รายงานการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ
ครั้งที่ ๔/๒๕๕๘
วันจันทร์ที่ ๒๖ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๕๘
ณ ตึกรัฐสภา
สวัสดีครับ เรียนท่านสมาชิก ขณะนี้มีสมาชิกลงชื่อมาประชุมจำนวน ๑๕๓ ท่าน ใน ๒๐๐ ท่านนะครับ องค์ประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งคือ ๑๐๐ คน ผมขอดําเนินการประชุม สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศนะครับ
ระเบียบวาระที่ ๑ เรื่องที่ประธานจะแจ้งต่อที่ประชุม ไม่มีนะครับ
ก่อนพิจารณาระเบียบวาระการประชุมต่อไป ผมมีเรื่องขอปรึกษาที่ประชุม ๒ เรื่องก็คือเรื่องที่ ๑ ในการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ควรจะกําหนด เวลาการป่ดประชุมหรือไม่ โดยที่ประชุมได้กําหนดเวลาเริ่มการประชุมเวลา ๐๙.๓๐ นาฬิกาไปแล้ว ผมขอเรียนปรึกษาที่ประชุมว่าควรจะกำหนดเวลาเลิกประชุมในเวลา ๑๖.๐๐ นาฬิกาหรือไม่ จะมีสมาชิกท่านใดเห็นควรเปึนอย่างอื่นหรือไม่ เรียนเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม ชูชาติ อินสว่าง สปท. หมายเลข ๔๑ ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพครับว่า ภารกิจของพวกเราขณะนี้มากมายพอสมควร หลายท่านเอาหนังสือของ สปช. ไปอ่านแล้ว ทั้งหมด ๑๘ ด้าน ได้พูดอยู่เสมอว่ามันเยอะมาก เพราะฉะนั้นถ้าเรากําหนดการป่ดประชุม ก็จะถือเปึนข้อยุติได้ แต่ผมกราบเรียนด้วยความเคารพว่าผมอยากให้เปึ้นดุลยพินิจ ของประธานว่าเราจะประชุมต่อหรือจะกำหนดเวลาการประชุมแต่ละครั้ง ๆ ไปครับ ไม่ควรกำหนดตายตัวลงไป เพราะว่าภารกิจเราเยอะเหลือเกินครับ กราบขอบพระคุณ ท่านประธานครับ
มีสมาชิกท่านอื่นมีความเห็นเพิ่มเติมไหมครับ
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเปึนอย่างอื่น)
ก็ขอบพระคุณนะครับที่กรุณาเสนอความเห็นที่มีคุณค่า ผมคิดว่าเอาโดยประมาณ เวลา ๑๖.๐๐ นาฬิกาป่ดประชุม ส่วนที่ว่าสมมุติถ้ามันยังมีเรื่องสำคัญที่ยังจะต้องประชุมต่อ เราก็ใช้ดุลยพินิจของประธานได้ เช่นเดียวกันสมมุติถ้ามันหมดวาระมันก็อาจจะเลิกประชุม ได้นะครับ ถ้าอย่างนั้นขออนุญาตให้เปึนประมาณเวลา ๑๖.๐๐ นาฬิกาได้ไหมครับ
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเปึนอย่างอื่น)
ถ้าไม่มีท่านผู้ใดมีความเห็นเปึนอย่างอื่นอีก ถือว่าที่ประชุมเห็นชอบตามที่ผมขอปรึกษา ที่ประชุม ขอบพระคุณครับ
เรื่องที่ ๒ ในการอภิปรายของท่านสมาชิกควรจะกําหนดเวลาการอภิปราย ท่านละไม่เกิน ๕ นาที ซึ่งเปึนแนวทางที่เคยปฏิบัติของสภาปฏิรูปแห่งชาติ แต่ทั้งนี้จะยืดหยุ่นได้ ตามดุลยพินิจที่ผมเห็นสมควร จะมีสมาชิกท่านใดเห็นเปึนอย่างอื่นหรือไม่ ขอเรียนเชิญครับ
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเปึนอย่างอื่น)
ถ้าไม่มีนะครับ ก็ถือว่าที่ประชุมเห็นชอบตามที่ผมขอปรึกษาที่ประชุม แต่ว่าท่านที่ประชุม ก็คงสังเกตว่าผมยินดีที่จะให้ท่านพูดเกินเวลาได้อยู่แล้วนะครับ อยู่ที่ดุลยพินิจของท่านด้วยครับ ขอบพระคุณครับ
ต่อไปเปึนการพิจารณาเรื่องด่วน
การอภิปรายทั่วไปเพื่อเสนอวิธีการปฏิรูปประเทศ ๑๑ ด้าน
ตามมาตรา ๒๗ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗
๑. ด้านการเมือง
๒. ด้านการบริหารราชการแผ่นดิน
ท่านสมาชิกครับ สืบเนื่องจากการประชุมครั้งที่แล้วเมื่อวันที่ ๒๐ ตุลาคม ๒๕๕๘ ที่ประชุมได้พิจารณากําหนดประเด็นสําคัญในการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ตามมาตรา ๒๗ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ ซึ่งจบการพิจารณาและการนำเสนอประเด็นของกลุ่มต่าง ๆ ทั้ง ๑๑ ด้านแล้ว โดยก่อนเริ่มการพิจารณา ผมจะให้ท่านรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศ คนที่หนึ่ง คือท่านอลงกรณ์ชี้แจงเกี่ยวกับกำหนดการพิจารณาเรื่องต่าง ๆ ของสภาให้ท่านสมาชิก ได้รับทราบก่อน ขอเรียนเชิญท่านรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง ท่านอลงกรณ์ชี้แจงครับ
ท่านประธานสภา ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับ ในกรอบการทำงานของ สปท. ตามนโยบายที่ท่านประธานได้มอบหมายว่างเปึนแนวทางการดำเนินงานขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศ ในความรับผิดชอบของ สปท. นั้นก็ได้มีการวางกรอบเวลาของการทํางานภายใต้ โรดแมป (Road map) ระยะที่ ๒ ของแม่น้ำ ๕ สาย ซึ่งบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ และฉบับแก้ไข พุทธศักราช ๒๕๕๘ นั่นก็คือ ๖ ๔ ๖ ๔ ก็คือ ๒๐ เดือนโดยประมาณ ในส่วน สปท. เองนั้น เพื่อให้เปึนไปโดยมีประสิทธิภาพและบรรลุเปัาหมายของภารกิจจึงได้มากำหนดในเรื่องของ กรอบเวลาเปึน ๑ บวก ๑ บวก ๑๘ หมายความว่าใน ๑ เดือนแรกนั้นเปึนช่วงของ การยกร่างสร้างกลไก ซึ่งก็ได้ดำเนินการอยู่ขณะนี้ ก็จะมีการยกร่างเสร็จเรียบร้อย ตามกำหนดวันที่ ๒ พฤศจิกายน แล้วก็จะมีการตั้งคณะกรรมาธิการ นี่เปึนกลไกการขับเคลื่อน ในกรอบของ ๑๑ สาขาปฏิรูปตามที่รัฐธรรมนูญกําหนดอํานาจหน้าที่ และตามนโยบาย การบริหารของท่านประธาน สปท. ดังนั้นจึงได้มีการจัดในเรื่องของการกำหนด
วาระการประชุม โดยที่ตั้งแต่วันนี้เปึนต้นไปจนกระทั่งถึงวันที่ ๑๗ พฤศจิกายน เราจะมีการอภิปรายทั่วไปเพื่อรับฟังความเห็นข้อเสนอของสมาชิกที่เน้นการจัดลำดับ วาระปฏิรูปของสาขานั้น ๆ เปึนประการแรก ประการที่ ๒ ก็คือการนําเสนอวิธีการปฏิรูป โดยพยายามให้ละเว้นไม่ย้อนกลับไปซ้ำในสิ่งที่ทางสภาปฏิรูปแห่งชาติหรือ สปช. ได้ทํางานมา ๑๑ เดือนที่ได้ส่งวาระปฏิรูปรายงานปฏิรูปประเทศที่เรียกว่าเปึ้นพิมพ์เขียว ปฏิรูปประเทศนั้นให้กับทางท่านนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีไปเมื่อวันที่ ๑๓ สิงหาคม คณะรัฐมนตรีก็ได้มีการพิจารณาแล้วก็มอบหน่วยงานเกี่ยวข้อง ทั้งในรูปของการเปึน ตัวข้อเสนอพิมพ์เขียวปฏิรูปแต่ละด้านแล้วนี่ ก็ยังมีในส่วนของตัวร่างกฎหมายกว่า ๒๐๐ ฉบับ ดังนั้นเราจะเปึนการทํางานต่อยอดต่อเติม จึงจะไม่ย้อนไปบอกว่าจะต้องปฏิรูปอะไร เราจะ จัดลําดับความสําคัญ ๒. ก็คือการบอกถึงวิธีการปฏิรูป นั่นก็คือกรอบแนวทางที่ท่านประธาน ได้วางนโยบายก็เอามาออกแบบในเรื่องของการที่เป่ดโอกาสให้สมาชิกทุกท่านได้มีส่วนร่วม ก่อนที่คณะกรรมาธิการแต่ละด้านจะได้นำความเห็นของทุกท่านไปประกอบการพิจารณา จัดทําในการกลั่นกรองข้อเสนอ ทั้งส่วนที่เปึน สปช. เดิม และส่วนที่ได้รับฟังความคิดเห็น จากในการประชุมเชิงปฏิบัติการที่เราได้ดำเนินการไปแล้วก็ดี แล้วก็ในส่วนของการพิจารณา ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ ๑๗ พฤศจิกายน จะเรียงลำดับไปเรื่อย ๆ พร้อมกันนั้นจะมีวาระแทรกอยู่ ๒ วาระ ๑. ก็คือในส่วนของการประชุมพิจารณาร่างข้อบังคับ ซึ่งแน่นอนที่สุดครับ ทางกรรมาธิการยกร่างข้อบังคับขณะนี้คืบหน้ามาก
แล้วก็จะได้มีการนํามาพิจารณาในที่ประชุม สปท. วันที่ ๒ พฤศจิกายน และในวันนั้นก็จะมี วาระสาขาปฏิรูปการเมืองซึ่งเปึนเรื่องใหญ่และยาวต้องใช้เวลาทั้งวันหลังจากเราได้พิจารณา ให้ความเห็นชอบร่างข้อบังคับซึ่งท่านประธานก็จะได้ประกาศใช้ นอกจากนั้นแล้วก็เปึนไป ตามที่ท่านประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ท่านมีชัยได้ประสานมาที่ท่านประธานทินพันธุ์ นะครับว่าข้อรับฟังข้อเสนอความเห็นเพื่อประกอบการยกร่างรัฐธรรมนูญ ก็ได้จัดไว้เปึนวาระ วันที่ ๑๐ พฤศจิกายน ตรงนั้นก็จะเปึนคิวแทรก จากนั้นเมื่อเราดำเนินกระบวนการ เหล่านี้แล้วก็จะเปึ้นภาระหน้าที่ต่อไปของกรรมาธิการแต่ละสาขาที่มีการตั้งขึ้นมา ทุกท่าน ก็จะลงไปทำงานในลักษณะปฏิบัติการในชั้นของกรรมาธิการ ทั้งหมดก็เปึนกระบวนการ ที่สําคัญ ประเด็นที่เพิ่มเติมก็คือว่าการปฏิรูปขับเคลื่อนในครั้งนี้นั้นก็จะมีเปัาหมายอยู่ ๗ ประการด้วยกัน ซึ่งก็บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗ วรรคท้าย รวมถึงคำสั่งแต่งตั้ง สปท. โดยท่านนายกรั ฐมนตรีนะครับ ประการแรกก็คือว่าเพื่อให้การปกครอง ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเปึนประมุขมีความเหมาะสมกับสังคมไทย ๒. ก็คือเพื่อให้ระบบการเลือกตั้งสุจริตและเปึนธรรม ๓. เพื่อให้มีกลไกปัองกันและขจัดการทุจริต และประพฤติมิชอบที่มีประสิทธิภาพ ๔. เพื่อขจัดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเปึนธรรม ทางเศรษฐกิจและสังคมเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน ๕. เพื่อทำให้กลไกของรัฐสามารถ ให้บริการประชาชนได้อย่างทั่วถึง สะดวก รวดเร็ว ๖. เพื่อให้มีการบังคับใช้กฎหมาย อย่างเคร่งครัดและเปึ้นธรรม ๗. เพื่อให้เกิดการปฏิรูปด้านต่าง ๆ ทั้ง ๑๑ ด้าน โดยคำนึงถึง ความสําคัญเร่งด่วนและความสัมฤทธิ์ ผลของการปฏิรูป เพราะฉะนั้นจากนี้ไปก็จะ เข้าสู่กระบวนการทํางานในเชิงของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศนะครับ สําหรับ ในการประชุมรับฟังความคิดเห็นในการอภิปรายทั่วไปนั้นเราจะใช้รูปแบบเดียวกันนะครับ เพื่อให้สอดคล้องกับการทำงานของแม่น้ำ ๕ สาย ซึ่งท่านประธานทินพันธุ์ก็ให้มาออกแบบว่า ในกรอบ ๑๑ ด้านนี้เราจะถือเปึน ขออภัยใช้ภาษาอังกฤษคือฟอร์แมต (Format) เดียวกัน ประการที่ ๒ ก็คือว่าก่อนที่จะเข้าสู่การอภิปรายทั่วไปครบ ๑๑ ด้านของการปฏิรูปนั้นก็จะมี การนำเสนอการสังเคราะห์ภาพรวมข้อเสนอของสภาปฏิรูปแห่งชาติ ซึ่งในส่วนนี้จะอยู่ใน ๑ ใน ๗๗ รายงานที่สภาปฏิรูปแห่งชาติได้ส่งมอบรัฐบาล แล้วก็มอบให้ท่านสมาชิกในวันที่ รายงานตัวนะครับ โดยจะมีอดีตประธานคณะกรรมการจัดทำการสังเคราะห์ภาพรวม เพื่อการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ซึ่งวันนี้ก็จะมานำเสนอ หลังจากนั้นเมื่อเข้ารายสาขาแล้ว
แต่ละสาขาก็จะมีอดีตคณะกรรมาธิการที่รับผิดชอบในเรื่องของการจัดทำพิมพ์เขียวปฏิรูป ประเทศของ สปช. ในด้านนั้น ๆ จะมานําเสนอเพื่อเราจะได้สามารถเห็นว่าเขาเสนออะไร ไปแล้ว คณะรัฐมนตรีดําเนินการไปถึงขั้นไหนแล้ว เราจะขับเคลื่อนต่ออย่างไร ส่วนนี้ก็เปึน สิ่งที่ขอกราบเรียนท่านสมาชิกตามที่ท่านประธานได้มอบหมายครับ
เรียนเชิญท่านวันชัยครับ ถัดมาก็ท่านฐิติวัจน์นะครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม สปท. วันชัย สอนศิริ ท่านประธานครับ เมื่อสักครู่นี้ฟังจากคําชี้แจงของท่านรองประธานอลงกรณ์ สิ่งที่ผมอยากจะ ขอหารือต่อท่านประธานและที่ประชุม ณ ต่อไปนี้นั้นก็คือว่า
เท่าที่ผมอ่านเรื่องการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดินร่วมทั้งเคยเปึน สปช. ฟังการอภิปราย มาโดยละเอียดแล้ว กราบเรียนต่อท่านประธานว่าถ้าท่านสมาชิกได้อ่านและถอยไปดู คําอภิปรายแทบจะบอกไว้ละเอียดค่ อนข้างจะครบถ้วนชัดเจนว่าปัญหามันอยู่ตรงไหน ควรจะต้องปฏิรูปอะไรและจะต้องปฏิรูปอย่างไร ค่อนข้างจะชัดเจนอยู่ในหนังสือเล่มนี้ ในเอกสารนี้ วันนี้ฟังจากท่านประธานและท่านรองประธานแล้วบอกว่ำจะให้ท่านสมาชิกนี่ อภิปราย เอาละสิ่งหนึ่งที่ผมพอจะรับได้นั้นก็คืออาจจะให้ผู้ชี้แจงนั้น เพราะบางท่านอาจจะ ไม่ได้อ่านโดยละเอียดก็ให้ผู้ชี้แจงในอดีต นั้นมาชี้แจงที่มาที่ไปจากนั้นก็เป่ดการอภิปราย อย่างที่ท่านรองประธานบอกว่าจะทําอย่างไร ซึ่งในนี้เขาบอกไว้จะให้ทําอย่างไรอยู่แล้ว ผมจึงสงสัยและอยากจะขอหารือเพื่อการทำงานของพวกเราจะได้เดินขับเคลื่อนไป หาได้มี เจตนาที่จะไปกระตุกแข้งกระตุกขาท่านแต่อย่างใด ว่า เอ๊ะ เราจะอภิปรายกันประมาณสัก ๑๑ ด้าน มันก็จะซ้ำ ๆ แบบเก่า ไป ๆ มา ๆ ประชาชนหรือสื่อมวลชนก็จะมองว่าเรามานั่ง พูด ๆ กันอภิปรายกันเหมือนเก่า ๆ หรือเปล่า เพราะฉะนั้นผมจึงขอความชัดเจนว่าวันนี้ ท่านต้องการอะไร อย่างไรแน่ พูดไปแล้วเอาไปทำอะไรต่อ มันจะขับเคลื่อนได้หรือเปล่า ถ้าผมพูดกันไป ๗ วันนี่มันอยู่ตรงไหนขอความชัดเจนตรงนี้อีกครั้งหนึ่งครับ เพราะผมเกรงว่า ก็ไม่ได้ต่างอะไรกับของเดิมที่เขาอภิปรายกันโดยละเอียด แค่นี้แหละครับท่าน
เชิญท่านฐิติวัจน์
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม พลเอก ฐิติวัจน์ กำลังเอก สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ผมต้องขอขอบคุณ ท่านประธานที่ได้มอบหมายให้ท่านอลงกรณ์ได้ชี้แจงแนวทาง แนวทางดังกล่าวนั้นก็จะเปึน ผลดีถ้าท่านได้ศึกษาเอกสารต่าง ๆ ซึ่งทางสภาแจกไป แต่โดยมาตรฐานแล้วผมคิดว่าทุกท่าน ได้สรุปได้อ่านมาพอสมควร ดังนั้นไม่ใช่ว่าผมจะเปึ้นคนใจร้อน หรือไม่ได้ลบหลู่หรือว่า ไม่ให้ความเคารพต่อท่านประธาน เพียงแต่ว่าสิ่งที่ผมคิดว่าเราต้องการควา มชัดเจน ในขณะนี้จะมีผลถึงข้อบังคับของสภาแห่งนี้ด้วย สิ่งนั้นก็คือเราได้มีการพิจารณา เชิงปฏิบัติการที่ผ่านมาเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว แล้วจะเห็นได้ว่าทุก ๆ กรรมาธิการนั้นมีหัวข้อที่เปึน เรื่องใหญ่ ๆ อยู่ ๒ ประการ เรื่องแรกก็ได้แก่การคอร์รัปชัน เรื่องที่ ๒ คือการปรองดองแห่งชาติ ถ้าประเทศนี้ไม่มีการปรองดองเราก็จะไม่มีการเลือกตั้ง เราจะเดินต่อไปอย่างไรในหนทาง
ของการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเปึนพระประมุข ดังนั้นรูปแบบของกรรมาธิการตามมาตรา ๒๗ วรรคท้ายกำหนดไว้จริงครับว่ามี ๑๑ ด้าน แต่ในแต่ละด้านนั้นผมอยากทราบข้อชัดเจนแล้วก็ต้องเปึนมติของที่ประชุม อย่างน้อยก็ต้อง มีความเห็นหรือรับฟังความคิดเห็นของที่ประชุมนี้ว่าเรื่องคอร์รัปชันจะไปอยู่ที่ไหน
ถ้าจะมี ๑๑ ด้านจริงจะต้องเปึนคณะกรรมาธิการวิสามัญไหม เพราะว่าการขับเคลื่อนตามที่ ผมได้เรียนแต่ต้นแล้วว่าเราจะต้องไปพร้อม ๆ กัน ทั้ง คสช. ครม. สนช. แม้แต่กรรมการ ร่างรัฐธรรมนูญ รวมทั้ง สปท. เราด้วย เรามีกลไกอะไรที่สมาชิกน่าจะเสนอข้อคิดเห็น ที่จะเปึนกลไกในการขับเคลื่อนให้ประเทศนี้มีการขับเคลื่อนการปฏิรูปได้อย่างเปึนรูปธรรม การอภิปรายมีประโยชน์ครับ ผมว่าไม่ใช่ไม่มีประโยชน์ ผมไม่ได้ขัดอะไรท่านประธานเลยครับ เพียงแต่ว่าอภิปรายแล้วแล้วจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป เพื่ออะไร แล้วเราจะจัดองค์กร จัดรูปแบบ ของเราอย่างไร เราจะทำงานส่วนอื่น ๆ ได้เกิดความร่วมมือของ กอ.รมน. เปึ้นต้น กอ.รมน. เขาก็ทำมาพอสมควรแล้วเกี่ยวกับเรื่องการปรองดองแห่งชาติ พลเอก พิสิทธิ์ สิทธิสาร เปึ้นประธาน ขอประทานโทษที่ต้องเอ่ยนามท่ำน เขาก็ได้ขับเคลื่อน เขาไปถึงไหนแล้ว เราไม่ต้องเริ่มใหม่ ท่านประธานครับ ผมอยากรู้ว่ากลไกในการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศนี่ เราจะทําอย่างไร ส่วนเรื่องการอภิปรายด้านการเมืองเปึนเรื่องล่อแหลม ผมคิดว่า ท่านรองประธานได้ชี้แจงเมื่อสักครู่ก็เปึนเรื่องที่ดีนะครับ เราเข้ามาโดยการแต่งตั้งของ ท่านนายกรัฐมนตรี เราก็ควรจะได้รับฟังนโยบายของแม่น้ำ ๕ สายเสียก่อนก่อนจะเดินหน้า ต่อไป เพราะฉะนั้นการที่จะพูดจาอะไรนอกสภาแห่งนี้ผมคิดว่าเปึ้นเรื่องต้องระวังนะครับ เพราะอะไรครับ เพราะพูดไปที่หนึ่งเขาก็นึกว่าสภา ๒๐๐ คนนี้พูดหมด จริง ๆ ไม่ ตัวท่าน คนเดียวที่พูด ดังนั้นเรื่องเหล่านี้ผมคิดว่าต้องถามความเห็น ต้องใช้เวลาสักนิดนะครับ ก็คงไม่กระทบกับผู้ที่จะมาบรรยายในเรื่องที่สภาปฏิรูปแห่งชาติได้เคยกระทำมา และผม ก็อยากจะให้วันนี้มีการตกผลึก เมื่อตกผลึกแล้วกรรมาธิการยกร่างข้อบังคับ การประชุม สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเขาจะได้ร่างออกมา จะเลิกกี่โมงนะครับ ด้วยความเคารพ ท่านประธานครับ มันจะอยู่ในข้อบังคับทั้งนั้นนะครับ จะหมวดการประชุม หรือว่า จะร่างจริยธรรม ความประพฤติของ สปท. ไม่ต้องขึ้นเครื่องบินไปที่ต่าง ๆ โดยไม่จำเปึน อย่างนี้ท่านก็ร่างเข้าไปเลยครับ ร่างได้ครับ เราเปึนสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศต้องทําตัว เปึ้นสาธารณชน ให้สาธารณชนเขาเห็นว่าเราทำเพื่อประเทศชาติจริง ๆ ครับ ขอบคุณครับ
กราบเรียนท่านประธาน ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับ ผม อลงกรณ์ พลบุตร ในฐานะรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง ต้องกราบเรียนว่า ข้อเสนอแนะ ข้อคิดเห็น ทั้งในเรื่องของกลไกกระบวนการทำงานเปึนประโยชน์อย่างยิ่งนะครับ
ในเบื้องต้นขณะนี้นั้นกรรมำธิการยกร่างข้อบังคับจะเปึนผู้ที่กำหนดในเรื่องของกลไก กระบวนการ และเมื่อร่างข้อบังคับนำเข้าสู่ที่ประชุม สปท. สมาชิกทุกท่านจะได้พิจารณา เมื่อถึงเวลานั้นเราจะพูดเรื่องนี้กันในช่วงนั้นอีกครั้งหนึ่ง ๒. ก็คือในการอภิปรายทั่วไปจะต้อง ไม่ซ้ําประเด็นครับ ท่านพูดถูกต้องแล้ว เราต่อยอด เพราะฉะนั้นการที่แม้แต่ตัวเนื้อหาสาระ ก็ต้องไม่เหมือนเดิม คนละสภานี่ ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่สภาเดียวกันแต่ก็ต้องให้เกียรติความเห็น สมาชิกที่จะมีความเห็นที่ต่างออกมาได้จาก สปช. หน้าที่เราคือกรองและกลั่นในข้อเสนอเดิม มี ๕๐๕ เรื่อง กฎหมาย ๒๐๐ กว่าฉบับ ก็มาจัดลำดับตั้งแต่ปฏิรูปที่ทำได้ก่อนการเลือกตั้ง หรือการปฏิรูปที่ใช้ระยะเวลาก็จะต้องส่งมอบต่อไปให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งต่อไป ขณะเดียวกันการขับเคลื่อนให้เห็นเปึนรูปธรรมดังที่เปึนอำนาจหน้าที่และภารกิจของเรานั้น ก็ต้องดำเนินการที่แตกต่างออกไป
จึงได้เน้นว่าการอภิปรายทั่วไปนําเสนอนั้นจะเปึนการนําเสนอใน ๒ แนวทางสําคัญ ๑. ก็คือ การลําดับความสําคัญ ยกตัวอย่างเช่นการปฏิรูประบบราชการ มีการเสนอวาระปฏิรูป ไม่น้อยกว่า ๑๐ วาระที่เกี่ยวข้อง มีการเสนอกฎหมายในชั้นตั้งแต่กฎกระทรวง ประกาศกรม ชั้นพระราชบัญญัติ พระราชกฤษฎีกา ที่เสนอไว้จำนวนหลายสิบฉบับ จากนั้นก็เปึนหน้าที่เรา ที่จะต้องมากรอง มากลั่น จัดลำดับความสำคัญ นี่เปึนประการที่ ๑ ประการที่ ๒ ก็คือว่า แล้วจะปฏิรูปอย่างไร เผอิญตอนนั้นอายุของ สปช. สิ้นวาระก่อนกําหนดครับ ต้องยอมรับ ผมเปึนวิป (Whip) เองตอนนั้นบางเรื่องสมบูรณ์ บางเรื่องข้อจำกัดของเวลาก็ยังไม่ทันเสร็จ เรียบร้อยดี คราวนี้ก็เปึนหน้าที่เรานะครับ แต่ว่าก่อนที่กลไกจะขับเคลื่อนในรูปของ กรรมาธิการก็ต้องขอความเห็นร่วมเพื่อเปึนแนวทาง และถามบอกว่าการอภิปรายจะส่งต่อไป ที่ไหน ส่งต่อไปที่กรรมาธิการที่จะตั้งขึ้นมานะครับ ส่วนจะมีกี่กรรมาธิการ จะมีวาระเพิ่มเติม เปึ้นคณะใหม่อย่างไรอยู่ที่คณะกรรมาธิการยกร่าง และเมื่อเข้ามาสู่การพิจารณาทุกท่านมีสิทธิ เสนอเพิ่ม เสนอลดได้หมดนะครับ นอกจากนั้นแล้วประเด็นข้อเสนอของทุกท่าน ที่จะอภิปรายโดยได้เป่ดให้มีการลงชื่อเพื่ออภิปรายตั้งแต่ ๐๘.๐๐ นาฬิกาที่เจ้าหน้าที่ ได้บริการไว้ และภายใต้กฎกติการ่วมกันที่เราจะให้เปึ้นตัวอย่างต้นแบบขององค์กรปฏิรูปโดย สปท. นั้น การประชุมทั้งกรอบเวลาการประชุมที่ท่านประธานได้หารือ ท่านสมาชิก ได้เห็นพ้องแล้วว่าเราจะใช้เวลาเลิกประชุมประมาณ ๑๖.๐๐ นาฬิกาโดยประมาณ หรือว่า ๒. การอภิปรายไม่ควรจะเกิน ๕ นาที แต่ยืดหยุ่นได้ตามเนื้อหาสาระ ๓. ก็คือการเตรียม การประชุมก่อนหน้า จึงได้วางระเบียบวาระล่วงหน้าให้ทุกท่า นได้รู้เพื่อท่านมีคณะทำงาน ต่อไป เมื่อประกาศระเบียบ สปท. ออกมาแล้วท่านจะต้องแต่งตั้งทีมงานท่าน ๓ คน ตรงนั้น ก็อาจจะทำงานได้เต็มที่ ไปค้นคว้าให้เต็มที่ เขียนออกมาอย่าเกิน ๒ หน้ากระดาษเอ ๔ (A4) แล้วก็มา ถ้อยแถลงที่ปรากฏในที่นี้ท่านมีเวลามากพอครับที่จะนำเนื้อหาสาระ ที่มีคุณค่าอย่างยิ่งเสนอต่อสภาภายใต้กรอบเวลาข้อตกลงที่เราพูดไว้ ทั้งหมดนั้นนอกจากส่ง กรรมาธิการที่เกี่ยวข้องแล้วจะรวม ๒๐๐ ความคิดส่งให้กับทุกท่านด้วยครับ เพราะบางครั้ง มีภารกิจเข้าประชุมบ้าง ไม่ได้ฟังตลอดบ้าง ทุกท่านจะได้ข้อสรุปของข้อเสนอความคิด ที่อภิปรายกันในตลอดช่วงที่เราได้กำหนดการอภิปรายทั่วไป ทั้งหมดนั้นก็เปึ้นเรื่องของ กระบวนการแนวทางนะครับ แต่ทั้งนี้เมื่อถึงวาระที่เกี่ยวข้องก็คงจะมีโอกาสได้หารือ เฉพาะประเด็นเรื่องนี้ต่อไปครับ
ก่อนที่ผมจะอนุญาตให้คุณสีลาภรณ์ บัวสาย ขึ้นมากรุณาสรุปงานต่าง ๆ ขอเรียนเชิญ ท่าน พลเอก เลิศรัตน์ เรียนเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ขออนุญาตให้ข้อสังเกต ๒ ประเด็นสั้น ๆ ครับ ประเด็นแรก ที่ทางท่านประธานและท่านรองประธานได้กำหนดให้ สมาชิกลงทะเบียนเพื่อที่จะอภิปรายในวาระด้านต่าง ๆ ทั้ง ๑๑ ด้าน โดยถ้าเปึ้นไปได้ ก็อยากจะให้ส่งเปึนเอกสารประกอบเพื่อที่จะนำไปใช้ประโยชน์ต่อไป กระผมก็เห็นด้วย แต่อยากจะให้ข้อสังเกตกับท่านประธานว่าในการอภิปรายถ้าเราทําเฉพาะแค่นั้นก็จะเปึน ลักษณะแบบวัน เวย์ (One-way) คือสมาชิกที่เหลือที่ไม่ได้เตรียมการอภิปรายไว้ในเรื่องหนึ่งเรื่องใด ก็จะได้แต่นั่งฟังอย่างเดียว ซึ่งผมคิดว่าลักษณะของสภาน่าจะมีการที่จะให้ความเห็นกลับได้
เพราะฉะนั้นก็ควรจะเป่ดโอกาสให้สมาชิกอื่น ๆ สามารถคอมเมนต์ (Comment) คอมเมนต์ (Comment) ทั้งในส่วนที่กรรมาธิการแต่ละเรื่องมาชี้แจง คอมเมนต์ (Comment) ทั้งในส่วนที่เพื่อนสมาชิกได้นําเสนอแนวทางในการปฏิรูปตามความคิดของแต่ละท่าน อาจจะสัก ๒-๓ นาทีเปึนการคอมเมนต์ ฟ้ดแบก (Comment Feedback) กลับ มิฉะนั้น มันก็จะเปึนวันเวย์ (One-way) แต่ละคนก็มาเสนอ และผมเชื่อว่าจะเตรียมกันไม่เยอะหรอกครับ ถ้าให้ทำอย่างนั้นอาจจะมีไม่ถึง ๑๐ คนด้วยซ้ำไปต่อด้าน ในประเด็นที่ ๒ ที่ท่านได้กำหนด ให้มีการนําเสนอข้อบังคับการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศในวันจันทร์ที่ ๒ พฤศจิกายน แล้วต่อด้วยการอภิปรายวาระปฏิรูปเรื่องการเมืองนั้ น จากประสบการณ์ ที่ผ่านมาการพิจารณาเพื่อให้ผ่านร่างข้อบังคับการประชุมของสภาไม่ว่าสภาหนึ่งสภาใด ใช้เวลานานครับ เคยมีจนถึง ๓ ทุ่ม ๔ ทุ่มก็มีตั้งแต่ ๑๐ โมงเช้า เพราะสมาชิกเห็นนั่งเงียบ ๆ อย่างนี้แต่ไม่ยอมกันง่าย ๆ หรอกครับเวลาประชุมกันจริง ๆ บางคนก็จะเอาคณะ จะขอเพิ่มคณะ ก็จะมีคนมาต่อสู้บอกคณะนี้ไม่เอา ไม่สําคัญ แค่ถกแถลงกันหรือถกเถียงก็ได้นะครับว่า เอาคณะไหน ไม่เอาคณะไหนหมดไปหลายชั่วโมง ข้อสังเกตของผมคือว่าถ้าท่านจะเอาเรื่อง การขับเคลื่อนการปฏิรูปการเมืองไปต่อท้ายการพิจารณาอนุมัติข้อบังคับการประชุม ในวันที่ ๒ ผมคิดว่าอาจจะต้องเลิกกันถึงเที่ยงคืน ตีหนึ่งครับ ขอบพระคุณครับ
ท่านฐิติวัจน์สั้น ๆ นะครับ ผมจะขออนุญาตดำเนินการครับ
กราบเรียนท่านประธาน ผม พลเอก ฐิติวัจน์ กำลังเอก ผมขออนุญาตกราบเรียนเรื่องที่ผมคิดว่าน่าจะเปึนประโยชน์ แล้วก็จะนําให้ การประชุมมีการประชุมได้อย่างราบรื่นในอนาคตอันใกล้ ขออนุญาตพูดภาษาบ้าน ๆ นะครับ ขณะนี้สมาชิกทุกท่านติดเครื่องรออยู่แล้วแต่ไม่รู้จะไปเส้นทางไหนครับ เข้าแถวไม่ถูก ยกตัวอย่างใส่ชื่อเอาไว้เมื่ออาทิตย์ที่แล้วกรรมาธิการขับเคลื่อนด้านการเมืองมี ๑๖ ท่าน ด้านการศึกษา ๒๘ ท่าน ด้านสื่อสารมวลชน ๖ ท่าน และคนเรานี่ครับถ้าได้เห็นว่าเรามีมติ ของการทำงานที่กว้างขวางอาจจะเปลี่ยนใจก็ได้ ดังนั้นในประเด็นนี้อยากจะกราบเรียน ท่านประธานว่าเราน่าจะได้ความคิดเห็น ไม่ใช่ผมคนเดียว ผมนี่ก็เดินเล่อ ๆ ล่า ๆ ไม่รู้จะไป ทางไหน จะการเมืองดีไหมหรือว่าจะไปการศึกษา หรือจะอื่น ๆ อื่น ๆ มีอะไรบ้าง ด้านสาธารณสุขที่อาจารย์พรพันธุ์เคยอยู่นี่ เคยเปึน มีเรื่องสิ่งแวดล้อมมาด้วย
สิ่งแวดล้อมไม่ใช่เฉพาะเรื่องเกี่ยวกับทางสาธารณสุขนะครับ สิ่งแวดล้อมมีตั้งแต่บุกรุกป์า มีตั้งแต่คลื่นซัดชายฝัืงพังพินาศ มันหลากหลายเหล่านี้อะไรที่จะจัดลำดับความเร่งด่วนครับ ผมคิดว่าเมื่อไรก็ตามที่ตกผลึกจัดลำดับความเร่งด่วนจะเปึนการช่วย ๔ แม่น้ำที่เหลือนี่ เปึ้นอันมากครับ ขอโทษที่ต้องใช้เวลาตรงนี้ครับ
ขอบพระคุณครับ ผมคิดว่าความเห็นทุกท่านก็มีคุณค่ามาก เราจะรับไปพิจารณาใส่ไว้ ในข้อบังคับ นั่นอันหนึ่ง ทีนี้ก็กราบเรียนท่านสมาชิกดังนี้นะครั บว่าจริง ๆ แล้วเราจะต้อง ทำงานมิใช่ทำงานตามลำพังเท่านั้น เราต้องทำงานร่วมมือกับแม่น้ำ ๕ สายด้วย เดี๋ยวพอ วันพุธที่ ๒๘ ขอเรียนเชิญสมาชิกทุกท่านจะเปึนการพบกัน ครั้งแรกของแม่น้ำ ๕ สาย โดยเฉพาะ สปท. กับ กรธ. ชุดใหม่นี่นะครับ เพราะฉะนั้นในกรณีเหล่านี้เรามีการประสาน การทำงานกันเสมอว่า เช่นวาระ ๓๗ วาระบวกที่เราเสนอไปนี่มันเข้า ครม. หมดแล้วนะครับ
