เสรี สุวรรณภานนท์ ชี้แจงและอภิปรายร่างพระราชบัญญัติการเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองอย่างละเอียด โดยเน้นความจำเป็นของกฎหมายที่บังคับใช้ได้จริง การส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม และจิตสำนึกประชาธิปไตยในทุกระดับสังคม พร้อมย้ำความสอดคล้องของร่างกฎหมายกับบทบัญญัติเดิมโดยไม่เกิดความซ้ำซ้อน และเสนอให้ใช้โครงสร้างเดิมของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรเพื่อขับเคลื่อนนโยบายอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมเปิดรับข้อเสนอแนะเพื่อปรับปรุงร่างกฎหมายให้เหมาะสมและสอดคล้องกับบริบทของสังคมไทยมากยิ่งขึ้น
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม เสรี สุวรรณภานนท์ ประธานกรรมาธิการ ตามที่ท่านนิกรและท่านกษิต ได้ตอบท่านสมาชิกไปส่วนหนึ่งแล้วนั้น ต้องกราบเรียนว่าร่างพระราชบัญญัติการเสริมสร้าง วัฒนธรรมทางการเมืองที่คณะกรรมาธิการได้เสนอต่อสภาดังกล่าวนี้เป็นเรื่องความจำเป็น ที่จะต้องให้มีมาตรการที่จะสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองที่มีสภาพบังคับและสามารถนำไป ปฏิบัติได้ ซึ่งสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศโดยท่านสมาชิกทั้งหลายก็ได้รับรายงานของ คณะกรรมาธิการด้านการเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองไปแล้ว และในคณะกรรมาธิการ ก็เสนอว่าให้มีการจัดทำร่างกฎหมายดังกล่าวก็นำมาเสนอในวันนี้ ต้องกราบเรียนครับว่า สิ่งที่ท่านสมาชิกได้เสนอความคิดเห็นทุก ๆ ท่านนั้น กรรมาธิการและตัวผมเองได้ตั้งใจฟัง แล้วก็ฟังอย่างตั้งใจว่าสมาชิกที่เสนอความเห็นดังกล่าว ได้เสนอแนวทางเพื่อที่จะนำมาปรับปรุง นำมาให้ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้สมบูรณ์มากที่สุด เท่าที่จะทำได้ แต่อย่างไรก็ตามเมื่อท่านสมาชิกได้อภิปรายแล้วก็มีการซักถาม เสนอความเห็น กรรมาธิการก็ขออนุญาตตอบเพื่อที่จะให้พี่น้องประชาชนซึ่งรับฟังอยู่ทั่วประเทศได้เรียนรู้ แล้วก็เข้าใจในสิ่งที่สภาเราได้พิจารณาขณะนี้
