เลิศรัตน์ รัตนวานิช แสดงความคิดเห็นในการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ โดยย้ำถึงความสำคัญของการปฏิรูปการเมืองภายใต้ระบอบประชาธิปไตย พร้อมเสนอให้มีการส่งเสริมวัฒนธรรมการเมืองอย่างเป็นระบบด้วยกฎหมายและกลไกสนับสนุน โดยอ้างตัวอย่างความสำเร็จจากประเทศชั้นนำและการมีส่วนร่วมของประชาชน รวมถึงเสนอปรับโครงสร้างคณะกรรมการให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วยการเพิ่มตัวแทนภาคสนามและผู้ปฏิบัติจริง พร้อมสนับสนุนให้ กกต. เข้ามามีบทบาทในการขับเคลื่อนประชาธิปไตยอย่างเป็นรูปธรรม
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศที่เคารพ กระผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ ขอขอบพระคุณท่านประธานที่ให้โอกาสในการร่วมแสดงความคิดเห็น ในเรื่องที่ถือว่ามีความสำคัญสูงสุดของประเทศในเรื่องการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง ในเรื่องของระบอบประชาธิปไตยที่พวกเรามุ่งหวัง ก่อนอื่นก็ขออนุญาตแสดงความคิดเห็น ที่เพื่อนสมาชิกหลายท่านได้อภิปรายในช่วงก่อนเข้าวาระนี้ คือการให้กำลังใจกับ ท่านอาจารย์สังศิต พิริยะรังสรรค์ ผมเองก็มีความเชื่อมั่นในความบริสุทธิ์ใจของตัวท่าน ในการแสดงความคิดเห็นของท่านอาจารย์สังศิต ก็คิดว่าเมื่อท่านมีความมุ่งมั่นที่จะทำความดี แล้วก็คงจะไม่มีอะไรที่มาทำให้ท่านต้องระคายเคืองหรือเป็นปัญหาได้ พวกเราทุกคนก็คง จะช่วยทำในสิ่งที่ดีที่สุด
อีกประเด็นหนึ่งที่ผมคิดว่ามีความสำคัญกับคนไทยในวันนี้ แล้วก็ชี้ให้เห็น ถึงความมุ่งมั่นในการที่จะทำอะไรสักอย่างหนึ่งให้สำเร็จ เช่นเดียวกับการที่เราจะพัฒนา วัฒนธรรมทางการเมืองในบ้านเราก็ต้องมุ่งมั่น ต้องร่วมกันทุกฝ่าย เมื่อคืนผมนอนดึกมาก ก็นอนประมาณตี ๔ เศษเพื่อดูความสำเร็จของนักกอล์ฟหญิงไทยที่ต้องถือว่าเป็นความสำเร็จ ที่สูงสุดในบรรดานักกีฬาที่เรามีอยู่ คือที่เรารู้จักกันในนามโปรเม หรือเอรียา จุฑานุกาล ที่สามารถชนะในการแข่งขันกอล์ฟ แอลพีจีเอ (LPGA) ที่ประเทศแคนาดา แล้วที่สำคัญกว่านั้นคือในบ่ายวันนี้ก็จะมีการประกาศ ให้เอรียาขึ้นเป็นมือหนึ่งของโลก ความสำคัญของผู้หญิงคนนี้ไม่ใช่เป็นเรื่องโดยบังเอิญ เป็นเรื่องของการวางแผนที่ดีของครอบครัวตั้งแต่ยังเด็ก ๆ ทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่าง ถ้าเราไปอ่าน ประวัติจะเห็นว่าพ่อแม่ต้องขายทรัพย์สินที่มีอยู่เป็นสิบ ๆ ล้านบาท นี่เป็นบทพิสูจน์อย่างหนึ่ง ที่ให้เห็นไม่ว่าจะทำอะไรก็แล้วแต่ ความมุ่งมั่น การตั้งเป้าหมายให้ไกลให้สูงไว้แล้วก็เดินไปสู่ จุดหมายนั้นก็จะสำเร็จ กลับมาที่การสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองก็คงเช่นเดียวเป็นภาระหน้าที่ ของทุกฝ่าย ทุกกลุ่มในบ้านเมืองไม่ว่าเราจะอยู่ตรงไหนของสังคม