แล้ว ครม. เองก็ได้ส่งไปตามกระทรวงต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อขอความเห็นกลับมาแล้วเขา จะส่งมาให้ สปท. อีกทีหนึ่ง เมื่อ สปท. พิจารณาแล้วมันก็คงพร้อมที่จะเปึ้นร่างกฎหมาย เกิดขึ้นมาแล้วก็คงจะออกมาเปึนกฎหมายขึ้นมา กราบเรียนให้ท่านสมาชิกทราบด้วยว่า ขณะนี้วาระทั้ง ๑๗ ที่ สปช. ได้ทําไว้เดิม ครม. ได้มีมติออกมาหมดแล้วทุก ๆ วาระ แล้วก็ขณะนี้เรากำลังรอความเห็นจากกระทรวง ส่งมาเราก็จะเริ่มเปึนเรื่องนั่น ซึ่งความจริงแล้ว ในประมาณ ๑๓๗ วาระบวกมันมีประมาณ ๔๐ วาระบวกลบอีกเช่นเดียวกันมีลักษณะ เปึ้นร่างกฎหมายอยู่พอสมควร ซึ่งพร้อมที่จะออกมาเปึนกฎหมายได้เหมือนกันอย่างนี้เปึนต้น เพราะฉะนั้นเราจะได้ทราบว่าการทํางานคราวที่แล้วกับที่เราจะต้องสานต่อมันเปึนอย่างไร เพราะฉะนั้นท่านรองประธานอลงกรณ์จึงได้กรุณาเชิญบุคคลมาบรีฟ (Brief) ให้ฟังนิดหน่อย เท่านั้นเอง นอกจากนั้นแล้วจากการประสานงานร่วมกันจากนี้ไปแม่น้ำ ๕ สายคงจะต้อง ทำงานร่วมกันในลักษณะที่ระยะการทำงานต่าง ๆ ควรจะสอดรับซึ่งกันและกัน แล้วอีกอย่าง ก็ควรจะไปในทิศทางเดียวกัน ยกตัวอย่างเช่นการไปรับฟังความ คิดเห็นของประชาชน ในต่างจังหวัดก็คงจะต้องมีผู้แทนคณะรัฐมนตรี ผู้แทนสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ผู้แทนกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ผู้แทนกรรมการ สปท. ไปทีมเดียวกันเลยเพื่อประหยัด แล้วก็เพื่อรับฟังปัญหาและความต้องการของประชาชนไปพร้อม ๆ กัน ขณะเดียวกันผู้แทน ครม. ก็อาจจะชี้แจงได้ว่าในปัญหาและความต้องการต่าง ๆ นั้น ครม. ได้ทำอะไรไว้บ้างแล้วด้วยกัน อย่างนี้เปึนต้น กราบเรียนให้ท่านสมาชิกได้ทราบ เพราะฉะนั้นเรามีแผนงาน ที่ต้องทำงานเร่งด่วนกันต่อไปมาก ๆ อยากจะให้รับฟังความเห็นไว้สักนิดหนึ่งมันจะได้ สานต่อกันได้ ถ้าอย่างนั้นแล้วผมขออนุญาตเลยว่าก่อนเป่ดอภิปรายทั่วไปเพื่อเสนอวิธีการ ปฏิรูปประเทศจึงจะอนุญาตให้คุณสีลาภรณ์ บัวสาย ได้นำเสนอการสังเคราะห์ภาพรวม เพื่อขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศทั้ง ๑๑ ด้าน คือทั้ง ๑๑ ด้านจากนี้ไปเราต้องลง ๑๑ ด้าน เท่านั้นตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗ ก็ ๑๑ ด้าน คสช. ก็ ๑๑ ด้าน ครม. ก็ ๑๑ ด้าน เพราะฉะนั้นทุกอย่าง สปท. คงจะต้องรวม ๓๗ วาระบวก จัดเข้าใน ๑๑ ด้านเหมือนกัน ส่วนมันมีวาระพิเศษอะไรต่าง ๆ เราก็ค่อย ๆ ว่ากันไป ขอเชิญคุณสีลาภรณ์ บัวสาย ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศ ท่านสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ รู้สึกว่าดิฉันจะเจออดีตสมาชิก สปช. หลายท่าน วันนี้ได้มานําเสนอในฐานะอดีตสมาชิก สปช. และประธานคณะกรรมการ
สังเคราะห์ภาพรวมของข้อเสนอการปฏิรูปประเทศของ สปช. ต้องกราบเรียนอย่างนี้ค่ะ เมื่อตอนที่เราเข้ามาเปึน สปช. เราได้รับแจกมา ๒ กล่องแล้วทุกคนก็ต้องไปนั่งอ่าน ๆ บางคนก็อ่าน บางคนก็ไม่อ่าน ภารกิจของ สปท. หนักกว่านั้นเพราะได้แจก ๑ ลัง ลังเบ้อเริ่มเลย ข้างในจะมีเอกสารเล่มสีน้ำเงิน สีเขียว และสีชมพู ซึ่งดิฉันเชื่อว่าส่วนใหญ่ในห้องนี้น่าจะยัง อ่านไม่หมด สิ่งที่ดิฉันอาจจะช่วยทำให้เปึ้นประโยชน์ได้ท่านรองประธานอลงกรณ์ได้ติดต่อมา ก็คือมาทำให้เห็นภาพรวม เรียกว่าเป่ดกล่องแล้วกัน ว่าทั้งหมดมันต่อกันแล้วแปลว่าอะไร เราคิดจะทําอะไร เพราะการทํางานของ สปช. ทั้งหมดมีการตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นมา ๑๘ ชุด
ก็จะมีคนถามว่า ๑๘ ชุดนี้โยงอย่างไรกับ ๑๑ ด้านของการปฏิรูป มีการตั้ง คณะอนุกรรมาธิการทั้งหมด ๘๘ คณะ เฉพาะที่เกี่ยวข้องกับเรื่องทางวิชาการ ไม่นับอนุกรรมาธิการที่ทำเรื่องการรับฟังและการมีส่วนร่วมนั่นอีกหลายสิบ แล้วก็มีข้อเสนอ การปฏิรูปทั้งหมดมีวาระปฏิรูป ๓๗ วาระ วาระพัฒนาอีก ๗ วาระปฏิรูปพิเศษ ๑๐ กว่ากระมัง แล้วก็มีปฏิรูปเร็ว อีก รวมทั้งหมดมีรายงาน ๖๙ ชิ้น ในจำนวนนี้ ดึงออกมาเปึนข้อเสนอการปฏิรูปและข้อเสนอการพัฒนา เปึนวาระปฏิรูปและ วาระพัฒนาที่สำคัญ รวมทั้งหมด ๔๖ เรื่อง ๔๖ วาระ ๔๖ วาระนี้มีข้อเสนอการปฏิรูป ทั้งหมด ๑๗๘ เรื่อง เพราะฉะนั้นเปึนการยากที่จะเข้าใจว่า ๑๗๘ เรื่องนี่ต่อกันแล้วมันแปลว่า อะไร เรากําลังจะพาประเทศไทยไปไหน ทั้งหมดนี้จะเปึนการทํางานของ สปช. ในช่วง ๑๑ เดือนที่ผ่านมา ซึ่งเปึนการทำงานที่มีลักษณะเปึนงานวิชาการ จะไม่ใช่ข้อเสนอ ที่มาจากความเห็นเฉย ๆ จะมีการวิเคราะห์ มีการยกร่าง แม้กระทั่งยกร่างข้อกฎหมายบางอย่าง ที่เราเสนอว่าควรจะต้องมีการแก้ไข แต่ดิฉันคงจะไม่ลงในรายละเอียดเนื่องจากว่า มีเวลาที่อาจจะจำกัดอยู่สักประมาณ ๓๐-๔๐ นาที จะขออนุญาตดิฉันเข้าใจว่าทุกท่าน คงจะมีสไลด์ (Slide) นี้อยู่แล้ว ดิฉันคงจะพูดเพียงสัก ๒๐ กว่าสไลด์ (Slide) ต้น ๆ เท่านั้น ที่เหลือเปึนเรื่องของการขับเคลื่อนในช่วงต่อไปตามรายประเด็น ประเด็นแรกที่อยากจะเรียนเสนอ ไปที่สไลด์ (Slide) ที่ ๒ ๑๑ ด้านตามรัฐธรรมนูญซึ่ง สปท. ก็ถูกว้างโจทย์ ๑๑ ด้าน เช่นเดียวกัน การแตกเปึน ๑๘ คณะกรรมาธิการก็จะดูตามแนวที่ลงมาตรง ๆ ก็จะเห็นว่า มีบางชุดเท่านั้นที่แตกลูกออกมา ถ้าหากว่าจะศึกษางานจากเล่มที่อยู่ในลังนั้นจะเปึนเล่มกลุ่ม สีเขียว กลุ่มสีเขียวจะเปึนวาระปฏิรูปก็จะเห็นรายงานเรื่องบริหารราชการแผ่นดิน ปัองกันทุจริต อันนี้อยู่ภายใต้โจทย์ของเรื่องการบริหารราชการแผ่นดินถ้าดูจาก ๑๑ ด้าน ด้านการศึกษาแตกออกมาเปึน ๓ ชุด มีกรรมาธิการ ๓ ชุด คือศึกษาวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี แล้วก็แรงงาน เศรษฐกิจแตกมาเปึน ๒ ชุด คือ ภาคการเงิน การคลัง แล้วก็ภาค เรียลเซกเตอร์ (Real sector) คือภาคเกษตร อุตสาหกรรม พาณิชย์ ท่องเที่ยว สาธารณสุข และสิ่งแวดล้อม แยกเปึนสองคือสาธารณสุขกับสิ่งแวดล้อม แล้วสังคมก็แยกเปึน สอง อื่น ๆ ก็แยกเปึนสอง อันนี้เปึนเอาต์ ไลน์ (Outline) เบื้องต้นที่จะได้เห็นว่าทำไมของเดิม จึงต้องแยก เพราะว่าแต่ละเรื่องเรื่องมั่นใหญ่มาก อย่างสาธารณสุขกับทรัพยากรเรื่องมั่นใหญ่ ทรัพยากรอย่างเดียวมีตั้งแต่ดิน น้ำ ป์า ทะเลอะไรพวกนี้ เพราะฉะนั้นงานมันก็จะกว้าง
ในแผ่นถัดไปสไลด์ (Slide) นี้จะมองไม่เห็น แต่ว่าแม้กระทั่งที่อยู่ในมือท่านก็อาจจะมองไม่เห็น เพราะว่าตัวมันเล็กมาก ตัวย่อย ๆ ที่เขียนว่า ๔๖ วาระปฏิรูป วาระพัฒนาคือประเด็นที่เปึน วาระปฏิรูปที่เปึ้นผลผลิตของการทำงานของกรรมาธิการว่าด้านต่าง ๆ ๑๘ ด้านที่ตั้งมานั้น แล้วก็สังกัดอยู่ภายใต้ด้านไหน อย่างเช่นบริหารราชการแผ่นดินจะมีข้อเสนอของการปฏิรูป ตั้งแต่เรื่องประสิทธิภาพและคุณภาพของการบริหารงานภาครัฐ การปฏิรูประบบงบประมาณ และการคลัง แล้วก็เรื่องยุทธศาสตร์ชาติ เรื่องของการปัองกันและปราบปรามการทุจริต ประพฤติมิชอบ ก็จะมีวาระปฏิรูปหลัก ๆ ส่วนที่ท่านเรียกว่าข้อเสนอการปฏิรูป ยกตัวอย่างเช่นอย่างพูดเรื่องการปัองกันแล ะปราบปรามการทุจริต ซึ่งเปึนแค่ ๑ ภายใต้ กลุ่มของบริหารรา ชการแผ่นดิน แต่เรื่องนี้เปึ้นเรื่องที่สำคัญ มีการแยกการตั้ง คณะกรรมาธิการออกมา สิ่งที่เรียกว่าข้อเสนอการปฏิรูปของวาระเรื่องการปัองกัน และปราบปรามการทุจริตคือข้อเสนอว่าด้วยเรื่องยุทธศาสตร์ในการปัองกัน การปลูกฝัง การปราบปรามทุจริตทั้งระบบ อย่างนี้เปึนต้น
เพราะฉะนั้นมันจะแตกลงรายละเอียดแล้วก็โยงไปถึงการเสนอข้อกฎหมาย การยกร่าง กฎหมายที่เกี่ยวข้องที่ควรจะต้องมีการปรับปรุงแก้ไข เพราะฉะนั้นในผังนี้ก็จะเห็นทั้ง ๔๖ วาระปฏิรูปว่า ๔๖ วาระปฏิรูปนี้ไปสัมพันธ์อยู่กับการทํางานในด้านต่าง ๆ อย่างไรบ้าง ถัดไปเปึนเรื่องการวิเคราะห์เพื่อจัดลำดับความสำคัญ การจัดลำดับความสำคัญ เราเอาเมทริกซ์ (Matrix) วางเมทริกซ์ (Matrix) ของ ๘ กลุ่ม ๗ นี่มาจากรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญกําหนดความมุ่งหมาย ของการปฏิรูปว่าเปึนไปเพื่อพัฒนาระบบการเมือง ให้โปร่งใส บังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด มีการปรับปรุงประสิทธิภาพการทํางานภาครัฐ เพราะฉะนั้นประเด็นพวกนี้จะถูกกำหนดเปึน ๘ ประเด็นที่เปึนเปัาหมาย แล้วเราเอา วาระปฏิรูปทั้งหมดมาเรียง ๔๖ วาระนะคะ ๓๗ บวก ๙ ก็เปึน ๔๖ ประเด็นใดก็ตามที่ ยกตัวอย่า งนะคะ เราพูดถึงเรื่องปฏิรูประบบ งบประมาณ ปฏิรูประบบงบประมาณ นี่คัตอะครอส (Cut across) ตั้งแต่เรื่องของการปรับ กลไกภาครัฐ เรื่องของการลด ความเหลื่อมล้ำ เรื่องของการแก้ไขทุจริตคอร์รัปชัน เรื่องของเศรษฐกิจและยุทธศาสตร์ การพัฒนา อย่างนี้ถ้ามันคัตอะครอส (Cut across) มากกว่า ๔ เรื่องขึ้นไป ๔ กลุ่มด้านขึ้นไป ที่เปึนตามคอลัมน์ (Column) ที่เห็น เรื่องนั้นคือเรื่องที่ได้รับลำดับความสำคัญสูง ถ้าหากว่า ท่านจะอ่านรายงาน ดิฉันไม่แน่ใจว่ามีท่านใดที่เอารายงานฉบับนี้มาด้วยนะคะ เปึ้นเล่มที่อยู่ ในลังนั้น เล่มนี้ถ้าดูเมทริกซ์ (Matrix) มันจะอยู่ในภาคผนวก ข ซึ่งในภาคผนวก ข จะไฮไลท์ (Highlight) ไว้ว่าบรรทัดที่เปึนไฮไลท์ (Highlight) ด้วยสีเหลืองหมายความว่ามันคัตอะครอส (Cut across) มากกว่า ๕ เรื่อง การคัตอะครอส (Cut across) ๕ เรื่องแปลว่าเรื่องนั้นสำคัญ ทำแล้วมีผลกระทบเยอะ ถ้าเปึนสีเขียวก็คือคัต (Cut) ประมาณ ๔ เรื่อง ถ้าต่ำกว่านั้น เราไม่ไฮไลท์ (Highlight) เพราะฉะนั้นการดึงพวกนี้ขึ้นมาก็จะทําให้ท่านสามารถจะ ดึง ประเด็นที่เปึ้นลำดับความสําคัญ สูงขึ้นมาได้ อันนี้สามารถไปดูได้เองเพิ่มเติมนะคะ ในส่วนที่จะขอเรียนสรุปภาพรวมว่าข้อเสนอของ สปช. คืออะไร ดิฉันขออนุญาตไปที่ สไลด์ (Slide) นะคะ สภาปฏิรูปแห่งชาติเสนอเรื่อง การปฏิรูปสู่อนาคต ป้ ๒๕๗๕ อีก ๑๗ ป้ข้างหน้า เนื้อหาที่จะนำเสนอวันนี้จะมีเรื่องของเปัาหมาย เรื่องว่าความเชื่อมโยง ของข้อเสนอการปฏิรูปจาก ๑๑ ด้านไปสู่ ๑๘ กรรมาธิการ ไปสู่ ๔๖ วาระปฏิรูป ส่วนปฏิรูปอย่างไร แผนและขั้นตอนการปฏิรูปนั้นเนื่องจากเวลาที่จํากัดดิฉันอาจจะข้าม ส่วนนี้ไปแล้วก็ไปพูดว่ากลไกขับเคลื่อนการปฏิรูปจะเปึนอย่างไร เปัาหมายของการปฏิรูปประเทศ
อันนี้มาจากการทำงานของคณะกรรมาธิการ วิสามัญจัดทำ วิสัยทัศน์ และออกแบบ อนาคตประเทศไทยที่ทําเรื่องของการสังเคราะห์แล้วเอามาสรุปร่วมกับ สปช. แล้วแจกลูก ออกไปทํางานแล้วกลับมาร่วมกันอีกทีหนึ่ง เปัาหมายการปฏิรูปประเทศนั้นในด้าน ของการเมืองซึ่งอยู่บนสุด เราต้องการเห็นการเมืองที่เป่ดกว้างไม่ผูกขาด มีส่วนร่วม มีผู้นําที่ดี และเก่งซึ่งส่วนนี้เปึนส่วนที่อาจจะเรียกว่าจับตัวชี้วัดได้ยากที่สุด รองลงมาจะเปึนเรื่อง เศรษฐกิจ ซึ่งคณะกรรมาธิการปฏิรูปเศรษฐกิจ การเงินและการคลังซึ่งมีหลายท่านที่ได้ กลับเข้ามาอยู่ใน สปท. นี้นะคะได้ชี้ว่าเปัาหมายที่เราจะต้องการตั้งใหม่ควรจะเปึนประมาณ ก้าวออกจากกับดักประเทศรายได้ปานกลาง ประเทศรายได้ปานกลางรายได้คือประมาณ ๑๐,๐๐๐ เหรียญลงมา เราเล็งที่ประมาณ ๑๒,๐๐๐ เหรียญ แต่ว่าอีก ๑๗ ป้ข้างหน้า มั่นคงไม่ใช่อยู่ที่ ๑๐,๐๐๐ เหรียญ เพราะฉะนั้นเราเล็งขึ้นสูงไปเลย อยู่ที่ ๑๕,๐๐๐ เหรียญ ก็คือประมาณ ๔๘๐,๐๐๐ บาทต่อคนต่อป้ ซึ่งตีออกมาแล้วมันแปลว่าอัตราการเจริญเติบโต ทางเศรษฐกิจของประเทศต้องขึ้นเฉลี่ยประมาณป้ละ ๖ เปอร์เซ็นต์ ปัจจุบันเราอยู่ ที่ ประมาณ ๒ เปอร์เซ็นต์ ไต่ ๆ อยู่ตรงนี้ ๒ เปอร์เซ็นต์ ไม่เกิน ๓ เปอร์เซ็นต์ ถามว่าทำได้ไหม ต้องใช้แรงสูงมาก แล้วก็ต้องยกเครื่อง เปัาหมายอีกประการหนึ่งคือได้วิเคราะห์กันว่า ถ้าหากว่าประเทศไทยจะก้าวไปข้างหน้าได้อย่างเป่ดเผยสง่างาม
ด้วยชัยภูมิที่ประเทศไทยมีอยู่นี่เราควรจะเปึนศูนย์กลางเชื่อมโยงการพัฒนา ไม่จำเปึน ต้องเปึนเซ็นเตอร์ (Center) แบบที่เอาทุกอย่า งมาไว้ที่ตัวเอง แต่เชื่อมโยงการพัฒนา ในสุวรรณภูมิ เพราะว่าด้วยชัยภูมิของเรานี่อยู่ตรงกลางพอดีของสุวรรณภูมิ เราต้องมอง คอนเซปต์ (Concept) ใหม่ว่าสุวรรณภูมิเปึนบ้าน อาเซียน (ASEAN) เปึ้นที่ทำงาน แล้วนี่คือ ขนาดของการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทยที่เราจะสามารถสร้างได้ เราไม่ได้คิดว่า เราจะต้องยืนอยู่บนฐานของรีซอร์ส (Resource) ในขอบรั้วของประเทศไทยอย่างที่เรา มองเห็นอยู่ ทุกวันนี้การลงทุนของประเทศไทยก้าวออกไปถึงประเทศเพื่อนบ้านอยู่แล้ว สิ่งที่รัฐควรจะต้องทําก็คือส่งเสริมให้มันออกไปมากขึ้น ยิ่งออกไปมากขึ้นการจ้างงาน ในประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้น การหลั่งไหลของแรงงานข้ามชาติเข้ามาในบ้านเรา แล้วสร้าง ภาระทางสังคม ภาระทางด้านการดูแลสุขภาพ ภาระดูแลบริการการศึกษา ดูแล สาธารณูปโภคต่าง ๆ ก็จะน้อยลง มิฉะนั้นเราก็จะเกิดปัญหาเดียวกับที่ยุโรปเผชิญอยู่ คือการไหลเข้าของคนจากยุโรป๊ตะวันออกเข้าไปในยุโรป๊ตะวันตก แล้วก็เพิ่มทั้งอัตรา อาชญากรรม อัตราการดูแลเรื่องรักษาพยาบาล เรื่องที่อยู่อาศัยทุกอย่าง การเปึนศูนย์กลาง เชื่อมโยงในสุวรรณภูมิและอาเซียนจะเปึ้นทิศทางที่สำคัญ ในด้านสังคมมีเปัาหมายที่ใช้ ตัวพรอกซี (Proxy) ก็คือผลสัมฤทธิ์ทางด้านการศึกษาซึ่งมองว่าในอาเซียนผลสัมฤทธิ์ของ เด็กไทยน่าจะเล็งที่จะขึ้นไปให้ถึงเปึนอันดับ ๒ หมายความว่ารองจากประเทศสิงคโปร์ วันนี้ อยู่ที่ประมาณที่ ๕ แล้วก็ควรจะอยู่ในทอปไฟว์ (Top Five) ของเอเชีย ทอปไฟว์ (Top Five) ของเอเชียนี่หืดขึ้นคอ นะ เพราะว่าอย่าลืมว่าต้องแข่ งกับประเทศญี่ปุ์น ประเทศเกาหลี ประเทศไต้หวัน ประเทศสิงคโปร์ มีอีกหลายประเทศ เรื่องทางด้านทรัพยากรเปัาหมาย คือการเพิ่มพื้นที่ป์า ปัจจุบันพื้นที่ป์าอยู่ที่ประมาณ ๒๖ เปอร์เซ็นต์ เราเล็งการเพิ่มพื้นที่ป์าเปึน ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ระบบน้ำครอบคลุม ๗๐ เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่การเกษตร อันนี้เปึ้นเปัาหมาย ที่ผ่านการกลั่นกรองของคณะกรรมาธิการชุดต่าง ๆ ก่อนที่จะมาถึงการสังเคราะห์แล้วก็ กลับไปสู่การเอนดอร์ส (Endorse) ของ สปช. ทั้งสภา ถัดไปเปึนเรื่องของว่าเราเสนอ การปฏิรูปอะไร เปึนความเชื่อมโยงของข้อเสนอการปฏิรูปทั้งหมด คณะกรรมาธิการ สังเคราะห์ได้เลือกใช้อุปมาอุปไม่ยของเครื่องบินเปึนตัวที่จะชี้ให้เห็นว่าเรากำลังประกอบ เครื่องอะไรจากข้อเสนอทั้งหมดจาก ๑๗๘ ข้อเสนอภายใต้ ๔๖ วาระปฏิรูป การทำงานของ ๑๘ กรรมาธิการใน ๑๑ ด้านตามรัฐธรรมนูญ ตามเปัาหมาย ๘ ประการ เพราะฉะนั้นตัวเลขนี้
น่าจะเอาไปซื้อลอตเตอรี่ได้มันเรียงกันไปทั้งหมด เพดานบินใหม่ที่เล็งจะพาขึ้นไปคือเพดานบิน ที่ระดับ ๑๕,๐๐๐ เหรียญ จากปัจจุบันที่เราอยู่ที่ประมาณ ๓,๐๐๐ หรือ ๕,๐๐๐ เหรียญนี่ อยู่แถว ๆ นี้ ประมาณ ๕,๐๐๐ เหรียญถ้าดิฉันจำไม่ผิด สิ่งที่เราต้องการอันที่ ๑ เลยคือเรื่องของ แผนที่การบิน ซึ่งอันนี้คือข้อเสนอในเรื่องของยุทธศาสตร์ชาติที่คณะกรรมาธิการในชุด บริหารราชการแผ่นดินได้ทําข้อเสนอเอาไว้ดีแล้ว เปึนเรื่องของยุทธศาสตร์ชาติ หลายท่าน ในห้องนี้ได้มีส่วนร่วมในการทำงานอันนั้น เราต้องการนักบินคือผู้นำทางการเมืองที่มีคุณภาพ นำพาเครื่องบินเราไปได้ เราต้องการนักบินผู้ช่วยคือผู้บริหารระดับสูงของรัฐนี่ที่พร้อมจะเข้า เปึ้นตัวประคับประคองการบินนี้ เราต้องการเครื่องยนต์ขับเคลื่อนใหม่ที่มีพลังสูง เครื่องยนต์ แบบเดิมพาเราขึ้นไปไม่ถึง ในประเด็นเรื่องเครื่องยนต์ขับเคลื่อนที่มีพลังสูงนั้น เราหมายถึง การปฏิรูปเศรษฐกิจทั้งมหภาค เศรษฐกิจในภาคการผลิต การสร้างสังคมผู้ประกอบการ ทั้ง ๓ ประเด็นนี้มีข้อเสนอการปฏิรูปเปึ้นเล่ม ดิฉันเข้าใจว่าสีเขียวจะมีอยู่ในเอกสาร ที่ท่านได้รับแจกไปทั้ง ๓ เรื่อง แล้วองค์ประกอบที่เปึนคอนเทกซ์ (Context) ของการทำให้ เครื่องยนต์นี้ขับเคลื่อนได้ ๒ เรื่อง คือเรื่องกติกาการแข่งขันที่เปึนธรรม
กับเรื่องของการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม อันนี้จะเปึนข้อเสนออีก ๒ เรื่องที่มีอยู่ในเอกสารแล้วเช่นเดียวกันนะคะว่าจะเปึนกลุ่มของเรื่องเศรษฐกิจ ในเรื่องของ การปฏิรูปเศรษฐกิจนั้นทั้ง ๓ ประเด็นคือเรื่องเศรษฐกิจมหภาค เศรษฐกิจภาคการผลิต แล้วก็การสร้างสังคมผู้ประกอบการ ขอสไลด์ (Slide) ต่อไปนะคะ เราจะมีข้อเสนอในเรื่อง เศรษฐกิจมหภาคจะเปึ้นเรื่องระบบและโครงสร้างภาษี เรื่องของธนาคารเฉพาะกิจ เรื่องการเงินฐานราก ๓ เรื่องนี้มีข้อเสนอเปึนเล่มนะคะ เศรษฐกิจภาคการผลิตอันนี้เปึน เรียลเซกเตอร์ (Real sector) นะคะ ก็จะมีภาคเกษตร ภาคการท่องเที่ยวโลจิสติกส์ (Logistics) ดิจิทัล อีโคโนมี (Digital economy) แล้วก็เรื่องการลงทุนในต่างประเทศ ๕ เรื่องนี้ก็จะมีข้อเสนอเปึนเล่มต่างหากนะคะ เรื่องการสร้างสังคมผู้ประกอบการจะแตะประเด็น ในเรื่องของสัมมาชีพวิสาหกิจชุมชน วิสาหกิจเพื่อสังคม เรื่องของการส่งเสริมสนับสนุน วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมหรือเอสเอ็มอี (SME) แล้วก็เรื่องการส่งเสริมไฟแนนเชียล ลิเทอเรซี (Financial literacy) อันนี้ก็จะมีประเด็นที่เปึนข้อเสนออยู่ กลับไปที่ประเด็นเรื่อง เครื่องบินนะคะ เครื่องบินเรานี่ถ้าหากว่าดูที่ปัญหาที่ผ่ำนมานะคะ เรามีปัญหาเรื่อง ความไม่สมดุล ความไม่สมดุลของเมือง ของชนบท ของคนรวยคนจนนี่นะคะ ถ้าหากว่า ดูตรงนี้นี่เรื่องของป้ก็ที่สมดุลหมายความว่าเรื่อง ของการลดความเหลื่อมล้ำนะคะ การลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความสมดุล สปช. ได้เสนอยุทธศาสตร์หลักคือยุทธศาสตร์ เชิงพื้นที่เปึนยุทธศาสตร์ที่วางระบบเพื่อจะกระจายและขยายโอกาสการพัฒนาต่าง ๆ ไปสู่ พื้นที่ในวงกว้างนะคะ รวมถึงการเพิ่มจีพีพี (GPP) ของประเทศนี่ ถ้าเราต้องการเพิ่มจีดีพี (GDP) ๕ เปอร์เซ็นต์ ๖ เปอร์เซ็นต์ แล้วทำให้มันกระจายตัวด้วย เราต้องคิดเรื่องจีพีพี (GPP) จังหวัด เพราะฉะนั้นยุทธศาสตร์เชิงพื้นที่จะสำคัญมาก ยุทธศาสตร์เชิงพื้นที่มีองค์ประกอบ ที่จะต้องพิจารณาก็คืออันที่ ๑ คือเรื่องระบบงบประมาณเชิงพื้นที่มีข้อเสนออยู่ในวาระปฏิรูป ดิฉันเปึนคนทําวาระนี้เองนะคะ วาระที่ ๔ เรื่องของการกระจายอํานาจและการสร้าง ความเข้มแข็งภาคพลเมือง อันนี้น่าจะอยู่ประมาณวาระที่ ๒ เรื่องนะคะ แล้วก็เรื่องวิจัย และนวัตกรรมเพื่อตอบโจทย์เฉพาะของพื้นที่ อันนี้เปึนแกนกลางเมื่อทำแกนกลางตรงนี้ได้ มันจะไปแตะประเด็นเรื่องฐานทรัพยากร การจัดการทรัพยากรเปึนเรื่องโลคัล เบส (Local base) เปึนเรื่องที่จะต้องจัดการในพื้นที่ เรื่องการสร้างงานพัฒนาอาชีพบนฐานทุนทรัพยากร ทุนสังคม ทุนวัฒนธรรม นี่คืออีกประเด็นหนึ่ง เรื่องคุณภาพการศึกษา เรื่องระบบสวัสดิการ
แล้วก็ระบบบริการสาธารณสุข การแตะระบบพวกนี้จะต้องใช้ยุทธศาสตร์เชิงพื้นที่เข้าไปทำ อันนี้เปึนข้อเสนอที่ สปช. ได้วางไว้ ถัดไปเปึนเรื่องเอาเรื่องอะไรดี เรื่องผู้โดยสารแล้วกันนะคะ เรื่องผู้โดยสารในเครื่องเรามีผู้โดยสารที่หลากหลายมากขึ้น เรามีคนต่างชาติที่ไหลเข้ามา ทำงานในบ้านเราทั้งที่เปึนแรงงานระดับ ล่างและแรงงานระดับบนมากขึ้นนะคะ ความหลากหลายที่เพิ่มมากขึ้นนี้หมายความว่ามันจะต้องทำงาน ๔ ด้าน คือ เรื่องสำนึกพลเมือง เรื่องกติกาการอยู่ร่วมกัน เรื่องสัมพันธภาพและเรื่องการตอบสนองความต้องการของพลเมือง ที่มีความหลากหลายมากขึ้นเหล่านี้นะคะ การสร้างสำนึกพลเมืองต้องการเรื่องการทำงาน เรื่องการมีส่วนร่วมในการจัดการตนเอง การสร้างการมีส่วนร่วมในการบริหารงานภาครัฐ ในส่วนของกติกาการอยู่ร่วมกันหมายถึงการทำงานในเรื่องของกฎหมายกระบวนการ ยุติธรรมนะคะ เรื่องสัมพันธภาพ เปึนยุทธศาสตร์ที่ต้องทำเรื่องของการสื่อสาร การจัดการ เรื่องค่านิยม คุณธรรมจริยธรรม ศิลปวัฒนธรรมและความปรองดอง ส่วนเรื่องการตอบสนอง ความต้องการก็เปึ้นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสวัสดิการพื้นฐานเฉพาะกลุ่ม สวัสดิการพื้นฐาน และสวัสดิการเฉพาะกลุ่ม รวมถึงเรื่องการคุ้มครองผู้บริโภค ทั้งหมดนี้จะมีข้อเสนอจำเพาะ ในแต่ละด้าน ถัดไปเปึนเรื่องระบบและกระบวนการให้บริการในเครื่องก็คือการบริหารงาน ภาครัฐ การบริหารงานภาครัฐนั้นมี ๔ หัวข้อสำคัญก็คือเรื่องการขจัดคอร์รัปชัน การให้บริการ ที่มีประสิทธิภาพ การกระจายอํานาจและการพัฒนากําลังคน
ข้อเสนอการปฏิรูปย่อย ๆ ลงไปในเรื่องของการขจัดคอร์รัปชัน ได้แก่เรื่องโอเพน กัฟเวิร์นเมนต์ (Open government) คือรัฐบาลที่มีความโปร่งใส อันนี้มีข้อเสนอของ คณะกรรมาธิการอยู่ เปึนเล่ม ๆ เรื่องกลไกปัองกันและปราบปราบทุจริต เรื่องการปัองกันผลประโยชน์ทับซ้อน อันนี้เปึนประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของการขจัด คอร์รัปชัน เรื่องบริการที่มีประสิทธิภาพ มีข้อเสนอที่เกี่ยวข้องกับเรื่องระบบดิจิทัล กัฟเวิร์นเมนต์ (Digital government) เรียกว่าอะไรดี รัฐบาลที่บริหารโดยใช้ข้อมูลแบบ เรียล ไทม์ (Real time) ข้อมูลที่เข้มข้น การปรับขนาดและยุบเลิกส่วนราชการ ที่ไม่มีความจำเปึนหรือหมดความจำเปึนแล้วก็การปรับระบบราชการเข้าสู่มาตรฐานสากล การกระจายอำนาจเปึนประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเรื่องอำนาจหน้าที่ของท้องถิ่นในการจัดบริการ สาธารณะ เรื่องของการสร้างความเปึนอิสระทางการคลัง การสร้างกลไกกำกับและ ตรวจสอบการทำงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ส่วนเรื่องการพัฒนากำลังคนก็จะเปึนเรื่อง ที่เกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลภาครัฐ แล้วก็เรื่องการพัฒนาคนรุ่นใหม่ขึ้นมา กลับไปที่ เครื่องบินนะคะ ในข้อเสนอนี้เรามีประเด็นที่พูดเรื่องว่าแล้วเครื่องบินนี้จะบินได้อย่างไร เชื้อเพลิงเปึนสิ่งที่สำคัญนะคะ เชื้อเพลิงของเครื่องบินหมายถึงอะไรบ้าง อันที่ ๑ เลย ก็แปลว่าเชื้อเพลิงจริง ๆ นะคะ คือพลังงาน หมายความว่าระบบเศรษฐกิจเราไม่สามารถ จะโตได้ถ้ามันไม่มีพลังงานเพียงพอ แต่นอกจากพลังงานตัวเชื้อเพลิงที่จะใช้ปัอนระบบ เศรษฐกิจเครื่องยนต์ใหม่ของเรามันคือแรงงาน งบประมาณ ภาษีและฐานทรัพยากร ทั้งหมดนี้ก็คืออาเจนดา (Agenda) ที่มันเกี่ยวข้อง เพราะฉะนั้นเมื่อเราพิจารณารายงานของ คณะกรรมาธิการทั้งหมดของ สปช. ก็จะเห็นว่างานทุก ๆ ชิ้นมันจะถูกเชื่อมร้อยเข้ามาอยู่ ภายใต้นี้นะคะ สุดท้ายก็คือตัวหางเสื่อว่าห่างเสื้อคือระบบควบคุมทิศทางเครื่องบินให้บินไปสู่ เปัาหมาย ซึ่งหมายความว่าถ้านักบินหักเลี้ยวแล้วระบบมันต้องเลี้ยวไปด้วย ไม่ใช่ว่า นักการเมืองหรือผู้นํารัฐบาลสั่งแล้วแต่ข้าราชการไม่ทํา เพราะฉะนั้นเรื่องระบบควบคุม ทิศทางก็จะเปึนเรื่องความสัมพันธ์การควบคุม การกำกับระหว่างนักการเมืองกับ ข้าราชการประจำนี้คู่หนึ่ง เรื่องโครงสร้างระหว่างส่วนกลาง ภูมิภาค ท้องถิ่นนี่อีกคู่หนึ่งนะคะ แล้วก็เรื่องกลไกกำกับดูแลตรวจสอบการบริหารงานภาครัฐและรัฐวิสาหกิจนี่อีกประเด็นหนึ่ง อันนี้ทั้งหมดนี้จะมีข้อเสนออยู่ในรายงานของ สปช. นอกจากนั้นในส่วนที่เรียกว่าทำให้ เครื่องบินบินขึ้นแล้ววาระการปฏิรูปถัดไปที่นอกจากนี้ก็ยังมีข้อเสนอที่จะเปึนเรื่องของ
