว่าจังหวัดที่โยงกัน จากกลุ่มองค์กรในระดับหมู่บ้าน โยงกันที่ตำบล แล้วก็โยงกันที่จังหวัด แล้วก็ยกระดับตัวเอง เป็นสภา ที่เรียกว่าสภาภาคประชาชน คำถามก็คือว่าโยงกันมาเพื่ออะไร โจทย์ใหญ่สำคัญ ที่สุดก็คือพี่น้องประชาชนเองคิดว่าทุกเรื่องราวเกี่ยวข้องกับชีวิตของเขา แผนพัฒนาทุกฉบับ การขับเคลื่อนทางการเมืองทุกเรื่องเกี่ยวข้องกับชีวิตของเขา ประมาณ ๒๐ กว่าจังหวัดที่มีสภาแบบนี้อย่างเข้มแข็ง แล้วสุดท้ายเขาต้องการเห็นแผนพัฒนาจังหวัด สิ่งที่ผมหยิบยกตรงนี้ขึ้นมาเพื่ออะไร ก็คือวันนี้ภาคประชาชนเองตื่นตัวแล้วครับ เพียงแต่ว่า เขาไม่มีพื้นที่ในการที่จะแสดงความคิดเห็น นอกจาก ๒๐ กว่าจังหวัดเองเขาก็มีสภาองค์กรชุมชน ที่เกิดขึ้นในตำบลต่าง ๆ ประมาณ ๖,๐๐๐ กว่าตำบล อันนี้คือตัวเลข มาจากไหนครับ ก็มาจากการรวมกลุ่ม รวมองค์กรแล้วก็ตั้งเป็นสภาองค์กรชุมชน โยงกันไปที่จังหวัดเรียกว่า สภาพลเมือง เขากำลังคิดว่าสิ่งที่ผ่านมา บทเรียนที่ผ่านมาทั้งหมด การพัฒนาจากคิด ออกแบบข้างบนโดยผู้ที่มีความรู้ความสามารถแล้วก็ไปพัฒนาคนข้างล่างไม่เพียงพอครับ วันนี้ต้องขึ้นจากองค์กรชุมชนจากข้างล่าง เรียกว่าหงายกระทะขึ้น กระทะคว่ำน่าจะ หมดยุคไปแล้ว วันนี้ถ้าประชาชนในพื้นที่ ในหมู่บ้านไม่รวมกลุ่มกัน ไม่รวมตัวกันแล้วโยงกัน เป็นเครือข่ายไม่มีทางที่จะแก้ปัญหาเรื่องการเมืองได้ ประเด็นที่ผมหยิบยกตรงนี้ก็คือว่า ศักยภาพวันนี้มีกลุ่มองค์กรประชาชนที่รวมตัวกันระดับตำบลทุก ๆ ตำบลที่ไม่ใช่ องค์การบริหารส่วนตำบลอย่างเดียว เขากำลังโยงกลุ่มองค์กรแล้วก็มาเชื่อมกับท้องถิ่น แล้วก็มาเชื่อมกับท้องที่กำนัน ผู้ใหญ่บ้านที่เรียกว่าสภากลางของหมู่บ้าน จุดประกายตรงนี้ จะต่ออย่างไร เขาโยงกันมาที่จังหวัดเรียกว่าสภาพลเมือง พยายามที่จะมาโยงกับระบบ บริหารราชการแผ่นดิน โยงกับผู้ว่าราชการจังหวัด โยงกับส่วนราชการอื่น ๆ เพื่อที่จะ ออกแบบยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัดนั้น ๆ โดยประมาณ ๒๐ จังหวัด ตัวเขาเอง อันนี้คือประเด็น สิ่งที่ผมหยิบยกตรงนี้ขึ้นมาเพื่อจะชี้ให้เห็นว่าวันนี้ภาคประชาชนเอง ขยับเรื่องวัฒนธรรมการเมืองมาไกลพอสมควรแล้ว แต่ประเด็นสำคัญก็คือว่าวันนี้ถ้าจะพัฒนา วัฒนธรรมทางการเมือง สร้างวัฒนธรรมทางการเมืองเป็นเรื่องของการให้การศึกษาอย่างเดียว ไม่เพียงพอ จะต้องเพิ่มถึงเรื่องของวิถีชีวิตที่เขาสัมพันธ์อยู่ปัจจุบันด้วย วันนี้ตำบลนี้มีปัญหา เรื่องลุ่มน้ำ วันนี้ตำบลนี้มีปัญหาเรื่องทรัพยากร วันนี้ตำบลนี้มีปัญหาเรื่องหนี้สิน กระบวนการ เหล่านี้ที่จะหล่อหลอมให้คิดค้นออกแบบว่าจะแก้ปัญหาของเขาอย่างไร ประเด็นที่ผมหยิบยก ตรงนี้ก็คือว่าวัฒนธรรมทางการเมืองวันนี้ต้องตอบคำถามวิถีชีวิตได้ด้วย ไม่ใช่เพียงแค่ การเมืองคือมีผู้แทนเข้ามา สิ่งที่ผมชี้ให้เห็น ณ วันนี้ก็คือว่าฐานรากของประชาชนที่ระดับตำบล แล้วโยงมาที่จังหวัด โยงมาที่ระดับชาติ มีผู้แทนระดับหนึ่งแล้วเราจะต่อเรื่องนี้อย่างไร อันนี้คือคุณูปการของสภาพัฒนาการเมือง อีกประการหนึ่งที่ผมอยากจะหยิบยกตรงนี้ต่อก็คือ ถ้าสมมุติเราออกแบบคิดว่าวันนี้สังคมไทยมีวัฒนธรรมการเมืองที่ยังไม่เข้มแข็ง เราออกแบบ มีองค์กรและรูปของคณะกรรมการแล้วสานต่อลงไปที่เครือข่ายระบบหน่วยงานรัฐแล้วก็ เอกชน รวมทั้งรูปของคณะกรรมการ ผมว่าแค่นี้อย่างเดียวไม่พอ ต้องมีองค์ประกอบของ ภาคประชาสังคมระดับพื้นที่ที่กำลังก่อตัวขึ้นมา วันนี้ ๗๗ จังหวัดเขากำลังนั่งดูอภิปราย ผมอยากจะเรียนกับที่สภาแห่งนี้ เขาสนใจเรื่องนี้มาก เหตุที่เขาสนใจเรื่องนี้มากก็เพราะว่า วันนี้น่าจะถึงเวลาแล้วที่ภาคประชาชนรวมกลุ่ม รวมองค์กร สร้างเครือข่ายกันมาน่าจะขึ้นมา รับผิดชอบสังคมด้วย เพราะฉะนั้นร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้เองจะเป็นร่าง พ.ร.บ. ที่ไปรองรับตรงนั้น ได้อย่างไร จะไปสัมพันธ์กันอย่างไร เรามีรูปของคณะกรรมการ ๑๘ คน แล้วก็ไปสัมพันธ์ กับหน่วยงานต่าง ๆ เขาคือผู้ที่รอรับการพัฒนาใช่ไหมครับ ทำไมไม่เอาเขาขึ้นมาที่เป็น เจ้าของในการเคลื่อนล่ะ นี่คือประเด็นที่เขาฝากมา เขายินดีแล้วก็พร้อมที่จะขับเคลื่อนร่วม เพราะฉะนั้นวันนี้ถ้าคิดข้างบน ออกแบบข้างบนแล้วลงไปพัฒนาข้างล่าง ผมว่าเป็นวัฒนธรรม แบบเดิม ถ้าวัฒนธรรมใหม่ให้ผสมผสานกัน ข้างบนมีคุณูปการ มีความรู้ ความคิด ความสามารถ แล้วออกแบบสามารถจัดระบบได้ ข้างล่างโยงขึ้นมาให้สัมพันธ์กันอย่างไร มีรูปของคณะกรรมการที่สัมพันธ์กันอย่างไร ประเด็นที่คณะกรรมาธิการได้พูดถึง สภาพัฒนาการเมืองก็คือบทเรียนที่ผ่านมาประมาณ ๗-๘ ปีที่มีสภาพัฒนาการเมือง มีทำ ๓ วัตถุประสงค์ คือส่งเสริมระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข พูดถึงเรื่องคุณธรรมจริยธรรมผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองแล้วก็หน่วยงานราชการ และอันสุดท้ายคือพัฒนาความเข้มแข็งของการเมืองภาคพลเมือง ผมเชื่อว่าบทเรียนที่ผ่านมา ประมาณ ๘ ปีที่สภาพัฒนาการเมืองได้ปฏิบัติการมา การเมืองภาคพลเมืองมีความเข้มแข็ง แต่ข้อที่ ๒ คุณธรรมจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองคือคนที่อยู่ข้างบน ยากครับ ยากในการที่จะเปลี่ยน เพราะฉะนั้นผมกำลังเสนอว่าถ้าร่าง พ.ร.บ. นี้สามารถปรับแล้วก็ มีข้อคิดเห็นสิ่งที่ผมเสนอตอนนี้คือว่าข้างบนคิดได้ ออกแบบได้ ลงไปทำได้ แต่ว่าไม่ใช่มองมิติ ของชาวบ้านคือผู้ได้รับการพัฒนา จะทำอย่างไรให้ชาวบ้านที่เขารวมกลุ่มโยงกันมาเป็นระดับ เครือข่าย ระดับองค์กร แล้วตั้งแท่นมาพร้อมที่จะเคลื่อนไปใต้ยุทธศาสตร์ ๒๐ ปีด้วย กับภาครัฐจะมีพื้นที่ตรงไหน จะจัดความสัมพันธ์อย่างไร ใน ๑๘ คนที่เป็นรูปคณะกรรมการนี้ ในสัดส่วนของสภาภาคประชาชนจะเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องตรงนี้ได้อย่างไร นี่คือประเด็น อีกประเด็นหนึ่งที่ผมได้พูดเมื่อสักครู่นี้ก็คือว่าวันนี้วัฒนธรรมทางการเมืองที่กำลังหยิบยก ร่าง พ.ร.บ. อย่างไรก็แล้วแต่ ผมว่าถ้าจะสร้างความเข้มแข็ง ความรู้ ความรู้สึกร่วม การมีส่วนร่วม การเป็นหุ้นส่วนในการพัฒนาประเทศ การพัฒนาการเมืองที่เข้มแข็งได้ ต้องพูดถึงวิถีชีวิตด้วย ถ้าลงไปที่ตำบลไปพูดเรื่องการเมือง วันนี้ผมบอกชาวบ้านว่า เรื่องน้ำคลองแห่งนี้จะพัฒนาฟื้นฟูอย่างไร นี่ก็คือการเมือง ถ้าการเมืองท้องถิ่นไม่มาจัดการ ภาคประชาชนก็สามารถตัดสินใจได้ว่าจะทำอย่างไร นี่คือสาระสำคัญ ๒ ประการที่อยากฝาก ให้เห็นภาพว่าวันนี้ไม่ใช่เริ่มต้นจากศูนย์ วันนี้ภาคประชาชนลุกขึ้นมาในทุก ๆ ตำบล โยงกัน มาที่จังหวัด ผมยกรูปธรรมก็ได้ มี ๑ จังหวัดที่กำหนดยุทธศาสตร์ของจังหวัดตัวเอง ภายใน ๑๐ ปีเขาจะเป็นจังหวัดที่เป็นเมืองแห่งธรรมะเกษตร เป็นหลวงพระบาง ๒ เขาโยงคนมา ประมาณ ๒๐,๐๐๐ คนมาคุยกันที่ศาลากลางจังหวัด แล้วก็ร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัด ในการทำงานกัน ตอนนี้ก็คือรัฐกับราษฎร์กำลังที่จะโยงเข้ามาหากันแล้วยกระดับการเมือง ภาคพลเมืองที่เอาวิถีชีวิตมาเป็นตัวเดิน ประเด็นสำคัญก็คือว่าทำอย่างไรจึงจะให้การปฏิบัติการ ภายใต้วิถีชีวิตกับการเมืองไปด้วยกันได้ด้วย ไม่ใช่แปลว่าการเมืองอย่างเดียว ขอบคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบคุณค่ะ ต่อไปเรียนเชิญ พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม อดีตสมาชิก วุฒิสภา เรียนเชิญค่ะ

พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม 🔗

ขอบคุณท่านประธาน เฉลิมชัย เครืองาม หมายเลข ๓๑ ท่านประธานครับ ผมคิดว่าวันนี้เป็นวันประวัติศาสตร์วันหนึ่งที่สภา สปท. แห่งนี้ได้มีโอกาสพิจารณาเรื่องที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เมื่อครั้งแรกที่ผมเคยฟังทาง คณะกรรมาธิการนำเสนอเรื่องวัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ในครั้งก่อน ๆ หน้านี้ก็ยังไม่นึกว่าท่านจะมีศักยภาพและมี ความสามารถมุ่งมั่นถึงขนาดทำเป็นร่างกฎหมายออกมาได้ ได้มีโอกาสเห็นร่างกฎหมายนี้แล้ว ก็ขอชื่นชมยินดีกับท่าน อ่านแล้วผมคิดว่ากฎหมายฉบับนี้ดู ๆ แล้วน่าจะเป็นกฎหมาย ประกอบรัฐธรรมนูญด้วยซ้ำ เนื้อหาอัดแน่นไปด้วยรูปแบบ แผนการ วิธีการดำเนินงาน เพื่อการพัฒนาวัฒนธรรมทางการเมืองของคนไทย ศัพท์คำว่า วัฒนธรรมทางการเมือง หรือ วัฒนธรรมประชาธิปไตย นั้น ผมได้ยินมานานมากตั้งแต่สมัยผมยังเป็นนักศึกษาแพทย์ บอกว่าทุกหน่วยงาน ทุกองค์กร ทุกองค์การ ทุกคนต้องมีวัฒนธรรม วัฒนธรรมนั้นถ้าแปลง่าย ๆ ก็คือ วัฒนะ คือสิ่งที่เจริญ สิ่งที่รุ่งเรือง สิ่งที่ก้าวหน้า ผมก็มา นั่งคิดย้อนหลังว่าตั้งแต่ผมเรียนหนังสือชั้นประถมศึกษา มัธยมศึกษา มหาวิทยาลัย จนกระทั่งถึงขณะนี้ทำงานมาพอสมควรจนอายุ ๖๐ กว่าปีนั้น ผมเห็นโดยเฉพาะ วัฒนธรรมทางการเมืองของคนไทยงอกเงย งอกงามเพียงไร อย่างไรหรือไม่ แต่ ๘๕ ปี ของการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขนั้น ต้องบอกว่ามีคำ ๒ คำที่ผมเคยได้ยิน คนพูดเปรียบเปรยแล้วผมก็หดหู่ใจแต่ผมก็ไม่ได้เห็นด้วยทั้งหมด เขาบอกว่าถ้าจะพูดว่า วัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยของคนไทยนั้นให้พูดคำว่า หายนะธรรม ดีกว่า แรงไปถึงขนาดนั้น คนที่พูดนั้นเป็นพระสงฆ์ด้วย ถ้าเป็นคนธรรมดาเพื่อน ๆ อายุไล่เลี่ยกันผมคง จะตบปากท่านไปแล้ว แต่นี่เป็นพระสงฆ์องค์เจ้า ผมกลับมองว่าถึงแม้วัฒนธรรมทางการเมือง ของคนไทยนั้นจะมิได้งอกเงย งอกงามมากเพียงไรก็ตาม แต่ไม่ถึงขั้นเป็นหายนะหรือเป็นวิบัติ ไม่อย่างนั้นประเทศไทยคงไม่อยู่รอดปลอดภัยมา ๘๕ ปีจนปัจจุบันนี้ มีองคาพยพ บางอย่าง มีปัจจัยบางอย่างเข้ามาแทรกซ้อนต่างหากที่ทำให้สังคม วัฒนธรรมทางการเมือง ของไทยนั้นไม่ได้เจริญก้าวหน้าอย่างที่ควรจะเป็น มีคำ ๓ คำที่ผมคิดขึ้นมาได้เร็ว ๆ คนไทย จะต้องประกอบด้วย ๓ อย่าง ๓ สิ่งนี้ที่เกี่ยวกับสติปัญญา เกี่ยวกับความคิดอ่าน คำแรก คือคำว่าจิตใต้สำนึก คำที่ ๒ คือคำว่าจิตสำนึก และคำที่ ๓ คำว่าสามัญสำนึก จิตใต้สำนึกคือ ซับคอนเชียส (Subconscious) จิตสำนึกคือคอนเชียส (Conscious) และสามัญสำนึกคือ คอมมอนเซนส์ (Common Sense) ถ้าผมจะเปรียบวัฒนธรรมทางการเมืองนั้นควรจะแทรก อยู่ในทั้ง ๓ ระดับ มิใช่จิตใต้สำนึก คิดรักในคนดี คิดรักในสิ่งที่ดีงาม ชอบในความดีความงาม แต่เมื่อถึงเวลาปฏิบัติจริงแล้วสามัญสำนึกคือคอมมอนเซนส์ (Common Sense) มาโดยอัตโนมัติว่าครอบครัวยากจน ที่บ้านไม่มีเงินซื้อข้าวสารกรอกหม้อเลยใช้คอมมอนเซนส์ (Common Sense) เดี๋ยวนั้นว่าเขาให้ ๕๐๐ บาทก็เอา เกิดการซื้อสิทธิขายเสียงขึ้น การพัฒนาวัฒนธรรมทางการเมืองจะต้องทำในทุกระดับ ทั้งจิตใต้สำนึก จิตสำนึก และสามัญสำนึก ประชาธิปไตยของไทยถึงจะอยู่รอดปลอดภัย ได้มีผู้กล่าวถึง ท่านพุทธทาสภิกขุ ผมจดเอาไว้นานแล้วคำกล่าวของท่านพุทธทาสภิกขุเกี่ยวกับ เรื่องประชาธิปไตยนั้นผมชอบเป็นอย่างยิ่ง ท่านกระทบกระแทกฝรั่งหัวแดงได้อย่างเจ็บแสบมาก ท่านใช้คำว่า ประชาธิปไตยต้องมีศีลธรรมเป็นรากฐาน ไม่อย่างนั้นจะเป็นประชาธิปไตยไม่ได้ ที่พูดกันว่าประชาธิปไตยดีกว่าระบบอื่นนั้นก็พูดกันไปตามฝรั่งอย่างท่านว่า ประชาธิปไตยนี้ เพื่อประชาชน ของประชาชน โดยประชาชน แต่ลืมพูดไปว่าที่นี่มีศีลธรรม ประโยคถัดไป สำคัญที่สุด เมื่อไม่มีศีลธรรมเป็นพื้นฐานแล้วระบบประชาธิปไตยจะเป็นระบบ ที่เลวร้ายที่สุด ผมจะไม่บอกว่าจริงหรือไม่จริงประการใด แต่ปราชญ์ทางพุทธศาสนา ท่านกล่าวเอาไว้นานแล้ว และคนไทย สถาบันการศึกษาหลายแห่งเอาคำประโยคนี้ไปสอน เมื่อครั้งผมเคยเข้าหลักสูตรผมก็เคยได้ยินคำกล่าวทำนองนี้

