วรรณธรรม ชี้จำเป็นปฏิรูปวัฒนธรรมการเมือง เสริมประชาธิปไตย

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๒๐ · ๑๒ มิถุนายน ๒๕๖๐

วรรณธรรม กาญจนสุวรรณ อภิปรายร่างกฎหมายส่งเสริมวัฒนธรรมทางการเมือง โดยเน้นความจำเป็นในการปลูกฝังค่านิยม ทัศนคติ และความเชื่อที่สอดคล้องกับระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข พร้อมตั้งคำถามถึงความพร้อมของสังคมในการสร้างธรรมาภิบาล และเรียกร้องให้มีการปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมการเมืองจากแบบผู้ตามไปสู่การมีส่วนร่วมของพลเมืองอย่างแท้จริง รวมถึงผลักดันการพัฒนานักการเมืองรุ่นใหม่ผ่านการเรียนรู้ในชุมชนและโรงเรียน เพื่อสร้างจิตสำนึกของประชาชนในฐานะเจ้าของอำนาจอธิปไตยอย่างยั่งยืน

นายวรรณธรรม กาญจนสุวรรณ กรรมาธิการ

เรียนท่านประธาน สปท. ผม วรรณธรรม กาญจนสุวรรณ ขออภิปรายเพิ่มเติมในสาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติ เสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมือง ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับ ท่านคงทราบกันดีว่า จุดแตกหักของการปฏิรูปประเทศครั้งนี้นั้นนัยสำคัญที่สุดแล้วคือเรื่องนี้ ถือว่าเป็น หัวใจสำคัญที่สุด ถ้าเราคิดกลไก คิดกฎหมาย คิดยุทธวิธี หรือไปถึงยุทธศาสตร์ชาติ แต่ถ้าเราไม่มีพื้นฐานหลักสำคัญที่เรียกว่าวัฒนธรรม และวัฒนธรรมที่ไปเกี่ยวข้องกับ วัฒนธรรมทางการเมืองด้วยนั้นคงจะต้องบอกว่าไม่สำเร็จครับ ด้วยเหตุนี้ขออนุญาต จะให้เรามีโอกาสได้ทบทวนในหลักคิดสักนิดหนึ่งว่าจริง ๆ แล้ววันนี้วัฒนธรรมเป็น เรื่องที่ท่านทั้งหลายต้องเชื่อว่าเปลี่ยนแปลงได้ วัฒนธรรมเป็นเรื่องของการแสดงถึง ความเจริญงอกงาม แต่จริง ๆ แล้วในความเป็นสากลฝรั่งเขามองว่าวัฒนธรรมนั้นเป็นเรื่อง ของค่านิยม ความหมายกว้างครับ เป็นเรื่องของค่านิยม ทัศนคติ ความเชื่อ อุดมการณ์ และเมื่อเราใส่คำว่า ทางการเมือง เข้าไป ก็คงจะไปเกี่ยวข้องกับสาระสำคัญที่เป็นหัวใจ ก็คือการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ดังนั้น ความเชื่อ ค่านิยม ทัศนคติ หรืออุดมการณ์ ที่จะไปรองรับ สนับสนุนการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขนั้นเรามีความพร้อมประการใด ไม่มากก็น้อยครับ ๓-๔ วันที่ผ่านมา หรือท่านคงเห็นข่าวหน้าหนังสือพิมพ์ ท่านนายกรัฐมนตรีนั้นได้ตั้งคำถามแสดงความกังวลใจไว้ ๔ ข้อ และแน่นอนคำถามทั้ง ๔ ข้อนั้นเกี่ยวข้องโดยตรงกับเรื่องนี้ เรื่องการเสริมสร้างวัฒนธรรม ทางการเมือง ผมขออนุญาตท่านประธานที่จะกล่าวอ้างคำถามของท่านนายกรัฐมนตรี ๔ ข้อ

๑. ท่านคิดว่าการเลือกตั้งครั้งต่อไปจะได้รัฐบาลที่มีธรรมาภิบาลหรือไม่

๒. หากไม่ได้จะทำอย่างไร

๓. การเลือกตั้งเป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งของประชาธิปไตย แต่การเลือกตั้ง อย่างเดียวที่ไม่คำนึงถึงอนาคตของประเทศ และเรื่องอื่น ๆ เช่น ประเทศชาติจะมี ยุทธศาสตร์และการปฏิรูปหรือไม่นั้นถูกต้องหรือไม่