การเพิ่มแรงส่งและลดแรงต้าน ได้แก่ข้อเสนอเพื่อจะลดแรงต้าน เช่นเรามีแรงงานข้ามชาติ เข้ามา ข้อเสนอของกรรมาธิการด้านแรงงานก็จะพูดถึงประเด็นเรื่องแนวทางในการจัดการ เรื่องเหล่านี้ เรื่องภัยพิบัติธรรมชาติ เรื่องสังคมสูงวัย เรื่องความขัดแย้งภายใน เรื่องอิทธิพล มหาอำนาจที่กำลังปรับเปลี่ยนดุลอำนาจกันอยู่ตอนนี้นะคะ งานของคณะกรรมาธิการ อีก ๖ ชุดที่เกี่ยวข้อง คือ เรื่องแรงงาน เรื่องการจัดการภัยพิบัติ เรื่องระบบรองรับสังคมสูงวัย เรื่องกีฬา เรื่องสื่อ ศิลปวัฒนธรรมและศาสนาจะเปึนตัวส่วนที่มาสนับสนุนการเพิ่มแรงส่ง และลดแรงต้าน รายละเอียดดิฉันขอข้ามไปนะคะเนื่องจากว่ามันเยอะมาก นอกจากนี้ก็ยังมี ระบบสนับสนุนภาคพื้นดินที่จะช่วยทำให้เราส่งเครื่องบินขึ้นได้ ก็คือ ๑. ระบบบำรุงรักษา เครื่องบิน หมายถึงกลไกตรวจสอบปรับปรุงและพัฒนาระบบ เรื่องของการพัฒนาบุคลากร ก็คือเรื่องของการศึกษา แล้วก็เรื่องของการควบคุมการจราจรทางอากาศก็คือระบบข้อมูล หรือบิ๊กดาต้า (Big data) และการสื่อสารซึ่งจะทำให้ระบบทั้งหมดมันเชื่อมโยงกัน สถานการณ์เดิมใน ๑๐ ป้ที่ผ่านมานี่นะคะถ้าถามว่าเครื่องบินเราดิ่งลงพื้น เกือบจะ ตกกระแทกพื้นนี่ถามว่าเพราะอะไร เครื่องยนต์เราไม่มีพลัง นักบินเราพาเครื่องบิน ดิ่งลงเกือบตกนะคะ ป้ก็เอียงไม่สมดุลอีกต่างหาก ทุจริตกันจนน้ำมันจะหมด
หางเสือไม่ทำงาน ผู้โดยสารในห้องโดยสารเกิดจลาจลในเครื่อง เราเกิดทั้งหมดนี้ วันนี้เราเอาเครื่องบินลงจอดแล้วประเมินแล้วมันไม่ใช่แค่ซ่อม เราต้องสร้างเครื่องบินใหม่ ด้วยเครื่องยนต์ใหม่ เรากำลังพยายามสร้างพาหนะลำใหม่แล้วทะยานกลับขึ้นไปให้ได้ ในบรรดาทั้งหมดนี้ท่ำนรองประธานอลงกรณ์ได้ขอให้ดิฉันช่วยวิเคราะห์แล้วก็ ลิสต์ (List) ขึ้นมาสัก ๑๐ เรื่องที่สำคัญ ดิฉันได้พยายามลองไล่ขึ้นมา ๑๐ เรื่องสำคัญ จริง ๆ ตัดใจยากมาก เพราะว่าอะไรก็สําคัญไปหมด แล้วถ้าหลายท่านในที่นี้อยู่ในชุดที่ดิฉัน ไม่ได้ลิสต์ (List) ขึ้นมาเดี๋ยวก็คงต่ อว่ากันนะคะ แต่ว่าสำคัญนั้นหมายความว่า ๑. มันถูกคัตอะครอสไพรออริตี (Cut across priority) ด้วย ๕-๖ ด้านที่ได้เรียนตอนต้นแล้ว ๒. ก็คืออิมแพกต์ (Impact) มันแรงมันทำให้เครื่องบินตกได้ บางเรื่องสำคัญก็จริงแต่มันไม่ถึง ขั้นเครื่องบินตก ใน ๑๐ เรื่องนี้เรื่องแรกก็คือเรื่องระบบพรรคการเมือง ในบรรดาข้อเสนอ ของกรรมาธิการด้านการเมืองมีหลายข้อเสนอ แต่เรื่องที่ดิฉันประเมินว่าน่าจะสำคัญที่สุด น่าจะเปึนเรื่องการปรับระบบพรรคการเมือง ข้อเสนออันนี้ยังต้องการการเติมเต็มและทำงาน อีกมากพอสมควร เพราะว่าใน สปช. เองก็มีเวลาค่อนข้างน้อย เรียนตรง ๆ มีเวลา ค่อนข้างน้อยกับการทำงานในเรื่องของระบบพรรคการเมืองอันนี้ พรรคการเมืองที่ดี ควรจะหน้าตาเปึนอย่างไร ควรจะมีกลไกพัฒนานโยบายอย่างไร มีกลไกจัดการความเสี่ยง อย่างไร พวกนี้ยังไปไม่ถึงนะคะ แล้วยังเปึนโจทย์อยู่ เรื่องที่ ๒ คือเรื่องการปราบปรามทุจริต ทั้งระบบ จริง ๆ ข้อเสนอของกรรมาธิการด้านการปัองกันและปราบปรามทุจริตเ ขามี ยุทธศาสตร์เรื่องการปลูกฝังการปัองกันและการปราบปราม แต่ในบรรดาทั้งหมดนี้เรื่องการ ปราบปรามทุจริตทั้งระบบหมายความว่าทำให้มาตรการในการปราบปรามทุจริตเข้มข้นและ เข้มงวดจะเปึนหัวใจ ซึ่งดิฉันเพิ่งอ่านเมื่อเช้านี้ว่า สนช. ประกาศลงราชกิจจานุเบกษา และพระราชบัญญัติที่ปัองกันและปราบปรามทุจริตที่เพิ่มความรุนแรงของโทษมากขึ้น ซึ่งก็สอดคล้องกับทิศทางที่ สปช. ได้เปึนข้อเสนอ ต้องเรียนว่าการทำงานของ สปช. ที่ผ่านมา ไม่ได้ทำเพียงข้อเสนอ หลายชุดได้ประสานกับ สนช. และได้ประสานกับรัฐบาลไปพร้อม ๆ กัน เพราะฉะนั้นการขับเคลื่อนในวันนี้ที่มีอยู่นั้นมีการเคลื่อนแล้วโดยเข้าไปสู่ร่าง พ.ร.บ. ที่ สนช. ก็มี เคลื่อนแล้วโดยรัฐบาลได้สั่งการไปตามกระทรวงต่าง ๆ แล้วก็เยอะ ซึ่งก็คงจะต้องมีการตามกันว่ามีเรื่องใดบ้าง เรื่องที่ ๓ คือเรื่องการสร้างความโปร่งใส ในการบริหารงานภาครัฐ อันนี้จะเปึนหมุดที่สำคัญที่จะกระทบไปหาทั้งเรื่องการปัองกันทุจริต
การเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานภาครัฐ การหนุนให้ภาคประชาชนสามารถมีส่วนร่วม ในการตรวจสอบทุกระดับตั้งแต่การเมืองท้องถิ่นขึ้นมาจนถึงระดับชาติได้ เพราะฉะนั้นตัวนี้ จะแตะการสร้างการเปลี่ยนแปลงได้หลายเรื่อง เรื่องที่ ๔ คือเรื่องการปรับโครงสร้างอำนาจ ส่วนกลาง ภูมิภาคและท้องถิ่น ประเทศไทยไม่สามารถเติบโตได้ ๕-๖ เปอร์เซ็น ต์ ด้วยการกระจุกตัวของความเจริญทางเศรษฐกิจ มันจำเปึนต้องใช้ค่อนเซปต์ (Concept) ของมัลติเพิล โกรท โพลส์ (Multiple growth poles) ต้องกระจายความเจริญเศรษฐกิจ ออกสู่เมืองหลักใหญ่ ๆ แล้วการออกไปเมืองหลักใหญ่ ๆ ท้องถิ่นคุมอยู่ แต่ขนาดของท้องถิ่น บ้านเรามีอยู่ ๗,๘๕๓ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมทุกประเภท ในจำนวนนี้ประมาณ ๗,๔๐๐ แห่งมีรายได้ต่ำกว่า ๑๐๐ ล้านบาท ๖,๘๐๐ แห่งมีรายได้ต่ำกว่า ๕๐ ล้านบาท ถามว่าด้วยขนาดทรัพยากรเท่านี้มันไม่เพียงพอที่จะทำให้ท้องถิ่นสร้างความเติบโต ทางเศรษฐกิจได้ มันจำเปึนต้องคิดขนาดของการจัดการใหม่ซึ่งก็คือเรื่องแอเรียเบส (Area based) ที่พูดถึงยุทธศาสตร์แอเรีย เบส (Area based) เมื่อตอนต้น เพราะฉะนั้นการจัด ปรับโครงสร้างของส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ส่วนท้องถิ่น ต้องคำนึงถึงทิศทางที่กำลังจะเดินไป ข้างหน้านี้ด้วย ประเด็นที่ ๕ คือระบบงบประมาณเชิงพื้นที่ อันนี้จะเปึนข้อเสนอคริติคอล (Critical) มากที่จะเข้าไปทำให้เกิดการกระจายทรัพยากรลงไปที่พื้นที่ เพิ่มบทบาทของ ภาคประชาชนในการตรวจสอบทั้งส่วนท้องถิ่น ส่วนภูมิภาค นักการเมืองในพื้นที่ได้
เพราะถ้าหากว่างบประมาณอธิบาย ดีเฟนด์ (Defend) กันอยู่ที่รัฐสภาเพียงจุดเดียวนี้ นักการเมืองไม่จำเปึนต้องตอบโจทย์ประชาชนในพื้นที่เลย เลือกเข้ามาแล้วเข้ามาดีเฟ็นด์ (Defend) อะไรอยู่ตรงนี้ก็บอกว่าอยู่ที่พรรค อยู่ที่อะไรสักอย่าง แต่ถ้าเขาจะต้องไปชี้กัน อยู่ที่จังหวัด ยกตัวอย่างเช่นบอกว่าจังหวัดพังงาได้รับงบประมาณ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อป้ ประชาชนถ้าเป่ดเผยข้อมูลผ่านโอเพนกัฟเวิร์นเมนต์ (Open Government) ด้วย ประชาชน จะต้องตั้งคำถามทันทีว่าเงิน ๑๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้จะเอาไปทำอะไร จะสร้างการเติบโต ได้อย่างไร เราจะทำให้จีพีพี (GPP) จังหวัดเพิ่มขึ้น ๕ เปอร์เซ็นต์ได้อย่างไร จะต้องใช้ความรู้ อะไรบ้าง จะต้องบริหารงานอย่างไรบ้าง อะไรเปึนบทบาทของท้องถิ่น อะไรเปึ้นบทบาท ของภูมิภาค และอะไรเปึ้นบทบาทของส่วนกลาง เพราะฉะนั้นข้อเสนอเรื่องการปฏิรูป ระบบงบประมาณเชิงพื้นที่จะเปึนตัวที่เข้าไปหมุนอยู่ตรงกลาง ประเด็นที่ ๖ คือเรื่อง กระบวนการจัดทำกฎหมาย กฎหมายบ้านเราวันนี้ออกได้ช้ามากประมาณ ๒ ป้นับจากวันที่ เริ่มคิด ผ่านกระบวนการเข้า ครม. ตีไปกฤษฎีกา ไปสอบถามกระทรวงกลับเข้ามาวีโต้ (Veto) อะไรพวกนี้นะคะ ๒ ป้นี้คือเร็วแล้วนะคะ กระบวนการจัดทำกฎหมายแบบนี้ไม่ทำให้ ประเทศมีความพร้อมที่จะรองรับความเสี่ยงและความรวดเร็วของการเปลี่ยนแปลง ในอนาคตได้ เพราะฉะนั้นการต้องปรับกระบวนการจัดทํากฎหมายให้มีประสิทธิภาพ และรวดเร็วขึ้นเปึ้นเงื่อนไขสำคัญที่จะต้องทำนะคะ ประการที่ ๗ คือเรื่องระบบ และโครงสร้างภาษี เราเดินไม่ได้ถ้าเราไม่มีภาษี เราไม่มีงบประมาณเพราะงบประมาณ ก็มาจากภาษี คณะกรรมาธิการด้านเศรษฐกิจได้ตั้ งคณะชุดหนึ่งศึกษาเรื่องภาษีอากร แล้วเขาได้ทำร้ายละเอียดข้อมูลชัดมากว่าปัจจุบันนี้มีคนเสียภาษีอยู่เท่าไร ซึ่งหมายถึง การเลี่ยงภาษีมหาศาลนะคะ ถ้าหากว่ามีการปรับระบบ และโครงสร้างภาษีอย่างชนิด ไม่ต้องทำอะไรเลยประเทศไทยจะมีเงินเพิ่มขึ้นมากเพียงพอที่จะบริหารและกระจายการสร้าง ความเจริญอันนี้ออกไปได้ เพราะฉะนั้นการปรับระบบและโครงสร้างภาษีจะเปึ้นสิ่งแรก ๆ ที่จะต้องทำในช่วงแรก ๆ ถัดไปคือเรื่องกิจการตำรวจ นี่เปึ้นอีกเรื่องหนึ่งซึ่งเปึนฮอตอิ ชชู (Hot issue) นะคะ ซึ่งก็ทำให้ สปช. แทบแตก ต้องเรียนกันตรง ๆ จบไปโดยที่ดิฉันก็ไม่แน่ใจว่า ข้อเสนอนี้ได้รับการยอมรับสักแค่ไหนนะคะ เผลอ ๆ สปท. ก็อาจจะต้องรับอันนี้ไปทําต่อนะคะ เรื่องระบบการศึกษาเปึ้นอิชชู (Issue) ของทั้งสังคม ไม่ทำไม่ได้ คุณภาพการศึกษาที่ตกอยู่ แล้วเรามองว่าจะเคลื่อนไปข้างหน้า คุณภาพพลเมืองเปึนเรื่องสำคัญมาก เรื่องสุดท้าย
แต่อาจจะสำคัญที่สุดในการขับเคลื่อนเครื่องยนต์ใหม่นี่คือเรื่องแผนยุทธศาสตร์ด้านเศรษฐกิจ ซึ่งมีองค์ประกอบเยอะนะคะ เดี๋ยวดิฉันจะพูดถึงอันนี้โดยละเอียดต่อไป ในบรรดาทั้งหมดนี้ ทอปเท็นไพรออริตี้ (Top ten priority) อาจจะเพิ่มได้อีกสัก ๔-๕ อันแล้วแต่การพิจารณา ต่อไปของ สปท. แต่ว่ายุทธศาสตร์ที่สําคัญในการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศดิฉันวิเคราะห์แล้ว ดิฉันคิดว่ามีอยู่ ๒ เรื่องที่สำคัญที่สุดนะคะ อันที่ ๑ คือยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ อันที่ ๒ คือยุทธศาสตร์เชิงพื้นที่ ยุทธศาสตร์เชิงเศรษฐกิจคือตัวที่จะพาเราออกจากที่ที่เราอยู่วันนี้ ถ้าเทียบแล้วเหมือนเรานั่งรถไฟอยู่ที่หัวลำโพง แล้วขบวนรถมันไม่เคลื่อนออกจากที่ มองออกไปนอกหน้าต่างเราก็ได้กลิ่นเดิม ห้องน้ำเหม็นเหมือนเดิม คนเอะอะจอแจ เหมือนเดิม วิวทิวทัศน์ข้างนอกมันคืออันเดิม ความไม่ปรองดองก็คืออันเดิม แค่ทำให้รถ เคลื่อนออกไปจากที่ข้างทำงก็เปลี่ยนแล้ว สถานการณ์ความปรองดองจะง่ายขึ้นเยอะ เมื่อสภาพมันกำลังเคลื่อนไปข้างหน้า เพราะฉะนั้นการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ จะเปึนยุทธศาสตร์ของการสร้างความปรองดองไปด้วยโดยปริยายนะคะ แน่นอน ต้องทำเรื่องเยียวยา เรื่องการสร้างความยุติธรรมด้วยนะคะ แต่ว่าการเคลื่อนไปข้างหน้า มันทําให้คนไม่ย่ำอยู่กับที่ อยู่บนที่เดิม ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจมีประเด็นสําคัญ ๆ ที่เขาเสนอไว้ อยู่ในวาระพัฒนานะคะ จะมีเรื่องการเปึนศูนย์กลางอาเซียน เปึนศูนย์กลางซึ่งหมายถึง เรื่องการเอาสุวรรณภูมิเปึนบ้าน เอาอาเซียนเปึ้นที่ทำงาน อาเซียนมีประชากรทั้งหมด ๖๐๐ ล้านคน ๓๐๐ ล้านคนพูดภาษาบาฮาซา (Bahasa)
ภาษามลายู่กลาง มีคนจำนวนหนึ่งในประเทศไทยโดยเฉพาะใน ๓ จังหวัดภาคใต้พูดภาษานี้ อยู่แล้ว ถ้ามองยุทธศาสตร์ใหม่ ๓ จังหวัดภาคใต้เปึนประตูที่เป่ดเข้าไปในอาเซียน เราก็จะ เห็นโอกาสใหม่อย่างนี้เปึนต้น เรื่องของการส่งเสริมการลงทุนโดยตรงในต่างประเทศของไทย อันนี้ก็เปึนอีกอันหนึ่งซึ่งรัฐบาลได้รับข้อเสนอนี้ไปแล้วก็กำลังเร่งผลักดันเรื่องนี้อยู่ จะเห็นว่า รัฐบาลได้ทําหลายเรื่องของเรื่องในกลุ่มนี้ไปแล้วเพราะว่าทาง สปช. ได้ประสานการทํางาน ร่วมกับรัฐบาลอยู่ในช่วงที่ผ่านมา เรื่องโลจิสติกส์ (Logistics) ในฐานะที่เราเปึนศูนย์กลาง เชื่อมโยงเส้นทางคมนาคมทางบก เรื่องของการท่องเที่ยวซึ่งเปึ้นโอกาสที่จะดึงรายได้ เข้าประเทศ แล้วก็เรื่องเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) อันนี้เปึนยุทธศาสตร์สำคัญ ในการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ จริง ๆ คณะกรรมาธิการที่ดูแลเรื่องนี้โดยเฉพาะก็คือ คณะกรรมาธิการปฏิรูปเศรษฐกิจ การเงินและการคลัง ซึ่งประธานกรรมาธิการปฏิรูป เศรษฐกิจ การเงินและการคลังชุดหนึ่งก็ได้อยู่ในที่นี้นะคะท่านอาจารย์สมชัย ฤชุพันธุ์ รายละเอียดท่านก็คงจะตามต่อได้จากงานด้านนี้ ส่วนยุทธศาสตร์เชิงพื้นที่ ยุทธศาสตร์ เชิงพื้นที่องค์ประกอบของมันประกอบด้วยเรื่องระบบงบประมาณเชิงพื้นที่ที่พูดไปแล้ว เรื่องการสร้างการเปลี่ยนผ่านในการพัฒนาระบบการบริหารจัดการเชิงพื้นที่ อันนี้ยังไม่มี ข้อเสนอ แต่เปึนเรื่องสำคัญมาก ถ้าเราสร้างการเปลี่ยนผ่านนี้ไม่ได้ระบบงบประมาณนี้ เท่ากับแจก่ออกไป แล้วก็จะไปมีเสื้อหลายตัววิ่งไปกินอยู่ตามจังหวัดต่าง ๆ การมีส่วนร่วม ของภาคประชาชนถ้าประชาชนนิ่งเฉยคุณก็จะเปึนกบเลือกนายที่ถูกกิน ดิฉันได้เรียนอันนี้ กับทางกระทรวงมหาดไทยว่าถ้าหากผู้ว่าราชการจังหวัดถืออำนาจในการกำหนดแผนพัฒนาจังหวัด ตามอำเภอใจภายใน ๒ ป้ผู้ว่าราชการจังหวัดจะถูกนักการเมืองเช็กบิล (Check bill) ทั้งหมด เพราะว่างบประมาณไปอยู่ตรงจังหวัด เพราะฉะนั้นมีความจําเปึนอ ย่างยิ่งที่ต้องดึง ภาคพลเมืองเข้ามามีส่วนร่วมในการทําแผนพัฒนาจังหวัดซึ่งจะเปึนกระบวนการสำคัญ กระทรวงมหาดไทยกำลังผลักดันเรื่องนี้อยู่ เรื่องของการกระจายอำนาจและสร้างความเข้มแข็ง ของพลเมืองจะเปึนกุญแจสำคัญตัวหนึ่งทีเดียวที่จะทำให้เรื่องนี้สำเร็จ รวมทั้งเรื่องการมี ข้อมูลงานวิจัยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อตอบโจทย์เฉพาะของพื้นที่ สรุปโดยรวมแผนการปฏิรูปประเทศไทยสู่ป้ ๒๕๗๕ ป้นี้ ๒๕๕๘ ขอสไลด์ (Slide) ที่ ๒๓ นะคะ ป้นี้ ๒๕๕๘ เรากำลังอยู่ในช่วงที่ต้องมาสร้างยานพาหนะลำใหม่ ภายใน ๒ ป้เราควรจะต้อง พร้อมที่จะออกเดินทาง และเพิ่มระดับความสามารถขึ้นไปเพื่อให้ป้ ๒๕๗๕ เราขึ้นสู่
ระดับเพดานบินใหม่ได้ ขอสไลด์ (Slide) ที่ ๒๖ ด้วยนะคะ เราได้เสนอการปฏิรูปใน ๔ เซกเตอร์ (Sector) หลัก แล้วก็มี ๓ ขั้นตอนของการปฏิรูปประเทศสู่เปัาหมาย ๔ เซกเตอร์ (Sector) หลักคือการปฏิรูปในภาคเศรษฐกิจ ภาคสังคม ปฏิรูปกลไกภาครัฐ แล้วก็ปฏิรูปการเมือง ๔ กลุ่ม ๓ ขั้นตอนของการปฏิรูปสู่เปัาหมายคือ ๒ ป้แรก ซึ่งก็เข้าใจว่า น่าจะเปึนช่วงเวลาของการทำงานของ สปท. ช่วง ๒ ป้แรกภายในป้ ๒๕๖๐ เราจะต้องวาง ระบบโครงสร้างและกลไกขับเคลื่อนให้เสร็จ ถ้าไม่เสร็จบินไม่ได้นะคะ สร้างกระแสมวลชน เพื่อการปฏิรูป พวกนี้ความตื่นตัวของภาคพลเมืองที่จะเข้ามามีส่วนร่วม ในการจัดการ บ้านเมืองด้วย เราไม่สามารถจะยกเครื่องบินนี้ขึ้นได้ด้วยลำพังกลไกของภาครัฐ ขึ้นไม่ได้จริง ๆ วิเคราะห์แล้ว มันขึ้นไม่ได้จริง ๆ เราจำเปึนต้องมีระบบงบประมาณและภาษีที่พร้อม เพราะฉะนั้นการปรับเรื่องของระบบงบประมาณและโครงสร้างภาษีจะต้องเปึน ๒ เรื่องที่มา ก่อนในช่วง ๒ ป้แรกนี้ การแก้กฎหมายและกติกาต่าง ๆ ที่สำคัญ อันนี้ก็เปึนหัวข้อหลัก ๆ ที่ดิฉันคิดว่าจะเรียนนําเสนอ เข้าใจว่าคงหมดเวลาแล้วถ้าอย่างนั้นคงพอแค่นี้ก่อนดีไหมคะ แล้วถ้าหากว่าจะมีอะไรซักถามดิฉันจะอยู่อีกสักครู่ ขอบพระคุณค่ะ
ขอบคุณดอกเตอร์สีลาภรณ์นะครับ เอกสารดังกล่าวนั้นเปึนภาพรวม การสังเคราะห์การปฏิรูปประเทศ ซึ่งทาง สปช. ได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่ง ประมวล ทั้งหมดแล้วก็มาสรุปอยู่ในเอกสารเล่มนี้ครับ เพราะฉะนั้นในช่วงนี้ก่อนที่จะเสร็จวาระนี้ สมาชิกที่ประสงค์จะซักถามก็เชิญครับ ผมจะให้เวลาสักระยะหนึ่งก่อนที่จะเข้าสู่ สาขาการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดินต่อไป ผมอนุญาตให้ทางท่าน พันตำรวจตรี ยงยุทธ์ สาระสมบัติ ที่ขออนุญาตในการสำเนาเอกสารเกี่ยวกับเรื่องของคำสัมภาษณ์ของ ท่านเลขาธิการสภาพัฒน์ล่าสุดเมื่อเช้านี้ ซึ่งเห็นว่าเปึนประโยชน์อย่างยิ่งในการเชื่อมโยง ต่อการประชุมเมื่อถึงวาระเรื่องของการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดินนะครับ มีสมาชิก ท่านใดไหมครับที่จะซักถามในช่วงนี้ เชิญท่านวิทยาครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพ เพื่อนสมาชิก ที่ทรงเกียรติ ผม วิทยา แก้วภราดัย ในฐานะสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ แล้วก็ เปึ้นกรรมาธิการยกร่างข้อบังคับอยู่ ก็ขออนุญาตที่จะใช้ช่วงเวลานี้ที่ฟังคำชี้แจงจาก สปช. ซึ่งเปึนสภาที่ได้ทำหน้าที่อย่างหนักแล้วก็ส่งเอกสารการวิเคราะห์ที่ ค่อนข้างจะรอบด้าน ในการปฏิรูปประเทศอย่างถึง ทุกด้าน แต่ว่าในคณะกรรมาธิการ ยกร่างข้อบังคับนี้ เราก็พยายามดูครับว่าสภาของเราคือสภาอะไรนะครับ ซึ่งจะดูได้ก็โดยข้อบัญญัติของ รัฐธรรมนูญ ข้อบัญญัติรัฐธรรมนูญบอกให้เราเปึนสภาที่ต่อเนื่องจากสภาปฏิรูปแห่งชาติ เมื่อสภาปฏิรูปแห่งชาติเขาครบวาระไปตามกฎหมาย สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ของเรานี้เขามีภารกิจตามมาตรา ๓๙/๒ นะครับท่าน ไม่ใช่สภาปฏิรูปแห่งชาติ แต่เปึ้นสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ซึ่งมาตรา ๓๙ วรรคสอง เขียนไว้ชัดเจนครับว่าให้มี สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศขึ้นแทนสภาปฏิรูปแห่งชาติเพื่อดําเนินการให้เกิดการปฏิรูป ด้านต่าง ๆ ตามมาตรา ๒๗ ซึ่งเขียนไว้ ๑๐ ด้าน บวกอื่น ๆ เปึ้น ๑๑ ด้าน ให้เกิดการปฏิรูป ด้านต่าง ๆ ตามมาตรา ๒๗ ต่อจากสภาปฏิรูปแห่งชาติ แล้วก็เว้นวรรคนะครับ โดยให้ คํานึงถึงความสําคัญเร่งด่วนและความสัมฤทธิ์ ผลของการปฏิรูปในระยะเวลาที่เหลืออยู่
คราวนี้ก็มาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญดูนะครับว่าเราไม่ใช่สภาปฏิรูปแห่งชาติ แต่เรามาทํางาน สืบเนื่องต่อจากสภาปฏิรูปแห่งชาติโดยคํานึงถึงความสำคัญเร่งด่วน เมื่อสักครู่ตัวแทนจาก สภาปฏิรูปแห่งชาติท่านก็นําเสนอภาพของการดูเรื่องปฏิรูปของสภาปฏิรูปแห่งชาติทั้งหมด คราวนี้หน้าที่ของสภาเราก็ต้องมาดูต่อครับว่าในหลาย ๆ ด้าน ๑๑ ด้านที่ว่าของสภาปฏิรูป แห่งชาติซึ่งไปแตกเปึนวาระต่าง ๆ ค่อนข้างครอบคลุมทั่วทุกด้านนี่ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศเราเห็นความสําคัญจําเปึนเร่งด่วนอะไร บ้าง และเขากําหนดไว้ว่าให้ใช้ระยะเวลา ที่เหลืออยู่ ปัญหาว่าสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศมีเวลาเหลืออยู่เท่าไรครับท่าน ถ้าโดยข้อวินิจฉัย ผมเข้าใจว่าสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเปึนสภาที่ไม่ได้มาจาก การเลือกตั้ง ไม่ได้มาจากการสรรหา แต่เปึนสภาที่แต่งตั้งโดยรัฐ บาลนายกรัฐมนตรี เพราะฉะนั้นอายุของสภานี้ก็อยู่เท่า ๆ กับอายุของท่านนายกรัฐมนตรีหรือรัฐบาล คราวนี้รัฐบาลมีอายุถึงไหนครับ รัฐบาลก็จะมีอายุจนกว่ารัฐธรรมนูญเสร็จและมีการเลือกตั้ง เมื่อเลือกตั้งเสร็จได้สภานิติบัญญัติแห่งชาติขึ้นมาใหม่ก็ได้รัฐบาลใหม่ รัฐบาลชุดนี้ก็จะหมด วาระ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศก็หมดวาระไปด้วยครับ เว้นแต่รัฐธรรมนูญจะเขียน เปึ้นอย่างอื่นก็ต้องไปตั้งขึ้นมาใหม่ ซึ่งอาจจะไม่ใช่ ๒๐๐ คนเหล่านี้
เพราะฉะนั้นระยะเวลาที่เหลืออยู่ของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศจริง ๆ ก็คือระยะเวลา ที่เหลืออยู่ของรัฐบาล ที่เหลืออยู่ของรัฐบาลก็ต้องเผชิญหน้าด่านสุดท้ายก็คือการเลือกตั้งครับ เพราะฉะนั้นการเลือกตั้งเปึนหัวใจสําคัญที่จะชี้ว่าสภาชุดนี้จะอยู่ต่อไปถึงวันไหน รัฐบาล มีตารางเวลาของตัวเองครับ จะมีการเลือกตั้งประมาณ ๒๐ เดือนข้างหน้า ซึ่งท่านประธาน ได้กรุณาชี้ให้พวกเราเห็นนะครับว่าเราควรจะใช้ ๑ บวก ๑ บวก ๑๘ ก็ถูกต้องครับ เพราะเรามีระยะเวลา ๒๐ เดือนโดยประมาณเท่านั้น ปัญหาว่าในระยะเวลา ๒๐ เดือนนี่ เปึ้นไปได้ไหมว่าพวกเราจะทำตามสภาปฏิรูปแห่งชาติทุกเรื่องที่ศึกษามา เปึ้นไปไม่ได้ครับ และจําเปึนต้องทํา ๑๑ ด้านด้วยหรือเปล่าครับ ผมก็คิดว่าไม่จําเปึนครับ รัฐธรรมนูญ ตีกรอบไว้กว้าง ๆ ให้ไปดูของสภาปฏิรูปแห่งชาติ แต่สภาเราต้องคิดค้นเองครับว่า ใน ๑๑ ด้านเราจะมีสักกี่ด้านภายใต้เวลาความจําเปึ้นเร่งด่วนที่เหลืออยู่ ไม่ใช่ทำทั้ง ๑๑ ด้าน สุดท้ายไม่เสร็จสักด้าน อันนั้นก็สูญเปล่าครับ ความเร่งด่วนจําเปึนก็ไม่มี ผมคิดว่าสภาเรา ท่านประธานได้นำพวกเรามาถูกทางครับ ตั้งแต่วันแรกให้มีการแลกเปลี่ยนเสวนากัน ประชุมเชิงปฏิบัติการ เราก็ค่อนข้างจะได้เรื่อง ๕ อันดับแรกของเปัาหมายปฏิรูปสำคัญของ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ซึ่งสภาพวกเราแยกเปึนกลุ่ม ๆ แล้วก็ไปทําข้อสรุปมา เราเห็นพ้องต้องกันเปึนสาระใหญ่ ๆ ๕ เรื่องครับ ซึ่งท่านก็กรุณาพิมพ์เปึ้นเอกสารแจก ๑. ปฏิรูปการเมือง ที่ไปกัน ๑๐ กลุ่มเห็นด้วยเหมือนกันหมดครับปฏิรูปการเมื่ อง เพราะอะไรครับ เพราะรู้ว่าเปัาหมายเราอยู่อีก ๒๐ เดือนจะมีการเลือกตั้ง ถ้าการเมือง มันเลวแบบเดิมเราก็จะได้คนชั่วมาบริหารประเทศ ทุกอย่างที่ทําสภาปฏิรูปแห่งชาติ หรือสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศล้มเหลวหมด การปฏิวัติก็ล้มเหลว เพราะฉะนั้น ทุกกลุ่มเห็นเหมือนกันทั้ง ๑๐ กลุ่มว่าการปฏิรูปการเมืองต้องเกิดก่อนการเลือกตั้ง เรื่องที่ ๒ การปฏิรูปการศึกษา ก็จากข้อวิเคราะห์ของท่าน สปช. ค่อนข้างจะชี้นําไปชัดเจนครับว่า ทั้งหมดก่อเกิดจากการศึกษา เรื่องที่ ๓ ที่เปึ้นเรื่องบ่อนทำลายระบอบประชาธิปไตย จนพังทลายก็เรื่องปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน ถ้าสร้างการเมืองที่ดีไม่ได้เกิดรัฐบาลชั่วร้าย วันข้างหน้า มาจากการซื้อเสียง มาจากการทุจริต และไปสู่การทุจริต เราก็หนี้วังวนเดิม ไม่พ้นครับ ประชาชนส่วนหนึ่งก็ต้องเรียกทหารออกมาช่วยปฏิวัติอีกทีหนึ่งไล่คนโกงสักที เรื่องที่ ๔ ปฏิรูปกฎหมายและกระบว นการยุติธรรม ผมคิดว่าสังคมที่ถกเถียง เปึนว่าทกรรมกันก็คือ ๒ มาตรฐาน ซึ่งเปึนข้อโต้เถียงที่ว่าทกรรมที่บางครั้งกระบวนการ
บังคับใช้กฎหมายปฏิเสธไม่ออกครับ ถ้าเราสามารถปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมให้เปึน มาตรฐานปราศจากมโนทุจริตหรือปราศจากอามิสสินจ้าง เปึนกระบวนการที่ปลอดจริง ๆ คำว่า ๒ มาตรฐานหายไป ความปรองดองสังคมนี้ก็จะเกิดขึ้นครับท่านประธาน ประการสุดท้ายที่พวกเราเห็นพ้องต้องกัน์ ละตามการสำรวจประชามติของประชาชน ทั่วประเทศ ประชาชนเข้าใจว่าสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศจะทําเรื่องต่าง ๆ ได้ ประชาชนฝากเรื่องเศรษฐกิจไว้ครับ ข้อ ๕ ที่เราเห็นพ้องต้องกันคือปฏิรูปเศรษฐกิจ แต่เนื่องจากสภาเราเปึ้นสภาที่ปรึกษาแบบเดียวกับ สปช. ไม่มีอำนาจครับ ไม่มีอำนาจ ออกกฎหมาย ไม่มีอำนาจสั่งการส่วนราชการ ผมไปตั้งกรรมาธิการขึ้นบ้นข้อบังคับก็ยังติดขัด ก็อยากหารือท่านประธานผ่านเพื่อนสมาชิกด้วยครับว่าเวลาเราเขียนข้อบังคับ ให้ตั้งกรรมาธิการมา ปัญหากรรมาธิการของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเชิญข้าราชการ เขามาชี้แจงนี่มีอำนาจไหม หรือไปขออำนาจจากใคร เพราะฉะนั้นผมคิดว่าเราอย่าติดกรอบ รูปแบบของสภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภาอย่างเดิม แต่สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเรา มีระยะเวลา เพราะฉะนั้นผมหารือเพื่อนสมาชิกในกรรมาธิการก็แตกความคิดเปึน ๒ ฝ์าย ฝ์ายหนึ่งคิดว่าควรจะตั้งกรรมาธิการ ๑๑ ด้านเหมือนที่ สปช. เขาตั้งมาแล้วจะไปแตก กี่อนุกรรมาธิการก็เปึนตามความจำเปึน ส่วนของอีกฝ์ายหนึ่งเห็นว่าเรามีกรอบระยะเวลา ถ้าตั้งกรรมาธิการสามัญศึกษาก็จะได้ข้อศึกษาอย่าง ๑๑ เดือนของ สปช. ซึ่งจะกว้างออกไป จนจับอะไรไม่ถูก
แต่ถ้าเราตั้งกรอบว่ากรรมาธิการทุกคณะเปึนกรรมาธิการวิสามัญมีระยะเวลาการศึกษา ที่แล้วเสร็จแน่นอน ๒ เดือนรายงานต่อสภา ๔ เดือนส่งผล ๖ เดือนยกร่างเปึนกฎหมาย ครบ ๑ ป้ส่งรัฐบาล เรื่องเร่งด่วนที่ต้องเขียนในรัฐธรรมนูญ ๒ เดือนข้างหน้าต้องส่ง รายงานได้ เราก็จะได้เนื้อหาสาระของการทำงาน เพราะฉะนั้นผมคิดว่าแนวทางที่ดีที่สุด ที่ท่านประธานนำพวกเรามานี่ค่อนข้างจะถูกแนวทาง ก็คือได้หารือทิศทางของเราเอง ให้รู้สภาพจริง ๆ ของเราเอง เราไม่ใช่ฝ์ายนิติบัญญัติ เราไม่ใช่ฝ์ายบริหาร และเราไม่ใช่ ฝ์ายตุลาการ เราคือที่ปรึกษาครับ ขอขอบพระคุณครับ
ขอบคุณท่านวิทยานะครับ เปึนประโยชน์ในการยกร่าง แล้วก็กรณีของ การให้เห็นการสังเคราะห์การขับเคลื่อนมาจนถึงการสิ้นสุดของ สปช. แต่รายงานวาระ สปช. ไม่ได้สิ้นสุด ครม. ได้ดำเนินการต่อ บางส่วนไปถึงกระทรวง ไปถึงกรม บางส่วนไป ตั้งงบประมาณแล้ว เพราะฉะนั้นการอัปเดต (Update) นี่สําคัญที่สุดว่าเวลารับไม้ต่อในฐานะ ของวิ่งผลัดถ้าเราไม่รู้ว่าเขาไปถึงไหน แล้วอันนี้จะเปึ้นปัญหา เราจึงต้องมาจัดการเรื่องนี้ ๒. กระบวนการ กลไกที่ท่านวิทยาได้ให้ข้อแนะนำนั้นจะอยู่ในร่างข้อบังคับครับ ร่างข้อบังคับ ของ สปท. นั้นจะกําหนดกระบวนการ กลไกทั้งหมดจะไปอย่างไร ส่วนข้อยุติว่าวิธีการ จะมีกรรมาธิการลักษณะของตัวประเด็นเลย หรือว่าจะตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗ อันนั้น ก็ขอให้กรรมาธิการยกร่างไปหาข้อยุตินะครับ แล้วก็ท่านประธาน ผม และรองประธาน อีกท่าน ท่านรองประธานคนที่สองเองก็ได้ปรึกษากันเปึนระยะ ๆ กับทางท่านประธาน ติดตามตลอดนะครับ เดี๋ยวถึงวาระนั้นเราก็จะมาพิจารณาในที่ประชุมนี้อีกครั้งหนึ่ง เชิญท่านนิกร จำนง ครับ ต่อด้วยท่านคุรุจิต นาครทรรพ แล้วก็ท่าน พลตำรวจเอก เรืองศักดิ์ จริตเอก ครับ
