กษิดิ์เดชธนทัต ชี้รากหญ้ารวมตัว 20 จังหวัด หนุนประชาชนร่วมออกแบบนโยบาย

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๒๐ · ๑๒ มิถุนายน ๒๕๖๐

กษิดิ์เดชธนทัต เสกขุนทด หารือประเด็นต่าง ๆ หลังรับฟังข้อเสนอจากกรรมาธิการ ชี้ถึงความสำคัญของการรวมตัวของภาคประชาชนในระดับรากหญ้าที่พัฒนาเป็นเครือข่ายสภาองค์กรชุมชนในกว่า 20 จังหวัด และเรียกร้องให้มีกฎหมายรองรับบทบาทของประชาชนในการมีส่วนร่วมออกแบบนโยบายและพัฒนาการเมืองจากฐานรากอย่างเป็นระบบ

นายกษิดิ์เดชธนทัต เสกขุนทด

เรียนท่านประธานที่เคารพ ท่านกรรมาธิการครับ ผม กษิดิ์เดชธนทัต เสกขุนทด สปท. ๐๐๕ อดีตเคยเป็น รองประธานสภาพัฒนาการเมือง แล้วก็เป็นสมาชิกอยู่จำนวนหนึ่ง ได้ฟังทุกท่านอภิปราย ได้ฟังทางกรรมาธิการให้ข้อมูลให้ข้อเสนอ กระผมมี ๒-๓ ประการ