ท่านแรก ท่านสุรินทร์ ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน ท่านได้ยกตัวอย่างขึ้นเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) แล้วก็ให้เห็นถึงการสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองตั้งแต่เด็ก ในครอบครัว ในโรงเรียนทั้งหลาย ต้องกราบเรียนว่าสิ่งที่ท่านสมาชิกได้กรุณาเสนอความเห็นนั้น ในเรื่อง ดังกล่าวนี้อยู่ในมาตรา ๙ ในมาตรา ๙ ดังกล่าวนี้ ให้การขับเคลื่อนการเสริมสร้างวัฒนธรรม ทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยเป็นวาระแห่งชาติที่ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องต้องให้ การสนับสนุนงบประมาณ บุคลากร หรือดำเนินการเรื่องอื่นใด เพื่อให้การเสริมสร้าง วัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยบรรลุผลสำเร็จ โดยคำนึงถึงเรื่องดังต่อไปนี้ ถ้าท่านจะดู
(๑) ได้กำหนดไว้ว่าการเสริมสร้างให้สถาบันครอบครัวมีความเข้มแข็ง และมีวัฒนธรรมที่ดีงาม สามารถให้ความรัก ความอบอุ่น อบรม ปลูกฝังเด็กและเยาวชนให้มี จิตสำนึกที่ดีงาม มีระเบียบวินัย มีความเสียสละ มีความรับผิดชอบต่อครอบครัวและส่วนรวม มีความเคารพและกตัญญูต่อบิดามารดาหรือผู้ปกครอง มีความตั้งใจศึกษา เรียนรู้ และเสริมสร้างประสบการณ์ที่เป็นประโยชน์ และมีส่วนร่วมกับกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ ต่อสาธารณะ หรือช่วยเหลือผู้อื่นตามสมควรและกำลังความสามารถ เห็นไหมครับ อันนี้ ก็คือจะเริ่มตั้งแต่ครอบครัว
(๒) การเสริมสร้างให้โรงเรียน มหาวิทยาลัย และสถานศึกษาทุกแห่ง มุ่งเน้น การเรียนการสอน เพื่อปลูกฝังให้ผู้เรียนมีคุณธรรมจริยธรรม มีวัฒนธรรมที่ดีงาม มีระเบียบ วินัย มีความเสียสละ มีน้ำใจ และมีทักษะในการคิด วิเคราะห์ข้อเท็จจริง รวมทั้งมี ความเข้าใจในหลักการอยู่ร่วมกันในสังคมประชาธิปไตยอย่างสันติสุข อันนี้ในโรงเรียน มหาวิทยาลัย สถานศึกษา
(๓) การเสริมสร้างให้บุคลากรในหน่วยงานของรัฐ หน่วยงานเอกชน และประชาชนทั่วไป มีวัฒนธรรม มีประชาธิปไตยที่ดีงาม มีความเสียสละ เห็นแก่ประโยชน์ ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตน มีจิตใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ รับปฏิบัติหน้าที่หรือการงาน ของตนด้วยความขยันหมั่นเพียร ศึกษา เรียนรู้ เสริมสร้างประสบการณ์ที่เป็นประโยชน์ มีส่วนร่วมในกิจกรรมทางการเมือง การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ การจัดทำนโยบาย สาธารณะ และแสดงความคิดเห็นทางการเมืองอย่างสร้างสรรค์
