กษิต ภิรมย์ ชี้แจงความจำเป็นในการจัดตั้งสถาบันส่งเสริมวัฒนธรรมทางการเมืองภายใต้ร่างพระราชบัญญัติ เพื่อเสริมสร้างพลเมืองเข้มแข็งในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข หลังสภาพัฒนาการเมืองถูกยุบเลิก และเน้นการขยายองค์ความรู้ผ่านทุกช่องทาง โดยเฉพาะสื่อสมัยใหม่และเวทีสาธารณะทั่วประเทศ
ขอกราบขอบพระคุณท่านประธานครับ ผม กษิต ภิรมย์ สมาชิก สปท. ลำดับที่ ๗ รองประธานคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศด้านการเมือง และเป็นประธานคณะอนุกรรมาธิการส่งเสริมวัฒนธรรมทางการเมือง ในระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นองค์ประมุข ที่ท่านเสรีได้กรุณาแจงความเป็นมา และสถานะล่าสุดพร้อมกับข้อเสนอ บวกกับเอกสารที่ได้แจกต่อท่านประธานและที่ประชุมนั้น เป็นเอกสารที่ครอบคลุมให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ อันนี้เป็นการเพียรพยายาม และผมก็คิดว่า น่าจะเป็นเอกสารที่ค่อนข้างสมบูรณ์แบบที่ได้กล่าวเกี่ยวกับความเป็นมาของเรื่องการส่งเสริม วัฒนธรรมทางการเมืองโดย สปท. แล้วผมขอทบทวนว่าเรื่องการส่งเสริมวัฒนธรรม ทางการเมืองได้เข้ามาในที่ประชุมสภา สปท. ครั้งนี้เป็นครั้งที่ ๓ ครั้งแรกที่ท่านเสรีได้กล่าวไว้ คือเมื่อวันที่ ๒๓ พฤษภาคม ๒๕๕๙ เมื่อปีที่แล้ว แล้วสภา สปท. ได้ให้ความเห็นชอบต่อ แผนแม่บทว่าด้วยการส่งเสริมวัฒนธรรมทางการเมือง แล้วก็ได้มีการส่งต่อไปยังแม่น้ำ ๔ สาย และมีการนำเอาแผนแม่บทไปดำเนินการโครงการนำร่องต่าง ๆ กับทุกภาคส่วนของสังคม จะเป็นปกครองท้องถิ่น ชุมชน แวดวงวิชาการต่าง ๆ เหล่านี้ รวมทั้งสื่อด้วย แล้วก็ ประจวบเหมาะกับที่ว่าทางรัฐบาลของท่านประยุทธ์ได้มีวาระแห่งชาติเร่งด่วน ๒๗ วาระ แล้วเราจาก สปท. ก็สามารถให้กลุ่ม “คน” เรื่องคนเรื่องที่ ๒๗ นั้นเป็นวาระเร่งด่วนด้วย ภายใต้กลุ่ม “คน” นี้ก็เป็นเรื่องของการส่งเสริมความเป็นพลเมืองในระบอบประชาธิปไตย ผมขอย้ำว่า เป็นพลเมืองในระบอบประชาธิปไตย และอยู่ในวาระที่ ๒๗ นอกจากนั้นท่านเสรี ก็ได้กล่าวถึงมาตรา ๗๘ และมาตรา ๒๕๘ ของรัฐธรรมนูญ ที่พูดเรื่องการเมืองและ การส่งเสริมองค์ความรู้ให้กับประชาชน แม้กระทั่งในเอกสารของรัฐบาลท่านประยุทธ์ เกี่ยวกับเศรษฐกิจ ๔.๐ ก็มีการกล่าวถึงการสร้างความเป็นพลเมืองในระบอบประชาธิปไตย ให้ประชาชนเป็นผู้รู้ ผู้ตื่นในเรื่องของการบ้านการเมืองเป็นสำคัญ คราวนี้ในการดำเนินการทั้งหมดนอกเหนือจากการที่จะมีเป้าหมายดังกล่าวแล้วทั้งที่อยู่ ในรัฐธรรมนูญเป็นวาระแห่งชาติของรัฐบาลชุดนี้ อยู่ในแผนยุทธศาสตร์ ๔.