คราวนี้มาถึงร่างกฎหมายที่ทางกรรมาธิการท่านได้กรุณาจัดทำมา ผมต้องขอขอบคุณแล้วก็เห็นว่าเป็นพัฒนาการทางการเมืองอย่างหนึ่งที่มีการคิดถึง เรื่องการส่งเสริมวัฒนธรรมทางการเมือง เอกสารที่ผมมีอยู่นี้มีร่างกฎหมายอยู่อีก ๒ ฉบับ มีความต่อเนื่องกันมาฉบับละ ๑๐ ปีเป็นอย่างน้อย ฉบับแรก ปี ๒๕๔๑ พระราชบัญญัติสถาบันพระปกเกล้า ผ่านมาอีก ๑๐ ปี ปี ๒๕๕๑ พระราชบัญญัติสภาพัฒนาการเมือง และนี่ผ่านมาอีกประมาณ ๑๐ ปี เรากำลังจะมี พระราชบัญญัติการเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย ๒ อันแรกคือ สถาบันพระปกเกล้าและสภาพัฒนาการเมืองนั้น ผมไปศึกษาประวัติความเป็นมาของเขา โดยตลอด ๑๐ ปี ๒๐ ปีย้อนหลังว่ามีความเป็นมาอย่างไร เริ่มโดยใคร มีแนวคิด มีปรัชญา วิธีคิดอย่างไร หนีไม่พ้นเรื่องการพัฒนาการเมือง และ ๑ ในพัฒนาการเมืองที่เขาคิดคือ พัฒนาการเมืองเป็นวงกลมวงใหญ่ ในวงกลมอีกวงหนึ่งที่ซ้อนอยู่ข้างในนั้นคือการส่งเสริม วัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย ถามว่าเรามีกฎหมายมาทั้ง ๒ ฉบับนี้ ตลอด ๒๐ ปีที่ผ่านมา มีกฎหมายฉบับหนึ่งเพิ่งจะถูกฉีกทิ้งไปเมื่อไม่กี่เดือนมานี้เอง คือพระราชบัญญัติสภาพัฒนาการเมือง ถูกฉีกทิ้งไปโดยคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ ๗๑/๒๕๕๙ ลงพระราชกิจจานุเบกษา วันที่ ๑๓ ธันวาคม ๒๕๕๙ ให้ยกเลิกกฎหมาย ๓ ฉบับ คือ พระราชบัญญัติสภาพัฒนาการเมือง พระราชบัญญัติสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และพระราชบัญญัติปฏิรูปกฎหมาย ถามว่าสภาพัฒนาการเมืองเขามีหน้าที่สำคัญอย่างไร ต้องบอกว่ารากฐานการเมืองในระดับชุมชนในระดับรากหญ้านั้นส่วนหนึ่ง ๑๐ ปีที่ผ่านมา มีการพัฒนา มีวิวัฒนาการที่ดีขึ้นพอสมควร ท่านอดีตรองประธานสภาพัฒนาการเมือง ได้กล่าวเมื่อสักครู่นี้ผมต้องชื่นชมท่าน การพัฒนาทางการเมืองนั้นส่วนหนึ่งเป็นการพัฒนา ในระดับรากฐานที่มีพัฒนาการมาพอสมควร แต่มีอุปสรรคขัดขวางหลายอย่างที่ผมไม่มีเวลา จะกล่าวถึง แต่อันหนึ่งที่เห็นมีความก้าวหน้ามีพัฒนาการที่เจริญงอกงามคือสถาบันพระปกเปล้า ผมได้อ่านร่างกฎหมายนี้โดยละเอียดแล้ว มีรูปแบบมีอะไรหลายอย่างที่ผมขออนุญาตนำเสนอ ทางกรรมาธิการท่านช่วยกรุณาไปคิดปรับปรุงเพื่อให้การส่งเสริมหรือการสร้างเสริมวัฒนธรรม ทางการเมืองนั้นประสบความสำเร็จให้ได้ในอนาคต รูปแบบของสถาบัน หน่วยงาน หรือองค์กร ที่ทำหน้าที่นี้จะต้องมีความอิสระ จะต้องมีความเป็นกลาง แต่การที่ท่านเขียนเอาไว้ ในร่างกฎหมายให้เป็นหน่วยงานราชการขึ้นอยู่ในสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร พูดง่าย ๆ ก็คือเป็นข้าราชการ ยกเว้นกรรมการอีกต่างหาก หน่วยงานนี้เป็นระบบบริหาร โดยระบบข้าราชการ ถ้าเปรียบเทียบกับสถาบันพระปกเกล้า ท่านประธานครับ สถาบันพระปกเกล้านั้นมีสถานะเป็นนิติบุคคล กฎหมายเขียนเอาไว้ในมาตรา ๕ ของพระราชบัญญัติสถาบันพระปกเกล้า ให้จัดตั้งสถาบันขึ้นเรียกว่าสถาบันพระปกเกล้า และให้สถาบันนี้เป็นนิติบุคคลอยู่ในกำกับดูแลของประธานรัฐสภา อันนี้มีความสำคัญครับ คำว่านิติบุคคลนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งกับการปฏิบัติภารกิจที่ต้องเขียนเอาไว้ในหน้าที่ ทั้งหมดของสำนักส่งเสริมวัฒนธรรมทางการเมืองระบอบประชาธิปไตย เพราะเขามีหน้าที่ ในการที่จะไปประสาน ติดต่อหน่วยงานทั้งหมด องคาพยพทั้งหมดในระบบราชการ ที่อยู่นอกสภา กระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ รัฐวิสาหกิจต่าง ๆ องค์กรอิสระต่าง ๆ แต่การที่จะ ให้เป็นหน่วยงานราชการแล้วติดอุปสรรค ระเบียบวินัยหลายอย่าง ก.ร. เขาจะอนุญาตไหม แล้วต้องเสนอตามสายงานบังคับบัญชาขึ้นไป กว่าจะออกเอกสารจดหมายแต่ละฉบับไป ติดต่อหน่วยงานภายนอกได้ ไม่ได้ง่ายเลย เพราะฉะนั้นมีผู้อภิปรายเสนอไว้พอสมควรแล้ว ผมคิดว่าท่านกรุณารับไปปรับตรงนี้ที่จะให้หน่วยงานที่มีหน้าที่ขับเคลื่อนตรงนี้เป็นหน่วยงาน ที่เป็นองค์กรอิสระ เป็นสถาบันที่เป็นนิติบุคคล คำว่านิติบุคคลนั้นจะช่วยคุ้มครองให้เขา สามารถติดต่อภารกิจต่าง ๆ ได้ทั้งหมด

ประเด็นสุดท้ายที่ขออนุญาตนำเสนอท่านประธานและฝากท่านกรรมาธิการ ช่วยกรุณาพิจารณาด้วย ร่างกฎหมายของท่านผมเป็นห่วงหมวด ๒ หมวด ๒ ในร่างกฎหมาย ที่ท่านเขียนมานั้นเป็นการขับเคลื่อนการสร้างเสริมวัฒนธรรมทางการเมือง ผมมีความหนักใจ และมีความกังวลเป็นอย่างยิ่งที่ภารกิจงานต่าง ๆ ที่หน่วยงานกรรมการและสำนักงาน ส่งเสริมวัฒนธรรมทางการเมืองจะทำนั้นเป็นหน่วยงานที่ต้องประสานติดต่อภายนอก แต่ในร่างกฎหมายมันติดขัดที่วิธีการเขียนกฎหมาย ท่านประธาน ผมฝากกรรมาธิการนะครับ เกือบทุกมาตราท่านเขียนไว้ให้หน่วยงานที่มีหน้าที่สร้างเสริมวัฒนธรรมทางการเมือง เหมือนมีอำนาจไปสั่งหน่วยงานอื่นได้เกือบทั้งหมดเลย สั่ง กสทช. เพราะท่านใช้คำว่า ให้ ให้มีการเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองและระบอบประชาธิปไตย ให้ดำเนินการ จัดทำหลักสูตร ให้รัฐสภา ให้กระทรวงศึกษาธิการ ให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง ให้ กสทช. ต่าง ๆ เหล่านี้เป็นต้น ผมถามว่าท่านเอาอำนาจหน้าที่อะไรไปสั่งหน่วยงานต่าง ๆ อื่นทั้งหมด ให้เขาปฏิบัติได้ ถึงขนาดให้ กสทช. จัดให้มีรายการวิทยุโทรทัศน์ ๑ ช่องให้กับหน่วยงานนี้ ผมถามว่าไปสั่ง กสทช. เขาได้หรือ เขาก็มีพระราชบัญญัติ เขามีคณะกรรมการที่เป็นอิสระ ของเขาที่จะดูแลในเรื่องนี้ เพราะฉะนั้นผมมาดูกฎหมายอื่น ๆ เขาใช้คำว่าอะไร เขาใช้คำว่า ประสาน อย่างสถาบันพระปกเกล้ามีวัตถุประสงค์ มีอำนาจหน้าที่ประสานกับหน่วยงาน อื่น ๆ ด้านนโยบายเพื่อการพัฒนาประชาธิปไตย เป็นต้น งานพวกนี้ต้องใช้การประสาน ต้องใช้การติดต่อ ต้องมีคอนเนกชัน (Connection) แล้วก็ต้องมีกฎหมายคุ้มครองอนุญาต ให้เขาทำได้ เพราะฉะนั้นผมฝากตรงนี้ว่าจากการที่จะเขียนให้มีลักษณะของการไปสั่งคือ ให้กระทรวงศึกษาธิการทำอย่างโน้นอย่างนี้ ให้รัฐสภาทำอย่างนี้ ถามว่ามาสั่งรัฐสภา ได้หรือครับถึงแม้ว่าประธานของคณะกรรมการชุดนี้คือประธานรัฐสภา แต่ระบบการบริหาร ต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าหน่วยงานที่บริหารด้วยกฎหมายเฉพาะของตัวเอง และมีคณะกรรมการของตัวเอง เพราะฉะนั้นทั้งหมดเกือบทุกมาตราผมเห็นด้วย เพียงแต่ว่า ปรับแก้ในวิธีการเขียนกฎหมายเพื่อให้สามารถมีสภาพบังคับ แล้วก็สามารถปฏิบัติให้บรรลุ วัตถุประสงค์ของหน่วยงานนี้ได้ในอนาคต ขอบพระคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบพระคุณค่ะ ท่านสุดท้าย ท่านถวิลวดี บุรีกุล ผู้อำนวยการสำนักวิจัย และพัฒนาสถาบันพระปกเกล้า อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตกรรมาธิการยกร่าง รัฐธรรมนูญ เรียนเชิญค่ะ

นางถวิลวดี บุรีกุล 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ และท่านสมาชิกที่เคารพ ดิฉัน ถวิลวดี บุรีกุล สมาชิกหมายเลข ๖๑ ดิฉันต้องขอขอบคุณ ทางคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศ ที่ให้ความสำคัญกับเรื่องของการเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมือง ที่สำคัญก็คือ เป็นวัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย ต้องถือว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญมาก แล้วก็ควรจะดำเนินการอย่างจริงจัง แต่ประเด็นแรก ทำไมเราต้องมาทำเรื่องนี้กัน อาจจะ เพราะว่าปัญหาเรื่องของกระบวนการสร้างประชาธิปไตย อะไรคือประเด็นปัญหา เรื่องของประชาธิปไตยในประเทศเรา อะไรเป็นเครื่องบ่งชี้ว่าประชาธิปไตยยังไม่ฝังราก ในประเทศไทย นั่นคงเป็นเหตุผลว่าคณะกรรมาธิการชุดนี้ได้นำเรื่องนี้ขึ้นมา ประเด็นแรก สิ่งที่บอกได้ว่าประชาธิปไตยยังไม่ฝังรากในประเทศไทยเพราะว่าคุณภาพของประชาธิปไตย ดูได้จากการมีธรรมาภิบาลซึ่งประกอบไปด้วยหลักนิติธรรม คุณธรรม โปร่งใส สำนึกรับผิดชอบ การมีส่วนร่วมและคุ้มค่า เป็นต้นนั้นอาจจะยังไม่เกิดขึ้นในประเทศนี้ นอกจากนี้ประสิทธิภาพ ในทางการเมืองเราอาจจะยังไปไม่ถึงไหน นั่นก็คือโพลิทิคัลเอฟฟิเคซี (Political Efficacy) ซึ่งเป็นเรื่องที่ประชาชนทุกคนคิดว่าตัวเองนั้นสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงประเทศนี้ได้ ไม่ได้เป็นพลเมืองที่เฉื่อยชาอีกต่อไป เรื่องนี้อาจจะเป็นเรื่องที่ทำให้เรายังไม่มีวัฒนธรรม ทางการเมืองที่พึงประสงค์ก็ได้ นอกจากนี้เรื่องทุนทางสังคมของเราอาจจะยังไม่มาก เหมือนที่โรเบิร์ต พัตนัม เขาบอกว่าประชาธิปไตยที่ดีก็ต้องมีทุนทางสังคมที่ดี ที่มาก ก็คือ การเป็นประชาธิปไตยที่ประกอบได้ด้วยผู้คนที่มีเครือข่ายทำงานร่วมกันได้ และมีความเชื่อมั่น ในสถาบันการเมืองที่มาด้วยวิถีประชาธิปไตยสูง แต่บังเอิญสถาบันการเมืองที่มาจาก กระบวนการประชาธิปไตยนั้นได้รับความเชื่อมั่นในระดับที่น้อยมากโดยเฉพาะพรรคการเมือง ก็อาจจะเป็นประเด็นหนึ่งที่ทำให้เราต้องหันมามองว่าเราจะสร้างวัฒนธรรมทางการเมือง แบบประชาธิปไตยกันอย่างไร แล้วนอกจากนี้เรายังไม่ค่อยให้ความสำคัญกับการรวมตัวกันเพื่อที่จะทำงานเพื่อชาติเพื่อเมือง นั่นคือภาคประชาสังคม ซึ่งประชาชนนั้นได้มีความพยายามอย่างมากที่จะรวมตัวกัน ที่จะทำงานตรงนั้นไปไกลแล้ว นอกจากนี้ในเรื่องของความแตกต่างในทางการเมือง เราต้องสามารถยอมรับกันได้ ที่เรียกว่าโพลิทิคัลคลีเวจ (Political Cleavage) เกิดขึ้นได้ แตกต่างทางความคิดเกิดขึ้นได้ แต่อย่าให้แตกแยกและแตกหักจนกระทั่งถึงแตกสลาย ที่เกือบจะเกิดขึ้นในประเทศไทย ตรงนี้ก็เป็นประเด็นหนึ่ง แล้วเราจะทำอย่างไร ดิฉันคิดว่า ปัญหาเหล่านี้ทำให้เกิดการยึดมั่นกับสถาบันการเมืองจนเราไม่สามารถจะแก้ปัญหาได้ เมื่อเหตุการณ์บ้านเมืองถึงยามวิกฤตเราไม่สามารถที่จะหาทางออกได้ เพราะว่าประชาชน ยึดมั่นกับวัฒนธรรมทางการเมืองแบบเดิม ๆ ก็คือยึดมั่นกับสถาบันการเมืองที่เขาคิดว่า สามารถที่จะแก้ปัญหาได้ทุกเรื่อง นี่คือความไม่ยืดหยุ่น นั่นเองการเมืองภาคพลเมือง ถึงมีความจำเป็นมาก นอกจากนี้เวลาเกิดปัญหาความขัดแย้งก็แก้ปัญหาได้ช้ามาก ทำให้ สุดท้ายต้องมีกลไกอื่น ๆ เข้ามาช่วยแก้ แล้วพอถึงเวลาจริง ๆ ประชาชนทุกคนชี้นิ้วออก นั่นเองความไม่มีวัฒนธรรมทางการเมืองแบบประชาธิปไตยก็คือสังคมที่ชี้นิ้วออกให้คนอื่น มาช่วยแก้ปัญหา และสุดท้ายวัฒนธรรมทางสังคมของเราหรือเปล่าที่อาจจะจำกัดความก้าวหน้า ของวัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย นั่นคือวัฒนธรรมแบบอุปถัมภ์ เมื่อเป็นเช่นนี้เราจะทำอย่างไร หรือเราจะปล่อยให้เป็นระบบเผด็จการที่เรียกว่ามีการแข่งขัน แล้วบอกว่าเป็นประชาธิปไตย เราดูได้จากการกีดกันคนกลุ่มน้อยออกจากสังคม เราดูได้ จากการมีช่องทางการแสดงออก ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเป็นการเสริมสร้างการเมืองภาคพลเมือง ไปในตัว ซึ่งดิฉันอยากจะให้การเขียนกฎหมายใหม่นี้นำไปสู่สังคมที่เป็นแบบนั้น ตอนนี้สิ่งที่ เกิดขึ้นกับสังคมไทยเป็นอย่างไร ก็คือความห่วงกังวลของประชาชนไม่ได้ถูกสะท้อนขึ้นมา ในนโยบายต่าง ๆ หรือข่าวต่าง ๆ ก็ถูกกลบโดยข่าวที่สร้างขึ้น สื่อไม่ใช่ช่องทางที่จะช่วยกัน ตรวจสอบอำนาจรัฐอีกต่อไป แล้วในที่สุดการเมืองก็ถูกชักนำโดยสื่อ ซึ่งตรงนี้เป็นเรื่องที่ สำคัญมาก แล้วใครสาดโคลนคนอื่นได้มากที่สุดคนนั้นเป็นผู้ชนะ นี่คือสังคมที่ไร้วัฒนธรรม ทางการเมืองแบบประชาธิปไตย เพราะเราไม่สามารถที่จะคิดวิเคราะห์ได้ เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็กลายเป็นการเมืองที่ไร้ผู้แทนของเขา เราไม่มีผู้แทนที่เป็นของเราอีกต่อไป เมื่อเป็นเช่นนี้ จะทำอย่างไร นั่นคือสิ่งที่ดิฉันคิดว่าทางกรรมาธิการชุดนี้พยายามที่จะออกแบบการสร้าง ประชาธิปไตยแบบใหม่ ดิฉันเห็นด้วยในหลายเรื่องว่าวัฒนธรรมทางการเมืองเป็นเรื่องสำคัญ ดิฉันได้ทำการศึกษาและพบว่าประเทศไทยมีระบบของวัฒนธรรมทางการเมืองที่แตกต่างกันอยู่ เป็นวัฒนธรรมแบบเดิม กับเป็นวัฒนธรรมแบบใหม่ วัฒนธรรมแบบเดิมที่เรียกว่าโมเดิร์นนิซึม (Modernism) วัฒนธรรมแบบมุ่งเน้นการเป็นวัฒนธรรมประชาธิปไตยแบบก้าวหน้า กับการเป็น ประชาธิปไตยแบบขนบธรรมเนียมประเพณี ซึ่งคนไทยก็มีทั้ง ๒ แบบ แล้วส่วนหนึ่งที่อยู่ ตรงกลาง ๆ ก็คือเน้นชุมชน คราวนี้มาถามว่าวัฒนธรรมที่เราอยากจะสร้าง สร้างได้ด้วย การสอน ๑ ๒ ๓ ๔ หรือว่าไปจัดหลักสูตรแล้วเรียนตามนั้น ๑ ๒ ๓ ๔ เอาวิทยากรไปถ่ายทอด ๑ ๒ ๓ ๔ ให้ทำแบบนั้นจะทำได้หรือไม่ ดิฉันคิดว่าไม่ได้ เอดูเคชัน (Education) เป็นสิ่งสำคัญ ที่จะต้องสร้าง แต่ว่าไม่ใช่ทั้งหมดที่จะนำไปสู่วัฒนธรรมประชาธิปไตยที่เราพึงปรารถนา เรามีหลักสูตร เราพยายามที่จะทำหลักสูตรนั้นให้เป็นจริงแล้วก็เอาไปสอนในโรงเรียน แต่ถามว่าคนสอนมีวัฒนธรรมแบบประชาธิปไตยหรือไม่ เราจะเอาไว้ที่สภา เราจะให้สภา เป็นตัวกลางในการที่จะถ่ายทอดเรื่องนี้ออกไป แต่ถามว่าสภามีงานน้อยไปหรืออย่างไร นี่ก็เป็นประเด็น แล้วนอกจากนี้การสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อที่เรียกว่าเอนาบลิงเอนไวรอนเมนต์ (Enabling Environment) ข้อมูลข่าวสารเราเปิดเผยสู่สาธารณชนได้มากน้อยแค่ไหน เพื่อที่จะเสริมสร้างให้ภาคส่วนต่าง ๆ ได้เข้ามาใช้ประโยชน์ ตลอดจนกฎหมายที่เอื้อให้ ประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมได้เปิดกว้างแค่ไหน ตลอดจนสภาพแวดล้อมเช่นเวทีสาธารณะ ที่เรียกว่าพับบลิกสเปซ (Public Space) ได้เปิดให้เขามากน้อยแค่ไหน จนกระทั่ง พับบลิกสเปซ (Public Space) นั้นกลายเป็นเพลซ (Place) ที่ถาวรที่ทำให้ประชาชน สามารถที่จะใช้ประโยชน์ร่วมกันได้มีมากน้อยแค่ไหน ดิฉันคิดว่ายังไม่ไปถึงตรงนั้นเลย กฎหมายฉบับนี้แค่สร้างให้มีเอดูเคชัน (Education) คืออี (E) ตัวแรก แต่ไม่ไปถึงเอนาบลิง เอนไวรอนเมนต์ (Enabling Environment) แล้วสุดท้ายก็ยังไปไม่ถึงเอ็มเพาเวอร์เมนต์ (Empowerment) ที่เรียกว่าการเปิดโอกาสหรือการกระจายโอกาส การกระจายอำนาจ ก็ไม่ได้มี ดิฉันคิดว่าช่องทางที่ง่ายที่สุดในการเสริมสร้างวัฒนธรรมประชาธิปไตยก็คือการกระจายอำนาจ เพราะว่าเขาสามารถที่จะช่วยเหลือตัวเองได้ในพื้นที่ของเขา แต่ว่าทำอย่างไรถึงจะให้ มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล สุดท้ายดิฉันอยากจะคอมเมนต์ (Comment) เล็กน้อย ในเรื่องของคณะกรรมการ หน้า ๗ นี่นะคะ กรรมการที่มาด้วยวิธีต่าง ๆ เยอะแยะ รวมทั้ง ผู้ทรงคุณวุฒิ ดิฉันก็ไม่แน่ใจว่าจะทำให้เกิดการเสริมสร้างวัฒนธรรมประชาธิปไตยได้อย่างไร เพราะว่ากรรมการเหล่านี้ต้องไปทำโน่นทำนี่ ต้องไปเขียนหลักสูตรโน่นนี่ แต่ดิฉันมองไม่เห็น ผู้ที่เป็นตัวแทนของประชาชน ประชาสังคม และองค์กรพัฒนาเอกชน ซึ่งเขาก็มีความรู้ และมีความก้าวหน้าในการเสริมสร้างวัฒนธรรมแบบประชาธิปไตย แต่ว่าไม่มี เพราะท่าน ไปให้ความสำคัญกับบางสายและวิชาการมากเสียจนไม่มีรูปแบบของแพร็กทิชันเนอร์ (Practitioner) หรือผู้ปฏิบัติ มีแต่คนที่จะไปสอนคนอื่น ๑ ๒ ๓ ๔ แต่ผู้ปฏิบัติจริงไม่มี เพราะฉะนั้นวัฒนธรรมทางการเมืองจะเกิดขึ้นไม่ได้ด้วยการสอน ๑ ๒ ๓ ๔ แต่เกิดขึ้นได้ด้วย การแพร็กทิซ (Practice) เพราะฉะนั้นต้องมีการสร้างอะแวร์เนส (Awareness) และนำไปสู่ การปฏิบัติได้จริง ต้องผ่านกระบวนการเรียนรู้หรือกระบวนการกล่อมเกลาทางสังคม ซึ่งตรงนี้ดิฉันคิดว่าเรายังไปไม่ถึง เพราะฉะนั้นวัฒนธรรมทางการเมืองตรงนี้ต้องสร้าง และประชาธิปไตยไม่ใช่แค่การหย่อนบัตร ๔ วินาทีแล้วจบ แต่ประชาธิปไตยเป็นทั้งมีนส์ (Means) และเอนด์ (End) และประชาธิปไตยมีทั้งกระบวนการและมีทั้งสาระ กระบวนการ ของมันที่จะต้องสร้างคือให้คนมีส่วนร่วมในทางการเมือง ต้องให้มีหลักนิติธรรม ต้องให้มี หลักคุณธรรม ต้องให้มีอะไรอีกเยอะแยะที่จะต้องทำ แต่ว่าทำอย่างไรมีแล้วต้องไปปฏิบัติ แล้วนอกจากนี้วัฒนธรรมทางการเมืองที่นำไปสู่วิถีประชาธิปไตยที่แท้จริงต้องมีสาระ สาระที่แท้จริงก็คือการสร้างธรรมาภิบาลที่ท่านนายกรัฐมนตรีพยายามสอบถามว่าแล้วเรา จะมีธรรมาภิบาลกันหรือไม่ตรงนั้นเป็นเรื่องที่สำคัญมาก สำคัญที่สุดก็คือคำนึงถึงฮิวแมน ไรต์ แอนด์ ฮิวแมน ดิกนิตี (Human Rights and Human Dignity) คือศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิมนุษยชน ซึ่งทำอย่างไรเราถึงจะสร้างผู้คนที่คำนึงถึงศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ และให้เกียรติผู้อื่น เราสร้างพลเมือง แต่เราไม่มองคนอื่นเป็นพลเมืองเพราะเราให้เขา ทำแต่หน้าที่แต่เราไม่ให้สิทธิเขาโดยเฉพาะสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร และบางคน ก็ไม่มองตัวเองเป็นพลเมืองเพราะเรียกร้องแต่สิทธิ แต่ไม่เคยทำหน้าที่ เพราะฉะนั้นดิฉัน ต้องขอขอบคุณกรรมาธิการที่พยายามจะสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองแบบวิถีประชาธิปไตย ที่แท้จริงให้เกิดขึ้นในประเทศไทย และหวังว่าคงจะนำสิ่งที่ดิฉันเสนอนี้ไปสู่การแก้ไขด้วยนะคะ ขอบพระคุณค่ะ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบพระคุณค่ะ สมาชิกได้อภิปรายกันมาหลายชั่วโมงพอสมควรแล้ว ดิฉันเห็นสมควรให้ปิดการอภิปราย และขอเชิญท่านประธานคณะกรรมาธิการ และท่านกรรมาธิการ เรียนเชิญท่านนิกร จำนง ก่อนค่ะ

นายนิกร จำนง กรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผมเองมีความจำเป็นจะต้องให้ความเห็นต่อประเด็นนี้ ผมไม่ได้เป็นอนุกรรมาธิการ ไม่ได้เป็นผู้ชี้แจง แต่ว่าผมมีความเข้าใจเรื่องนี้อยู่บ้าง เรื่องวัฒนธรรมประชาธิปไตย ถ้าผมจะถามว่าขณะนี้เรามั่นใจกันหรือไม่ว่าการเมืองหลังจาก ยึดอำนาจกันมาร่วม ๆ ๔ ปีจะกลับไปที่ที่ดี สถานการณ์จะดี ความขัดแย้งจะมีไหม การเมืองจะนิ่งไหม จะลงตัวไหม ไม่มีใครมั่นใจเลย ผมเองอาจจะมีวาระนี้วาระหนึ่ง แล้ววันพรุ่งนี้ก็เรื่องศาสตร์พระราชาที่รับผิดชอบอยู่ แล้วก็มีเรื่องปฏิรูประบบรัฐสภาอีกเรื่องหนึ่ง หลังจากนั้นปลายเดือนก็จะขอลาออกเพื่อไปทำหน้าที่ทางด้านโน้นต่อไป ผมไม่ได้หวั่นใจ อะไรหรอก แต่ไปด้วยความไม่มั่นใจว่าการเมืองข้างหน้าจะเป็นอย่างไร เพราะจนถึงขนาดนี้ เราใช้เวลามา เราอาจจะทำโน่นทำนี่ทำนั่นไปได้เยอะแยะ ปฏิรูปไปได้เยอะแยะ แต่ถ้าเรื่องนี้ เราไม่ปฏิรูป รับประกันได้ว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นการเมืองอาจจะช่วยเรื่องราว ของประเทศได้ไม่มาก แต่เวลาสร้างปัญหานี่สร้างได้มาก เราอยู่กับมัน ๑๐ ปีแล้ว อีก ๒ ปี แล้วจะต่อไปผมยังมองว่าเงื่อนปมต่าง ๆ ไม่ได้รับการแก้สักเท่าไรเลย นี่มองแบบตรงไปตรงมา เพื่อจะฝากความเห็นไว้ จนกระทั่งรัฐธรรมนูญเองนำประเด็นในการปฏิรูปเอาไว้เป็นข้อแรก ข้อแรกที่ว่าซึ่งก็ต้องขอบคุณท่านประธานเสรี แล้วก็อยากจะเรียนว่าเป็นความดีความชอบ ของคณะกรรมาธิการด้านการเมือง คือเราเสนอไป กรธ. เรากดดันหนักมาต่อปัญหาเรื่องนี้ และปรากฏว่าในการปฏิรูปมาตรา ๒๕๘ ก็คือเรื่องด้านการเมืองเป็นเรื่องแรกในการปฏิรูป ไม่ใช่ใน ๕ ปีนะครับ ต่อเนื่องไป เพราะเห็นปัญหาว่าไพรออริตี (Priority) นี้เป็นไพรออริตี (Priority) แรก สร้างปัญหาได้เยอะกับประเทศ พัฒนาก็ได้เยอะ เราจะเห็นว่าในรัฐธรรมนูญเอง มีความจำเป็นอย่างมากที่จะต้องทำเรื่องนี้ก็คือว่า ด้านการเมืองหนึ่งเรามาดูว่าตรงนี้ สัมพันธ์กับชุดนี้อย่างไร ที่ท่านสมาชิกบอกว่าเหมือนเป็นกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ จริง ๆ เหมือนจะใช่ในหลักการ บอกว่าในข้อ ๑ ให้ประชาชนมีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง เกี่ยวกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีส่วนร่วมในการดำเนินกิจกรรมทางการเมือง รวมตลอดทั้งการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ รู้จักยอมรับในความเห็นทางการเมืองโดยสุจริตที่แตกต่างกัน ให้ประชาชนใช้สิทธิเลือกตั้ง และออกเสียงโดยอิสระปราศจากการครอบงำไม่ว่าทางใด ข้อ ๒ เป็นเรื่องพรรคการเมือง ข้อ ๓ เป็นเรื่องพรรคการเมือง ข้อ ๔ และข้อ ๕ เป็นเรื่องความปรองดอง ผมเคยคุยกับ ท่านรองนายกรัฐมนตรีว่ายกร่างรัฐธรรมนูญ ผมคุยกับ กรธ. ว่าเราเขียนเรื่องตำรวจ เรื่องตำรวจสำคัญ เรามีกรรมการ เรื่องเศรษฐกิจสำคัญ เรามีกรรมการ แล้วก็เรื่องการศึกษา สำคัญ เรามีกรรมการอิสระ เรื่องการเมืองสำคัญที่สุดที่จะทำให้เกิดปัญหากับประเทศ มากที่สุด เราไม่มีกรรมการเลย เรามีแต่เขียนลอยไว้เป็นข้อแรก ไพรออริตี (Priority) แรก เป็นความสำคัญลำดับแรก แต่เราไม่มีใครมารับผิดชอบเลย แล้วเรื่องนี้เราจะให้ใครทำ ดังนั้นสิ่งที่ต้องนำเสนอขึ้นมาในวันนี้ก็คืออย่างไรก็ตามจะต้องมีกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่ง คอยดูแลเรื่องนี้ จะดีจะชั่วอย่างไรไม่มีไม่ได้ เพราะสิ่งที่รอเราอยู่ข้างหน้ามันเป็นปัญหา เดี๋ยวมีการเลือกตั้งแล้วผมเชื่อว่าจะมีการกระทบกระทั่งกันมีปัญหาความรุนแรงก็จะกลับมาอีก เกิดขึ้นแน่ รอเราอยู่แน่ เพราะว่าเราจะปฏิรูปประเทศในชั่วข้ามคืนได้อย่างไร ปัญหามีมาตั้ง ๑๐ ปี ที่จริงปัญหา ๑๐ ปีที่แล้วเป็นปัญหาสั่งสมมาตั้งแต่ปี ๒๔๗๕ แล้ว รากมันลึกมาก เรากำลัง ปกครองในระบอบประชาธิปไตย ท่านที่เคารพครับ ประเด็นปัญหาคือถ้าพูดถึงวัฒนธรรม ผมจะตอบท่านอาจารย์ดุสิต ให้ความเห็นต่อท่าน ไม่ใช่ตอบท่านนะครับว่าทำไมเราใช้ชื่อนี้ จริง ๆ แล้วในหลักการนี้ชื่อวัฒนธรรมทางการเมืองเป็นคำภาษาต่างประเทศ เพราะอย่างที่ ท่านอาจารย์ดุสิต ขออภัยที่เอ่ยนาม บอกว่าวัฒนธรรมเป็นบวก ใช่ของไทยนะครับ แต่จริง ๆ แล้ววัฒนธรรมทางการเมืองเป็นศัพท์อย่างหนึ่งของการพัฒนาการเมือง หลักการสำคัญในเชิงวิชารัฐศาสตร์แล้ว สิ่งสำคัญในประเทศที่จะต้องพัฒนาทุกแบบ ไม่ว่าจะประชาธิปไตยหรือค่ายอื่นก็คือโพลิทิคัลดีเวลอปเมนต์ (Political Development) หรือพัฒนาการทางการเมือง ในนั้นจะมีอะไรบ้าง ก็คือมีวัฒนธรรมทางการเมืองที่อยู่ในนั้น แล้วก็มีคำว่า ที่ดี ด้วยในนั้น แล้วก็การมีส่วนร่วมของประชาชน วัดกันตรงนี้ประชาชน มีส่วนร่วมเท่าไรในเรื่องระบอบประชาธิปไตย มีวัฒนธรรมที่ดีกันอย่างไร ทีนี้วัฒนธรรม ทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยทุกการเมืองมีวัฒนธรรมหมด ของคอมมิวนิสต์ เขาก็มีวัฒนธรรม ในระบอบประชาธิปไตยคือการเคารพ คือการให้เสียงข้างมากเป็นผู้ปกครอง แล้วเสียงข้างน้อยต้องเคารพเสียงข้างมาก เมเจอริตีรูล (Majority Rule) ไมเนอริตีไรต์ (Minority Rights) ปัญหาของเราเกิดขึ้นตรงนี้เองที่แก้ไม่ได้ ผมอยากจะเรียนว่าผมเอง กับสถาบันพระปกเกล้าตอนช่วงเราศึกษาเรื่องการปรองดอง เราได้ไปศึกษาเรื่องนี้ หาแกนกลางของความขัดแย้งในสังคมไทย ปรากฏว่าเรื่องที่เราไม่ได้แก้เลยจนกระทั่ง ถึงปัจจุบันนี้ ไม่ว่าเราจะออกกฎหมายสักเท่าไรก็ตาม รัฐธรรมนูญจะเคร่งครัดขนาดไหนก็ตาม ผมชี้ไว้เลยว่ายังมีปัญหานี้อยู่ยังไม่ได้แก้ แกนกลางหรือใจกลางของความขัดแย้งคืออะไร คือทัศนคติทางการเมืองที่ต่างกัน ในสังคมประชาธิปไตยเราต้องให้เสียงข้างมากปกครอง แล้วต้องเคารพเสียงข้างน้อย เราไม่มีทั้ง ๒ อย่าง ลักษณะเสียงข้างมากขณะนี้กลุ่มหนึ่ง ที่อยู่ในทางการเมืองกำลังแตกตัว กำลังไปรวมตัวเป็นพรรคการเมือง เขาเชื่อว่าเวลาเลือกตั้ง มาแล้วได้เสียงข้างมากเขาต้องได้บริหารประเทศ พอเขาเข้ามาในสภาเวลาออกกฎหมาย ถ้าเขาได้เสียงข้างมากกฎหมายก็ถูก แต่ในขณะที่อีกด้านหนึ่งบอกว่าคุณมาเป็นวัฒนธรรมทัศนคติ นี่เป็นทัศนคติในด้านเคารพ เสียงข้างมากด้านหนึ่ง อีกด้านหนึ่งเป็นทัศนคติการเมืองแบบเชิงคุณธรรม มีความเห็นว่า โหวตกันชนะแบบนี้ก็คือเผด็จการรัฐสภา แล้วกฎหมายจะจบอย่างไรล่ะ ถ้าไม่จบด้วย เสียงข้างมากไม่มีทางไปหรอก แต่ทีนี้ทางนั้นบอกว่าผมเสียงมาก อีกข้างหนึ่งก็บอกว่า เสียงข้างมากคุณได้มาจากการซื้อเสียงเราไม่ยอมรับ พอเป็นแบบนี้ก็จบ เพราะขณะนี้ การเลือกตั้งครั้งต่อไปถามว่าการซื้อเสียงจะจบไหม ไม่จบ ไม่หมดไปจากแผ่นดินหรอก ยังมีต่อเนื่องไปอีก เพราะฉะนั้นการเมืองข้างหน้าไม่จบแน่ ทัศนคติตรงนี้ยังดำรงอยู่ เราได้แก้ปัญหาอะไรบ้างไหม เรื่องปรองดองที่เราทำแตะเข้าไปตรงศูนย์กลางไหม แล้วตัวนี้คือ จุดศูนย์กลางระเบิด ที่อยู่รอบ ๆ คือความเหลื่อมล้ำ ผมพูดเข้ามาในไลน์ (Line) ว่าประเทศไทย ความเหลื่อมล้ำเป็นอันดับ ๓ ของโลก คนรวยกับคนจนต่างกันมาก มีการมูฟ (Move) คนมา แล้วมีการประท้วง แล้วก็มีการขัดแย้งกันรุนแรงเดี๋ยวก็ระเบิดอีก จำคำผมไว้เดี๋ยวก็ระเบิดอีก ทีนี้ประเด็นปัญหาก็คือว่าแล้วเราจะทำอย่างไร ที่เป็นจริง ๆ คืออย่าฝัน ทำกันให้ได้จริง ๑. ต้องยอมรับว่าทำชั่วข้ามคืนไม่ได้ วันหนึ่งผมไปอภิปรายกันที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง มีคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มีคุณจาตุรนต์ ฉายแสง เมื่อสัก ๒๐ ปีที่แล้ว พอไปพูดเสร็จ ผมก็เดินออกมา และตอนนั้นผมทำการเมืองมา ๒๒ ปีแล้ว ผมก็บอกคุณอภิสิทธิ์ตอนนั้น ยังไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรี ผมบอกว่าคุณอภิสิทธิ์ ผมเบื่อเต็มทีแล้วทำการเมืองมา ๒๒ ปี การเมืองไม่ดีขึ้นเลยสักนิดเดียว แทบจะไม่ดีขึ้นเลย ผมก็เลยบอกว่าผมขอร้องคุณได้ไหม เพราะผมเชื่อว่าคุณเป็นนายกรัฐมนตรีได้ ผมเชื่อว่าประชาธิปไตยต้องแก้ตรงนี้แล้ว เดี๋ยวนี้ เราแก้รัฐธรรมนูญฉบับที่ ๒๐ แล้ว คำหลังคืออำนาจ แก้เรื่องอำนาจ แก้รัฐธรรมนูญ แก้กฎหมาย แต่ข้างหน้าเราไม่เคยแก้เลย ประชาคำหน้าเราไม่เคยแตะ ถ้าเขาจะลำบาก เขารับเงินซื้อเสียง เขาจะไม่มีความรู้ เราไม่เคยให้ความรู้เขาว่าการเมืองเป็นอย่างไร อะไรเลย คำว่า ประชา เราไม่เคยแตะ ดังนั้นผมก็เลยขอร้องคุณอภิสิทธิ์ ผมเชื่อว่า คุณเป็นนายกรัฐมนตรีได้ นี่อ้างได้เพราะว่าคุยกันจริง ๆ ผมแทบจะหมดกำลังแล้ว ให้คุณควบกระทรวงศึกษาธิการ ปกติคนเป็นนายกรัฐมนตรีเขาจะควบกระทรวงกลาโหม เขาจะควบกระทรวงมหาดไทย ขอให้คุณอภิสิทธิ์ควบกระทรวงศึกษาธิการแล้วไปแก้ปัญหา คือไปสอนการเมืองในโรงเรียนให้ประชาชนมีความรู้ความเข้าใจเรื่องทางการเมือง เวลาเลือก เขาจะได้เลือกถูก ผมยังพูดว่าไม่ใช่ขึ้นจากนาแล้วก็กาพรรคนี้ ไม่ใช่ออกจากสวนยางมา แล้วก็กาพรรคนี้ ไม่ใช่ ให้เขาผ่านสมอง ให้ผ่านความคิด ผ่านการพิจารณาสักหน่อย ให้ความรู้ไปยังโรงเรียน ตอนนั้นคุณอภิสิทธิ์รับปาก แต่พอเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรี ความจริงทางการเมืองท่านก็ต้องเป็นนายกรัฐมนตรี ถ้าสังเกตตอนนั้นตอนที่เป็นฝ่ายค้าน ท่านเป็นรัฐมนตรีเงากระทรวงศึกษาธิการ เป็นนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีเงา แล้วก็เป็น รัฐมนตรีเงากระทรวงศึกษาธิการด้วย แต่พอของจริงมาก็ต้องให้คนอื่นเป็น ผมหวังตรงนี้มาก แล้วก็ผิดหวังอีก ทีนี้ประเด็นที่สำคัญ ท่านอาจารย์ดุสิตครับ วัฒนธรรมไทยไม่สอดคล้องกับ ประชาธิปไตยในหลักสากล นี่คือปัญหาของเรา เมื่อสักครู่ผมยกว่าทัศนคติต่างกันอยู่แล้ว เรามีคำพังเพยที่ใช้อยู่อย่างเช่นเขาบอกว่าให้มีส่วนร่วม อย่าแกว่งเท้าไปหาเสี้ยน อย่าเอามือ ซุกหีบ นี่เป็นคำที่สอนกันมาตลอด พูดไปสองไพเบี้ย นิ่งเสียตำลึงทอง หรือการยอมรับในอำนาจ เดินตามหลังผู้ใหญ่หมาไม่กัด เป็นวัฒนธรรมของเราทั้งสิ้น สิ่งเหล่านี้ถ้าเราอยากให้เขา มีส่วนร่วม แต่เราห้ามไม่ให้เขาพูด ห้ามไม่ให้เขานั่งหน้า ห้ามไม่ให้เขาแสดงความเห็น มาตั้งแต่เด็กแล้วเราจะไปได้อย่างไร เพราะฉะนั้นต้องมีการดักตรงนี้สร้างวัฒนธรรมใหม่ ยกเว้นว่าเราจะไปปกครองแบบอื่น แต่ถ้าแบบนี้เราไม่สร้างตรงนี้ไปไม่ได้เลย จะต้องสอน ต้องสร้าง ต้องให้ความเห็นกันไป ประเด็นที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือเรื่องโครงสร้าง เชิงอำนาจ ผมเองไปศึกษาเรื่องการเมืองในต่างประเทศ แล้วฝรั่งก็เสนอว่ามีตัวอย่างแห่งเดียว และท่านเพิ่มพงษ์ก็ยังอยู่ตรงนี้ถามท่านว่าเป็นจริงไหม เขาเสนอว่าในระบบการเมืองมีศาลาโมเดล (Sala Model) ยกตัวอย่างประเทศไทย ศาลาโมเดล (Sala Model) ก็คือมีศาลาแล้วผู้มีอำนาจนั่งอยู่ในศาลา แล้วผู้มีอำนาจน้อยกว่าอยู่รอบศาลา ประชาชนจะมาหาต้องมาขออนุญาตเพื่อเข้าไปในศาลา ไปหาผู้มีอำนาจ เป็นเหมือนพีระมิด สังคมไทยเป็นแบบนี้ เขาใช้คำว่าศาลา (Sala) แล้วก็โมเดล (Model) แบบสังคมไทย คล้าย ๆ เขมร นครวัดนั่นละ เลียนแบบศาลาโมเดล (Sala Model) มาเลย ปรางค์อยู่ตรงกลาง แล้วองค์ประกอบของมณฑปอยู่รอบ ๆ ตรงนี้จะมีปัญหา เพราะฉะนั้นเราจะต้องแก้ โดยใช้วัฒนธรรม ทีนี้ประเด็นปัญหาที่ว่าทำไมเราใช้รัฐสภา เราต้องยอมรับว่ารัฐสภาของเรา อาจจะมีปัญหาอยู่บ้าง มันเป็น ๑ ใน ๓ อำนาจ ซึ่งในประเทศไทยเราใช้ ๓ เสาหลักไม่ได้ อาจจะใช้อย่างอื่นด้วยนะครับ เพราะว่าองค์ประกอบนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ เหมือนประคองไม่อยู่ เพราะว่าฐานอื่นเราอ่อน แต่ฐานทางด้านรัฐสภาของเราอ่อนแอมาก ทีนี้ในสูตรนี้เองที่เราใช้รัฐสภา เพราะรัฐสภาเองไม่ว่าจะอย่างไรอาจจะมีการเกี่ยวพัน กับการเมืองบ้างอะไรบ้างแต่เป็นองค์กรที่มีอิสระที่สุด แล้วในรัฐสภาเราโครงสร้างเดิม มีอยู่แล้ว ที่ท่านสมาชิกได้พูดถึงก็คือสถาบันพระปกเกล้า แต่สถาบันพระปกเกล้าถูกดีไซน์ (Design) ออกมาเป็นฝ่ายบุ๋นก็คือทางด้านวิชาการล้วน ๆ เคพีไอ (KPI) เวลาดำเนินการ เขามีข้อมูลที่ดีมากแต่ว่าเป็นฝ่ายบุ๋น ทีนี้การออกชาร์จ (Charge) งานเรื่องการสร้าง วัฒนธรรมใหม่ทางการเมือง การให้ความรู้ การสร้างการพัฒนาการเมืองต้องการองค์กรใหม่ ขึ้นมาดูแลเรื่องนี้ และถามว่าถ้าไปอยู่ในรัฐบาลได้ไหม ถ้าไปอยู่ในรัฐบาลพอมีการเลือกตั้ง หน่วยนี้จะไปแตะประชาชนส่วนใหญ่ เดี๋ยวก็ถูกแทรกแซงจากนายกรัฐมนตรี จากรัฐมนตรี เดี๋ยวก็เสร็จ ถามว่าไปตั้งเป็นองค์กรอิสระได้ไหม รัฐธรรมนูญไม่ให้ตั้ง ถ้าเป็นแล้วไม่มีอำนาจ และไม่มีใครประคอง เพราะฉะนั้นเราคิดดูกันแล้วจุดที่ดีที่สุดก็คืออยู่ในร่มเงาชายคา ของรัฐสภาและเติมเป็นฝ่ายบู๊ไป เป็นไปได้ครับ คือขณะนี้ไม่ใช่ดีที่สุด แต่หมายถึงว่าดีที่สุดแล้ว เท่าที่จะคิดได้ขณะนี้ก็อยู่กับรัฐสภา ตีคู่กันไปคือมีบุ๋นกับบู๊ จั่นเจากับอะไรก็ว่าไป บุ๋นก็คือ สถาบันพระปกเกล้าทำเรื่องวิชาการไป บู๊ก็คือทางนี้ออกไปดูแลประชาชน ไปสอนไปอะไร พวกนี้ จะเป็นหลักการตรงนี้ ประเด็นต่อมาก็คือเป้าหมาย ถามว่าประเด็นเป้าหมายอยู่ที่ไหน เป้าหมายในการปฏิรูปหรือว่าในการสร้างวัฒนธรรมผมเรียนแล้วเมื่อสักครู่ว่าต้องเริ่มตั้งแต่เด็ก ขณะนี้ไม่ใช่ไม่มีคนทำ กกต. ก็ทำอยู่แล้ว ใครก็ทำอยู่แล้ว ตั้งแต่เด็กผมอยากจะทวนประวัติ นิดหนึ่ง ท่านประธานครับ ตอนเด็ก ๆ ผมเองเรียนมัธยมศึกษาอยู่สงขลาก็ไปเป็นประธาน ชมรม ยอส. เยาวชนอาสาสมัครจังหวัดสงขลา อายุก็ไม่มากตอนนั้น ม.ศ. ๔ แล้วก็รวมคน มีรุ่นพี่คอยช่วยดู เข้าไปอยู่ในป่าไปสร้างโรงเรียน ไปช่วยสร้างโรงเรียนก็ใช้ช่างอื่นทำ แต่ว่า ที่ไปอบรมก็คืออบรมเรื่องระบอบประชาธิปไตยตั้งแต่ผมอยู่ ม.ศ. ๔ อบรมเรื่องการยื่นญัตติ เป็นอย่างไร การอภิปรายเป็นอย่างไร การต้องนั่งอย่างไร แล้วในนั้นท่านประธานก็คงรู้จัก อาจารย์กมล รอดคล้าย ก็อยู่ แล้วผมยังลาออกจากประธานเพื่อให้เขาเป็นผู้บริหาร เรามีการสับเปลี่ยนชัฟเฟิล (Shuffle) กันตลอด สอนคนว่าการเมืองควรจะทำอย่างไร ผมได้ความรู้จากตรงนี้มาเยอะ มีประเด็นหนึ่งผมไปเรียน พตส. ที่ท่านเลิศรัตน์ไปเรียนนี่ละ ผมรุ่น ๓ ตอนนี้ท่านรุ่น ๘ ผมทำวิจัยฉบับหนึ่ง ท่านประธานครับ แล้วผมหนาวไปทั้งตัว คือทำวิจัยเรื่องประชาธิปไตยในสถานศึกษา เฟิสต์โหวต (First Vote) ปรากฏว่าพอไปดู ขณะนี้ให้เยาวชนของเราหรือบุคคลของเราอายุ ๑๘ ปีมีสิทธิโหวต แต่เราเคยสอนเขาไหมว่า ควรจะโหวตอย่างไร การเมืองเป็นอย่างไร ในโรงเรียนมัธยมศึกษาเราไม่มีอาจารย์ ที่จบการเมืองเลยสักคน น้อยมาก แล้วครูเองก็ไม่มีความรู้และไปอบรมให้เด็กรู้ แต่เด็กเอง พอโตขึ้นมา ๑๘ ปีเขาไม่ใช่เด็กแล้ว เขาเป็นบุคคลที่มีสิทธิเท่ากับเรา เขาไม่มีความรู้เลย ผมไปทำสำรวจเรื่องการซื้อเสียงมีตั้งแต่ในโรงเรียนอยู่แล้ว บางทีแม่ก็บอกว่าลูกเราอยู่ที่นี่ เราก็ต้องเลือก พ่อบอกว่าเราก็ต้องเลือกพรรคนี้เด็กไม่ต้องคิด แม่ก็บอกว่าลูกเขาให้เสียงละ ๕๐๐ บาท บ้านเรามี ๕ คน ๒,๕๐๐ บาท โหวตตามแม่ ประเด็นตรงนี้จะเป็นปัญหาสำคัญ เฟิสต์โหวต (First Vote) จะเป็นเหมือนครั้งแรกในการใช้สิทธิของเรา เราไม่เคยดูแลเขา แล้วเราก็มาแก้ปัญหาที่ปลายน้ำ ต้นน้ำเราไม่แก้ ไม่แก้เลยจนบัดนี้ก็ไม่มี ผมเรียกร้องตรงนี้ ผมทำรายงานมาพบตรงนี้ ในชุดที่จะตั้งขึ้นมาจะแก้ปัญหาตรงนี้ เด็กที่จะเข้าไปสู่การเลือกตั้งกาครั้งแรกหมายถึงเราเริ่มตั้งแต่ต้นน้ำ ไม่อย่างนั้นเราเริ่มปลายน้ำ ต้นน้ำเปื้อนมาปลายน้ำทำอย่างไรก็ไม่อยู่ อันนี้เป็นประเด็นหนึ่งนะครับ บุคคลแรก คือ ๑๘ ปีที่จะต้องแก้โดยใช้กลไกนี้ นักการเมืองที่จะต้องแก้ก็เห็นด้วยว่าสถาบันพระปกเกล้า ขณะนี้ทำอยู่นะครับ แล้ว กกต. ก็ทำแต่ว่าโอนให้คณะนี้ทำได้ พรรคการเมือง ก็อยากเรียนว่า จะอยู่ในรัฐธรรมนูญ (๒) ต่อจากนี้ ผมได้ถูกตั้งเป็นกรรมการพัฒนาพรรคการเมือง ตามระบอบประชาธิปไตย อาจารย์เอนก เหล่าธรรมทัศน์ เป็นประธาน เราตกลงกันแล้วว่า ใน กกต. เราจะทำเป็นสถาบันพัฒนาการเมืองเหมือนกัน หมายถึงในทางนักการเมือง ให้ตรงนี้ทำ แต่พรรคการเมืองในเชิงระบบ การเขียนนโยบาย การทำอุดมการณ์ การทำนโยบาย ที่ไม่เป็นประชานิยม ตรงนี้เราจะเข้าไปรับผิดชอบเอง นั่นเป็นส่วนหนึ่ง

