อลงกรณ์ ชี้แจงความคืบหน้าปฏิรูปกิจการตำรวจ-เสนอตั้งกรรมการอิสระ

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๒๐ · ๑๒ มิถุนายน ๒๕๖๐

อลงกรณ์ พลบุตร หารือกรณีคดีที่เกิดกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ย้ำความจำเป็นในการปฏิรูปกิจการตำรวจและการศึกษาภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูป พร้อมเรียกร้องให้มีกรรมการอิสระเพื่อการแต่งตั้งและโยกย้ายอย่างเป็นธรรม และผลักดันการปฏิรูปสถานีตำรวจทั่วประเทศผ่านกระบวนการของสปท. วิป และกรรมาธิการ เพื่อสร้างระบบคุณธรรมและประโยชน์สูงสุดของประชาชน

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

กราบเรียนท่านประธาน ท่านสมาชิก เรื่องของคดีความที่เกิดขึ้นเป็นเรื่อง ซึ่งสมาชิกทุกคนให้กำลังใจสมาชิกที่ได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเข้มแข็ง กล้าหาญ แม้ว่าจะถูก ฟ้องดำเนินคดีโดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติก็ตาม เป็นเรื่องที่น่าชื่นชม ท่านวันชัย สอนศิริ ขออภัยที่ต้องเอ่ยนาม ที่ได้หยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาหารือต่อที่ประชุมของเราในฐานะที่เป็น สมาชิกร่วมภารกิจ สิ่งที่เป็นความคาดหวังของสังคมคือการปฏิรูปกิจการตำรวจ การปฏิรูป การศึกษา เพราะแม่น้ำ ๕ สายทำงานร่วมกันมาโดยตลอด จนกระทั่งมีรัฐธรรมนูญ ฉบับปฏิรูป มีการกำหนดที่จะต้องมีกรรมการอิสระในการดำเนินการปฏิรูปการศึกษา การปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะกิจการตำรวจให้แล้วเสร็จภายใน ๑ ปี พุ่งเป้าไปตามข้อเสนอการปฏิรูปของทั้ง สปช. และ สปท. ก็คือเรื่องของการแต่งตั้ง โยกย้าย ซึ่งถือว่าเป็น ๑ ในหัวใจของกุญแจการแก้ไขปัญหาในเรื่องของกิจการตำรวจ เพื่อนำมาซึ่งระบบคุณธรรม เพราะฉะนั้นในการทำงานก็จะเห็นว่าการปฏิรูปเรื่องของ กิจการตำรวจนั้นมิได้มีเพียงเรื่องการกำหนดในกฎหมายสูงสุด เป็นครั้งแรกที่ประเทศไทย มีการกำหนดเรื่องการปฏิรูปกิจการตำรวจไว้ในกฎหมายสูงสุดของประเทศ