จะเห็นความชัดเจนว่าในส่วนของการสร้างวัฒนธรรมทางการเมือง เกิดขึ้นในหลายมิติและหลายระดับเราก็ให้ความสำคัญหมด ซึ่งคำตอบอันนี้รวมถึงที่ ท่านกษิดิ์เดชธนทัตพูดถึงด้วยว่าในเรื่องดังกล่าวนี้จะเกี่ยวข้องกับการมีส่วนร่วมของประชาชน เป็นเรื่องการจัดทำนโยบายสาธารณะ ความคิดเห็นทางการเมืองอย่างสร้างสรรค์ ก็ให้ความสำคัญ ในเรื่องนี้รวมกันไปทั้งหมด นอกจากนี้ท่านสุรินทร์ได้ถามถึงว่าเมื่อมีร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ พระราชบัญญัติสภาพัฒนาการเมืองยังมีอยู่จะซ้ำซ้อนไหม ต้องกราบเรียนอย่างที่บางท่าน และท่านเฉลิมชัยกรุณาอภิปรายไปแล้วด้วยว่ากฎหมายสภาพัฒนาการเมืองเก่านั้น ประกาศ คสช. ได้ประกาศยกเลิกไปแล้ว แต่ในประกาศดังกล่าวนั้นคงเว้นให้ยังคงมีอยู่คือ เรื่องสำนักงานกับกองทุน แล้วสิ่งที่ยังมียกเว้นไว้อยู่นี้จะมีต่อไปจนกว่าจะมีกฎหมายใหม่ขึ้นมา หรือมีคำสั่งนายกรัฐมนตรีให้เปลี่ยนแปลง ตอนนี้เรากำลังทำกฎหมายใหม่มาแล้ว แล้วถ้าหากว่า เราสามารถโยกกองทุนมาตรงนี้ได้ก็ไม่ได้ขัดแย้งกัน ก็กราบเรียนให้ความเข้าใจ
ท่านที่ ๒ ท่านวรวิทย์ ท่านก็กรุณาให้ความสำคัญ พูดถึงนักการเมืองต้องพูด แต่ความจริง อันนี้ก็อยู่ในเรื่องการสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองให้มีนักการเมืองที่ดี ก็อยู่ในนี้แล้ว
ส่วนอาจารย์ดุสิต เครืองาม เมื่อสักครู่ท่านนิกรกับท่านกษิตได้ตอบไปส่วนหนึ่ง เรื่องชื่อ เรื่องบทนิยามอะไรทั้งหลายก็มีในรายงานฉบับนี้อยู่แล้ว ส่วนชื่อนั้น โดยเนื้อหา กรรมาธิการอยากให้เห็นว่ามีความชัดเจนอยู่ที่ชื่อเรื่อง เรื่องพระราชบัญญัติเสริมสร้าง วัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย คือจะมีความหมายอยู่ในตัวเองว่าวัฒนะ ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านเฉลิมชัยก็พูดไว้ชัด ก็คือเป็นเรื่องความดี ความเจริญ ความงอกงาม คือมีความหมายอยู่แล้วในตัวเอง การเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย ก็คือเป็นเรื่องดี เป็นเรื่องความเจริญ เป็นเรื่องงอกงาม ก็ไม่น่าจะใส่ว่าเสริมสร้างวัฒนธรรม ที่ดีเข้าไปอีก เพราะจะดีซ้อนดี แต่อย่างไรก็ตามคำว่าวัฒนธรรมโดยความหมาย ก็ดีอยู่ในตัวเอง อย่างเช่นกระทรวงวัฒนธรรม ก็ไม่ได้ตั้งว่ากระทรวงวัฒนธรรมที่ดี ดังนั้น ก็น่าจะใช้ชื่อเพื่อความเข้าใจด้วย ส่วนภาษาอังกฤษก็คงตอบไปแล้ว ถ้าหากว่าไปแปลเป็น ภาษาอังกฤษแล้ว ภาษาอังกฤษเราเคยแปลไปแล้ว เอาภาษาอังกฤษมาแปลภาษาไทย บางทีก็ไม่รู้เรื่องหนักเข้าไปใหญ่ เราก็ขออนุญาตใช้เป็นภาษาที่เข้าใจได้ คนไทยก็เข้าใจว่า เสริมสร้างคืออะไร วัฒนธรรมคืออะไร การเมืองคืออะไร ระบอบประชาธิปไตยคืออะไร ด้วยความเคารพว่าชื่อดังกล่าวนี้ก็มีความจำเป็น