สุดท้ายความสมบูรณ์ ท่านประธานครับ ที่เราพูดถึงในตอนต้นที่ว่าเคย เข้าสภาไปแล้ว จริง ๆ แล้วผมไม่ได้เป็นอนุกรรมาธิการ แล้วหลายส่วนที่ผมยังเห็นว่ามีปัญหาในนี้ ยืนยันว่าผมเห็นมีปัญหาในนี้ ผมไม่ได้เป็นอนุกรรมาธิการมาแต่เดิม ผมเรียนว่าผมเองถูกตั้งเป็น ประธานอนุกรรมการร่วมที่ตั้งขึ้นไว้แล้วกับ สนช. แล้วก็กับเรา แล้วสิ่งที่ท่านกษิดิ์เดชธนทัต ได้พูด กระผมก็ถามท่านแล้วตอนนั้นถ้าท่านจำได้ กระผมพิจารณาดูแล้วว่าช่วงนั้น สภาพัฒนาการเมืองเป็นหน่วยงานที่จะต้องมีการปรับปรุง ผมได้ข่าวมาว่าจะถูกยุบแน่ เราก็เลยแก้กฎหมายสภาพัฒนาการเมืองใหม่ใช่ไหมครับ ตอนนั้นที่สภานี้ตั้ง ท่านประธาน ก็ทราบดี เราไปยกร่างขึ้นมาแล้วก็เชื่อว่าจะถูกยุบแน่นอน เราเลยคุยแล้วก็ไปปรับเปลี่ยนชื่อ กองทุนไม่ต้องตั้งใหม่ก็จะเอากองทุนนั้นมา และมีการปรับโครงสร้างดึงคน ๑๓๐ คน ที่มีอยู่เดิมมาตั้ง เราทำไปจนเสร็จก็คุยกันทั้ง ๒ สภา หมายความว่าอย่างนี้จะไปเข้า สนช. แต่ว่าทาง สนช. นั้นตั้งรองประธานของคณะกรรมการการเมืองมาร่วมกับผมทำกันไปจนเสร็จ แล้วประเด็นที่ท่านเสนอนี้ชัดเจนมาก ประเด็นก็คือว่าเราขอแก้ชื่อเพื่อจะได้หลุด จะได้ไม่ถูกยุบ แล้วต่อจากนั้นมีปัญหาคนเป็นแสนคนที่อยู่ในสภาองค์กรชุมชนของท่าน และถูกต้องตามกฎหมาย ขณะนี้เขายังอยู่ ตั้งเป้า ๗,๐๐๐ ตำบล เขาจะทำให้ครบ เขาก็กลัวว่าจะกระทบ ผมก็คุยกับท่านจินดาซึ่งเป็นประธานเชิญมาคุย ถ้าท่านจำได้ที่เขา ประท้วงกันตอนนั้น แล้วก็อาจารย์ธีรภัทร์นำมาที่จะแก้ เราก็คุยกันว่าอย่างนี้ จะอนุญาต ให้ทางองค์กรสภาชุมชนตรงนั้นมาเป็นกรรมการในบอร์ด (Board) ที่เราจะเขียนขึ้นมา แต่ไม่ใช่ฉบับนี้ แล้วก็ให้ประชาชนตรงนั้นเป็นคอนเนกเตอร์ (Connector) และไปร่วม อย่างที่ท่านพูดเห็นด้วยเป็นอย่างมาก ก็คือว่าในเมื่อตั้งไว้แล้วคือภาคประชาชน ในโรงเรียน เราไปสอนได้ แต่ภาคประชาชนที่เป็นองค์กรอยู่แล้วเราทิ้งเขาไม่ได้ เราต้องเอาเขาเข้ามาอยู่ ตรงนี้ คือปลายน้ำก็ต้องทำ กลางน้ำก็ต้องทำ ตรงนี้เองผมคิดว่าจะเสนอในกรรมการว่า ขอใส่ตรงนี้เข้าไป เพราะว่าคุยกันแล้วก็ไม่มีปัญหา ตอนนี้เขาถูกยุบ ทีนี้เรื่องนี้ท่านประธานครับ ตอนหลังมีปัญหากันเล็กน้อยก็คือเรื่องโครงสร้างกรรมการ แล้วก็จะมีการเปลี่ยนแปลง ผมก็เห็นว่าในเมื่อเรื่องไปถึงวุฒิสภามีการประชุมร่วมและเป็นมติแล้ว ผมแก้ไม่ได้และทำต่อไม่ได้ ผมก็เลยขอลาออก แต่ผมได้ไปคุยกับท่านรองนายกรัฐมนตรีไว้แล้ว ที่จริงก็คุยกันไปตลอดทางว่า อาจจะไม่ยุบสภาพัฒนาการเมืองก็ได้ แต่ตอนหลังพอถอนออกมา พอเรื่องสะดุดหยุดลง เขาก็มีทางเดียวคือยุบ แล้วก็ยุบไปแล้ว แต่สภาองค์กรประชาชนขณะนี้ยังอยู่เหมือนเดิม เพราะอยู่ในกฎหมายอีกฉบับ เพราะฉะนั้นผมก็คิดว่าอยากจะให้กรรมาธิการ เมื่อสักครู่นี้ คุยกันแล้วเอามาเป็นกรรมการตรงนี้สัก ๑ คน ก็คือประธาน พอประธานเป็นก็สามารถ จะสเปซ (Space) ไปทั่วหมดอยู่แล้ว

