เพิ่มพงษ์ เชาวลิต หารือถึงความสำคัญของการสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย โดยเน้นย้ำว่าประชาธิปไตยต้องอาศัยการยอมรับฟังความคิดเห็นที่หลากหลาย การใคร่ครวญอย่างมีเหตุผล และการมีส่วนร่วมอย่างมีคุณภาพ ไม่ใช่เพียงพิธีการเลือกตั้ง จึงเสนอให้จัดตั้งสำนักสร้างวัฒนธรรมประชาธิปไตยในรัฐสภา โดยให้สถาบันวิชาการมีบทบาทร่วมในการพัฒนาองค์ความรู้และบุคลากรทางการเมืองอย่างเป็นระบบ พร้อมผลักดันให้ช่วงเวลาประมาณหนึ่งปีก่อนการเลือกตั้งเป็นช่วงสำคัญในการส่งเสริมการศึกษาด้านนี้อย่างจริงจัง เพื่อสร้างความตระหนักรู้ให้ประชาชนก่อนตัดสินใจทางการเมืองอย่างมีข้อมูลและวุฒิภาวะ
กราบเรียนท่านประธาน สปท. ที่เคารพครับ ผม เพิ่มพงษ์ เชาวลิต หมายเลข ๑๑๐ ก่อนอื่นผมคิดว่าสิ่งที่คณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านการเมืองได้เสนอเรื่องนี้ขึ้นมาเป็นสิ่งที่น่าชื่นชม เพราะผมคิดว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง จริง ๆ ในทางรัฐศาสตร์ของเราได้มีการพูดถึง เรื่องของระบบการเมืองหลาย ๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของพรรคการเมือง เรื่องรัฐธรรมนูญ เรื่องการเลือกตั้ง เรื่องการเข้าสู่อำนาจ อีกอันหนึ่งคือเรื่องการสร้างวัฒนธรรมทางการเมือง ซึ่งผมคิดว่าเรื่องวัฒนธรรมทางการเมืองอาจจะเรียกว่าเป็นเรื่องสำคัญมากที่สุดถ้าเทียบกับ เรื่องอื่น ๆ ซึ่งเป็นกลไกเชิงกายภาพ มีวิธีการสร้างอยู่ ๒ อย่างเท่าที่เข้าใจได้ในขณะนี้ ก็คือ ๑. ถ้าท่านดูระบบการปกครองที่แบ่งเป็น ๒ ส่วน ระบบการปกครองแบบคอมมิวนิสต์ก็ดี หรือแบบฟาสซิสต์ก็ดี เขาก็มีการสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็น เรื่องของการปลุกเร้าประชาชน การสร้างให้ประชาชนได้คิดได้เชื่ออย่างไร อันนี้ก็เป็น วิธีการสร้างอันหนึ่ง ๒. คือวิธีการสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองในรูปแบบของประชาธิปไตย ประเทศไทยของเราเลือกแล้วว่าเราจะสร้างแบบที่ ๒ คือวัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบ ประชาธิปไตย ซึ่งตรงนี้เป็นเรื่องที่มีความสำคัญมากว่าเราจะสร้างอย่างไร อันนี้ก็คือสิ่งหนึ่ง ที่คณะกรรมาธิการศึกษาอยู่ เมื่อเช้าผมได้ฟังท่านกษิตพูดทางวิทยุก็ได้ยก ๓ ประเทศขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นทางประเทศเยอรมนีก็ดี ประเทศญี่ปุ่นก็ดี ประเทศไต้หวันก็ดี ก็เป็นสิ่งที่น่าสนใจ อย่างยิ่ง ผมคิดว่าถ้าคณะกรรมาธิการมีเวลาในการศึกษาต่อก็คิดว่าการสร้างวัฒนธรรม ทางการเมืองของทั้ง ๓ ประเทศเหล่านั้นที่จริงเขาใช้เวลาอาจจะเรียกว่าไม่กี่สิบปี สามารถ วางรากฐานประชาธิปไตยได้อย่างเข้มแข็งเขามีกลไกอะไรในการทำตรงนี้ ถ้าทำตรงนี้ได้ อาจจะเป็นคีย์เวิร์ด (Keyword) หลายอย่างที่นำมาใช้ในประเทศไทย ทั้ง ๆ ที่ของเขา ในขณะนั้นเขาก็มีระบบอะไรมากมาย แล้วก็มากยิ่งกว่าเราไปอีกแต่เขาสามารถทำได้ จนถึงทุกวันนี้ ผมคิดว่าองค์ประกอบเหล่านั้นอาจจะเป็นองค์ประกอบหนึ่งในการที่เรา จะมาพัฒนาทางการเมืองมากไปกว่าที่เป็นอยู่ในขณะนี้ ผมคิดว่าจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ของเราถ้าพูดถึงวัฒนธรรมทางการเมือง ผมคิดว่ามีอยู่ ๓-๔ เรื่องที่เป็นเรื่องสำคัญ แน่นอน วัฒนธรรมทางการเมืองต้องใช้เวลา ไม่สามารถแก้ได้ด้วยกฎหมายหรือระเบียบต่าง ๆ เหล่านี้ แต่ผมว่ามีอยู่ ๓-๔ ปัจจัยที่คิดว่าเป็นส่วนสำคัญในเรื่องของการสร้างวัฒนธรรมทางการเมือง
เรื่องแรก คือเรื่องข้อมูล ที่จริงวัฒนธรรมทางการเมืองเป็นวิถีชีวิต ไม่ใช่เรื่องของ รูปแบบทางการเมืองอย่างเดียว ถ้าทุกอย่างซึมอยู่ในระบบวิธีคิด วิธีการดำเนินงาน วิธีการตัดสินใจ ก็เป็นวัฒนธรรมทางการเมืองได้ ผมอยากให้เราดูย้อนมาจนถึงช่วงนี้ ในช่วงที่ผ่านมานี้ ถ้าเราจะมีการคิดอะไรหรือตัดสินปัญหาอะไรสักอย่างหนึ่ง เราอาจจะ ไม่ค่อยสบายใจหลาย ๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสิทธิของประชาชน เรื่องของการฟังประชามติก็ดี การตัดสินใจในปัญหา ไม่ว่าปัญหานั้นจะกว้างขวางแค่ไหนแล้วให้ประชาชนมาคิดตัดสินใจกันบางทีดูแล้ว เราจะไม่ค่อยสบายใจ ว่าเกิดอาการไม่ยอมรับก็ดี การไม่รับฟังก็ดี การอะไรต่าง ๆ นี้ เราเห็นอยู่หลาย ๆ ส่วน ผมคิดว่าเรื่องของข้อมูลเป็นเรื่องใหญ่มากไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไร ก็ตามแต่ ถ้าเป็นเรื่องของประชาธิปไตยเหมือนกัน คำว่าข้อมูลหรือองค์ความรู้ในเชิง ประชาธิปไตย ผมคิดว่าเรื่องนี้ยังเป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างมาก ผมขอฝากกรรมาธิการไว้ สมัยหนึ่งเราพยายามพูดถึงเรื่องประชาธิปไตยคือการเลือกตั้ง เราคงเข้าใจตรงนี้ดี แล้วก็ พยายามพูดให้เห็นว่าจริง ๆ ประชาธิปไตยไม่ใช่การเลือกตั้งอย่างเดียว แต่หมายถึง หลาย ๆ เรื่อง แต่คนส่วนใหญ่ทุกวันนี้ก็ยังคิดว่าประชาธิปไตยคือการเลือกตั้งอยู่ ผมคิดว่า อันนี้เป็นเรื่องแรกที่สำคัญจำเป็นจะต้องทำความเข้าใจกันให้ชัดเจน ระบอบประชาธิปไตย มีหลายเรื่องที่ไม่ใช่เรื่องของการเลือกตั้งอย่างเดียว
เรื่องที่ ๒ เป็นเรื่องสำคัญมาก นอกจากข้อมูลแล้วคือการยอมรับฟัง ความคิดเห็น เมื่อสักครู่นี้เพื่อนสมาชิกก็ได้พูดแล้ว โดยเฉพาะการยอมรับความเห็นทั้งเหมือน และต่างอย่างใคร่ครวญและมีเหตุผล ผมคิดว่าพื้นฐานของวัฒนธรรมประชาธิปไตยจะอยู่ที่ ตรงนี้ เรารับฟังความคิดเห็นที่แตกต่างได้ แล้วเอามาใคร่ครวญได้โดยไม่มีอคติตรงนี้ เป็นเรื่องยิ่งใหญ่มาก เมื่อไรประเทศเราพ้นจากตรงนี้ไปแล้ว ผมว่าวัฒนธรรมประชาธิปไตย ของเรายั่งยืน เพราะฉะนั้นเรื่องนี้จะเป็นเรื่องที่ ๒
