ถวิลวดี ชี้ประชาธิปไตยยังไม่ฝังราก หวั่นทุนสังคม-ธรรมาภิบาลอ่อน

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๒๐ · ๑๒ มิถุนายน ๒๕๖๐

ถวิลวดี บุรีกุล หารือถึงความจำเป็นในการเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองแบบประชาธิปไตย โดยชี้ปัญหาขาดความเชื่อมั่นในสถาบันการเมือง ขาดธรรมาภิบาลและทุนทางสังคม พร้อมเสนอให้ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของพลเมืองและการยอมรับความหลากหลายทางความคิดเพื่อหลีกเลี่ยงการแตกแยก

นางถวิลวดี บุรีกุล

กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ และท่านสมาชิกที่เคารพ ดิฉัน ถวิลวดี บุรีกุล สมาชิกหมายเลข ๖๑ ดิฉันต้องขอขอบคุณ ทางคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศ ที่ให้ความสำคัญกับเรื่องของการเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมือง ที่สำคัญก็คือ เป็นวัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย ต้องถือว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญมาก แล้วก็ควรจะดำเนินการอย่างจริงจัง แต่ประเด็นแรก ทำไมเราต้องมาทำเรื่องนี้กัน อาจจะ เพราะว่าปัญหาเรื่องของกระบวนการสร้างประชาธิปไตย อะไรคือประเด็นปัญหา เรื่องของประชาธิปไตยในประเทศเรา อะไรเป็นเครื่องบ่งชี้ว่าประชาธิปไตยยังไม่ฝังราก ในประเทศไทย นั่นคงเป็นเหตุผลว่าคณะกรรมาธิการชุดนี้ได้นำเรื่องนี้ขึ้นมา ประเด็นแรก สิ่งที่บอกได้ว่าประชาธิปไตยยังไม่ฝังรากในประเทศไทยเพราะว่าคุณภาพของประชาธิปไตย ดูได้จากการมีธรรมาภิบาลซึ่งประกอบไปด้วยหลักนิติธรรม คุณธรรม โปร่งใส สำนึกรับผิดชอบ การมีส่วนร่วมและคุ้มค่า เป็นต้นนั้นอาจจะยังไม่เกิดขึ้นในประเทศนี้ นอกจากนี้ประสิทธิภาพ ในทางการเมืองเราอาจจะยังไปไม่ถึงไหน นั่นก็คือโพลิทิคัลเอฟฟิเคซี (Political Efficacy) ซึ่งเป็นเรื่องที่ประชาชนทุกคนคิดว่าตัวเองนั้นสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงประเทศนี้ได้ ไม่ได้เป็นพลเมืองที่เฉื่อยชาอีกต่อไป เรื่องนี้อาจจะเป็นเรื่องที่ทำให้เรายังไม่มีวัฒนธรรม ทางการเมืองที่พึงประสงค์ก็ได้ นอกจากนี้เรื่องทุนทางสังคมของเราอาจจะยังไม่มาก เหมือนที่โรเบิร์ต พัตนัม เขาบอกว่าประชาธิปไตยที่ดีก็ต้องมีทุนทางสังคมที่ดี ที่มาก ก็คือ การเป็นประชาธิปไตยที่ประกอบได้ด้วยผู้คนที่มีเครือข่ายทำงานร่วมกันได้ และมีความเชื่อมั่น ในสถาบันการเมืองที่มาด้วยวิถีประชาธิปไตยสูง แต่บังเอิญสถาบันการเมืองที่มาจาก กระบวนการประชาธิปไตยนั้นได้รับความเชื่อมั่นในระดับที่น้อยมากโดยเฉพาะพรรคการเมือง