นิกร จำนง หารือเรื่องการปฏิรูปการเมืองในประเทศไทย โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการปฏิรูปการเมือง เพื่อแก้ไขปัญหาการเมืองที่มีอยู่มาอย่างยาวนาน และเพื่อให้ประเทศไทยมีการเมืองที่มีความยุติธรรมและเสมอภาค นิกร จำนง เสนอการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างกรรมการและความสมบูรณ์ของสภาพัฒนาการเมือง โดยเรียกร้องให้ใส่ภาคประชาชนเป็นกรรมการในบอร์ด และให้ประชาชนเป็นคอนเนกเตอร์ เพื่อให้ภาคประชาชนที่เป็นองค์กรอยู่แล้วได้รับการยอมรับและเข้ามาอยู่ในบอร์ด นิกร จำนง ยืนยันว่ากฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายที่ดีที่สุดเท่าที่สามารถทำได้ภายในเวลาจำกัด และสนับสนุนให้ส่งกฎหมายฉบับนี้เข้าไปในกระบวนการปรับปรุงกฎหมายอย่างเร่งด่วน
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผมเองมีความจำเป็นจะต้องให้ความเห็นต่อประเด็นนี้ ผมไม่ได้เป็นอนุกรรมาธิการ ไม่ได้เป็นผู้ชี้แจง แต่ว่าผมมีความเข้าใจเรื่องนี้อยู่บ้าง เรื่องวัฒนธรรมประชาธิปไตย ถ้าผมจะถามว่าขณะนี้เรามั่นใจกันหรือไม่ว่าการเมืองหลังจาก ยึดอำนาจกันมาร่วม ๆ ๔ ปีจะกลับไปที่ที่ดี สถานการณ์จะดี ความขัดแย้งจะมีไหม การเมืองจะนิ่งไหม จะลงตัวไหม ไม่มีใครมั่นใจเลย ผมเองอาจจะมีวาระนี้วาระหนึ่ง แล้ววันพรุ่งนี้ก็เรื่องศาสตร์พระราชาที่รับผิดชอบอยู่ แล้วก็มีเรื่องปฏิรูประบบรัฐสภาอีกเรื่องหนึ่ง หลังจากนั้นปลายเดือนก็จะขอลาออกเพื่อไปทำหน้าที่ทางด้านโน้นต่อไป ผมไม่ได้หวั่นใจ อะไรหรอก แต่ไปด้วยความไม่มั่นใจว่าการเมืองข้างหน้าจะเป็นอย่างไร เพราะจนถึงขนาดนี้ เราใช้เวลามา เราอาจจะทำโน่นทำนี่ทำนั่นไปได้เยอะแยะ ปฏิรูปไปได้เยอะแยะ แต่ถ้าเรื่องนี้ เราไม่ปฏิรูป รับประกันได้ว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นการเมืองอาจจะช่วยเรื่องราว ของประเทศได้ไม่มาก แต่เวลาสร้างปัญหานี่สร้างได้มาก เราอยู่กับมัน ๑๐ ปีแล้ว อีก ๒ ปี แล้วจะต่อไปผมยังมองว่าเงื่อนปมต่าง ๆ ไม่ได้รับการแก้สักเท่าไรเลย นี่มองแบบตรงไปตรงมา เพื่อจะฝากความเห็นไว้ จนกระทั่งรัฐธรรมนูญเองนำประเด็นในการปฏิรูปเอาไว้เป็นข้อแรก ข้อแรกที่ว่าซึ่งก็ต้องขอบคุณท่านประธานเสรี แล้วก็อยากจะเรียนว่าเป็นความดีความชอบ ของคณะกรรมาธิการด้านการเมือง คือเราเสนอไป กรธ. เรากดดันหนักมาต่อปัญหาเรื่องนี้ และปรากฏว่าในการปฏิรูปมาตรา ๒๕๘ ก็คือเรื่องด้านการเมืองเป็นเรื่องแรกในการปฏิรูป ไม่ใช่ใน ๕ ปีนะครับ ต่อเนื่องไป เพราะเห็นปัญหาว่าไพรออริตี (Priority) นี้เป็นไพรออริตี (Priority) แรก สร้างปัญหาได้เยอะกับประเทศ พัฒนาก็ได้เยอะ เราจะเห็นว่าในรัฐธรรมนูญเอง มีความจำเป็นอย่างมากที่จะต้องทำเรื่องนี้ก็คือว่า ด้านการเมืองหนึ่งเรามาดูว่าตรงนี้ สัมพันธ์กับชุดนี้อย่างไร ที่ท่านสมาชิกบอกว่าเหมือนเป็นกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ จริง ๆ เหมือนจะใช่ในหลักการ บอกว่าในข้อ ๑ ให้ประชาชนมีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง เกี่ยวกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีส่วนร่วมในการดำเนินกิจกรรมทางการเมือง รวมตลอดทั้งการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ รู้จักยอมรับในความเห็นทางการเมืองโดยสุจริตที่แตกต่างกัน ให้ประชาชนใช้สิทธิเลือกตั้ง และออกเสียงโดยอิสระปราศจากการครอบงำไม่ว่าทางใด ข้อ ๒ เป็นเรื่องพรรคการเมือง ข้อ ๓ เป็นเรื่องพรรคการเมือง ข้อ ๔ และข้อ ๕ เป็นเรื่องความปรองดอง ผมเคยคุยกับ ท่านรองนายกรัฐมนตรีว่ายกร่างรัฐธรรมนูญ ผมคุยกับ กรธ. ว่าเราเขียนเรื่องตำรวจ เรื่องตำรวจสำคัญ เรามีกรรมการ เรื่องเศรษฐกิจสำคัญ เรามีกรรมการ แล้วก็เรื่องการศึกษา สำคัญ เรามีกรรมการอิสระ เรื่องการเมืองสำคัญที่สุดที่จะทำให้เกิดปัญหากับประเทศ มากที่สุด เราไม่มีกรรมการเลย เรามีแต่เขียนลอยไว้เป็นข้อแรก ไพรออริตี (Priority) แรก เป็นความสำคัญลำดับแรก แต่เราไม่มีใครมารับผิดชอบเลย แล้วเรื่องนี้เราจะให้ใครทำ ดังนั้นสิ่งที่ต้องนำเสนอขึ้นมาในวันนี้ก็คืออย่างไรก็ตามจะต้องมีกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่ง คอยดูแลเรื่องนี้ จะดีจะชั่วอย่างไรไม่มีไม่ได้ เพราะสิ่งที่รอเราอยู่ข้างหน้ามันเป็นปัญหา เดี๋ยวมีการเลือกตั้งแล้วผมเชื่อว่าจะมีการกระทบกระทั่งกันมีปัญหาความรุนแรงก็จะกลับมาอีก เกิดขึ้นแน่ รอเราอยู่แน่ เพราะว่าเราจะปฏิรูปประเทศในชั่วข้ามคืนได้อย่างไร ปัญหามีมาตั้ง ๑๐ ปี ที่จริงปัญหา ๑๐ ปีที่แล้วเป็นปัญหาสั่งสมมาตั้งแต่ปี ๒๔๗๕ แล้ว รากมันลึกมาก เรากำลัง ปกครองในระบอบประชาธิปไตย ท่านที่เคารพครับ ประเด็นปัญหาคือถ้าพูดถึงวัฒนธรรม ผมจะตอบท่านอาจารย์ดุสิต ให้ความเห็นต่อท่าน ไม่ใช่ตอบท่านนะครับว่าทำไมเราใช้ชื่อนี้ จริง ๆ แล้วในหลักการนี้ชื่อวัฒนธรรมทางการเมืองเป็นคำภาษาต่างประเทศ เพราะอย่างที่ ท่านอาจารย์ดุสิต ขออภัยที่เอ่ยนาม บอกว่าวัฒนธรรมเป็นบวก ใช่ของไทยนะครับ แต่จริง ๆ แล้ววัฒนธรรมทางการเมืองเป็นศัพท์อย่างหนึ่งของการพัฒนาการเมือง หลักการสำคัญในเชิงวิชารัฐศาสตร์แล้ว สิ่งสำคัญในประเทศที่จะต้องพัฒนาทุกแบบ ไม่ว่าจะประชาธิปไตยหรือค่ายอื่นก็คือโพลิทิคัลดีเวลอปเมนต์ (Political Development) หรือพัฒนาการทางการเมือง