เรื่องที่ ๓ การรับฟังความเห็นต่าง ถ้าเราทำไม่ดีจะกลายเป็นการเลือกข้าง และอคติ และไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นกัน นี่คือมูลฐานหนึ่งที่ทำให้ระบอบประชาธิปไตย ของเราล้มเหลวในรอบหลายปีที่ผ่านมา เพราะเราไม่เคยสร้างตรงนี้ เราไม่เคยสร้าง การให้ยอมรับความคิดเห็นที่แตกต่างกันตั้งแต่ระดับฐานรากมาจนถึงปัจจุบัน เมื่อใดก็ตาม ถ้าเราสร้างตรงนี้ไม่ได้เราจะเจอความพอใจ ไม่พอใจ และใช้วิธีการตัดสินอีกรูปแบบหนึ่ง ที่ไม่ใช่หนทางประชาธิปไตย ผมคิดตรงนี้เป็นเรื่องที่ ๓
เรื่องที่ ๔ กลไกในการจัดการปัญหาที่โปร่งใส ตรงนี้ก็เป็นเรื่องที่ ๔ หลายครั้งที่มีการจัดทำอะไรก็ตามแต่เกิดความไม่พอใจหรือไม่ไว้ใจกลไกรัฐที่เข้าไปทำ ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตามแต่ ผมว่า ๓-๔ เรื่องนี้ที่เป็นพื้นฐานของวัฒนธรรมประชาธิปไตย
วัฒนธรรมประชาธิปไตยสามารถสร้างได้ ๒ แบบ แบบหนึ่งคือใส่เข้าไปใน ความรู้ วิธีคิด ตามโครงสร้างสังคมต่าง ๆ ไม่ว่าในโรงเรียน ในครอบครัว ในชุมชนอะไรต่าง ๆ อันนี้เป็นวิธีสร้างอันหนึ่ง อันนี้ก็ถือว่าเป็นการสร้างการยอมรับในเชิงของทฤษฎีหรือหลักการ แต่อันที่ ๒ ที่เป็นเรื่องสำคัญคือการใช้วัฒนธรรมประชาธิปไตยตัดสินปัญหาที่เป็นรูปธรรม จริง ๆ อันที่ ๒ มีความสำคัญอย่างมาก สมมุติมีเรื่องหนึ่งคือจะสร้างเขื่อน จะสร้างโรงไฟฟ้า หรือจะสร้างอะไรก็ตามแต่ ให้คนได้มีการคิดหาเหตุผลความเห็นต่าง ตรงนี้เป็นอันที่ ๒ เมื่อใดก็ตามเราสามารถผ่านวัฒนธรรมประชาธิปไตยในเชิงอันที่ ๒ ได้ ผมคิดว่าเราไปได้ เพราะจริง ๆ แล้ววัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยคงไม่ได้หมายถึง การเลือกตั้ง ส.ส. อย่างเดียว แต่หมายถึงการตัดสินวิถีชีวิต นโยบาย หรือสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ในวิถีชีวิตประจำวันก็ถือว่าเป็นวัฒนธรรมประชาธิปไตยได้ ผมว่าอันนี้คือสิ่งหนึ่งที่คิดว่า กรรมาธิการคงทราบกันดีอยู่แล้ว แต่ผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีความสำคัญ ถ้าเราเน้นย้ำ ตรงนี้ได้จะเป็นประโยชน์อย่างมาก ผมมีข้อเสนอแนะ ๒-๓ เรื่องจากการที่ได้อ่านร่าง พ.ร.บ. นี้
เรื่องที่ ๑ หลายอันสอดคล้องกับเพื่อนสมาชิกที่เสนอไปแล้ว เรื่องนี้เป็นเรื่อง ที่ยิ่งใหญ่มาก เรื่องการสร้างวัฒนธรรมประชาธิปไตยของคนในชาติ แต่ว่าพอเราเอาสำนัก ในการดูแลซึ่งเป็นสำนักที่อยู่ในรัฐสภา ขนาดปัญหาจะใหญ่เกินไปกับสำนักนี้ที่จะเข้ามาดูแล เพราะเรากำลังพูดถึงการสร้างนอร์ม (Norm) ของคนทั้งประเทศ สำนักนี้ที่จะสร้างขึ้นใหม่ สามารถแบกรับภารกิจได้หรือไม่ อันนี้เป็นเรื่องที่ ๑ ซึ่งผมห่วงว่าจะเป็นเรื่องที่สำคัญมาก
