สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๒๐ · ๑๒ มิถุนายน ๒๕๖๐

นิกร จำนง หารือเรื่องสถาบันพระปกเกล้าและขอความช่วยเหลือจากท่านประธาน เพื่อให้ได้หน่วยงานที่รับผิดชอบต่อการปฏิรูประบบรัฐสภา

นายนิกร จำนง กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม นิกร จำนง ท่านสมาชิกครับ มีประเด็นนิดเดียว เรื่องที่ผมเรียนแล้วว่าผมไปกับกฎหมาย ฉบับนั้นลึกมากแล้วก็คือตอนนี้ตั้งอนุกรรมการ อนุกรรมการชุดนั้นมี สนช. มา ๔ คน ทางเราผมให้อาจารย์วุฒิสาร ตันไชย มาเป็นกรรมการ แล้วก็อาจารย์เธียรชัย ณ นคร กรธ. ก็พิจารณากันไป ประเด็นเรื่องสถาบันพระปกเกล้าเป็นประเด็นที่อาจารย์เฉลิมชัยพูดถึง โดยหลักก็คือที่เราอยากให้อยู่ภายใต้ร่มเงาตรงนี้เพราะว่าเราไม่กล้าไปตั้งข้างนอก ตอนนั้นเราพยายามเปลี่ยนชื่อสภาพัฒนาการเมืองมาเป็นอีกชื่อหนึ่ง คือเอาคำว่า สภา ออก หลักการก็คือว่าลอยอยู่ใต้อัมเบรลลา (Umbrella) หลังคาของรัฐสภา ในขณะนี้ซึ่งผม ไม่มีหน่วยงาน ก็เลยไปฝากไว้กับตรงนั้นก่อน แต่ว่าอยู่เหมือนเท่า ๆ กัน เรื่องนี้ผมได้ไป หารือกับท่านทำร่างเสร็จแล้ว แล้วก็เอาร่างไปคุยกับท่านรองนายกรัฐมนตรีวิษณุ เครืองาม เพราะว่าตอนที่เรารับ ๓ ฝ่ายมาเรื่องนี้ถูกมติจาก ๓ ฝ่ายให้ส่งให้ท่านรองนายกรัฐมนตรีวิษณุ ในฐานะดูแลกฎหมายเป็นคนดูแลเรื่องนี้โดยเฉพาะ พอไปคุยแล้วตอนนั้นเราเสนอตั้ง สถาบันพระปกเกล้า ทีนี้มีความเห็นแย้งกันอยู่ในกรรมการชุดนั้น ก็อยากจะเรียนท่านเลิศรัตน์ว่า ร่างที่ตอนนั้นเรายกขึ้นมาเรากลัวจะไม่มีดาบ เราก็เลยเห็นว่า ๒ หน่วยงานที่สำคัญก็คือ ปลัดกระทรวงมหาดไทยสำคัญเพราะคุมองค์กรชุมชน ของชุมชนที่ตั้งขึ้นมาทั่วประเทศ ตามเป้าหมายที่จะกระจายไปอยู่ภายใต้กระทรวงมหาดไทย ตรงนี้ประชาชนสำคัญ ในเมื่อเราจะให้ความรู้กับเด็ก ๆ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการสำคัญมาก ในนั้นมีอยู่ เดี๋ยวเราจะพิจารณากันอีกที ในนั้นเราตั้งรองนายกรัฐมนตรีเสียด้วยซ้ำ ทีนี้ประเด็นสำคัญ คือเรื่องสถาบันพระปกเกล้า ในร่างนั้นเราเสนอซึ่งจะสัมพันธ์กับตรงนี้ว่าให้เป็นคู่แฝดกันอยู่ ทีนี้มีประเด็นที่ผมเรียนถามท่านรองนายกรัฐมนตรีวิษณุ ซึ่งท่านได้กรุณาให้ความเห็นมา ก็คือทาง สนช. เขาเห็นว่าในร่างนั้นเราเอาเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้ามาเป็นกรรมการ ของหน่วยงานใหม่นี้ด้วย ซึ่งไม่เห็นด้วย ผมก็ไปคุยกับท่านรองนายกรัฐมนตรีวิษณุ หารือท่านเรื่องกฎหมายดังกล่าว ท่านก็บอกว่าเราไปตั้งแยกขาดออกจากกันเดี๋ยวก็เหมือน ก.