ในนั้นจะมีอะไรบ้าง ก็คือมีวัฒนธรรมทางการเมืองที่อยู่ในนั้น แล้วก็มีคำว่า ที่ดี ด้วยในนั้น แล้วก็การมีส่วนร่วมของประชาชน วัดกันตรงนี้ประชาชน มีส่วนร่วมเท่าไรในเรื่องระบอบประชาธิปไตย มีวัฒนธรรมที่ดีกันอย่างไร ทีนี้วัฒนธรรม ทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยทุกการเมืองมีวัฒนธรรมหมด ของคอมมิวนิสต์ เขาก็มีวัฒนธรรม ในระบอบประชาธิปไตยคือการเคารพ คือการให้เสียงข้างมากเป็นผู้ปกครอง แล้วเสียงข้างน้อยต้องเคารพเสียงข้างมาก เมเจอริตีรูล (Majority Rule) ไมเนอริตีไรต์ (Minority Rights) ปัญหาของเราเกิดขึ้นตรงนี้เองที่แก้ไม่ได้ ผมอยากจะเรียนว่าผมเอง กับสถาบันพระปกเกล้าตอนช่วงเราศึกษาเรื่องการปรองดอง เราได้ไปศึกษาเรื่องนี้ หาแกนกลางของความขัดแย้งในสังคมไทย ปรากฏว่าเรื่องที่เราไม่ได้แก้เลยจนกระทั่ง ถึงปัจจุบันนี้ ไม่ว่าเราจะออกกฎหมายสักเท่าไรก็ตาม รัฐธรรมนูญจะเคร่งครัดขนาดไหนก็ตาม ผมชี้ไว้เลยว่ายังมีปัญหานี้อยู่ยังไม่ได้แก้ แกนกลางหรือใจกลางของความขัดแย้งคืออะไร คือทัศนคติทางการเมืองที่ต่างกัน ในสังคมประชาธิปไตยเราต้องให้เสียงข้างมากปกครอง แล้วต้องเคารพเสียงข้างน้อย เราไม่มีทั้ง ๒ อย่าง ลักษณะเสียงข้างมากขณะนี้กลุ่มหนึ่ง ที่อยู่ในทางการเมืองกำลังแตกตัว กำลังไปรวมตัวเป็นพรรคการเมือง เขาเชื่อว่าเวลาเลือกตั้ง มาแล้วได้เสียงข้างมากเขาต้องได้บริหารประเทศ พอเขาเข้ามาในสภาเวลาออกกฎหมาย ถ้าเขาได้เสียงข้างมากกฎหมายก็ถูก แต่ในขณะที่อีกด้านหนึ่งบอกว่าคุณมาเป็นวัฒนธรรมทัศนคติ นี่เป็นทัศนคติในด้านเคารพ เสียงข้างมากด้านหนึ่ง อีกด้านหนึ่งเป็นทัศนคติการเมืองแบบเชิงคุณธรรม มีความเห็นว่า โหวตกันชนะแบบนี้ก็คือเผด็จการรัฐสภา แล้วกฎหมายจะจบอย่างไรล่ะ ถ้าไม่จบด้วย เสียงข้างมากไม่มีทางไปหรอก แต่ทีนี้ทางนั้นบอกว่าผมเสียงมาก อีกข้างหนึ่งก็บอกว่า เสียงข้างมากคุณได้มาจากการซื้อเสียงเราไม่ยอมรับ พอเป็นแบบนี้ก็จบ เพราะขณะนี้ การเลือกตั้งครั้งต่อไปถามว่าการซื้อเสียงจะจบไหม ไม่จบ ไม่หมดไปจากแผ่นดินหรอก ยังมีต่อเนื่องไปอีก เพราะฉะนั้นการเมืองข้างหน้าไม่จบแน่ ทัศนคติตรงนี้ยังดำรงอยู่ เราได้แก้ปัญหาอะไรบ้างไหม เรื่องปรองดองที่เราทำแตะเข้าไปตรงศูนย์กลางไหม แล้วตัวนี้คือ จุดศูนย์กลางระเบิด ที่อยู่รอบ ๆ คือความเหลื่อมล้ำ ผมพูดเข้ามาในไลน์ (Line) ว่าประเทศไทย ความเหลื่อมล้ำเป็นอันดับ ๓ ของโลก คนรวยกับคนจนต่างกันมาก มีการมูฟ (Move) คนมา แล้วมีการประท้วง แล้วก็มีการขัดแย้งกันรุนแรงเดี๋ยวก็ระเบิดอีก จำคำผมไว้เดี๋ยวก็ระเบิดอีก ทีนี้ประเด็นปัญหาก็คือว่าแล้วเราจะทำอย่างไร