๐ แล้ว ก็เป็น คล้าย ๆ กับข้างหนึ่งของเหรียญ อีกข้างหนึ่งคือการเสริมสร้างทักษะ องค์ความรู้ ของประชาชน เพราะฉะนั้นต้องให้กฎหมายหรือว่าเป้าหมาย นโยบายต่าง ๆ นั้น จะต้องเป็นคู่แฝดกับการสร้างความเป็นพลเมืองในระบอบประชาธิปไตย นี่คือที่ไปที่มา ของเรื่องนี้ เมื่อเรามีแผนแม่บทปีที่แล้ว เมื่อวันที่ ๑๕ พฤษภาคม เดือนที่แล้ว ก็จะบรรจุ รายละเอียดเรื่องนี้เข้าไปอยู่ในวาระที่ ๒๗ มาถึงวันนี้วันที่ ๑๒ มิถุนายน เราก็จะมา เสนอต่อที่ประชุม สปท. เพื่อพิจารณาอนุมัติร่างพระราชบัญญัติเพื่อจะส่งให้รัฐบาลต่อไปว่า เราจะต้องมีพระราชบัญญัติที่จะส่งเสริมองค์ความรู้ของประชาชนพลเมืองของไทยให้เป็น พลเมืองที่เข้มแข็ง เป็นเจ้าของอำนาจรัฐ เจ้าของอำนาจอธิปไตย เจ้าของประเทศ อย่างแท้จริง ต้องมีองค์ความรู้ ไม่อย่างนั้นแล้วกฎหมายรัฐธรรมนูญก็ดี เป้าหมายใน ๒๗ วาระเร่งด่วนก็ดี หรือเป้าหมาย ๔.๐ ในแผนยุทธศาสตร์ แผนปฏิรูปการเมืองนั้น จะไร้ความหมายหรือไปไม่ถึงที่สุดถ้าประชาชนไม่เข้มแข็ง และนี่เป็นหัวใจของเรื่อง แต่ว่าในการที่จะดำเนินการนั้นต้องมีกลไกกลางที่จะขับเคลื่อน ถึงได้มีการเสนอ ร่างพระราชบัญญัติอันนี้เพื่อจะตั้งสถาบันส่งเสริมวัฒนธรรมทางการเมือง ลูกค้าหรือ เป้าหมายก็คือประชาชนชาวไทย ๖๙ ล้านคนทั้งหมด จะทำผ่านทุกเวทีทั้งในโรงเรียน นอกห้องเรียน เวทีสาธารณะต่าง ๆ แล้วก็การใช้สื่ออย่างกว้างขวางโดยเฉพาะสื่อสมัยใหม่ ที่เรียกว่าโซเชียลมีเดีย (Social Media) ต้องเข้าถึง รวมทั้งการเปิดเผยความรู้ ความเข้าใจ ต่าง ๆ เหล่านี้ด้วย ซึ่งก็แน่นอนต้องมีกองทุน ที่ท่านเสรีก็ได้พูดไว้แล้ว แล้วก็จะขอโอนเงิน ที่เหลือของสภาพัฒนาการเมืองมา ในช่วงปีที่ผ่านมาท่านคงจะจำได้ว่าได้มีการเพียรพยายาม ที่จะแก้ไขร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยสภาพัฒนาการเมืองระหว่าง สนช. กับ สปท. ก็ไป ไม่สำเร็จ ในขณะเดียวกันทางรัฐบาลของท่านประยุทธ์ก็ได้ตัดสินใจในที่สุดให้ยุบเลิก สภาพัฒนาการเมือง ก็ยิ่งทำให้มีความจำเป็นที่จะต้องมีองค์กรอีกอันหนึ่งที่จะขับเคลื่อน การส่งเสริมวัฒนธรรมทางการเมืองที่ไม่ได้มีลักษณะเป็นสภา ไม่อย่างนั้นที่ผ่านมา สภาพัฒนาการเมืองจะมีลักษณะของการเป็นสภาผู้แทนราษฎร เป็นงานการเมืองต่าง ๆ เป็นที่โต้วาที ถกเถียง อภิปราย แต่ว่าโรงเรียนที่เราจะตั้งนั้นไม่ใช่เป็นสภา จะเป็นสถาบัน โรงเรียนเพื่อเป็นแกนกลางในการขับเคลื่อน ส่งเสริมวัฒนธรรมทางการเมืองทั้งในห้องเรียน และนอกห้องเรียน แล้วก็จะประสานกับทุกหน่วยราชการ ทุกองค์กรเพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับ ประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นองค์ประมุขนั้นลงไปถึงทุกหมู่เหล่า อันนี้เป็นเรื่อง ที่สำคัญยิ่ง การดำเนินการในปีครึ่งที่ผ่านมานั้นพวกกระผมที่คณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านการเมืองแล้วก็คณะอนุกรรมาธิการได้พบกับทุกหมู่เหล่าที่เกี่ยวข้อง กับการบ้านการเมืองและการส่งเสริมวัฒนธรรมทางการเมืองแล้ว เพราะว่าก็ใกล้ จะหมดวาระของ สปท. ผมอยากจะขอถือโอกาสนี้นะครับท่านประธาน ขอขอบคุณ ข้าราชการที่กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงกลาโหม ขอขอบคุณ ที่ประชุมอธิการบดี และแต่ละมหาวิทยาลัยที่ได้ไปพบทั้งที่เป็นของเอกชนและเป็นของรัฐ แล้วก็ไปที่สภาพัฒนาชุมชน ไปที่องค์กรกลางของกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ของ อบจ. อบต. ก็มีโอกาสได้ไปข้องแวะพบปะ ได้ทำงานอย่างใกล้ชิดกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง ก็ได้ส่งเจ้าหน้าที่มาอยู่กับเรา สำนักงาน ก.