พ. กับ ก.พ.ร. หรอก คล้ายกันแต่ทำงานไปคนละทิศเลย ท่านก็มีความเห็นว่าควรจะโยงกัน แสดงว่าท่านสนใจเรื่ององค์กรนี้อยู่ตอนนั้นที่ยังไม่ถูกยุบ ให้โยงกัน แล้วค่อยไปแก้กฎหมาย สถาบันพระปกเกล้าให้กรรมการของเขามาจากหน่วยงานใหม่ที่เราตั้งคือไขว้กันมี ๒ หลัก ก็คือขาดออกจากกัน ซึ่งท่านรองนายกรัฐมนตรีวิษณุไม่เห็นด้วยมากว่าถ้าขาดออกจากกัน เป็นงานเดียวกัน และทำงานกันไปคนละทางจะยุ่งมากเลย ก็เอามาผูกโยงกันให้รับผิดชอบ ร่วมกัน ทีนี้ถ้าอยู่ภายใต้รัฐสภาด้วยกันก็จะเป็นประโยชน์มาก จุดตรงนี้จะเป็นจุดสำคัญ ดังนั้นเสนอไปก่อนตรงนั้นแล้วให้เป็นแฝดเข้าไป ตรงนี้เหมาะที่สุดแล้ว ทีนี้ประเด็น ที่ว่าเราเสนอสถาบันพระปกเกล้ามีอีกประเด็นหนึ่ง เรื่องจะเข้าสัปดาห์หน้าก็คือ เรื่องการปฏิรูประบบรัฐสภา เราเชิญสถาบันพระปกเกล้ามาแล้วในคณะกรรมาธิการ ที่มีท่านนรรัตน์เป็นประธาน และจะเข้ามาให้ท่านพิจารณาด้วย ก็คือเราจะติดดาบ สถาบันพระปกเกล้า ประเด็นปัญหาที่เราพิจารณาที่ท่านเฉลิมชัยพูดว่าแล้วสถาบันพระปกเกล้า จะมีอิสระขนาดไหนในเมื่อฝ่ายการเมืองมาเป็นประธานบอร์ด (Board) บอร์ด (Board) ของสถาบันพระปกเกล้ามีการปรับคือเป็นอิสระตามสมควร นั่นคือสภาวิชาการ ตรงนี้ ก็เหมือนกัน เพียงแต่ว่ามาเป็นประธานบอร์ด (Board) รับผิดชอบดูแล แต่เข้ามาลึกข้างในไม่ได้ ตรงนี้ปลอดภัยที่สุดครับท่านอยากจะนำเรียน ไม่มีที่ไหนจะปลอดภัย ไปเป็นองค์กรอิสระ แล้วจะไม่มี หน่วยหนึ่งอาจจะเป็นไม่ได้เลย แล้วถ้าไม่ใช่องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ก็ไม่มีอำนาจใด ไปเป็นองค์กรเล็ก ๆ งานมันใหญ่มาก คิดว่าเดี๋ยวไปปรับกันดูแล้วก็ทำให้ดีที่สุด และสุดท้ายเรื่องก็ต้องเข้าไปที่ท่านรองนายกรัฐมนตรีวิษณุอยู่ดี และท่านพูดกับผมเป็น คำสุดท้ายว่า ไม่ว่าจะอย่างไรเรื่องนี้ต้องมีผู้รับผิดชอบ ผมยังจำคำนี้ได้ ผมก็เลยคล้าย ๆ เหมือนเบาใจไปว่าท่านเห็นปัญหาอยู่แล้ว ที่ผมไปทักว่าเรื่องนี้สำคัญมากแต่ไม่มีหน่วย รับผิดชอบ ท่านรองนายกรัฐมนตรีวิษณุก็บอกว่าต้องมีหน่วยงานรับผิดชอบต่อเรื่อง การปฏิรูปการเมืองอย่างแน่นอน ท่านให้ความเห็นไว้กับผมอย่างนั้น กราบเรียนด้วย ความเคารพจะได้วางใจครับ