สุดท้ายนี้ท่านประธานครับ ถามว่าเรื่องกฎหมายนี้สมบูรณ์ไหม ไม่สมบูรณ์หรอก แต่มีมุมอยู่ คืออย่างที่บอกแล้วเรื่องการปฏิรูปการเมืองไม่มีคนทำ ถ้าปล่อยแบบนี้ไม่รู้ไปไหนและไม่มีคนทำ ปัญหาข้อแรกของประเทศไทยคือการเมือง ไม่ได้รับการแก้แล้วเราจะไปกันได้อย่างไร เรื่องการศึกษาจะพังหมดถ้ากระทบตรงนี้ ก็เลยคิดว่า ๑. ขณะนี้ไม่มีเราก็ต้องทำขึ้นมา เรามีอำนาจเต็มตามรัฐธรรมนูญ ๒. เรามีแมนเดต (Mandate) หมายความว่าเราเป็น ๑ ใน ๒๗ ข้ออยู่แล้วใช่ไหมครับ ท่านประธาน คือสภารับไปแล้วไปทำ ดังนั้นเรามีช่องอยู่แล้ว ใส่เข้าไปตรงนี้ ๓. เรามีปัญหาตรงที่ว่า เราไม่ต้องไปหวังความสมบูรณ์ของกฎหมายฉบับนี้ เพราะยุทธศาสตร์ก็ยังเคลื่อนอยู่ไม่นิ่ง หมดเลยตอนนี้ การปฏิรูปประเทศก็ไม่นิ่งเลย แต่เราจะต้องส่งกฎหมายเข้าไปก่อนเพราะอายุ ของสภาเรามีอยู่น้อย คือเอาไปปรับอีกครั้งแล้วก็ส่งไปเลย พอไปคาอยู่ตรงโน้นเขาไม่กล้า เอาออกหรอก เขาก็ต้องไปเชื่อม แล้วเอาไปเชื่อมกับยุทธศาสตร์ชาติด้วย ไปเชื่อมกับ เรื่องปฏิรูปที่กำลังจะเข้าในเดือนหน้า ในขณะนี้ก็ถือว่ากฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายที่ดีที่สุด เท่าที่เราทำได้ในเวลาจำกัดเพราะเราก็มีเวลาน้อย ทำให้ดีกว่านี้พวกท่านก็คงทำกันได้ แต่ต้องใช้เวลามากกว่านี้เยอะ เดี๋ยวจะไม่ทัน งาจะไหม้หมด ดังนั้นขอเรียนว่าผมสนับสนุน กฎหมายฉบับนี้อย่างเต็มที่ เหตุผลตามที่ได้เรียนแล้ว กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ต่อไปเรียนเชิญท่านกษิต ภิรมย์ ค่ะ

นายกษิต ภิรมย์ กรรมาธิการ 🔗

ขอบคุณครับท่านประธาน เวลางวด ผมมี ๒-๓ ประเด็นเท่านั้นเองครับ ประเด็นที่ ๑ ยังไม่ได้แปลชื่อของสถาบันหรือกฎหมายนี้ เป็นภาษาอังกฤษเลย แต่ว่าก็คิดอยู่ ๒-๓ คำด้วยกัน อันนี้ต้องไปหารือผู้ที่ชำนาญการ จะเป็น ที่ราชบัณฑิตยสถาน หรือว่าที่คณะอักษรศาสตร์ของมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ที่คิดไว้ก็คือจะเป็น คำว่า เดมอเครติก ซิติเซนชิป เอนฮานซ์เมนต์ (Democratic Citizenship Enhancement) หรือแอดโวเคซี (Advocacy) หรือว่าบิลด์อัป (Build up) หัวใจของเรื่องคือเป็นการส่งเสริม พลเมืองไทยให้เป็นประชาธิปไตยโดยสมบูรณ์แบบ และอันนี้ก็จะไปโยงกับประเด็นปัญหา เกี่ยวกับอดีตสภาพัฒนาการเมืองว่าในการทำงานที่ผ่านมาปีครึ่งของพวกผมนี่นั่งจุดเทียนอยู่ หรือเปล่า เป็นแบบท็อปดาวน์ (Top down) ต้องขอกราบเรียนว่าไม่ใช่และไม่เคย สิ่งที่ได้ กระทำมาตั้งแต่วันแรก ๆ ก็คือไปที่สภาพัฒนาการเมืองในระดับจังหวัด ไปที่สภาพัฒนา องค์กรชุมชน ไปที่กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ไปที่สมาคมปกครองท้องถิ่น จะเป็นของ อบจ. อบต. เทศบาล ผมได้ไปพบมาหมดแล้วทั้งโดยทางตรง ทางอ้อม โดยเฉพาะในช่วง ๖ เดือนที่ผ่านมา ก็ไปประมาณสัก ๑๐ กว่าจังหวัด ในแต่ละจังหวัดนั้นก็จะมีคนจากจังหวัดอื่น ๆ เข้ามาอีก ประมาณ ๓-๔ จังหวัด รวมแล้วประมาณ ๓๐-๔๐ จังหวัดที่พวกกระผมได้ไปพบในระดับ รากหญ้าฟังอย่างเต็มที่ ทั้งหมดที่ได้ประมวลออกมาเป็นรายงานก็ดี เป็นแผนก็ดี แล้วก็เป็น ร่างพระราชบัญญัติอันนี้ หัวใจของเรื่องทั้งหมดก็คือเสริมสร้างความเข้มแข็งของพลเมืองไทย ที่รากหญ้า ที่ฐานรากของประเทศ เมื่อเขาเข้มแข็งแล้วประชาธิปไตยของไทยก็จะเข้มแข็ง นักการเมือง ข้าราชการ ผู้ใช้อำนาจรัฐทั้งหลายก็จะเคารพประชาชน เกรงกลัวประชาชน แล้วก็เป็นผู้บริการประชาชน นั่นคือหัวใจของเรื่องนะครับ ส่วนที่เป็นห่วงกันมากว่า คณะกรรมการนโยบายหรือกำกับนั้นจะลอยอยู่ในอากาศอยู่ที่สภาและไม่โยงกับภาคประชาชน หรือภาคประชาสังคมคงไม่ใช่นะครับ เพราะเราก็เปิดกว้างไว้ใน ๑๘ คนก็ยังสามารถ เอาผู้นำหรือผู้มีจิตวิญญาณได้ ในส่วนของผู้นำทางด้านจิตวิญญาณผมขอทวนนะครับ ผมได้พูดหลายครั้ง ผมไปพบกับผู้นำทางศาสนาทุกศาสนา ฝ่ายคริสตัง ฝ่ายคริสเตียน ฝ่ายพุทธ ซิกข์ พราหมณ์ แล้วก็อิสลาม แล้วก็ยังพบอยู่ตลอดเวลา และตอนนี้กำลังทยอย ในการที่จะเชิญท่านเกจิอาจารย์ นักปราชญ์ทางศาสนาทั้งหลายมาออกรายการวิทยุโทรทัศน์ ของสภาเพื่อจะเผยแผ่ต่อประชาชน หัวใจก็คือว่าหลักธรรมของเขานั้นสอนให้คนอยู่กับสังคม ประชาธิปไตย ให้อยู่ร่วมกันได้อย่างไรท่ามกลางความหลากหลายต่าง ๆ เหล่านี้ก็กระทำอยู่ และท่านคงจะจำได้ว่าเมื่อไม่กี่เดือนมานี้เราได้พิมพ์หนังสือเก่าของกองทัพ ด้วยความเห็นชอบ ของกองทัพบก หนังสือวิชาจรรยาให้กับโรงเรียนทหารบก ปี ๒๔๗๑ ในนั้นท่านได้รับแล้ว กรุณาไปเปิดอ่านนะครับ มี ๒ เรื่อง คือ หลักธรรม กับหลักกฎหมายปกครองบ้านเมือง เพราะฉะนั้นเรื่องธรรมะอยู่ในหัวใจของพวกเราทั้งหมด ในการจะยกร่างหลักสูตรฝึกอบรม โครงการต่าง ๆ ที่จะทำทางสื่อต่าง ๆ เหล่านี้จะมีเรื่องธรรมะเป็นหัวใจเป็นฐาน พวกเรา ก็ได้รวบรวมแล้วก็ได้อ่านหนังสือ พบกับเกจิอาจารย์ หนังสือจะเป็นของท่านประยุทธ์ ปยุตฺโต ต่าง ๆ เหล่านี้ก็ได้เอามาอ่าน มารวบรวมเพื่อจะสร้างห้องสมุดเพื่อเป็นหนังสืออ้างอิง ในการที่จะส่งเสริมประชาธิปไตย เพราะฉะนั้นเรื่องธรรมะเป็นหัวใจของการเรียน การสอน การฝึกอบรมในเรื่องของความเป็น พลเมืองในระบอบประชาธิปไตย แล้วเครือข่ายหรือว่าการโยงใยนั้นก็อยากจะขอให้ดูที่ มาตรา ๒๘ ด้วยว่าเราจะโยงไปที่ทุกกระทรวงที่มีสถาบันการศึกษา เราจะโยงไปทุกหน่วย ราชการ เราจะโยงไปที่ท้องถิ่นภาคประชาชนและภาคประชาสังคม นั่นคือเป็นการสร้าง เครือข่ายเน็ตเวิร์ก (Network) ในการที่จะทำงานร่วมกันแล้วก็ลงไปในทุกระดับของสังคม รวมทั้งเราจะมีคณะกรรมการทางด้านสื่อด้วย แล้วอันนี้จะเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ในสังคม จากภาคต่าง ๆ ที่จะเข้ามาร่วมงานแล้วก็ทำงานร่วมกันในการที่จะขับเคลื่อนเสริมสร้าง ความเข้มแข็งสังคมประชาธิปไตยของไทยให้เข้มแข็งได้จริง

ส่วนประเด็นสุดท้ายเกี่ยวกับประเทศไต้หวัน ประเทศเยอรมนีอะไรสักนิดหนึ่ง ของไต้หวันตอนที่เขาได้ตัดสินใจที่จะเลิกรัฐบาลพรรคเดียวพรรคก๊กมินตั๋ง เขาได้มีการจัดตั้ง สถาบันที่เรากำลังจะทำอยู่ แต่ว่าเขาเริ่มที่การฝึกอบรมครูประชาธิปไตย ๑,๐๐๐ คนแล้วก็ กระจายไปทั่วประเทศ คู่ขนานไปก็แน่นอนเรื่องของการใช้สื่อ คู่ขนานไปก็แน่นอนเขาลงไปที่ พื้นที่ให้มีประชาเสวนาในระดับท้องถิ่น ส่วนของประเทศเยอรมนีนั้น นอกเหนือจาก การเรียนการสอนต่าง ๆ เหล่านี้แล้ว ประชาธิปไตยเขาเริ่มจากที่รากหญ้า บอตทอมอัป (Bottom up) เพราะว่าการรับเงินเข้าพรรคการเมืองไม่ได้ทำที่กรุงเบอร์ลินหรือกรุงบอนน์ ก่อนหน้านั้น แต่ทำที่สาขาพรรคทั่วประเทศ แล้วสาขาพรรคเขาหักเงินไว้เพื่อใช้จ่าย อีกส่วนหนึ่ง ก็ส่งเข้าส่วนกลาง การจะคัดเลือกผู้สมัครก็เป็นสาขาพรรค แล้วงานส่วนใหญ่ของภาค เรื่องเกี่ยวกับปากท้อง เกี่ยวกับประเพณีวัฒนธรรมทั่วประเทศเยอรมนีนั้นเป็นเรื่องของชุมชน เป็นเรื่องของท้องถิ่น ความเข้มแข็งก็เกิดขึ้น จากนั้นก็ทอนออกมาเป็นความเข้มแข็ง ทางการเมืองที่ถึงจุดหนึ่งบรรดาพรรคการเมืองต้องไปง้อผู้นำชุมชน ผู้นำทางภาคประชาสังคม เราก็จะทำทั้ง ๒ อย่างเพราะว่าประเทศไทยมีประเพณี วัฒนธรรม ในระดับชุมชนอาจจะ หายไป แต่ก่อนนี้งานวัดงานประเพณีก็ร่วม ๆ กัน คือเมื่อสักครู่ที่เพื่อนสมาชิกได้พูดไว้ เราชี้นิ้วออกไปข้างนอกเพราะบอกว่าเรื่องนี้ก็เป็นของกำนัน เรื่องนี้เป็นของผู้ใหญ่บ้าน เรื่องนี้เป็นของผู้ว่าราชการจังหวัด เราจะต้องเอานิ้วกลับมาชี้ตนเองว่าเรื่องต่าง ๆ นั้น ส่วนใหญ่เป็นเรื่องของฉัน เพราะว่าฉันเป็นเจ้าของประเทศฉันเป็นเจ้าของจังหวัด แล้วฉัน เป็นเจ้าของชุมชน นี่คือเป็นเรื่องที่เราจะต้องทำ และสิ่งหนึ่งที่อยากจะขอฝากไว้ตอนนี้ ผ่านไปทางรัฐบาล แล้วก็ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดรวมทั้งผู้ว่า กทม. ณ วันนี้ต่อไปนี้ เปิดเวทีประชาชน ๓๖๕ วันต่อปีได้ไหม แล้วทุกเรื่องที่ผู้ว่าราชการจังหวัด นายก อบจ. ผู้ว่า กทม. ทำนั้นเอาทุกเรื่องมาให้ประชาชนในแต่ละจังหวัดของตนเองได้วิพากษ์วิจารณ์ อันนี้จะเป็น การเรียนรู้เรื่องประชาธิปไตยแล้วก็เสริมสร้างการเป็นพลเมืองในระบอบประชาธิปไตย ลำดับแรก แล้วเราจะได้มาร่วมมือกันในเรื่องอื่น ๆ ต่อไป ขอกราบขอบพระคุณครับท่านประธาน

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบคุณค่ะ ต่อไปเรียนเชิญท่านประธานเสรีค่ะ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานกรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม เสรี สุวรรณภานนท์ ประธานกรรมาธิการ ตามที่ท่านนิกรและท่านกษิต ได้ตอบท่านสมาชิกไปส่วนหนึ่งแล้วนั้น ต้องกราบเรียนว่าร่างพระราชบัญญัติการเสริมสร้าง วัฒนธรรมทางการเมืองที่คณะกรรมาธิการได้เสนอต่อสภาดังกล่าวนี้เป็นเรื่องความจำเป็น ที่จะต้องให้มีมาตรการที่จะสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองที่มีสภาพบังคับและสามารถนำไป ปฏิบัติได้ ซึ่งสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศโดยท่านสมาชิกทั้งหลายก็ได้รับรายงานของ คณะกรรมาธิการด้านการเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองไปแล้ว และในคณะกรรมาธิการ ก็เสนอว่าให้มีการจัดทำร่างกฎหมายดังกล่าวก็นำมาเสนอในวันนี้ ต้องกราบเรียนครับว่า สิ่งที่ท่านสมาชิกได้เสนอความคิดเห็นทุก ๆ ท่านนั้น กรรมาธิการและตัวผมเองได้ตั้งใจฟัง แล้วก็ฟังอย่างตั้งใจว่าสมาชิกที่เสนอความเห็นดังกล่าว ได้เสนอแนวทางเพื่อที่จะนำมาปรับปรุง นำมาให้ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้สมบูรณ์มากที่สุด เท่าที่จะทำได้ แต่อย่างไรก็ตามเมื่อท่านสมาชิกได้อภิปรายแล้วก็มีการซักถาม เสนอความเห็น กรรมาธิการก็ขออนุญาตตอบเพื่อที่จะให้พี่น้องประชาชนซึ่งรับฟังอยู่ทั่วประเทศได้เรียนรู้ แล้วก็เข้าใจในสิ่งที่สภาเราได้พิจารณาขณะนี้

ท่านแรก ท่านสุรินทร์ ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน ท่านได้ยกตัวอย่างขึ้นเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) แล้วก็ให้เห็นถึงการสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองตั้งแต่เด็ก ในครอบครัว ในโรงเรียนทั้งหลาย ต้องกราบเรียนว่าสิ่งที่ท่านสมาชิกได้กรุณาเสนอความเห็นนั้น ในเรื่อง ดังกล่าวนี้อยู่ในมาตรา ๙ ในมาตรา ๙ ดังกล่าวนี้ ให้การขับเคลื่อนการเสริมสร้างวัฒนธรรม ทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยเป็นวาระแห่งชาติที่ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องต้องให้ การสนับสนุนงบประมาณ บุคลากร หรือดำเนินการเรื่องอื่นใด เพื่อให้การเสริมสร้าง วัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยบรรลุผลสำเร็จ โดยคำนึงถึงเรื่องดังต่อไปนี้ ถ้าท่านจะดู

(๑) ได้กำหนดไว้ว่าการเสริมสร้างให้สถาบันครอบครัวมีความเข้มแข็ง และมีวัฒนธรรมที่ดีงาม สามารถให้ความรัก ความอบอุ่น อบรม ปลูกฝังเด็กและเยาวชนให้มี จิตสำนึกที่ดีงาม มีระเบียบวินัย มีความเสียสละ มีความรับผิดชอบต่อครอบครัวและส่วนรวม มีความเคารพและกตัญญูต่อบิดามารดาหรือผู้ปกครอง มีความตั้งใจศึกษา เรียนรู้ และเสริมสร้างประสบการณ์ที่เป็นประโยชน์ และมีส่วนร่วมกับกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ ต่อสาธารณะ หรือช่วยเหลือผู้อื่นตามสมควรและกำลังความสามารถ เห็นไหมครับ อันนี้ ก็คือจะเริ่มตั้งแต่ครอบครัว

(๒) การเสริมสร้างให้โรงเรียน มหาวิทยาลัย และสถานศึกษาทุกแห่ง มุ่งเน้น การเรียนการสอน เพื่อปลูกฝังให้ผู้เรียนมีคุณธรรมจริยธรรม มีวัฒนธรรมที่ดีงาม มีระเบียบ วินัย มีความเสียสละ มีน้ำใจ และมีทักษะในการคิด วิเคราะห์ข้อเท็จจริง รวมทั้งมี ความเข้าใจในหลักการอยู่ร่วมกันในสังคมประชาธิปไตยอย่างสันติสุข อันนี้ในโรงเรียน มหาวิทยาลัย สถานศึกษา

(๓) การเสริมสร้างให้บุคลากรในหน่วยงานของรัฐ หน่วยงานเอกชน และประชาชนทั่วไป มีวัฒนธรรม มีประชาธิปไตยที่ดีงาม มีความเสียสละ เห็นแก่ประโยชน์ ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตน มีจิตใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ รับปฏิบัติหน้าที่หรือการงาน ของตนด้วยความขยันหมั่นเพียร ศึกษา เรียนรู้ เสริมสร้างประสบการณ์ที่เป็นประโยชน์ มีส่วนร่วมในกิจกรรมทางการเมือง การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ การจัดทำนโยบาย สาธารณะ และแสดงความคิดเห็นทางการเมืองอย่างสร้างสรรค์

จะเห็นความชัดเจนว่าในส่วนของการสร้างวัฒนธรรมทางการเมือง เกิดขึ้นในหลายมิติและหลายระดับเราก็ให้ความสำคัญหมด ซึ่งคำตอบอันนี้รวมถึงที่ ท่านกษิดิ์เดชธนทัตพูดถึงด้วยว่าในเรื่องดังกล่าวนี้จะเกี่ยวข้องกับการมีส่วนร่วมของประชาชน เป็นเรื่องการจัดทำนโยบายสาธารณะ ความคิดเห็นทางการเมืองอย่างสร้างสรรค์ ก็ให้ความสำคัญ ในเรื่องนี้รวมกันไปทั้งหมด นอกจากนี้ท่านสุรินทร์ได้ถามถึงว่าเมื่อมีร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ พระราชบัญญัติสภาพัฒนาการเมืองยังมีอยู่จะซ้ำซ้อนไหม ต้องกราบเรียนอย่างที่บางท่าน และท่านเฉลิมชัยกรุณาอภิปรายไปแล้วด้วยว่ากฎหมายสภาพัฒนาการเมืองเก่านั้น ประกาศ คสช. ได้ประกาศยกเลิกไปแล้ว แต่ในประกาศดังกล่าวนั้นคงเว้นให้ยังคงมีอยู่คือ เรื่องสำนักงานกับกองทุน แล้วสิ่งที่ยังมียกเว้นไว้อยู่นี้จะมีต่อไปจนกว่าจะมีกฎหมายใหม่ขึ้นมา หรือมีคำสั่งนายกรัฐมนตรีให้เปลี่ยนแปลง ตอนนี้เรากำลังทำกฎหมายใหม่มาแล้ว แล้วถ้าหากว่า เราสามารถโยกกองทุนมาตรงนี้ได้ก็ไม่ได้ขัดแย้งกัน ก็กราบเรียนให้ความเข้าใจ