พ. ต่าง ๆ เหล่านี้ทุกหมู่เหล่า ผมก็อยากจะ ขอถือโอกาสนี้ขอบคุณหน่วยงานเหล่านี้แล้วก็เจ้าหน้าที่ พนักงานทุกคน ที่ได้ให้ข้อคิดเห็น ให้ประสบการณ์ที่ทำให้เราสามารถจัดทำแผนแม่บทได้ แล้วก็ได้มีข้อสรุปไป เมื่อวันที่ ๑๕ พฤษภาคม เพื่อจะสานต่อกับรัฐบาลภายใต้วาระปฏิรูปเร่งด่วน วาระที่ ๒๗ แล้ว ณ วันนี้ก็จะมาประมวลเรื่อง และจัดทำเป็นร่างพระราชบัญญัติที่จะส่งต่อให้กับรัฐบาลไปยัง สนช. ส่วนประเด็นสุดท้ายก็ต้องขอถือโอกาสนี้ขอบคุณเจ้าหน้าที่ในคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปทางด้านการเมืองและคณะอนุกรรมาธิการของผม แล้วก็ ๓-๔ ชื่อ คนแรกก็ท่าน พลตรี เถกิงศักดิ์ จากกระทรวงกลาโหมที่เป็นหัวเรือใหญ่ในการช่วยกัน ยกร่างแผนแม่บท แล้วก็มีเจ้าหน้าที่ฝ่ายกฎหมายของสภาต้องคิดว่าเก่งมากชื่อคุณอภิสรา เป็นผู้ชำนาญการทางด้านกฎหมาย แล้วก็ท่าน ผบ. ปรียาภรณ์ ที่ได้ทำงาน แล้วก็มี ผบ. ชูพงศ์ มีผู้ช่วย ผบ. คุณกมลทิพย์ต่าง ๆ เหล่านี้ ก็ต้องขอขอบคุณเจ้าหน้าที่สภาทุกคน อีกอันหนึ่งก็คือแม้กระทั่งฝ่ายประชาสัมพันธ์และโครงการส่งเสริมประชาธิปไตยของ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรที่ได้เชิญให้กระผมได้เข้าไปร่วมทำงาน ร่วมบรรยาย ก็ได้ไปพบปะกับในระดับรากหญ้าอย่างมากมายกว้างขวางในทุกภาคของประเทศ ก็ต้อง ขอขอบคุณมา ณ ที่นี้ด้วย สุดท้ายก็ขอขอบคุณเพื่อนสมาชิก สปท. ทุกคน ผมคิดว่าเรากำลัง สร้างประวัติศาสตร์ให้กับประเทศไทยที่จะเสริมสร้างความเข้มแข็งของการเป็นพลเมือง ในระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นองค์ประมุขเป็นครั้งแรก ผมขอย้ำว่า ในประวัติศาสตร์ไทยที่เราจะสร้างคน พลเมืองที่เข้มแข็งดังที่มิตรประเทศหลาย ๆ ประเทศ แล้วก็ใกล้สุดที่ผมได้เคยกล่าวไว้ก็คือไต้หวัน เกาหลีใต้ เขาได้หลุดพ้นไปกันหมดแล้วด้วย วัฒนธรรมทางการเมือง การส่งเสริมวัฒนธรรมทางการเมือง ขจัดความนึกคิดต่าง ๆ ประเพณี ปฏิบัติที่ไม่ดี ไม่งาม ระบบอุปถัมภ์อะไรต่าง ๆ เหล่านี้ เอาศีล เอาธรรม เอาจริยธรรม มาเป็นตัวตั้ง ในประเด็นนี้ก็ต้องขอขอบคุณผู้นำองค์กรทางศาสนาหลักทั้ง ๕ ศาสนา ของประเทศไทย หรือจะเป็น ๖ ถ้าเผื่อนับแยกทางคาทอลิกออกจากพวกโปรเตสแตนต์ ก็ได้ไปพบหมด แล้วก็ยังให้ความช่วยเหลืออยู่ ส่วนประเด็นสุดท้ายก็มหาวิทยาลัยมหามกุฏ ราชวิทยาลัยกับมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย กำลังร่วมกันในการที่จะยกร่าง หลักสูตรธรรมะสำหรับนิสิตนักศึกษาของ ๒ มหาวิทยาลัยที่จะแสดงว่าหลักธรรมของ พุทธศาสนานั้น สอนให้คนอยู่กับสังคมอย่างไร และไปกันได้กับประชาธิปไตยเป็นอย่างยิ่ง อันนี้ก็พยายามจะทำกับศาสนาอื่น ๆ ด้วย ผมก็ขอถือโอกาสนี้ ขอขอบคุณทุก ๆ ท่านมาด้วย แล้วก็ขอเชิญท่านสมาชิกให้การสนับสนุนกับโครงการที่สำคัญยิ่งของประเทศไทยครับ ขอขอบคุณมากครับ