กิตติ ยันระวังความคิด-สร้างนักการเมืองดี นำไทยสู่การเมือง 4.0

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๒๐ · ๑๒ มิถุนายน ๒๕๖๐

กิตติ กิตติโชควัฒนา ย้อนความทรงจำจากคำสอนของพ่อแม่และอาจารย์ พร้อมเห็นด้วยกับข้อเสนอของกรรมาธิการด้านวัฒนธรรมทางการเมือง ที่เน้นการมีส่วนร่วมของประชาชนและการสร้างนักการเมืองที่ดีเพื่อความมั่นคงทางการเมืองของประเทศ

นายกิตติ กิตติโชควัฒนา

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม กิตติ กิตติโชควัฒนา สปท. ๑๐ จากจังหวัดยะลา ท่านประธานครับ ผมจำได้ว่าตอนเด็ก ๆ หลังจากที่ทางมหาวิทยาลัยประกาศสอบว่าผมสอบติดที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก็ ๕๐ กว่าปีเศษ ประมาณ ๖๐ ปีที่แล้วมา คุณพ่อผมก็มาส่งที่สถานีรถไฟมะลุโบ ของจังหวัดนราธิวาส ในขณะที่รอรถไฟนั้นก็นั่งรับประทานกาแฟอยู่ในร้านกาแฟ ผมเด็ก ๆ ก็รับประทานน้ำมะพร้าว ก็จำได้แม่นเพราะเป็นร้านที่ขายประจำเวลาผมไปกรุงเทพฯ หรือกลับจากกรุงเทพฯ ก็จะแวะร้านนั้นรับประทานน้ำมะพร้าวเพราะร้านนั้น ขายน้ำมะพร้าว ก็ยังจำได้อีกว่าคุณพ่อบอกผมว่าลูกโตแล้วไปเรียนหนังสือกรุงเทพฯ เวลาอยู่คนเดียวให้ระวังความคิด ท่านกำชับว่าให้ระวังความคิด เวลาฟังอาจารย์สอนให้รู้จัก วิเคราะห์ต่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือเวลาอยู่คนเดียวให้ระวังความคิด ผมคิดว่าอันนี้ เป็นเรื่องใหญ่ เพราะคนเราจะขับเคลื่อนเรื่องอะไรก็แล้วแต่ก็มาจากความคิด ถ้าเราคิดผิด ก็หลงทาง ถ้าคิดถูกก็ไปสู่ที่ชอบ ที่ถูก ที่ควร เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ก็ยังฝังใจให้กับผม อยู่ตลอดเวลา ผมคิดว่าขณะนี้บ้านเมืองของเรานั้นเยอะแยะมากมายที่หลงผิดหลงถูก เพราะยึดติดความคิดที่คิดผิด นั่นประการที่ ๑ ที่ผมจำได้ที่คุณพ่อสอนผมมาเมื่อตอนเด็ก ๆ ที่มาส่งผมที่สถานีรถไฟมะลุโบ จังหวัดนราธิวาส อย่างไรก็ตามเมื่อผมเข้าเรียนแล้วอยู่ปี ๓ ผมเรียนรัฐศาสตร์ อาจารย์เสน่ห์ จามริก สมัยนั้นใครที่เรียนมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก็คงจะนึกออกว่าท่านเป็นเจ้าทฤษฎีในเรื่องความเข้มงวดกวดขันเรื่องของการให้คะแนน ในการสอบ ใครที่ได้ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ถือว่าเยี่ยม สมัยนั้นเก่งครับ ต้องเอาจริงเอาจังกับการอ่าน ท่านสอนผมอย่างนี้ ท่านหยิบยกเอาทฤษฎีการเมืองของนักปราชญ์ทางการเมือง บอกว่าความดี ของมนุษย์สิ้นสุดเมื่อเล่นการเมือง วันนี้คณะกรรมาธิการเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมือง มาพูดถึงเรื่องการสร้างนักการเมืองที่ดี ก็เลยทำให้ผมคิดว่าอะไรกัน แต่เมื่อมาอ่านในสิ่ง ที่ทางคณะกรรมาธิการเสนอมาแล้วก็เห็นด้วยทุกประการ รวมไปตลอดจนถึงมีกรรมาธิการ บางท่านที่ได้เสนอแนะไปแล้วมากมาย ก็รู้สึกภูมิใจ ดีใจว่าสิ่งที่คณะกรรมาธิการชุดนี้ ได้นำเสนอ สอดคล้องกับสถานการณ์บ้านเมืองที่เราต้องการ ประเทศไทยในทางการเมือง เข้าสู่ ๔.