ท่านที่ ๒ ท่านวรวิทย์ ท่านก็กรุณาให้ความสำคัญ พูดถึงนักการเมืองต้องพูด แต่ความจริง อันนี้ก็อยู่ในเรื่องการสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองให้มีนักการเมืองที่ดี ก็อยู่ในนี้แล้ว

ส่วนอาจารย์ดุสิต เครืองาม เมื่อสักครู่ท่านนิกรกับท่านกษิตได้ตอบไปส่วนหนึ่ง เรื่องชื่อ เรื่องบทนิยามอะไรทั้งหลายก็มีในรายงานฉบับนี้อยู่แล้ว ส่วนชื่อนั้น โดยเนื้อหา กรรมาธิการอยากให้เห็นว่ามีความชัดเจนอยู่ที่ชื่อเรื่อง เรื่องพระราชบัญญัติเสริมสร้าง วัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย คือจะมีความหมายอยู่ในตัวเองว่าวัฒนะ ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านเฉลิมชัยก็พูดไว้ชัด ก็คือเป็นเรื่องความดี ความเจริญ ความงอกงาม คือมีความหมายอยู่แล้วในตัวเอง การเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย ก็คือเป็นเรื่องดี เป็นเรื่องความเจริญ เป็นเรื่องงอกงาม ก็ไม่น่าจะใส่ว่าเสริมสร้างวัฒนธรรม ที่ดีเข้าไปอีก เพราะจะดีซ้อนดี แต่อย่างไรก็ตามคำว่าวัฒนธรรมโดยความหมาย ก็ดีอยู่ในตัวเอง อย่างเช่นกระทรวงวัฒนธรรม ก็ไม่ได้ตั้งว่ากระทรวงวัฒนธรรมที่ดี ดังนั้น ก็น่าจะใช้ชื่อเพื่อความเข้าใจด้วย ส่วนภาษาอังกฤษก็คงตอบไปแล้ว ถ้าหากว่าไปแปลเป็น ภาษาอังกฤษแล้ว ภาษาอังกฤษเราเคยแปลไปแล้ว เอาภาษาอังกฤษมาแปลภาษาไทย บางทีก็ไม่รู้เรื่องหนักเข้าไปใหญ่ เราก็ขออนุญาตใช้เป็นภาษาที่เข้าใจได้ คนไทยก็เข้าใจว่า เสริมสร้างคืออะไร วัฒนธรรมคืออะไร การเมืองคืออะไร ระบอบประชาธิปไตยคืออะไร ด้วยความเคารพว่าชื่อดังกล่าวนี้ก็มีความจำเป็น ก็ให้ความสำคัญว่าน่าจะสื่อในเบื้องต้นว่า เราต้องการอะไรในเรื่องนี้ ส่วนที่ท่านอาจารย์ดุสิต ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านได้พูดถึงว่า ตามร่างกฎหมายดังกล่าวอยู่ในมาตรา ๒๕ (๖) (๗) แล้วท่านก็กรุณาพูดว่ากรรมาธิการ เสนอมาแบบนี้มั่ว ต้องกราบเรียนว่ากรรมาธิการไม่ได้มั่ว แต่กรรมาธิการก็พิจารณา ด้วยความละเอียดรอบคอบ แต่ถ้าเราจะปฏิรูป การปฏิรูปคือการสร้างสิ่งที่ดีงาม ท่านอาจารย์ เป็นครูบาอาจารย์ ถ้าจะเสนอความเห็นที่มีเหตุผลผมว่ากรรมาธิการและสมาชิกก็นั่งฟัง อยากฟัง แต่ถ้าบอกว่าใช้คำว่ามั่ว ผมว่าประชาชนที่เขาฟังออกทางสื่อวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา ก็อาจจะเข้าใจผิดได้ แล้วเขาจะเรียนรู้ผิด ๆ เขาจะเรียนรู้เรื่องวัฒนธรรมกำลังสร้างให้เด็ก ใหม่ ๆ ได้เรียนรู้ว่าสิ่งดีงามคืออะไร เราเป็นผู้ใหญ่ เป็นครูบาอาจารย์เองเราก็ต้องเป็นตัวอย่าง แล้วผมเองก็จะไม่ว่าท่านอาจารย์มั่ว จะไม่ว่า เพียงแต่อยากทำความเข้าใจกันว่าสิ่งที่เสนอ มาตรา ๒๕ (๖) ที่บัญญัติไว้ว่า ให้ความเห็นชอบข้อบังคับ ประกาศ ระเบียบ และคำสั่ง ตามพระราชบัญญัตินี้ จริง ๆ มีเหตุผล (๖) มาจากมาตรา ๓๕ ถ้าจะกรุณาช่วยดูว่ามาตรา ๓๕ เขาเขียนไว้ว่าอย่างไร มาตรา ๓๕ ในวรรคเกือบสุดท้าย เขาบอกว่าหลักเกณฑ์การใช้จ่ายเงินกองทุน การบริหารกองทุนตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไป ตามระเบียบของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการ เมื่อเราจะออกระเบียบตรงนี้ด้วยความเห็นชอบของคณะกรรมการ เราก็ต้องไปใส่ว่าอำนาจ กรรมการ ในมาตรา ๒๕ (๖) ก็คือกรรมการมีอำนาจให้ความเห็นชอบข้อบังคับ ระเบียบ ประกาศ ระเบียบ และคำสั่งตามพระราชบัญญัตินี้ เห็นไหมครับ จะมีเหตุผลแล้วก็ไม่ได้มั่ว เป็นเรื่อง ของวิธีการในการที่จะเขียนกฎหมายเพื่อให้โยงกัน ส่วน (๗) ที่บอกว่าวางข้อบังคับอะไร ทั้งหลาย จริง ๆ แล้วอยู่ที่ภาษาจะใช้ บางฉบับกฎหมายพระปกเกล้าบอกว่าให้ใช้คำว่า ออกข้อบังคับ แต่ของเราไปใช้คำว่า วาง แต่เราปรับแก้เป็นคำว่า ออก ก็ได้

ส่วนกฎหมายกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (๒) ใช้คำว่า ให้ความเห็นชอบ กฎหมายหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ก็ให้ใช้คำว่า กำหนดหลักเกณฑ์ คือวิธีการที่เขียนกฎหมาย ต้องกราบเรียนท่านประธานว่าบางทีคนเขียนเขาจะเข้าใจ หรือความต้องการเขาเป็นแบบนั้น ดังนั้นกฎหมายแต่ละฉบับบางทีอาจจะเหมือนกัน ไม่เหมือนกัน ซึ่งอยู่ที่กฤษฎีกาบ้าง หน่วยงานที่ออกกฎหมายบ้าง ดังนั้นสิ่งที่กรรมาธิการ เสนอก็เป็นหลักการในการเขียนกฎหมายในลักษณะที่เคยออกกฎหมายฉบับอื่นไปแล้ว แต่ถ้าท่านสมาชิกจะกรุณา เห็นว่าคำไม่เพราะหรือไม่ถูกต้องช่วยเสนอมา แล้วกรรมาธิการ พร้อมที่จะปรับแก้ให้ดีขึ้นแล้วก็ให้ถูกต้อง อันนี้ก็กราบเรียนเพื่อความเข้าใจ

ส่วนมาตรา ๖ วัตถุประสงค์ ท่านอาจารย์ดุสิตให้ความสำคัญที่มาตรา ๖ ต้องขอบคุณว่ามาตรา ๖ ได้ระบุถึงวัตถุประสงค์ ก็พยายามเขียนให้ได้มากที่สุด แต่ท่าน ก็กรุณาให้ความเห็นกว้างกว่านี้ กรรมาธิการจะรับเพื่อมาปรับปรุงมาตรา ๖ ให้ดีขึ้น

ส่วนมาตรา ๑๙ เพราะว่าถ้าผมไม่ตอบเดี๋ยวก็คงต้องถามอีกว่าทำไมไม่ตอบ มาตรา ๑๙ ที่กำหนดว่าให้มีคณะกรรมการ ต้องกราบเรียนว่าคณะกรรมการชุดนี้เราต้อง อย่ามองว่านักการเมืองไม่ดี กรรมการชุดนี้อาจจะเน้นไปที่ประธานรัฐสภา รองประธานรัฐสภา ผู้นำฝ่ายค้าน ผู้ทรงคุณวุฒิอะไรทั้งหลาย ตอนนี้ทำความเข้าใจว่าเรากำลังปฏิรูป การเมืองใช่ไหม เราต้องการได้นักการเมืองที่ดีใช่ไหม สิ่งต่าง ๆ ที่เราเสนอหลายรูปแบบ วิธีการหลายลักษณะ คือต้องการให้การเมืองดีขึ้น เมื่อนักการเมืองดีขึ้น เราอย่าไปตั้ง สมมุติฐานว่าในอนาคตนักการเมืองจะไม่ดี พอเรากำหนดตรงนี้อาจจะเน้นหนักไป ที่มีส่วนการเมืองมากก็เพราะว่ากิจการหรืองานเหล่านี้เป็นเรื่องการวัฒนาการหรือพัฒนาการเมือง ให้เจริญขึ้น ดีงามขึ้น ซึ่งการเมืองก็คือการเมือง คนที่รับผิดชอบการเมืองก็คืออำนาจสูงสุด ของประเทศก็คือฝ่ายนิติบัญญัติ ดังนั้นในคณะกรรมการเราก็ให้ความสำคัญตรงนี้ อย่าไปมองว่า นักการเมืองไม่ดีแล้วจะถ่ายทอดสิ่งไม่ดีไป ผมว่าอนาคตจะต้องดีถ้าเราได้คนดีเข้ามา

ส่วนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต้องกราบเรียนว่าเราเคยคิดว่าให้เป็นหน่วยงาน ที่เป็นนิติบุคคล พอหน่วยงานเป็นนิติบุคคลเราก็คิดไปอีกว่ามีแต่คนไม่เห็นด้วยถ้าไปตั้ง หน่วยงานใหม่ พอตั้งหน่วยงานใหม่ไม่เป็นที่ยอมรับ บุคลากรเพิ่ม งบประมาณเพิ่ม เราก็ต้อง หันซ้ายหันขวา เมื่อสภาพัฒนาการเมืองได้ถูกยุบไปแล้วก็ต้องมาดู สิ่งที่สามารถจะปฏิรูป สร้างวัฒนธรรมทางการเมืองในขณะนี้ได้เร็วที่สุด สะดวกที่สุด ง่ายที่สุด ก็คือสภาผู้แทนราษฎร ที่เขามีหน่วยงานแล้วก็มีฝ่ายงานที่เขารับผิดชอบ มีเรื่องการเผยแพร่ประชาธิปไตยอยู่แล้ว เราก็เลยเอาหน่วยงานในสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ก็มีงบประมาณอยู่แล้ว และบุคลากรก็มีอยู่แล้ว เราก็เอาอันนี้มาใช้ให้เป็นประโยชน์ แล้วก็ได้ปรึกษากับทางเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ท่านก็ไม่ขัดข้องอะไร ดังนั้นในวาระแรกเริ่มเราคิดว่าเพื่อให้งานเดินได้ ไม่ตั้งองค์กรใหม่ งบประมาณไม่เพิ่มขึ้น หน่วยงานที่เคยมีกองทุนอยู่แล้วก็โอนมาตามกฎหมายฉบับนี้ สามารถทำได้ เพราะคำสั่ง คสช. บอกว่าเว้นไว้แต่จะมีกฎหมายฉบับใหม่ออกมา ตอนนี้เรากำลังทำกฎหมายฉบับใหม่ออกมาแล้ว ดังนั้นในหน่วยงานดังกล่าวจึงอยู่ที่ สภาผู้แทนราษฎร แต่ผมขอความกรุณาท่านประธานว่าสิ่งที่เราเสนอ ถ้าเราเสนอคือ จุดเริ่มถ้าเราเริ่มตรงนี้ได้แล้วไม่ซับซ้อน ไม่ยุ่งยากเสนอไปทางรัฐบาล ถ้ารัฐบาลเห็นว่า ควรแยกหน่วยงาน ควรมีหน่วยงานใหม่ ควรจะให้เป็นนิติบุคคล ผมว่าเขาสามารถที่จะไปทำ ให้ดีกว่านี้ได้ แต่ถ้าเราไปเริ่มต้นอะไรยาก ๆ พอไปเดินแล้วติดหมด หน่วยงานใหม่ บุคลากรใหม่ งบประมาณเพิ่มขึ้น เราก็ห่วงตรงนี้ ก็เลยเสนอเป็นรูปแบบนี้เพื่อที่จะให้เริ่มต้นแล้วเดิน ต่อไปข้างหน้าได้ ก็กราบเรียนครับ ของอาจารย์ดุสิตคงหมด ถ้าไม่หมดเดี๋ยวท่านก็ช่วยถาม เพิ่มเอาแล้วกันนะครับ

ของท่านเพิ่มพงษ์ ก็ขอบคุณท่านเพิ่มพงษ์มีข้อเสนอแนะที่ดี ก็จะนำมาปรับปรุง

ท่าน พลเอก เลิศรัตน์ เรื่องกรรมการก็ตอบไปแล้วเมื่อสักครู่นี้ แล้วให้มี กกต. ในนี้ก็ระบุไว้ครับ ท่าน พลเอก เลิศรัตน์ ในรายงานนี้ก็ให้ กกต. มีบทบาท แต่จะแบ่งหน้าที่ ในส่วนงานการเรียน ในส่วนของประชาชน ในส่วนของเด็ก เยาวชน แต่ กกต. จะเป็น ส่วนของนักการเมือง ก็จะแยกส่วนไป

ส่วนอาจารย์ธรรมศักดิ์ ท่านก็อยากให้สมาชิกฟังแล้วก็ลงมติ เราต้อง ทำความเข้าใจตรงนี้กันว่าการทำงานในสภาเราบางทีอาจจะมีประชุมกรรมาธิการ บางครั้งเราอาจจะไปอยู่นอกห้อง แต่ในสภาเรามีโทรทัศน์ตลอด เรามีถ่ายทอดเสียงทั่วสภา เพราะฉะนั้นสมาชิกไม่อยู่ในห้อง แต่อยู่ในห้องอาหารท่านก็ฟังได้ อยู่ในห้องกรรมาธิการ ไม่ใช่ห้องประชุมท่านก็ฟังได้ อยู่นอกห้องก็ฟังได้ ดังนั้นอันนี้ก็เป็นเรื่องที่ว่าอาจจะไม่พร้อมเพรียง ที่อยู่ในห้อง แต่ก็สามารถที่จะรับรู้ รับทราบแล้วมากดคะแนนได้ ก็คงไม่ได้ถึงกับเสียหายอะไร นอกจากจะไประบุในข้อบังคับหรือตกลงไปเลยว่าห้ามทำอย่างอื่น ต้องอยู่ในห้องอย่างเดียว ใครไม่อยู่ในห้องห้ามกด อย่างนั้นก็จะโกลาหลแล้วจะทำงานไม่ได้ แต่ของประเทศอังกฤษ เขาไม่อยู่ในห้องนะครับ ผมเคยไปดูที่ประชุมสภาของอังกฤษเขาประชุม เขามีประชุมพูดกัน คนอภิปรายกับประธาน ๒ คน เขาอภิปราย ๒ คน แล้วเขาก็ถ่ายทอดไป พอถึงเวลา เขาจะมีเวลาเรียกว่ากดลงคะแนนเหมือนของเรา แต่เขาจะเป็นลูกศรวิ่ง เวลาค่อย ๆ ลดลง สมาชิกก็จะเข้ามากดคะแนน อันนี้ก็เป็นเรื่องของแต่ละสภา แต่ยกตัวอย่างว่าสิ่งที่เรากำลังทำ สมาชิกก็จำเป็น บางทีอาจจะไม่ได้อยู่ในห้อง แต่เขาก็สามารถเข้าใจได้ แล้วก็มาลงคะแนนได้

ท่านที่ ๗ ก็เอาประสบการณ์ท่านมาพูดให้ฟัง

ท่านที่ ๘ ท่านกษิดิ์เดชธนทัต สิ่งที่ท่านกษิดิ์เดชธนทัตพูดอยู่ในมาตรา ๑๕ เมื่อสักครู่ก็อธิบายให้ท่านฟังแล้วว่าการมีส่วนร่วมของประชาชนเราก็ให้ความสำคัญในเรื่องนี้

ท่าน พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม ขอบคุณครับ ท่านพูดด้วยเหตุผล จริง ๆ ท่านมีเหตุมีผลมากกับข้อเสนอ แนวคิด วิธีการเสนอ แต่ก็ต้องเรียนครับ ส่วนหนึ่ง ตอบไปแล้ว เรื่องนิติบุคคลตอบไปแล้ว แต่อีกส่วนหนึ่งกฎหมายฉบับนี้ได้บัญญัติว่าหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องต้องทำนั่นต้องทำนี่ กระทรวงศึกษาธิการ กสทช. หรือหน่วยงานอื่น จะไปบังคับเขาได้ไหม ต้องกราบเรียนว่าตอนนี้เราออกเป็นกฎหมาย ถามว่าเราสั่งเขาได้ไหม เราสั่งเขาไม่ได้ครับ แต่เรากำลังทำกฎหมายสั่งให้เขาทำ กฎหมาย ของแต่ละหน่วยงานจะสังเกตได้เลยครับ ไม่ว่า กสทช. หรือหน่วยงานไหนก็ตามก็จะบอกเลยว่า กสทช. มีอำนาจดังต่อไปนี้ และกฎหมายอื่น ๆ ถ้าเราออกกฎหมายบอกว่าให้ กสทช. ทำอะไร เขาก็จะต้องทำ ถ้าบอกว่าให้ กสทช. ประชาสัมพันธ์กฎหมายฉบับนี้ เขาก็ต้องประชาสัมพันธ์ คือเราไม่ได้สั่งเขา แต่เรากำลังสั่งให้เขาทำกฎหมาย สั่งกระทรวงศึกษาธิการ สั่ง กกต. ให้มา ทำหลักสูตร ให้มาทำแผนแม่บท มาทำหลักสูตรการศึกษา อันนี้ก็สามารถจะทำได้

ส่วนท่านสุดท้าย อาจารย์ถวิลวดี ขอบคุณอาจารย์ถวิลวดี ในส่วนกระจายอำนาจ จริง ๆ เราก็พยายามเขียนว่าให้ประชาชนมีส่วนร่วมอยู่ในนี้ ถ้าอ่านในหลาย ๆ ส่วน และการมีส่วนร่วมของประชาชนทั้งหลายเราก็พยายามใส่ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่อย่างไรก็ตามคณะกรรมาธิการก็จะนำความคิดเห็นของท่านสมาชิกทุกท่าน ซึ่งเป็นความคิดเห็นที่สร้างสรรค์และทำให้รายงานฉบับนี้สมบูรณ์ขึ้น และเป็นประโยชน์ ที่ท่านนำเสนอมา จะนำมาปรับปรุงให้เป็นรายงานที่ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ กราบขอบคุณ ท่านประธานและสมาชิกทุกท่าน ขอบคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