ประการที่ ๑ ผมอยากให้ข้อมูลเบื้องต้นกับในที่ประชุมแห่งนี้ วันนี้เอง ภาคประชาชนได้ถูกยกระดับไปเป็นองค์กร เป็นเครือข่าย แล้วก็มีพัฒนาการในการคิดค้น ออกแบบ สร้างวัฒนธรรมการเมืองของเขาเอง มีสักประมาณ ๒๐ กว่าจังหวัดที่โยงกัน จากกลุ่มองค์กรในระดับหมู่บ้าน โยงกันที่ตำบล แล้วก็โยงกันที่จังหวัด แล้วก็ยกระดับตัวเอง เป็นสภา ที่เรียกว่าสภาภาคประชาชน คำถามก็คือว่าโยงกันมาเพื่ออะไร โจทย์ใหญ่สำคัญ ที่สุดก็คือพี่น้องประชาชนเองคิดว่าทุกเรื่องราวเกี่ยวข้องกับชีวิตของเขา แผนพัฒนาทุกฉบับ การขับเคลื่อนทางการเมืองทุกเรื่องเกี่ยวข้องกับชีวิตของเขา ประมาณ ๒๐ กว่าจังหวัดที่มีสภาแบบนี้อย่างเข้มแข็ง แล้วสุดท้ายเขาต้องการเห็นแผนพัฒนาจังหวัด สิ่งที่ผมหยิบยกตรงนี้ขึ้นมาเพื่ออะไร ก็คือวันนี้ภาคประชาชนเองตื่นตัวแล้วครับ เพียงแต่ว่า เขาไม่มีพื้นที่ในการที่จะแสดงความคิดเห็น นอกจาก ๒๐ กว่าจังหวัดเองเขาก็มีสภาองค์กรชุมชน ที่เกิดขึ้นในตำบลต่าง ๆ ประมาณ ๖,๐๐๐ กว่าตำบล อันนี้คือตัวเลข มาจากไหนครับ ก็มาจากการรวมกลุ่ม รวมองค์กรแล้วก็ตั้งเป็นสภาองค์กรชุมชน โยงกันไปที่จังหวัดเรียกว่า สภาพลเมือง เขากำลังคิดว่าสิ่งที่ผ่านมา บทเรียนที่ผ่านมาทั้งหมด การพัฒนาจากคิด ออกแบบข้างบนโดยผู้ที่มีความรู้ความสามารถแล้วก็ไปพัฒนาคนข้างล่างไม่เพียงพอครับ วันนี้ต้องขึ้นจากองค์กรชุมชนจากข้างล่าง เรียกว่าหงายกระทะขึ้น กระทะคว่ำน่าจะ หมดยุคไปแล้ว วันนี้ถ้าประชาชนในพื้นที่ ในหมู่บ้านไม่รวมกลุ่มกัน ไม่รวมตัวกันแล้วโยงกัน เป็นเครือข่ายไม่มีทางที่จะแก้ปัญหาเรื่องการเมืองได้ ประเด็นที่ผมหยิบยกตรงนี้ก็คือว่า ศักยภาพวันนี้มีกลุ่มองค์กรประชาชนที่รวมตัวกันระดับตำบลทุก ๆ ตำบลที่ไม่ใช่ องค์การบริหารส่วนตำบลอย่างเดียว เขากำลังโยงกลุ่มองค์กรแล้วก็มาเชื่อมกับท้องถิ่น แล้วก็มาเชื่อมกับท้องที่กำนัน ผู้ใหญ่บ้านที่เรียกว่าสภากลางของหมู่บ้าน จุดประกายตรงนี้ จะต่ออย่างไร เขาโยงกันมาที่จังหวัดเรียกว่าสภาพลเมือง พยายามที่จะมาโยงกับระบบ บริหารราชการแผ่นดิน โยงกับผู้ว่าราชการจังหวัด โยงกับส่วนราชการอื่น ๆ เพื่อที่จะ ออกแบบยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัดนั้น ๆ โดยประมาณ ๒๐ จังหวัด ตัวเขาเอง อันนี้คือประเด็น สิ่งที่ผมหยิบยกตรงนี้ขึ้นมาเพื่อจะชี้ให้เห็นว่าวันนี้ภาคประชาชนเอง ขยับเรื่องวัฒนธรรมการเมืองมาไกลพอสมควรแล้ว แต่ประเด็นสำคัญก็คือว่าวันนี้ถ้าจะพัฒนา วัฒนธรรมทางการเมือง สร้างวัฒนธรรมทางการเมืองเป็นเรื่องของการให้การศึกษาอย่างเดียว ไม่เพียงพอ จะต้องเพิ่มถึงเรื่องของวิถีชีวิตที่เขาสัมพันธ์อยู่ปัจจุบันด้วย วันนี้ตำบลนี้มีปัญหา เรื่องลุ่มน้ำ วันนี้ตำบลนี้มีปัญหาเรื่องทรัพยากร วันนี้ตำบลนี้มีปัญหาเรื่องหนี้สิน กระบวนการ เหล่านี้ที่จะหล่อหลอมให้คิดค้นออกแบบว่าจะแก้ปัญหาของเขาอย่างไร ประเด็นที่ผมหยิบยก ตรงนี้ก็คือว่าวัฒนธรรมทางการเมืองวันนี้ต้องตอบคำถามวิถีชีวิตได้ด้วย ไม่ใช่เพียงแค่ การเมืองคือมีผู้แทนเข้ามา สิ่งที่ผมชี้ให้เห็น ณ วันนี้ก็คือว่าฐานรากของประชาชนที่ระดับตำบล แล้วโยงมาที่จังหวัด โยงมาที่ระดับชาติ มีผู้แทนระดับหนึ่งแล้วเราจะต่อเรื่องนี้อย่างไร อันนี้คือคุณูปการของสภาพัฒนาการเมือง อีกประการหนึ่งที่ผมอยากจะหยิบยกตรงนี้ต่อก็คือ ถ้าสมมุติเราออกแบบคิดว่าวันนี้สังคมไทยมีวัฒนธรรมการเมืองที่ยังไม่เข้มแข็ง เราออกแบบ มีองค์กรและรูปของคณะกรรมการแล้วสานต่อลงไปที่เครือข่ายระบบหน่วยงานรัฐแล้วก็ เอกชน รวมทั้งรูปของคณะกรรมการ ผมว่าแค่นี้อย่างเดียวไม่พอ ต้องมีองค์ประกอบของ ภาคประชาสังคมระดับพื้นที่ที่กำลังก่อตัวขึ้นมา วันนี้ ๗๗ จังหวัดเขากำลังนั่งดูอภิปราย ผมอยากจะเรียนกับที่สภาแห่งนี้ เขาสนใจเรื่องนี้มาก เหตุที่เขาสนใจเรื่องนี้มากก็เพราะว่า วันนี้น่าจะถึงเวลาแล้วที่ภาคประชาชนรวมกลุ่ม รวมองค์กร สร้างเครือข่ายกันมาน่าจะขึ้นมา รับผิดชอบสังคมด้วย เพราะฉะนั้นร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้เองจะเป็นร่าง พ.