กราบเรียนท่านประธานครับ ผม นิกร จํานง สปท. ลำดับที่ ๗๙ ผมอยากจะเรียนว่าคำถามที่จะมีไปยังท่านผู้มาชี้แจงในฐานะประธาน ผมเรียนว่าบทสังเคราะห์ของท่านผมอ่านตั้งแต่ก่อนเขาแจกแล้วเพราะว่าแอบเอาจาก ที่ไปสรุปที่โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ ผมอ่านฉบับนี้ก่อนเพื่อน แล้วก็เรียนว่าเปึนการสรุป ที่ดีมาก ผมดูรายละเอียดกรรมการแต่ละคนเปึนใครบ้างก็ทราบ เห็นหน้าท่านในทีวี (TV) อภิปรายอยู่หลายเรื่องนะครับ ยังให้ทางเลขานุการเขาตรวจสอบว่าเปึนใคร แล้วก็ได้เห็นว่า
การสรุปในครั้งนี้ทำให้เห็นทุกมิติเหมือนพลิกเปึนกระจก ๖ ด้านดู ดูมุมไหนก็ได้เพียงแต่ เครื่องบินนั่นออกไปทางคล้าย ๆ กับโบอิง (Boeing) เหมือนจะมียี่ห้อเสียด้วยซ้ำสีสัน ประเด็นที่ผมอยากจะถามก็คือว่าในฐานะที่ท่านมององค์รวมผมนี่สนใจเรื่องการเมืองอยู่บ้าง แต่จะไม่พูดเรื่องการเมือง แต่พูดเรื่ององค์รวม ขณะที่มีการยกร่างตัวนี้ ทราบว่า มีการประสานกับกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญชุดอาจารย์บวรศักดิ์ แล้วในนั้นมีประเด็น จากทุกคณะใส่เข้าไปแล้ว สมมุติเรื่องปรองดองก็ไปอยู่เปึนป๊กใหญ่เลย เรื่องการศึกษา ที่อยู่ในนี้ก็เข้าไปอยู่ในนั้นแล้ว หมายความว่าตอนที่ทำกันครั้งนั้นรายละเอียดของนโยบาย เหล่านี้ที่สรุปมาในภาพรวมถูกเชื่อมเข้าไปในรัฐธรรมนูญแล้ว ซึ่งพอรัฐธรรมนูญ ถ้าสมมุติว่าผ่านมันก็เดินไปได้เลยไม่จําเปึนต้องทำอะไร ประเด็นปัญหาที่ผมอยากจะ เรียนถามว่าในลักษณะของภาพรวมขณะนี้ไม่มีรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญกำลังยกร่างอยู่ สมมุติเรากำลังพูดเรื่องระบบการเ มืองที่มันควรจะเปึน วันนี้ทราบว่า กรธ. จะมีการสรุป เรื่องระบบการเมืองในวันนี้ ประเด็นก็คือว่าที่เรากำลังจะสรุปตามบทสรุปนี้พอสรุปเสร็จ จะช้าไปไหม เพราะฉะนั้นผมอยากจะเรียนถามว่าประเด็นนี้จะเปึนประเด็นสำคัญที่เปึน โครงสร้างในฐานะท่านมองภาพรวมว่าท่านมีความเห็นอย่างไรว่าเท่าที่ทราบขณะนี้เราเอง ไม่มีอำนาจที่จะเสนอความเห็นไปยัง กรธ. เสียด้วยซ้ำ แต่ว่าจากหนังสือของท่านประธาน คืออาจารย์มีชัยมาถึงประธานสภาของเราขอให้ส่งความเห็น ซึ่งเราจะส่งกันประมาณ วันที่ ๑๕ เดือนพฤศจิกายนนี้ เวลามีไม่พอ ท่านเห็นว่าในขณะที่ส่วนหนึ่งเ ปึนตัวอันโนน (Unknown) มีความเคลื่อนไหวก็คือรัฐธรรมนูญ เราจะคว้า ประเด็นนี้อาจจะต้องมี การวิเคราะห์กันอีกทีว่าอันไหนจําเปึน ไม่จําเปึนอย่างไร อันไหนควรจะมี
แต่ในระยะที่ว่าสาระสำคัญคือกฎหมายแม่กำลังจะถูกเขียนและในนั้นเดิมเราใช้แนวนโยบาย พื้นฐานแห่งรัฐ ฉบับป้ ๒๕๔๐ ฉบับป้ ๒๕๕๐ ฉบับป้ ๒๕๕๘ แต่ครั้งนี้เขาอาจจะเปึนหน้าที่ ของรัฐเท่าที่ผมฟังข่าว ซึ่งจะไปถูกกําหนดเรื่องการศึกษาต้องทําอย่างไร เรื่องท้องถิ่นต้องทํา อย่างไร เปึนแนวนโยบายหมดเลย และถ้าตรงนี้ไม่สอดคล้องกันมันก็ไม่มีผล คำถามก็คือว่า ท่านเห็นว่าควรจะแก้ปัญหานี้อย่างไรในฐานะที่ท่านมองจากที่สูงก็คื อมองภาพรวม คือท่าน เห็นหมดแล้วละผมเชื่อจากที่อ่านโดยละเอียด ประเด็นที่ ๒ มันเปึนเรื่องของปัญหาเรื้อรัง ก็คือระบบราชการที่ท่านประธานจะให้พูดกันต่อจากนี้ คือขณะนี้รายละเอียดดังกล่าวส่งไปที่ ครม. แล้ว จริง ๆ ตั้งแต่วันที่ ๑๑ ใช่ไหมครับ ที่เราไปสัมมนาคือวันที่ ๑๓ แต่ส่งไปก่อนแล้ว ครม. ก็มีมติ และขณะนี้หลังจาก สปช. ยุบไป ทาง ครม. โดยเลขาธิการ ครม. มีหนังสือมาที่ สภาแห่งนี้เปึ้นจำนวนมากในทุกเรื่อง แต่ทุกเรื่องต่างไปต่างเรื่อง แต่ที่เหมือนกันหมด ครม. หรือทาง ครม. ตอบมา เลขาธิการ ครม. ตอบว่าได้ส่งเรื่องไปยังหน่วยราชการแล้ว ประมาณวันที่ ๑๖ กันยายนที่ผ่านมาก็คือหลังจาก สปช. ยุบไปแล้วเหมือนกันหมดเลย นี่คือระบบราชการที่เคยเปึนอยู่ก็คือว่ารับเรื่องแล้วและจะส่งเรื่องมาให้ที่หลัง ซึ่งหลังจากนั้น ถ้ามีเรื่องมีการพิจารณาแล้วต้องใช้งบประมาณก็ติดขัดเรื่องงบประมาณ มันเปึนวาระที่ท่าน ก็คงทราบว่าเปึนข้อจำกัดในระบบราชการ จะทำอย่างไรกับตรงนี้กับความเปึ้นจริงที่มีอยู่ ก็เปึน ๒ ประเด็น ประเด็นเรื่องรัฐธรรมนูญที่กำลังยกร่างเกี่ยวกับนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ และอีกเรื่องก็คือว่าจากสภาพที่เปึนก็คือระบบราชการที่พอส่งเข้าไปแล้วมันจะใช้เวลา แล้วมันจะปฏิรูปไม่ทัน เปึนคำถาม ๒ ประเด็นครับท่านประธานครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณท่านนิกร จำนง นะครับ ก่อนดอกเตอร์สีลาภรณ์จะรวบรวมประเด็น ที่สมาชิกซึ่งยังมีอีก ๓ ท่านที่แสดงความจำนงไว้เฉพาะประเด็นเรื่องการสังเคราะห์ภาพรวม ถ้าตอบตามประเด็นเหล่านั้น ส่วนที่นอกเหนือจากนั้นผมจะตอบโดยสังเขปเท่านั้น เชิญดอกเตอร์คุรุจิต นาครทรรพ ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศที่เคารพ กระผม คุรุจิต นาครทรรพ ก่อนอื่นก็ต้องขอขอบคุณคณะกรรมการ สังเคราะห์ภาพรวมเพื่อขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศของสภาปฏิรูปแห่งชาติที่ได้ทำรายงาน ฉบับนี้และได้จำแนกวาระปฏิรูป ๔๖ วาระถ้าผมจำไม่ผิดก็เปึ้น ๓๗ วาระปกติ ๙ วาระพัฒนา
แล้วก็เพิ่งจะค้นพบว่ามีถึง ๑๗๘ เรื่อง จากรายงานนี้พบว่าตัวผมเองก็อยู่ในคณะ เรื่องพลังงานก็ค่อนเซนเทรต (Concentrate) แต่เรื่องพลังงาน ผมมีคอมเมนต์ (Comment) สั้น ๆ จะไม่ใช้เวลามาก อยากจะเรียนว่าก็เห็นด้วยกับการรายงานฉบับนี้แล้วก็การสั่งเคราะห์ ที่ช่วยจำแนกทำให้สมาชิกใน สปท. อย่างน้อยก็ยังคลำทิศทางถูกว่าเราควรจะดำเนิน เรื่องไหนก่อนหลังอย่างไร แล้วโดยภาพรวมผมก็เห็นด้วยกับท่านประธานกรรมการ สังเคราะห์ได้พยายามลิสต์ (List) ว่าถ้าให้เลือกเอา ๑๐ เรื่องแรกเรื่องไหนสำคัญที่สุด แม้เรื่องพลังงานของผมจะอยู่ในเรื่องที่ ๑๐ และเปึ้นเรื่องย่อย ๆ ก็ไม่โต้แย้งนะครับ เพราะว่า เราดูแล้วประเทศของเราอะไรเปึนปัญหาหลักที่ควรจะแก้ ก็เห็นด้วยว่าเรื่องของ ระบบการเมืองก็ควรจะแก้ ทำอย่างไรให้การเมืองเปึ้นที่เชื่อถือของประชาชนและรัฐบาล บริหารราชการแผ่นดินได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผมก็อยากจะฝากไว้ว่าวาระปฏิรูปทั้งหลาย หรือข้อเสนอเกี่ยวกับแนวทางฮาวทู (How-to) แก้ไขต่าง ๆ บางครั้งสภาของเรา เปึนนักวิชาการเราจะมองเห็นว่าเราควรจะบูรณาการภาคส่วนต่าง ๆ อย่างไร แล้วก็โซลูชั้น (Solution) หรือข้อยุติบางครั้งอาจจะไม่ใช่เปึนการต้องแก้กฎหมายเสมอไป ผมเองก็อยู่ในภาค บริหารราชการแผ่นดินด้วย บางครั้งก็เห็นว่าเรามักจะชอบพูดสโลแกน (Slogan) ว่า วันสตอปเซอร์วิส (One stop service) แต่วิธีทำงานของเราคือเขียนกฎหมาย เขียนข้อปฏิบัติ ซึ่งเปึนอุปสรรค์ ที่จะทำให้เกิดวัน สต่อปเซอร์วิส (One stop service) คือสร้างขั้นตอนสร้างโต๊ะให้มากขึ้น เพราะฉะนั้นสภาของเราเรามีเวลาที่จะทํางานได้เต็มที่ ดูในเชิงวิชาการ ให้ข้อแนะนําแก่รัฐบาล เพราะเราตั้งมาโดยรัฐบาล เราก็น่าจะใช้โอกาสนี้ ดูเรื่องที่สำคัญและรีบทำเรื่องที่สำคัญก่อน
ผมคิดว่าเราคงไม่สามารถทำสำเร็จหมดในเวลา ๑ บวก ๑ บวก ๑๘ ของท่านประธาน ทั้ง ๑๗๘ เรื่องได้ ก็ควรจะหยิบเรื่องที่สำคัญมาก่อน ก็ขอขอบคุณในรายงานฉบับนี้ แล้วก็คิดว่าเราก็จะพยายามแยกแยะแล้วก็หยิบเรื่องที่สำคัญมาก่อน แล้วก็ขอฝากไปยัง กรรมาธิการยกร่างข้อบังคับด้วยก็ เห็นด้วยว่าไม่ควรจะมีกรรมาธิการมากคณะเหมือนกับ สภาชุดที่แล้วนะครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับท่านปลัดกระทรวงพลังงาน ต่อไปท่าน พลตำรวจเอก เรื่องศักดิ์ จริตเอก เชิญครับ
พลตํารวจเอก เรื่องศักดิ์ จริตเอก : กราบเรียนท่านประธานและ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม พลตำรวจเอก เรื่องศักดิ์ จริตเอก สมาชิกสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ ลําดับที่ ๑๒๔ กระผมคงเปึ้นน้องใหม่ที่มาอยู่ในสภาแห่งนี้ แล้วก็ เพิ่งพื้นจากภาคของราชการนะครับ ขณะนี้ที่ผมได้ฟังมา ๓-๔ ครั้งจากการร่วมประชุม พอถึงวันนี้และนาทีนี้ก็คือว่าเราได้พูดมาถึงกลไก ขับเคลื่อนการปฏิรูปซึ่งเปึนเมคคะ นิซึม (Mechanism) ที่สำคัญที่จะขับเคลื่อนตั้งแต่ภาคระดับนานาชาติ ระดับประเทศ ระดับชุมชน หรือลงสู่ระดับอินดิวิดวล (Individual) ระดับปัจเจกบุคคลนะครับ ในส่วนนี้ก ระผม ข้อพูดสั้น ๆ ว่าเราต้องหันไปดูฟังก์ชัน (Function) ก็คือว่าการปฏิบัติเราคิดเยอะแล้ว พูดก็พูดเยอะ แต่ตรงนี้ผมเชื่อว่าภาคสังคม ประชาชน แล้วพวกเราที่นั่งอยู่ต้องการ นี่ต้องการการกระทํามากที่สุดอยู่ในหัวใจของทุกคนว่าจะทําอย่างไร ภาคประชาสังคมและ ประชาชน เวต แอนด์ ซี (Wait and see) เฝัาดูนะครับ ผมเองก็นั่งคิดขณะนี้เองเพราะว่า จริง ๆ ผมไม่ได้เตรียมตัวที่จะพูดแต่ว่ามาฟังมากกว่า ชอบฟัง แต่ผมต้องลุกขึ้นพูดเพราะว่า ระหว่างที่ฟังตั้งแต่เช้าผมก็นั่งคิดนั่งเขียนไปว่ามันมี ๔ คําที่ท่านสมาชิกหลายคน ท่านอภิปรายแล้วว่าการจะทําอะไรนั้นก็ต้องดูวัตถุประสงค์หลักออบเจกทีฟ (Objective) ว่าเราต้องเดินแบบมีเปัาหมาย ๔ คำที่ว่านี้ก็คือเรื่องการขับเคลื่อนคำที่ ๑ คำที่ ๒ คือปฏิรูป คําที่ ๓ คือคําว่าในส่วนของความสําคัญเร่งด่วน และคําที่ ๔ คือผลสัมฤทธิ์ ซึ่งสมาชิก ผู้ทรงเกียรติหลายท่านได้อภิปรายไปแล้ว ผมเองพูดสั้น ๆ เข้าสู่ประเด็นเลยว่าท่ามกลาง บริบทของขีดจำกัดไม่ว่าจะห้วงเวลาต่าง ๆ แล้วก็ที่เราทำการบ้านมาเยอะแล้วในส่วนของ ๑๑ ด้านตรงนี้ผมอยากเสนอในขณะนี้ที่ผมคิดก็คือว่าอยากจะขอเสนอเพื่อการอภิปรายต่อว่า
กระบวนการ กลไกในการขับเคลื่อนนั้นผมนั่งคิดจากหลักทฤษฎีและหลักปฏิบัติ โดยความเปึนจริงจะเกิดความฝันเปึนจริงได้นั้นท่ามกลางความจํากัดนั้นผมคิดว่าน่าจะมี ๕ ปัจจัยหลักสั้น ๆ นะครับ อันที่ ๑ อย่างที่เราพูดกันแล้ว ก็คือฮาวทู (How-to) ว่าตรงนี้ละเรามีเอกสารเปึนลัง ๆ เลยเยอะแยะไปหมดเราจะทำอย่างไรฮาวทู (How-to) ต้องชัด อันที่ ๒ คือมีโพรซิเยอร์ (Procedure) คือมันจะชัดลงไปอีกจากฮาว์ทู (How-to) ก็คือว่ากระบวนการจัดการหรือวิธีการเปึนบันได้ขั้นต่าง ๆ เราจะทำอย่างไร สมมุติ ชุมชนเข้มแข็งเราจะทำอย่างไร เราไปไซต์ซีอิง (Sightseeing) ไปดูสภาพปัญหาของสังคม และเรียงลำดับไพรออริตี (Priority) อย่างไรนะครับ ซึ่งบางครั้งเราจะเห็นว่าเราจะมีคำพูดติด ผมนั่งฟังมาตั้งแต่เช้าว่าเชิงพื้นที่ เชิงพื้นที่ พื้นที่นี่แหละสำคัญเพราะว่าปัญหามันอยู่ที่พื้นที่ เพราะฉะนั้นก็ต้องมีโพรซิ เยอร์ (Procedure) ที่ชัด อันที่ ๓ ก็คือออดิต (Audit) การกระทำใด ๆ ก็ตามจะเกิดความสำเร็จได้ต้องมีการติดตามและต้องมีผู้รับ ผิดชอบ ผู้รับผิดชอบมีอยู่แล้วในพื้นที่ที่กลไกภาครัฐบาลหรือภาคเอกชนที่เขาเข้มแข็ง ขณะนี้เราต้อง ให้กำลังใจส่งเสริมและขับเคลื่อนให้เกิดผล ออดิต (Audit) นี่สำคัญถ้าเราทำไปแล้วมีแต่ ว่าดฝั่นแต่ไม่มีการติดตาม และต้องมีบทลงโทษด้วยอย่างเช่นเราพูดเรื่องปรองดองกับเรื่อง แอนตี้คอร์รัปชัน (Anti-corruption) ๒ อย่างเหล่านี้จะต้องเอาจริงเอาจัง เพราะฉะนั้น อันที่ ๔ เมื่อมีออดิต (Audit) แล้วอันที่ ๕ อีกอันหนึ่งก็คือว่าฟ้ดแบก (Feedback) ฟ้ดแบก (Feedback) ก็คือขณะนี้อย่างผมพูดตั้งแต่ต้นสั้น ๆ ว่าสังคมเขาเฝัาดูอยู่ สื่อสารมวลชน ทุกแขนงเฝัาดูว่าขณะนี้ได้อะไร บางส่วนบอกว่าเราเปึนสภาที่ปรึกษา แต่ผมคิดว่าจะเปึน สภาที่ปรึกษาหรือจะเปึ้นสภาที่ปฏิบัติ กึ่งปฏิบัติด้วยก็ตามผมคิดว่า ต้องเห็นผล สมาชิก หลาย ๆ ท่านอภิปรายว่าไม่จําเปึนต้องทําทั้งหมดผมเห็นด้วยเพราะว่ามันเปึนไปไม่ได้
แต่เราก็ต้องทําให้เกิดขับเคลื่อนให้เห็นผลนะครับ เพราะว่าเรียงลำดับความเร่งด่วนต่าง ๆ เหล่านี้นะครับ ตรงนี้จะนำไปสู่ ความชอบธรรม ลีจิตทะมะซี (Legitimacy) ก็คือ ความคาดหวัง จะอยู่เร็วหรือช้ารัฐบาลต่าง ๆ นี้จะต้องให้ประชาชนยอมรับ สังคมยอมรับ ชาวโลกย่อมรับ ก็คือสร้างความชอบธรรม ความชอบธรรมจะเกิดขึ้นได้ก็คือการกระทำ ที่ถูกที่ต้อง แล้วก็มีการขับเคลื่อนที่เห็นผล ผมก็คงพูดเฉพาะปัจจัยหลัก ๆ ๕ ประเด็น ส่วนรายละเอียดผมคิดว่าเราต้องทำการบ้านครับ เราคงไม่มีเวลาพอที่จะมานั่งในที่นี้ โดยเฉพาะในส่วนของปัจจัยในส่วนที่ ๑ และส่วนที่ ๒ หรือทุกปัจจัยก็ตาม โดยเฉพาะ ปัจจัยที่ ๒ โพรซิเยอร์ (Procedure) เราอาจจะต้องแยกกลุ่มไป เรามีกลุ่มต่าง ๆ อย่างผมอยู่ กลุ่มสังคมผมก็ต้องไปคิดว่าทําอย่างไรให้ชุมชนเข้มแข็ง สังคมเกิดความปลอดภัย สังคมน่าอยู่ หรือของดี ที่เรามีอยู่ ในประเทศไทยเรามีข้ องดีเยอะแยะ มีภูมิปัญญาท้อ งถิ่น มีทรัพยากรธรรมชาติที่ดีต่าง ๆ เหล่านี้ เราจะต้องอยู่ในวิถีชีวิตแบบไทย ๆ โดยที่สังคมโลก ยอมรับครับท่านประธาน กราบขอบพระคุณท่านครับ
ขอบคุณท่าน พลตำรวจเอก เรื่องศักดิ์ นี่ขนาดยังไม่ค่อยได้เตรียมตัวนะครับ เชิญท่านอดีตปลัดกระทรวงสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ครับ
ท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผมได้อ่านและได้ฟังภาพรวมของการปฏิรูปประเทศไทยที่ได้กรุณานําเ สนอเมื่อสักครู่ เข้าใจว่าที่บอกว่าสู่อนาคตป้ ๒๕๗๕ นั้นคงจะเปึนสัญลักษณ์ว่าระบบการปกครองประเทศ โดยระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเปึนประมุขนั้นครบ ๑๐๐ ป้ แต่ผม อยากจะเรียนว่าการปฏิรูปที่เปึ้นที่เข้ำใจกันอยู่ในปัจจุบันในระดับสากล คือการปฏิรูป ที่เรียกว่าการพัฒนาอย่างยั่งยืน การประชุมสหประชาชาติที่ผ่านมาที่ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ของไทยได้เข้าร่วมประชุมด้วย หัวข้อสำคัญของการประชุมคือเปัาหมายของการพัฒนา อย่างยั่งยืนและได้มีการกำหนดเปัาหมายของการพัฒนาอย่างยั่งยืน หรือที่เรียกว่าสแทรทิจิก ดีเวลลอปเมนต์ โกล (Strategic development goal) อยู่ ๑๗ ข้อ แท้ที่จริงแล้ว การพัฒนาอย่างยั่งยืนนี้ได้เริ่มต้นมาระยะหนึ่งแล้ว ได้เกิดเปึ้นรูปธรรมในสหประชาชาติ เมื่อป้ ๑๙๘๗ สหประชาชาติได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่งเรียกว่า คณะกรรมาธิการ ว่าด้วยการพัฒนาและสิ่งแวดล้อม เกิดรายงานขึ้นมาชิ้นหนึ่งเรียกว่า รายงานอนาคตร่วมกัน
ของเรา หรือ เอาเออะ คอมมอน ฟ่วเจอร์ (Our common future) นำเสนอต่อ สหประชาชาติโดยบอกว่าการพัฒนาถัดจากนี้ไปต้องเปึนการพัฒนาอย่างยั่งยืน นั่นคือ เปึนการพัฒนาที่สมดุลระหว่างการพัฒนาทางเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม นี่เปึนที่มา ของแผนพัฒนาของสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติที่ได้วางยุทธศาสตร์ไว้ ๓ ด้าน ด้านที่ ๑ คือพื้นกับดักของประเทศที่มีรายได้ปานกลาง เปึนการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจ ๒. ลดความเหลื่อมล้ำ เปึนการพัฒนาทางด้านสังคม ๓. พัฒนาไปสู่สังคม เศรษฐกิจ ที่เปึนมิตรกับสิ่งแวดล้อม เปึนเรื่องของการพัฒนาสิ่งแวดล้อม
ผมดูแล้วเครื่องบินของอาจารย์ที่ได้กรุณาบรรยายเมื่อสักครู่ ขาดการเน้นหนักในเรื่องสมดุล ของสิ่งแวดล้อม และแท้ที่จริงแล้วการพัฒนาเรื่องสิ่งแวดล้อมนี้เปึ้นหัวใจของการพัฒนา ที่ยั่งยืน เพราะแต่เดิมการพัฒนานั้นมุ่งเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจ แม้กระทั่งแผนพัฒนา เศรษฐกิจแห่งชาติฉบับแรก ๆ ใช้คำว่าแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ ไม่มีคำว่า สังคม ในช่วงหลัง ๆ จึงมีคำว่าแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ แต่ที่สำคัญที่นำไปสู่ การพัฒนาอย่างยั่งยืนก็คือว่าแม้ว่าเศรษฐกิจจะพัฒนาได้ดี แม้ว่าสังคมจะไม่มีปัญหา แต่ถ้าสิ่งแวดล้อมยังไม่ดี การพัฒนานั้นไม่ยั่งยืน เพราะเปึนการพัฒนาบนสิ่งแวดล้อม ที่เสื่อมโทรม เปึนการพัฒนาที่ทำให้ทรัพยากรได้ถูกใช้หมดไปในคนรุ่นนี้ และคนรุ่นต่อ ๆ ไป ไม่มีโอกาสที่จะมีความสุขจากการพัฒนา ด้วยเหตุนี้เองผมจึงขอเสนอแนะเปึนภาพกว้างไปยัง คณะกรรมการที่จะดำเนินการในการขับเคลื่อนว่าคงจะต้องเพิ่มน้ำหนักในเรื่อง ของการพัฒนาทางด้านสิ่งแวดล้อม ให้มากขึ้น มิเช่นนั้นก็ไม่นำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งเปึนการพัฒนาที่เปึนการยอมรับกันอยู่ระดับสากล และในประเทศเองแผนพัฒนา เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติก็ได้เน้นการพัฒนาที่สมดุลใน ๓ เรื่องนี้ บนรากฐานของ การพัฒนาใน ๓ เรื่องนี้ ข้างล่างสุดของการสนับสนุนเพื่อไปสู่ การพัฒนา ๓ เรื่องนี้ก็คือ การเมือง การปกครอง กระบวนการยุติธรรมที่ต้องมีธรรมาภิบาล เพราะฉะนั้นการเมือง การปกครอง กระบวนการยุติธรรมที่มีธรรมาภิบาลนี้เองที่จะนำไปสู่ความสำเร็จของ การพัฒนาทั้ง ๓ ด้านที่อยู่ข้างต้น ถ้ามองอย่างนี้ก็จะเห็นภาพชัดข้องการพัฒนาที่มี สามเหลี่ยม แล้วก็มีฐานของธรรมาภิบาลที่สำคัญ ประเด็นก็คือว่าสมาชิกสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศพวกเรา ๒๐๐ คน เราจะมีหน้าที่อะไร เราจะทําอย่างไรให้ขับเคลื่อน ได้มากไปกว่าการเปึ้นสภาวิชาการ เพราะเราคือสภาขับเคลื่อนไม่ใช่สภาวิชาการ ผมเห็นด้วย กับสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ที่ได้กล่าวมาเมื่อสักครู่ ขออภัยที่เอ่ยนาม ท่านวิทยา แก้วภราดัย ว่าคงจะต้องมีกรรมาธิการสักชุดหนึ่งซึ่งทำหน้าที่ขับเคลื่อนกับแม่น้ำอีก ๔ สาย เพื่อที่จะให้ เรื่องเร่งด่วนที่จะสังเคราะห์กันต่อไปนี้ได้เกิดขึ้นจริง เพราะการปฏิรูปต้องเริ่มต้นวันนี้ ไม่ใช่เริ่มต้นอีก ๒ ป้นับจากนี้ เพราะอีก ๒ ป้นับจากนี้หมดเวลาของสมาชิกสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศแล้ว เพราะฉะนั้นวันนี้ต้องเริ่มปฏิรูป แล้วต้องเริ่มขับเคลื่อน การปฏิรูปแล้วต้องขับเคลื่อนแตกต่างจากสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติหรือ สปช. เพราะนี่คือ การขับเคลื่อนให้เคลื่อนต่อ ไปข้างหน้า จึงเห็นว่าควรจะมีคณะกรรมาธิการสักชุดหนึ่ง
ซึ่งมีความสามารถในการประสานงาน ในการเจรจา ในการสร้างความเข้าใจ ในการขับเคลื่อนกับแม่น้ำอีก ๔ สายเพื่อให้การปฏิรูปนั้นเกิดขึ้นจริง และเพื่อให้บทบาทของ สภาแห่งนี้เปึ้นบทบาทที่เปึนจริงและสัมฤทธิ์ผล ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณท่านสถิตย์นะครับ ความจริงประเด็นนี้ได้ทั้งภาพรวม ภาพกว้าง แล้วก็ ภาพแคบในทางปฏิบัติด้วย แล้วก็มองถึงแนวโน้มอนาคตโลกซึ่งผลประชุมสหประชาชาติ ครบรอบ ๗๐ ป้ มันเปึนช่วงต่ อระหว่างมิลเลนเนียมเวลลอป์เมนต์ โกลส์ (Millennium Development Goals) หรือเอ็มดีจี (MDGs) ซึ่งตรงนี้เปึนประเด็นที่สำคัญมากที่ต้อง มองเห็นตรงนั้นด้วยของการเปลี่ยนแปลงที่เปึนพลวัต ผมเองเคยไปปราศรัยในที่ประชุมอังค์ถัด (UNCTAD) ที่เจนีว่า พูดถึงประเทศกำลังพัฒนา โดยเฉพาะทั้งที่เปึนซีแอลเอ็มวี (Cambodia, Loa, Myanmar, Vietnam : CLMV) เพื่อนเรา ทั้งที่เปึนตัวเราที่เปึนประเทศ รายได้ปานกลาง แล้วก็ติดกับติดหล่มจะเคลื่อนไปอย่างไร ขณะเดียวกันคุณภาพของ สังคมข้างหน้าคงไม่ได้อยู่บนพื้นฐานเพียง ๓ ด้าน
แต่ว่าเรื่องของสิ่งแวดล้อม คุณภาพชีวิต สังคม ชุมชน ก็สำคัญนะครับ ก็ขอบพระคุณ ระหว่างนี้นี่ใกล้เที่ยงนะครับ สมาชิกหลายท่านก็แวะเวียนวนออกไปรับประทานอาหาร เราไม่มีการหยุดพักกลางวันนะครับ เพราะฉะนั้นเมื่อรับประทานอาหารเสร็จแล้ว ก็กรุณาเข้ามาในห้องประชุม ส่วนท่านที่ยังไม่ได้รับประทานก็ วนเวียนออกไป แล้วก็กลับเข้ามานะครับ คงจะเหลืออีกท่านหนึ่งนะครับ ขอเปึ้นท่านสุดท้ายคือท่าน พลตำรวจโท อำนวย นิ่มมะโน หลังจากนั้นดอกเตอร์สีลาภรณ์มาช่วยเราทำงานใน สปท. ด้วยนะครับ เพื่อเปึ้นโซ่ข้อกลางขับเคลื่อนเชื่อมโยงต่อเพื่ อให้การเดินหน้าได้เปึนไป สัมฤทธิ์ผลโดยเร็วนะครับ เชิญท่านอำนวยครับ
พลตํารวจโท อํานวย นิ่มมะโน : กราบขอบพระคุณครับท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม พลตํารวจโท อํานวย นิ่มมะโน สมาชิกลําดับ ๑๙๗ คงไม่ใช่เปึนการอภิปราย คงเปึนการหารือแล้วก็มีข้อเสนอ ผมเองคงไม่ใช่นักวิชาการคงจะเปึนผู้ปฏิบัติ เปึ้นนักปฏิบัติการมากกว่า คงร่วมกันกับขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านวิทยา ท่านนิกร จำนง เราคงไม่มาทำงานซ้ำกับ สปช. เราคงน้ำบทสรุปกรณีศึกษาวาระปฏิรูปที่ตกผลึกแล้ว ที่เสร็จแล้วของ สปช. ในแต่ละด้านมาวิเคราะห์ มาสังเคราะห์ มาจัดลำดับแล้วขับเคลื่อน ผมดีใจมากเมื่อคราวที่แล้วเราแยกกลุ่ม เราไปจัดลำดับความจำเปึนเร่งด่วนเราให้ความสำคัญ ทั้ง ๑๑ ด้าน เราหยิบยกมา ๕ วาระที่สำคัญเร่งด่วน ผมไปอยู่ในคณะของกฎหมายและ กระบวนการยุติธรรม ปรากฏว่าปฏิรูปตำรวจเปึ้นเรื่องที่ฮอตอิ ชชู (Hot issue) ที่สุด ผมไปชี้แจงอยู่ด้านหน้าใช้เวลา ๕ นาที ประเด็นออกไปสื่อทุกแขนงโทรศัพท์หาผมแทบไม่ได้นอน แต่ผมยังไม่ได้สัมภาษณ์ยกเว้นวิทยุรัฐสภา พรุ่งนี้ทีวีรัฐสภาก็จะขอรายการสด ก็แสดงว่าสังคม มีความปรารถนาอย่างยิ่ง ถามว่าปฏิรูปตำรวจเสร็จแล้วหรือยัง สปช. ศึกษาจบแล้วหรือยัง ไปถึงคณะรัฐมนตรีแล้ว ขณะนี้คณะรัฐมนตรี ที่ผมพูดตรงนี้ต้องการให้เห็นตัวอย่าง เท่านั้นครับ ไม่ใช่ว่าผมจะเข้ามาสภานี้เพื่อปฏิรูปตำรวจแล้วกลับบ้าน คณะรัฐมนตรีส่งไปให้ ประมาณ ๑๐ กว่ากระทรวงดู ผมว่าถ้าเราไม่มีคณะองค์กรที่จะไปติดตามการขับเคลื่อน ถ้าเรานั่งขับเคลื่อนกันในสภาแห่งนี้นะครับ มันก็จะวนอยู่ในนี้เหมือนรถไต่ถัง เราคงจะต้องมี คณะทำงาน คณะกรรมการ หรือกรรมาธิการ หรือจะเปึนวิป (Whip) ขนาดใหญ่ออกไป ขับเคลื่อนข้างนอกด้วย ไปขับเคลื่อนกับแม่น้ำทั้ง ๔ สาย ให้เข้ากันได้ให้ตรงกัน ไปขับเคลื่อน
กับที่ไปแปะไว้ที่ ครม. ไปแปะไว้ที่ สนช. ว่าไปถึงไหนแล้ว ถ้าเราขับอยู่ในนี้ผมบอกแล้วว่า มันจะวนอยู่ที่ปัายนี้แหละ มันไม่ไปไหน ถ้าหากว่าปล่อยให้ที่ส่งไปแล้วไปอยู่ที่ ครม. แล้ว ครม. ส่งไปกระทรวง ๑๐ กระทรวงเพื่อไปดูว่าคุณจะรับโอนกิจการเหล่านี้ เทิร์น (Turn) ตํารวจไปได้ไหม ผมว่าหลานผมเกษียณอีกก็ไม่ได้ปฏิรูปหรอกครับ เพราะฉะนั้นเราต้องมีคณะนั้นออกไปตามแล้วเราเริ่มจัดลำดับ ๑๑ ด้านที่สำคัญที่สุดหยิบมา ทำให้เปึ้นที่ประจักษ์เ สร็จสักเรื่องสองเรื่องในเดือนหน้า ๒ เดือนหน้า แล้วคราวนี้ละครับ ประชาชนก็จะมีความหวังขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อเราชก็เข้าเปัามีแต้มเราก็จะได้ใจ เราก็จะปฏิรูป อะไรสำเร็จหมด ถ้าเราทำไปพร้อมกันทุกด้านแล้วไม่เสร็จสักเรื่องหนึ่งเป์านก็หวีดหมดเวลา เราก็จะกลับบ้านด้วยความเศร้าโศกอย่างยิ่ง ผมว่าต้องทำให้เปึนประจักษ์สักเรื่องสองเรื่อง โดยเร็วเลยครับ เพราะผมเปึนนักปฏิบัติการครับ ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณมากครับ ต่อไปเปึนช่วงของการตอบคำถามนะครับ ก็เชิญ ดอกเตอร์สีลาภรณ์ครับ
กราบเรียนท่านประธานและท่านสมาชิก สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ หลายเรื่องก็อาจจะไม่ใช่เรื่องที่ดิฉันต้องเปึนคนตอบนะคะ แต่ว่า
