เฉลิมชัย ชี้ร่างกฎหมายวัฒนธรรมการเมืองต้องเน้นศีลธรรม ปรับบทบาทองค์กรให้เป็นกลาง

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๒๐ · ๑๒ มิถุนายน ๒๕๖๐

เฉลิมชัย เครืองาม หารือร่างกฎหมายว่าด้วยการเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย โดยเน้นย้ำความสำคัญของศีลธรรม จิตสำนึก และสามัญสำนึกของประชาชน พร้อมเสนอให้จัดตั้งองค์กรอิสระในรูปแบบนิติบุคคลเพื่อความเป็นกลางและมีประสิทธิภาพ รวมทั้งแสดงความกังวลต่อการใช้อำนาจสั่งการหน่วยงานอื่น จึงเสนอปรับแก้ร่างกฎหมายให้ใช้คำว่า "ประสาน" แทน "ให้" เพื่อให้สอดคล้องกับกรอบกฎหมายและสามารถปฏิบัติได้จริง

พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม

ขอบคุณท่านประธาน เฉลิมชัย เครืองาม หมายเลข ๓๑ ท่านประธานครับ ผมคิดว่าวันนี้เป็นวันประวัติศาสตร์วันหนึ่งที่สภา สปท. แห่งนี้ได้มีโอกาสพิจารณาเรื่องที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เมื่อครั้งแรกที่ผมเคยฟังทาง คณะกรรมาธิการนำเสนอเรื่องวัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ในครั้งก่อน ๆ หน้านี้ก็ยังไม่นึกว่าท่านจะมีศักยภาพและมี ความสามารถมุ่งมั่นถึงขนาดทำเป็นร่างกฎหมายออกมาได้ ได้มีโอกาสเห็นร่างกฎหมายนี้แล้ว ก็ขอชื่นชมยินดีกับท่าน อ่านแล้วผมคิดว่ากฎหมายฉบับนี้ดู ๆ แล้วน่าจะเป็นกฎหมาย ประกอบรัฐธรรมนูญด้วยซ้ำ เนื้อหาอัดแน่นไปด้วยรูปแบบ แผนการ วิธีการดำเนินงาน เพื่อการพัฒนาวัฒนธรรมทางการเมืองของคนไทย ศัพท์คำว่า วัฒนธรรมทางการเมือง หรือ วัฒนธรรมประชาธิปไตย นั้น ผมได้ยินมานานมากตั้งแต่สมัยผมยังเป็นนักศึกษาแพทย์ บอกว่าทุกหน่วยงาน ทุกองค์กร ทุกองค์การ ทุกคนต้องมีวัฒนธรรม วัฒนธรรมนั้นถ้าแปลง่าย ๆ ก็คือ วัฒนะ คือสิ่งที่เจริญ สิ่งที่รุ่งเรือง สิ่งที่ก้าวหน้า ผมก็มา นั่งคิดย้อนหลังว่าตั้งแต่ผมเรียนหนังสือชั้นประถมศึกษา มัธยมศึกษา มหาวิทยาลัย จนกระทั่งถึงขณะนี้ทำงานมาพอสมควรจนอายุ ๖๐ กว่าปีนั้น ผมเห็นโดยเฉพาะ วัฒนธรรมทางการเมืองของคนไทยงอกเงย งอกงามเพียงไร อย่างไรหรือไม่ แต่ ๘๕ ปี ของการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขนั้น ต้องบอกว่ามีคำ ๒ คำที่ผมเคยได้ยิน คนพูดเปรียบเปรยแล้วผมก็หดหู่ใจแต่ผมก็ไม่ได้เห็นด้วยทั้งหมด เขาบอกว่าถ้าจะพูดว่า วัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยของคนไทยนั้นให้พูดคำว่า หายนะธรรม ดีกว่า แรงไปถึงขนาดนั้น คนที่พูดนั้นเป็นพระสงฆ์ด้วย ถ้าเป็นคนธรรมดาเพื่อน ๆ อายุไล่เลี่ยกันผมคง จะตบปากท่านไปแล้ว แต่นี่เป็นพระสงฆ์องค์เจ้า ผมกลับมองว่าถึงแม้วัฒนธรรมทางการเมือง ของคนไทยนั้นจะมิได้งอกเงย งอกงามมากเพียงไรก็ตาม แต่ไม่ถึงขั้นเป็นหายนะหรือเป็นวิบัติ ไม่อย่างนั้นประเทศไทยคงไม่อยู่รอดปลอดภัยมา ๘๕ ปีจนปัจจุบันนี้ มีองคาพยพ บางอย่าง มีปัจจัยบางอย่างเข้ามาแทรกซ้อนต่างหากที่ทำให้สังคม วัฒนธรรมทางการเมือง ของไทยนั้นไม่ได้เจริญก้าวหน้าอย่างที่ควรจะเป็น มีคำ ๓ คำที่ผมคิดขึ้นมาได้เร็ว ๆ คนไทย จะต้องประกอบด้วย ๓ อย่าง ๓ สิ่งนี้ที่เกี่ยวกับสติปัญญา เกี่ยวกับความคิดอ่าน คำแรก คือคำว่าจิตใต้สำนึก คำที่ ๒ คือคำว่าจิตสำนึก และคำที่ ๓ คำว่าสามัญสำนึก จิตใต้สำนึกคือ ซับคอนเชียส (Subconscious) จิตสำนึกคือคอนเชียส (Conscious) และสามัญสำนึกคือ คอมมอนเซนส์ (Common Sense) ถ้าผมจะเปรียบวัฒนธรรมทางการเมืองนั้นควรจะแทรก อยู่ในทั้ง ๓ ระดับ มิใช่จิตใต้สำนึก คิดรักในคนดี คิดรักในสิ่งที่ดีงาม ชอบในความดีความงาม แต่เมื่อถึงเวลาปฏิบัติจริงแล้วสามัญสำนึกคือคอมมอนเซนส์ (Common Sense) มาโดยอัตโนมัติว่าครอบครัวยากจน ที่บ้านไม่มีเงินซื้อข้าวสารกรอกหม้อเลยใช้คอมมอนเซนส์ (Common Sense) เดี๋ยวนั้นว่าเขาให้ ๕๐๐ บาทก็เอา เกิดการซื้อสิทธิขายเสียงขึ้น การพัฒนาวัฒนธรรมทางการเมืองจะต้องทำในทุกระดับ ทั้งจิตใต้สำนึก จิตสำนึก และสามัญสำนึก ประชาธิปไตยของไทยถึงจะอยู่รอดปลอดภัย ได้มีผู้กล่าวถึง ท่านพุทธทาสภิกขุ ผมจดเอาไว้นานแล้วคำกล่าวของท่านพุทธทาสภิกขุเกี่ยวกับ เรื่องประชาธิปไตยนั้นผมชอบเป็นอย่างยิ่ง ท่านกระทบกระแทกฝรั่งหัวแดงได้อย่างเจ็บแสบมาก ท่านใช้คำว่า ประชาธิปไตยต้องมีศีลธรรมเป็นรากฐาน ไม่อย่างนั้นจะเป็นประชาธิปไตยไม่ได้ ที่พูดกันว่าประชาธิปไตยดีกว่าระบบอื่นนั้นก็พูดกันไปตามฝรั่งอย่างท่านว่า ประชาธิปไตยนี้ เพื่อประชาชน ของประชาชน โดยประชาชน แต่ลืมพูดไปว่าที่นี่มีศีลธรรม ประโยคถัดไป สำคัญที่สุด เมื่อไม่มีศีลธรรมเป็นพื้นฐานแล้วระบบประชาธิปไตยจะเป็นระบบ ที่เลวร้ายที่สุด ผมจะไม่บอกว่าจริงหรือไม่จริงประการใด แต่ปราชญ์ทางพุทธศาสนา ท่านกล่าวเอาไว้นานแล้ว และคนไทย สถาบันการศึกษาหลายแห่งเอาคำประโยคนี้ไปสอน เมื่อครั้งผมเคยเข้าหลักสูตรผมก็เคยได้ยินคำกล่าวทำนองนี้

คราวนี้มาถึงร่างกฎหมายที่ทางกรรมาธิการท่านได้กรุณาจัดทำมา ผมต้องขอขอบคุณแล้วก็เห็นว่าเป็นพัฒนาการทางการเมืองอย่างหนึ่งที่มีการคิดถึง เรื่องการส่งเสริมวัฒนธรรมทางการเมือง เอกสารที่ผมมีอยู่นี้มีร่างกฎหมายอยู่อีก ๒ ฉบับ มีความต่อเนื่องกันมาฉบับละ ๑๐ ปีเป็นอย่างน้อย ฉบับแรก ปี ๒๕๔๑ พระราชบัญญัติสถาบันพระปกเกล้า ผ่านมาอีก ๑๐ ปี ปี ๒๕๕๑ พระราชบัญญัติสภาพัฒนาการเมือง และนี่ผ่านมาอีกประมาณ ๑๐ ปี เรากำลังจะมี พระราชบัญญัติการเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย ๒ อันแรกคือ สถาบันพระปกเกล้าและสภาพัฒนาการเมืองนั้น ผมไปศึกษาประวัติความเป็นมาของเขา โดยตลอด ๑๐ ปี ๒๐ ปีย้อนหลังว่ามีความเป็นมาอย่างไร เริ่มโดยใคร มีแนวคิด มีปรัชญา วิธีคิดอย่างไร