ก็อาจจะเป็นประเด็นหนึ่งที่ทำให้เราต้องหันมามองว่าเราจะสร้างวัฒนธรรมทางการเมือง แบบประชาธิปไตยกันอย่างไร แล้วนอกจากนี้เรายังไม่ค่อยให้ความสำคัญกับการรวมตัวกันเพื่อที่จะทำงานเพื่อชาติเพื่อเมือง นั่นคือภาคประชาสังคม ซึ่งประชาชนนั้นได้มีความพยายามอย่างมากที่จะรวมตัวกัน ที่จะทำงานตรงนั้นไปไกลแล้ว นอกจากนี้ในเรื่องของความแตกต่างในทางการเมือง เราต้องสามารถยอมรับกันได้ ที่เรียกว่าโพลิทิคัลคลีเวจ (Political Cleavage) เกิดขึ้นได้ แตกต่างทางความคิดเกิดขึ้นได้ แต่อย่าให้แตกแยกและแตกหักจนกระทั่งถึงแตกสลาย ที่เกือบจะเกิดขึ้นในประเทศไทย ตรงนี้ก็เป็นประเด็นหนึ่ง แล้วเราจะทำอย่างไร ดิฉันคิดว่า ปัญหาเหล่านี้ทำให้เกิดการยึดมั่นกับสถาบันการเมืองจนเราไม่สามารถจะแก้ปัญหาได้ เมื่อเหตุการณ์บ้านเมืองถึงยามวิกฤตเราไม่สามารถที่จะหาทางออกได้ เพราะว่าประชาชน ยึดมั่นกับวัฒนธรรมทางการเมืองแบบเดิม ๆ ก็คือยึดมั่นกับสถาบันการเมืองที่เขาคิดว่า สามารถที่จะแก้ปัญหาได้ทุกเรื่อง นี่คือความไม่ยืดหยุ่น นั่นเองการเมืองภาคพลเมือง ถึงมีความจำเป็นมาก นอกจากนี้เวลาเกิดปัญหาความขัดแย้งก็แก้ปัญหาได้ช้ามาก ทำให้ สุดท้ายต้องมีกลไกอื่น ๆ เข้ามาช่วยแก้ แล้วพอถึงเวลาจริง ๆ ประชาชนทุกคนชี้นิ้วออก นั่นเองความไม่มีวัฒนธรรมทางการเมืองแบบประชาธิปไตยก็คือสังคมที่ชี้นิ้วออกให้คนอื่น มาช่วยแก้ปัญหา และสุดท้ายวัฒนธรรมทางสังคมของเราหรือเปล่าที่อาจจะจำกัดความก้าวหน้า ของวัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย นั่นคือวัฒนธรรมแบบอุปถัมภ์ เมื่อเป็นเช่นนี้เราจะทำอย่างไร หรือเราจะปล่อยให้เป็นระบบเผด็จการที่เรียกว่ามีการแข่งขัน แล้วบอกว่าเป็นประชาธิปไตย เราดูได้จากการกีดกันคนกลุ่มน้อยออกจากสังคม เราดูได้ จากการมีช่องทางการแสดงออก ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเป็นการเสริมสร้างการเมืองภาคพลเมือง ไปในตัว ซึ่งดิฉันอยากจะให้การเขียนกฎหมายใหม่นี้นำไปสู่สังคมที่เป็นแบบนั้น ตอนนี้สิ่งที่ เกิดขึ้นกับสังคมไทยเป็นอย่างไร ก็คือความห่วงกังวลของประชาชนไม่ได้ถูกสะท้อนขึ้นมา ในนโยบายต่าง ๆ หรือข่าวต่าง ๆ ก็ถูกกลบโดยข่าวที่สร้างขึ้น สื่อไม่ใช่ช่องทางที่จะช่วยกัน ตรวจสอบอำนาจรัฐอีกต่อไป แล้วในที่สุดการเมืองก็ถูกชักนำโดยสื่อ ซึ่งตรงนี้เป็นเรื่องที่ สำคัญมาก แล้วใครสาดโคลนคนอื่นได้มากที่สุดคนนั้นเป็นผู้ชนะ นี่คือสังคมที่ไร้วัฒนธรรม ทางการเมืองแบบประชาธิปไตย เพราะเราไม่สามารถที่จะคิดวิเคราะห์ได้ เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็กลายเป็นการเมืองที่ไร้ผู้แทนของเขา เราไม่มีผู้แทนที่เป็นของเราอีกต่อไป