ดุสิต เครืองาม แสดงความเห็นด้วยในหลักการต่อร่างพระราชบัญญัติการเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย แต่เสนอให้กรรมาธิการทบทวนรายละเอียดเพิ่มเติม โดยเฉพาะการปรับชื่อร่างกฎหมายให้ชัดเจนขึ้นด้วยการเติมคำว่า "ที่ดี" เพื่อสื่อความหมายในทางบวก พร้อมเสนอให้มีการนิยามคำสำคัญเช่น "วัฒนธรรมทางการเมือง" ในมาตรา ๓ และปรับปรุงมาตรา ๖ ให้มีโครงสร้างครอบคลุมเป้าหมายมากขึ้น รวมถึงการใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย เช่น การห้ามซื้อสิทธิขายเสียง นอกจากนี้ยังตั้งข้อสังเกตถึงมาตรา ๑๐ ที่กำหนดบทบาทของคณะกรรมการปฏิรูปประเทศโดยไม่มีแผนงานที่ชัดเจน พร้อมกังวลต่อความจำเป็นในการพึ่งพาคณะกรรมการดังกล่าว และเสนอให้พิจารณาจัดตั้งหน่วยงานที่เป็นกลาง มีอำนาจหน้าที่ชัดเจนแยกจากนักการเมือง เพื่อป้องกันการครอบงำและหลีกเลี่ยงความสับสนในการบังคับใช้กฎหมาย
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม สปท. ดุสิต เครืองาม ลำดับที่ ๕๓ ครับ กระผมได้อ่านร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ตั้งแต่ต้น จนจบ โดยในภาพรวมก็มีความเห็นด้วยที่ประเทศไทยเราน่าจะมีพระราชบัญญัติในลักษณะ ทำนองนี้ แต่เมื่อได้อ่านลงไปในรายละเอียดก็มีข้อคำถามเล็ก ๆ น้อย ๆ หลายประเด็น ที่อยากจะฝากให้ทางคณะกรรมาธิการลองช่วยไปพิจารณาทบทวนดูตามความเหมาะสม
ประการที่ ๑ เริ่มต้นชื่อร่างพระราชบัญญัติท่านได้เขียนไว้ว่า การเสริมสร้าง วัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย ก็มีคีย์เวิร์ด (Keyword) โดยคำสำคัญ ก็คือมีคำว่าเสริมสร้าง มีคำว่าวัฒนธรรม มีคำว่าการเมือง และมีคำว่าระบอบประชาธิปไตย ผมได้พยายามสืบค้นดูในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานแล้ว คำว่าวัฒนธรรมนั้น หมายถึงสิ่งที่เจริญงอกงามในสังคมหรือว่าในชุมชนอะไรทำนองนั้น แต่เมื่อนำมาแปล เป็นภาษาอังกฤษ ถ้าเขียนแต่เฉพาะคำว่าวัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย ผมก็จะนึกแต่คำว่าคัลเจอร์ อิน เดมอเครซี (Culture in Democracy) คัลเจอร์ (Culture) แปลว่าวัฒนธรรม ฟังดูแล้วมันห้วน ๆ ถ้าต่างประเทศเขามาอ่านพระราชบัญญัติฉบับนี้ เขาก็จะถามอีก คำว่าเสริมสร้างแปลว่าอะไร เมื่อผมเปิดพจนานุกรมเสริมสร้างนั้นแปล เป็นภาษาอังกฤษได้ประมาณสัก ๓ หรือ ๔ คำ ๑. เสริมสร้าง แปลว่ารีอินฟอร์ซ (Reinforce) คำนี้ผมก็ไม่ชอบ รีอินฟอร์ซ (Reinforce) ไม่รู้แปลว่าอะไร เหมือนกับทำให้มันเข้มแข็งขึ้น แต่ก็ไม่ใช่ ๒. คือ สเทรงเทน (Strengthen) แปลว่าทำให้เข้มแข็งขึ้น และ ๓. ก็คือซัปพอร์ต (Support) ผมก็เลยไม่แน่ใจว่าที่ท่านจะใช้คำว่าเสริมสร้างเมื่อแปลเป็นภาษาอังกฤษ ในคำสากลแล้วท่านจะแปลว่าอะไรนึกไม่ออก จะแปลว่าอิมพรูฟ (Improve) ก็ไม่ใช่ แปลว่า ทำให้เกิดขึ้นก็ไม่ใช่ นึกไม่ออกครับ ท่านลองนึกตามผมดู อย่างไรก็ตาม คำว่าวัฒนธรรม ทางการเมืองผมก็สงสัยอีก แล้วพี่น้องประชาชนคนไทยหรือนักเรียนเวลาเขาอ่าน พระราชบัญญัติเขาก็จะสงสัยว่าวัฒนธรรมทางการเมืองหรือ ความหมายอีกอันหนึ่งก็คือ สิ่งที่คุ้นเคย สิ่งที่เขาทำกันอยู่ในชุมชน ในหมู่บ้าน หรืออาจจะเป็นหุบเขา เป็นวัฒนธรรม ที่นอนกลางวันทำงานกลางคืนก็ได้ ก็จะเกิดความโต้แย้งขึ้นมาอีกว่าแล้วในที่นี้วัฒนธรรม จะแปลว่าอะไร ผมก็เลยคิดว่าเพื่อให้ชัดเจนก็น่าจะเติมคำว่า ที่ดี เข้าไปเสียเลย ก็คือน่าจะ เปลี่ยนหัวข้อว่า วัฒนธรรมทางการเมืองที่ดีในระบอบประชาธิปไตย เติมคำว่า ที่ดี เข้าไป ภาษาอังกฤษ ที่ดีก็คือกู๊ด (Good) เหมือนคำว่า กู๊ดกัฟเวิร์นแนนซ์ (Good Governance) ในที่นี้ก็คือกู๊ดคัลเจอร์ (Good Culture) ถ้านักอักษรศาสตร์อาจจะมาโต้แย้งผม บอกว่า อาจารย์ดุสิตคะ คัลเจอร์ (Culture) แปลว่าของดีอยู่แล้วไม่ต้องใส่คำว่ากู๊ด (Good) ก็ใส่เข้าไปสิครับ เพื่อให้เกิดความชัดเจนขึ้นมาก็ไม่น่าจะเสียหายอะไร เพราะฉะนั้น ผมเรียนเสนอว่าน่าจะให้เป็นคำที่ติดปากประชาชนไปเลยเหมือนกับธรรมาภิบาลหรือว่า กู๊ดกัฟเวิร์นแนนซ์ (Good Governance) ก็คือวัฒนธรรมทางการเมืองที่ดีในระบอบประชาธิปไตย ส่วนคำว่าเสริมสร้าง ยังนึกไม่ออกว่าจะเสนออะไรให้ดี
นิยามในมาตรา ๓ ได้ให้ความหมายเยอะแยะ ให้นิยามคำว่า แผนแม่บท หลักสูตร วิทยากร คณะกรรมการกองทุน แต่ไม่ได้ให้นิยามของคำว่า วัฒนธรรมทางการเมือง หมายความว่าอะไร ท่านอาจจะบอกว่าไปพลิกดูข้างในก็ได้ แต่ว่าเราก็ควรจะเขียนไว้ตรงนี้ ผมก็อยากจะเสนอให้ในมาตรา ๓ เติมนิยามเอาไว้ วัฒนธรรมทางการเมืองที่ดีหมายความว่า เมื่อสักครู่นี้ผมเสนอแล้วว่าหัวข้อให้เติมคำว่า ที่ดี เข้าไป ก็ลองใส่เข้าไปดูนะครับ
ในหน้า ๒ มาตรา ๖ สำคัญมาก พระราชบัญญัติฉบับนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ มาตรา ๖ ถ้าไม่อ่านมาตรา ๖ ก็จะไม่รู้ว่าต้องการให้มีการเสริมสร้างวัฒนธรรมการเมืองที่ดี ในระบอบประชาธิปไตย โดยมีวัตถุประสงค์อะไร ผมเสนอว่าวิธีการเขียนในมาตรา ๖ น่าจะเขียนออกมาเป็นหัวข้อเลย ที่เรียกว่า วรรคหนึ่ง วรรคสอง วรรคสาม อะไรก็แล้วแต่ อย่างไรก็ตามในมาตรา ๖ เมื่อท่านเปรียบเป็นวรรค ขอใช้คำว่าวงเล็บก็แล้วกัน (๑) (๒) (๓) ผมเจออยู่แค่ ๓ ข้อเท่านั้น วัตถุประสงค์ข้อ ๑ เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนและชุมชนมีความรู้ความเข้าใจจุด จุด จุด วัตถุประสงค์ข้อ ๒ ลงไปอีกประมาณ ๕ บรรทัด ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบอำนาจรัฐจุด จุด จุด วัตถุประสงค์ข้อ ๓ ตลอดจนเสริมสร้างให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่ ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตและรับผิดชอบต่อประชาชนในการปฏิบัติหน้าที่ของตน ผมอ่านดูแล้ว ค่อนข้างจะเหงาแล้วก็วังเวงกับวัตถุประสงค์ ผมว่าน้อยเกินไป มีวัตถุประสงค์เพียง ๓ ข้อเชียวหรือ แล้วท่านเน้นว่าประชาชนจะต้องทำอย่างโน้น ประชาชนจะต้องทำอย่างนั้น ๒ ข้อ แต่ว่าผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีวัตถุประสงค์เพียงเพื่อปฏิบัติหน้าที่ ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต รับผิดชอบ ผมคิดว่าไม่พอนะครับ ท่านน่าจะต้องเพิ่มวัตถุประสงค์ เกี่ยวกับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเข้าไปด้วย และผมก็ยังไม่พอใจกับคำว่า ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอีก น่าจะต้องครอบคลุมไปถึงผู้ที่ทำหน้าที่ คือจะต้องเผื่อไว้ ในอนาคตด้วย ผู้ที่จะทำหน้าที่ หรือผู้ที่จะเข้าทำหน้าที่ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ถ้าท่าน เขียนว่าผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองก็เป็นแล้ว เขาได้รับการเลือกตั้งเข้ามาแล้ว เขาโกงกันแล้ว เขาซื้อเสียงเข้ามาแล้ว มานั่งสภาแล้ว ท่านต้องเขียนไปถึงผู้ที่จะดำรงตำแหน่งหรือที่จะเข้าสู่ การทำหน้าที่ทางการเมืองด้วยน่าจะครอบคลุมขณะนั้น แล้วในวัตถุประสงค์ไม่มีคีย์เวิร์ด (Keyword) สำคัญของคำว่าไม่ซื้อสิทธิขายเสียง ผมคิดว่าเรากำลังจะรณรงค์ส่งเสริม ให้ประชาชนมีวัฒนธรรมที่ดี ประชาชนเขาอ่าน พ.ร.บ. นี้แล้วไม่เข้าใจ ผมจะพยายาม จับประโยคดูว่าตรงไหนที่เกี่ยวข้องกับคำว่าไม่ซื้อสิทธิขายเสียง มีอยู่คำเดียวครับ ให้ประชาชน ใช้สิทธิเลือกตั้งและออกเสียงโดยอิสระปราศจากการครอบงำไม่ว่าทางใด ปราศจาก ความครอบงำ ประชาชนทั่วไปเขาไม่รู้จักหรอก คำว่าครอบงำแปลว่าอะไร ครอบงำ เขาอาจจะตีความหมายว่ามีปืนมาจี้ มีใครไม่รู้มาขู่เข็ญ เพราะฉะนั้นการซื้อสิทธิขายเสียง ถ้าหากว่าเป็นการครอบงำ ท่านก็ต้องเขียนไปเลยในวัตถุประสงค์ ปราศจากการซื้อสิทธิขายเสียง ใช้คำศัพท์ที่คนทั่วไปเขาอ่านเข้าใจง่าย ๆ และเรากำลังจะให้เด็กนักเรียน นักศึกษามาอ่าน พ.ร.บ. ฉบับนี้ด้วยก็น่าจะต้องใช้คำศัพท์ที่ง่าย ๆ ตามมา ผมชอบในหน้า ๓ (ง) ท่านใช้คำว่า การประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยที่ดี เห็นไหมครับ ท่านใส่คำว่า ที่ดี มาโดยท่านไม่ตั้งใจ เพราะฉะนั้นคำว่า ที่ดี ใส่ตั้งแต่หัวข้อของ พ.ร.บ. นี้ ไปได้เลย