๔. ท่านคิดว่ากลุ่มนักการเมืองที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมในทุกกรณี ควรจะ มีโอกาสเข้ามาสู่การเลือกตั้งอีกหรือไม่ หากเข้ามาได้อีกเกิดปัญหาอีกแล้วจะให้ใครแก้ไข และแก้ไขด้วยวิธีอะไร

ต้องบอกว่าเป็นคำถามที่น่าสนใจ และเป็นการตอกย้ำอย่างมากว่าถ้าเรา ไม่เริ่มต้นที่การปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมทางการเมือง กลับมาแน่ครับ หลายเรื่องที่เราเรียกว่า วงจรอุบาทว์ ผมขออนุญาตว่าถ้าท่านพิจารณาดูหลักการของร่างพระราชบัญญัติในการเสนอ ครั้งนี้ ต้องบอกให้ชัดว่าเราต้องการปรับเปลี่ยนค่านิยม อุดมการณ์ ทัศนคติของพลเมือง ของประชาชนในฐานะประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย และนั่นคือการปกครอง ที่ถือว่าประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย แค่ความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนเป็น เจ้าของอำนาจอธิปไตยหรืออำนาจสูงสุดนั้น ต้องถามกลับไปว่าประชาชนนั้นได้สำนึก มีความเป็นพลเมืองในวิธีคิดอย่างนี้หรือไม่ ยังมีความสำคัญกับการที่จะทราบดีหรือไม่ ตระหนักดีหรือไม่ว่าอำนาจที่แท้จริงนั้นเป็นอำนาจของประชาชน ไม่ใช่อำนาจของ นักการเมือง ไม่ใช่อำนาจของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เพราะฉะนั้นตรงนี้คือสาระสำคัญอย่างมาก ถ้าเราไม่เริ่มต้นที่จะเอาจริงเอาจังกับเรื่องนี้ เราก็ล้มเหลวอีก อีกไม่กี่วัน ๒๔ มิถุนายน ท่านคงเห็นว่าพัฒนาการประชาธิปไตยของเรานั้นยังไม่ถึงฝั่ง และแน่นอนว่าครั้งนี้คือ ครั้งสำคัญของชาติบ้านเมืองอย่างมากที่จะเอาจริงเอาจังในการที่จะวางหลักปักฐาน ในเรื่องของหลักการประชาธิปไตย ผมขออนุญาตว่าในเรื่องของร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ถ้าท่านพิจารณาดูในหน้า ๑๒ วัตถุประสงค์ข้อ ๖.๓ มาตรา ๖ มีด้วยกันทั้งหมด ๙ ประเด็น และ ๙ ประเด็นนี้เพื่อรองรับสำหรับอนาคตการปกครองระบอบประชาธิปไตยในวันข้างหน้า ซึ่งสาระสำคัญที่สุดก็คือเรื่องของความเป็นพลเมือง พลเมือง หรือพลของเมือง หรือกำลัง ของเมืองนั้น เราถือว่าคนเป็นเรื่องสำคัญที่สุดของพื้นฐานการปกครอง อย่างที่ผมบอกว่า ถ้าคนไม่ตระหนักเสียแล้วว่าอำนาจสูงสุดเป็นของพวกเรา เป็นของปวงชนชาวไทย ก็ล้มเหลวละครับ แล้วก็สัมพันธ์ไปถึงเรื่องอื่น ๆ ถึงกระบวนการทางการเมืองอื่น ไม่ว่า จะเป็นเรื่องของการมีส่วนร่วมทางการเมือง การมีส่วนร่วมเป็นหัวใจในอนาคตอย่างมาก ที่เราจะพูดถึงประเทศไทย ๔.๐ ประชาชนมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ถ้าไม่สร้างทัศนคติ ให้ประชาชนรู้สำนึก ตระหนัก และเข้าถึงในการมีส่วนร่วม ซึ่งการมีส่วนในอนาคตนั้น จะแตกออกมาเยอะมากมายเลยนะครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการวางแผนชีวิตตั้งแต่ ในครอบครัว ระดับชุมชน ตำบล หมู่บ้าน แผนเศรษฐกิจฐานราก แผนเศรษฐกิจระดับชาติ หรือแผนพัฒนาชุมชน ตำบลทั้งหลาย ถ้าประชาชนไม่มีค่านิยม ทัศนคติเรื่องพรรค์นี้แล้ว เราเขียนแผนไว้ตั้งแต่บนลงล่างมาที่เรียกว่าท็อปดาวน์ (Top down) นั้นก็ล้มเหลว โดยสิ้นเชิง สิ่งที่ต้องการอยากปรับเปลี่ยนค่านิยมตรงนี้เราจะเห็นบอตทอมอัป (Bottom up) คือต้องการเห็นความต้องการของประชาชนจากสร้างขึ้นบนอย่างแท้จริง