๐ เพราะฉะนั้นอันนี้จึงเป็นสาระสำคัญของการที่จะนำพาประเทศชาติของเราไปสู่ ความมั่นคงทางการเมือง เพราะเราพูดเสมอว่าถ้าบ้านเมืองใดการเมืองไม่นิ่ง อย่างอื่น ก็เหลวไหลตามอย่างที่เราเห็นกันในอดีตที่ผ่านมาตั้งแต่ปี ๒๔๗๕ เป็นต้นมา ก็มีอยู่บางช่วง บางขณะเท่านั้นเองที่พอไปได้ แต่ส่วนใหญ่แล้วเหลวไหล ท่านประธานครับ ไม่ใช่เท่านั้น วันที่ผมแต่งงาน คุณแม่ผมก็มาบอกว่าลูกเอ๋ย ต่อไปนี้เจ้ามีคู่ชีวิตแล้ว ทำอะไร ต้องหมั่น ปรึกษา ก็คือปรึกษาภรรยาละครับ ท่านบอกว่าถ้าไม่หมั่นปรึกษา โง่มาก ผมก็ทำ ปรึกษาครับ เพราะอันนี้ผมคิดว่าการที่คุณแม่สอนผมอย่างนี้ก็คงมีเจตนาดี เนื่องจากว่า สุภาพสตรีผู้หญิงนั้นมักจะเป็นคนรอบคอบ สุขุม ละเอียด แล้วก็มีความถี่ถ้วนในเรื่องอะไร ต่ออะไรเพื่อไม่ให้เราผิดพลาดในการคิดอะไรที่เกี่ยวข้องกับคนในบ้าน คู่ชีวิตนั้นจะต้อง ระมัดระวัง ต้องหมั่นปรึกษา ท่านย้ำว่าถ้าไม่หมั่นปรึกษา โง่มาก ในขณะเดียวกันวันที่ผม ได้รับคำสั่งแต่งตั้งเป็นนายอำเภอ คุณพ่อผมก็มาบอกอีก บอกว่าลูกเอ๋ยขณะนี้เจ้าเป็นนายคน ภาษาจีนเขาเรียกว่านายคน เพราะฉะนั้นการเป็นนายคน ที่ดีนั้นต้องรู้จักฟังเสียง ได้ยินเสียงประชาชน ก็ไปสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญที่พูดถึงเรื่องของ การต้องปรึกษาหารือ สอบถามความคิดเห็น เพราะฉะนั้นผมคิดว่าคนโบราณที่สอนสั่ง อะไรต่าง ๆ มากมายนั้นต่างล้วนแต่กลั่นกรองมาจากความรู้ ความเข้าใจที่เป็นประโยชน์ ต่อชาติบ้านเมืองทั้งสิ้น เพียงแต่ว่าบางที บางครั้ง บางคราวเราคิดว่าตะวันตกต้องไปอย่างนี้ เราลืมไปว่าเมืองไทยของเรามีวิถีที่ต่างไปจากฝรั่งเป็นอย่างไร เราลืมเรื่องของเราไป โดยทิ้งเรื่องของเราไปยึดติดจากที่เราคิดผิดตั้งแต่แรกเริ่มว่าต้องอย่างนั้นเพราะเราเรียน มาอย่างนี้เลยเตลิดไปกันใหญ่ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เป็นประการสำคัญก็คือว่าการปรึกษา ประชาชนนั้น อย่างในการเสนอของคณะกรรมาธิการชุดนี้พูดถึงเรื่องของการมีประชาชน เข้ามามีส่วนร่วม อันนั้นผมคิดว่าถูกต้อง เฉียบขาด แต่ว่าประชาชนในขณะนี้ของบ้านเรานั้น เป็นอย่างไร อดีตที่ผ่านมาก็คงจะเป็นบทเรียนที่เจ็บปวดให้กับพวกเราว่าเวลานักการเมือง หาเสียงก็มักจะมีอีกฝ่ายมาโต้แย้งเวลาเขียนโครงการขึ้นมา อย่าคิดว่าประชาชนโง่ อย่าคิดว่า ประชาชนไม่รู้ แต่ทำไมประชาชนจึงยากจน