เรื่องการเชื่อมกับร่างรัฐธรรมนูญตัวที่หมวดหลักสำคัญ ๆ ที่เปึนประเด็น เช่น ประเด็น การศึกษา ประเด็นการปฏิรูปด้านทรัพยากร ด้านอะไรพวกนี้มันจะเข้าไปอยู่ในหมวด แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐกับหมวดของการปฏิรูป ซึ่งสาระสำคัญโดยส่วนใหญ่จะเข้าไปแค่ระดับ หลักการ แต่ข้อเสนอของ สปช. ลงลึกกว่าระดับหลักการเยอะนะคะ บางอันไปถึง ร่างกฎหมาย บางอันไปถึงปฏิทินการทำงาน ขั้นตอนอะไรต่าง ๆ ซึ่งพวกนั้นมันต้องมี การขับเคลื่อนต่างหาก พูดง่าย ๆ อีกอย่างหนึ่งว่าข้อเสนอ สปช. เหมือนเอาถังมาตั้งไว้ตรงนี้ ด้านหนึ่งมันจะต้องไปการเคลื่อนต่อ อีกด้านหนึ่งไปเขียนกฎหมายสูงสุดก็คือรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นเมื่อแม้ว่ารัฐธรรมนูญเดิมไม่ผ่านแล้วตั้งคณะใหม่มาร่างซึ่งก็คงเก็บสาระของเดิม ด้วยส่วนหนึ่งก็ต้องดูก้อนนี้ว่าจะเอาหลักการอ ะไรไปอยู่ในอันใหม่กับแผนขั้นตอนอะไร ที่จะเคลื่อนไปภาคปฏิบัติ เพราะฉะนั้นมันจะเคลื่อนไป ๒ ทางอยู่แล้วนะคะ ดิฉันได้รับ การติดต่อจาก กรธ. ด้วยเช่นกันว่าจะมีข้อเสนออะไรไหม ดิฉันก็เลยส่งเพาเวอร์ พอยต์ (PowerPoint) ชุดเดียวกันไปให้บอกว่าดิฉันเตรียมมาพูดวันนี้แล้วก็ถ้ากรรมการร่างรัฐธรรมนูญ อยากให้ไปชี้แจงก็จะไปให้ แต่ว่าถ้าเอาง่าย ๆ ก็คือเอาเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) ไปก่อนแล้วกันนะคะง่ายสุด เพราะว่าอาจจะไม่ได้ว่างมากนัก อันนี้เปึนส่วนหนึ่งนะคะว่าจะ เชื่อมอย่างไร ในส่วนของ สปท. เองซึ่งไม่ได้ถูกว่า งข้อต่อเอาไว้ให้เชื่อมกับกรรม การ ร่างรัฐธรรมนูญ ตรงนี้ก็อาจจะเปึนจุดที่ต้องหาวิธีทำงานกันในรูปแบบอื่น ส่วนที่ดิฉัน อยากเรียนนิดเดียวนะคะ สไลด์ (Slide) เดียว ช่วยเอาสไลด์ (Slide) ที่ ๖๖ ขึ้นหน่อยนะคะ ถ้าจะดู ในเอกสารที่ท่านมีอยู่ก็ได้เพื่อตอบคำถามว่า ตอนที่ทำสั่งเคราะห์เรามองเรื่องกลไก การขับเคลื่อนการปฏิรูปอย่างไร ในสไลด์ (Slide) แผ่นที่ ๖๖ ในเอกสารที่ท่านก็คงมีอยู่ หน้า ๓๓ แต่ว่าสไลด์ (Slide) ที่ ๖๖ นะคะ ขออภัยสีเครื่องฉายดรอป์ (Drop) ไป ตัวบล็อก (Block) ที่อยู่ตรงกลไกตัวแรกคือสภาขับเคลื่ อนการปฏิรูปประเทศก็คือสภาท่าน เราได้วิเคราะห์อย่างนี้ค่ะว่าในประเทศที่เขาทํางานปฏิรูปและสําเร็จมีหลายประเทศนะคะ และเราก็ยกตัวอย่างของประเทศมาเลเซีย ประเทศมาเลเซียมีการตั้งหน่วยงานขึ้นมาอันหนึ่ง ดึงผู้จัดการมาจากภาคเอกชนเลยมาทำ เขาเรียกว่าเพื่อ ร์ฟอร์แมนซ์ ดิลิเวอรี ยูนิต (Performance Delivery Unit) เพื่อแม่นดู (PERMANDU) เปึนตัวย่อ เปึนองค์กรที่ทำเรื่อง การขับเคลื่อน เขากำหนดตัวชี้วัดเลยว่ากระทรวง ทบวง กรมไหนจะต้องทำอะไรแล้วรีพอร์ต์ (Report) ด้วยระบบเรียลไทม์ (Real time) ทุกอาทิตย์ ทำให้ประเทศมาเลเซียซึ่งตั้งเปัาวิชัน
ทะเวนตี ทะเวนตี (Vision 2020) ตั้งแต่ป้ ๒๐๐๐ ประมาณนั้น หรือป้ ๑๙๙๗ แถว ๆ นั้นค่ะ เขาสามารถบรรลุเปัาที่เขาตั้งใจจะไปในป้ ๒๐๒๐ ได้ตั้งแต่ป้ ๒๐๑๔ คือขยับไปได้เร็วมาก คือถ้าเราจะทำเรื่องการบริหารการขับเคลื่อนจริง ๆ จำเปึนต้องมีหน่วยบริหารจัดการ การทำงานในลักษณะสภานี่สภาจะเปึน ๑ ในกลไก แต่กลไกที่จะต้องมีก็คือตัวที่ ๒ นั่นก็คือ ตัวที่หลายท่านพูดถึงอยู่ คณะกรรมการสังเคราะห์เรียกอันนี้ว่าคณะกรรมการยุทธศาสตร์ ปฏิรูปและปรองดองแห่งชาติ บังเอิญแนวคิดนี้มันคือหลาย ๆ สายนี่แหละ ซึ่งอย่างไร ก็ต้องลิงค์ (Link) กับรัฐบาล ถ้าไม่ลิงค์ (Link) กับรัฐบาลจะไม่มีเพาเวอร์ (Power) ที่จะทําอะไร ได้เลยนะคะ เพราะฉะนั้นต้องไปโค (Co) กับรัฐบาลแล้วก็ทาง สนช. ซึ่งเปึนคนที่จะ ร่างกฎหมายด้วย ที่จะต้องเข้ามามีมันเหมือนเปึนกรรมการร่วม แล้วตัวที่ ๓ ก็คือ หน่วยบริหารเชิงบูรณาการ อำนาจหน้าที่และบทบาททำอะไร อันที่ ๑ คือบูรณาการ การขับเคลื่อน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศอาจจะมองภาพรวมแล้วรู้ว่าอันไหนมันกําลัง ไปช้าไปเร็วเพื่อดูจังหวะของการเคลื่อน แต่ส่วนที่เปึนการสร้างการเปลี่ยนผ่านในหลาย ๆ เรื่อง ตัวทรานซิชัน (Transition) สําคัญมากนะคะ
มันจำเปึนต้องมีโครงการพวกนำร่องหรืออย่างเช่นงานแอเรียเบส (Area based) ทำพื้นที่นำร่อง ออกไปก่อน ๑๐ จังหวัด ๒๐ จังหวัด แบบนี้นี่อันนี้ต้องไปอาศัยคณะกรรมการ ๕ สาย แบบยุทธศาสตร์ แล้วก็มีการกำหนดตัวชี้วัดให้หน่วยงานเพื่อกำกับการขับเคลื่อน ซึ่งต้องทำโดยหน่วยบูรณาการ พวกนี้ก็จะเปึ้นตัวที่เราได้วิเคราะห์อยู่ว่าถ้าจะขับเคลื่อน ให้สำเร็จไปด้วยรูปแบบการทำงานแบบสภาจะเจอข้อติดขัดค่อนข้างเยอะ แล้วก็อาจจะ ทำให้เราไปได้ยาก การสั่งการโดยคณะรัฐมนตรีเวียนไปเวียนมาแล้วมันจะไปติดอยู่ตรงไหน มันต้องได้ร์ฟ (Drive) ด้วยตัวชี้วัดกับตัวระบบข้อมูลที่ล็อก (Lock) เลยว่าวันนี้หน่วยงานไหน จะต้องรีพอร์ต (Report) ว่าเขาทำอะไร แล้วไปถึงไหน ไม่อย่างนั้นก็คงเคลื่อนได้ยากมันเปึนเรื่อง โพรซิเยอร์ (Procedure) เปึนเรื่องขั้นตอนการขับเคลื่อนอย่างที่บางท่านได้พูดอยู่ว่า มันต้องไปถึงให้เห็นตัวกระบวนการในการขับเคลื่อน คงไม่มีคำถามอื่นนอกจากนี้ที่ดิฉัน จะตอบได้นะคะก็คงเรียนไว้แค่นี้ ก็ยินดีที่ได้มาพูดคุยกับทาง สปท. แล้วก็หวังว่า สปท. จะทำงานได้ขับเคลื่อนไปสู่เปัาหมายอย่างที่เราทุกคนก็คงอยากเห็น ขอบพระคุณค่ะ
ขอบคุณดอกเตอร์สีลาภรณ์ครับ สำหรับประเด็นคำถามที่ได้ตั้งประเด็น นอกเหนือจากที่ดอกเตอร์สีลาภรณ์ได้นำเสนอเรื่องการสังเคราะห์การขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศนะครับ ประเด็นน่าสนใจมากที่ท่านสมาชิก ๖-๗ ท่านได้กรุณา ทั้งตั้งข้อสังเกตและข้อแนะนำ ทั้งเกี่ยวข้องโดยตรงกับงานวันนี้และงานวันหน้าของเรา รวมทั้งเชื่อมโยงไปถึงการทํางานของแม่น้ําสายต่าง ๆ เช่นเรื่องของรัฐธรรมนูญ ความจริง สปท. จะมีส่วนเกี่ยวโยงกับรัฐ ธรรมนูญโดยตรงเฉพาะในส่วนการจัดทำพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายลูกเท่านั้นนะครับ ไม่เหมือน สปช. ที่ประธาน สปช. เปึ้นคนตั้งกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ๓๖ ท่าน ๒๐ ท่าน มาจาก สปช. และก่อนจะยกร่างได้ต้องส่งความเห็น ท่านจำได้ว่ำ ๑๙ ธันวาคม สปช. ประชุมกัน ๓ วัน แล้วก็สรุปความเห็นได้ทั้งหมด ๒๔๖ ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญ ส่งมอบให้กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญตอนนั้นจึงจะเริ่มต้นยกร่างเปึ้นทางการได้ตั้งแต่วันที่ ๒๐ ธันวาคม จากนั้นเสร็จร่างแรกส่งกลับมาประชุม ๗ วัน ๗ คืน ๒๐ เมษายน ถึง ๒๖ เมษายน ป้ ๒๕๕๘ แล้วท้ายสุดก็คือการเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ แล้วก็ตกตายไปตามกัน เรียบร้อยแล้ว แต่นั่นก็คือสิ่งที่มั่นให้เห็นว่าการจัดทํารัฐธรรมนูญเมื่อสิ้นสุดตรงนั้น
รัฐธรรมนูญแก้ไขใหม่กําหนดว่าภายใน ๓๐ วันนับแต่วันสิ้นวาระของกรรมาธิการยกร่าง รัฐธรรมนูญจะต้องตั้งกรรมการร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมา มีเวลาจัดทํารัฐธรรมนูญไม่เกิน ๑๘๐ วัน เพราะในช่วงนี้จึงได้มีการประสานงานโดยความกรุณาท่านประธานมีชัย ก็มีนโยบายเป่ดรับฟังความคิดเห็นทุกภาคส่วน ก็ประสานมาที่ สปท. เราก็จัดลำดับในเรื่อง ของวาระการแสดงความคิดเห็น แต่ก่อนหน้านี้ท่านประธานทาง สปท. เราก็ส่งสรุปประเด็น ความเห็นทั้ง ๒๔๖ ประเด็นเดิมของ สปช. แล้วก็ในช่วงการประชุม ๗ วัน ๗ คืน เมื่อเดือนเมษายนส่งไปให้กับกรรมการร่างรัฐธรรมนูญนะครับ ดังนั้นระหว่างนี้ไม่ได้มี ข้อจำกัดใด ๆ ที่สมาชิกแต่ละท่านจะได้ส่งความเห็นเปึนการส่วนตัวไปยังกรรมการ ร่างรัฐธรรมนูญ ประการที่ ๒ การบูรณาการในเรื่องการทํางานร่วมกันกับการร่างรัฐธรรมนูญนั้น จะมีการจัดระบบวิป (Whip) ในการทำงานระหว่าง สนช. กรธ. และ สปท. โดยที่ตั้งแต่ต้นน้ำ ก็คือการรับฟังความคิดเห็นนั้น สปท. ได้เป่ดศูนย์สื่อสาร สปท. และ กรธ. ไปแล้ว เมื่อวันที่ ๒๐ ตุลาคม สัปดาห์ที่แล้วใน ๑๑ ช่องทาง
ประการที่ ๒ ก็คือว่าเราจะออกไปทำงานร่วมกันเดินไปหาประชาชน ไม่ใช่เพียงแค่มาอยู่ที่นี่ แล้วก็รับฟัง แต่จะเดินไปหาประชาชน และคราวนี้ภายใต้นโยบายของท่านนายกรัฐมนตรี และท่านประธานของทุกแม่น้ำก็ให้มีการจัดทำงานแบบ ๔ ประสานที่ทำงานโดยตรงกับ ประชาชนก็คือ กรธ.์ สปท. สนช. ครม. ครับ จัดกิจกรรมตั้งแต่เดือนหน้าออกไปยังภูมิภาค ไปรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ไปรายงานประชาชนว่ารัฐบาล คณะรัฐมนตรีดำเนินการ ปฏิรูปประเทศมากน้อยแค่ไหน คืบหน้าอย่างไร เราไม่ใช่เพิ่งมาปฏิรูปเมื่อมี สปช. นะครับ รัฐบาลปฏิรูปมาตั้งแต่แถลงนโยบาย แล้วก็เดินหน้าปฏิรูปไปหลายเรื่องหลายราวมากทีเดียว มีความคืบหน้า และเมื่อได้รับเรื่องของทาง สปช. ไปไม่ใช่รับเมื่อวันที่ ๑๓ สิงหาคม รับมา ตั้งแต่ต้นป้ ๒๕๕๘ ครับ เรามีระบบการทำงานในการประสานกับวิป (Whip) ทางคณะรัฐมนตรี ส่งไปคณะรัฐมนตรีเขาไม่ใช่ตอบมาแล้วก็แช่นิ่ งอยู่ตรงนั้นครับ เมื่อเราส่งไปแล้วทาง ครม. เข้าที่ประชุม ครม. เขาจะแจ้งจากนั้นเปึนต้นมาครับว่าพัฒนาการของการขับเคลื่อนปฏิรูป ในภาคที่ใช้อํานาจทางบริหารของรัฐบาลไปถึงไหนแล้ว เพราะฉะนั้นตั้งแต่เดือนมกราคม ป้ ๒๕๕๘ เปึนต้นมาเมื่อ สปช. ได้ส่งทั้งข้อเสนอปฏิรูปเร็วที่เราเรียกว่าควิกวิน (Quick win) แล้วก็ไล่เรียงเรื่อยมานั้น คณะรัฐมนตรีได้มีมติ บางเรื่อง สนช. รับมายกร่างเสร็จออกเปึ้น กฎหมายใช้บังคับหลายฉบับแล้วครับ ทั้งการปฏิรูปราชการแผ่นดิน พ.ร.บ. อำนวย ความสะดวก หรือว่าในเรื่องของการปฏิรูปการทุจริตคอร์รัปชัน แก้กฎหมายเพิ่มอํานาจ แม้แต่ภาคีความตกลงระหว่างสหประชาชาติ อนุสัญญาต่าง ๆ เหล่านี้ขับเคลื่อนกันไป เยอะมากแล้ว ผมถึงบอกว่าวันนี้ต้องอัปเดต (Update) ให้ได้ ไม่อย่างนั้นถ้าเราไม่ให้เชื่อมต่อ เชื่อมโยงโซ่ข้อกลางตรงนี้เราก็จะไปคิดว่าเขายังไม่ได้ทํา เราก็จะคิดว่าเขายังไม่ได้คิด แต่หน้า ที่เราก็คือขับเคลื่อนให้สัมฤทธิ์ ผลครับ ไม่ใช่เปึ้นสภาที่ปรึกษาเพียงเท่านั้น แต่กระบวนการทำงานของแม่น้ำ ๕ สายซึ่งวันที่ ๒๘ คือวันพุธที่จะถึงนี้ท่านนายกรัฐมนตรี จะมามอบนโยบายแนวทางให้เห็นชัดเจนเลยว่าไม่ใช่ส่งข้อเสนอไปแล้วจบแค่นั้น ครับ หน้าที่เราคือต้องทํางานเคียงบ่าเคียงไหล่จนการปฏิรูปนั้นสําเร็จครับ เพราะในกรรมาธิการ ที่ออกแบบโดยกรรมาธิการยกร่างข้อบังคับจะมีทั้งลักษณะของสาขาปฏิรู ปีเปึนพื้นฐาน ๑๑ ด้าน และเฉพาะอะเจนดาเบส (Agenda base) อย่างที่เราจัดลำดับในช่วงเชิงปฏิบัติการ ประการที่ ๑ กับ ๒. ก็คือข้อเสน อแนะวันนี้ด้วย และกลไกทำงานต่อไปก็จึงจะไปอยู่ที่ ชุดกรรมาธิการ เราถึงต้องการตั้งหลักตั้งลำเพียงแค่ ๓๐ วันแรก จากนั้นลงมือทำงานเลย
เสร็จแล้วส่งทั้งที่เปึนร่างกฎหมาย ทั้งที่เปึนเรื่องของที่เปึนข้อเสนอ ถ้าหากว่ารัฐบาลสามารถ ใช้อํานาจทางบริหารได้ แม้แต่มาตรา ๔๔ เพื่อการปฏิรูปทําได้ทันที แต่ถ้าเปึนการปฏิรูป ที่เรียกว่าการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างและระบบต้องมีการตรากฎหมายใหม่ ปรับปรุง กฎหมาย แก้ไขกฎหมายใหม่ ท่านยังไม่ต้องไปคิดอะไรใหม่หรอกครับ ตัวร่างกฎหมายและ ตัวที่เปึนกรอบกฎหมาย ๒๒๔ ฉบับที่ สปช. เขาเสนอไว้แล้ว แต่ละคณะไปกลั่นไปกรอง อะไรที่เห็นว่าทำได้ซึ่งท่านประธานพรเพชร ประธาน สนช. ได้ประสานท่านประธานทินพันธุ์ ผมเองก็ประสานกับท่านรองประธานคนที่หนึ่งในการขับเคลื่อน และเรามีวิป (Whip) ตรงนี้ ระหว่าง สนช. กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ แล้วก็ สปท. ทั้งกลไกที่ขับเคลื่อนนอกสภาและในสภา เพื่อให้บรรลุของการปฏิรูปภายในกรอบเวลา ๑ บวก ๑ บวก ๑๘ เราจะเห็นผลโดยเร็วครับ แต่ก่อนเห็นผลท่านต้องรู้ว่าเขาทํามาถึงไหนแล้ว และไม่ได้ทําแล้วอยู่ตรงนั้น วันนี้การขับเคลื่อน การปฏิรูปของรัฐบาลนั้นบางส่วน ลงไปถึงกรม ไปถึงกอง บางส่วนสํานักงบประมาณ จัดงบประมาณป้หน้าแล้วครับ มันไม่ใช่อย่างที่เราคิดว่าเราทําเสร็จแล้ว เขาถึงปฏิรูป เข้าปฏิรูปกันมาป้หนึ่งแล้วครับ เพราะฉะนั้นอันนี้อยากให้เข้าใจว่าพลวัตการทํางานของเรา จึงต้องเร่งรัด แต่การเร่งรัดของเรารวดเร็วแล้วต้องรอบคอบรอบด้าน คือให้รู้ว่าเขาทำมา ถึงไหนแล้ว ไม่อย่างนั้นเราจะเสียเวลาไปเชิญส่วนราชการมา มาชี้แจงอีก ไม่ใช่ครับ
หน้าที่วันนี้คือเมื่อให้ ๒๐๐ ท่านได้ระดมความคิดเห็นครบ ๑๑ ด้านแล้ว และในระหว่างนั้น ข้อบังคับเสร็จ ตั้งกรรมาธิการเสร็จเรียบร้อยแล้วลงมือทำงานทันที หน้าที่คือชุดเล็ก จะไปจัดลำดับความสำคัญว่าระต่าง ๆ แล้วก็เลือกกฎหมายที่สามารถออกได้ทันที กระบวนการประสานงานได้วางแผนขับเคลื่อนกันไว้ในระดับแม่น้ำ ๕ สายไว้ชัดเจนแล้วครับ ดังนั้นก็เรียนให้ทราบว่าข้อกังวลห่วงใยและข้อแนะนำของท่านนั้นก็ใจตรงกันแล้วก็รวมทั้ง แม่น้ำทุกสายด้วยนะครับ ส่วนเรื่องของการขับเคลื่อนจากนี้ไปก็คือในส่วนของการชี้แจง ให้เห็นภาพรวมการสังเคราะห์เพื่อการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศก็ได้เสร็จสิ้ นแล้ว แล้วก็ ขณะเดียวกันก็จะเข้าสู่สาขาที่ ๑ การบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งก็ต้องขออนุญาตเชิญท่าน พันตำรวจตรี ยงยุทธ สาระสมบัติ และท่านเบญจวรรณ สร่างนิทร์ ซึ่งจะมานำเสนอรายงาน การบริหารราชการแผ่นดิน แล้วก็อย่างที่ผมเรียนเบื้องต้นนะครับระหว่างนี้ขอเชิญสมาชิก ที่รับประทานอาหารเสร็จแล้วหรือกำลังออกไปก็พยายามเข้ามานะครับผมอาจจะมีการเช็ก (Check) องค์ประชุมเปึ้นระยะ ๆ นะครับ เพราะว่าถ้าท่านไม่ได้อยู่ในห้องประชุมเราก็ไม่ได้ ขับเคลื่อนร่วมกัน ๒๐๐ คน เว้นแต่ท่านมีภารกิจสำคัญจริง ๆ ต้องลานะครับ ไม่อย่างนั้น เราจะไม่มีพลังในการขับเคลื่อน ก็เรียนเปึนกติกานะครับ เชิญท่าน พันตำรวจตรี ยงยุทธ์ สาระสมบัติ อดีตปลัดสํานักนายกรัฐมนตรีครับ
พันตํารวจตรี ยงยุทธ์ สาระสมบัติ : กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ ท่านสมาชิก สปท. ที่เคารพทุกท่าน กระผม พันตํารวจตรี ยงยุทธ์ สาระสมบัติ สปท. ๑๑๘ ขอบคุณท่านประธานและท่านสมาชิกที่ให้โอกาสมาเล่าในสิ่งที่ กรรมาธิการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดินได้ทำเอาไว้ แล้วก็ขออนุญาตเรียนเพิ่มเติม ด้วยว่าจะเสนอแนวคิดในการที่จะขับเคลื่อนประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดิน อยากจะเรียนอย่างนี้นะครับ คณะกรรมาธิการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดินได้แบ่ง อนุกรรมาธิการออกเปึน ๔ คณะ คณะหนึ่งที่ผมอยากจะเรียนวันนี้คือคณะของ เรื่องการจัดทํากฎหมายว่าด้วยยุทธศาสตร์ ชาติ ในเรื่องของยุทธศาสตร์ชาตินั้นกฎหมาย ว่าด้วยยุทธศาสตร์ชาติได้ผ่านสภาแห่งนี้ไปเมื่อวันที่ ๒๓ มิถุนายน ๒๕๕๘ เปึ้นที่น่ายินดีว่า หลังจากนั้นเพียง ๓ วัน ท่านนายกรัฐมนตรีได้กล่าวถึงว่าประเทศชาติจะต้องมียุทธศาสตร์ชาติ ระยะ ๒๐ ป้ ในรายการคืนความสุขให้แก่ประชาชน และในวันที่ ๒๖ มิถุนายน วันเดียวกันนั้น ได้มีหนังสือจากท่านเลขาธิการนายกรัฐมนตรีมาถึงท่านประธานเทียนฉายว่าเปึ้นนโยบาย
ของ คสช. และ ครม. ที่ต้องการให้มียุทธศาสตร์ชาติกําหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ วันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๕๘ คณะรัฐมนตรีได้มีมติแต่งตั้งคณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติขึ้นมา คณะหนึ่ง การจัดทํายุทธศาสตร์ชาติโดยการแต่งตั้งของคณะรัฐมนตรีนั้นดังที่ท่านทั้งหลาย ทราบนะครับ มติคณะรัฐมนตรีนั้นจะเปลี่ยนแปลงเมื่อไรก็ได้ เมื่อรัฐบาลใหม่มาก็อาจจะ ยกเลิกก็ได้ ดังนั้นจึงมีความจำเปึนอย่างยิ่งที่จะต้องกำหนดหรือบัญญัติไว้เปึนกฎหมาย ซึ่งในกฎหมายฉบับนี้มีลักษณะเปึนกลไกและกระบวนการในการกำหนดยุทธศาสตร์ชาติ ไม่ใช่ตัวยุทธศาสตร์ชาติโดยตรงในสาระนะครับไม่ใช่เปึ้นสาระ
แต่ว่ากฎหมายฉบับนี้มีสภาพบังคับ ซึ่งผมได้เรียนให้ทราบว่ามีสภาพบังคับอย่างไร สภาพบังคับก็คือว่าตามมาตราที่กําหนดไว้ ร่างรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๘ ที่ไม่ผ่าน สปช. ได้บัญญัติเรื่องของยุทธศาสตร์ชาติไว้หลายแห่ง แห่งที่ ๑ ก็คือมาตรา ๖๒ ว่าการจัดทำ ยุทธศาสตร์ชาตินั้นจะต้องรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ประเด็นที่ ๒ ก็คือในเรื่องของ มาตรา ๗๗ บัญญัติว่ากฎหมายในหมวดนี้ ก็คือในหมวดแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ มีเจตจำนง ในการที่จะบัญญัติกฎหมายว่าด้วยยุทธศาสตร์ชาติ ในขณะเดียวกันก็กําหนดไว้ด้วยว่า กฎหมายว่าด้วยยุทธศาสตร์ชาตินั้นเปึนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีศักดิ์สูงกว่า พระราชบัญญัติธรรมดา ที่สำคัญกว่านั้ นในร่างมาตรา ๑๗๔ ได้บัญญัติไว้ว่ารัฐมนตรี ต้องดําเนินการตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ ตามกฎหมายและยุทธศาสตร์ชาติ รัฐมนตรีในที่นี้ หมายรวมถึงนายกรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรีด้วยนะครับ นอกจากนั้นแล้ว ในร่างมาตรา ๒๘๔ ในร่างมาตรานี้ได้บัญญัติไว้ว่าการบริหารราชการแผ่นดิน การจัดสรร งบประมาณต้องดําเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติ ฉะนั้นคือความสําคัญของยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งทางคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่แล้วได้เห็นความสําคัญ แล้วก็เมื่อเช้านี้ ก็เห็นหนังสือพิมพ์ของกรุงเทพธุรกิจที่ขออนุญาตท่านประธานไว้แจก ท่านคงจะเห็นแล้วว่า เลขาธิการ สศช. หรือสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคม แห่งชาติกล่าวถึงในเรื่องของ ยุทธศาสตร์ชาติอย่างไร นั่นคือเรื่องของยุทธศาสตร์ชาติที่ขออนุญาตเรียนสั้น ๆ ให้ที่ประชุม ได้ทราบนะครับ ภายหลัง สศช. ได้ส่งร่างรายงานการศึกษาพร้อมด้วยร่างกฎหมาย ไปยังรัฐบาลนะครับ ก็มีหน่วยงานที่ เกี่ยวข้องที่สำคัญอยู่ ๓ หน่วย หน่วยที่ ๑ ก็คือว่า ทางกระทรวงมหาดไทยได้เชิญให้ไปวิดีโอ คอนเฟอเรนซ์ (Video conference) ให้กับผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศฟัง ในเรื่องประเด็นทั้งหมดมีอยู่ ๖ ประเด็นวันนั้น ที่ท่านประธานเทียนฉายเสนอไป และประเด็นหนึ่งใน ๖ ประเด็นนั้นก็คือเรื่องยุทธศาสตร์ชาติ นอกจากนั้น สศช. ได้เชิญให้ไปทำโฟกัสกรุป (Focus group) เกี่ยวกับยุทธศาสตร์ชาติ และสภาความมั่นคงแห่งชาติได้เชิญไปบรรยายแนวคิดในเรื่องของยุทธศาสตร์ชาติ และสำหรับยุทธศาสตร์ชาตินั้นมีหนังสือของกระทรวงการต่างประเทศส่งไปยัง สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีหรือ สลค. ตามที่ทาง สลค. ได้สอบถามไปทุกกระทรวงว่า มีความเห็นอย่างไรเกี่ยวกับร่างกฎหมายว่าด้วยยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งทาง สศช. ส่งไป
ก็ได้ข้อมูลมาว่า ๖๐ ประเทศที่กำลังพัฒนานั้นมียุทธศาสตร์ชาติ แต่ยังไม่พบว่ามีประเทศใดนั้น กําหนดไว้ว่ามีอํานาจไต่ส่วน อยากจะเรียนว่าในเรื่องของอํานาจในการไต่ส่วนหน่วยงานของรัฐ ได้มีการอภิปรายอย่างกว้างขวางในชั้นกรรมาธิการว่าสมควรจะมีหรือไม่ โดยสรุปมีความเห็นว่า ควรจะต้องมี มีท่านหนึ่งยกตัวอย่างขึ้นมาว่าในเรื่องของโครงการรับจำนำข้าว ถ้ามีมาตรการ ที่จะระงับยับยั้งไม่ให้เกิดความเสียหายเพิ่มเติม โครงการรับจำนำข้าวคงไม่เสียหายถึงขนาดนี้ นี่คือตัวอย่าง มาตรการที่มีสภาพบังคับอย่างไรนะครับ ขออนุญาตเรียนอย่างนี้ครับ ไม่ใช่บังคับอย่างเดียว ในร่างกฎหมายว่าด้วยยุทธศาสตร์ชาตินี้ ได้กําหนดไว้ด้วยว่า ให้มีอำนาจในการตรวจสอบ
ถ้าไม่ได้ปฏิบัติตามยุทธศาสตร์ชาติก็มีอํานาจเตือน และถ้าเกิดความเสียหาย ถ้าเปึนข้าราชการหรือเปึนนักการเมือง ถ้าเปึนข้าราชการก็ไปดําเนินการทางวินัย ถ้าเปึ้นนักการเมืองก็ไปดำเนินการถอดถอน แต่ถ้าทุจริตก็ส่งไปที่ ป.ป.ป. นี่คือใช้มาตรการ ปกติ แต่เปึนกรณีที่สามารถที่จะดำเนินการปัองกันปัญหาที่จะเกิดขึ้น ในขณะเดียวกัน ก็มีมาตรการในการส่ งเสริมนะครับ ที่ผมเรียนไปแล้วสักครู่ว่ามาตรา ๒๘๔ ว่า การบริหารราชการแผ่นดินและการจัดสรรงบประมาณนั้นต้องดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติ ฉะนั้นตรงนี้ก็คือว่าถ้าหน่วยงานของรัฐใดได้มีแผนงานโครงการใดที่สอดคล้องกับ ยุทธศาสตร์ชาติก็จะได้รับการส่งเสริมงบประมาณ ฉะนั้นก็เปรียบเสมือนว่าคณะกรรมการ ยุทธศาสตร์ชาตินี้เปึนยักษ์ใจดี แต่ในขณะเดียวกันก็ยักษ์มีตะบอง ถ้าดำเนินการให้เกิด ความเสียหายแล้วยักษ์นี้ก็สามารถจะดำเนินการอย่างไรได้ ฉะนั้นผมจะขออนุญาตไปคร่าว ๆ ในเรื่องของยุทธศาสตร์ชาติ ในการกําหนดยุทธศาสตร์ชาติเบื้องต้นนั้นเราให้มีการวิเคราะห์ สถานภาพของประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของภูมิยุทธศาสตร์ ทำอย่างไรเราจะเอา ภูมิยุทธศาสตร์ที่เราได้เปรียบหรืออยู่ในศูนย์กลางของอาเซียนหรือของเอเชียนี้ มาใช้ประโยชน์ นี่คือหลักการที่ ๑ ในเรื่องที่ ๒ ในเรื่องของกรอบแนวความคิดในการทำ ก็จะต้องมีการสอบถามความคิดเห็นของประชาชนแล้วก็วิเคราะห์ว่าประเทศไทยขณะนี้ ต้องการอะไรและต่างประเทศมีสภาพอย่างไร และมากําหนดวัตถุประสงค์หรือผลประโยชน์ แห่งชาติ จากผลประโยชน์แห่งชาติแล้วลงมาถึงว่ายุทธศาสตร์แห่งชาติเหลืออีก ๒๐ ป้ ในช่วง ๒๐ ป้นั้นเราก็แตกออกมาเปึนยุทธศาสตร์ด้านต่าง ๆ จากยุทธศาสตร์ด้านต่าง ๆ ก็ลงมาถึงแผนพัฒนา ๕ ป้ ในแผนพัฒนา ๕ ป้นั้นเรากำหนดต่อไปด้วยว่าควรจะมีแผน เปึ้นกลุ่มภารกิจ ในกรรมาธิการบริหารราชการแผ่นดินได้เสนอไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับที่แล้วว่าการบริหารราชการแผ่นดินต่อไปในอนาคตควรจะดำเนินกา รในลักษณะ กลุ่มภารกิจและกลุ่มจังหวัด ไม่ใช่บริหารแบบมีอาณาจักรของตนเอง ซึ่งไม่น่าจะเปึน ประโยชน์ในภาพรวมของประเทศ นอกจากมีคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติแล้ว เราออกแบบไว้ว่าจะต้องมีคณะกรรมการบริหารยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งประกอบด้วยภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน ภาควิชาการร่วมด้วย ในภาครัฐนั้นก็จะมีแผนงาน แผนเงิน แผนคน อันนั้นคือตัวอย่าง เสร็จแล้วคณะกรรมการบริหารยุทธศาสตร์ชาติก็จะต้องมี การจัดลำดับความสำคัญของแผนต่าง ๆ มีการบูรณาการแผนต่าง ๆ กำหนดตัวชี้วัดแล้วก็ไป
ดำเนินการ อันนั้นคือกลไกในการดำเนินการ ภาพนี้เปึนภาพในลักษณะของโครงสร้าง การทำงานของการบริหารราชการแผ่นดินทั้งในส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่นนั้น ได้ร่วมกันดำเนินการอย่างไร เพื่อให้โครงสร้างการบริหารราชการแผ่นดินมีประสิทธิภาพ ปรับปรุงทรัพยากรบุคคล สร้างกลไกที่มีประสิทธิภาพในการบ ริหารราชการแผ่นดิน ในขณะเดียวกันก็จัดให้มีการแสวงหาทรัพยากร แล้วก็การจัดสรรทรัพยากรที่มีประสิทธิภาพ นําไปสู่เรื่องของยุทธศาสตร์ชาติโดยมีวาระปฏิรูป ๓๗ วาระ วาระพัฒนาอีก ๙ วาระหรือ บวก ๆ นะครับ นั่นคือทางซ้ายมือของภาพ ทางขวามือของภาพไม่ว่าจะเปึนเรื่องของ การลดแรงต้าน ข้างซ้ายมือควรเปึนแรงผลักตามทฤษฎีที่เราเรียนกันตั้งแต่เด็กนะครับ ลดความปรองดองลดความขัดแย้งอะไรทั้งหลายนี่ไปสู่ในเรื่องของวัตถุประสงค์ของชาติหรือ ความมั่นคงมั่งคั่งยั่งยืน มีอธิปไตยและศักดิ์ศรีในประชาคมโลก นั่นคือในเรื่องของยุทธศาสตร์ชาติ ที่ได้ถือโอกาสนี้กราบเรียนท่านประธาน แล้วก็จริง ๆ ท่านประธานฟังมา ๒-๓ ครั้งแล้ว แล้วก็สําหรับท่าน สปท. จะได้ทราบว่าทางกรรมาธิการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน ได้ทำอะไรต่อไป