ที่เป็นจริง ๆ คืออย่าฝัน ทำกันให้ได้จริง ๑. ต้องยอมรับว่าทำชั่วข้ามคืนไม่ได้ วันหนึ่งผมไปอภิปรายกันที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง มีคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มีคุณจาตุรนต์ ฉายแสง เมื่อสัก ๒๐ ปีที่แล้ว พอไปพูดเสร็จ ผมก็เดินออกมา และตอนนั้นผมทำการเมืองมา ๒๒ ปีแล้ว ผมก็บอกคุณอภิสิทธิ์ตอนนั้น ยังไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรี ผมบอกว่าคุณอภิสิทธิ์ ผมเบื่อเต็มทีแล้วทำการเมืองมา ๒๒ ปี การเมืองไม่ดีขึ้นเลยสักนิดเดียว แทบจะไม่ดีขึ้นเลย ผมก็เลยบอกว่าผมขอร้องคุณได้ไหม เพราะผมเชื่อว่าคุณเป็นนายกรัฐมนตรีได้ ผมเชื่อว่าประชาธิปไตยต้องแก้ตรงนี้แล้ว เดี๋ยวนี้ เราแก้รัฐธรรมนูญฉบับที่ ๒๐ แล้ว คำหลังคืออำนาจ แก้เรื่องอำนาจ แก้รัฐธรรมนูญ แก้กฎหมาย แต่ข้างหน้าเราไม่เคยแก้เลย ประชาคำหน้าเราไม่เคยแตะ ถ้าเขาจะลำบาก เขารับเงินซื้อเสียง เขาจะไม่มีความรู้ เราไม่เคยให้ความรู้เขาว่าการเมืองเป็นอย่างไร อะไรเลย คำว่า ประชา เราไม่เคยแตะ ดังนั้นผมก็เลยขอร้องคุณอภิสิทธิ์ ผมเชื่อว่า คุณเป็นนายกรัฐมนตรีได้ นี่อ้างได้เพราะว่าคุยกันจริง ๆ ผมแทบจะหมดกำลังแล้ว ให้คุณควบกระทรวงศึกษาธิการ ปกติคนเป็นนายกรัฐมนตรีเขาจะควบกระทรวงกลาโหม เขาจะควบกระทรวงมหาดไทย ขอให้คุณอภิสิทธิ์ควบกระทรวงศึกษาธิการแล้วไปแก้ปัญหา คือไปสอนการเมืองในโรงเรียนให้ประชาชนมีความรู้ความเข้าใจเรื่องทางการเมือง เวลาเลือก เขาจะได้เลือกถูก ผมยังพูดว่าไม่ใช่ขึ้นจากนาแล้วก็กาพรรคนี้ ไม่ใช่ออกจากสวนยางมา แล้วก็กาพรรคนี้ ไม่ใช่ ให้เขาผ่านสมอง ให้ผ่านความคิด ผ่านการพิจารณาสักหน่อย ให้ความรู้ไปยังโรงเรียน ตอนนั้นคุณอภิสิทธิ์รับปาก แต่พอเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรี ความจริงทางการเมืองท่านก็ต้องเป็นนายกรัฐมนตรี ถ้าสังเกตตอนนั้นตอนที่เป็นฝ่ายค้าน ท่านเป็นรัฐมนตรีเงากระทรวงศึกษาธิการ เป็นนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีเงา แล้วก็เป็น รัฐมนตรีเงากระทรวงศึกษาธิการด้วย แต่พอของจริงมาก็ต้องให้คนอื่นเป็น ผมหวังตรงนี้มาก แล้วก็ผิดหวังอีก ทีนี้ประเด็นที่สำคัญ ท่านอาจารย์ดุสิตครับ วัฒนธรรมไทยไม่สอดคล้องกับ ประชาธิปไตยในหลักสากล นี่คือปัญหาของเรา เมื่อสักครู่ผมยกว่าทัศนคติต่างกันอยู่แล้ว เรามีคำพังเพยที่ใช้อยู่อย่างเช่นเขาบอกว่าให้มีส่วนร่วม อย่าแกว่งเท้าไปหาเสี้ยน อย่าเอามือ ซุกหีบ นี่เป็นคำที่สอนกันมาตลอด พูดไปสองไพเบี้ย นิ่งเสียตำลึงทอง หรือการยอมรับในอำนาจ เดินตามหลังผู้ใหญ่หมาไม่กัด