ดังนั้นวัตถุประสงค์ ของการเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมือง ไม่ว่าเรื่องของการมีส่วนร่วมให้มีการพัฒนา ในประเทศด้านต่าง ๆ สาระสำคัญที่เป็นแผนที่น่าสนใจในวัตถุประสงค์นั้นก็คือการเน้น การกระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่น การที่ต้องการจะทำอย่างไรให้มีประชาชนลุกขึ้นมาต่อต้าน การทุจริตประพฤติมิชอบ การที่ต้องการจะให้ประชาชนนั้นรู้จักการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ การที่ให้ประชาชนนั้นจะต้องรู้จักการแยกแยะ ปราศจากการครอบงำโดยเฉพาะอามิสสินจ้าง ส่งเสริมผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองให้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เป็นคำที่ดูแล้ว เขียนง่าย แต่ในทางปฏิบัตินั้นค่อนข้างไม่ง่ายเลย โดยเฉพาะนักวิชาการทั้งไทยและเทศ เราบอกว่าวัฒนธรรมทางการเมืองนั้น สังคมไทยเรามีลักษณะวัฒนธรรมทางการเมืองแบบไหน ก็บอกครับ ร่ำเรียนกันมาเยอะ บอกว่าเราเอาแนวความคิดมาจากนักคิดชื่อเกเบรียล อัลมอนด์ พูดถึงวัฒนธรรมทางการเมืองแบบไทย ๆ เราว่าวัฒนธรรมการเมืองแบบไพร่ฟ้า เป็นซับเจกต์ โพลิทิคัล คัลเจอร์ (Subject Political Culture) ซึ่งแน่นอนว่าวัฒนธรรมทางการเมือง แบบไพร่ฟ้านั้นก็คือเป็นผู้รับ รับที่จะไปปฏิบัติ สั่งแค่ไหนก็แค่นั้น แต่ไม่เคยมีโอกาสที่จะ เข้าไปติดตามหรือมีสำนึกที่มีความเป็นเจ้าของ สำนึกว่าบ้านเมืองนี้เป็นของเรา ไม่ใช่คน กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง และสำนึกที่ถือว่าเป็นสาระสำคัญที่สุดก็คือการที่ประชาชนเป็นเจ้าของประเทศ ตรงนี้คือสาระที่เราจะปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมทางการเมืองแบบไพร่ฟ้าของเรานั้นไปสู่ วัฒนธรรมทางการเมืองแบบพลเมือง หรือที่เราเรียกว่าวัฒนธรรมทางการเมืองแบบมีส่วนร่วม ให้มากขึ้นได้อย่างไร เป็นโจทย์ที่ท้าทายครับ ดังนั้นในแผนแม่บทฉบับนี้ถ้าท่านสังเกตดูดี ๆ ไม่ว่าในร่างมาตรา ๗ มาตรา ๘ เราจะเน้นในสิ่งที่ใกล้ตัวพวกเราก่อน ก็คือการที่เรา หนีไม่พ้นการเลือกตั้ง การที่จะต้องมีประชาธิปไตยโดยอ้อม ต้องมีนักการเมืองดี ๆ ขึ้นมา เราจะทำอย่างไร ถ้าเราตั้งโจทย์ว่าจากนี้ไปไม่เกิน ๒ ปี ๓ ปี เราจะมีนักการเมืองดี ๆ เข้ามา และสามารถที่จะปรับเปลี่ยนประเทศไทยไปสู่ ๔.๐ ได้อย่างสมบูรณ์นั้น เราได้วางแผน ทำอะไรอย่าง ไรในเชิงทัศนคติ ค่านิยม ความเชื่อแล้วหรือไม่ หรืออย่างไร ดังนั้น การสร้างนักการเมืองที่ดี และแน่นอนอย่างที่ผมบอกว่าต่อไปเราเน้นในเรื่องของการวางแผน ยุทธศาสตร์ชาติ กระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนถือเป็นหัวใจมาก เราให้ประชาชน มาเข้าชื่อ เซ็นชื่อและรับเบี้ยเลี้ยง รับค่าเดินทางไป นั่นถือว่าล้าหลังมากครับ แต่เรากำลัง จะปรับเปลี่ยนทัศนคติ ค่านิยมของคนใหม่ว่าเข้ามาแล้วเกิดความผูกพัน และเข้ามาแล้ว เกิดความรับผิดชอบร่วมกัน นั่นคือสาระสำคัญมากที่เรากำลังจะบอกว่านี่คือวัฒนธรรม ทางการเมืองที่เป็นประชาธิปไตย ดังนั้นในแผนแม่บทเราจึงเน้นเรื่องการมีส่วนร่วม ของประชาชน ความรับผิดชอบต่อส่วนรวมมากขึ้น พยายามจะทำให้เป็นรูปธรรม และแน่นอนในร่างมาตรา ๙ ถึงมาตรา ๑๘ นั้นให้เป็นวาระแห่งชาติเลย