มาตรา ๑๐ ในหน้า ๔ เขียนว่าเพื่อให้การเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมือง ในระบอบประชาธิปไตยสัมฤทธิผล ให้คณะกรรมการปฏิรูปประเทศตามกฎหมายว่าด้วย แผนและขั้นตอนการดำเนินการปฏิรูปประเทศจัดทำแผน จุด จุด จุด และวิธีการขั้นตอน ดำเนินการปฏิรูปด้านการเมือง ผมคิดและสงสัยว่าการที่พระราชบัญญัติฉบับนี้มีมาตรา ๑๐ ซึ่งไปพาดพิงกับคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ แล้วคณะกรรมการปฏิรูปประเทศนั้น เขาจะมีแผนและขั้นตอนดำเนินการอะไร หรือไม่ อย่างไร ตอนนี้เรายังไม่รู้ พ.ร.บ. นั้น ก็ยังไม่ได้เกิดขึ้น ณ วันที่เราพิจารณาอยู่ในสภานี้ เอาละติ๊งต่างหรืออนุโลมว่าเดี๋ยวอนาคต ก็เกิดขึ้นแน่นอน แต่ผมก็ยังมีความเป็นห่วงว่าเร็วไปหรือไม่ที่จะมีมาตรา ๑๐ แล้วก็ไปพาดพิง กำหนดภารกิจ หน้าที่ของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมืองว่า เขาจะต้องทำ ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ เร็วไปหรือไม่ผมไม่แน่ใจ ทำไมต้องไปอาศัยบารมีของ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง ก็ในเมื่อท่านมี พ.ร.บ. ฉบับนี้ เป็นของตัวเองแล้ว อยากจะทำอะไรก็ทำไปเลย ในมาตรา ๑๐ (๑) (๒) (๓) (๔) (๕) ถ้าอยากจะให้เกิดโดย พ.ร.บ. ด้วยตัวของมันเองก็ทำเลยไม่ต้องไปพึ่งพิงคณะกรรมการปฏิรูป ได้ไหมครับ
หมวด ๓ คณะกรรมการมาตรา ๑๙ กำหนดไว้ว่าคณะกรรมการนั้น ประกอบด้วยประธานรัฐสภาเป็นประธาน รองประธานรัฐสภาเป็นรองประธาน ผู้นำฝ่ายค้าน ในสภาผู้แทนราษฎรเป็นกรรมการ แล้วก็มีกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิโดยเลือกตั้งจากบุคคล ผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ประธานรัฐสภา ประธานวุฒิสภา ผมคิดดูแล้วครึ่งหนึ่ง ถูกครอบงำโดยนักการเมืองกว่าครึ่งหรือเปล่าไม่ทราบ ถ้านับดูดี ๆ ผมก็ไม่แน่ใจว่าเรากำลังจะ เสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองที่ดีในระบอบประชาธิปไตย จำเป็นหรือที่จะต้อง เอาประธานรัฐสภามานั่งเป็นประธานคณะกรรมการ จำเป็นหรือที่จะเอารองประธานรัฐสภา มาเป็นรองประธานสภาถ้าเกิดมีความขัดแย้งกัน แล้วในนี้บอกว่าคณะกรรมการนั้นมีอายุ ๓ ปีใช่ไหมครับ เขามาแล้วก็ไป แล้วแปลว่าอะไร แผนแม่บทที่ท่านเขียนเอาไว้ว่าให้มีแผนแม่บท ผมก็ไม่เข้าใจว่าแผนแม่บทคืออะไร เขามาก็ฉีกแผนแม่บทเก่าทิ้ง แล้วก็ทำแผนแม่บท ของพรรคการเมืองนั้นขึ้นมาใหม่ ผมก็คิดว่าอยากจะฝากให้ท่านพิจารณาไตร่ตรองดูให้ดี คำว่าวัฒนธรรมทางการเมืองที่ดีในระบอบประชาธิปไตยทำไมจะต้องไปพึ่งประธานรัฐสภา ไม่จำเป็นเลยครับ งบประมาณก็มาจากรัฐบาล มีการสนับสนุน ใช้งบประมาณแผ่นดิน