เมื่อสักครู่ท่านเฉลิมชัยยกมือ ยังติดใจอยู่ไหมคะ เชิญค่ะ

พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม

ขออนุญาตท่านประธาน เฉลิมชัย เครืองาม ท่านประธานครับ ได้ฟังท่านประธานกรรมาธิการชี้แจง จริง ๆ ก็เข้าใจตรงกัน เพียงแต่ว่า ต้องการที่จะให้กฎหมายฉบับนี้มีความสมบูรณ์มากที่สุด ผมเรียนเสนอแนะไว้อย่างนี้ครับ แล้วก็ทวงคำถามด้วย สิ่งที่ผมพูดไปเรื่องนิติบุคคลผมพูดไป ๒ ประเด็นหลัก ประเด็นแรกคือ อยากให้เป็นนิติบุคคล เพราะผมได้กราบเรียนแล้วว่าอย่างสถาบันพระปกเกล้า ท่านนิกร ขออภัยที่เอ่ยนาม ท่านบอกว่าเป็นฝ่ายบุ๋น และอันนี้ต้องการจะให้เป็นบู๊ แต่สิ่งที่ผมต้องการ คือทั้งบู๊และบุ๋นให้มีศักดิ์ศรีให้มีศักยภาพเท่ากันเลย ผมเรียนเสนอว่าอันนี้ควรที่จะเป็นนิติบุคคล เพราะอย่างในสถาบันพระปกเกล้าตัวกฎหมายเขียนไว้เลยว่าให้เป็นนิติบุคคล แต่ในวรรคสุดท้าย ของกฎหมายสถาบันพระปกเกล้าซึ่งผมเห็นว่ามีความสำคัญมาก และนี่คือสิ่งที่ทำให้ สถาบันพระปกเกล้าเจริญก้าวหน้าเติบโตยั่งยืนมาได้ ๒๐ ปี สามารถทำงานทะลุทะลวง ทุกอย่างได้เป็นทั้งบู๊และบุ๋น ทำงานวิจัย ทำงานวิชาการ แล้วก็สามารถทำเรื่องต่าง ๆ ได้อย่างมากมาย เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติเป็นอย่างมาก เพราะว่าสุดท้ายของ สถาบันพระปกเกล้าเขียนไว้ว่า สถาบันเป็นหน่วยงานของรัฐที่ไม่เป็นส่วนราชการ ตามกฎหมายว่าด้วยการจัดระเบียบปฏิบัติราชการฝ่ายรัฐสภา อันนี้สำคัญ นอกจากจะเป็น นิติบุคคลตามวรรคแรกแล้ว เขียนไว้ว่าเป็นนิติบุคคลอยู่ในกำกับดูแลของประธานรัฐสภา แต่วรรคสองเขียนไว้ว่าเป็นหน่วยงานของรัฐที่ไม่เป็นส่วนราชการตามกฎหมายว่าด้วย การจัดระเบียบปฏิบัติราชการฝ่ายรัฐสภา ตรงนี้สำคัญอย่างไร สำคัญเพราะว่าการที่ ในกฎหมายของท่าน ท่านเขียนไว้ว่าให้เป็นราชการในสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบปฏิบัติราชการฝ่ายรัฐสภา ผมถามว่าใครคือผู้บังคับบัญชา ของข้าราชการในส่วนนี้ คือประธานรัฐสภา คือเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร และใครเป็น ผู้บังคับบัญชาเหนือขึ้นไปอีก คือประธานรัฐสภา ประธานรัฐสภามาจากไหน มาจากการเมืองครับ และท่านจะให้คนที่ทำงานการเมืองมากำกับดูแลให้คุณให้โทษกับ ข้าราชการในสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรซึ่งเขาจะต้องทำงานหลายอย่าง วิจัยหลายอย่าง งานหลายอย่างที่กระทบกระทั่งกับพรรคการเมืองเขาจะกล้าทำ ส่งเสริม วัฒนธรรมทางการเมืองของพรรคการเมือง ซึ่งอาจจะขัดแย้งกับพรรคการเมืองที่เป็น ประธานรัฐสภาอย่างนั้นหรือ เพราะฉะนั้นถ้าท่านกลัดกระดุมเม็ดแรกผิดงานที่ท่าน ส่งเสริมพัฒนาวัฒนธรรมทางการเมืองก็ไปไม่รอด ผมจึงเอาตัวอย่างมาจากสถาบันพระปกเกล้า ให้เห็นว่าเขาไม่ขึ้นอยู่กับ พ.ร.บ. ระเบียบปฏิบัติราชการฝ่ายรัฐสภา เลขาธิการ สภาผู้แทนราษฎรไม่มีสิทธิไปให้คุณให้โทษ ไปเลื่อนเขา ไปย้ายเขา ไปทำอะไรเขาไม่ได้ สถาบันพระปกเกล้าวิจารณ์ วิเคราะห์การเมืองต่าง ๆ พรรคไหนมาเขาก็วิจารณ์ พรรคฝ่ายค้านขึ้นมาเป็นรัฐบาลเขาก็วิจารณ์ เขาวิเคราะห์แล้วทำวิจัยต่าง ๆ ได้ เป็นประโยชน์อย่างมาก เขาจึงเซอร์ไวฟ์ (Survive) มาได้ถึง ๒๐ ปี แล้วก็เติบโตไปได้เรื่อย ๆ เพราะฉะนั้นผมจึงเห็นว่ากฎหมายที่ท่านจะเขียนไป ท่านบอกว่าเสนอไปถ้าหากว่ายุ่งยาก กลัวรัฐบาลเขาจะไม่เสนอ ผมกลับมองต่างมุมว่าท่านเสนอเหมือนกับการซื้อของ ท่านเสนอของแพงไว้ก่อนดีกว่าเขาจะปรับลดของท่านเอง ถ้าท่านเสนอว่าให้เป็นนิติบุคคล แล้วก็ไม่ขึ้นอยู่กับพระราชบัญญัติระเบียบปฏิบัติราชการฝ่ายรัฐสภาเขาอาจจะปรับร่าง ของท่านลงมาข้างล่าง แต่ถ้าท่านเขียนไว้ว่าเป็นส่วนราชการในสำนักงานเลขาธิการ สภาผู้แทนราษฎรเขาบอกว่าหวานหมูเลย ถ้าอย่างนั้นคุณขอมาแค่นี้เราก็ให้แค่นี้ ผมก็เสียดาย เสียของ อันนั้นคือสิ่งที่ผมเสนอแนะ อันนี้สุดแล้วแต่กรรมาธิการ

ประเด็นถัดมาที่ผมขอแถมท่านอีกนิดหนึ่ง ไหน ๆ ท่านจะทำบทเฉพาะกาล แล้วท่านเพิ่มขึ้นไปอีกนิดหนึ่ง ท่านเขียนไว้ในบทเฉพาะกาลบอกว่าให้โอนเงินจาก กองทุนพัฒนาพรรคการเมืองภาคประชาชนจากสภาพัฒนาการเมืองให้มาอยู่ในกองทุน ของท่าน นอกจากจะโอนเงินแล้วท่านเขียนในบทเฉพาะกาลเพิ่มไว้ด้วยแล้วกันว่า โอนคนด้วย มีเจ้าหน้าที่ที่ตอนนี้ตกงานอยู่เป็นจำนวนมากคือของสภาพัฒนาการเมือง ที่กฎหมายถูกฉีกทิ้งไปแล้วคนเหล่านี้ยังตกงานอยู่ ยังหางานทำอยู่ ท่านเขียนมาว่า โอนมาโดยความสมัครใจ อันนี้ไม่ใช่บังคับ ตามระเบียบ ตามกฎหมาย ขอขอบคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ต่อไปเรียนเชิญท่านดุสิต เครืองาม ค่ะ

ศาสตราจารย์ดุสิต เครืองาม

เรียนท่านประธานครับ กระผม ดุสิต เครืองาม ก็มี ๒-๓ ประเด็น

ประเด็นแรก เกี่ยวกับเรื่องชื่อของร่างพระราชบัญญัติ ก็ขอบคุณที่ ท่านกรรมาธิการแล้วก็ท่านประธานได้ชี้แจงความเป็นมาแล้ว แต่อย่างไรก็ตามผมพยายาม มองว่าเวลาเราอ่านกฎหมายเราก็จะพยายามให้พี่น้องประชาชนที่เป็นคนอ่านกฎหมาย ที่เขาจะต้องนำไปใช้ปฏิบัติจะได้มีความเข้าใจที่ดีในเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติ ก็เลยเสนอให้มีคำว่า ที่ดี ก็จะใช้คำศัพท์ว่า การเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองที่ดี ในระบอบประชาธิปไตย ก็ฝากไว้อีกครั้ง สุดแท้แต่ท่านจะตัดสินใจ

ประเด็นที่ ๒ เกี่ยวกับเรื่ององค์ประกอบของคณะกรรมการ หลายท่าน ก็ได้อภิปรายไปแล้ว และผมก็ได้อภิปรายเรื่องนี้ไปด้วย แล้วท่านนิกรก็ดี หรือท่านประธาน ได้ให้ข้อมูลองค์ประกอบของคณะกรรมการมาแล้ว ๑๘ ท่าน ผมก็มานั่งวิเคราะห์ดู ในระหว่างที่ท่านได้ชี้แจงเมื่อสักครู่ สรุปว่ามีตัวแทนจากฝ่ายนิติบัญญัติ มีตัวแทนจาก ฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ ก็คือมีประธานรัฐสภา รองประธาน ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร เป็นต้น ฝ่ายบริหาร คือมีอดีตนายกรัฐมนตรีอื่น ๆ เป็นต้น แล้วเราเอาฝ่ายตุลาการ ไปไว้ที่ไหน ก็ไม่ได้ซีเรียส (Serious) อาจจะใส่ตำแหน่งอดีตผู้พิพากษาหรืออะไรก็แล้วแต่ เข้าไปในนั้น ขณะเดียวกันผมก็ถือโอกาสเรียนถามมาตรา ๑๙ ด้วยกัน มีอยู่วรรคสาม กับวรรคสี่ เขียนว่าหรือผู้เคยดำรงตำแหน่งผู้บริหารองค์กรอิสระ ผมก็พยายามสืบค้นคำว่า องค์กรอิสระ มีความหมายกว้าง คือองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ กับองค์กรอิสระ ตามกฎหมายทั่วไป ท่านจะหมายถึงองค์กรอิสระของรัฐธรรมนูญหรือว่ากฎหมายทั่วไป ก็กรุณาช่วยใส่เข้าไปด้วย แต่ขณะเดียวกันท่านใช้คำว่า ผู้เคยดำรงตำแหน่งผู้บริหาร องค์กรอิสระ ผู้บริหารคือคนที่กินเงินเดือนใช่ไหม อาจจะเป็นเลขาธิการ รองเลขาธิการ และท่านเอาคำว่า อดีตกรรมการองค์กรอิสระ ไปไว้ที่ไหน ผมก็ยังมองว่าอดีตกรรมการ องค์กรอิสระเขาน่าจะมีเกียรติแล้วก็ศักดิ์ศรีมากกว่าที่จะเชิญอดีตผู้บริหารมา

ประเด็นที่ ๓ เกี่ยวกับเรื่องคนที่จะมาหรือว่าตำแหน่ง หน่วยงานที่เรียกว่า สำนักเสริมสร้างจุด จุด จุดตาม พ.ร.บ. สปท. หลาย ๆ ท่านก็ได้อภิปรายไปแล้ว ในมาตรา ๓๒ เขียนว่า สำนักเสริมสร้างให้เป็นหน่วยงานอยู่ในสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ตรงนี้ก็คงจะคุยกันอีกนานว่าอยากให้องค์กรอยู่ในสภาหรือออกไปข้างนอกสภา เป็นองค์กรอิสระออกมา เพียงแต่ผมขอเรียนเสนอเป็นทางออกตรงนี้เพื่อให้ท่านกลับไปแก้ไข ร่างกฎหมายฉบับนี้ เอาแบบง่าย ๆ ก็คือผมเสนอแบบนี้ว่าให้สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่สำนักงาน เติมคำว่า งาน เข้าไป ในมาตรา ๓๒ ให้สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรทำหน้าที่สำนักงาน ส่งเสริมวัฒนธรรมจุด จุด จุด ก็เพื่อที่จะได้ยกระดับให้คำว่า สำนัก เมื่อสักครู่เป็นระดับกอง ให้ขึ้นมาเป็นระดับกรมคือเป็นนิติบุคคล ก็จะมีเกียรติและศักดิ์ศรีเวลาประธานรัฐสภา เรียกใช้ เขาจะไปเรียกใช้ผู้อำนวยการกองก็กระไรอยู่ เขาก็น่าจะเรียกใช้เลขาธิการ สภาผู้แทนราษฎรไปเลย เดินหน้าแบบนี้ไปก่อน ในอนาคตถ้าเกิดเจอว่าให้สำนักงาน เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรเป็นสำนักงานส่งเสริม เสริมสร้างตรงนี้ไปแล้วไม่ค่อยจะอิสระ ไม่ค่อยจะคล่อง จะขอแยกออกไปเป็นนิติบุคคลอะไรอีกก็อาจจะมีการปรับปรุงแก้ไข กฎหมายในอนาคตได้ ก็คิดว่าน่าจะพัฒนาไปทีละสเตป (Step) ได้ แล้วแต่ท่านจะพิจารณา

ส่วนประเด็นสุดท้าย ขออนุญาตเอ่ยนาม ที่ท่านประธานเสรีได้เอ่ยว่า ผมใช้คำว่า มั่ว นั้น ผมเรียนว่าผมได้ถอนคำพูดไปแล้ว ไม่มีประเด็น ขอบพระคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ต่อไปเรียนเชิญท่าน พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช ค่ะ

พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช

กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศที่เคารพ กระผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ มีประเด็นเดียวครับ ใช้เวลา ๑ นาที คืออยากจะยืนยันที่ผมได้อภิปราย รูปแบบของคณะกรรมการเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย ที่ออกแบบไว้ ผมยังคิดว่าประสิทธิภาพในการขับเคลื่อนไม่เพียงพอ ท่านไปเอาผู้ทรงคุณวุฒิ จากที่ไหนมาก็ไม่รู้ตั้ง ๑๔ คน ผมเพียงแต่เสนอว่าถึงแม้กฎหมายท่านจะไปสั่งว่าหน่วยนั้น ทำอย่างนั้น ๆ แต่ท่านไม่ให้คนเข้ามาอยู่เลย ไม่มีเหตุผล เพราะฉะนั้นผมก็เลยเสนอว่า ให้ตัดผู้ทรงคุณวุฒินี้ออกไปเสียบ้าง เพิ่มอย่างน้อย ๒ คน คือปลัดกระทรวงมหาดไทย และปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เพราะ ๒ คนนี้งานทั้งหมดก็อยู่ใน ๒ หน่วยงานนี้ ส่วนสถาบัน พระปกเกล้า กกต. ก็แล้วแต่ท่านจะพิจารณา ก็ฝากเป็นข้อพิจารณาแค่นี้ครับ เพราะผมคิดว่า พวกอดีตทั้งหลายท่านก็อาจจะมาครั้งแรก ๆ ให้นโยบาย แต่ในทางขับเคลื่อนในการทำงาน ท่านไม่มีศักยภาพอะไรเลย คนเหล่านี้ท่านเลี้ยงหลานอยู่หมดแล้ว ขอบพระคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบพระคุณค่ะ เชิญท่าน นิกร จำนง ค่ะ

นายนิกร จำนง กรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม นิกร จำนง ท่านสมาชิกครับ มีประเด็นนิดเดียว เรื่องที่ผมเรียนแล้วว่าผมไปกับกฎหมาย ฉบับนั้นลึกมากแล้วก็คือตอนนี้ตั้งอนุกรรมการ อนุกรรมการชุดนั้นมี สนช. มา ๔ คน ทางเราผมให้อาจารย์วุฒิสาร ตันไชย มาเป็นกรรมการ แล้วก็อาจารย์เธียรชัย ณ นคร กรธ. ก็พิจารณากันไป ประเด็นเรื่องสถาบันพระปกเกล้าเป็นประเด็นที่อาจารย์เฉลิมชัยพูดถึง โดยหลักก็คือที่เราอยากให้อยู่ภายใต้ร่มเงาตรงนี้เพราะว่าเราไม่กล้าไปตั้งข้างนอก ตอนนั้นเราพยายามเปลี่ยนชื่อสภาพัฒนาการเมืองมาเป็นอีกชื่อหนึ่ง คือเอาคำว่า สภา ออก หลักการก็คือว่าลอยอยู่ใต้อัมเบรลลา (Umbrella) หลังคาของรัฐสภา ในขณะนี้ซึ่งผม ไม่มีหน่วยงาน ก็เลยไปฝากไว้กับตรงนั้นก่อน แต่ว่าอยู่เหมือนเท่า ๆ กัน เรื่องนี้ผมได้ไป หารือกับท่านทำร่างเสร็จแล้ว แล้วก็เอาร่างไปคุยกับท่านรองนายกรัฐมนตรีวิษณุ เครืองาม เพราะว่าตอนที่เรารับ ๓ ฝ่ายมาเรื่องนี้ถูกมติจาก ๓ ฝ่ายให้ส่งให้ท่านรองนายกรัฐมนตรีวิษณุ ในฐานะดูแลกฎหมายเป็นคนดูแลเรื่องนี้โดยเฉพาะ พอไปคุยแล้วตอนนั้นเราเสนอตั้ง สถาบันพระปกเกล้า ทีนี้มีความเห็นแย้งกันอยู่ในกรรมการชุดนั้น ก็อยากจะเรียนท่านเลิศรัตน์ว่า ร่างที่ตอนนั้นเรายกขึ้นมาเรากลัวจะไม่มีดาบ เราก็เลยเห็นว่า ๒ หน่วยงานที่สำคัญก็คือ ปลัดกระทรวงมหาดไทยสำคัญเพราะคุมองค์กรชุมชน ของชุมชนที่ตั้งขึ้นมาทั่วประเทศ ตามเป้าหมายที่จะกระจายไปอยู่ภายใต้กระทรวงมหาดไทย ตรงนี้ประชาชนสำคัญ ในเมื่อเราจะให้ความรู้กับเด็ก ๆ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการสำคัญมาก ในนั้นมีอยู่ เดี๋ยวเราจะพิจารณากันอีกที ในนั้นเราตั้งรองนายกรัฐมนตรีเสียด้วยซ้ำ ทีนี้ประเด็นสำคัญ คือเรื่องสถาบันพระปกเกล้า ในร่างนั้นเราเสนอซึ่งจะสัมพันธ์กับตรงนี้ว่าให้เป็นคู่แฝดกันอยู่ ทีนี้มีประเด็นที่ผมเรียนถามท่านรองนายกรัฐมนตรีวิษณุ ซึ่งท่านได้กรุณาให้ความเห็นมา ก็คือทาง สนช. เขาเห็นว่าในร่างนั้นเราเอาเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้ามาเป็นกรรมการ ของหน่วยงานใหม่นี้ด้วย ซึ่งไม่เห็นด้วย ผมก็ไปคุยกับท่านรองนายกรัฐมนตรีวิษณุ หารือท่านเรื่องกฎหมายดังกล่าว ท่านก็บอกว่าเราไปตั้งแยกขาดออกจากกันเดี๋ยวก็เหมือน ก.พ. กับ ก.พ.ร. หรอก คล้ายกันแต่ทำงานไปคนละทิศเลย ท่านก็มีความเห็นว่าควรจะโยงกัน แสดงว่าท่านสนใจเรื่ององค์กรนี้อยู่ตอนนั้นที่ยังไม่ถูกยุบ ให้โยงกัน แล้วค่อยไปแก้กฎหมาย สถาบันพระปกเกล้าให้กรรมการของเขามาจากหน่วยงานใหม่ที่เราตั้งคือไขว้กันมี ๒ หลัก ก็คือขาดออกจากกัน ซึ่งท่านรองนายกรัฐมนตรีวิษณุไม่เห็นด้วยมากว่าถ้าขาดออกจากกัน เป็นงานเดียวกัน และทำงานกันไปคนละทางจะยุ่งมากเลย ก็เอามาผูกโยงกันให้รับผิดชอบ ร่วมกัน ทีนี้ถ้าอยู่ภายใต้รัฐสภาด้วยกันก็จะเป็นประโยชน์มาก จุดตรงนี้จะเป็นจุดสำคัญ ดังนั้นเสนอไปก่อนตรงนั้นแล้วให้เป็นแฝดเข้าไป ตรงนี้เหมาะที่สุดแล้ว ทีนี้ประเด็น ที่ว่าเราเสนอสถาบันพระปกเกล้ามีอีกประเด็นหนึ่ง เรื่องจะเข้าสัปดาห์หน้าก็คือ เรื่องการปฏิรูประบบรัฐสภา เราเชิญสถาบันพระปกเกล้ามาแล้วในคณะกรรมาธิการ ที่มีท่านนรรัตน์เป็นประธาน และจะเข้ามาให้ท่านพิจารณาด้วย ก็คือเราจะติดดาบ สถาบันพระปกเกล้า ประเด็นปัญหาที่เราพิจารณาที่ท่านเฉลิมชัยพูดว่าแล้วสถาบันพระปกเกล้า จะมีอิสระขนาดไหนในเมื่อฝ่ายการเมืองมาเป็นประธานบอร์ด (Board) บอร์ด (Board) ของสถาบันพระปกเกล้ามีการปรับคือเป็นอิสระตามสมควร นั่นคือสภาวิชาการ ตรงนี้ ก็เหมือนกัน เพียงแต่ว่ามาเป็นประธานบอร์ด (Board) รับผิดชอบดูแล แต่เข้ามาลึกข้างในไม่ได้ ตรงนี้ปลอดภัยที่สุดครับท่านอยากจะนำเรียน ไม่มีที่ไหนจะปลอดภัย ไปเป็นองค์กรอิสระ แล้วจะไม่มี หน่วยหนึ่งอาจจะเป็นไม่ได้เลย แล้วถ้าไม่ใช่องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ก็ไม่มีอำนาจใด ไปเป็นองค์กรเล็ก ๆ งานมันใหญ่มาก คิดว่าเดี๋ยวไปปรับกันดูแล้วก็ทำให้ดีที่สุด และสุดท้ายเรื่องก็ต้องเข้าไปที่ท่านรองนายกรัฐมนตรีวิษณุอยู่ดี และท่านพูดกับผมเป็น คำสุดท้ายว่า ไม่ว่าจะอย่างไรเรื่องนี้ต้องมีผู้รับผิดชอบ ผมยังจำคำนี้ได้ ผมก็เลยคล้าย ๆ เหมือนเบาใจไปว่าท่านเห็นปัญหาอยู่แล้ว ที่ผมไปทักว่าเรื่องนี้สำคัญมากแต่ไม่มีหน่วย รับผิดชอบ ท่านรองนายกรัฐมนตรีวิษณุก็บอกว่าต้องมีหน่วยงานรับผิดชอบต่อเรื่อง การปฏิรูปการเมืองอย่างแน่นอน ท่านให้ความเห็นไว้กับผมอย่างนั้น กราบเรียนด้วย ความเคารพจะได้วางใจครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

