วรวิทย์ ชี้ปฏิรูปการเมืองต้องเปลี่ยนนอร์มสังคม หวั่นกฎหมายล้ำหน้าคนตามไม่ทัน

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๒๐ · ๑๒ มิถุนายน ๒๕๖๐

วรวิทย์ ศรีอนันต์รักษา หารือถึงความจำเป็นในการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมการเมืองเพื่อสนับสนุนการปฏิรูป โดยเน้นการพัฒนาจิตสำนึกของทั้งประชาชนและผู้มีอำนาจ ทั้งด้านการรับผิดชอบ การวิจารณ์อย่างสร้างสรรค์ และความซื่อสัตย์ต่อความจริง เพื่อสร้างระบอบประชาธิปไตยที่มั่นคงและยั่งยืน

นายวรวิทย์ ศรีอนันต์รักษา

ขอบพระคุณท่านประธานครับ และกราบเรียน ท่านสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศทุกท่าน วัฒนธรรมการเมืองที่จริงเป็นหัวใจของ การปฏิรูปการเมือง เพราะว่าอย่างนี้ครับ งานปฏิรูปที่เราทำอยู่ต่อเนื่องมาตั้งแต่ สปช. แล้ว และมาเป็น สปท. งานจริง ๆ ของเรานั่นก็คือการเปลี่ยนนอร์ม (Norm) ของสังคม นอร์ม (Norm) ที่ว่านี้ก็คือปทัสฐาน ถ้าเปลี่ยนไม่ได้จะออกกฎหมายดีขนาดไหนเดี๋ยวก็ไหล กลับมาที่เดิม ยิ่งกฎหมายก้าวหน้าแต่นอร์ม (Norm) ล้าหลัง ท้ายสุดเกิดความขัดแย้ง ตอนผมไปพบท่านหวัง ฉีซาน โปลิตบูโร (Politburo) คนที่ ๖ ของพรรคคอมมิวนิสต์จีน เป็นรองนายกรัฐมนตรีรัฐบาลประเทศจีน ได้ความรู้ประการหนึ่งมา ผมไปพบตอน ปลายปี ๒๕๕๗ ไปกับ สนช. ท่านบอกมาว่าจีนผ่านการปฏิรูปมาทั้งหมด ๖๓ ปี ตอนที่ไปพบปฏิรูปทุกปี เพราะเขา มีบทเรียนอันหนึ่งก็คือยิ่งปฏิรูป ปฏิรูปเร็ว พัฒนาเร็วจะมีปัญหาความมั่นคง นั่นก็คือว่า คนกลุ่มหนึ่งไปไม่ทันรัฐบาลออกกติกาทันสมัยมาก ต้องทำโน่นทำนี่บังคับไป เสร็จแล้ว คนส่วนใหญ่ตามไม่ทันก็เกิดความขัดแย้งแล้วล้มตาย เขาเคยมีบทเรียน ฉะนั้นสิ่งที่เขา ให้ข้อคิดมาแล้วผมมาต่อยอดนั่นก็คือว่าเราคิดกลไกต่าง ๆ เยอะแยะไปหมดเพื่อจะนำพา ประเทศเราเจริญก้าวหน้า มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน เรามีเป้าหมายเช่นนั้น แต่ว่าถ้าเราไม่ได้พัฒนา ตัวซอฟต์แวร์ (Software) ของคนหรือวัฒนธรรม หรือระบบคิดของเขา ท้ายที่สุดคนเหล่านี้ ก็จะต้านระบบที่เราสร้างขึ้นมา สิ่งที่คณะกรรมาธิการปฏิรูปประเทศด้านการเมืองทำ ผมคิดว่าเป็นเรื่องสำคัญจำเป็นมากที่จะต้องทำ ทีนี้ประเด็นหนึ่งที่ผมอ่านกฎหมายแล้วก็ อยากจะเสริม นั่นก็คือการสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองที่ว่าในกฎหมายน่าจะมีเป้าหมาย เป้าหมายที่ต้องบังคับเลย แต่ถ้าบอกว่าให้คณะกรรมการไปคิดเอง ผมกลัวว่าจะซัดเซพเนจร แล้วก็ไม่จบ เดี๋ยวจะกลายเป็นสภาพัฒนาการเมือง ๒ เข้ามาอะไรกันแล้วก็ไม่จบ มีคนพูดเยอะ แต่งานไม่เดินเป็นนาโตไป เขาเรียกโน แอ็กชัน ทอล์ก โอนลี (No Action Talk Only) ทีนี้วัฒนธรรมที่พึงปรารถนาต่อระบอบประชาธิปไตยซึ่งเป็นเป้าหมาย ผมมองคนอยู่ ๒ กลุ่ม เอากลุ่มประชาชนก่อน เพราะประชาชนชอบโทษนักการเมือง รวมทั้งเราด้วย บางที เราก็โทษนักการเมือง วัฒนธรรมที่พึงปรารถนา ผมดูจุดอ่อนของสังคมไทยที่ยังมีอยู่ คือวัฒนธรรมการวิจารณ์ วัฒนธรรมการรับฟัง ความเห็นต่าง วัฒนธรรมการแสดงออก และที่สำคัญคือวัฒนธรรมความรับผิดชอบ เราทำได้ทุกอย่างแต่ไม่ค่อยรับผิดชอบกัน สิ่งเหล่านี้เราจะปลูกฝังเข้าไปได้อย่างไรในกลุ่มประชาชน คุณเลือก ส.