ร.บ. ที่ไปรองรับตรงนั้น ได้อย่างไร จะไปสัมพันธ์กันอย่างไร เรามีรูปของคณะกรรมการ ๑๘ คน แล้วก็ไปสัมพันธ์ กับหน่วยงานต่าง ๆ เขาคือผู้ที่รอรับการพัฒนาใช่ไหมครับ ทำไมไม่เอาเขาขึ้นมาที่เป็น เจ้าของในการเคลื่อนล่ะ นี่คือประเด็นที่เขาฝากมา เขายินดีแล้วก็พร้อมที่จะขับเคลื่อนร่วม เพราะฉะนั้นวันนี้ถ้าคิดข้างบน ออกแบบข้างบนแล้วลงไปพัฒนาข้างล่าง ผมว่าเป็นวัฒนธรรม แบบเดิม ถ้าวัฒนธรรมใหม่ให้ผสมผสานกัน ข้างบนมีคุณูปการ มีความรู้ ความคิด ความสามารถ แล้วออกแบบสามารถจัดระบบได้ ข้างล่างโยงขึ้นมาให้สัมพันธ์กันอย่างไร มีรูปของคณะกรรมการที่สัมพันธ์กันอย่างไร ประเด็นที่คณะกรรมาธิการได้พูดถึง สภาพัฒนาการเมืองก็คือบทเรียนที่ผ่านมาประมาณ ๗-๘ ปีที่มีสภาพัฒนาการเมือง มีทำ ๓ วัตถุประสงค์ คือส่งเสริมระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข พูดถึงเรื่องคุณธรรมจริยธรรมผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองแล้วก็หน่วยงานราชการ และอันสุดท้ายคือพัฒนาความเข้มแข็งของการเมืองภาคพลเมือง ผมเชื่อว่าบทเรียนที่ผ่านมา ประมาณ ๘ ปีที่สภาพัฒนาการเมืองได้ปฏิบัติการมา การเมืองภาคพลเมืองมีความเข้มแข็ง แต่ข้อที่ ๒ คุณธรรมจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองคือคนที่อยู่ข้างบน ยากครับ ยากในการที่จะเปลี่ยน เพราะฉะนั้นผมกำลังเสนอว่าถ้าร่าง พ.ร.บ. นี้สามารถปรับแล้วก็ มีข้อคิดเห็นสิ่งที่ผมเสนอตอนนี้คือว่าข้างบนคิดได้ ออกแบบได้ ลงไปทำได้ แต่ว่าไม่ใช่มองมิติ ของชาวบ้านคือผู้ได้รับการพัฒนา จะทำอย่างไรให้ชาวบ้านที่เขารวมกลุ่มโยงกันมาเป็นระดับ เครือข่าย ระดับองค์กร แล้วตั้งแท่นมาพร้อมที่จะเคลื่อนไปใต้ยุทธศาสตร์ ๒๐ ปีด้วย กับภาครัฐจะมีพื้นที่ตรงไหน จะจัดความสัมพันธ์อย่างไร ใน ๑๘ คนที่เป็นรูปคณะกรรมการนี้ ในสัดส่วนของสภาภาคประชาชนจะเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องตรงนี้ได้อย่างไร นี่คือประเด็น อีกประเด็นหนึ่งที่ผมได้พูดเมื่อสักครู่นี้ก็คือว่าวันนี้วัฒนธรรมทางการเมืองที่กำลังหยิบยก ร่าง พ.ร.บ. อย่างไรก็แล้วแต่ ผมว่าถ้าจะสร้างความเข้มแข็ง ความรู้ ความรู้สึกร่วม การมีส่วนร่วม การเป็นหุ้นส่วนในการพัฒนาประเทศ การพัฒนาการเมืองที่เข้มแข็งได้ ต้องพูดถึงวิถีชีวิตด้วย ถ้าลงไปที่ตำบลไปพูดเรื่องการเมือง วันนี้ผมบอกชาวบ้านว่า เรื่องน้ำคลองแห่งนี้จะพัฒนาฟื้นฟูอย่างไร นี่ก็คือการเมือง ถ้าการเมืองท้องถิ่นไม่มาจัดการ ภาคประชาชนก็สามารถตัดสินใจได้ว่าจะทำอย่างไร นี่คือสาระสำคัญ ๒ ประการที่อยากฝาก ให้เห็นภาพว่าวันนี้ไม่ใช่เริ่มต้นจากศูนย์ วันนี้ภาคประชาชนลุกขึ้นมาในทุก ๆ ตำบล โยงกัน มาที่จังหวัด ผมยกรูปธรรมก็ได้ มี ๑ จังหวัดที่กำหนดยุทธศาสตร์ของจังหวัดตัวเอง ภายใน ๑๐ ปีเขาจะเป็นจังหวัดที่เป็นเมืองแห่งธรรมะเกษตร เป็นหลวงพระบาง ๒ เขาโยงคนมา ประมาณ ๒๐,๐๐๐ คนมาคุยกันที่ศาลากลางจังหวัด แล้วก็ร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัด ในการทำงานกัน ตอนนี้ก็คือรัฐกับราษฎร์กำลังที่จะโยงเข้ามาหากันแล้วยกระดับการเมือง ภาคพลเมืองที่เอาวิถีชีวิตมาเป็นตัวเดิน ประเด็นสำคัญก็คือว่าทำอย่างไรจึงจะให้การปฏิบัติการ ภายใต้วิถีชีวิตกับการเมืองไปด้วยกันได้ด้วย ไม่ใช่แปลว่าการเมืองอย่างเดียว ขอบคุณครับ