กษิต หารือร่างกฎหมายส่งเสริมพลเมืองประชาธิปไตย เน้นมีส่วนร่วมทุกระดับ

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๒๐ · ๑๒ มิถุนายน ๒๕๖๐

กษิต ภิรมย์ หารือร่างกฎหมายส่งเสริมพลเมืองประชาธิปไตย โดยเน้นการมีส่วนร่วมจากฐานราก ความร่วมมือทุกระดับ และการผสานหลักธรรมะเพื่อสร้างวัฒนธรรมประชาธิปไตยอย่างรอบด้าน พร้อมเสนอแนวทางจากประสบการณ์ไต้หวันและเยอรมนี เช่น การฝึกอบรมครูประชาธิปไตย การส่งเสริมการมีส่วนร่วมระดับรากหญ้า และการจัดเวทีประชาชนเพื่อวิพากษ์วิจารณ์นโยบายอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมสร้างพลเมืองที่เข้มแข็งในระบอบประชาธิปไตย

นายกษิต ภิรมย์ กรรมาธิการ

ขอบคุณครับท่านประธาน เวลางวด ผมมี ๒-๓ ประเด็นเท่านั้นเองครับ ประเด็นที่ ๑ ยังไม่ได้แปลชื่อของสถาบันหรือกฎหมายนี้ เป็นภาษาอังกฤษเลย แต่ว่าก็คิดอยู่ ๒-๓ คำด้วยกัน อันนี้ต้องไปหารือผู้ที่ชำนาญการ จะเป็น ที่ราชบัณฑิตยสถาน หรือว่าที่คณะอักษรศาสตร์ของมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ที่คิดไว้ก็คือจะเป็น คำว่า เดมอเครติก ซิติเซนชิป เอนฮานซ์เมนต์ (Democratic Citizenship Enhancement) หรือแอดโวเคซี (Advocacy) หรือว่าบิลด์อัป (Build up) หัวใจของเรื่องคือเป็นการส่งเสริม พลเมืองไทยให้เป็นประชาธิปไตยโดยสมบูรณ์แบบ และอันนี้ก็จะไปโยงกับประเด็นปัญหา เกี่ยวกับอดีตสภาพัฒนาการเมืองว่าในการทำงานที่ผ่านมาปีครึ่งของพวกผมนี่นั่งจุดเทียนอยู่ หรือเปล่า เป็นแบบท็อปดาวน์ (Top down) ต้องขอกราบเรียนว่าไม่ใช่และไม่เคย สิ่งที่ได้ กระทำมาตั้งแต่วันแรก ๆ ก็คือไปที่สภาพัฒนาการเมืองในระดับจังหวัด ไปที่สภาพัฒนา องค์กรชุมชน ไปที่กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ไปที่สมาคมปกครองท้องถิ่น จะเป็นของ อบจ. อบต. เทศบาล ผมได้ไปพบมาหมดแล้วทั้งโดยทางตรง ทางอ้อม โดยเฉพาะในช่วง ๖ เดือนที่ผ่านมา ก็ไปประมาณสัก ๑๐ กว่าจังหวัด ในแต่ละจังหวัดนั้นก็จะมีคนจากจังหวัดอื่น ๆ เข้ามาอีก ประมาณ ๓-๔ จังหวัด รวมแล้วประมาณ ๓๐-๔๐ จังหวัดที่พวกกระผมได้ไปพบในระดับ รากหญ้าฟังอย่างเต็มที่ ทั้งหมดที่ได้ประมวลออกมาเป็นรายงานก็ดี เป็นแผนก็ดี แล้วก็เป็น ร่างพระราชบัญญัติอันนี้ หัวใจของเรื่องทั้งหมดก็คือเสริมสร้างความเข้มแข็งของพลเมืองไทย ที่รากหญ้า ที่ฐานรากของประเทศ เมื่อเขาเข้มแข็งแล้วประชาธิปไตยของไทยก็จะเข้มแข็ง นักการเมือง