สาระสำคัญสำคัญอีกเรื่องหนึ่งก็คือในหน้า ๑๔ ข้อ ๕ ท่านสังเกตดูว่า การขับเคลื่อนตามร่างพระราชบัญญัตินี้เราพยายามถอดบทเรียนทั้งที่เคยมีการเสริมสร้าง วัฒนธรรมทางการเมืองผ่านองค์กรที่เรียกว่าสภาพัฒนาการเมืองก็ดี สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติก็ดี ทั้ง ๒ องค์กรปฏิเสธไม่ได้ครับ ก็คือวางรากฐานสำคัญพูดถึง การเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมือง หรือแม้แต่คณะกรรมการการเลือกตั้งก็เช่นเดียวกัน มีสำนักอำนวยการที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาการเมือง วัฒนธรรมทางการเมืองโดยตรงเลยก็มี เรากำลังพูดถึงสาระสำคัญว่าหลายองค์กรต้องมีการถอดบทเรียน ซึ่งคณะกรรมาธิการ ของเราพยายามศึกษาในบริบทว่าความล้มเหลวที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นของสภาพัฒนาการเมือง หรือสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาตินั้นเกิดอะไรขึ้น ทั้ง ๆ ที่ทั้ง ๒ หน่วยงานนั้น เน้นกระบวนการมีส่วนร่วมทั้งสิ้นเลย เน้นการมีสมาชิกเข้ามาทั้งสิ้นเลย แต่ครั้งนี้ คณะกรรมาธิการของเรานั้นเลือกแนวทางที่ยังดำรงอยู่ คือเน้นอยากจะให้เกิดการมีส่วนร่วม กระจายทุกภาคส่วน ทุกภาคี แต่การขับเคลื่อนเน้นไปที่คณะกรรมการ โดยเฉพาะคณะกรรมการ ที่จะเข้ามาทำหน้าที่ในครั้งนี้เราพยายามเน้น ถ้าท่านดูในหน้า ๑๕ ข้อ ๖.๖ ในร่างมาตรา ๑๙ ท่านก็จะพบว่าเราใช้คณะกรรมการจำนวนหนึ่งไม่มากเกินไป และเน้นคนที่รู้เรื่อง ที่เข้าใจ ในบริบทของความเป็นคนไทย บริบทของสังคมการเมืองไทย เราใช้หลักการว่าควรจะให้ สภาแห่งนี้ทำหน้าที่เป็นแม่งาน เพราะสภาแห่งนี้ได้ชื่อว่าเป็นสภาผู้แทนราษฎรที่มาจาก การประชาชนเลือกตัวแทนของตัวเองขึ้นมา ก็สมควรที่จะให้ประมุขขององค์กรนี้ ประมุขของทางรัฐสภาทำหน้าที่เป็นประธานกรรมการเพราะเป็นตัวแทนของประชาชน และนอกจากนี้เรายังมีรองประธานสภาเป็นรองประธานกรรมการ มีผู้นำฝ่ายค้าน และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ตรงนี้ถ้าท่านสังเกตดูว่าเราพยายามลดช่องว่างที่ต้องการให้เกิด กระบวนการมีส่วนร่วมเอาผู้ทรงคุณวุฒิที่เข้าใจในบริบทของสังคม ของวัฒนธรรมทางการเมือง ของเรามาทำงาน เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมคิดว่าเป็นจุดสำคัญที่ทำให้เกิดความแตกต่าง ของการที่มีสมาชิก ของการที่ท่านเห็นสภาพัฒนาการเมืองก็ดี หรือสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติก็ดี แต่อย่างไรก็ดีถามว่าสิ่งที่เกิดขึ้นและเป็นผลพวงของการดำเนินงาน ในการพัฒนาการเมืองที่ผ่านมานั้นกลุ่มองค์กรต่าง ๆ เป็นอย่างไร สลายไปหรือไม่ อย่างไร