เรื่องที่ ๒ ผมคิดว่าถ้าสร้างตรงนี้ขึ้นมาได้ก็อาจมีภาวะที่ค่อนข้างจะสะดุด เช่น บางช่วงเลือกตั้ง บางช่วงไม่มีกลไกในสภา ที่ว่ากลไกนั้นกลไกนี้ อาจจะไม่มี กรรมการชุดนี้ สะดุดหรืออาจจะไม่ครบองค์ประกอบและทำงานได้ยาก ผมว่าเรื่องที่ ๒ นี้สำคัญ
เรื่องที่ ๓ ก็คือการทำให้แผนได้รับการยอมรับ แผนนี้คิดขึ้นมาแล้ว แล้วเรา จะใส่ไปยังกลไกต่าง ๆ มีกลไกในการสร้างการยอมรับอย่างไร เช่น เราบอกว่าจะสร้างไปที่ กระทรวงศึกษาธิการก็ดี ไปที่กระทรวงมหาดไทย ต่าง ๆ เหล่านี้จะยอมรับกันมากน้อยแค่ไหน ตรงนี้ก็เป็นเรื่องสำคัญ มีกลไกอะไรที่สามารถทำได้ แล้วการผูกกับงบประมาณก็เป็น เรื่องสำคัญ ผมคิดว่าจะเป็นเรื่องยากเหมือนกันที่เราเสนอความเห็นแล้ว แล้วใส่ไปที่กระทรวง ทบวง กรมอื่นเข้าไปโดยไม่มีงบประมาณรองรับ ตรงนี้ก็จะเป็นเรื่องยาก เพราะของราชการ ก็จะเป็นเรื่องยากที่ทำเรื่องนี้ ผมเห็นด้วยอันหนึ่งก็คือการสร้างประชาธิปไตย อย่างน้อยที่สุด ก็คือเรื่องของสถาบันทางวิชาการ ทำอย่างไรที่ให้สถาบันทางวิชาการเข้ามามีส่วนร่วม ในการดำเนินการอย่างเต็มที่ ผมว่าตรงนี้จะเป็นประโยชน์อย่างมาก เพราะเราสามารถ ฝากตรงนี้ไว้ได้จะใส่กลไกอย่างไรบ้างนะครับ
เรื่องที่ ๔ ผมเห็นด้วย จริง ๆ บุคลากรทางการเมืองควรจะถูกเขียนไว้ บุคลากรทางการเมืองทุกระดับที่ได้รับการเลือกสรรมาแล้วควรจะได้ผ่านความรู้ ความคิด ความเข้าใจ หรือองค์ความรู้ให้ชัดเจน ถ้าเรามีตรงนี้ชัดและสามารถเขียนไว้เป็นตัวชี้วัด ได้อย่างดีว่าบุคลากรทางการเมืองต้องมีการอบรมตรงนี้ได้ก็จะเป็นประโยชน์อย่างมาก เพราะผมคิดว่าหลายเรื่องมาจากการขาดองค์ความรู้จริง ๆ ในการดำเนินงาน
สุดท้ายผมขอเสนอนิดหนึ่ง จริง ๆ ณ ขณะนี้ถ้าเราบอกว่าจะเลือกตั้ง ในครั้งหน้าอีกปีเศษ ๆ ขึ้นมา ผมก็ไม่อยากพูดถึงว่าเรายังสบายใจต่อการเลือกตั้งหรือไม่ ก็ยังมีความคิดก้ำ ๆ กึ่ง ๆ กันอยู่ ผมคิดว่าอย่างน้อยปีกว่าตรงนี้ถ้าเราสามารถที่จะ เสนออะไรสักอย่างที่เป็นประโยชน์ในการให้ความรู้การศึกษากับประชาชนในเรื่องของ วัฒนธรรมประชาธิปไตยและระบบการเมืองที่ถูกต้องและที่ดีผมว่าจะเป็นประโยชน์อย่างมาก อย่างน้อยที่สุดก็ทำให้เขาตัดสินอนาคตของเขาได้อย่างมีองค์ความรู้ที่มีความเข้าใจได้อย่างดี ขอฝากเป็นข้อเสนอให้กับทางกรรมาธิการด้วย เพราะกฎหมายฉบับนี้ถ้าเสนอไปแล้ว กว่าจะเสร็จก็อีกประมาณปีกว่า เรามีเวลาปีกว่า ขณะนี้เสนออะไรที่ให้มีการปฏิรูปการเมืองตรงนี้ ในการขับเคลื่อนได้อย่างเป็นประโยชน์ก็จะมีประโยชน์อย่างมาก ขอบคุณครับ