ของชุมชนที่จะร่วมกัน สร้างวัฒนธรรมทางการเมืองให้เกิดขึ้น เพื่อนสมาชิก ๔ ท่านแรกได้อภิปรายให้เห็นว่า ปัญหาของประเทศเราคืออะไร ทำไมเราถึงไม่มีวัฒนธรรมทางการเมืองเหมาะสมที่จะช่วย สร้างสรรค์หรือรังสรรค์ประชาธิปไตยของเราให้พัฒนาก้าวหน้าไปยิ่งกว่านี้ ไม่สะดุดหยุดมา หลายครั้งอย่างน่าเสียดาย เสียดายทั้งโอกาสในการสร้างประชาธิปไตย เสียดายทั้งโอกาส ในการที่จะพัฒนาแล้วก็สร้างประเทศให้เจริญก้าวหน้าทางด้านเศรษฐกิจ ชีวิตความเป็นอยู่ ของพี่น้องประชาชนซึ่งก็ควบคู่กันไป ถ้าการเมืองไม่มั่นคง เศรษฐกิจก็คงจะไม่มั่งคั่ง ประชาชนก็คงจะต้องเหน็ดเหนื่อยอย่างที่เราเห็นกันอยู่ทุกวันนี้ เพราะฉะนั้นผมก็สนับสนุน แนวคิดของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมืองที่จะเสริมสร้าง แล้วก็มุ่งหวังที่จะให้มีบทบัญญัติ มีพระราชบัญญัติออกมาเพื่อที่จะกำกับการสร้างวัฒนธรรม ทางการเมือง เพราะเราได้ดำเนินการกันมาด้วยความพยายามของทุกฝ่ายเป็นเวลาช้านาน แต่ก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะประสบความสำเร็จ จนกระทั่งเกิดมี คสช. ขึ้น เกิดมีแนวทางต่าง ๆ ที่ดำเนินการอยู่ในทุกวันนี้ที่จะสร้างประชาธิปไตยที่เป็นประโยชน์แก่ส่วนร่วมและกับประชาชน ผมก็เดินทางไปดูงานในต่างประเทศหลายครั้ง ปัจจุบันนี้ก็เป็นนักเรียนหลักสูตรพัฒนาการเมือง และการเลือกตั้งระดับสูงของ กกต. อยู่ ได้ไปดูการพัฒนาประชาธิปไตยที่ประเทศเกาหลี เมื่อเดือนที่แล้วเขาก็ไปอีกรูปแบบหนึ่ง อันนั้นเขาจะใช้ กกต. เป็นหลักแล้วก็สร้างสถาบันขึ้นมา แต่ที่สำคัญคือการศึกษาหรือการพัฒนาวัฒนธรรมทางการเมือง การปลูกฝังกับประชาชนเขาจะทำ ในหลายรูปแบบมาก รวมทั้งเป็นแบบฟอร์มัล (Formal) หรืออินฟอร์มัล (Informal) คือทั้ง ในห้องเรียนและนอกห้องเรียน ใช้อินเทอร์เน็ต (Internet) ใช้โซเชียลมีเดีย (Social Media) มาก ใช้การรณรงค์ ใช้การสร้างเครือข่าย การสร้างเครือข่ายหรือเน็ตเวิร์กกิง (Networking) เป็นสิ่งที่สำคัญ บางทีบ้านเรามองเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ไม่ดี เป็นเรื่องที่ทำให้เกิดการเอารัดเอาเปรียบ แต่ข้อเท็จจริงแล้วการมีเครือข่ายก็จะทำให้เราสามารถเข้าถึงทุกฝ่ายได้ ทุกกลุ่มชนได้ อันนั้นก็เป็นตัวอย่างหนึ่งที่เขาประสบความสำเร็จ ผมไปประเทศเกาหลีมาอย่างน้อยก็ ๓๐ กว่าปีแล้ว ไปอยู่เป็นเดือน ๆ ก็หลายครั้ง ตั้งแต่เขาเป็นเผด็จการ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ จนวันนี้เป็นประชาธิปไตยที่เรียกว่าเหลืองอ๋อยเลย ใครทำอะไรไม่ถูกจะมีคนออกมาเดินขบวน ยอมเจ็บ ยอมตายกลางถนน ยอมที่จะกางเต็นท์อยู่ในที่สาธารณะเพื่อประท้วง เพื่อแสดงจุดยืน ทุกวันนี้ใครไปกรุงโซลจะเห็นเต็นท์แล้วก็มีป้ายสิ่งที่เขาคัดค้านอยู่เยอะแยะไปหมด อันนี้ ก็แสดงให้เห็นถึงว่าคนเกาหลีเองได้พัฒนาการแสดงออก