ข้าราชการ ผู้ใช้อำนาจรัฐทั้งหลายก็จะเคารพประชาชน เกรงกลัวประชาชน แล้วก็เป็นผู้บริการประชาชน นั่นคือหัวใจของเรื่องนะครับ ส่วนที่เป็นห่วงกันมากว่า คณะกรรมการนโยบายหรือกำกับนั้นจะลอยอยู่ในอากาศอยู่ที่สภาและไม่โยงกับภาคประชาชน หรือภาคประชาสังคมคงไม่ใช่นะครับ เพราะเราก็เปิดกว้างไว้ใน ๑๘ คนก็ยังสามารถ เอาผู้นำหรือผู้มีจิตวิญญาณได้ ในส่วนของผู้นำทางด้านจิตวิญญาณผมขอทวนนะครับ ผมได้พูดหลายครั้ง ผมไปพบกับผู้นำทางศาสนาทุกศาสนา ฝ่ายคริสตัง ฝ่ายคริสเตียน ฝ่ายพุทธ ซิกข์ พราหมณ์ แล้วก็อิสลาม แล้วก็ยังพบอยู่ตลอดเวลา และตอนนี้กำลังทยอย ในการที่จะเชิญท่านเกจิอาจารย์ นักปราชญ์ทางศาสนาทั้งหลายมาออกรายการวิทยุโทรทัศน์ ของสภาเพื่อจะเผยแผ่ต่อประชาชน หัวใจก็คือว่าหลักธรรมของเขานั้นสอนให้คนอยู่กับสังคม ประชาธิปไตย ให้อยู่ร่วมกันได้อย่างไรท่ามกลางความหลากหลายต่าง ๆ เหล่านี้ก็กระทำอยู่ และท่านคงจะจำได้ว่าเมื่อไม่กี่เดือนมานี้เราได้พิมพ์หนังสือเก่าของกองทัพ ด้วยความเห็นชอบ ของกองทัพบก หนังสือวิชาจรรยาให้กับโรงเรียนทหารบก ปี ๒๔๗๑ ในนั้นท่านได้รับแล้ว กรุณาไปเปิดอ่านนะครับ มี ๒ เรื่อง คือ หลักธรรม กับหลักกฎหมายปกครองบ้านเมือง เพราะฉะนั้นเรื่องธรรมะอยู่ในหัวใจของพวกเราทั้งหมด ในการจะยกร่างหลักสูตรฝึกอบรม โครงการต่าง ๆ ที่จะทำทางสื่อต่าง ๆ เหล่านี้จะมีเรื่องธรรมะเป็นหัวใจเป็นฐาน พวกเรา ก็ได้รวบรวมแล้วก็ได้อ่านหนังสือ พบกับเกจิอาจารย์ หนังสือจะเป็นของท่านประยุทธ์ ปยุตฺโต ต่าง ๆ เหล่านี้ก็ได้เอามาอ่าน มารวบรวมเพื่อจะสร้างห้องสมุดเพื่อเป็นหนังสืออ้างอิง ในการที่จะส่งเสริมประชาธิปไตย เพราะฉะนั้นเรื่องธรรมะเป็นหัวใจของการเรียน การสอน การฝึกอบรมในเรื่องของความเป็น พลเมืองในระบอบประชาธิปไตย แล้วเครือข่ายหรือว่าการโยงใยนั้นก็อยากจะขอให้ดูที่ มาตรา ๒๘ ด้วยว่าเราจะโยงไปที่ทุกกระทรวงที่มีสถาบันการศึกษา เราจะโยงไปทุกหน่วย ราชการ เราจะโยงไปที่ท้องถิ่นภาคประชาชนและภาคประชาสังคม นั่นคือเป็นการสร้าง เครือข่ายเน็ตเวิร์ก (Network) ในการที่จะทำงานร่วมกันแล้วก็ลงไปในทุกระดับของสังคม รวมทั้งเราจะมีคณะกรรมการทางด้านสื่อด้วย แล้วอันนี้จะเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ในสังคม จากภาคต่าง ๆ ที่จะเข้ามาร่วมงานแล้วก็ทำงานร่วมกันในการที่จะขับเคลื่อนเสริมสร้าง ความเข้มแข็งสังคมประชาธิปไตยของไทยให้เข้มแข็งได้จริง

ส่วนประเด็นสุดท้ายเกี่ยวกับประเทศไต้หวัน ประเทศเยอรมนีอะไรสักนิดหนึ่ง ของไต้หวันตอนที่เขาได้ตัดสินใจที่จะเลิกรัฐบาลพรรคเดียวพรรคก๊กมินตั๋ง เขาได้มีการจัดตั้ง สถาบันที่เรากำลังจะทำอยู่ แต่ว่าเขาเริ่มที่การฝึกอบรมครูประชาธิปไตย ๑,๐๐๐ คนแล้วก็ กระจายไปทั่วประเทศ คู่ขนานไปก็แน่นอนเรื่องของการใช้สื่อ คู่ขนานไปก็แน่นอนเขาลงไปที่ พื้นที่ให้มีประชาเสวนาในระดับท้องถิ่น ส่วนของประเทศเยอรมนีนั้น นอกเหนือจาก การเรียนการสอนต่าง ๆ เหล่านี้แล้ว ประชาธิปไตยเขาเริ่มจากที่รากหญ้า บอตทอมอัป (Bottom up) เพราะว่าการรับเงินเข้าพรรคการเมืองไม่ได้ทำที่กรุงเบอร์ลินหรือกรุงบอนน์ ก่อนหน้านั้น แต่ทำที่สาขาพรรคทั่วประเทศ แล้วสาขาพรรคเขาหักเงินไว้เพื่อใช้จ่าย อีกส่วนหนึ่ง ก็ส่งเข้าส่วนกลาง การจะคัดเลือกผู้สมัครก็เป็นสาขาพรรค แล้วงานส่วนใหญ่ของภาค เรื่องเกี่ยวกับปากท้อง เกี่ยวกับประเพณีวัฒนธรรมทั่วประเทศเยอรมนีนั้นเป็นเรื่องของชุมชน เป็นเรื่องของท้องถิ่น ความเข้มแข็งก็เกิดขึ้น จากนั้นก็ทอนออกมาเป็นความเข้มแข็ง ทางการเมืองที่ถึงจุดหนึ่งบรรดาพรรคการเมืองต้องไปง้อผู้นำชุมชน ผู้นำทางภาคประชาสังคม เราก็จะทำทั้ง ๒ อย่างเพราะว่าประเทศไทยมีประเพณี วัฒนธรรม ในระดับชุมชนอาจจะ หายไป แต่ก่อนนี้งานวัดงานประเพณีก็ร่วม ๆ กัน คือเมื่อสักครู่ที่เพื่อนสมาชิกได้พูดไว้ เราชี้นิ้วออกไปข้างนอกเพราะบอกว่าเรื่องนี้ก็เป็นของกำนัน เรื่องนี้เป็นของผู้ใหญ่บ้าน เรื่องนี้เป็นของผู้ว่าราชการจังหวัด เราจะต้องเอานิ้วกลับมาชี้ตนเองว่าเรื่องต่าง ๆ นั้น ส่วนใหญ่เป็นเรื่องของฉัน เพราะว่าฉันเป็นเจ้าของประเทศฉันเป็นเจ้าของจังหวัด แล้วฉัน เป็นเจ้าของชุมชน นี่คือเป็นเรื่องที่เราจะต้องทำ และสิ่งหนึ่งที่อยากจะขอฝากไว้ตอนนี้ ผ่านไปทางรัฐบาล แล้วก็ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดรวมทั้งผู้ว่า กทม. ณ วันนี้ต่อไปนี้ เปิดเวทีประชาชน ๓๖๕ วันต่อปีได้ไหม แล้วทุกเรื่องที่ผู้ว่าราชการจังหวัด นายก อบจ. ผู้ว่า กทม. ทำนั้นเอาทุกเรื่องมาให้ประชาชนในแต่ละจังหวัดของตนเองได้วิพากษ์วิจารณ์ อันนี้จะเป็น การเรียนรู้เรื่องประชาธิปไตยแล้วก็เสริมสร้างการเป็นพลเมืองในระบอบประชาธิปไตย ลำดับแรก แล้วเราจะได้มาร่วมมือกันในเรื่องอื่น ๆ ต่อไป ขอกราบขอบพระคุณครับท่านประธาน