เป็นวัฒนธรรมของเราทั้งสิ้น สิ่งเหล่านี้ถ้าเราอยากให้เขา มีส่วนร่วม แต่เราห้ามไม่ให้เขาพูด ห้ามไม่ให้เขานั่งหน้า ห้ามไม่ให้เขาแสดงความเห็น มาตั้งแต่เด็กแล้วเราจะไปได้อย่างไร เพราะฉะนั้นต้องมีการดักตรงนี้สร้างวัฒนธรรมใหม่ ยกเว้นว่าเราจะไปปกครองแบบอื่น แต่ถ้าแบบนี้เราไม่สร้างตรงนี้ไปไม่ได้เลย จะต้องสอน ต้องสร้าง ต้องให้ความเห็นกันไป ประเด็นที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือเรื่องโครงสร้าง เชิงอำนาจ ผมเองไปศึกษาเรื่องการเมืองในต่างประเทศ แล้วฝรั่งก็เสนอว่ามีตัวอย่างแห่งเดียว และท่านเพิ่มพงษ์ก็ยังอยู่ตรงนี้ถามท่านว่าเป็นจริงไหม เขาเสนอว่าในระบบการเมืองมีศาลาโมเดล (Sala Model) ยกตัวอย่างประเทศไทย ศาลาโมเดล (Sala Model) ก็คือมีศาลาแล้วผู้มีอำนาจนั่งอยู่ในศาลา แล้วผู้มีอำนาจน้อยกว่าอยู่รอบศาลา ประชาชนจะมาหาต้องมาขออนุญาตเพื่อเข้าไปในศาลา ไปหาผู้มีอำนาจ เป็นเหมือนพีระมิด สังคมไทยเป็นแบบนี้ เขาใช้คำว่าศาลา (Sala) แล้วก็โมเดล (Model) แบบสังคมไทย คล้าย ๆ เขมร นครวัดนั่นละ เลียนแบบศาลาโมเดล (Sala Model) มาเลย ปรางค์อยู่ตรงกลาง แล้วองค์ประกอบของมณฑปอยู่รอบ ๆ ตรงนี้จะมีปัญหา เพราะฉะนั้นเราจะต้องแก้ โดยใช้วัฒนธรรม ทีนี้ประเด็นปัญหาที่ว่าทำไมเราใช้รัฐสภา เราต้องยอมรับว่ารัฐสภาของเรา อาจจะมีปัญหาอยู่บ้าง มันเป็น ๑ ใน ๓ อำนาจ ซึ่งในประเทศไทยเราใช้ ๓ เสาหลักไม่ได้ อาจจะใช้อย่างอื่นด้วยนะครับ เพราะว่าองค์ประกอบนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ เหมือนประคองไม่อยู่ เพราะว่าฐานอื่นเราอ่อน แต่ฐานทางด้านรัฐสภาของเราอ่อนแอมาก ทีนี้ในสูตรนี้เองที่เราใช้รัฐสภา เพราะรัฐสภาเองไม่ว่าจะอย่างไรอาจจะมีการเกี่ยวพัน กับการเมืองบ้างอะไรบ้างแต่เป็นองค์กรที่มีอิสระที่สุด แล้วในรัฐสภาเราโครงสร้างเดิม มีอยู่แล้ว ที่ท่านสมาชิกได้พูดถึงก็คือสถาบันพระปกเกล้า แต่สถาบันพระปกเกล้าถูกดีไซน์ (Design) ออกมาเป็นฝ่ายบุ๋นก็คือทางด้านวิชาการล้วน ๆ เคพีไอ (KPI) เวลาดำเนินการ เขามีข้อมูลที่ดีมากแต่ว่าเป็นฝ่ายบุ๋น ทีนี้การออกชาร์จ (Charge) งานเรื่องการสร้าง วัฒนธรรมใหม่ทางการเมือง การให้ความรู้ การสร้างการพัฒนาการเมืองต้องการองค์กรใหม่ ขึ้นมาดูแลเรื่องนี้ และถามว่าถ้าไปอยู่ในรัฐบาลได้ไหม ถ้าไปอยู่ในรัฐบาลพอมีการเลือกตั้ง หน่วยนี้จะไปแตะประชาชนส่วนใหญ่ เดี๋ยวก็ถูกแทรกแซงจากนายกรัฐมนตรี จากรัฐมนตรี เดี๋ยวก็เสร็จ ถามว่าไปตั้งเป็นองค์กรอิสระได้ไหม รัฐธรรมนูญไม่ให้ตั้ง ถ้าเป็นแล้วไม่มีอำนาจ และไม่มีใครประคอง เพราะฉะนั้นเราคิดดูกันแล้วจุดที่ดีที่สุดก็คืออยู่ในร่มเงาชายคา