แน่นอนในหลักของประชาธิปไตยนั้นคือเรื่องการรวมกลุ่มกันอย่างมีเสรีภาพ เรายังคำนึงถึง บทบาทของกลุ่มองค์กรภาคประชาสังคม กลุ่มองค์กรต่าง ๆ ท่านสามารถเข้ามามีบทบาท มาร่วมประชุม มาร่วมกำหนดทิศทางในหลักการการมีส่วนร่วมของประชาชนตามกฎหมาย รัฐธรรมนูญด้วย และตามร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ด้วย ดังนั้นท่านจะสังเกตดูว่าการทำงานครั้งนี้ เราเน้นไปเรื่องของการทำงานที่ไม่เพอร์มาเนนต์ (Permanent) มาก เป็นรูปแบบของ คณะกรรมการที่สามารถจะยืดหยุ่นและเอากระบวนการทางความคิดไปขับเคลื่อน โดยเฉพาะการขับเคลื่อนแผนพัฒนาเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองให้เกิดขึ้นอย่างแท้จริง สิ่งที่ผมอยากจะขออนุญาตถ้าท่านดูข้อ ๔.๒ จะเห็นว่าเรามี ๒-๓ เรื่องที่น่าสนใจ แผนเสริมสร้างนักการเมืองที่ดี ครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกของประเทศชาติก็ได้ ผมต้องยกย่อง ท่านกรรมาธิการร่วมคณะของผมคือท่านกษิต ภิรมย์ ท่านได้กรุณาต่อสู้อย่างมากที่จะ เลิร์นนิง บาย ดูอิง (Learning by Doing) โดยการทำหลักสูตร หลักสูตรที่จะใช้กับนักเรียน ใช้กับคนรุ่นใหม่ว่าการเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองที่เหมาะสมกับสังคมไทยที่ให้รู้จัก คุณค่าของการมีระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขนั้นจะต้องดำรงตน อย่างไร เราได้นำร่อง ท่านได้กรุณาเป็นแม่งานนำร่องในหลายพื้นที่หลายโรงเรียน เราถือว่า ตรงนี้มีการเลิร์นนิง บาย ดูอิง (Learning by Doing) ปรับยุทธศาสตร์ ปรับหลักสูตร และการทำหลักสูตรนั้นเราใช้กระบวนการมีส่วนร่วมมาโดยลำดับ ให้ทางกระทรวงศึกษาธิการ ที่ท่านขอบคุณเครือข่ายภาคีของท่านเยอะแยะเมื่อสักครู่นั้นเป็นการสร้างให้เห็นวิธีการ กระบวนการที่ชัดเจนมากว่าเราเน้นกระบวนการมีส่วนร่วมตามหลักการปกครอง ระบอบประชาธิปไตยมาเป็นลำดับ

และสุดท้าย ผมขออนุญาตว่าถ้าจะตอบคำถาม ๔ ข้อของท่านนายกรัฐมนตรี ท่านคงเห็นภาพว่าการเลือกตั้งเป็นส่วนหนึ่งของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข เรื่องของสิทธิ เสรีภาพ เรื่องของความเสมอภาค เรื่องของหลักนิติรัฐ เรื่องของ ความเข้าใจในหลักการยอมรับเสียงข้างมาก เคารพเสียงข้างน้อย การที่จะอธิบายในเรื่อง อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน ผมว่าเรื่องทั้งหลายทั้งปวงเยอะแยะครับ เราต้องปูพื้นกัน แต่เราก็มีทุนเดิมที่ดีที่สามารถต่อยอดหลายเรื่องได้ ก็น่าจะทำให้คำตอบ ๔ ข้อนี้กระจ่าง ชัดมากขึ้น และคงเห็นตรงกันว่าถ้าไม่มีพื้นฐานวัฒนธรรมทางการเมืองที่รองรับสนับสนุน ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เราล้มเหลวครับ ขอบพระคุณครับ