ก็ให้ความสำคัญว่าน่าจะสื่อในเบื้องต้นว่า เราต้องการอะไรในเรื่องนี้ ส่วนที่ท่านอาจารย์ดุสิต ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านได้พูดถึงว่า ตามร่างกฎหมายดังกล่าวอยู่ในมาตรา ๒๕ (๖) (๗) แล้วท่านก็กรุณาพูดว่ากรรมาธิการ เสนอมาแบบนี้มั่ว ต้องกราบเรียนว่ากรรมาธิการไม่ได้มั่ว แต่กรรมาธิการก็พิจารณา ด้วยความละเอียดรอบคอบ แต่ถ้าเราจะปฏิรูป การปฏิรูปคือการสร้างสิ่งที่ดีงาม ท่านอาจารย์ เป็นครูบาอาจารย์ ถ้าจะเสนอความเห็นที่มีเหตุผลผมว่ากรรมาธิการและสมาชิกก็นั่งฟัง อยากฟัง แต่ถ้าบอกว่าใช้คำว่ามั่ว ผมว่าประชาชนที่เขาฟังออกทางสื่อวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา ก็อาจจะเข้าใจผิดได้ แล้วเขาจะเรียนรู้ผิด ๆ เขาจะเรียนรู้เรื่องวัฒนธรรมกำลังสร้างให้เด็ก ใหม่ ๆ ได้เรียนรู้ว่าสิ่งดีงามคืออะไร เราเป็นผู้ใหญ่ เป็นครูบาอาจารย์เองเราก็ต้องเป็นตัวอย่าง แล้วผมเองก็จะไม่ว่าท่านอาจารย์มั่ว จะไม่ว่า เพียงแต่อยากทำความเข้าใจกันว่าสิ่งที่เสนอ มาตรา ๒๕ (๖) ที่บัญญัติไว้ว่า ให้ความเห็นชอบข้อบังคับ ประกาศ ระเบียบ และคำสั่ง ตามพระราชบัญญัตินี้ จริง ๆ มีเหตุผล (๖) มาจากมาตรา ๓๕ ถ้าจะกรุณาช่วยดูว่ามาตรา ๓๕ เขาเขียนไว้ว่าอย่างไร มาตรา ๓๕ ในวรรคเกือบสุดท้าย เขาบอกว่าหลักเกณฑ์การใช้จ่ายเงินกองทุน การบริหารกองทุนตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไป ตามระเบียบของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการ เมื่อเราจะออกระเบียบตรงนี้ด้วยความเห็นชอบของคณะกรรมการ เราก็ต้องไปใส่ว่าอำนาจ กรรมการ ในมาตรา ๒๕ (๖) ก็คือกรรมการมีอำนาจให้ความเห็นชอบข้อบังคับ ระเบียบ ประกาศ ระเบียบ และคำสั่งตามพระราชบัญญัตินี้ เห็นไหมครับ จะมีเหตุผลแล้วก็ไม่ได้มั่ว เป็นเรื่อง ของวิธีการในการที่จะเขียนกฎหมายเพื่อให้โยงกัน ส่วน (๗) ที่บอกว่าวางข้อบังคับอะไร ทั้งหลาย จริง ๆ แล้วอยู่ที่ภาษาจะใช้ บางฉบับกฎหมายพระปกเกล้าบอกว่าให้ใช้คำว่า ออกข้อบังคับ แต่ของเราไปใช้คำว่า วาง แต่เราปรับแก้เป็นคำว่า ออก ก็ได้