หนีไม่พ้นเรื่องการพัฒนาการเมือง และ ๑ ในพัฒนาการเมืองที่เขาคิดคือ พัฒนาการเมืองเป็นวงกลมวงใหญ่ ในวงกลมอีกวงหนึ่งที่ซ้อนอยู่ข้างในนั้นคือการส่งเสริม วัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย ถามว่าเรามีกฎหมายมาทั้ง ๒ ฉบับนี้ ตลอด ๒๐ ปีที่ผ่านมา มีกฎหมายฉบับหนึ่งเพิ่งจะถูกฉีกทิ้งไปเมื่อไม่กี่เดือนมานี้เอง คือพระราชบัญญัติสภาพัฒนาการเมือง ถูกฉีกทิ้งไปโดยคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ ๗๑/๒๕๕๙ ลงพระราชกิจจานุเบกษา วันที่ ๑๓ ธันวาคม ๒๕๕๙ ให้ยกเลิกกฎหมาย ๓ ฉบับ คือ พระราชบัญญัติสภาพัฒนาการเมือง พระราชบัญญัติสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และพระราชบัญญัติปฏิรูปกฎหมาย ถามว่าสภาพัฒนาการเมืองเขามีหน้าที่สำคัญอย่างไร ต้องบอกว่ารากฐานการเมืองในระดับชุมชนในระดับรากหญ้านั้นส่วนหนึ่ง ๑๐ ปีที่ผ่านมา มีการพัฒนา มีวิวัฒนาการที่ดีขึ้นพอสมควร ท่านอดีตรองประธานสภาพัฒนาการเมือง ได้กล่าวเมื่อสักครู่นี้ผมต้องชื่นชมท่าน การพัฒนาทางการเมืองนั้นส่วนหนึ่งเป็นการพัฒนา ในระดับรากฐานที่มีพัฒนาการมาพอสมควร แต่มีอุปสรรคขัดขวางหลายอย่างที่ผมไม่มีเวลา จะกล่าวถึง แต่อันหนึ่งที่เห็นมีความก้าวหน้ามีพัฒนาการที่เจริญงอกงามคือสถาบันพระปกเปล้า ผมได้อ่านร่างกฎหมายนี้โดยละเอียดแล้ว มีรูปแบบมีอะไรหลายอย่างที่ผมขออนุญาตนำเสนอ ทางกรรมาธิการท่านช่วยกรุณาไปคิดปรับปรุงเพื่อให้การส่งเสริมหรือการสร้างเสริมวัฒนธรรม ทางการเมืองนั้นประสบความสำเร็จให้ได้ในอนาคต รูปแบบของสถาบัน หน่วยงาน หรือองค์กร ที่ทำหน้าที่นี้จะต้องมีความอิสระ จะต้องมีความเป็นกลาง แต่การที่ท่านเขียนเอาไว้ ในร่างกฎหมายให้เป็นหน่วยงานราชการขึ้นอยู่ในสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร พูดง่าย ๆ ก็คือเป็นข้าราชการ ยกเว้นกรรมการอีกต่างหาก หน่วยงานนี้เป็นระบบบริหาร โดยระบบข้าราชการ ถ้าเปรียบเทียบกับสถาบันพระปกเกล้า ท่านประธานครับ สถาบันพระปกเกล้านั้นมีสถานะเป็นนิติบุคคล กฎหมายเขียนเอาไว้ในมาตรา ๕ ของพระราชบัญญัติสถาบันพระปกเกล้า ให้จัดตั้งสถาบันขึ้นเรียกว่าสถาบันพระปกเกล้า และให้สถาบันนี้เป็นนิติบุคคลอยู่ในกำกับดูแลของประธานรัฐสภา อันนี้มีความสำคัญครับ คำว่านิติบุคคลนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งกับการปฏิบัติภารกิจที่ต้องเขียนเอาไว้ในหน้าที่ ทั้งหมดของสำนักส่งเสริมวัฒนธรรมทางการเมืองระบอบประชาธิปไตย เพราะเขามีหน้าที่ ในการที่จะไปประสาน ติดต่อหน่วยงานทั้งหมด องคาพยพทั้งหมดในระบบราชการ ที่อยู่นอกสภา กระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ รัฐวิสาหกิจต่าง ๆ องค์กรอิสระต่าง ๆ แต่การที่จะ ให้เป็นหน่วยงานราชการแล้วติดอุปสรรค ระเบียบวินัยหลายอย่าง ก.