เมื่อเป็นเช่นนี้ จะทำอย่างไร นั่นคือสิ่งที่ดิฉันคิดว่าทางกรรมาธิการชุดนี้พยายามที่จะออกแบบการสร้าง ประชาธิปไตยแบบใหม่ ดิฉันเห็นด้วยในหลายเรื่องว่าวัฒนธรรมทางการเมืองเป็นเรื่องสำคัญ ดิฉันได้ทำการศึกษาและพบว่าประเทศไทยมีระบบของวัฒนธรรมทางการเมืองที่แตกต่างกันอยู่ เป็นวัฒนธรรมแบบเดิม กับเป็นวัฒนธรรมแบบใหม่ วัฒนธรรมแบบเดิมที่เรียกว่าโมเดิร์นนิซึม (Modernism) วัฒนธรรมแบบมุ่งเน้นการเป็นวัฒนธรรมประชาธิปไตยแบบก้าวหน้า กับการเป็น ประชาธิปไตยแบบขนบธรรมเนียมประเพณี ซึ่งคนไทยก็มีทั้ง ๒ แบบ แล้วส่วนหนึ่งที่อยู่ ตรงกลาง ๆ ก็คือเน้นชุมชน คราวนี้มาถามว่าวัฒนธรรมที่เราอยากจะสร้าง สร้างได้ด้วย การสอน ๑ ๒ ๓ ๔ หรือว่าไปจัดหลักสูตรแล้วเรียนตามนั้น ๑ ๒ ๓ ๔ เอาวิทยากรไปถ่ายทอด ๑ ๒ ๓ ๔ ให้ทำแบบนั้นจะทำได้หรือไม่ ดิฉันคิดว่าไม่ได้ เอดูเคชัน (Education) เป็นสิ่งสำคัญ ที่จะต้องสร้าง แต่ว่าไม่ใช่ทั้งหมดที่จะนำไปสู่วัฒนธรรมประชาธิปไตยที่เราพึงปรารถนา เรามีหลักสูตร เราพยายามที่จะทำหลักสูตรนั้นให้เป็นจริงแล้วก็เอาไปสอนในโรงเรียน แต่ถามว่าคนสอนมีวัฒนธรรมแบบประชาธิปไตยหรือไม่ เราจะเอาไว้ที่สภา เราจะให้สภา เป็นตัวกลางในการที่จะถ่ายทอดเรื่องนี้ออกไป แต่ถามว่าสภามีงานน้อยไปหรืออย่างไร นี่ก็เป็นประเด็น แล้วนอกจากนี้การสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อที่เรียกว่าเอนาบลิงเอนไวรอนเมนต์ (Enabling Environment) ข้อมูลข่าวสารเราเปิดเผยสู่สาธารณชนได้มากน้อยแค่ไหน เพื่อที่จะเสริมสร้างให้ภาคส่วนต่าง ๆ ได้เข้ามาใช้ประโยชน์ ตลอดจนกฎหมายที่เอื้อให้ ประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมได้เปิดกว้างแค่ไหน ตลอดจนสภาพแวดล้อมเช่นเวทีสาธารณะ ที่เรียกว่าพับบลิกสเปซ (Public Space) ได้เปิดให้เขามากน้อยแค่ไหน จนกระทั่ง พับบลิกสเปซ (Public Space) นั้นกลายเป็นเพลซ (Place) ที่ถาวรที่ทำให้ประชาชน สามารถที่จะใช้ประโยชน์ร่วมกันได้มีมากน้อยแค่ไหน ดิฉันคิดว่ายังไม่ไปถึงตรงนั้นเลย กฎหมายฉบับนี้แค่สร้างให้มีเอดูเคชัน (Education) คืออี (E) ตัวแรก แต่ไม่ไปถึงเอนาบลิง เอนไวรอนเมนต์ (Enabling Environment) แล้วสุดท้ายก็ยังไปไม่ถึงเอ็มเพาเวอร์เมนต์ (Empowerment) ที่เรียกว่าการเปิดโอกาสหรือการกระจายโอกาส การกระจายอำนาจ ก็ไม่ได้มี ดิฉันคิดว่าช่องทางที่ง่ายที่สุดในการเสริมสร้างวัฒนธรรมประชาธิปไตยก็คือการกระจายอำนาจ เพราะว่าเขาสามารถที่จะช่วยเหลือตัวเองได้ในพื้นที่ของเขา แต่ว่าทำอย่างไรถึงจะให้ มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล สุดท้ายดิฉันอยากจะคอมเมนต์ (Comment) เล็กน้อย ในเรื่องของคณะกรรมการ หน้า ๗ นี่นะคะ กรรมการที่มาด้วยวิธีต่าง ๆ เยอะแยะ รวมทั้ง ผู้ทรงคุณวุฒิ ดิฉันก็ไม่แน่ใจว่าจะทำให้เกิดการเสริมสร้างวัฒนธรรมประชาธิปไตยได้อย่างไร เพราะว่ากรรมการเหล่านี้ต้องไปทำโน่นทำนี่ ต้องไปเขียนหลักสูตรโน่นนี่ แต่ดิฉันมองไม่เห็น ผู้ที่เป็นตัวแทนของประชาชน ประชาสังคม และองค์กรพัฒนาเอกชน ซึ่งเขาก็มีความรู้ และมีความก้าวหน้าในการเสริมสร้างวัฒนธรรมแบบประชาธิปไตย แต่ว่าไม่มี เพราะท่าน ไปให้ความสำคัญกับบางสายและวิชาการมากเสียจนไม่มีรูปแบบของแพร็กทิชันเนอร์ (Practitioner) หรือผู้ปฏิบัติ มีแต่คนที่จะไปสอนคนอื่น ๑ ๒ ๓ ๔ แต่ผู้ปฏิบัติจริงไม่มี เพราะฉะนั้นวัฒนธรรมทางการเมืองจะเกิดขึ้นไม่ได้ด้วยการสอน ๑ ๒ ๓ ๔ แต่เกิดขึ้นได้ด้วย การแพร็กทิซ (Practice) เพราะฉะนั้นต้องมีการสร้างอะแวร์เนส (Awareness) และนำไปสู่ การปฏิบัติได้จริง ต้องผ่านกระบวนการเรียนรู้หรือกระบวนการกล่อมเกลาทางสังคม ซึ่งตรงนี้ดิฉันคิดว่าเรายังไปไม่ถึง เพราะฉะนั้นวัฒนธรรมทางการเมืองตรงนี้ต้องสร้าง และประชาธิปไตยไม่ใช่แค่การหย่อนบัตร ๔ วินาทีแล้วจบ แต่ประชาธิปไตยเป็นทั้งมีนส์ (Means) และเอนด์ (End) และประชาธิปไตยมีทั้งกระบวนการและมีทั้งสาระ กระบวนการ ของมันที่จะต้องสร้างคือให้คนมีส่วนร่วมในทางการเมือง ต้องให้มีหลักนิติธรรม ต้องให้มี หลักคุณธรรม ต้องให้มีอะไรอีกเยอะแยะที่จะต้องทำ แต่ว่าทำอย่างไรมีแล้วต้องไปปฏิบัติ แล้วนอกจากนี้วัฒนธรรมทางการเมืองที่นำไปสู่วิถีประชาธิปไตยที่แท้จริงต้องมีสาระ สาระที่แท้จริงก็คือการสร้างธรรมาภิบาลที่ท่านนายกรัฐมนตรีพยายามสอบถามว่าแล้วเรา จะมีธรรมาภิบาลกันหรือไม่ตรงนั้นเป็นเรื่องที่สำคัญมาก สำคัญที่สุดก็คือคำนึงถึงฮิวแมน ไรต์ แอนด์ ฮิวแมน ดิกนิตี (Human Rights and Human Dignity) คือศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิมนุษยชน ซึ่งทำอย่างไรเราถึงจะสร้างผู้คนที่คำนึงถึงศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ และให้เกียรติผู้อื่น เราสร้างพลเมือง แต่เราไม่มองคนอื่นเป็นพลเมืองเพราะเราให้เขา ทำแต่หน้าที่แต่เราไม่ให้สิทธิเขาโดยเฉพาะสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร และบางคน ก็ไม่มองตัวเองเป็นพลเมืองเพราะเรียกร้องแต่สิทธิ แต่ไม่เคยทำหน้าที่ เพราะฉะนั้นดิฉัน ต้องขอขอบคุณกรรมาธิการที่พยายามจะสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองแบบวิถีประชาธิปไตย ที่แท้จริงให้เกิดขึ้นในประเทศไทย และหวังว่าคงจะนำสิ่งที่ดิฉันเสนอนี้ไปสู่การแก้ไขด้วยนะคะ ขอบพระคุณค่ะ