ส. มาแล้ว ส.ส. ไม่ดี คุณจะรับผิดชอบอย่างไร หรือแม้กระทั่ง อบต. ชาวบ้านที่จังหวัดหนึ่งทางภาคอีสานก็แล้วกัน ไปร้องขอน้ำประปาอยู่ห่างจาก อบต. นิดเดียว แต่เขาไม่ต่อให้ แต่มาร้องผมบอกว่าให้ช่วยวิ่ง การประปาส่วนภูมิภาค ผมบอกว่าผมวิ่งไม่เป็น แล้วไม่รู้จักใครด้วย ทำไมคุณไม่คุยกับ อบต. เขาบอกว่าเขาไม่สนใจ ผมถามว่าแล้วคุณไปเลือกเขาทำไม ก็เขาให้สตางค์ ก็คุณเอาสตางค์นั่น ไปซื้อน้ำ คุณอย่ามาขอผม นี่ก็คือวัฒนธรรมที่พึงปรารถนาที่ผมคิดว่าคุณเป็นคนที่มีสิทธิแล้ว ประชาธิปไตยให้สิทธิคุณแล้ว คุณต้องใช้ให้เป็น คุณต้องรับผิดชอบ ส่วนคนอีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งเป็นกลุ่มที่ต้องเข้าไปใช้อำนาจ หรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับการเมืองทั้งสิ้น ไม่ว่าจะยุ่งเกี่ยวกับ อำนาจรัฐ หรืออำนาจสาธารณะ อำนาจสาธารณะนี่ผมบัญญัติศัพท์ขึ้นมาเอง อำนาจรัฐ นี่เข้าใจกันอยู่แล้ว ไม่ว่าจะนักการเมือง ข้าราชการ หรือใครก็แล้วแต่ที่ใช้อำนาจตามกฎหมายได้ ถืออำนาจรัฐทั้งสิ้น แต่อำนาจสาธารณะมากับโลกของการสื่อสาร โลกของพลังมวลชนต่าง ๆ โลกของความเชื่อ เราเชื่อว่าโลกแบนโลกก็แบนครับ เราเชื่อว่าโลกกลมเราก็กล้าจะล่องเรือไป ในทะเลแล้วก็รู้ว่าโลกกลม ทีนี้ถามว่าความเชื่อที่ว่านี้พอเชื่อแล้วก็มีอำนาจที่จะไปต่อรอง กับอำนาจรัฐได้ เราเชื่อภาคประชาชนตรงนี้ เมื่อก่อนใช้เอ็นจีโอ (NGOs) พอหนัก ๆ เข้า ชื่อไม่ค่อยดีก็เป็นภาคประชาชนไป แล้วก็ไปคัดค้านเขา ไปอะไรเขาก็ได้ แต่ทั้ง ๒ กลุ่ม ทั้งนักการเมือง และบุคคลสาธารณะ รวมทั้งสื่อมวลชนอย่างพวกผมด้วย ผมเองก็มีอำนาจ สาธารณะครับ ตำรวจไม่กลัวอาจารย์สังศิตครับ แต่ผมเชื่อว่าตำรวจไม่อยากทะเลาะกับผม โดยเฉพาะสื่อมวลชนอย่างผม ก็ไม่ใช่ผมวิเศษ อะไรแต่ว่าผมมีอำนาจสาธารณะ มีเรื่องที่จะบอกประชาชนแล้วประชาชนเขาจะเอาด้วย กับผมเยอะแยะ แต่สิ่งที่ผมจะต้องทำนั้นผมจะต้องมีวัฒนธรรม สื่ออย่างผมมีวัฒนธรรม ประการหนึ่งก็คือต้องบูชาความจริง ซื่อสัตย์ต่อความจริง วัฒนธรรมประการเหล่านี้ที่ผมบอก ผมอยากจะเห็นเป็นวัฒนธรรมเป้าหมาย ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการเมืองจะต้องไม่โกหก ต้องไม่บิดเบือน เพราะสิ่งเหล่านี้เมื่อคุณทำ ๒ อย่างจะทำให้คน ๒ กลุ่มฆ่ากันโดยที่ ไม่รู้จักกัน แล้วเราก็เกิดมาแล้วเป็น ๑๐ กว่าปี ผมอยากเห็นครับ อยากเห็นว่าวัฒนธรรม