ส่วนกฎหมายกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (๒) ใช้คำว่า ให้ความเห็นชอบ กฎหมายหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ก็ให้ใช้คำว่า กำหนดหลักเกณฑ์ คือวิธีการที่เขียนกฎหมาย ต้องกราบเรียนท่านประธานว่าบางทีคนเขียนเขาจะเข้าใจ หรือความต้องการเขาเป็นแบบนั้น ดังนั้นกฎหมายแต่ละฉบับบางทีอาจจะเหมือนกัน ไม่เหมือนกัน ซึ่งอยู่ที่กฤษฎีกาบ้าง หน่วยงานที่ออกกฎหมายบ้าง ดังนั้นสิ่งที่กรรมาธิการ เสนอก็เป็นหลักการในการเขียนกฎหมายในลักษณะที่เคยออกกฎหมายฉบับอื่นไปแล้ว แต่ถ้าท่านสมาชิกจะกรุณา เห็นว่าคำไม่เพราะหรือไม่ถูกต้องช่วยเสนอมา แล้วกรรมาธิการ พร้อมที่จะปรับแก้ให้ดีขึ้นแล้วก็ให้ถูกต้อง อันนี้ก็กราบเรียนเพื่อความเข้าใจ
ส่วนมาตรา ๖ วัตถุประสงค์ ท่านอาจารย์ดุสิตให้ความสำคัญที่มาตรา ๖ ต้องขอบคุณว่ามาตรา ๖ ได้ระบุถึงวัตถุประสงค์ ก็พยายามเขียนให้ได้มากที่สุด แต่ท่าน ก็กรุณาให้ความเห็นกว้างกว่านี้ กรรมาธิการจะรับเพื่อมาปรับปรุงมาตรา ๖ ให้ดีขึ้น
ส่วนมาตรา ๑๙ เพราะว่าถ้าผมไม่ตอบเดี๋ยวก็คงต้องถามอีกว่าทำไมไม่ตอบ มาตรา ๑๙ ที่กำหนดว่าให้มีคณะกรรมการ ต้องกราบเรียนว่าคณะกรรมการชุดนี้เราต้อง อย่ามองว่านักการเมืองไม่ดี กรรมการชุดนี้อาจจะเน้นไปที่ประธานรัฐสภา รองประธานรัฐสภา ผู้นำฝ่ายค้าน ผู้ทรงคุณวุฒิอะไรทั้งหลาย ตอนนี้ทำความเข้าใจว่าเรากำลังปฏิรูป การเมืองใช่ไหม เราต้องการได้นักการเมืองที่ดีใช่ไหม สิ่งต่าง ๆ ที่เราเสนอหลายรูปแบบ วิธีการหลายลักษณะ คือต้องการให้การเมืองดีขึ้น เมื่อนักการเมืองดีขึ้น เราอย่าไปตั้ง สมมุติฐานว่าในอนาคตนักการเมืองจะไม่ดี พอเรากำหนดตรงนี้อาจจะเน้นหนักไป ที่มีส่วนการเมืองมากก็เพราะว่ากิจการหรืองานเหล่านี้เป็นเรื่องการวัฒนาการหรือพัฒนาการเมือง ให้เจริญขึ้น ดีงามขึ้น ซึ่งการเมืองก็คือการเมือง คนที่รับผิดชอบการเมืองก็คืออำนาจสูงสุด ของประเทศก็คือฝ่ายนิติบัญญัติ ดังนั้นในคณะกรรมการเราก็ให้ความสำคัญตรงนี้ อย่าไปมองว่า นักการเมืองไม่ดีแล้วจะถ่ายทอดสิ่งไม่ดีไป ผมว่าอนาคตจะต้องดีถ้าเราได้คนดีเข้ามา
ส่วนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต้องกราบเรียนว่าเราเคยคิดว่าให้เป็นหน่วยงาน ที่เป็นนิติบุคคล พอหน่วยงานเป็นนิติบุคคลเราก็คิดไปอีกว่ามีแต่คนไม่เห็นด้วยถ้าไปตั้ง หน่วยงานใหม่ พอตั้งหน่วยงานใหม่ไม่เป็นที่ยอมรับ บุคลากรเพิ่ม งบประมาณเพิ่ม เราก็ต้อง หันซ้ายหันขวา เมื่อสภาพัฒนาการเมืองได้ถูกยุบไปแล้วก็ต้องมาดู สิ่งที่สามารถจะปฏิรูป สร้างวัฒนธรรมทางการเมืองในขณะนี้ได้เร็วที่สุด สะดวกที่สุด ง่ายที่สุด ก็คือสภาผู้แทนราษฎร ที่เขามีหน่วยงานแล้วก็มีฝ่ายงานที่เขารับผิดชอบ มีเรื่องการเผยแพร่ประชาธิปไตยอยู่แล้ว