ในส่วนที่ ๒ ที่จะขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานก็คือแนวความคิดในการขับเคลื่อน ประเทศ ขออีกภาพหนึ่งวกกลับไปเมื่อกี้อีกนิดหนึ่ง ในเรื่องของการถ่ายทอด ในเรื่องของ กลยุทธ์ แล้วก็ในเรื่องของถ่ายทอดและประเมิน ท่านจะเห็นรูปเปึนรูปวี เชฟ (V shape) อาจจะไม่ต้องเสนอก็ได้เปึนภาพที่ ๕ ที่อยู่ในเอกสารที่แจก ต่อไปเปึนแนวอันนี้ภาพนี้นะครับ ลงมาตั้งแต่ยุทธศาสตร์ชาติ ยุทธศาสตร์รัฐบาล ยุทธศาสตร์กระทรวง ยุทธศาสตร์กรม กอง แล้วก็หน่วยปฏิบัติแล้วก็ประเมินผลไล่ขึ้นไปเปึนรูปตัววี (V) ตรงกลางระหว่างที่ยึดโยง เข้าด้วยกันคือเปัาหมาย ก็คือตัวชี้วัดแล้วก็เปัาหมายต่าง ๆ ในระดับต่าง ๆ เอกสารมีอยู่แล้ว คงไม่รบกวนเวลาของท่านนะครับ ขออนุญาตไปที่แนวคิดในการที่จะขับเคลื่อนประเทศ ในด้านการบริหารราชการแผ่นดิน เอกสารอยู่ในมือท่านแล้วผมคงไม่ลงไปในรายละเอียด ในเรื่องที่ ๑ ในเรื่องของหลักการ ทุกท่านทราบอยู่แล้วหลักการในเรื่องของ การที่จะขับเคลื่อน ในรูปที่ ๒ ถัดไปท่านจะเห็นในเรื่องของที่คิดไว้นอกจากหลักการแล้วก็คือ ความเชื่อมโยง หลายท่านที่อภิปรายไปตั้งแต่ต้นในเรื่องของความเชื่อมโยงของ สปท. กับ แม่น้ำอีก ๔ สาย ในภาพนี้ท่านจะเห็นว่า สปท. อยู่ตรงนั้นเชื่อมโยงกับคนอื่นอย่างไร สายอื่น อย่างไร แต่ไม่ได้มีการเชื่อมโยงอย่างเปึ้นทางการ แนวคิดที่เกิดขึ้นขณะนี้ก็คือว่าเหมือนกับ น่าจะต้องมีองค์กรองค์กรห นึ่ง องค์กรนี้อาจจะเ ปึนสเตียริง คอมมิตตี (Steering committee) ขออนุญาตใช้ภาษาอังกฤษยังนึกภาษาไทยเหมาะ ๆ ไม่ออก ตัวสเตียริง คอมมิตตี (Steering committee) นี้น่าจะเปึนยึดโยงระหว่างกรรมาธิการของเราในของ สปท. ในขณะเดียวกันก็ทำหน้าที่ประสานกับอีกแม่น้ำ ๔ สาย ภาพต่อไปครับ ภาพต่อไป จะเห็นเรื่องของฮาว ทู (How-to) แล้วครับ ผมเห็นว่าอย่างนี้นะครับ ในล็อก (Lock) ที่ ๑ โดยเฉพาะล็อก (Lock) ที่ ๑ เปึนหน้าที่ของ สปช. ได้ทำเอาไว้ว่าระต่าง ๆ พอมาถึงในช่องที่ ๒ คือ สปท. สปท. ตรงนี้ท่านทั้งหลายคงทราบอยู่หลายท่านพูดแล้วต้องมาจัดลำดับ ความสำคัญ แล้วก็เรื่องของจัดลำดับ ความสำคัญแล้ว สิ่งที่ผมคิดต่อไปก็คือว่าถ้าเพียงแต่ จัดลำดับความสำคัญแล้วมานั่งประชุมกัน ในห้องประชุมใหญ่นี้ หรือไปประชุมในกลุ่ม กรรมาธิการอาจจะยังไม่ชัดเจน จึงคิดเสนอว่าน่าจะต้องอย่างน้อยทำเปึนแผนแม่บทออกมา มีข้อมูลพอสมควร จากแผนแม่บทนี้ช่องที่ ๒ เปึนช่องที่ ๓ เราต้องยอมรับความจริงว่าไม่ว่า จะคิดอะไรก็ตามถ้าหน่วยงานของรัฐไม่ได้เข้ามา ร่วมด้วย ไม่ได้มาเปึนคนทํางานไม่เกิดผล ในทางปฏิบัติ ฉะนั้นเมื่อคิดออกมาแล้วช่องที่ ๓ น่าจะต้องทำเปึ้นอิมพลีเมนเทชันแพลน
(Implementation plan) ขออนุญาตใช้ภาษาอังกฤษอีกทีครับ เมื่อเปึนอิมพลีเมนเทชันแพลน (Implementation plan) อย่างน้อยที่สุดจะต้องมียุทธศาสตร์อยู่ตรงนี้ เมื่อมีอิมพลีเมนเทชันแพลน (Implementation plan) แล้วน่าจะต้องเอาหน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่รับผิดชอบ เข้ามาร่วม เมื่อทําไมต้องเข้ามาร่วม ๒ ประการ เพราะว่าทาง สปท. คิดอะไรแล้วถ้าส่งไป คณะรัฐมนตรีต้องไปถามหน่วยงานของรัฐ ถ้าหน่วยงานของรัฐ ไม่เห็นด้วยก็ไม่สำเร็จ หรือไม่อย่างนั้นก็ช้าอย่างที่มีบางท่านอภิปรายว่าช้า ถ้าอย่างนั้นตรงนี้ก็คือว่า ๑. มาสเตอร์แพลน (Master plan) ต้องเกิด เมื่อทำมาสเตอร์ แพลนแล้วต้อง อิมพลีเมนเทชัน แพลน (Implementation plan) บางท่านอาจจะถามว่า เฮ้ย แล้วมันต่างกันอย่างไร ขอโทษ ขอถอนคำพูดคำว่า เฮ้ย ออก ท่านทั้งหลายคงนึกออก ๓๐-๔๐ ป้ก่อนแลนด์ คอร์เปอเรชัน (Land corporation) บริษัทในประเทศสหรัฐอเมริกาคิดถึงเรื่องวางแผนแบบล็ อกจิคอล เฟรมเวิร์ก (Logical framework) หรือเรียกง่าย ๆ ว่าล็ อกเฟรม (Logframe) ผมก็พูดเปรียบเทียบขึ้นมาง่าย ๆ ก็คือว่าถ้ามาสเตอร์ล็ อกเฟรม (Master Logframe) ช่องที่ ๒ สปท. ทํามาสเตอร์ ล็อกเฟร์ม (Master Logframe) ช่องถัดไปที่ร่วมกับ ทางหน่วยงานของรัฐก็คือเปึนโมดิฟายมาสเตอร์ล็ อกเฟรม (Modify Master Logframe) คือมียุทธศาสตร์เข้ามาร่วม ยุทธศาสตร์ตรงนี้ก็คือจะทําให้มีฮาว์ทู (How-to) ไปอีกวิธีหนึ่ง ไปอีกขั้นตอนหนึ่ง จากฮาว์ทู (How-to) ตรงนี้แล้วไปถึงคณะกรรมการ คณะกรรมการ ได้เห็นชอบหรือมีการปรับปรุงแก้ไขหรือไม่เห็นชอบก็ตาม สมมุติว่าเห็นชอบก็ส่งไป หน่วยงานของรัฐนอกจากถามแล้ว แล้วค่อยมาเข้ามติคณะรัฐมนตรี ถ้าคณะรัฐมนตรีมีมติ กับโครงการนั้น แผนงานนั้น หรือสิ่งที่ สปท. ได้ทำไปก็ไปทำแอกชันแพลน (Action plan)
แผนปฏิบัติละครับ พอแผนปฏิบัตินั้นออ กมาแล้วหน่วยงานของรัฐไปทำ ทำกับใครครับ ผมคิดว่าเพื่อให้แน่ใจว่าแผนปฏิบัติการนั้นเปึนไปตามที่ สปท. หรือกรรมาธิการชุดต่าง ๆ คิด ก็คือเอากรรมาธิการที่เกี่ยวข้องของ สปท. เข้าไปร่วมกับหน่วยงานของรัฐนั้น ตรงนี้ก็จะ ออกมาชัดเจนแอกชันแพลน (Action plan) ก็จะเกิดผลปฏิบัติ ถัดไปมีหลายท่านพูดถึงว่า มันต้องติดตามประเมินผล แน่นอนครับ ในหน่วยงานของการประเมินผลและติดตาม ประเมินผลในร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่แล้วมีการพูดถึงคณะกรรมการประเมินผลแห่งชาติ แต่ตอนนี้อาจจะไม่ต้องคณะกรรมการประเมินผลแห่งชาติ จับอะไรขึ้นมา ถ้าสมมุติสเตียริง คอมมิตตี (Steering committee) เกิดขึ้น สเตียริงคอมมิตตี (Steering committee) นั้น ทำหน้าที่ในเรื่องของติดตามก็ได้ เราจะมีการติดความก้าวหน้า ตรวจสอบประสิทธิผล ประเมินประสิทธิภาพ วิเคราะห์ผลสัมฤทธิ์ แล้วก็สังเคราะห์ผลลัพธ์์ และก็มีฟ้ดแบก (Feedback) อยู่อย่างที่เห็น ถ้าทำตรงนี้ได้ผมว่าวงจรในเรื่องของฮาวทู (How-to) จะชัดเจนยิ่งขึ้น ก็มองต่อไปครับ ภาพต่อไปครับ ที่พูดถึงเรื่องสเตียริงคอมมิตตี (Steering committee) เมื่อกี้นี้คิดง่าย ๆ คร่าว ๆ ถ้าสมมุติสภาปฏิรูปแห่งชาติมอบหน้าที่หรือตั้ง กรรมาธิการเรื่องยุท ธศาสตร์การขับเคลื่อนประเทศขึ้นมาชุดหนึ่ง แล้วก็มี ประธานกรรมาธิการทุกชุดเข้ามาร่วมเปึนกรรมการ แล้วมีภาคเอกชนเข้ามาสัก ๑ คน ๒ คน หรือ ๓ คน หรือภาคประชาสังคมเข้ามาร่วมด้วย เสร็จแล้วตั้งอนุกรรมาธิการ อันนี้ได้หารือ ขออนุญาตเอ่ยถึงท่านรองประธานโดยทำหน้าที่ประธำนด้วย ได้หารือกันเปึนภายใน เราจัดเปึนกลุ่ม กลุ่มภารกิจ พอเปึนกลุ่มภารกิจตรงนี้ก็คือเวลาเชิญส่วนราชการที่เกี่ยวข้องมา จะไม่ซ้ำซ้อนกัน ไม่ใช่คณะนั้นเชิญ คณะนี้เชิญ แล้วสามารถจะทำงานร่วมกันได้ อันนี้ คือภาพที่คิดนะครับ ต่อไปครับ อันนี้ไม่เปึนไรข้ามไปอันนี้เปึ้ นตุ๊กตาเท่านั้นว่าน่าจะ ประกอบด้วยใคร อำนาจเพื่อใครเพื่อประหยัดเวลาของท่าน ถัดไปครับ ในเรื่องของประเด็น ประเด็นในเรื่องของการปฏิรูปในด้านบริหารราชการแผ่นดินจะมีคร่าว ๆ อยู่ ๔ ประเด็น ซึ่งผมจะขออนุญาตท่านประธานมอบให้ท่านเบญจวรรณซึ่งเปึ้นเลขานุการของกรรมาธิการ บริหารราชการแผ่นดินเปึ้นผู้นำเสนอแล้วเดี๋ยวผมจะสรุปอีกครั้งหนึ่ง ขอบพระคุณครับ ท่านประธาน
เชิญท่านเบญจวรรณ สร่างนิทร์ ทั้ง ๒ ท่านเปึน สปท. ด้วย เผอิญว่าทั้ง ๒ ท่าน เปึนกรรมาธิการด้านการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน เชิญท่านเบญจวรรณครับ
เรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศ ดิฉัน เบญจวรรณ สร่างนิทร สปท. หมายเลข ๘๕ ท่านจะได้ยินการพูดถึง ๓๗ วาระปฏิรูปอยู่บ่อย ๆ นั่นก็คือสิ่งที่ สปช. ทํามา ในด้านของการปฏิรูปด้านบริหาร ราชการแผ่นดินที่เรารับผิดชอบใน ๓๗ วาระนั้นมีวาระที่ ๓ วาระที่ ๓ ก็คือการปฏิรูป โครงสร้างส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น วาระปฏิรูปที่ ๔ คือการปฏิรูป งบประมาณ วาระปฏิรูปที่ ๕ คือวาระปฏิรูประบบการเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผล ในการบริหารงานภาครัฐ ดิฉันจะนำสรุปใน ๓ เรื่องที่ได้ดำเนินการมาเพื่อให้ท่านเห็นภาพ ในเบื้องต้น แล้วก็จะเพิ่มในเรื่องที่ทางบริหารราชการแผ่นดินได้รับเพิ่มเติมมาในภายหลัง คือเรื่องการปฏิรูปองค์การมหาชน ดิฉันขออนุญาตเริ่มต้นด้วยการปฏิรูปโครงสร้างส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น ประเด็นที่จะนำเสนอแน่นอนทุกอย่างต้องเริ่มด้วยปัญหา จริง ๆ ปัญหาที่จะนำเรียนท่านนั้นเปึนปัญหาที่เราพูดกันมานานแล้ว แล้วก็ยังพูดกันอยู่ ทุกวันนี้ ตอนป้ ๒๕๔๐ ที่ประเทศเกิดภาวะวิกฤติต้มย้ำกุ้ง
ประเทศเราต้องกู้เงินไอเอ็มเอฟ (IMF) เงื่อนไขประการหนึ่ง ณ ขณะนั้นก็คือว่าเราต้องปฏิรูป ระบบราชการ ได้มีการเสนอแผนปฏิรูประบบบริหารภาครัฐกับ ครม. เมื่อ ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๔๒ ว่าเราจะต้องปฏิรูป ๕ ด้าน คือ ๑. ด้านโครงสร้าง ๒. งบประมาณและการเงิน ๓. ด้านบุคคล ๔. ด้านกฎหมาย แล้วก็ ๕. ด้านวัฒนธรรม ค่านิยม ในการปฏิรูปครั้งนั้น ก็เกิดการปฏิรูปครั้งใหญ่คือป้ ๒๕๔๕ เราได้มีการปฏิรูปจาก ๑๔ กระทรวง เปึ้น ๒๐ กระทรวง มา ณ วันนี้ป้ ๒๕๕๗ ต่อถึงป้ ๒๕๕๘ เราก็ยังพูดเรื่องเดิมอยู่พูดมาตั้งแต่ ป้ ๒๕๔๐ จนกระทั่งมา ณ ขณะนี้ ดิฉันคิดว่าถ้าเรายังไม่ก้าวต่อไปอีกไม่มีการดำเนินการ อะไรที่เกิดผลอย่างจริงจังเราก็คงจะพูดต่อไปเรื่อย ๆ เพราะเรื่องนี้เปึ้นเรื่องที่อยู่ในระบบ การปฏิบัติงานปกติประจำของประเทศ ประการแรกที่จะชี้ให้เห็นสถานการณ์ของปัญหา การบริหารราชการแผ่นดิน ประการที่ ๑ ก็คือระบบราชการยังมีขนาดและบทบาท ที่ไม่เหมาะสมกับภารกิจของรัฐ ได้นั่งคุยกับหลาย ๆ ท่านทุกคนก็ยอมรับ ตอนนี้ โลกเปลี่ยนไปเยอะ ความก้าวหน้าหรือ การพัฒนาด้านเทคโนโลยีเปลี่ยนไป แต่ระบบ การทํางานของเราก็ยังไม่เคลื่อนตาม ประการที่ ๒ มีการทุจริตคอร์รัปชันจากการที่ เจ้าหน้าที่ของรัฐมุ่งหาประโยชน์ส่วนตนมากกว่าการทำเพื่อประโยชน์ส่วนร่วม การบริหารงานขาดความโปร่งใส ไม่มีธรรมาภิบาล ล่าช้าและขาดประสิทธิภาพ นี่ก็คงเปึน ที่รับทราบทุกท่านลึกซึ้งหรือเห็นภาพตรงส่วนนี้ถึงกับยกเปึ้นประเด็นใน ๕ ประเด็นหลัก ที่ควรจะต้องดำเนินการ ประการที่ ๓ ระบบราชการมีโครงสร้างขนาดใหญ่และสลับซับซ้อน เกินความจำเปึนโดยเฉพาะราชการบริหารส่วนกลาง ดิฉันจะมีตัวเลขให้ท่ำนเห็นว่า เราบอกว่าอยากให้ระบบราชการจิ๋วแต่แจ๋ว อย่างที่เรียนพูดกันมานาน ณ ขณะนี้ มันไม่ใช่จิ๋วอย่างเดียวมันมีแต่จะขยายมากยิ่งขึ้น ประการที่ ๔ บทบาทภารกิจและอำนาจ หน้าที่ของกระทรวง ทบวง กรม เหลื่อมล้ำ ซ้ำซ้อนและมีความรับผิดชอบที่ไม่ชัดเจน ภารกิจบางอย่างที่จัดไปเมื่อป้ ๒๕๔๕ ยังตกลงทรัพย์สิน ยังเคลียร์ (Clear) กันยังไม่ได้ อย่างบางส่วนไม่ทราบว่าทรัพย์สินนั้นจะต้องเปึนของใคร หรือใครจะเปึนคนรับมอบ ตรงส่วนตรงนั้น มันอาจจะยังมีเชื้อหลงเหลืออยู่บ้าง แม้นในช่วงที่ผ่านมามีการเจรจากัน พอสมควร ประการที่ ๕ ศูนย์อำนาจการปกครองรวมไว้ที่ส่วนกลาง ขาดการมอบอำนาจ กระจายอำนาจอย่างเหมาะสมส่งผลให้การจัดการบริการสาธารณะหลายเรื่องผูกติดอยู่กับ ส่วนกลางเกิดความล่าช้า วันสตอปเซอร์วิส (One stop service) อะไรทั้งหลายที่บอกว่า
อยากจะให้เกิดขึ้น แต่ในกระบวนการทำงานจริง ๆ นั้นเปึนอย่างไร หลายท่านถ้าท่าน มีประสบการณ์ในการประสานงานท่านก็จะรู้ว่ามันสตอป์ (Stop) แล้วมันสต่อป์ (Stop) บอกว่าวันสต่อป์ (One stop) มันก็จะสต่อป์ (Stop) ไปเลยก็มี ประการต่อไป ระบบการทำงานขาดการเชื่อมโยงกันเปึนเครือข่ายแบบบูรณาการที่ยึดพื้นที่ หน้าที่และ การมีส่วนร่วมโดยยึดประชาชนเปึนศูนย์กลาง เรื่องบูรณาการก็เปึนเรื่องที่สำคัญ ถามว่า พวกเราจะคุ้นกันมากเลยคำว่าบูรณาการ แต่ถามว่าแล้วที่ทำที่เปึนรูปธรรมในทางปฏิบัติ เปึ้นแบบไหน อย่างไร เราเขียนได้ เราพูดได้ แต่ถึงเวลาทำมันค่อนข้างที่จะยาก เราก็คาดหวังว่า ในอนาคตมันจะต้องเกิดขึ้นให้ได้ ประการที่ ๗ มีการจัดตั้งราชการส่วนกลางไปตั้งอยู่ในพื้นที่ ภูมิภาคจำนวนมาก ถ้าท่านเห็นตัวเลขแล้วท่านจะน่าตกใจมาก มีราชการบริหารส่วนภูมิภาค อยู่แล้ว ส่วนราชการที่ไม่มีอยู่ในพื้นที่ก็จะไปตั้งส่วนกลางในพื้นที่โดยที่สังกัดส่วนกลาง ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดหลายคนเวลาสัมมนาหารือกันสมมุติว่าหน่วยงานในพื้นที่ ๑๐๐ แห่ง จะสังกัดส่วนภูมิภาคเพียงแค่ ๓๐ แห่ง ๗๐ แห่งจะสังกัดส่วนกลางทั้งนั้นเลย ก็เปึนประเด็น ที่สำคัญและประเด็นที่น่าขบคิดว่าเราจะยังคงให้ประเทศเราเปึ้นรูปแบบนี้หรือ
นั่นคือความจำเปึนที่คิดว่าที่ปัญหายังเปึนปัญหาอยู่ แล้วปัญหาพวกนี้มันก็มีแต่ขยาย ขยายออกไปอีก ก็คงจะถึงเวลาที่เราจะต้องมาช่วยกันดูตรงจุดนี้ ประการต่อไป ปัญหา การทับซ้อนในการทำงานระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและการถ่ายโอนงานให้ท้องถิ่น ที่ไม่เปึนไปตามแผนขั้นตอนการกระจายอำนาจ ข้อมูลที่ย้อนกลับมามันมีทั้งกรณีที่ว่า กระจายไปแล้วท้องถิ่นไม่รับ ท้องถิ่นก็โอนกลับมาให้กับส่วนกลางเหมือนเดิม หรือบางอย่าง ส่วนกลางบอกว่าตามกฎหมายเขียนว่าเปึนหน้าที่ของท้องถิ่น แต่ส่วนกลางไม่กระจาย ส่วนนั้นให้ท้องถิ่นอย่างจริงจัง ประการสุดท้าย การเลื่อน ย้าย โอนและแต่งตั้ง รวมทั้ง การพิจารณาบำเหน็จความชอบของข้าราชการหรือเจ้าหน้า ที่ของรัฐไม่เปึนไปตามระบบ คุณธรรม มีการอุปถัมภ์และเล่นพรรคเล่นพวก เรื่องนี้ก็คงจะเปึ้นเรื่องที่ถ้าเปึนระบบ ภาครัฐเราก็จะมีการกล่าวขวัญถึงเรื่องนี้ประจำ ในขณะที่องค์กรกลางเองก็พยายาม จะทำอย่างไรให้ระบบเมอริต (Merit) ได้มีผลในการปฏิบัติอย่างจริงจัง ทีนี้อยากจะให้ดู ตัวเลขนะคะว่าจากปัญหาที่นำเรื่องเมื่อกี้ ตัวเลขที่ออกมามันเปึนอย่างไร เมื่อป้ ๒๕๔๕ อย่างที่เรียนว่าได้มีการปฏิรูปจาก ๑๔ กระทรวงเปึ้น ๒๐ กระทรวง ตัวเลข ณ วันนั้น องค์การมหาชนมีเพียง ๑๖ แห่ง แต่ ณ วันนี้องค์การมหาชนมี ๕๓ แห่ง กระทรวงเท่าเดิม เพราะว่าต้องออกเปึ้นพระราชบัญญัติ ๒๐ กระทรวงก็ยัง ๒๐ กระทรวงเหมือนเดิม แต่กรม จาก ๑๕๔ เปึน ๑๖๘ กองจาก ๑,๒๐๐ เปึน ๑,๔๐๐ ตัวเลขที่น่าสังเกตมาก ๆ นะคะ ราชการส่วนกลางในภูมิภาค คำว่า ราชการส่วนกลางในภูมิภาคก็หมายถึงว่า ราชการบริหารส่วนกลางแต่ไปตั้งอยู่ในพื้นที่ เมื่อ ณ เวลา ๒๕๔๕ มี ๑,๙๐๐ แต่ ณ ขณะนี้ มี ๒,๖๐๐ เพิ่มค่อนข้างสูงมาก ราชการบริหารประจำจังหวัดก็คือส่วนภูมิภาค จาก ๑,๙๐๐ เปึ้น ๒,๕๐๐ อำเภอก็ ๒,๑๐๐ เปึ้น ๕,๒๐๐ นี่คือตัวข้อมูล ณ เดือนมีนาคม ๒๕๓๘ ในการดำเนินงานของ สปช. ที่ผ่านมานั้นก็มีกรอบแนวคิดที่จะต้องคำนึงในการจัดโค รงสร้าง องค์กรระบบงานและอัตรากำลัง ก็คือในเรื่องโครงสร้างองค์กรภาครัฐและระบบงานนั้น สถานการณ์ปัจจุบันก็อย่างที่นำเรียนว่าขนาดใหญ่ ไม่คำนึงถึงต้นทุน ซึ่งอย่างที่เราทราบกันว่า ตัวเลขงบประมาณค่าใช้จ่ายภาครัฐแผนชาติกำหนดไว้ว่าจะต้องไม่เกิน ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ของงบประมาณรายจ่ายทั้งหมดของประเทศ แต่ตอนนี้เราก้าวข้ามตรงนั้นไปถึงแม้จะไม่มาก แต่มันก็เกินในสิ่งที่ไม่ควรจะเกิน ๔๐ เปอร์เซ็นต์ มีกฎ ระเบียบมากเกินไป กฎ ระเบียบ เขาบอกว่ามีแล้วรัดรึงในการทํางานการปฏิบัติงาน ไม่คํานึงถึงความต้องการของผู้รับบริการ
และประชาชน การบริหารจัดการไม่เพียงพอ เพราะฉะนั้นในเรื่องกระแส่โลกนี่ก็คือ สิ่งที่มันจะต้องดำเนินการให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน เพราะฉะนั้นทิศทาง ในการจัดโครงสร้างองค์กรและระบบงานนั้นก็คือจะต้องใช้การบริหารเชิงกลยุทธ์ ให้มีขนาดเล็กแล้วก็มีป ระสิทธิภาพ จัดบริหารแบบแนวราบและกะทัดรัด มีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล มุ่งบริการประชาชน มีการกระจายอำนาจ มีส่วนร่วมสร้างความร่วมมือ ปัองกันการทุจริต ในส่วนเรื่องคุณภาพของการบริการก็ต้องให้เหมาะกับความต้องการ ของผู้บริการ ทันเวลา เข้าถึงบริการสาธารณะ ถูกต้อง เรียบง่าย ต่อเนื่อง ใส่ใจและให้เกียรติ ปลอดภัยแล้วก็มีช่องทางหลากหลาย อยากจะให้ดูกรอบความคิดรวบยอด กรอบความคิด รวบยอดนั้นจะต้องตอบคำถามว่าระบบราชการที่สามารถให้บริการประชาชนได้อย่างทั่วถึง สะดวก รวดเร็ว คุ้มค่า ถูกต้องและเปึนธรรม นั่นก็คือจะต้องมีรูปแบบองค์กร และมีความสัมพันธ์กับภาคส่วนอื่น ระบบบริหารงานจะต้องเปึนแบบบูรณาการ บทบาทจะต้องชัดเจน ขนาดและกำลังคนภาครัฐจะต้องให้เหมาะสม
แล้วที่สำคัญการบริหารงานบุคคลในภาคส่วนทั้งหลายที่เปึ้นเจ้าหน้าที่ของรัฐนั้น ไม่ว่าจะเปึน ระบบการแต่งตั้ง การโยกย้าย ความสัมพันธ์ระหว่างข้าราชการกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ และนักการเมือง การตรวจสอบ การปัองกันทุจริต แล้วก็ความเหลื่อมล้ำในเรื่องค่าตอบแทน และสิทธิประโยชน์เปึ้นเรื่องที่สําคัญที่จะเปึนขวัญกําลังใจในการปฏิบัติงานของผู้ปฏิบัติงาน ภาครัฐ กรอบที่เราวางไว้ในระหว่างส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค จังหวัด อำเภอกับส่วนท้องถิ่น หลัก ๆ นั้นก็คือถ้าเปึนหน่วยด้านกำหนดยุทธศาสตร์และเปัาหมายที่สอดคล้องกับ ยุทธศาสตร์ชาติจะต้องเปึนหน้าที่ของส่วนกลาง เรกูเลเตอร์ (Regulator) ก็คือควบคุม กำกับกฎ ระเบียบ ปฏิบัติถ้าเปึนงานในลักษณะที่จะต้องเปึนภารกิจเพื่อประโยชน์สาธารณะ ระดับชาติ เช่น การปัองกันประเทศ เรื่องต่างประเทศ การยุติธรรม การเงิน การคลัง การคมนาคมของประเทศ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนั้นควรเปึนหน้าที่ของส่วนกลาง งานด้านอื่นก็งานด้านวิชาการ วิทยาการใหม่ ๆ ในเรื่องส่วนภูมิภาคซึ่งเปึ้นตัวแทนของ ส่วนกลางนั้นก็จะต้องเชื่อมโยงงานของจังหวัดกับยุทธศาสตร์ชาติ ประสานและเชื่อมโยงกับ องค์กรทุกภาคส่วนในพื้นที่ ดูแลเรื่องความมั่นคงภายใน ความเปึนธรรมในระดับพื้นที่ ให้คำปรึกษาช่วยเหลือในการปฏิบัติงานของท้องถิ่น แล้วก็เปึ้นหน่วยบริการสาธารณะที่ต้อง ยอมรับว่างานบางอย่างนั้นท้องถิ่นเองอาจจะยังไม่มีความพร้อมถึงขนาดในบางพื้นที่จังหวัด จังหวัดอาจจะต้องไปช่วยดูแลในระยะเบื้องต้น ในส่วนท้องถิ่นนั้นแน่นอนรัฐธรรมนูญ กำหนดไว้แล้วว่าภารกิจซึ่งมันเปึ้นโครงสร้างพื้นฐานหรืออะไรก็แล้วแต่เปึ้นหน้าที่ของท้องถิ่น เพราะฉะนั้นหน้าที่หลักก็ต้องมอบให้ท้องถิ่นไป ก็จะมีคําที่พูดถึงกันเปึ้นประจำ มอบงาน แต่ไม่มอบเงิน แล้วก็ไม่มอบคน ดิฉันคิดว่าประเด็นตรงนี้เราจะต้องทําให้เกิดผลให้ชัดเจน ถ้างานไปเงินจะต้องไปด้วย แล้วคนในขณะนี้หลายส่วนบอกว่าคนให้อยู่ในดุลยพินิจ ของผู้ที่จะไป ไปหรือไม่ไป ถ้าสมัครใจไปก็ไปอยู่กับท้องถิ่น แต่ถ้าไม่สมัครใจไปก็ยังอยู่ ที่ส่วนกลางเหมือนเดิม คงจะต้องมีแนวทางหรือกำหนดหลักเกณฑ์ เงื่อนไข หรือมาตรการ ให้ชัดเจนเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้ แล้วก็เปึนหน่วยปฏิบัติภารกิจในด้านการบริการสาธารณะ แก่ประชาชนในพื้นที่ แล้วก็ในเรื่องบางส่วนที่ท้องถิ่นเองสามารถเลือกดำเนินการได้ ในส่วนของตรงนี้ก็มีข้อเสนอหลายประการเกี่ยวกับเรื่องการดำเนินการเกี่ยวกับเรื่องนี้ ดิฉันก็ขออนุญาตไปเร็ว ๆ ในส่วนนี้ ก็คือจะต้ องมีการกำหนดขอบเขตหน้าที่ของ ราชการบริหารส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่นให้ชัด แล้วก็จัดความสัมพันธ์ระหว่าง
ภาคส่วนต่าง ๆ ได้มีการกำหนดว่ามาตรการแต่ละเรื่องนั้นหน่วยงานไหนควรจะต้อง เปึ้นคนรับผิดชอบ ประการที่ ๒ มีการกำหนด ทบทวน และจำแนกบทบาทภารกิจภาครัฐ นี่ก็ต้องยอมรับว่าในเมื่อโลกเปลี่ยนแปลง สถานการณ์หลายเรื่องมีการเปลี่ยนแปลง แต่บทบาทหน้าที่เรายังไม่ได้มีการปรับหรือเคลื่อนตามภารกิจที่เหมาะสมที่จะต้องรับผิดชอบ ดำเนินการต่อไป ในส่วนที่ ๓ ก็คือจะต้องออกแบบโครงส ร้างองค์กรที่เหมาะสมกับ ภารกิจของรัฐในลักษณะที่มีความคล่องตัวต่อการเปลี่ยนแปลง และยุบเลิก เราคงจะ ไม่ค่อยได้ยินคำว่ายุบเลิก เรามีแต่ว่ามีแล้วก็จะคงอยู่ตลอดต่อไป ดิฉันคิดว่า โครงสร้างสมัยใหม่นี้เกิดได้ก็ต้องยุบได้ กรณีที่ยุบค่อนข้างที่จะมีผลกระทบค่อนข้างสูง กับผู้ปฏิบัติงาน แต่ถ้าได้มีการออกแบบว่าคนที่มีอยู่นั้นจะต้องไปเปลี่ยนแปลงหรือว่าจะต้อง ขยับเขยื้อนไปรับผิดชอบในงานส่วนไหน อย่างไร แล้วก็มีการเตรียมความพร้อม ให้คนเหล่านั้นก่อน ดิฉันก็คิดว่าปัญหาที่จะเกิดขึ้นหรือสิ่งที่ผู้ที่ได้รับผลกระทบก็สามารถ ที่จะรับตรงส่วนนี้ได้
เพราะฉะนั้นตรงส่วนนี้ไม่ว่าจะเปึ้นทั้งระบบงบประมาณและการบริหารกำลังคน แล้วก็การจัดส่วนราชการประจำจังหวัดที่เปึ้นตัวแทนของกระทรวงที่แท้จริง ในราชการบริหารส่วนภูมิภาคก็จะต้องมีการดำเนินการในส่วนนี้ ประการที่ ๔ พัฒนากลไก หรือเครื่องมือในการสนับสนุนให้เกิดการบูรณาการความร่วมมือระหว่างราชการบริหารส่วนกลาง ส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่น เพราะฉะนั้นรูปแบบในการดำเนินการหรือแม้กระทั่ง เรื่องการมอบอํานาจหรือแบ่งอํานาจจากส่วนกลางที่จะให้ส่วนภูมิภาคในเรื่องอะไร อย่างไรบ้าง ดิฉันคิดว่าก็คงจะต้องมีการหารือกันเพื่อจะให้เกิดเปึ้นรูปธรรมหรือเกิดผลสัมฤทธิ์ ซึ่งที่ผ่านมาก็มักจะได้ยินว่าบางกระทรวงไม่มอบ อำนาจให้นะคะ หรือมีกลไก ในการดำเนินการที่พอถึงในพื้นที่จริง ๆ ก็ไม่สามารถดำเนินการได้นะคะ ต่อไปประการที่ ๕ ก็คือเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับการบริหารราชการส่วนภูมิภาคนะคะ หลักอันหนึ่ง ที่เปึนข้อกำหนดเลยเรื่องคนเราจะไม่ให้ตัดกำลังคนที่ปฏิบัติงานในส่วนภูมิภา คมาเปึ้น อัตรากำลังในส่วนกลาง เพราะเราเห็นว่างานที่ให้บริการจริง ๆ นั้นคืองานในพื้นที่ เพราะฉะนั้นกําลังคนที่จะให้ปฏิบัติงานในส่วนภูมิภาคย่อมต้องมีมากกว่าในส่วนกลาง แต่ภาพที่เกิดขึ้นหรือภาพที่เปึนอยู่ ณ ขณะนี้มันอาจจะยังสวนทางกันนะคะ นี่ก็จะเปึน ประเด็นหนึ่งที่จะต้องมีการพิจารณาหรือบางจังหวัดดิฉันลงพื้นที่ในบางจังหวัด การกำหนด ราชการบริหารส่วนภูมิภาคขณะนี้เราเหมือนเปึ้นแพทเทิร์น (Pattern) พอเกิดจังหวัดขึ้นมาปัูบ เราก็มีราชการบริหารส่วนภูมิภาคอะไร เราก็กําหนดให้เปึนแพทเทิร์น (Pattern) เลยว่า เคยมีที่ไหนก็ต้องมีแบบนั้นแต่ปรากฏว่าสภาพความเปึ้ นจริงในบางจังหวัด ในบางพื้นที่ เราต้องยอมรับว่าความเจริญเติบโตด้านอุตสาหกรรมมีมากขึ้น ภาคการเกษตรบางจังหวัดนั้น เปลี่ยนแปลงไป ภาคอุตสาหกรรมเพิ่มมากขึ้นในบางจังหวัดแต่รูปแบบในการจัดการในเรื่องนี้ หรือรูปแบบในการกำหนดโครงสร้างแบบนี้เราก็ยั่งยึดแบบเดิมอยู่ ดิฉันคิดว่าก็คงเปึนอีกส่วนหนึ่ง ที่ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องช่วยกันดูตรงส่วนนี้ ประการต่อไปเสริมสร้างความเข้มแข็งและ เร่งรัดการกระจายอำนาจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนะคะ นี่ก็เปึนเรื่องที่ดำเนินการ มานานแล้ว แต่ก็คงยังไม่บรรลุผลสัมฤทธิ์เท่าที่ควรคงจะต้องดำเนินการต่อไป ประการที่ ๗ จัดสรรงบประมาณตามยุทธศาสตร์และเปัาหมายร่วมกันนะคะ ซึ่งก็จะต้องเปึนการปฏิรูป ระบบงบประมาณแนวใหม่ที่ได้มีการเสนอกันซึ่งดิฉันจะนำเรียนในขั้นต่อไปนะคะ
ประการที่ ๘ ก็ส่งเสริมมีรัฐบาลระบบเป่ดซึ่งเปึ้นรัฐบาลที่เป่ดโอกาสให้ภาคส่วนต่าง ๆ เข้ามา มีส่วนร่วมในการดำเนินภารกิจของรัฐเพื่อเปึนเครือข่ายหรือพันธมิตรในการทำงานร่วม กัน การทำงานในหลาย ๆ อย่างในบางลักษณะนั้นภาคเอกชนสามารถทำงานแทนภาครัฐได้ หรือถ้ารัฐทําเองแล้วไม่คุ้มค่า เราก็อาจจะต้องบริหารจัดการตรงส่วนนี้ให้เหมาะสมต่อไป ประการที่ ๙ รัฐต้องปฏิรูประบบบริหารงานบุคคลให้มีมาตรฐานสามารถขจัดความเหลื่อมล้ำ มีเอกภาพในด้านค่าตอบแทนและความเปึนกลางทางการเมือง ก็ไม่น่าเชื่อนะคะ เราได้รับข้อมูล จากทาง สตง. ส่งข้อมูลมาในเรื่องไม่ว่าจะเปึนค่าตอบแทนหรือในเรื่องเบี้ยประชุมทั้งหลาย ปรากฏว่าความเหลื่อมล้ําของภาคส่วนต่าง ๆ ยังมีค่อนข้างมาก ก็คงจะเปึนจุดหนึ่งที่จะต้องมี หน่วยงานดูแลเรื่องระบบค่า ตอบแทนโดยรวมทั้งหมดนะคะ ในเรื่องกำลังคนที่บอกว่า จะต้องทำอย่างไรที่จะให้มีมาตรฐานที่ไม่เหลื่อมล้ำกัน ดิฉันเคยอยู่สำนักงาน ก.พ. สิ่งที่ได้ยิน อยู่ตลอดเวลาก็คือ ก.พ. กำหนดอะไรไป ก อื่นก็จะเหยียบบ่าแล้วก็ก้าวข้ามต่อไปนะคะ ก็เปึนสิ่งที่ได้ยินมาจะบอกว่าชื่อกช้ำมั นหายช้ำไปหมดแล้วนะคะ ที่บอกว่ากดพวกนะคะ แต่ดิฉันคิดว่าสิ่งที่ประเทศจําเปึนต้องมีก็คือมาตรฐานกลางที่ทําอย่างไรเราจะดูแล บุคลากรภาครัฐทั้งหมดไม่ให้มีความเหลื่อมล้ํากัน กําลังคนทั้งหมด ดิฉันขอนําเรียน ข้อมูลนะคะว่ากำลังคนทั้งหมดที่เปึนภาครัฐของประเทศ ณ ขณะนี้ ๒,๖๐๐,๐๐๐ อัตราค่ะ ท่านคิดดูว่ากําลังคน ๒,๖๐๐,๐๐๐ อัตรา มันจะกระทบกับงบประมาณของประเทศ ขนาดไหน อย่างไร เปึ้นข้าราชการ ๑,๖๐๐,๐๐๐ อัตรา