พัฒนาการมีส่วนร่วมในระบอบ ประชาธิปไตยอย่างชัดเจน ผู้นำที่เข้ามาแล้วไม่รักษาผลประโยชน์หรือว่ากอบโกยจาก การดำรงตำแหน่งนั้นก็ถูกลงโทษทั้งจากทางสังคม ลงโทษตัวเอง ทั้งจากทางกฎหมายต่าง ๆ ให้เห็นหลายคนที่ผ่านมา ส่วนประเทศเยอรมนีผมเคยไปดูงานการเลือกตั้งเขาหลายครั้งมาก ตั้งแต่ยังเป็นนายทหารเด็ก ๆ แล้วก็เมื่อปีที่แล้วในฐานะที่เป็นกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ พรรคการเมืองเขาเป็นผู้สร้างประชาธิปไตย ทุกพรรคการเมืองใหญ่ ๆ จะมีมูลนิธิ ซึ่งมีกิ่งก้านสาขาอยู่ในหลาย ๆ ประเทศ เพื่อที่จะเสริมสร้างประชาธิปไตยไม่ใช่เฉพาะ ในประเทศเยอรมนีเองและในต่างประเทศด้วย ก็จะเห็นรูปแบบต่าง ๆ กัน ส่วนในสหรัฐอเมริกาเป็นวัฒนธรรมที่เกิดขึ้นจากการต่อสู้ เสียเลือดเนื้อเมื่อ ๒๐๐ กว่าปีที่แล้ว ก็สร้างขึ้นมาเป็นธรรมชาติ ไม่มีโรงเรียน ไม่มีอะไร มากมาย ผมเรียนในสหรัฐอเมริกาทั้งหมด ๘ ปี ไม่เคยเรียนหลักสูตรพัฒนาประชาธิปไตย สักหลักสูตรเดียวเลย ไม่เคยเรียนซีวิกเอดูเคชัน (Civic Education) แต่เขาเป็นประเทศ ที่มีความเป็นประชาธิปไตยค่อนข้างสูง ปัญหาของบ้านเราเป็นปัญหาที่อาจจะไม่มีใครซ้ำ ปัญหาซื้อสิทธิขายเสียงอาจจะเป็นไม่กี่ประเทศในโลกที่เป็นปัญหานี้ แม้กระทั่งเราจะไป ปลูกฝังวัฒนธรรมประชาธิปไตยให้เลิกซื้อสิทธิขายเสียงก็ต้องมีวิธีการดำเนินการอีกแบบหนึ่ง อาจจะมีบทลงโทษที่สูงเพิ่มขึ้นอย่างที่เราเห็นในกฎหมายเลือกตั้งที่พัฒนาการขึ้นมา จะเพิ่มบทลงโทษของผู้ซื้อสิทธิขายเสียงให้เพิ่มมากขึ้น เรามีวัฒนธรรมทางการเมือง ถ้าในส่วนที่ไม่ดีจะแตกต่างจากผู้อื่น เช่นเรื่องของการที่เราเอาเฉพาะคนที่ให้ประโยชน์แก่เรา ที่สังคมไทยเป็นสังคมอุปถัมภ์ เป็นสังคมที่ค่อนข้างแคบ เมื่อสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น ใครอุ้มชู ดูแลชุมชนก็จะได้รับการเชิดชู เขามองไม่ถึงว่าข้างหลัง ข้างในตับไตไส้พุงของคนเหล่านี้ เป็นอย่างไร อันนี้ก็เป็นเรื่องของปัญหาของการขาดข้อมูล ขาดการศึกษาเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นที่ผมกราบเรียนมา ๒-๓ ประเด็นนี้ก็เพื่อจะชี้ให้เห็นว่าแนวทางของ คณะกรรมาธิการด้านการเมืองที่เสนอในวันนี้ก็คงหาหนทางว่าเราจะไปพัฒนาอย่างไร แน่นอนการพัฒนาหรือการที่จะใส่วัฒนธรรมทางการเมืองให้กับคนไทย ๖๐ กว่าล้านคน ภายใน ๓ ปี ๕ ปี ๑๐ ปี ๒๐ ปีเป็นไปไม่ได้ ที่จะเปลี่ยนแปลงสัก ๑๐ เปอร์เซ็นต์ก็เป็นไปได้ยาก เพราะสิ่งที่สำคัญไม่ได้อยู่ในระบบการศึกษาเท่านั้นซึ่งมีอยู่ไม่กี่ล้านคน อยู่ที่ประชาชน ในพื้นที่ อยู่ที่ชาวบ้านในชนบท อยู่ที่ชาวไร่ชาวนาซึ่งเป็นอาชีพหลักของคนไทย เพราะถ้าเรา จะรอให้ระบบการศึกษากับเด็ก กับนักศึกษาระดับอุดมศึกษาที่ท่านเขียนไว้ในบทเฉพาะกาล เอาหลักสูตรไปพัฒนาให้เป็นหลักสูตรสอนอุดมศึกษาปี ๑ อย่างนี้ก็ไม่รู้อีกกี่ปีที่จะสามารถ ทำให้คนของเรามีจิตสำนึกในเรื่องของความเป็นนักประชาธิปไตยหรือความเป็นผู้เสียสละ ที่มารับใช้ชาติ รับใช้บ้านเมือง เพราะฉะนั้นตรงนี้จึงต้องทำควบคู่กัน และผมคิดว่าความสำคัญ ในการให้ความรู้ ความเข้าใจ หรือสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองนั้นในชาวบ้านร้านถิ่น มีความสำคัญกว่าในระบบการศึกษาหรืออาจจะไม่น้อยกว่า เพราะตรงนั้นปัจจุบันนี้มีคนเยอะ เราคงจะไม่สามารถรอเวลาได้ ท่านนายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ก็บอกว่ามีเวลาแค่ ๒-๓ ปีเอง เพราะฉะนั้นถ้าจะไปรอสร้างวัฒนธรรมทำให้ทุกคนเลือกคนดีอะไรต่าง ๆ นานาในคอนเซ็ปต์ (Concept) ที่เราจะให้การศึกษา คสช. ยังต้องอยู่ไปอีกนานมากเลยถึงจะคืนอำนาจได้ จนกว่าเราจะเห็นประชาชนมีความเข้าใจในการใช้สิทธิ ใช้เสียง หรือการเลือกคน
ประเด็นสุดท้ายที่ผมอยากจะขออนุญาตกราบเรียนคือเรื่องของคณะกรรมการ ที่ท่านใช้ชื่อว่าคณะกรรมการเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย จำนวน ๑๘ คน ตรงนี้ผมมีข้อสังเกตอย่างนี้ คือถ้าองค์ประกอบที่ท่านจัดทำมา ๑๘ คน ผมคิดว่าขับเคลื่อนได้น้อยมาก ได้ช้ามาก และประสิทธิภาพในการขับเคลื่อนจะน้อยมาก ผมเคยเป็นกรรมการสถาบันพระปกเกล้า ในฐานะเป็นสมาชิกวุฒิสภา เมื่อ ๖-๗ ปีที่แล้ว ก็ประชุมกันทุกเดือน เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้านำเรื่องมาเสนอเรารับฟังแล้วก็ ให้ข้อคิดเห็นเล็ก ๆ น้อย ๆ ชั่วโมงกว่าแล้วก็เลิกกันไป เพราะฉะนั้นในรูปแบบของกรรมการ แบบนั้นผู้ที่ทำงานจริง ๆ คือสถาบัน คือเลขาธิการ แล้วก็คือผู้บริหารของสถาบันพระปกเกล้า อันนี้ท่านไปตั้งกรรมการขึ้นมา ๑๘ คน แล้วเลขานุการคือผู้อำนวยการสำนักเสริมสร้าง วัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยซึ่งเป็นของสภา หลายท่านอภิปรายแล้วว่า อาจจะไม่สามารถมีพลังพอที่จะขับเคลื่อน เพราะฉะนั้นผมก็ขอเสริมเพิ่มเติมว่าในรูปแบบ ของคณะกรรมการที่เราเสนอท่านมีผู้ทรงคุณวุฒิถึง ๑๔ คน ๑๔ คนก็ไปหามาจาก อดีตนายกรัฐมนตรี อดีตประธานสภาต่าง ๆ ๔ คน อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยอีก ๔ คน ผู้เคยดำรงตำแหน่งด้านการสื่อสารมวลชนอีก ๓ คน แล้วก็บุคคลดำรงตำแหน่งทางวิชาการ ๓ คน ผมคิดว่าท่านเหล่านี้อาจจะมีคอนทริบิวชัน (Contribution) ในช่วงแรก ๆ แต่จะให้ท่าน ไปขับเคลื่อน ไปออกแรง ไปเป็นพรีเซ็นเตอร์ (Presenter) ไปปรากฏตัว ไปกำกับว่า ทำงานกันไหม ลงไปตามหมู่บ้านตามชุมชนก็คงจะยาก ท่านส่วนใหญ่ก็ไม่มีพลังอะไรแล้ว คนไทยทำงานมุ่งมั่นเพราะมีพลัง มีความหวัง หรือมีสิ่งที่กระตุ้นอยู่ข้างหน้าที่เราเรียกว่า อินเซนทิฟ (Incentive) ก็จะมุ่งมั่นต่อการทำงาน เพราะฉะนั้นผมขอกลับคร่าว ๆ ว่า ๑๔ คน ผู้ทรงคุณวุฒิใน (๔) ให้เหลือสัก ๘ คน ให้ไปกลุ่มละ ๒ คน อีก ๖ คนที่ตัดออกผมอยากจะ ให้ท่านไปตั้งคณะกรรมการจากผู้ที่ท่านบอกว่าเป็นผู้ขับเคลื่อนการส่งเสริม หรือการพัฒนา วัฒนธรรมทางการเมือง เช่นกระทรวงศึกษาธิการ ท่านอาจจะเลือกจากเลขาธิการ กศน. มา กศน. เป็นตัวหลักในการดำเนินการศูนย์ส่งเสริมประชาธิปไตยที่ กกต. จัดตั้งขึ้นประจำตำบลไว้ ๘,๐๐๐ กว่าแห่งขณะนี้ ผมไปเยี่ยมเขามาที่จังหวัดลำปางก็ทำงานได้ดี เป็นคนในท้องถิ่น บวกกับ กศน. ๑ คน หรือว่าเป็นทางด้านอุดมศึกษาซึ่งกำลังจะมีกระทรวงแล้ว ก็อาจจะต้อง เอาปลัดกระทรวงการอุดมศึกษาแห่งประเทศไทยที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ มาเป็นสมาชิกสัก ๑ คน อีกส่วนหนึ่งคือทางสถาบันพระปกเกล้าอาจจะมีผู้แทนมา จะเป็น เลขาธิการหรือจะรองเลขาธิการ แล้วทางกระทรวงมหาดไทยที่ท่านกำหนดให้เป็นผู้ขับเคลื่อน ก็มีกรมการปกครองกับกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ก็น่าจะตั้งมาจากกรมเหล่านี้ สักหน่วยละ ๑ คน
และสุดท้าย ก็คือสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งปัจจุบันนี้ และในหลาย ๆ ประเทศได้ให้เป็นผู้ที่ส่งเสริมประชาธิปไตยเพราะเขาอยู่ตรงนั้นและเขา มีเครือข่ายอยู่ทั่วประเทศ สภาไม่มีแม้กระทั่งสาขา ๑ แห่งเลย มีอยู่ที่นี่แห่งเดียว และอีกหน่อย ไปอยู่ที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาแล้วจะไปขับเคลื่อนกับประชาชนได้อย่างไร เพราะฉะนั้นก็ควร จะมีผู้แทนจากสำนักงาน กกต. เข้ามา เพราะ ๕-๖ คนเป็นฝ่ายที่ยังอยู่ในหน่วยงาน และเป็นหน่วยงานที่ท่านบอกเองว่าจะให้เขาขับเคลื่อนการส่งเสริมการพัฒนาอุดมการณ์ และวัฒนธรรมประชาธิปไตย เอาเขาเข้ามาไว้ตรงนี้เลย แล้วมอบให้เขาเป็นประธานอนุกรรมการ ในแต่ละด้าน ผมเห็นแล้วที่ท่านมีอนุกรรมการอยู่ในมาตรา ๒๗ แต่อนุกรรมการเหล่านั้น เป็นอนุกรรมการในด้านเทคนิคมากกว่า ท่านควรจะมีอนุกรรมการในเรื่องการขับเคลื่อน การเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองในระดับท้องถิ่น ในระดับอุดมศึกษา ในระดับเยาวชน อะไรต่าง ๆ ท่านก็มอบให้คนเหล่านี้ซึ่งท่านตั้งมาเป็นกรรมการให้เขารับผิดชอบไป แล้วเขา ก็มารีพอร์ต (Report) อันนี้การขับเคลื่อนก็จะมีประสิทธิภาพมากขึ้น ท่านจะหวังว่า ผู้อำนวยการสำนักเสริมสร้างวัฒนธรรมจะไปสั่งหน่วยงานเหล่านั้นคงไม่ได้ เพราะฉะนั้น อันนี้ผมก็เพียงแต่ขออนุญาตแสดงความคิดเห็น เพราะส่วนใหญ่ของรายงานนี้ท่านที่ทำ ก็เป็นผู้ที่รู้คร่ำหวอดทางการเมืองและได้รับราชการมา ผมเองก็คงจะมีความรู้น้อยกว่าท่าน เพียงแต่เห็นว่าก็เคยอยู่ในกรรมการมาเยอะ แล้วก็พอจะมองออกเหมือนกันว่ากรรมการ ในรูปแบบไหนที่เวิร์ก (Work) และที่ไม่เวิร์ก (Work) ใช้เวลาเกินมาแล้วก็ขอกราบพระคุณ ท่านประธาน แล้วก็ขอสนับสนุนรายงานนี้ครับ