ของรัฐสภาและเติมเป็นฝ่ายบู๊ไป เป็นไปได้ครับ คือขณะนี้ไม่ใช่ดีที่สุด แต่หมายถึงว่าดีที่สุดแล้ว เท่าที่จะคิดได้ขณะนี้ก็อยู่กับรัฐสภา ตีคู่กันไปคือมีบุ๋นกับบู๊ จั่นเจากับอะไรก็ว่าไป บุ๋นก็คือ สถาบันพระปกเกล้าทำเรื่องวิชาการไป บู๊ก็คือทางนี้ออกไปดูแลประชาชน ไปสอนไปอะไร พวกนี้ จะเป็นหลักการตรงนี้ ประเด็นต่อมาก็คือเป้าหมาย ถามว่าประเด็นเป้าหมายอยู่ที่ไหน เป้าหมายในการปฏิรูปหรือว่าในการสร้างวัฒนธรรมผมเรียนแล้วเมื่อสักครู่ว่าต้องเริ่มตั้งแต่เด็ก ขณะนี้ไม่ใช่ไม่มีคนทำ กกต. ก็ทำอยู่แล้ว ใครก็ทำอยู่แล้ว ตั้งแต่เด็กผมอยากจะทวนประวัติ นิดหนึ่ง ท่านประธานครับ ตอนเด็ก ๆ ผมเองเรียนมัธยมศึกษาอยู่สงขลาก็ไปเป็นประธาน ชมรม ยอส. เยาวชนอาสาสมัครจังหวัดสงขลา อายุก็ไม่มากตอนนั้น ม.ศ. ๔ แล้วก็รวมคน มีรุ่นพี่คอยช่วยดู เข้าไปอยู่ในป่าไปสร้างโรงเรียน ไปช่วยสร้างโรงเรียนก็ใช้ช่างอื่นทำ แต่ว่า ที่ไปอบรมก็คืออบรมเรื่องระบอบประชาธิปไตยตั้งแต่ผมอยู่ ม.ศ. ๔ อบรมเรื่องการยื่นญัตติ เป็นอย่างไร การอภิปรายเป็นอย่างไร การต้องนั่งอย่างไร แล้วในนั้นท่านประธานก็คงรู้จัก อาจารย์กมล รอดคล้าย ก็อยู่ แล้วผมยังลาออกจากประธานเพื่อให้เขาเป็นผู้บริหาร เรามีการสับเปลี่ยนชัฟเฟิล (Shuffle) กันตลอด สอนคนว่าการเมืองควรจะทำอย่างไร ผมได้ความรู้จากตรงนี้มาเยอะ มีประเด็นหนึ่งผมไปเรียน พตส. ที่ท่านเลิศรัตน์ไปเรียนนี่ละ ผมรุ่น ๓ ตอนนี้ท่านรุ่น ๘ ผมทำวิจัยฉบับหนึ่ง ท่านประธานครับ แล้วผมหนาวไปทั้งตัว คือทำวิจัยเรื่องประชาธิปไตยในสถานศึกษา เฟิสต์โหวต (First Vote) ปรากฏว่าพอไปดู ขณะนี้ให้เยาวชนของเราหรือบุคคลของเราอายุ ๑๘ ปีมีสิทธิโหวต แต่เราเคยสอนเขาไหมว่า ควรจะโหวตอย่างไร การเมืองเป็นอย่างไร ในโรงเรียนมัธยมศึกษาเราไม่มีอาจารย์ ที่จบการเมืองเลยสักคน น้อยมาก แล้วครูเองก็ไม่มีความรู้และไปอบรมให้เด็กรู้ แต่เด็กเอง พอโตขึ้นมา ๑๘ ปีเขาไม่ใช่เด็กแล้ว เขาเป็นบุคคลที่มีสิทธิเท่ากับเรา เขาไม่มีความรู้เลย ผมไปทำสำรวจเรื่องการซื้อเสียงมีตั้งแต่ในโรงเรียนอยู่แล้ว บางทีแม่ก็บอกว่าลูกเราอยู่ที่นี่ เราก็ต้องเลือก พ่อบอกว่าเราก็ต้องเลือกพรรคนี้เด็กไม่ต้องคิด แม่ก็บอกว่าลูกเขาให้เสียงละ ๕๐๐ บาท บ้านเรามี ๕ คน ๒,๕๐๐ บาท โหวตตามแม่ ประเด็นตรงนี้จะเป็นปัญหาสำคัญ เฟิสต์โหวต (First Vote) จะเป็นเหมือนครั้งแรกในการใช้สิทธิของเรา เราไม่เคยดูแลเขา แล้วเราก็มาแก้ปัญหาที่ปลายน้ำ ต้นน้ำเราไม่แก้ ไม่แก้เลยจนบัดนี้ก็ไม่มี ผมเรียกร้องตรงนี้ ผมทำรายงานมาพบตรงนี้ ในชุดที่จะตั้งขึ้นมาจะแก้ปัญหาตรงนี้ เด็กที่จะเข้าไปสู่การเลือกตั้งกาครั้งแรกหมายถึงเราเริ่มตั้งแต่ต้นน้ำ ไม่อย่างนั้นเราเริ่มปลายน้ำ ต้นน้ำเปื้อนมาปลายน้ำทำอย่างไรก็ไม่อยู่ อันนี้เป็นประเด็นหนึ่งนะครับ บุคคลแรก คือ ๑๘ ปีที่จะต้องแก้โดยใช้กลไกนี้ นักการเมืองที่จะต้องแก้ก็เห็นด้วยว่าสถาบันพระปกเกล้า ขณะนี้ทำอยู่นะครับ แล้ว กกต. ก็ทำแต่ว่าโอนให้คณะนี้ทำได้ พรรคการเมือง ก็อยากเรียนว่า จะอยู่ในรัฐธรรมนูญ (๒) ต่อจากนี้ ผมได้ถูกตั้งเป็นกรรมการพัฒนาพรรคการเมือง ตามระบอบประชาธิปไตย อาจารย์เอนก เหล่าธรรมทัศน์ เป็นประธาน เราตกลงกันแล้วว่า ใน กกต. เราจะทำเป็นสถาบันพัฒนาการเมืองเหมือนกัน หมายถึงในทางนักการเมือง ให้ตรงนี้ทำ แต่พรรคการเมืองในเชิงระบบ การเขียนนโยบาย การทำอุดมการณ์ การทำนโยบาย ที่ไม่เป็นประชานิยม ตรงนี้เราจะเข้าไปรับผิดชอบเอง นั่นเป็นส่วนหนึ่ง
สุดท้ายความสมบูรณ์ ท่านประธานครับ ที่เราพูดถึงในตอนต้นที่ว่าเคย เข้าสภาไปแล้ว จริง ๆ แล้วผมไม่ได้เป็นอนุกรรมาธิการ แล้วหลายส่วนที่ผมยังเห็นว่ามีปัญหาในนี้ ยืนยันว่าผมเห็นมีปัญหาในนี้ ผมไม่ได้เป็นอนุกรรมาธิการมาแต่เดิม ผมเรียนว่าผมเองถูกตั้งเป็น ประธานอนุกรรมการร่วมที่ตั้งขึ้นไว้แล้วกับ สนช. แล้วก็กับเรา แล้วสิ่งที่ท่านกษิดิ์เดชธนทัต ได้พูด กระผมก็ถามท่านแล้วตอนนั้นถ้าท่านจำได้ กระผมพิจารณาดูแล้วว่าช่วงนั้น สภาพัฒนาการเมืองเป็นหน่วยงานที่จะต้องมีการปรับปรุง ผมได้ข่าวมาว่าจะถูกยุบแน่ เราก็เลยแก้กฎหมายสภาพัฒนาการเมืองใหม่ใช่ไหมครับ ตอนนั้นที่สภานี้ตั้ง ท่านประธาน ก็ทราบดี เราไปยกร่างขึ้นมาแล้วก็เชื่อว่าจะถูกยุบแน่นอน เราเลยคุยแล้วก็ไปปรับเปลี่ยนชื่อ กองทุนไม่ต้องตั้งใหม่ก็จะเอากองทุนนั้นมา และมีการปรับโครงสร้างดึงคน ๑๓๐ คน ที่มีอยู่เดิมมาตั้ง เราทำไปจนเสร็จก็คุยกันทั้ง ๒ สภา หมายความว่าอย่างนี้จะไปเข้า สนช. แต่ว่าทาง สนช. นั้นตั้งรองประธานของคณะกรรมการการเมืองมาร่วมกับผมทำกันไปจนเสร็จ แล้วประเด็นที่ท่านเสนอนี้ชัดเจนมาก ประเด็นก็คือว่าเราขอแก้ชื่อเพื่อจะได้หลุด จะได้ไม่ถูกยุบ แล้วต่อจากนั้นมีปัญหาคนเป็นแสนคนที่อยู่ในสภาองค์กรชุมชนของท่าน และถูกต้องตามกฎหมาย ขณะนี้เขายังอยู่ ตั้งเป้า ๗,๐๐๐ ตำบล เขาจะทำให้ครบ เขาก็กลัวว่าจะกระทบ ผมก็คุยกับท่านจินดาซึ่งเป็นประธานเชิญมาคุย ถ้าท่านจำได้ที่เขา ประท้วงกันตอนนั้น แล้วก็อาจารย์ธีรภัทร์นำมาที่จะแก้ เราก็คุยกันว่าอย่างนี้ จะอนุญาต ให้ทางองค์กรสภาชุมชนตรงนั้นมาเป็นกรรมการในบอร์ด (Board) ที่เราจะเขียนขึ้นมา แต่ไม่ใช่ฉบับนี้ แล้วก็ให้ประชาชนตรงนั้นเป็นคอนเนกเตอร์ (Connector) และไปร่วม อย่างที่ท่านพูดเห็นด้วยเป็นอย่างมาก