ถ้าประชาชนรู้ ประชาชนไม่โง่ ประชาชนฉลาด ประชาชนต้องเข้มแข็งขึ้น ต้องร่ำรวยขึ้น ต้องมีความต่างในเรื่องของรายได้ทางเศรษฐกิจ ไม่ต่างกับคนรวยมากจนเป็นเหตุให้สงสัยกันว่าเราทิ้งชาวบ้านห่างไกลจนเกินความน่าดูมากไป เพราะฉะนั้นที่บอกว่าอย่าคิดว่าประชาชนไม่รู้ อย่าคิดว่าประชาชนโง่ เป็นวาทกรรม ทางการเมืองที่ทำให้ชาวบ้านหลงดีใจว่าเรารู้ เราไม่โง่ เราฉลาด แต่พอทำไปทำมาเราแย่ พอมีที่บ้านบ้าง ที่ดินบ้าง สวนบ้าง ไป ๆ มา ๆ ก็ไปตกกับพวกบรรดานายทุน บรรดา นักธุรกิจ บรรดานักการเมือง จนขณะนี้ทุนที่พอจะมีอยู่บ้าง ๕ ไร่ ๑๐ ไร่ก็ไม่มีอะไรเหลือ พอที่จะยาไส้ เพราะฉะนั้นในเรื่องของการเตรียมความพร้อมประชาชนจึงเป็นเรื่องใหญ่ อย่างที่ท่านพูดถึงว่าให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรมทางการเมืองนั้นเราจะต้อง ปูพื้นฐานตั้งแต่ต้น โรงเรียนดีครับ ไม่ใช่ไม่ดี แต่ทำอย่างไร ก่อนเข้าโรงเรียนว่าอย่างไร สถาบันการศึกษาต่าง ๆ ยังไม่พอ ผมคิดว่าผู้คนของบ้านเรานั้นอ่อนในเรื่องวินัย เพราะฉะนั้น จึงไม่แปลกครับ ทุกปีจะมีน้ำรอระบายในเขต กทม. ปีหน้าก็คงไปฟังอีก ก็จะมีเรื่องน้ำรอระบาย ในเขต กทม. อีก แล้วในขณะเดียวกันเจ้าผักตบชวาก็จะมีให้อีก มานั่งคุ้ยนั่งกู้กันทุกปี ซึ่งไม่มีทางสิ้นสุด เพราะวินัยในการจัดการปัญหาบ้านเมืองเราไม่ได้ฝึกมาตั้งแต่พื้นฐานเบื้องต้น เรามาคิดตอนกลางน้ำเพื่อจะไปสู่ปลายน้ำ แต่ต้นน้ำซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของคนเรา ไม่ได้ปูให้เป็นที่เรียบร้อย ให้เป็นน่าไว้วางใจ น่าภูมิใจ น่าเชื่อถือว่าต่อไปเจ้านี่โตขึ้นไปแล้วจะได้ เป็นคนดีของบ้านเมือง ถ้าเป็นพระก็พระชั้นยอด ถ้าเป็นนักการเมืองก็เป็นนักการเมืองที่ดี อย่างที่เราต้องการ เพราะฉะนั้นสิ่งที่อยากจะฝากความหวังไว้มาก ๆ จะเป็นโรงเรียน สถาบันการศึกษาก็แล้วแต่ ในนี้ก็ยังมีการพูดถึงเรื่องวินัยอยู่ อยากให้ตอกย้ำเรื่องการปูพื้นฐาน ให้กับมวลชนที่กว้างใหญ่ไพศาลครอบคลุมทั่วประเทศ ตั้งแต่ระดับหมู่บ้านเล็ก ๆ ไปจนถึง ระดับชาติ เรื่องวินัย อย่าไปคิดว่าผู้ใหญ่มีวินัย ผมไม่เชื่อครับ บางคนเหลวไหล โดยเฉพาะ บ้านคนใหญ่คนโตที่มีหลังบ้านติดกับคลองนั่นละสำคัญ เพราะฉะนั้นในเรื่องวินัยนั้น ต้องหมั่นสอน ต้องหมั่นสั่ง แต่ประการสำคัญก็คือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องในเรื่องของ การขับเคลื่อนการบังคับใช้กฎหมายบ้านเมือง เราบอกว่าคนไทยนั้นเห็นแก่ได้ เจ้าหน้าที่ อ่อนแอ ที่ไหนมีปัญหาก็ไม่แคล้วเรื่องกลไกของรัฐอ่อนแอ เพราะฉะนั้นทำอย่างไร ในนี้พูดถึง เรื่องของการขับเคลื่อนกลไกของรัฐจะทำอย่างไร