ร. เขาจะอนุญาตไหม แล้วต้องเสนอตามสายงานบังคับบัญชาขึ้นไป กว่าจะออกเอกสารจดหมายแต่ละฉบับไป ติดต่อหน่วยงานภายนอกได้ ไม่ได้ง่ายเลย เพราะฉะนั้นมีผู้อภิปรายเสนอไว้พอสมควรแล้ว ผมคิดว่าท่านกรุณารับไปปรับตรงนี้ที่จะให้หน่วยงานที่มีหน้าที่ขับเคลื่อนตรงนี้เป็นหน่วยงาน ที่เป็นองค์กรอิสระ เป็นสถาบันที่เป็นนิติบุคคล คำว่านิติบุคคลนั้นจะช่วยคุ้มครองให้เขา สามารถติดต่อภารกิจต่าง ๆ ได้ทั้งหมด

ประเด็นสุดท้ายที่ขออนุญาตนำเสนอท่านประธานและฝากท่านกรรมาธิการ ช่วยกรุณาพิจารณาด้วย ร่างกฎหมายของท่านผมเป็นห่วงหมวด ๒ หมวด ๒ ในร่างกฎหมาย ที่ท่านเขียนมานั้นเป็นการขับเคลื่อนการสร้างเสริมวัฒนธรรมทางการเมือง ผมมีความหนักใจ และมีความกังวลเป็นอย่างยิ่งที่ภารกิจงานต่าง ๆ ที่หน่วยงานกรรมการและสำนักงาน ส่งเสริมวัฒนธรรมทางการเมืองจะทำนั้นเป็นหน่วยงานที่ต้องประสานติดต่อภายนอก แต่ในร่างกฎหมายมันติดขัดที่วิธีการเขียนกฎหมาย ท่านประธาน ผมฝากกรรมาธิการนะครับ เกือบทุกมาตราท่านเขียนไว้ให้หน่วยงานที่มีหน้าที่สร้างเสริมวัฒนธรรมทางการเมือง เหมือนมีอำนาจไปสั่งหน่วยงานอื่นได้เกือบทั้งหมดเลย สั่ง กสทช. เพราะท่านใช้คำว่า ให้ ให้มีการเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองและระบอบประชาธิปไตย ให้ดำเนินการ จัดทำหลักสูตร ให้รัฐสภา ให้กระทรวงศึกษาธิการ ให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง ให้ กสทช. ต่าง ๆ เหล่านี้เป็นต้น ผมถามว่าท่านเอาอำนาจหน้าที่อะไรไปสั่งหน่วยงานต่าง ๆ อื่นทั้งหมด ให้เขาปฏิบัติได้ ถึงขนาดให้ กสทช. จัดให้มีรายการวิทยุโทรทัศน์ ๑ ช่องให้กับหน่วยงานนี้ ผมถามว่าไปสั่ง กสทช. เขาได้หรือ เขาก็มีพระราชบัญญัติ เขามีคณะกรรมการที่เป็นอิสระ ของเขาที่จะดูแลในเรื่องนี้ เพราะฉะนั้นผมมาดูกฎหมายอื่น ๆ เขาใช้คำว่าอะไร เขาใช้คำว่า ประสาน อย่างสถาบันพระปกเกล้ามีวัตถุประสงค์ มีอำนาจหน้าที่ประสานกับหน่วยงาน อื่น ๆ ด้านนโยบายเพื่อการพัฒนาประชาธิปไตย เป็นต้น งานพวกนี้ต้องใช้การประสาน ต้องใช้การติดต่อ ต้องมีคอนเนกชัน (Connection) แล้วก็ต้องมีกฎหมายคุ้มครองอนุญาต ให้เขาทำได้ เพราะฉะนั้นผมฝากตรงนี้ว่าจากการที่จะเขียนให้มีลักษณะของการไปสั่งคือ ให้กระทรวงศึกษาธิการทำอย่างโน้นอย่างนี้ ให้รัฐสภาทำอย่างนี้ ถามว่ามาสั่งรัฐสภา ได้หรือครับถึงแม้ว่าประธานของคณะกรรมการชุดนี้คือประธานรัฐสภา แต่ระบบการบริหาร ต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าหน่วยงานที่บริหารด้วยกฎหมายเฉพาะของตัวเอง และมีคณะกรรมการของตัวเอง เพราะฉะนั้นทั้งหมดเกือบทุกมาตราผมเห็นด้วย เพียงแต่ว่า ปรับแก้ในวิธีการเขียนกฎหมายเพื่อให้สามารถมีสภาพบังคับ แล้วก็สามารถปฏิบัติให้บรรลุ วัตถุประสงค์ของหน่วยงานนี้ได้ในอนาคต ขอบพระคุณครับ