ก็คือว่าในเมื่อตั้งไว้แล้วคือภาคประชาชน ในโรงเรียน เราไปสอนได้ แต่ภาคประชาชนที่เป็นองค์กรอยู่แล้วเราทิ้งเขาไม่ได้ เราต้องเอาเขาเข้ามาอยู่ ตรงนี้ คือปลายน้ำก็ต้องทำ กลางน้ำก็ต้องทำ ตรงนี้เองผมคิดว่าจะเสนอในกรรมการว่า ขอใส่ตรงนี้เข้าไป เพราะว่าคุยกันแล้วก็ไม่มีปัญหา ตอนนี้เขาถูกยุบ ทีนี้เรื่องนี้ท่านประธานครับ ตอนหลังมีปัญหากันเล็กน้อยก็คือเรื่องโครงสร้างกรรมการ แล้วก็จะมีการเปลี่ยนแปลง ผมก็เห็นว่าในเมื่อเรื่องไปถึงวุฒิสภามีการประชุมร่วมและเป็นมติแล้ว ผมแก้ไม่ได้และทำต่อไม่ได้ ผมก็เลยขอลาออก แต่ผมได้ไปคุยกับท่านรองนายกรัฐมนตรีไว้แล้ว ที่จริงก็คุยกันไปตลอดทางว่า อาจจะไม่ยุบสภาพัฒนาการเมืองก็ได้ แต่ตอนหลังพอถอนออกมา พอเรื่องสะดุดหยุดลง เขาก็มีทางเดียวคือยุบ แล้วก็ยุบไปแล้ว แต่สภาองค์กรประชาชนขณะนี้ยังอยู่เหมือนเดิม เพราะอยู่ในกฎหมายอีกฉบับ เพราะฉะนั้นผมก็คิดว่าอยากจะให้กรรมาธิการ เมื่อสักครู่นี้ คุยกันแล้วเอามาเป็นกรรมการตรงนี้สัก ๑ คน ก็คือประธาน พอประธานเป็นก็สามารถ จะสเปซ (Space) ไปทั่วหมดอยู่แล้ว
สุดท้ายนี้ท่านประธานครับ ถามว่าเรื่องกฎหมายนี้สมบูรณ์ไหม ไม่สมบูรณ์หรอก แต่มีมุมอยู่ คืออย่างที่บอกแล้วเรื่องการปฏิรูปการเมืองไม่มีคนทำ ถ้าปล่อยแบบนี้ไม่รู้ไปไหนและไม่มีคนทำ ปัญหาข้อแรกของประเทศไทยคือการเมือง ไม่ได้รับการแก้แล้วเราจะไปกันได้อย่างไร เรื่องการศึกษาจะพังหมดถ้ากระทบตรงนี้ ก็เลยคิดว่า ๑. ขณะนี้ไม่มีเราก็ต้องทำขึ้นมา เรามีอำนาจเต็มตามรัฐธรรมนูญ ๒. เรามีแมนเดต (Mandate) หมายความว่าเราเป็น ๑ ใน ๒๗ ข้ออยู่แล้วใช่ไหมครับ ท่านประธาน คือสภารับไปแล้วไปทำ ดังนั้นเรามีช่องอยู่แล้ว ใส่เข้าไปตรงนี้ ๓. เรามีปัญหาตรงที่ว่า เราไม่ต้องไปหวังความสมบูรณ์ของกฎหมายฉบับนี้ เพราะยุทธศาสตร์ก็ยังเคลื่อนอยู่ไม่นิ่ง หมดเลยตอนนี้ การปฏิรูปประเทศก็ไม่นิ่งเลย แต่เราจะต้องส่งกฎหมายเข้าไปก่อนเพราะอายุ ของสภาเรามีอยู่น้อย คือเอาไปปรับอีกครั้งแล้วก็ส่งไปเลย พอไปคาอยู่ตรงโน้นเขาไม่กล้า เอาออกหรอก เขาก็ต้องไปเชื่อม แล้วเอาไปเชื่อมกับยุทธศาสตร์ชาติด้วย ไปเชื่อมกับ เรื่องปฏิรูปที่กำลังจะเข้าในเดือนหน้า ในขณะนี้ก็ถือว่ากฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายที่ดีที่สุด เท่าที่เราทำได้ในเวลาจำกัดเพราะเราก็มีเวลาน้อย ทำให้ดีกว่านี้พวกท่านก็คงทำกันได้ แต่ต้องใช้เวลามากกว่านี้เยอะ เดี๋ยวจะไม่ทัน งาจะไหม้หมด ดังนั้นขอเรียนว่าผมสนับสนุน กฎหมายฉบับนี้อย่างเต็มที่ เหตุผลตามที่ได้เรียนแล้ว กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