อันนั้นน่าจะเป็นปัญหาปัจจัยหลักข้อหนึ่งไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าเรื่องของการสร้างวินัย ให้กับพลเมืองที่ดีที่เราคิดว่าจะเป็นฐานสำคัญในการขับเคลื่อนการเมืองของเราในอนาคต ท่านประธานครับ ผมคิดว่าสถานการณ์บ้านเมืองขณะนี้บรรยากาศค่อนข้างดี ผมเชื่อว่า ดังที่ในหลวงทรงตรัสว่าบ้านเมืองมีทั้งคนดีและคนไม่ดี แต่ในขณะเดียวกันผมก็เชื่อต่อไปอีกว่า บ้านเมืองเรานั้นมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ใครทำดีทำชั่วย่อมมีร่องรอย คนทำชั่วเดี๋ยวนี้เห็นมากมาย ไม่ต้องรอชาติหน้า มีให้เห็นเป็นระยะ ๆ ดังที่สื่อสารมวลชนได้ลงข่าวให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ว่า คนที่ทำไม่ดีมีร่องรอยนั้นสิ่งศักดิ์สิทธิ์กำลังแสดงอภินิหารขับเคลื่อนไปสู่ที่ชอบ ๆ เพราะฉะนั้น สิ่งที่คิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์ของเราขณะนี้ก็คือว่าการขับเคลื่อนพลังทางด้านต่าง ๆ ของกลไกของรัฐนั้นจะต้องเข้มแข็ง เอาจริงเอาจัง อย่าเห็นแก่หน้า ไม่อย่างนั้นเราคิดว่า ประชาธิปไตยของเราอยากจะได้กฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับขณะนี้ที่ออกไปแล้ว จะเกิดมรรคเกิดผลให้ประเทศไทย การเมืองประชาธิปไตย ๔.๐ นั้นก็คงจะลำบากหน่อย เพราะฉะนั้นกลไกของรัฐจะต้องเข้มแข็ง การอบรม การให้ความรู้ ปูพื้นฐานในเรื่องวินัย จะต้องกระจายให้ทั่วโดยอาศัยสื่อของรัฐที่มีอยู่ ขอความร่วมมือจากหน่วยเอกชนต่าง ๆ ที่ใช้สื่อให้เอาจริงเอาจัง รวมไปตลอดจนถึงสถานศึกษาต่าง ๆ เหล่านี้ ในประการสำคัญ ก็คือว่าสถาบันทางศาสนา ท่านประธานครับ เราคิดว่าขณะนี้บางทีสถาบันทางศาสนา ก็เป็นต้นเหตุสำคัญในเรื่องของการสร้างปัญหาอย่างที่เราเห็นกันอยู่ในขณะนี้ เพราะฉะนั้น ทำอย่างไร สถาบันที่ชาวบ้านศรัทธา เชื่อถือ ยอมรับ เห็นแล้วกราบก่อน ไม่ต้องรอว่า ผู้นำศาสนาคนนี้คือใคร บางทีบวช ๒ วัน ท่านทั้งหลายอายุ ๗๐ ปี ๘๐ ปีก็ยังไปกราบไปไหว้กัน เพราะเห็นผ้าเหลืองแล้วศรัทธาโดยไม่ต้องไปนั่งถามว่าลูกใคร หลานใคร เพราะฉะนั้น การใช้ผู้นำทางศาสนาเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องในการชี้นำสังคมจึงต้องดูเป็นคน ๆ ไป ในบางแห่งบางพื้นที่ที่มีการเอาจริงเอาจังทางศาสนา ผมคิดว่าหลักคำสอนช่วยได้เยอะ อย่างเช่นที่สอนว่าศรัทธาต่อผู้ปกครอง เคารพต่อผู้ปกครอง เป็นส่วนหนึ่งของความศรัทธา เป็นต้น เห็นไหมครับ นี่ละคำสอนอย่างนี้เฉียบครับ ถ้ารู้จักใช้หลักคำสอนโดยมีผู้นำศาสนา เอาจริงเอาจังกับการนำหลักคำสอนมาชี้นำพลเมืองให้เป็นพลเมืองที่ดี ผมคิดว่าสิ่งที่เรา ต้องการในขณะนี้ก็ไม่ยากเกินรอ สิ่งที่อยากจะฝากเป็นข้อสังเกตบางประการ ขอบคุณท่านประธานครับ