เชิญท่านเสรี สุวรรณภานนท์ ค่ะ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานกรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม เสรี ประธานกรรมาธิการ ด้วยความเข้าใจท่านเฉลิมชัยท่านมีความหวังดี ผมขอเป็นอย่างนี้ได้ไหมครับ ต้องทำความเข้าใจก่อนว่าสิ่งที่เรากำลังพิจารณาเป็นเรื่องของ การให้การศึกษา ให้ความรู้ ผมก็ไม่คิดว่าการเมืองจะมาแทรกอะไรก็ยังมองไม่ออก เพราะเรา พยายามจะให้เป็นแหล่งเรียนรู้ทางการเมือง

ประการที่ ๒ ในเรื่องของนิติบุคคลก็ดี หรือเรื่องกองทุนก็ดี เมื่อสักครู่ ท่าน พลอากาศตรี เฉลิมชัยก็บอกเองว่าแล้วแต่กรรมาธิการ แต่กรรมาธิการก็เกรงใจท่าน ท่านเสนอมาเดี๋ยวกรรมาธิการจะรวบรวมความเห็นของท่านโดยละเอียด ข้อเสนอของท่านว่า ให้เป็นนิติบุคคล ให้อะไรต่ออะไร แล้วก็บันทึกรวมไป แต่ส่วนไหนที่ปรับปรุงได้ เราก็จะปรับปรุง ขอรวบรวมอันนี้ไป ของท่าน พลเอก เลิศรัตน์ด้วย กรรมาธิการปรึกษาแล้ว เรื่องกรรมการอะไรทั้งหลายไม่น่าเป็นปัญหา ถ้าเป็นกรรมการตั้งแล้วสามารถทำงาน ได้ดีขึ้นกว่าเดิม มีประสิทธิภาพขึ้นกว่าเดิม กรรมาธิการก็จะรับมาปรับ แล้วก็ปรึกษาท่านด้วยว่า ที่เหมาะ ที่ควร ที่ท่านเห็นน่าจะดีกว่าเดิมอย่างไร ขออนุญาตตามนี้นะครับ

ส่วนของท่านอาจารย์ดุสิต ก็อย่างที่เรียน เมื่อสักครู่นี้ท่านก็บอกว่าแล้วแต่ กรรมาธิการอีกเหมือนกันว่าชื่อจะเอาอย่างไร ก็ขออนุญาตเป็นไปตามนี้ ถ้าไปใช้คำว่า ที่ดี ขึ้นมาอีก อย่างที่เรียนว่าข้างในต้องแก้คำว่าที่ดีเยอะแยะไปหมดเลย เพียงแต่ว่าตอนนี้ เป็นจุดเริ่มต้น ถ้าเราเริ่มต้นสามารถที่จะก้าวไปข้างหน้าได้ การพัฒนาให้สำเร็จก็จะเกิดขึ้นง่าย ก็กราบเรียนเพื่อทำความเข้าใจตรงนี้ แต่อย่างไรก็ตามเราก็จะบันทึกความเห็นของท่านสมาชิก ทั้งหมดแนบไปด้วย ส่วนสุดท้ายที่ท่านบอกว่ากรรมาธิการมั่วไปแล้ว แล้วบอกว่าถอน ต้องเรียนว่าเราพยายามสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองก็อย่าไปสร้างแบบนี้ นักการเมืองชอบอะไรครับท่านประธาน ชอบพูดเสียดสี ชอบว่าในสภา ชอบทำให้คนเสียหาย พอเสียหายแล้วบอกว่าขอถอน เพราะฉะนั้นเราต้องอย่าทำแบบนี้ ถึงแม้ท่านจะบอกว่า ถอนแล้วก็ตามแต่มันดังไปทั่วประเทศแล้ว ผมก็ต้องทำความเข้าใจว่ากรรมาธิการ ทำด้วยความรอบคอบ ใช้เหตุใช้ผล แล้วก็เอาข้อมูลทั้งหลายมาช่วยกันคิด มาช่วยกันเสนอ แล้วก็ตัดสินเพื่อจะหาทางออกร่วมกัน ขอบคุณทุกท่านครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบคุณค่ะ เชิญท่านสุรินทร์ค่ะ

นายสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์

ท่านประธานสภาที่เคารพครับ อยากให้ท่านดู หน้า ๑๒ มาตรา ๓๙ บทเฉพาะกาล มาตรา ๓๙ บอกว่า ให้โอนบรรดาเงินและทรัพย์สิน ที่เป็นของกองทุนพัฒนาการเมืองภาคพลเมือง ตามพระราชบัญญัติสภาพัฒนาการเมือง พ.ศ. ๒๕๕๑ มาเป็นของกองทุนเพื่อการเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบ ประชาธิปไตยตามพระราชบัญญัตินี้ ผมคิดว่ากรรมาธิการเขียนไว้แค่นี้ สำหรับผม มีความพอใจ แต่ถ้าล่วงล้ำกล้ำกรายไปพูดถึงเรื่องคนอีก ซึ่งจะต้องไปศึกษาเรื่องของคำสั่ง คสช. ที่ยุบสภาไปแล้ว ก็ต้องถามว่าถ้าผมดูไม่ผิดเป็นพนักงานทั้งหมด ไม่ใช่ข้าราชการ เมื่อเขายุบก็สลายไป แต่ถ้าท่านเขียนกลับเข้ามาอีก ที่ยุบไปแล้ว รับเงินรับทอง ไปเรียบร้อยแล้ว ผมไม่ทราบว่ามีอะไรบ้างจะต้องกลับมาทวงอีก แต่ถ้าผู้ใหญ่ในบ้านเมือง หรือสภาแห่งนี้ สภา สนช. เห็นว่าดี ถ้ามีการปรับปรุงแล้วใครจะเข้ามาอีก ถ้าเขาเก่ง เป็นเพชรเดี๋ยวเขาก็จะรับกลับเข้ามาใหม่ ผมจึงไม่สู้จะเห็นด้วยว่าจะให้เขียนไปมากกว่านี้ อันนี้ด้วยความเคารพ ก็สุดแท้แต่ท่านกรรมาธิการ ด้วยความเคารพครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบคุณค่ะ กรรมาธิการจะตอบ เชิญท่านเสรีค่ะ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานกรรมาธิการ

ขออนุญาตตอบ ทำความเข้าใจ คือประกาศ คสช. เกี่ยวกับเรื่องนี้บอกว่าให้ยกเลิกพระราชบัญญัติ สภาพัฒนาการเมือง ปี ๒๕๕๑ ยกเว้นหมวด ๓ สำนักงานสภาพัฒนาการเมือง และหมวด ๔ กองทุนพัฒนาการเมือง ให้ยังมีผลใช้บังคับต่อไปจนกว่าจะมีกฎหมายอื่นใดบัญญัติไว้ เป็นอย่างอื่น เราก็มีกฎหมายอื่นใดบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น หรือนายกรัฐมนตรีมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น เอาอย่างนี้ครับท่านประธาน เพื่อให้ท่านสุรินทร์สบายใจ ผมว่าก็ไม่เสียหาย กรรมาธิการรับมา และเดี๋ยวจะเติมหาช่องให้เห็นได้ว่าสอดคล้องกับในรายงาน ให้สอดคล้องกับคำอภิปราย เพื่อให้มีความชัดเจนขึ้นว่าได้ยกเลิกและมาบัญญัติอย่างนี้ด้วยเหตุผลใด ขอบคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

เชิญท่านนิกรค่ะ

นายนิกร จำนง กรรมาธิการ

ประเด็นเรื่องนี้สำคัญ เดี๋ยวจะมีปัญหา เรื่องคน สำนักงานมีคนอยู่ประมาณ ๑๐๐ กว่าคน ประเด็นขณะนี้ถามว่าคนตรงนี้ไปไหน ยังอยู่ แล้วท่านรองนายกรัฐมนตรีวิษณุแจกคนตรงนี้ไปอยู่ ป.ย.ป. ส่วนหนึ่ง หมายความว่า ให้คัดตามความสมัครใจ ตรงนี้ขณะนี้ไปอยู่ ป.ย.ป. ส่วนหนึ่ง แต่ ป.ย.ป. ไม่ได้เป็นหน่วยงาน ที่ลาสต์ลองเกอร์ (Last Longer) หมายถึงว่าไม่ได้เป็นหน่วยงานที่เป็นไปตลอดโดยหลักการ ขณะนี้ยังมีอยู่อีกกลุ่มหนึ่งที่ฝากเอาไว้ ดังนั้นถ้าเราเสนอไปแบบนี้เขาจะได้แก้ปัญหาเรื่องคน ที่ค้างอยู่มาอยู่ตรงนี้ได้เลย และที่เหลือก็อาจจะขอกลับมาตอน ป.ย.ป. เสร็จก็ได้ ดังนั้น ผมคิดว่าตรงนี้ลอย ๆ ไว้ เพราะว่าพอยุบไปแล้วไม่รู้จะเอาเขาไปไหน ก็คัดออกไป ตอนนี้แยก ออกไป ป.ย.ป. เอาไปหลายคนเท่าที่ทราบขณะนี้ ผมคิดว่าแขวนเอาไว้จะได้แก้ปัญหา เรื่องคนตรงนี้ ไม่อย่างนั้นคนตรงนี้จะมีปัญหาเพราะเขาไม่รู้จะไปไหนซึ่งเป็นการรบกวนเขา ก็นำเรียนข้อเท็จจริงเพื่อทราบไว้ จะไปพิจารณาในรายละเอียด แล้วจะสอบถามไปทางนั้น ดูอีกทีว่าจะทำอย่างไร ขอบพระคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบคุณค่ะ ท่านสุรินทร์ไม่ติดใจแล้วนะคะ เป็นอันว่าที่ประชุมได้พิจารณา รายงาน เรื่อง “การปฏิรูปประเทศด้านการเมือง : ร่างพระราชบัญญัติการเสริมสร้าง วัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย พ.ศ. .... เสนอตามรายงานของ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง และตามวาระการปฏิรูปที่สำคัญและเร่งด่วน (๒๗ วาระ) ในปี พ.ศ. ๒๕๖๐ กลุ่ม คน” แล้วนะคะ ก่อนที่จะขอมติจากที่ประชุม ดิฉันขอตรวจสอบองค์ประชุมก่อนค่ะ

(นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุม)

ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิแสดงตน โปรดเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตนค่ะ

(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)

สมาชิกใช้สิทธิแสดงตนเรียบร้อยแล้วนะคะ เจ้าหน้าที่แสดงผลค่ะ มีผู้เข้าร่วม ประชุม ๑๖๑ ท่าน ครบองค์ประชุมค่ะ

ต่อไปดิฉันจะขอมติจากที่ประชุมว่าจะเห็นชอบกับรายงาน เรื่อง “การปฏิรูป ประเทศด้านการเมือง : ร่างพระราชบัญญัติการเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบ ประชาธิปไตย พ.ศ. .... เสนอตามรายงานของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง และตามวาระการปฏิรูปที่สำคัญและเร่งด่วน (๒๗ วาระ) ในปี พ.ศ. ๒๕๖๐ กลุ่ม คน” หรือไม่

(นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนลงมติ)

ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนค่ะ ผู้ใดเห็นชอบ โปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นชอบ โปรดกดปุ่มไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียง โปรดกดปุ่ม งดออกเสียง

(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)

มีสมาชิกท่านใดยังไม่ได้ใช้สิทธิลงคะแนนบ้างไหมคะ เรียบร้อยแล้วขอปิด การลงคะแนน และเจ้าหน้าที่แสดงผลค่ะ ผลการลงคะแนนเป็นดังนี้ จำนวนผู้เข้าร่วมประชุม ๑๖๔ ท่าน เห็นด้วย ๑๕๐ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๕ ท่าน งดออกเสียง ๙ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ไม่มี

เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบกับรายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านการเมือง เรื่อง “การปฏิรูปประเทศด้านการเมือง : ร่างพระราชบัญญัติ การเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย พ.ศ. .... เสนอตามรายงาน ของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมืองและตามวาระการปฏิรูปที่สำคัญ และเร่งด่วน (๒๗ วาระ) ในปี พ.ศ. ๒๕๖๐ กลุ่ม คน” แล้วนะคะ ซึ่งคณะกรรมาธิการ จะได้นำความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของสมาชิกไปปรับปรุงก่อนที่จะส่งรายงาน และร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวไปยังคณะรัฐมนตรี สภานิติบัญญัติแห่งชาติ คณะกรรมการ บริหารราชการแผ่นดินตามกรอบปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคี ปรองดอง (ป.ย.ป.) สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร และสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา เพื่อพิจารณาดำเนินการต่อไป จบการพิจารณารายงาน ของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมืองแล้ว ขอขอบพระคุณ คณะกรรมาธิการและผู้มาชี้แจงทุกท่าน ขอบพระคุณค่ะ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานกรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธาน นิดเดียวครับ หลังเลิกประชุมแล้วคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง ยังคงขอเชิญท่านกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมืองประชุมต่อ ขอบพระคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

เชิญคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมืองประชุมต่อเลย ห้อง ๒๒๐ นะคะ

ระเบียบวาระที่ ๔ เรื่องที่ค้างพิจารณา ไม่มี

ระเบียบวาระที่ ๔ เรื่องที่เสนอใหม่ ไม่มี

ระเบียบวาระที่ ๖ เรื่องหารือของสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เชิญท่านชูชาติค่ะ

นายชูชาติ อินสว่าง

กราบเรียนท่านประธานครับ ผม ชูชาติ อินสว่าง ลำดับที่ ๔๑ ท่านประธานครับ สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ ๕ ท่านเฉลิมชัย ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านได้พูดถึงเรื่องของสังคมที่เราไปเลียนแบบหรือว่าส่งอินเทอร์เน็ต (Internet) กัน ในเรื่องของสิ่งที่เลวร้ายทั้งสิ้น ท่านประธานครับ วันนี้ผมมีเรื่องดี ๆ มาฝาก อยากให้สังคม ได้ยกย่องคนดี คนเก่ง มีความสามารถ ให้เป็นที่รับรู้แล้วก็ให้กำลังใจต่อคนคนนี้ครับ โดยยกย่องน้องเม เอรียา จุฑานุกาล นักกอล์ฟมือหนึ่งของคนไทยคนแรก และขอขอบคุณ ท่าน พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช ที่ได้ส่งโอเวอร์วิวแรงกิง (Overview Ranking) อย่างชัดเจน ในวันนี้เขาเป็นนักกอล์ฟมือหนึ่งของโลก แล้วก็เป็นคนไทยด้วย เคยมีคนคนหนึ่ง เขาไม่ยอมรับว่าเขาเป็นคนไทย วันนี้เรามีคนไทยแท้จริง แต่ท่านประธานครับ สำคัญที่สุด ผมอยากกราบเรียนท่านประธานว่าเบื้องหลังความสำเร็จของน้องเมคือคุณสมบูรณ์ จุฑานุกาล ผมอยากเรียนท่านประธานว่ามีหลายสิ่งหลายอย่างที่เป็นตัวอย่างให้กับพวกเราคนไทย เช่นคุณสมบูรณ์ได้บอกว่าผมขายรถ ขายบ้าน ๒ หลังนำเงินมาทำทุนให้ลูกไปแข่งรายการ ต่าง ๆ ในประเทศสหรัฐอเมริกา ผมต้องประหยัดไปหมดทุกเรื่อง เวลาซ้อมกอล์ฟผมไม่เคย กินข้าวในคลับเฮาส์ (Clubhouse) เลย ไปกินอาหารของแคดดี้ดีกว่า จานละ ๓๐-๓๕ บาทเอง น้ำก็กดฟรีด้วย ผมไม่ได้ทุ่มเทแค่สตางค์ ผมทุ่มกำลังสมองทั้งหมด ทุกครั้งที่นอนผมไม่เคย หยุดคิดเรื่องลูกเลย ผมคิดเสมอว่าเราต้องไปทางไหนต่อ ทำอย่างไรจะให้เขาไปถึงจุดหมาย สูงสุดที่วางไว้ได้ นี่คือคำพูดของท่านสมบูรณ์ จุฑานุกาล ควรจะเป็นพ่อดีเด่นของประเทศไทย ในปี ๒๕๖๐ นี้ ท่านประธานครับ ผมขอปรบมือให้น้องเม แล้วก็ขออนุญาตปรบมือให้คุณสมบูรณ์ ณ บัดนี้ เรายกย่องคนดี ขอบพระคุณครับท่านประธาน

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบคุณมากค่ะ ก็ขอชื่นชมทั้งคุณพ่อ คุณลูก เป็นตัวอย่างของสถาบัน ครอบครัวที่แข็งแรงและนำชื่อเสียงมาสู่ประเทศไทย สภา สปท. ขอชื่นชมมากค่ะ มีสมาชิกท่านใดจะหารือเรื่องอื่นอีกไหมคะ ถ้าไม่มี วันนี้หมดระเบียบวาระการประชุมแล้ว ขอขอบพระคุณสมาชิกทุกท่านที่กรุณามาประชุมโดยพร้อมเพรียงกัน และขอปิดประชุมค่ะ

เลิกประชุมเวลา ๑๔.๔๘ นาฬิกา