เราก็เลยเอาหน่วยงานในสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ก็มีงบประมาณอยู่แล้ว และบุคลากรก็มีอยู่แล้ว เราก็เอาอันนี้มาใช้ให้เป็นประโยชน์ แล้วก็ได้ปรึกษากับทางเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ท่านก็ไม่ขัดข้องอะไร ดังนั้นในวาระแรกเริ่มเราคิดว่าเพื่อให้งานเดินได้ ไม่ตั้งองค์กรใหม่ งบประมาณไม่เพิ่มขึ้น หน่วยงานที่เคยมีกองทุนอยู่แล้วก็โอนมาตามกฎหมายฉบับนี้ สามารถทำได้ เพราะคำสั่ง คสช. บอกว่าเว้นไว้แต่จะมีกฎหมายฉบับใหม่ออกมา ตอนนี้เรากำลังทำกฎหมายฉบับใหม่ออกมาแล้ว ดังนั้นในหน่วยงานดังกล่าวจึงอยู่ที่ สภาผู้แทนราษฎร แต่ผมขอความกรุณาท่านประธานว่าสิ่งที่เราเสนอ ถ้าเราเสนอคือ จุดเริ่มถ้าเราเริ่มตรงนี้ได้แล้วไม่ซับซ้อน ไม่ยุ่งยากเสนอไปทางรัฐบาล ถ้ารัฐบาลเห็นว่า ควรแยกหน่วยงาน ควรมีหน่วยงานใหม่ ควรจะให้เป็นนิติบุคคล ผมว่าเขาสามารถที่จะไปทำ ให้ดีกว่านี้ได้ แต่ถ้าเราไปเริ่มต้นอะไรยาก ๆ พอไปเดินแล้วติดหมด หน่วยงานใหม่ บุคลากรใหม่ งบประมาณเพิ่มขึ้น เราก็ห่วงตรงนี้ ก็เลยเสนอเป็นรูปแบบนี้เพื่อที่จะให้เริ่มต้นแล้วเดิน ต่อไปข้างหน้าได้ ก็กราบเรียนครับ ของอาจารย์ดุสิตคงหมด ถ้าไม่หมดเดี๋ยวท่านก็ช่วยถาม เพิ่มเอาแล้วกันนะครับ
ของท่านเพิ่มพงษ์ ก็ขอบคุณท่านเพิ่มพงษ์มีข้อเสนอแนะที่ดี ก็จะนำมาปรับปรุง
ท่าน พลเอก เลิศรัตน์ เรื่องกรรมการก็ตอบไปแล้วเมื่อสักครู่นี้ แล้วให้มี กกต. ในนี้ก็ระบุไว้ครับ ท่าน พลเอก เลิศรัตน์ ในรายงานนี้ก็ให้ กกต. มีบทบาท แต่จะแบ่งหน้าที่ ในส่วนงานการเรียน ในส่วนของประชาชน ในส่วนของเด็ก เยาวชน แต่ กกต. จะเป็น ส่วนของนักการเมือง ก็จะแยกส่วนไป
ส่วนอาจารย์ธรรมศักดิ์ ท่านก็อยากให้สมาชิกฟังแล้วก็ลงมติ เราต้อง ทำความเข้าใจตรงนี้กันว่าการทำงานในสภาเราบางทีอาจจะมีประชุมกรรมาธิการ บางครั้งเราอาจจะไปอยู่นอกห้อง แต่ในสภาเรามีโทรทัศน์ตลอด เรามีถ่ายทอดเสียงทั่วสภา เพราะฉะนั้นสมาชิกไม่อยู่ในห้อง แต่อยู่ในห้องอาหารท่านก็ฟังได้ อยู่ในห้องกรรมาธิการ ไม่ใช่ห้องประชุมท่านก็ฟังได้ อยู่นอกห้องก็ฟังได้ ดังนั้นอันนี้ก็เป็นเรื่องที่ว่าอาจจะไม่พร้อมเพรียง ที่อยู่ในห้อง แต่ก็สามารถที่จะรับรู้ รับทราบแล้วมากดคะแนนได้ ก็คงไม่ได้ถึงกับเสียหายอะไร นอกจากจะไประบุในข้อบังคับหรือตกลงไปเลยว่าห้ามทำอย่างอื่น ต้องอยู่ในห้องอย่างเดียว ใครไม่อยู่ในห้องห้ามกด อย่างนั้นก็จะโกลาหลแล้วจะทำงานไม่ได้ แต่ของประเทศอังกฤษ เขาไม่อยู่ในห้องนะครับ ผมเคยไปดูที่ประชุมสภาของอังกฤษเขาประชุม เขามีประชุมพูดกัน คนอภิปรายกับประธาน ๒ คน เขาอภิปราย ๒ คน แล้วเขาก็ถ่ายทอดไป พอถึงเวลา เขาจะมีเวลาเรียกว่ากดลงคะแนนเหมือนของเรา แต่เขาจะเป็นลูกศรวิ่ง เวลาค่อย ๆ ลดลง สมาชิกก็จะเข้ามากดคะแนน อันนี้ก็เป็นเรื่องของแต่ละสภา แต่ยกตัวอย่างว่าสิ่งที่เรากำลังทำ สมาชิกก็จำเป็น บางทีอาจจะไม่ได้อยู่ในห้อง แต่เขาก็สามารถเข้าใจได้ แล้วก็มาลงคะแนนได้
ท่านที่ ๗ ก็เอาประสบการณ์ท่านมาพูดให้ฟัง
ท่านที่ ๘ ท่านกษิดิ์เดชธนทัต สิ่งที่ท่านกษิดิ์เดชธนทัตพูดอยู่ในมาตรา ๑๕ เมื่อสักครู่ก็อธิบายให้ท่านฟังแล้วว่าการมีส่วนร่วมของประชาชนเราก็ให้ความสำคัญในเรื่องนี้
ท่าน พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม ขอบคุณครับ ท่านพูดด้วยเหตุผล จริง ๆ ท่านมีเหตุมีผลมากกับข้อเสนอ แนวคิด วิธีการเสนอ แต่ก็ต้องเรียนครับ ส่วนหนึ่ง ตอบไปแล้ว เรื่องนิติบุคคลตอบไปแล้ว แต่อีกส่วนหนึ่งกฎหมายฉบับนี้ได้บัญญัติว่าหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องต้องทำนั่นต้องทำนี่ กระทรวงศึกษาธิการ กสทช. หรือหน่วยงานอื่น จะไปบังคับเขาได้ไหม ต้องกราบเรียนว่าตอนนี้เราออกเป็นกฎหมาย ถามว่าเราสั่งเขาได้ไหม เราสั่งเขาไม่ได้ครับ แต่เรากำลังทำกฎหมายสั่งให้เขาทำ กฎหมาย ของแต่ละหน่วยงานจะสังเกตได้เลยครับ ไม่ว่า กสทช. หรือหน่วยงานไหนก็ตามก็จะบอกเลยว่า กสทช. มีอำนาจดังต่อไปนี้ และกฎหมายอื่น ๆ ถ้าเราออกกฎหมายบอกว่าให้ กสทช. ทำอะไร เขาก็จะต้องทำ ถ้าบอกว่าให้ กสทช. ประชาสัมพันธ์กฎหมายฉบับนี้ เขาก็ต้องประชาสัมพันธ์ คือเราไม่ได้สั่งเขา แต่เรากำลังสั่งให้เขาทำกฎหมาย สั่งกระทรวงศึกษาธิการ สั่ง กกต. ให้มา ทำหลักสูตร ให้มาทำแผนแม่บท มาทำหลักสูตรการศึกษา อันนี้ก็สามารถจะทำได้
ส่วนท่านสุดท้าย อาจารย์ถวิลวดี ขอบคุณอาจารย์ถวิลวดี ในส่วนกระจายอำนาจ จริง ๆ เราก็พยายามเขียนว่าให้ประชาชนมีส่วนร่วมอยู่ในนี้ ถ้าอ่านในหลาย ๆ ส่วน และการมีส่วนร่วมของประชาชนทั้งหลายเราก็พยายามใส่ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่อย่างไรก็ตามคณะกรรมาธิการก็จะนำความคิดเห็นของท่านสมาชิกทุกท่าน ซึ่งเป็นความคิดเห็นที่สร้างสรรค์และทำให้รายงานฉบับนี้สมบูรณ์ขึ้น และเป็นประโยชน์ ที่ท่านนำเสนอมา จะนำมาปรับปรุงให้เป็นรายงานที่ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ กราบขอบคุณ ท่านประธานและสมาชิกทุกท่าน ขอบคุณครับ