ก็ได้ งบของอะไรก็ได้ จริงอยู่ท่านพยายามที่จะผูกว่าสำนักงานเลขาธิการคือสำนักส่งเสริม เป็นส่วนหนึ่งของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ผมก็ยังสะกิด ๆ อยู่นิดหนึ่งว่า แล้วทำไมต้องมาพึ่งพิงสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรด้วย ฉีกออกไปเลยจะได้ไหม สำนักส่งเสริมถ้าใช้บุคลากรไม่เยอะก็ไม่รู้นะครับ จัดตั้งออกมาเป็นหน่วยงานที่มีสถานะ เป็นนิติบุคคลไปเลยสักหน่วยงานหนึ่งจะได้หรือไม่ ผมยังไม่ค่อยสบายใจที่จะนำเอาระดับ ประธาน รองประธาน รองนายกรัฐมนตรี นักการเมืองล้วน ๆ เข้ามาอยู่ในคณะกรรมการ ส่งเสริมวัฒนธรรมที่ดีในระบอบประชาธิปไตย ผมก็ไม่ทราบว่าต่างประเทศเขาจะมองอย่างไร อยากจะได้บุคคล อยากจะได้หน่วยงานที่เป็นกลางทางการเมืองมากกว่า แต่แน่นอน เราไม่ได้ปฏิเสธ เราอยากได้บุคคลที่มีประสบการณ์ทางการเมืองจะได้มาฟีดแบ็ก (Feedback) ข้อคิดเห็นอะไรต่าง ๆ ในการเขียนอำนาจและหน้าที่ของคณะกรรมการก็ดี ในการเขียน อำนาจและหน้าที่ของสำนักส่งเสริมก็ดี ผมคิดว่ายังไม่ค่อยเคลียร์คัต (Clear cut) มันชุลมุนกันหมด อย่างเช่นในมาตรา ๒๕ (๖) ให้ความเห็นชอบข้อบังคับ ประกาศ ระเบียบ และคำสั่งตามพระราชบัญญัตินี้ ผมคิดว่าการยกร่างกฎหมายที่ดี ผมไม่ใช่นักกฎหมายนะครับ แต่เท่าที่ผมเคยอ่านกฎหมายมาหลาย ๆ ฉบับ เขาจะพยายามเขียนชัดเจนว่าเรื่องใด ให้ออกเป็นระเบียบ เรื่องใดให้ออกเป็นข้อบังคับ เรื่องใดให้ออกเป็นประกาศ แต่ท่าน มาเขียนว่าคณะกรรมการมีอำนาจหน้าที่ให้ความเห็นชอบ ข้อบังคับ ประกาศ ระเบียบ และคำสั่ง โดยที่เรายังไม่รู้ว่าข้อบังคับ ประกาศ ระเบียบ คำสั่งนั้นมาจากใคร แล้วข้อ ๗ ท่านก็ยังเขียนว่าให้คณะกรรมการเป็นคณะกรรมการระดับชาติ วางข้อบังคับ วางระเบียบ หรือประกาศ ขออนุญาตใช้คำศัพท์ลูกทุ่ง ผมว่ามั่วครับท่านประธาน ถ้าไม่สุภาพผมขอถอน คือสับสนครับ เท่าที่ผมคุ้นเคยอ่านกฎหมายมาหลายฉบับเขาบอกว่าคณะกรรมการคือบอร์ด (Board) มีอำนาจหน้าที่ในการออกระเบียบ แต่พอลงไปถึงระดับเจ้าหน้าที่ เลขานุการ ผู้อำนวยการสำนัก นั่นจะเป็นผู้มีอำนาจหน้าที่ในการออกประกาศหรือคำสั่ง แยกกันครับ ถ้าไม่อย่างนั้นแล้วแปลว่าอะไรครับ คณะกรรมการระดับชาติที่ต้องมีประธานระดับชาติ มานั่งคอยวาง คอยเห็นชอบคำสั่งทุกอย่างอย่างนั้นหรือ ไม่ใช่นะครับ เพราะฉะนั้น คณะกรรมการคือมีอำนาจเฉพาะออกระเบียบที่เป็นระดับชาติ แต่ว่าคำสั่งแต่งตั้ง คำสั่งประกาศจัดซื้อจัดจ้างอะไรต่าง ๆ เป็นเรื่องของสำนัก ก็น่าจะแก้ไข เรื่องอำนาจหน้าที่ตรงนี้ให้เคลียร์คัต (Clear cut) กันหน่อย ไม่อย่างนั้นแล้วเวลาปฏิบัติตาม พ.ร.บ. นี้จะเกิดความสับสนกันครับท่านประธาน