ทางการเมืองจากนี้ไปนักการเมืองจะพูดอะไรโกหกไม่ได้เลย ถ้าโกหกแล้วคุณต้องถูกลงโทษ ในสหรัฐอเมริกามีนะครับ ผู้นำเขาไปมีเรื่องส่วนตัวกับผู้หญิงคนหนึ่ง นั่นก็เป็นเรื่องของ จริยธรรม แต่พอเขาปฏิเสธเขาพูดว่าเขาไม่ได้ทำ แล้วก็ตอนหลังมีหลักฐานยืนยันว่าเขาทำ เขาจะต้องถูกลงโทษทางกฎหมาย บังเอิญเขาเป็นคนดีในเรื่องอื่น ๆ สังคมก็ให้อภัยเขา แต่ถามว่าผิดไหม ผิดครับ ของเราโกหกยิ่งเก่งยิ่งดี หลอกคนได้ทั้งสังคมยิ่งดี ไม่ว่าจะ นักการเมือง สื่อมวลชน เอ็นจีโอ (NGOs) หรือใครก็แล้วแต่ สิ่งเหล่านี้ผมว่าจะต้องมีให้ได้ จนถึงขนาดเรียกว่า ใจผมอยากจะให้มีกฎหมายเอนฟอร์ซแอดเวอร์ไทซ์ (Enforce Advertise) ออกมา การพูดโกหกในที่สาธารณะแล้วบิดเบือนโดยเจตนาเป็นความผิด นี่ก็คือเป็นเป้าหมายที่พึงปรารถนา และนอกจากนี้ก็ยังต้องเน้นเรื่องความโปร่งใส วัฒนธรรม การเมืองต้องมีความโปร่งใส ทำอะไรลับ ๆ ล่อ ๆ ไม่ได้ อย่างที่ผมรณรงค์ ขอร้องอย่างเดียวว่า อยากเห็นภาษีย้อนหลัง ๕ ปีของคนที่จะเล่นการเมือง จะได้รู้ว่าที่รวยมานี้รวยมาอย่างไร ประชาชนอย่างผมอยากเห็นมาก ท่านประธานครับ วัฒนธรรมการเมืองเป็นสิ่งแวดล้อม สร้างสิ่งแวดล้อมทางการเมือง วัฒนธรรมแบบหนึ่งเราจะได้สัตว์อีกประเภทหนึ่ง ถ้าสิ่งแวดล้อมเปลี่ยน อย่างโลกร้อนขึ้นมาสัตว์อีกจำพวกหนึ่งจะเสียชีวิตจะตายไปอยู่ไม่ได้ อีกจำพวกหนึ่งจะเจริญเติบโต ฉะนั้นอยู่ที่ว่าเราอยากจะเห็นอะไร ถ้าเราอยากเห็น นักการเมืองดี ประชาชนดี มีความรับผิดชอบ รอบรู้ต่อเรื่องบ้านเมือง ไม่ใช่ไปเก็บขี้ปากใคร มาแล้วก็พูดกันไปเรื่อยโดยที่ไม่ได้หาข้อเท็จจริงเลย เป็นไวรัล (Viral) พูดกันไปเรื่อย ๆ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งแวดล้อมที่ไม่ควรเกิดขึ้น ทีนี้เราจะทำสิ่งแวดล้อมได้อย่างไร แน่นอนครับ ต้องมีกฎหมายมาช่วย มีการบังคับใช้ มีการอบรม มีอะไร ที่สำคัญครับ เรามีสำนวนไทย เขาบอกว่าให้อบรม อบรมไม่พอต้องบ่มนิสัย คำว่าบ่มนิสัยสำคัญกว่าอบรมเยอะ อบรมนั่งฟัง สัปหงกบ้างอะไรบ้าง ฟัง ๆ แล้วก็กลับบ้านไป แต่บ่มนิสัยต้องถูกบังคับ ผมโตมากับไม้เรียว สมัยนี้ตีไม่ได้ ครูตีผม ผมถูกบ่มนิสัยมาเช่นนั้น ฉะนั้นผมก็จะต้องระมัดระวังเป็นสิ่งหนึ่ง อยู่ที่ว่าทางคณะกรรมการการสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองจะกำหนดสิ่งแวดล้อมอย่างไร ถ้าทำได้ถูกสิ่งแวดล้อมเป็นไปตามเป้าหมายที่เราอยากเห็นประเทศเรา ที่จริงอยากเอา เป้าหมายเป็นที่ตั้งก่อนแล้วค่อยมาออกแบบกระบวนการอยากจะเห็นคนไทยเป็นอย่างไร สิ่งเหล่านี้งานเราจะเห็น การปฏิรูปการเมืองเราจะก้าวหน้า กฎหมายอื่นจะล้าหลัง อะไรก็แล้วแต่ ถ้าเกิดความคิดคนก้าวหน้าและเห็นอย่างถ่องแท้เปลี่ยนนอร์ม (Norm) ได้ นอร์ม (Norm) เคลื่อนแล้วการปฏิรูปจะเคลื่อน ไม่ว่าเราจะมีชีวิตอยู่หรือไม่ครับ ขอบพระคุณครับ