เปึ้นของท้องถิ่น ๑๙๐,๐๐๐ อัตรา เปึนของลูกจ้างประจําก็ ๑๙๐,๐๐๐ อัตรา เปึ้นของลูกจ้างชั่วคราว ๔๐๐,๐๐๐ อัตรา พนักงานราชการ ๑๓๐,๐๐๐ อัตรา พนักงานในมหาวิทยาลัย ๖๕,๐๐๐ อัตรา พนักงานจ้าง ๑๘๐,๐๐๐ อัตรา อันนี้คือตัวเลข เมื่อป้ ๒๕๕๗ ตัวเลขออกมาขณะนี้ก็ได้ทราบว่าบางส่วนก็จะมีการขอเพิ่มตำแหน่งมาเปึน ระยะ ๆ นะคะ เราก็คงจะต้องพิจารณาเหมือนกันนะคะว่าการใช้กําลังคนที่มีอยู่ ณ ขณะนี้ เราได้มีการใช้กําลังคนให้เกิดประโยชน์สูงสุดแค่ไหน เพียงไร ก่อนที่จะขอเพิ่มอัตรากําลังนะคะ เราเหมือนขอเพิ่มอัตรากำลังเพื่อไปชดเชยหรือไปทดแทนกำลัง ถ้าเปึนภาษาทหารคงเรียก กําลังพลเสื่อมบางส่วน ดิฉันคิดว่าตรงนี้เปึนประเด็นที่สําคัญ ในเรื่องถัดไปเปึนเรื่อง การปฏิรูประบบงบประมาณ ระบบงบประมาณนี้ก็เปึ้นอีกเรื่องหนึ่งที่เปึ้นเรื่องที่สําคัญนะคะ สภาพปัญหานั้นที่ผ่านมาก็ถือว่าเปึนกระบวนการที่สําคัญอันหนึ่ง แล้วก็ตั้งแต่ ปฏิรูป เมื่อป้ ๒๕๔๒ เปึ้นประเด็นหนึ่งที่เราจะต้องปฏิรูปงบประมาณให้เกิดผลสำเร็จ ณ วันนี้ ป้ ๒๕๕๘ เราก็ยังพูดเรื่องนี้กันอยู่ว่าระบบงบประมาณนั้นจะต้องเดินหน้าต่อไปให้ได้นะคะ เพราะฉะนั้นในเรื่องนี้ยุทธศาสตร์ชาติเองก็ได้เปึ้นกรอบในการที่จะจัดสรรงบประมาณ ทั้งงบปี ระมาณเชิงภารกิจแล้วก็งบประมาณเชิงพื้นที่ภายใต้หลักการที่จะเน้น การมุ่งผลสัมฤทธิ์ การมีส่วนร่วมของประชาชน การบูรณาการและสร้างความเปึ้นธรรมและ ความรับผิดชอบที่โปร่งใส โดยดูทั้งความจำเปึนของพื้นที่แล้วก็ตัวภารกิจ แน่นอนค่ะ ในการดำเนินการในเรื่องนี้ถ้าเปรียบเทียบการมีส่วนร่วมแล้วแบบเดิมนั้นก็จะเปึ้นรูปแบบของ จากข้างบนลงข้างล่างเปึ้นส่วนใหญ่ แต่แนวคิดในเรื่องงบประมาณแบบมีส่วนร่วมนี้ ประชาชน องค์กรภาคประชาชนจะต้องมีส่วนร่วมในการนำเสนอ เพราะฉะนั้น ในการออกแบบกระบวนการงบประมาณที่ได้มีการนำเสนอนั้นก็จะมีงบประมาณ ทั้งเชิงภารกิจแล้วก็งบประมาณเชิงพื้นที่นะคะ ณ ตรงส่วนนี้ถ้าท่านจะดูภาพในเรื่อง กระบวนการงบประมาณในเชิงพื้นที่แล้วเราก็มีข้อเสนอในช่วงที่ผ่านมา มีข้อเสนอในการที่จะ ให้พื้นที่มีเวทีของสภาพลเมือง แล้วก็ที่จะเสนอออกมาเปึนงบตำบล แต่อย่างไรก็ตาม งบทั้งหมดที่จะดำเนินการนั้นก็จะต้องออกมาจากแผนพัฒนาจังหวัด ซึ่งการปรับเปลี่ยนตรงนี้ แน่นอนค่ะจะต้องกระทบกับบทบาทของหน่วยงานท้องถิ่น ภูมิภาค แล้วก็ส่วนกลาง การเสริมสร้างกระบวนการสมัชชาพลเมืองแล้วที่สำคัญก็จะต้องปรับกระบวนการ งบประมาณที่เปึนอยู่ ในเรื่องนี้ก็ได้มีการหารือในส่วนที่ทั้งไ ม่ว่ากระทรวงมหาดไทยเอง
แล้วก็ผู้ที่เกี่ยวข้อง สำนักงบประมาณก็เห็นชอบด้วยกัน ในสภาปฏิรูปแห่งชาติที่ผ่านมา กำลังวางแผนว่าจะลงไปในพื้นที่แต่ยังไม่ได้มีการดำเนินการ ก็คิดว่าเที่ยวนี้อย่างน้อย ก็อยากจะเห็นผลในเรื่องระบบง บประมาณบังเกิดผล ในเรื่องถัดไปที่อยากจะ นําเรียนก็คือการเพิ่มประสิทธิภาพและคุณภาพในเรื่องการบริหารจัดการภาครัฐ ซึ่งในเรื่องนี้ ประเด็นเรื่องความอ่อนแอของภาครัฐก็เปึนที่รับทราบแล้วก็ทุกคนจะพูดถึงโดยทั่วไปนะคะ ดิฉันก็เอาเปึนโดยสรุปรวม ๆ ก็แล้วกันนะคะว่าสาเหตุ ไม่ว่าจะเปึนสาเหตุของ ความไร้ประสิทธิภาพมันมีมาแบบไหน อย่างไร แต่หลักของการปฏิรูปนั้นเราก็จะยกระดับ ประสิทธิภาพและคุณภาพในการดำเนินการขององค์กรภาครัฐทั้งระบบให้สูงขึ้น โดยยึดหลักการมุ่งเน้นผลงานแล้วก็ให้มีมาตรฐานในการดำเนินการ
เพื่อท้ายที่สุดให้เกิดประสิทธิภาพในเรื่องการบริหารงานภาครัฐโดยรวม สุดท้ายดิฉันอยากจะ นําเรียนในเรื่องการปฏิรูปองค์การมหาชน ซึ่งเปึ้นส่วนหนึ่งของข้อเสนอที่ผ่านมา เพราะองค์การมหาชนหลาย ๆ คนอาจจะสัมผัสแล้วก็จะรู้ว่าจริง ๆ หลักการ เปึ้นหน่วยงานของรัฐอีกประเภทหนึ่ง แต่ในการบริหารงานที่ผ่านมาเหมือนกับจะต้อง มีการไปทบทวนไปดูว่าสิ่งที่เกิดขึ้นที่ผ่านมาแล้วก็สิ่งที่จะให้เดินต่อไปข้างหน้านั้นควรจะเปึน แบบไหน อย่างไร ถ้าสมมุติ ว่ามองในแง่ว่าถ้าเปึนหน่วยงานในเรื่องบริการสาธารณะ ซึ่งทำอย่างไรจะให้เกิดประสิทธิภาพ ประสิทธิผลมากที่สุด จะเปึนรูปแบบของหน่วยงาน อีกลักษณะหนึ่งที่สามารถที่จะทำให้เกิด แทนที่จะไม่ใช่เปึ้นเรื่องการออกกฎ กติกา ในการกําหนดหรือบังคับ แต่เปึนหน่วยบริการสาธารณะอีกประเภทหนึ่ง ดิฉันคิดว่าในเรื่องนี้ หลายท่านอาจจะสัมผัสหรือว่าเกี่ยวข้องกับเรื่ององค์การมหาชนมา ดิฉันก็เพียงนำเรียน ในรูปแบบของงานบริการภาครัฐอีกประเภทหนึ่งที่เราอาจจะไม่ต้องเปึนส่วนราชการ แล้วก็ทำให้การบริหารงานนั้นคล่องตัวมากยิ่งขึ้น ดิฉันก็นำเสนอโดยรวมว่าการดำเนินงาน ในส่วนของด้านการบริหารราชการแผ่นดินนั้นมีส่วนไหน อย่างไรบ้างค่ะ
ขอบคุณมากครับ ขอบคุณท่านเบญจวรรณ สร่างนิทร์ นะครับ ท่านเปึ้น อดีตเลขาธิการ ก.พ. นะครับ แล้วก็เปึน สปช. แล้วตอนนี้ก็เปึ้น สปท. ด้วยนะครับ ก่อนที่จะ นำเสนอครบในประเด็นเกี่ยวกับเรื่องการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน ท่านยงยุทธ์ สาระสมบัติ ซึ่งก็เปึน สปช. เปึน สปท. และเปึนอดีตปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีนะครับ ก็จะได้สรุปการนำเสนอในช่วงแรกครับ
พันตํารวจตรี ยงยุทธ์ สาระสมบัติ : กราบขอบพระคุณครับ สั้น ๆ เท่านั้น ข้อรูปที่ ๖ บทสรุป ในบทสรุปถ้าท่านมีอยู่ในมือท่านจะเห็นว่า ๕ ห่วง หรือแม่น้ำ ๕ สาย มีความสําคัญต่อการปฏิรูป และในการปฏิรูปหรือว่ารีฟอร์ม (Reform) นอกจากรีฟอร์ม (Reform) แล้วต้องทรานส์ฟอร์ม (Transform) ทรานส์ฟอร์ม (Transform) แล้วต้องเพอร์ฟอร์ม (Perform) ขออนุญาตใช้ภาษาอังกฤษ ก็คือต้องมีการปฏิรูป มีการปรับเปลี่ยนและ มีการปฏิบัติซึ่งจะเชื่อมโยงไปสู่ยุทธศาสตร์ชาติ เชื่อมโยงไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ในขณะเดียวกันปฏิบัติก็ไปสู่หน่วยงานของรัฐ ภาคเอกชนแล้วก็ภาคประชาสังคมด้วย ถ้าปฏิรูปจะจำง่าย ๆ ปฏิรูปปรับเปลี่ยนแล้วก็ปฏิบัติ จำง่าย ๆ คือ ๓ ปี บางท่านจะคิดว่า
๓ ปี นี่ผมสื่ออะไรหรือเปล่าก็แล้วแต่จะคิด ปี ๑ จะเปึนใคร ปี ๒ จะเปึนใคร ปี ๓ จะเปึนใคร ก็แล้วแต่ท่านจะจินตนาการ แต่ว่าจริง ๆ แล้วก็ต้องการให้เปึ้นปฏิรูป ปรับเปลี่ยน แล้วก็ ปฏิบัติครับ ขอบพระคุณครับท่านประธาน
ขอบพระคุณค่ะท่านยงยุทธ์ ลำดับต่อไปก็จะเปึ้นเรื่องของการที่ท่านสมาชิก จะอภิปรายเรื่องวิธีการแก้ปัญหาของการบริหารราชการแผ่นดิน ว่าจะทําอย่างไรนะคะ ดิฉันมีรายชื่ออยู่ทั้งหมดเพียง ๕ ท่านเท่านั้น แต่หลังจากทั้ง ๕ ท่านได้อภิปรายไปแล้ว ถ้าท่านใดมีความประสงค์จะอภิปรายต่อก็ยกมือได้นะคะ ดิฉันจะอ่านทีละ ๓ ท่านแล้วกัน ท่านที่ ๑ ท่านศานิตย์ นาคสุขศรี ท่านที่ ๒ ท่านวิทยา แก้วภราดัย ท่านที่ ๓ ท่านคุรุจิต นาครทรรพ เชิญท่านศานิตย์ นาคสุขศรี อยู่ไหมคะ เชิญค่ะ
กราบเรียนท่านประธานสภาและท่านสมาชิก ที่เคารพทุกท่านครับ ผม นายศานิตย์ นาคสุขศรี สมาชิก สปท. ลำดับที่ ๑๕๑ นะครับ จากประสบการณ์ที่ผมเคยรับราชการทั้งในส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่นนี่นะครับ ผมจะขอเสนอความเห็นเกี่ยวกับวิธีการขับเคลื่อนการบริหารราชการแผ่นดินตามที่ ท่านประธานได้เป่ดโอกาสให้สมาชิกได้นําเสนอนะครับ จากข้อเสนอของสมาชิกสภาปฏิรูป แห่งชาติที่ผ่านมา รวมทั้งท่านผู้แทนของกรรมาธิการบริหารราชการแผ่นดินที่นำเสนอ ทั้ง ๒ ท่าน แล้วจากเอกสารที่หลาย ๆ ท่านคงได้อ่านมาแล้ว ท่านจะเห็นว่าวาระปฏิรูป ระบบบริหารราชการแผ่นดินนั้นมีค่อนข้างมากหลายประเด็นเลยนะครับ ซึ่งถือว่าเปึน สิ่งสำคัญและเปึ้นรากฐานสำคัญในการที่จะบริหารงานประเทศในครั้งนี้
สำหรับผมจึงใคร่ขอเสนอหลักการทั่ว ๆ ไปสัก ๓ ประการเพื่อจะได้ชัดเจนขึ้น และเปึน การเสริมท่านผู้แทนทั้ง ๒ ท่านที่ได้นําเสนอต่อสภาแห่งนี้นะครับ ประการแรกก็คือ ผมอยากจะเห็นว่าควรกำหนดขอบเขตอำนาจหน้าที่ของ การบริหารราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่นให้ชัดเจนนะครับ แล้วก็มีความสัมพันธ์กันระหว่างภาคส่วน ต่าง ๆ ให้เหมาะสม จะเห็นว่าที่ผ่านมาการบริหารราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาคและ ส่วนท้องถิ่นเราถือว่าเราเปึนหลักสําคัญในการบริหารราชการของประเทศ แต่ที่สําคัญจะเกิด ปัญหาอุปสรรคต่าง ๆ มากมายในการที่เราได้ศึกษากันไว้แล้ว เพราะฉะนั้นเรื่องเร่งด่วนที่เรา จะต้องขับเคลื่อนก็คือเราจะต้องกําหนดขอบเขตอํานาจหน้าที่ให้ชัดเจน และเสริมสร้าง ความสัมพันธ์ในระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ ท่านจะเห็นว่าในการแก้ปัญหาต่าง ๆ เอาง่าย ๆ นะครับ การแก้ปัญหาเรื่องน้ำมีองค์กรที่รับผิดชอบในการแก้ปัญหาเรื่องน้ำในประเทศไทย เปึ้นร้อยนะครับ และถ้ามีปัญหาขึ้นมาก็ตั้งกรรมการเฉพาะกิจขึ้นมาอีกนะครับ เพราะฉะนั้น มันถึงไม่สามารถที่จะแก้ไขปัญหาได้ เพราะฉะนั้นการที่จะให้กำหนดขอบเขตในส่วนราชการ ต่าง ๆ ไม่ว่าส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ส่วนท้องถิ่น หรือการเสริมสร้างความสัมพันธ์มันจึงเปึน สิ่งที่สำคัญที่จะต้องมีการขับเคลื่อนอย่างเร่งด่วน ประการที่ ๒ คือการเสริมสร้าง ความเข้มแข็งในการบริหารราชการส่วนภูมิภาค ซึ่งถือว่าราชการส่วนภูมิภาคเปึ้นตัวแทน ของรัฐ และเกี่ยวข้องกับประชาชนอีกด้วย จะเห็นว่าในเรื่องของภูมิภาคถือเปึ้นจุดแตกหัก และที่สำคัญที่ผ่านมาเราบริหารงานโดยส่วนกลางเปึนหลัก เพราะฉะนั้นภูมิภาคซึ่งเปึน ตัวแทนที่ลงในพื้นที่หรือเราเรียกว่าแอเรีย (Area) จะเห็นว่าแทบจะไม่ค่อยมีบทบาทที่สำคัญ ที่แท้จริงเลยนะครับ อันนี้ทำให้ไม่สามารถที่จะสนอ งตอบความต้องการของประชาชน ได้อย่างแท้จริงนะครับอันนี้ ประการที่ ๓ เปึนสิ่งที่สําคัญที่สุดคือการปฏิรูปการบริหารงานบุคคล ภาครัฐให้มีมาตรฐาน ไม่มีความเหลื่อมล้ํา ไม่ว่าจะเปึ้นด้านค่าตอบแทนและสิทธิประโยชน์ เดี๋ยวจะได้เรียนท่าน ถือว่าเปึนการเหลื่อมล้ำอย่างแท้จริง ถ้าไม่ได้รับการแก้ไขต่าง ๆ ผมว่าระบบราชการอาจจะล้มเหลว แล้วก็ถึงขั้นประเทศอาจจะล้มละลายก็ได้ เพราะว่าค่าตอบแทนภาครัฐต่าง ๆ มันสูงขึ้นอย่างเกิน ในฐานะที่ท่านประธานเคยอยู่ สำนักงบประมาณคงทราบว่าค่าใช้จ่ายภาครัฐมันผิดรูปแบบไป อาจจะเกิน ๔๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นงบในการพัฒนาประเทศอาจจะไม่มีต่าง ๆ ถ้าเราไม่มีการปฏิรูประบบราชการ ในภาครัฐต่าง ๆ นะครับ ผมขอเรียนว่าในการบริหารราชการแผ่นดินที่ผ่านมา
ให้ความสัมพันธ์ในเรื่องต่าง ๆ อย่างมากมาย ได้มีการถกแถลง มีอะไรต่าง ๆ มากมายในเรื่อง ของคณะปฏิรูปคือ สปช. แต่ว่าเรื่องทั้ง ๓ เรื่องที่ผมนําเสนอผมว่ามีความสําคัญอย่างยิ่ง ในเรื่องไม่ว่าจะเปึนโครงสร้างการบริหารประเทศหรือเรื่องของทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งจะเปึ้นฐานรองรับการขับเคลื่อนในด้านอื่นได้โดยตรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะนำไปสู่ การบรรลุผลสำเร็จตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว มาตรา ๒๗ วรรคท้าย ซึ่งมีประมาณ ๖ ด้าน ถ้าเราได้ขับเคลื่อนการบริหารราชการแผ่นดินอย่างมีประสิทธิภาพ คําตอบมาตรา ๒๗ มันสามารถจะแก้ไขปัญหาได้อย่างบรรลุวัตถุประสงค์อย่างชัดเจนนะครับ สำหรับข้อเสนอ ทั้ง ๓ ประการ แต่ละเรื่องผมคิดว่ามันเปึนปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างมากมายในสังคมที่ผ่านมา ไม่ว่ารัฐบาลที่ไหนก็ไม่สามารถที่จะแก้ไขปัญหาได้นะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็ว เอาง่าย ๆ นะครับ ปัญหาเรื่อง ภูทับเบิกง่าย ๆ นะครับ เกิดปัญหาขึ้นในเรื่องของแหล่งท่อ งเที่ยวเมื่อ ๓ วันที่ผ่านมา แต่ปรากฏว่าพื้นที่ไม่สามารถที่จะแก้ไขปัญหาได้ ต้องเข้ามาในส่วนกลาง กระทรวง ทบวง กรม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬากับทางกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมจะต้องปรึกษาหารือกัน จริง ๆ แล้วถ้าเราเสริมสร้างความเข้มแข็งในระดับ พื้นที่ปัญหาแบบนี้คงไม่เกิดขึ้นมา นี่คือปัญหาที่ ๑ ที่เราจะต้องเร่งในการเสริมสร้าง ความเข้มแข็งในระดับพื้นที่เพื่อจะแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนได้อย่างแท้จริง และรัฐบาลก็มีนโยบายที่จะให้การบริการต่าง ๆ ให้ถึงมือประชาชนได้อย่างแท้จริงนะครับ ประเด็นที่ ๒ ก็คือในเรื่องของภูมิภาค ซึ่งประกอบไปด้วยจังหวัด ผมมีความเห็นว่ามันอ่อนแอ ไม่สามารถที่จะแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนได้ตามที่ท่านเบญจวรรณ ว่าแล้วนะครับ ในจังหวัดเล็ก ๆ หน่วยงานราชการมี ๑๐๐ หน่วย เปึนภูมิภาคสัก ๓๐ เปึ้นส่วนกลางสัก ๗๐ ซึ่งเขาไม่สนใจเลยว่าพื้นที่จะคิดอย่างไร เพราะว่าเขาต้องฟังนายเขา ที่ส่วนกลางอย่างเดียว แม้แต่การตั้งคำของบประมาณก็ไม่สามารถตั้งได้ เพราะฉะนั้น การแก้ปัญหาที่แท้จริงที่รวดเร็วมีประสิทธิภาพมันจึงไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้นะครับ
เพราะฉะนั้นเมื่อตัวแทนของราชการที่อยู่ภูมิภาคอ่อนแอมั่นส่งผลถึงท้องถิ่นที่จะไป กํากับดูแลสนับสนุนท้องถิ่นก็ทําให้ท้องถิ่นอ่อนแอไปด้วย นี่คือผลพวง เพราะฉะนั้นการกําหนด อํานาจหน้าที่ทบทวนใหม่เปึนเรื่องที่สําคัญอย่างยิ่ง และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการแบ่งอํานาจ และการกระจายอำนาจอย่างเร่งด่วนและขับเคลื่อนตลอดมา เพราะฉะนั้นความเห็นของผม ก็คือว่าต่อไปนี้การบริหารราชการแผ่นดินจะต้องประกอบไปด้วยราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่น ราชการส่วนกลางจะต้องเล็กลงแบ่งอำนาจไปให้ภูมิภาคก็คื อ จังหวัดให้เขาเข้มแข็งขึ้นและกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นให้เขาทำเรื่องการบริการสาธารณะ ให้อย่างมีประโยชน์ งาน เงิน คน ต้องลงไปแล้วก็กำกับดูแล ราชการไม่ต้องไปทำหน้าที่ ในการกำกับดูแล แค่กำกับดูแลการดำเนินการอย่างเดียวแต่ว่าเชิงวิชาการเปึนหลัก แต่การปฏิบัติจริงน่าจะเปึ้นเรื่องของในเชิงพื้นที่ไม่ว่าจะภูมิภาคหรือท้องถิ่น อีกประเด็นหนึ่ง ที่สำคัญก็คือการปรับปรุงระบบบริหารงานบุคคลและสวัสดิการค่าตอบแทน เมื่อก่อนเรามี คณะกรรมการเงินเดือนแห่งชาติ ผมทราบว่าเดี๋ยวนี้แทบจะไม่มีบทบาทอะไรเลยมีการแก้กฎหมาย ให้องค์กรแต่ละองค์กรไปกำหนดเพดานเงินเดือนของตัวเองได้ เพราะฉะนั้นแต่ละองค์กร ก็จะไปกำหนดเงินเดือนของตัวเอง ท่านจะเห็นว่าไม่ว่าเงินเดือนเกิดความเหลื่อมล้ำระหว่าง ราชการด้วยกัน ราชการต่อรัฐวิสาหกิจ ราชการต่อองค์กรอิสระ ราชการต่อองค์การมหาชน บางหน่วยงานเงินเดือนมากกว่าถึง ๒-๓ เท่า ถ้าเปึนอย่างนี้ประเทศล้มละลายแน่ เพราะฉะนั้นเราต้องมีองค์กรที่มีความเข้มแข็งในการกําหนดเงินเดือน ท่านทราบไหมว่า ณ วันนี้เงินเดือนของพนักงานท้องถิ่นเพดานสูงกว่าปลัดกระทรวง สูงกว่าอธิบดี แม้แต่เลขาธิการสภาของเราเงินเดือนยังสูงกว่าปลัดกระทรวงด้วยซ้ำไป นี่คือการกำหนด ขององค์กรแต่ละที่กำหนดด้วยองค์กรของเขาเอง โดยไม่มีองค์กรกลาง เพราะฉะนั้นอันนี้ จะต้องกำหนดขึ้นมาให้มีความเท่าเทียมกันขจัดความเหลื่อมล้ำ สำหรับประเด็น ที่จะขับเคลื่อนก็เอาสั้น ๆ แล้วกันนะครับ ผมเสนอว่าควรกำหนดเรื่องการบริหารราชการแผ่นดิน ออกเปึนส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ส่วนท้องถิ่น ไว้ในร่างรัฐธรรมนูญซึ่งดําเนินการอยู่อย่างนี้ เพื่อจะได้เปึนแกนหลักในการบริหารประเทศและสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญของประเทศ ที่ผ่านมา ที่ว่าประเทศไทยเปึนราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียวจะแบ่งแยกมิได้ เพื่อความเปึนเอกลักษณ์ แล้วกระบวนการขับเคลื่อนก็ต้องทำกันต่อเนื่องไม่ใช่ว่าจะทํามาถึง วาระสุดท้ายเหมือนกับน้ำท่วม ฝนตกน้ำท่วม กทม. แล้วน้ำท่วมเพิ่งมาสูบน้ำ
จริง ๆ แล้วมันต้องสูบน้ำตั้งแต่ฝนเริ่มตกแล้วอะไรอย่างนี้เปึนต้น เพราะฉะนั้น ต้องทำต่อเนื่องตลอดเวลา แล้วที่สําคัญคือสร้างความเข้าใจและความรู้กับข้าราชการหรือ ประชาชนอย่างต่อเนื่องให้เขามีส่วนหนึ่งที่เขาจะต้องรับผิดชอบในการดำเนินการ และที่สำคัญสุดท้ายผมอยากจะเรียนว่ากระบวนการแก้ไขไม่ว่าจะเปึ้นระเบียบ มติ ครม. พระราชกฤษฎีกาหรือกฎหมายที่เกี่ยวข้อง สปช. ได้ศึกษาไว้เกือบหมดแล้วและนำเสนอแล้ว เพราะฉะนั้นส่วนราชการต่าง ๆ หรือองค์กรต่าง ๆ สามารถนำไปขับเคลื่อนได้อย่าง มีประสิทธิภาพและทันทีเลย ขอกราบขอบคุณครับ
ขอบคุณท่านศานิตย์ค่ะ ต่อไปเชิญท่านวิทยา แก้วภราดัย เชิญค่ะ
ท่านประธานสภาที่เคารพครับ ที่จริงเมื่อเช้า ผมเสนอชื่อเพื่ออภิปรายภาคเช้า แต่ท่านมาตอนภาคนี้ก็ไม่เปึ้นอะไรผมมีข้อซักถามเรียนถาม นิดหนึ่งครับ เรื่องการปรับโครงสร้างอำนาจส่วนกลาง ส่วนภูมิภา ค และส่วนท้องถิ่น ซึ่งผมเข้าใจว่าเปึ้นหัวข้อสำคัญของการบริหารราชการแผ่นดิน ทีนี้เมื่อสักครู่ท่านรายงานว่า มันมีราชการส่วนกลางที่เปึนจระเข้ขวางคลองอยู่ในส่วนภูมิภาคทั่วประเทศมาก เพราะรูปแบบของการบริหารราชการผมเข้าใจว่าส่วนกลางก็คือกระทรวง ทบวง กรม ซึ่งมีอํานาจกํากับข้าราชการในกระทรวงหน่วยงานของตัวเองขอบข่ายทั่วประเทศ ทีนี้ส่วนภูมิภาคที่รูปแบบที่เราเห็นอยู่ก็คือตัวผู้ว่าราชการจังหวัด ซึ่งไปนั่งเปึ้นตัวแทนของ รัฐบาลกลางอยู่ในจังหวัด ซึ่งควรจะมีอํานาจกํากับส่วนภูมิภาคในส่วนราชการของตัวเอง ในแต่ละจังหวัดให้ค รบถ้วน แต่เนื่องจากส่วนกลางไปตั้งขวางคลองอยู่ บางจังหวัด ผู้ว่าราชการจังหวัดได้สั่งหน่วยงานบางหน่วยงานซึ่งเขาขึ้นตรงกับสำนักงานปลัดกระทรวง ไม่ได้ขึ้นตรงกับผู้ว่าราชการจังหวัด มันก็เลยสั่งการไม่ได้ ทีนี้รูปแบบที่เปึนอยู่ผมก็ว่า มันลักลั่นกัน เพราะผู้ว่าราชการจังหวัดท่านเปึนคนของกระทรวงมหาดไทยเปึนข้าราชการ ของกระทรวงมหาดไทยขึ้นกับปลัดกระทรวงมหาดไทย แต่ท่านไปนั่งกำกับอยู่ในจังหวัด ซึ่งใหญ่กว่าทุกกระทรวง
แต่กระทรวงแต่ละกระทรวงก็ส่งคนของตัวเองไปเปึนหัวหน้าส่วนจังหวัดเพื่อค้ำอำนาจของ กระทรวงตัวเอง ไม่อยู่ใต้กระทรวงมหาดไทย ปล่อยนานไป ๆ ก็เลยมีการสับสนอย่างที่ท่านว่า ระหว่างอำนาจบริหารส่วนกลางกับส่วนภูมิภาคมันก็เลยสับส น คนก็เลยล้น แล้วก็เปึนที่มา ของระบบราชการเรามันเทอะทะ เงินใช้จ่ายหมดไปกับหมวดเงินเดือนที่ซ้ำซ้อนคนกัน มันก็เลยเกิดข้อวิพากษ์วิจารณ์ต่อไปครับว่าผู้ว่าราชการจังหวัดนี่ต่อไปจะอยู่กระทรวงมหาดไทย ต่อหรือเปล่า เพราะฉะนั้นปลัดกระทรวงสาธารณสุขก็รู้สึกว่าตัวเองก็ไม่ได้ด้อยก ว่า ปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงศึกษาธิการงบประมาณก็เยอะที่สุด ปลัดกระทรวงอื่น เขาก็ใหญ่ทั้งนั้น แต่ทำไมปลัดกระทรวงมหาดไทยคุมลูกน้องตัวเองในต่างจังหวัดทั้งหมด จนยุคหนึ่งก็ขนานนามว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยก็คือนายกภูมิภาค เวลาท่านนายกรัฐมนตรีเดินทางไปต่างจังหวัดกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเดินทาง ไปต่างจังหวัดนี่ขบวนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยใหญ่กว่าครับ เพราะในภูมิภาค ทั้งหมดทุกจังหวัดนี่เปึ้นเด็กของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยหมด ก็เรียนถามท่านครับว่า เราปรับส่วนราชการอันนี้หมายถึงการปรับฐานของผู้ว่าราชการจังหวัดไหม จากกระทรวงมหาดไทยจะไปอยู่ตรงกับนายกรัฐมนตรี หรือจากกระทรวงมหาดไทย ผู้ว่าราชการจังหวัดจะมาจากการเลือกตั้งตรงกับประชาชนเสีย ซึ่งเปึนข้อเรียกร้องของ ในส่วนท้องถิ่นเขาอยู่มากนะครับ ขออนุญาตฟังความเห็นที่ท่านศึกษามาดูนะครับว่า เราจะปัดความเทอะทะนี้ลงได้อย่างไร และให้มีส่วนสัมพันธ์กับประชาชนมากขึ้นครับ
ขอบคุณท่านวิทยา แก้วภราดัย มากค่ะ ต่อไปท่านคุรุจิตค่ะ
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศที่เคารพ กระผม คุรุจิต นาครทรรพ ก่อนอื่นก็ต้องขอบพระคุณท่านยงยุทธ์ กับท่านเบญจวรรณเปึนอย่างสูงนะครับที่ได้ทุ่มเททําเรื่องวาระปฏิรูปและยุทธศาสตร์ชาติมาใน สปช. ตลอดเวลา ๑๑ เดือน ท่านประธานครับ ผมได้มาฟังแล้วก็อ่านทบทวนแล้วนะครับ ก็เห็นว่าเรื่องของการปฏิรูปด้านบริหารราชการแผ่นดินที่ได้มีการศึกษา มีการวิเคราะห์ มีการสังเคราะห์และนำเสนอข้อเสนอแนะต่าง ๆ ในสภาปฏิรูปแห่งชาติชุดที่หมดวาระลงไปนั้น ก็อยู่ในความรับผิดชอบของกรรมาธิการปฏิรูป ๓ คณะ คือ คณะกรรมาธิการปฏิรูป การบริหารราชการแผ่นดิน คณะกรรมาธิการปฏิรูปการปัองกันและปราบปรามการทุจริต
และประพฤติมิชอบ แล้วก็คณะกรรมาธิการปฏิรูปการปกครองท้องถิ่น ทั้ง ๓ คณะ ได้ผลิตผลงานออกมาถึง ๕ เรื่องหรือ ๕ วาระที่เกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดิน ก็คือเรื่อง ที่ได้นําเสนอไปเมื่อสักครู่นะครับ ๑. คือประสิทธิภาพและคุณภาพการบริหารงานภาครัฐ ๒. คือการปฏิรูประบบงบประมาณและการคลังท้องถิ่น ซึ่งมีความสําคัญต่อการบริหาร ราชการส่วนท้องถิ่นเปึนอย่างยิ่ง และเปึนการปัองกันการทุจริตด้วย เรื่องที่ ๓ ก็คือ การปัองกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ เรื่องที่ ๔ ก็คือการปรับโครงสร้าง อำนาจของส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น และเรื่องสุดท้ายที่ท่านยงยุทธ์ได้พูดก็คือ การจัดทําและขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติซึ่งรวมทุกเรื่องอยู่ในยุทธศาสตร์ชาติ ในเวลาที่มีอยู่ จำกัด ผมจะขออนุญาตรบกวนเวลาของสภาอภิปรายและให้ข้อคิดเห็นเสริมใน ๒ ประเด็น เท่านั้น ก็คือเรื่องของประสิทธิภาพ คุณภาพ การบริหารงานภาครัฐ แล้วก็การปรับโครงสร้าง อำนาจของส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น ประเด็นเรื่องการบริหารราชการแผ่นดิน ที่เราควรจะมุ่งเน้นก็คื อมุ่งให้ภาคราชการซึ่งรวมถึงองค์กรอิสระด้วยไม่ใช่เฉพาะของ ภาคฝ์ายบริหารเท่านั้น สามารถปรับตัวและเปลี่ยนแปลงได้โดยรวดเร็วและคล่องตัว เพื่อตอบสนองต่อการปฏิรูปประเทศไทยให้สอดคล้องกับสภาวะแวดล้อมของโลก ในยุคโลกาภิวัตน์ที่เปลี่ยนแปลงไปทุกวันอย่างรวดเร็ว ในยุคที่มีการสื่อสารแบบทันท่วงที อย่างนี้นะครับ ผมอยากกราบเรียนว่าเรามักจะได้ยินคําพูดคําหนึ่งในการบริหารราชการแผ่นดิน อยู่เสมอก็คือการตอบสนองความคาดหวังของผู้ใช้บริการ คำนั้นก็คือคำว่า วันสต่อปเซอร์วิส (One stop service)
หรือหมายถึงมาที่เดียวแล้วแก้ปัญหาได้เบ็ดเสร็จโดยรวดเร็ว แต่ระบบราชการของ ประเทศไทยที่เราดําเนินมาในช่วงที่ผมรับราชการมา ๓๐ กว่าป้เรามักจะมีการสร้างกลไก และขั้นตอนเพิ่มมากขึ้น มีการออกกฎหมายมากขึ้น และกฎหมายบางครั้งแทนที่จะเปึน วันสตอปเซอร์วิส (One stop service) ก็กลายเปึนการเมนี้ สตอป เซอร์วิส (Many stop service) ซึ่งเปึ้นอุปสรรคต่อการให้บริการอย่างรวดเร็ว ตอบสนองต่อความคาดหวัง ของประชาชน ทั้งนี้ก็เพราะแต่ละหน่วยร้ำชการหรือหน่วยงานต่างก็มีกฎหมาย มีอำนาจหน้าที่ของตนเอง แล้วก็ระมัดระวังตัวชี้วัดข้องตนเอง ภาษาอังกฤษก็จะเรียกว่า รักษาอาณาจักรหรือเทิร์ฟ (Turf) ของตัวเองไม่ให้คนมาข้องแวะ ยกตัวอย่างอย่างผมทำเรื่อง พลังงานก็จะมีเทิร์ฟ (Turf) ที่ต้องไปข้องแวะกับเรื่องสิ่งแวดล้อมหรือเรื่องป์าไม้เปึนประจำ บางทีเราเข้าไปสํารวจโดยสุจริตก็ถูกป์าไม้มาแจ้งความจับเข้าไปนอ นในคุกเสียก่อน ๑ คืน อย่างนี้เปึนต้น ทั้งที่ทําในฐานะของส่วนราชการ ทั้งนี้ทั้งนั้นผมก็คิดว่ามันก็เกิดจาก ความหวาดระแวง ความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจกันระหว่างหน่วยราชการด้วยกันเอง ถ้าหน่วยราชการ ด้วยกันเองยังไม่ไว้เนื้อเชื่อใจกันแล้วประชาชนจะมาไว้เนื้อเชื่อใจหน่วยราชการเราได้อย่างไร เพราะฉะนั้นการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดินเราไม่ควรที่จะละเลยหรือลืมดูภาพรวม มีสำนึกร่วมกันระหว่างส่วนราชการต่าง ๆ ในการร่วมกันแก้ปัญหา ไม่ใช่สร้างปัญหาหนึ่ง หรือสร้างโรดบล็อก (Roadblock) เพื่อให้งานช้าลง การบริการช้าลง การตัดสินใจช้าลง การสร้างความโปร่งใสในการบริหารราชการภาครัฐเปึ้นเรื่องที่ดีและควรส่งเสริม ซึ่งผมคิดว่า โรดแมป (Road map) ยุทธศาสตร์ที่ท่านนําเสนอก็จะนําไปสู่การปฏิรูประบบราชการครับ แต่ก็คงไม่ใช่ส่วนร่วมจนไม่มีขอบเขตแล้วก็ทำให้งานล่าช้าลง การบริหารราชการแผ่นดินที่ดี ควรมีหลักคิดให้เกิดการตัดสินใจที่รวดเร็วและมีคุณภาพโดยมีข้อมูลที่เพียงพอ ผมอยากจะ ยกตัวอย่างสัก ๒ เรื่องนะครับ ขออนุญาตท่านประธานเกินเวลาไปนิดหนึ่ง เรื่องแรกก็คือ เรื่องของคน เราจำเปึนต้องมีคนที่มีคุณภาพ แล้วก็มีอัตรากำ ลังที่เพียงพอ การสืบทอด ตำแหน่งในภาคข้าราชการพลเรือนปัจจุบันมีปัญหานะครับ อันนี้ก็ต้องขออภัย ท่านเบญจวรรณด้วยนะครับ เพราะว่าผมอยู่ในภาคข้าราชการพลเรือนนี่ถูกตอนถูกตัด อัตรากําลังทำให้การสืบทอดตําแหน่งผู้บริหารเปึ้นไปได้แทบจะไม่มีตัวตายตัวแทนเลย เพราะฉะนั้นมาดูแล้วก็ไม่ได้โทษท่านอย่างเดียวนะครับ เพราะว่าบางครั้งเราก็สร้างระบบงาน ของเราให้ต้องมีเจ้าหน้าที่อำนวยการอยู่ในทุกเรื่องทุกจุด ผมคิดว่าปัญหาหนึ่งของสังคมไทย