ประการที่ ๒ คือการทำรัฐธรรมนูญร่วมกันระหว่าง สปช. มาถึง สปท. คณะรัฐมนตรี และแม่น้ำสายอื่น ๆ นั้น ต้องเรียนว่าแท้ที่จริงโดยนโยบายท่านประธาน ต้องการให้การขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเป็นไปโดยราบรื่นเป็นรูปธรรมมากที่สุด เพราะฉะนั้นภายใต้ความเห็นชอบของแผนปฏิรูปกิจการตำรวจ เมื่อวันที่ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๕๘ ของ สปท. ถือเป็นกรอบทิศทางของการนำเสนอแผนปฏิรูปในรายละเอียดตามมา ซึ่งก็มีการเสนอแผนปฏิรูปเข้าสู่การพิจารณาของ สปท. โดยลำดับ ขณะเดียวกัน การขับเคลื่อนผ่านการประสานงานทั้งวิป (Whip) ๓ ฝ่าย วิป (Whip) ๒ ฝ่าย หรือแม้แต่ ในส่วนของ สปท. เอง ผมก็ได้มีการนัดหมายท่าน ผบ.ตร. นัดหมายท่านประธาน อนุกรรมาธิการปฏิรูปกิจการตำรวจของเรา คือท่าน พลตำรวจเอก วรพงษ์ ชิวปรีชา กับท่าน พลตำรวจเอก จักรทิพย์ ชัยจินดา มาหารือในเรื่องของการดำเนินการปฏิรูปตำรวจ ซึ่งตอนนั้นท่านนายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยความรับผิดชอบ ของท่านรองนายกรัฐมนตรี พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ ได้จัดทำแผนปฏิรูปกิจการตำรวจ ซึ่ง สนช. ได้นำเสนอเข้าสู่การพิจารณาเห็นชอบในหลักการของท่านนายกรัฐมนตรี จำนวน ๑๐ แผนด้วยกัน เป็นการต่อยอดจากที่ สปช. ที่มีท่านอาจารย์ธีรยุทธ์ หล่อเลิศรัตน์ เป็นประธานในขณะนั้น และต่อเนื่องมาถึงท่าน พลตำรวจเอก วรพงษ์ ชิวปรีชา ของ สปท. ก็หารือกัน ในที่สุดทางท่านผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติก็ยืนยันในการที่จะเดินหน้าการปฏิรูป กิจการตำรวจ จะได้มากได้น้อยก็ขึ้นกับความยากง่าย แต่ทุกเรื่องนั้นต้องเรียนว่า สปท. มิได้ นิ่งนอนใจต่อภารกิจในเรื่องของการดำเนินการปฏิรูปกิจการตำรวจ ทั้งในทางการและไม่เป็น ทางการตามนโยบายท่านประธาน ขณะเดียวกันก็ได้ลงไปดูการปฏิรูปโรงพัก ซึ่งขณะนี้เป็น เฟส (Phase) ที่ ๑ เพราะท่านนายกรัฐมนตรีได้ย้ำว่าการปฏิรูปกิจการตำรวจนั้นหัวใจสำคัญ ก้าวแรกคือจะต้องเกิดประโยชน์ต่อประชาชนมากที่สุด นั่นก็คือการปฏิรูปโรงพัก ๑,๔๐๐ กว่าโรงพักทั่วทั้งประเทศใน ๙ ภาค เพราะฉะนั้นการดำเนินการในเรื่องของกิจการ ตำรวจนั้น ผมคิดว่าถ้าในส่วนการดำเนินการขององค์กรตามที่ท่านสมาชิกได้ตั้งข้อสังเกต ห่วงใย ให้ข้อแนะนำนั้น ได้มีการดำเนินการ ขณะเดียวกันเราก็เสนอจนกระทั่งมีหมวดว่าด้วย การปฏิรูป มีบทเฉพาะกาลว่าด้วยการปฏิรูปกิจการตำรวจไว้ในรัฐธรรมนูญเป็นครั้งแรก รวมทั้งการมีกฎหมายที่จะตราภายใน ๑๒๐ วัน ว่าด้วยยุทธศาสตร์ชาติ แผนและขั้นตอน ในการดำเนินการปฏิรูปประเทศ เฉพาะในกรณีที่เกิดขึ้น ผมขอแลกเปลี่ยนเล็กน้อย ต่อข้อเสนอบางประการของท่านสมาชิกในฐานะสมาชิกคนหนึ่ง ว่าการปฏิบัติหน้าที่ ของสมาชิกนั้นเป็นความรับผิดชอบร่วมกัน ในขณะเดียวกันเมื่อเกิดปัญหาทางคดีความ สภาอาจจะแสดงความคิดเห็นหรือดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดในลักษณะที่ให้กำลังใจ หรือดำเนินการเพื่อให้ทุกอย่างคลี่คลายไปในทางที่ไม่ต้องมีคดีความเกิดขึ้น แต่ในอดีต ที่ผ่านมาในส่วนของสภา ไม่ว่าวุฒิสภาหรือสภาผู้แทนราษฎร เท่าที่ผมจำได้ ๒๐ ปี ยังจำไม่ได้เลยว่าเคยมีคดีใดที่เมื่อสมาชิกมีคดีความกับองค์กรหรือบุคคลใด สภาจะมีหนังสือ ออกไปในนามของสถาบันหรือองค์กร อันนี้ก็ต้องฝากไว้เป็นข้อพิจารณา แต่ไม่ได้ หมายความว่าผู้นำองค์กร ท่านประธาน สมาชิก หรือองค์กรของเรา ไม่ได้เอาใจใส่ ไม่ได้ดูแล เพียงแต่ว่าการทำหน้าที่ในระดับองค์กร กับการทำหน้าที่ในระดับสมาชิกนั้นจะต้องอยู่ใน ภาวะที่เหมาะสม อยู่ในภาวะที่พอดีพองาม ดังนั้นในเรื่องนี้ก็คิดว่าถ้าทางวิป (Whip) จะได้รับข้อเสนอของท่านสมาชิกที่ได้แสดงความคิดเห็นในการพิจารณาวันพฤหัสบดีที่จะถึงนี้ ซึ่งมีประธานกรรมาธิการทุกคณะ ก็คงน่าจะเป็นแนวทางของการที่จะดำเนินการพิจารณา เรื่องนี้ต่อไปครับท่านประธาน