ก็คือปัญหาเรื่องลอว์ เอนฟอร์ซเมนต์ (Law enforcement) การบังคับใช้กฎหมาย ถ้าคนไทย มีจิตสำนึกที่จะเคารพกฎหมายนี่เราคงไม่ต้องมีเจ้าหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรมมากมาย เปึ้นแสนครึ่งล้านคนที่ต้องคอยเฝั้าอยู่ทุกจุด เพราะคนเคารพกฎหมายเสียแล้วไม่จำเปึนต้อง มีตำรวจและเพิ่มกำลังตำรวจเปึน ๔๐๐,๐๐๐ นาย ๕๐๐,๐๐๐ นาย มีราชทัณฑ์อีก ๒๐,๐๐๐ คน มีศาล อัยการรวมกันแล้วอีก ๑๐,๐๐๐ คน แล้วก็ด้วยเวลาที่จํากัดในเรื่องของ การสร้างดุลอำนาจระหว่างราชการบริหารส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่นนี่ ผมก็เห็นความขัดแย้งที่เกิดขึ้นด้วยกันเองว่าเราอยากจะกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น กระจายเงินไปให้เขา ขณะเดียวกันการบริหารของเราก็ยังรวมศูนย์อยู่ เพราะฉะนั้นก็เปึน ความขัดแย้งที่ยังหาจุดลงตัวไม่ได้ว่าระหว่างการปกครองส่วนท้องถิ่นกับส่วนภูมิภาค เราจะจัดรูปแบบในรูปปัจจุบันหรือเราจะปรับเปลี่ยนไปอย่างไรให้ตอบสนองความต้องการ ของประชาชนอย่างแท้จริง เพราะต้องยอมรับว่าปัจจุบันมันยังไม่ลงตัวและมีปัญหานะครับ และการกระจายอำนาจก็นําไปสู่การที่ส่วนท้องถิ่นมีอํานาจมากขึ้น และท่านก็เห็นว่า ในยุคปัจจุบันมีมาตรา ๔๔ พักงานข้าราชการ ผู้บริหารส่วนท้องถิ่นเปึ้นจำนวนมาก เพราะว่าระบบงานมันยังไม่ลงตัว ไม่โปร่งใส อันนี้ก็เปึนเรื่องที่ต้องแก้ไข แล้วก็อยากจะฝาก พวกเราใน สปท. ว่ายุทธศาสตร์ที่ สปช. ได้เขียนมานี่เราจะแต่งเติม ต่อเติมเสริมอย่างไร เพื่อจะแก้ปัญหาเหล่านี้ ก็ขอขอบพระคุณนะครับ จริง ๆ อยากจะมีเรื่องพูดอีกหลายเรื่อง แต่เดี๋ยวออดครั้งที่ ๒ ก็เลยขอยุติแต่เพียงแค่นี้ ขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณท่านคุรุจิตมากค่ะ ดิฉันมีรายชื่อเพิ่มเติมมานะคะ จากที่เหลือ ๒ รายชื่อ ขณะนี้เหลือ ๔ รายชื่อ ก็จะอ่านทั้ง ๔ รายชื่อทั้งหมดท่านจะได้ทราบลำดับ ของท่านเอง ท่านสังศิต พิริยะรังสรรค์ พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม พลเอก พหล สง่าเนตร คุณถวิลวดี บุรีกุล ท่านปลัดสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ เหลืออีก ๔ ท่านนะคะ เพราะฉะนั้นท่านแรกขอเชิญท่านสังศิต พิริยะรังสรรค์ เชิญค่ะ ท่านอยู่ในที่ประชุมไหมคะ ถ้าท่านไม่อยู่ดิฉันจะเชิญลำดับต่อไปเลยค่ะ เชิญ พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม ค่ะ อยู่ไหมคะ เข้าชื่อไว้ตั้งแต่เช้าอาจจะอยู่ข้างนอก เชิญค่ะท่าน
ท่านประธานที่เคารพ สปท. เฉลิมชัย เครื่องาม หมายเลข ๐๓๑ ท่านประธานครับ ที่ผมจะอภิปรายจะมีเนื้อหาสาระมาก พอสมควร เพราะฉะนั้นกราบเรียนขออนุญาตเพื่อที่จะใช้เวลาเพิ่มเติมอีกเล็กน้อย ช่วยกรุณา ดูเนื้อหาที่ผมอภิปรายด้วยก็แล้วกันครับ ท่านประธานครับ ผมได้ศึกษาเอกสารที่ทาง สปช. ได้ศึกษามาเปึ้นรูปเล่ม ต้องขอกราบเรียนว่าขอบคุณทาง สปช. แล้วก็กรรมาธิการที่เกี่ยวข้อง ที่ได้ศึกษาแล้วก็ทำเปึนรายงานเอาไว้เปึนประโยชน์อย่างยิ่ง แต่เนื่องจากผมเปึนน้องใหม่ เข้ามาเปึน สปท. ผมมิได้เปึน สปช. ในคณะที่ผ่านมา เพราะฉะนั้นผมย่อมจะมีสิทธิที่จะ มีประเด็นความคิด แง่มุม หรือสาระที่อาจจะเห็นต่างจากทางที่ได้ศึกษาเอาไว้พอสมควร แต่คิดว่าน่าจะเปึนประโยชน์ในการที่จะขับเคลื่อนการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน ในอนาคต อย่างน้อยที่สุดท่านอาจจะนำไปปรับหรือแก้เล็กน้อยตามที่ท่านเห็นสมควร ผมได้ศึกษาแล้วสาระที่ทางคณะผู้ศึกษา สปช. ได้ทำเอาไว้นั้นมีสาระที่เปึ้นประโยชน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นว่าด้วยการเพิ่มคุณภาพและประสิทธิภาพของการบริหารงาน ภาครัฐ ท่านประธานครับ การปฏิรูประบบราชการหรือการบริหารราชการแผ่นดินนั้น เรามีกฎหมายแม่บทที่มีความสำคัญอย่างยิ่งเปึนปฐมบทของการบริหารบ้านเมือง ในระบบราชการนั่นคือพระราชบัญญัติระเบียบบริ หารราชการแผ่นดิน ผมมองว่าการที่จะ ปฏิรูปให้ประสบผลสำเร็จนั้นเบื้องแรกเราต้องดูกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และกฎหมาย ที่มีความสำคัญที่สุดในการที่จะคิดจะอ่านดำเนินการแก้ไขคือพระราชบัญญัติระเบียบ บริหารราชการแผ่นดิน ผมได้ศึกษาโดยละเอียดจำนวน ๗๐ กว่ามาตราบัญญัติไว้ ตั้งแต่ป้ ๒๕๓๔ และมีการแก้ไขมาโดยลำดับหลายวาระหลายสมัยด้วยกัน ที่มีความสำคัญคือ
ป้ ๒๕๔๕ มีการแก้ไขเพิ่มเติม โดยเฉพาะอย่างยิ่งผมขออนุญาตอ่านมาตราหรือบทบัญญัติ ที่มีการเพิ่มเติมไว้คือมาตรา ๓/๑ ผมคิดว่านี่คือหัวใจสําคัญของกา รปฏิรูประบบราชการ หรือการบริหารราชการแผ่นดินเลยก็ว่าได้ คือมาตรา ๓/๑ นั้นบัญญัติไว้ว่าการบริหารราชการ ตามพระราชบัญญัตินี้ต้องเปึนไปเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน เกิดผลสัมฤทธิ์ ต่อภารกิจของรัฐ ความมีประสิทธิภาพ ความคุ้มค่าในเชิงภารกิจแห่งรัฐ การลดขั้นตอน การปฏิบัติงาน การลดภารกิจและยุบเลิกหน่วยงานที่ไม่จำเปึน การกระจายภารกิจ และทรัพยากรให้แก่ท้องถิ่น การกระจายอำนาจการตัดสินใจ การอำนวยความสะดวก และการตอบสนองความต้องการของประชาชน ทั้งนี้โดยมีผู้รับผิดชอบต่อผลของงาน วรรคถัดไปครับ ในการปฏิบัติหน้าที่ของส่วนราชการต้องใช้วิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งให้คำนึงถึงความรับผิดชอบของผู้ปฏิบัติงาน การมีส่วนร่วมของประชาชน การเป่ดเผยข้อมูล การติดตามตรวจสอบและประเมินผลการปฏิบัติงาน ทั้งนี้ ตามความเหมาะสมของแต่ละภารกิจ ทั้งหมดนี้คือหัวใจของการบริหารราชการแผ่น ดิน เพราะฉะนั้นการที่เราจะคิดอ่านที่จะปฏิรูปแก้ไขระบบการบริหารงานนั้นดูมาตรา ๓/๑ นี้ เพียงพอมากเกินที่เราจะคิดหาวิธีการปฏิบัติหรือการดําเนินการต่าง ๆ ไม่ว่าจะเปึน การออกกฎหมายลูก กฎหมายพระราชกฤษฎีกาขึ้นมารองรับ ดังจะเห็นได้ว่าระยะเวลา ที่ผ่านมาได้มีการแก้ไข มีการเพิ่มเติมและมีการออกเปึนพระราชกฤษฎีกาเพิ่มเติม หรือแนวทางปฏิบัติมาโดยลําดับ
ยกตัวอย่างในวรรคที่ว่าการปฏิบัติหน้าที่ข องส่วนราชการต้องใช้วิธีการบริหารกิจการ บ้านเมืองที่ดี เราได้มีพระราชกฤษฎีกาวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีเมื่อป้ ๒๕๔๖ ออกมารองรับและเปึ้นบทบัญญัติที่ใช้บังคับอยู่จนถึงทุกวันนี้ ในวรรคที่ว่าด้วย การอำนวยความสะดวก ในป้ ๒๕๕๗ ป้ ๒๕๕๘ นี้เองได้มีพระราชบัญญัติ การอำนวยความสะดวกซึ่งผ่าน สนช. ไปเรียบร้อยแล้วเปึนกฎหมายใช้บังคับ เปึ้นความภาคภูมิใจของรัฐบาล รัฐบาลเขาภูมิใจมากเขาดีใจมากที่มีกฎหมายนี้มาใช้บังคับ กฎหมายนี้ผลักดันมาโดยส่วนราชการระดับกรมแห่งหนึ่งที่ชื่อว่า ก.พ.ร. คือคณะกรรมการ พัฒนาระบบราชการ มิได้มาจาก สวช. ข้อเท็จจริงนั้นมาจากการผลักดันของ ก.พ.ร. ก.พ.ร. คืออะไรครับ ก.พ.ร. เปึนหน่วยงานระดับกรมที่เกิดขึ้นตามบทบัญญัติของพระราชบัญญัติ ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน เขามีหน้าที่ตามชื่อคือการพัฒนาระบบราชการ เปึ้นหน่วยงานที่มีการแบ่งส่วนราชการมามากมายหลายครั้ง มียุทธศาสตร์ มีวิธีการปฏิบัติ มาโดยต่อเนื่อง แต่ขณะเดียวกันจากการศึกษาของ ส่วช. นั้นต้องการให้มีกฎหมายอีกฉบับหนึ่ง คือพระราชบัญญัติการเพิ่มประสิทธิภาพ และคุณภาพการบริหารราชการแห่งรัฐ ให้มี สำนักงานคณะกรรมการคณะกรรมการคณะนี้ขึ้นมาต่างหาก ผมขออนุญาตอ่านอำนาจหน้าที่ ของคณะกรรมการชุดนี้ อ่านแล้วผมเห็นอุปสรรคและเห็นปัญหาในการที่ท่าน จะนำบทบัญญัตินี้ไปใช้ในอนาคต เพราะผมมองว่าแทบจะไม่มีความเปึนไปได้เลย ขออนุญาต เห็นต่างจากคณะผู้ศึกษานะครับ บทบาทอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการพัฒนา ประสิทธิภาพและคุณภาพแห่งชาตินั้นได้แก่ประเมิน ประเมินผลโดยมีอำนาจ ในการสั่งราชการหรือดำเนินการเองก็ได้ตามความเหมาะสม มีอำนาจหน้าที่ในการสั่งราชการ ให้เปึนไปตามภารกิจ มีอำนาจหน้าที่ในการประสานงานและสั่งราชการตามแนวราบ มีอำนาจหน้าที่ในการเปลี่ยนแปลงสถานภาพของหน่วยงาน กำลังคน งบประมาณ ตลอดจน ทรัพยากรอื่น ๆ ที่จำเปึนของส่วนราชการใด ๆ คำว่าสั่งราชการที่ผมมองว่ามันจะเปึนปัญหา เปึ้นปัญหาเพราะว่าถ้าเปึนหน่วยงานใดที่ท่านมีอำนาจหน้าที่ที่จะสามารถไปสั่งราชการ หน่วยราชการอื่นได้ คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการหรือ ก.พ.ร. นั้นในกฎหมายเขียน ไว้ว่ามีหน้าที่ทำคำเสนอแนะ ศึกษาวิเคราะห์แล้วทําคําเสนอแนะ แต่คณะกรรมการชุดนี้ กลับมีอํานาจหน้าที่ในการสั่งราชการ เราเห็นบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญที่มีปัญหาเพราะว่า มีคณะกรรมการที่มีผู้ไปกล่าวหาว่าเปึนซูเปอร์ (Super) ครม. คณะกรรมการชุดนี้จะมีหน้าที่
เกือบจะเปึนซูเปอร์ (Super) ครม. ในการที่จะสามารถไปสั่งราชการหน่วยราชการอื่น ๆ ได้ สั่งโยกย้ายได้ สั่งให้ศึกษาได้ สั่งให้ประเมินได้ สั่งให้วิเคราะห์ได้ สั่งให้เปลี่ยนแปลงสถานภาพ ของหน่วยงาน กำลังคน งบประมาณ ตลอดจนทรัพยากรอื่น ๆ ของรัฐได้ ผมจึงมองว่า นี่น่าจะเปึนอุปสรรค์ จะแก้ไขอย่างไรครับ วิธีการที่ผมขออนุญาตนำเรียนเสนอเพื่อให้สมบูรณ์ และเปึนการต่อยอดจากการศึกษาของคณะกรรมการชุดนี้ พระราชบัญญัติระเบียบบริหาร ราชการแผ่นดินในส่วนที่ ๔ ว่าด้วยคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ ท่านไปแก้ไข ในส่วนที่ ๔ ของพระราชบัญญัติฉบับนี้ เพิ่มอำนาจหน้าที่ของ ก.พ.ร. หรือคณะกรรมการ พัฒนาระบบราชการ เพิ่มองค์ประกอบ อำนาจหน้าที่ สัดส่วนของคณะกรรมการพัฒนา ระบบราชการให้มีองค์ประกอบที่ประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิที่ท่านต้องการให้มีคุณสมบัติ ตามมาตรานี้ ตามสิ่งที่ท่านต้องการจะให้มีบทบัญญัติของกฎหมายฉบับนี้ขึ้นมา ไปแก้ไข ในพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดินเสีย แทนที่จะร่างกฎหมายฉบับใหม่ขึ้นมา มีคณะกรรมการชุดใหม่ขึ้นมา คณะกรรมการชุดใหม่ที่จะตั้งขึ้นมาตามแนวคิดของท่านนั้น ผมก็มองว่าองค์ประกอบก็ไม่แตกต่างไปจาก ก.พ.ร. ผู้ที่มีความสามารถ ผู้ที่มีคุณวุฒิต่าง ๆ ก็มาจากบุคคลเหล่านี้ครับ ไม่ได้แตกต่างกัน อำนาจหน้าที่ ๒ คณะกรรมการชุดนี้จะซ้ำซ้อนกัน จะก้าวก่ายกัน ในที่สุดก็จะขัดแย้งกันทะเลาะกัน ท่านมอบให้นายกรัฐมนตรีเปึ้นผู้สั่งการ ตามพระราชบัญญัติอันใหม่ของท่านนี้ ผมว่าโดยข้อเท็จจริงแล้วเวลาปฏิบัติงานจริง ท่านนายกรัฐมนตรีก็จะมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีท่านใดท่านหนึ่งเปึ้นผู้ปฏิบัติงาน เพราะฉะนั้นผมมองว่าเปึนไปไม่ได้เลยที่มีคณะกรรมการ ๒ ชุด ชื่อเกือบจะเหมือนกัน อำนาจหน้าที่เกือบจะเหมือนกัน
ก.พ.ร. ก็มีหน้าที่ศึกษาการพัฒนาคุณภาพและประสิทธิภาพของงานเหมือนกันครับ เพราะฉะนั้นงาน ๒ อันนี้จะก้าวก่ายซ้ำซ้อนกัน ควิกวิน (Quick win) ที่จะเกิดขึ้นอย่างเร็วที่สุด ในการปฏิรูปคือการแก้ พ.ร.บ. ระเบียบบริหารราชการแผ่นดินท่านใส่ทุกอย่างที่อยากจะให้มี ให้เกิดขึ้นไว้ในกฎหมายที่ท่านแก้ไขนั้น เพราะฉะนั้นอันนี้เปึ้นแนวทางในการปฏิรูป ระบบราชการที่ผมขออนุญาตเสนอเปึนควิกวิน (Quick win) ควิกวิน (Quick win) อันต่อไป ที่ผมขออนุญาตนำเรียนเสนอก็คือการเพิ่มปรับปรุง พ.ร.บ. ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน ยกเลิกความเปึนนิติบุคคลในส่วนราชการระดับกรมในบางกระทรวงที่มีความพร้อม มีความเหมาะสมตามการศึกษาของส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ทุกวันนี้มีผู้อภิปรายแล้ว ส่วนราชการแค่ระดับกองที่อยู่ในกรมเดียวกันเขาก็มีอาณาจักรของตัวเอง ส่วนราชการ ระดับกรมที่อยู่ในกระทรวงของตัวเองเขามีอาณาจักรของตัวเอง มีคนของตัวเอง มีงบประมาณของตัวเอง สร้างอาณาบริเวณขึ้นมาขัดแย้งกันได้ ทะเลาะกันได้ และงานก็ซ้ำซ้อนกันได้ เพราะฉะนั้นการยกเลิกความเปึนนิติบุคคลในระดับกรมนั้น มีการศึกษามาพอสมควรแล้ว ผมคิดว่าถึงเวลาเหมาะสมแล้วที่จะมีการปฏิรูประบบราชการ ทําสิ่งเหล่านี้ให้เปึ้นจริงให้เกิดขึ้นได้ มีอีกหลายอย่างที่ผมอยากจะอภิปรายนําเสนอที่คิดว่า น่าจะเปึนประโยชน์ แล้วแต่ท่านประธานจะอนุญาตไหมใช้เวลาอีกประมาณ ๒ นาทีครับ
คือตอนนี้เวลาเรายืดหยุ่นได้นะคะ ดิฉันอนุญาตค่ะ เพราะยังมีผู้อภิปรายน้อย เชิญค่ะ
ขอบพระคุณครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นผมขอนำเรียนตรงนี้และคิดว่าท่านเบญจวรรณในฐานะอดีตเลขาธิการ ก.พ. ท่านคงทราบมีการศึกษา เรื่องนี้ว่าด้วยการยกเลิกความเปึ้นนิติบุคคลนี้มาพอสมควร ก.พ.ร. ก็เคยศึกษาท่านลองวิเคราะห์เรื่องนี้ดูอาจจะถึงเวลาของประเทศไทยที่จะ นําเรื่องนี้มาใช้ ประเด็นถัดไปที่ขออนุญาตนําเรียนเสนอเพื่อการปฏิรูปการบริหาร ราชการแผ่นดิน ท่านประธานครับ ในกฎหมายระเบียบบริหารรา ชการแผ่นดินนั้น มีอยู่มาตราหนึ่งที่ผมขออนุญาตนำเรียนว่าเข้าอนุญาตที่จะให้ส่วนราชการในระดับกรม ที่คิดว่ามีหน้าที่ในการให้บริการประชาชนสามารถที่จะออกไปสู่ระบบการบริหารงานราชการ แบบพิเศษได้ ผมคิดว่าอันนี้น่าสนใจจะเปึนการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดินครั้งใหญ่
และทำให้เกิดเปึ้นรูปธรรมให้เปึ้นจริง ขณะนี้เรามีพระราชบัญญัติองค์การมหาชน ผมมีรายงานการศึกษาเล่มนี้ครับ ท่านเบญจวรรณเปึนประธาน ผมขอขอบพระคุณท่าน ท่านได้ศึกษาเอาไว้อย่างยอดเยี่ยม มีรายงาน มีเนื้อหา มีสาระที่เปึนประโยชน์อย่างยิ่ง จำเปึ้นจะต้องมีการปฏิรูปองค์การมหาชน ถ้าจะปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน จำเปึ้นจะต้องมีการปฏิรูปองค์การมหาชน รายงานฉบับนี้มีกฎหมายมารองรับไว้ อย่างเรียบร้อยอย่างสมบูรณ์แล้ว เปึนรายงานการศึกษาที่มีประโยชน์อย่างยิ่ง อันนี้สามารถ นําเปึนควิกวิน (Quick win) การปฏิรูปอย่างเร่งด่วน ไม่ใช่เร่งรีบเพราะมีการศึกษามา อย่างเหมาะสมกฎหมายที่ท่านร่างเอาไว้มีหลักการ มีเหตุผลรองรับทุกอย่างสมบูรณ์แล้ว สามารถนําเสนอรัฐบาลได้ ถ้าหากว่าจะหาผลงานว่าเราจะนําเสนออะไรให้รัฐบาลเขาเอาไป ทําได้เลย ผมคิดว่าการปฏิรูปองค์การมหาชนซึ่งเปึ้นส่วนหนึ่งของการปฏิรูปการบริหาร ราชการแผ่นดินสามารถเปึนโครงการกิจกรรมนำร่องที่นำไปสู่การปฏิรูปได้เลย ท่านนำเสนอ เรื่องนี้ได้เลยผมขออนุญาต มีเวลาอีกไหมครับท่านประธาน
อีก ๑ นาทีได้ไหมคะ
ขออีกสักครึ่งชั่วโมงครับ ไม่เปึนไรครับ เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน เพื่อเปึนประโยชน์ในการที่จะขับเคลื่อนการปฏิรูปการบริหาร ราชการแผ่นดินขออนุญาตสรุปเปึนประเด็นที่ได้อภิปรายไว้ตามที่นำเรียนก็แล้วกันว่า ท่านช่วยกรุณาศึกษาพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน กฎหมายมีอยู่ หลายมาตราที่ถึงเวลาที่จะต้องมีการแก้ไขปรับปรุงท่านจะใส่สิ่งที่ต้องการไว้ว่าด้วยการเพิ่ม คุณภาพ ประสิทธิภาพของการทำงานเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่ผมพูดเสมอในการปฏิรูป ระบบราชการจะต้องตอบสนอง ๖ ปี คือ ประโยชน์ ประหยัด ประสิทธิภาพ ประสิทธิผล โปร่งใส และประเมินผลได้
ท่านไปหาจุดต่าง ๆ ใน พ.ร.บ. ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน หาวิธีการแก้ไขทำเปึน ร่างกฎหมายได้เลย และทางรัฐบาลเขาก็รออยู่ ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณค่ะ ลำดับต่อไปนะคะ เปึ้น พลเอก พหล สง่าเนตร เชิญค่ะ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม พลเอก พหล สง่าเนตร สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ลำดับที่ ๑๐๖ ขออภิปราย ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูประบบบริหารราชการแผ่นดิน ก่อนอื่นต้องขอขอบพระคุณ คณะ สปช. ในชุดที่แล้วนะครับที่ได้กรุณาศึก ษาค้นคว้าทำวาระปฏิรูป มาเปึ้นรูปเล่ม ทั้งเล่มสีเขียวแล้วก็เล่มที่ถ่ายเอกสารมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งพี่เบญจวรรณ แล้วก็พี่ยงยุทธนะครับที่ได้กรุณาอธิบายให้ความกระจ่างให้กับพวกเราได้เปึนอย่างดี ผมเห็นด้วยเปึนอย่างยิ่งครับกับปัญหาต่าง ๆ ที่ท่านได้ศึกษาค้นคว้ามา ซึ่งนําไปสู่การปฏิบัติราชการที่ไม่มีประสิทธิผลและไม่มีประสิทธิภาพ เห็นด้วยกับข้อเสนอ ประเด็นปฏิรูป ๙ ประเด็นที่เสนอเอาไว้นะครับ แต่เมื่อพิจารณาแล้วใน ๙ ประเด็นนั้น สามารถจะย่นย่อลงได้ว่าจะเกี่ยวข้องกับเรื่องของภารกิจอำนาจหน้าที่ เรื่องของกลไก เรื่องของการพัฒนา ส่วนภูมิภาค ส่วนกลาง ส่วนท้องถิ่น เรื่องของการพัฒนา ระบบงบประมาณและระบบบริหารงานบุคคล ในความคิดเห็นที่ผมได้วิเคราะห์จากเอกสาร ที่ศึกษาและจากประสบการณ์ที่ได้ปฏิบัติงานมาผมคิดว่าถ้าต้องการจะให้ระบบราชการ สามารถตอบสนองกรอบแนวคิดด้านระบบงานตามที่ท่านตั้งไว้คือ มีการบริหารเชิงกลยุทธ์ มีประสิทธิผล ประสิทธิภาพ มีโครงสร้างที่เหมาะสม หรือว่าจะบรรลุ ๖ ปี ตามที่ ท่านเฉลิมชัยได้กรุณาให้ไว้เมื่อสักครู่นี้นะครับ ผมว่ายังขาดประเด็นสำคัญอีกประเด็นหนึ่ง เปึ้นประเด็นของการพัฒนาเรื่องหลักคิดในการปฏิบัติระบบราชการนะครับ ผมเปึ้นทหาร ก็โชคดีที่ได้มีโอกาสใกล้ชิดกับโครงการพระราชดำริ ได้มีโอกาสศึกษาหลักการทรงงาน แนวทางพระราชดำริต่าง ๆ ที่ใช้ในการดำเนินโครงการพระราชดำริ และเห็นประโยชน์ เห็นคุณค่า เห็นความสำเร็จที่เกิดจากหลักการทรงงานต่าง ๆ เหล่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลักของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงซึ่งไม่ใช่เรื่องของการเกษตร แต่เปึนแนวคิดที่สามารถ นํามาประยุกต์ใช้ในการวางแผนหรือตัดสินใจในการปฏิบัติงานทุกเรื่องนะครับ แม้แต่ ในภารกิจทางการทหารที่ผมรับผิดชอบอยู่ก็ได้เคยใช้หลักคิดนี้ในการปฏิบัติและประสบผล
เปึ้นอย่างดี หลักคิดนี้ทุกท่านคงจำได้ขึ้นใจว่ามี ๓ ห่วง ๒ เงื่อนนะครับ ก็ขออนุญาตทบทวน เรื่องแรกคือความมีเหตุผล หมายถึงว่าก่อนที่จะกำหนดแผนหรือการปฏิบัติใด ๆ ก็ตาม ท่านต้องพิจารณาถึงเหตุอันนำมาสู่สิ่งที่ต้องปฏิบัตินั้น แล้วก็เทียบกับผลที่จะเกิดขึ้น เมื่อได้ปฏิบัติสิ่ งนั้นไปแล้ว เมื่อตกลงใจว่าต้องปฏิบัติด้วยการชั่งน้ำหนักเหตุและผล อย่างรอบคอบแล้วก็ต้องคำนึงถึงความพอประมาณ คือต้องหาวิธีปฏิบัติที่สามารถกระทำได้ ภายใต้ทรัพยากรและเงื่อนไขข้อจำกัดที่มีอยู่ ห่วงที่ ๓ คือการมีภูมิคุ้มกัน หมายถึงต้อง พิจารณาปัจจัยเสี่ยงหรือผ ลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นโดยไม่คาดคิดและเตรียมหาแนวทาง แก้ไขไว้ล่วงหน้า การปฏิบัติทั้ง ๓ ห่วงนี้อยู่บนเงื่อนไขของความรู้ทั้งปวงที่ท่านมีอยู่ หรือสามารถหาได้ และคุณธรรมคือมุ่งต่อประโยชน์ส่วนร่วมเปึนสำคัญ ผมว่าโดยหลัก ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงอันนี้จะเปึนหลักคิดสำ คัญที่ทำให้การปฏิบัติราชการ ในทุกระบบบรรลุประสิทธิผล บรรลุประสิทธิภาพอย่างสมบูรณ์ จึงขอนำเสนอเอาไว้ว่า คงต้องเพิ่มกระบวนการปฏิรูปอีกประเด็นหนึ่งคือเรื่องประเด็นพัฒนาหลักคิดโดยยึดหลัก ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง สำหรับวิธีการพัฒนาหลักคิดนี้อาจจะนำไปสอดแทรกไว้ ในประเด็นที่ ๙ ของท่านคือการพัฒนาการบริหารงานบุคคลก็ได้ครับ ในประเด็นที่ ๙ ที่ท่านกล่าวไว้มักจะเน้นย้ำไปที่แนวทางการรับราชการหรือแนวทางความก้าวหน้าของบุคคล แต่ว่าการพัฒนาความรู้ความสามารถในการปฏิบัติงานก็น่าจะเปึ้นส่วนหนึ่ง เพราะฉะนั้น ตรงนี้สามารถจะนำไปใช้เปึนประเด็นพัฒนาให้เกิดความสามารถที่จะเข้าใจหลักปรัชญา ของเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสามารถนำมาประยุกต์ใช้ ในการปฏิบัติราชการได้
ซึ่งจะทําให้กระบวนการปฏิรูปนั้นครบถ้วน สามารถตอบสนองกรอบแนวคิดที่ท่านตั้งไว้ แต่ต้นได้อย่างดี แล้วน่าจะแก้ปัญหาประสิทธิผลประสิทธิภาพของระบบราชการได้เปึนอย่างดี ขอขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณค่ะ ต่อไปท่านถวิลวดี บุรีกุล เชิญค่ะ
กราบเรียนท่านประธาน ดิฉัน ถวิลวดี บุรีกุล สมาชิก หมายเลข ๖๑ ดิฉันมีข้อเสนอใน ๕-๖ ประเด็น
ประเด็นที่ ๑ คือดิฉันอยากจะสนับสนุนในเรื่องของการทําเรื่ อง ของยุทธศาสตร์ชาติให้เปึ้นจริง เพราะว่าตามที่ท่านยงยุทธ์ได้เสนอมานี่นะคะ ทาง สปช. ได้ทําการศึกษาไว้ครบถ้วน แล้วก็ใช้เวลาพอสมควร เพราะฉะนั้นทําอย่างไรถึงจะให้เรื่องของ ยุทธศาสตร์ชาตินี่เดินไปได้อย่างมั่นคงในอนาคต ซึ่งการมีส่วนร่วมของประชาชน จึงมีความหมายมาก ดิฉันคิดว่าตรงนี้เราสามารถที่จะเริ่มไปได้เลยพร้อมกับรัฐบาลในช่วงนี้
ประเด็นที่ ๒ คือเรื่องของการกระจายอำนาจ ซึ่งอันนี้ท่านสมาชิกศานิตย์ ได้พูดไว้แล้ว ดิฉันคิดว่าตรงนี้เราต้องทำเรื่องของการกระจายอำนาจให้เปึ้นจริง ไม่ใช่เพียง ลมปากนะคะ แล้วจะทำอย่างไรถึงจะให้ประชาชนมีโอกาสตัดสินอนาคตของพวกเขา มีเรื่องง่าย ๆ เช่น เรื่องของการบริการสาธารณะ ในหลายเรื่องที่ท้องถิ่นสามารถทำได้ก็คง จะต้องโอนไปให้ท้องถิ่นทำ หรือแม้กระทั่งการมีเรื่องของการแข่งขันการให้บริการสาธารณะ ที่ภาษาอังกฤษเรียกว่าค่อนเทสทะบิลิตี (Contestability) ถ้าภาคประชาสังคมหรือเอกชน หรือมูลนิธิต่าง ๆ สามารถทำได้ก็น่าจะให้เขามีโอกาสที่จะทำได้เพื่อให้เกิดการแข่งขัน ประชาชนก็จะได้รับการบริการที่ดี อันนี้เปึ้นเรื่องที่ทำได้เลยนะคะ
ประเด็นที่ ๓ เรื่องของระบบงบประมาณ ระบบงบประมาณอันนี้ดิฉันคิดว่า เปึ้นเรื่องเร่งด่วนที่จะต้องเริ่มเดิน โดยอาจจะต้องมีการออกกฎหมายหรือแม้กระทั่ง ร่างรัฐธรรมนูญที่กําลังจะเขียนกันอยู่ตอนนี้นี่ต้องใส่ไว้ให้ชัดเจน โดยในกรรมาธิการยกร่าง รัฐธรรมนูญชุดที่แล้วก็ได้เขียนไว้ชัดในเรื่องของระบบงบประมาณที่เปึ้นรูปแบบใหม่ คืองบประมาณที่คํานึงถึงความเสมอภาค งบประมาณที่คํานึงถึงมิติพื้นที่และงบประมาณ ที่คำนึงถึงการมีส่วนร่วมของประชาชน นั่นคือเอเรียเบสบัดเจตติง (Area based budgeting) พาร์ทิซิพาทอรี บัดเจตติง (Participatory budgeting) และเจนเดอร์ เรสปอนซีฟ บัดเจตติง
(Gender responsive budgeting) จะต้องเอามาใช้ นั่นคือเปึนเรื่องของกระแสโลกาภิวัตน์ ที่เข้ามุ่งเน้นไปทางนั้นหมดแล้ว เพื่อที่จะนำประเทศให้ไปสู่การแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ในอนาคต ซึ่งตรงนี้ก็จะสอดคล้องกับการที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้ไปประชุมที่สมัชชา สหประชาชาติเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ท่านยังพูดถึงเรื่องของการขจัดความยากจน และความหิวโหยนี่จะต้องทำอย่างไรบ้าง ตั้งแต่การพัฒนาที่ยั่งยืน การลดความเหลื่อมล้ำ การส่งเสริมความเท่าเทียม แล้วก็จะไม่ทิ้งใครไว้เบื้องหลัง รวมทั้งการนำปรัชญาเศรษฐกิจ พอเพียงมาใช้ ดิฉันคิดว่าตรงนี้ถึงเวลาที่เราจะต้องขับเคลื่อนระบบงบประมาณให้เปึนจริงนะคะ
ต่อไปก็เปึ้นเรื่องของการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม การบริหารราชการแผ่นดินนี่ เปึ้นไปเพื่ออะไร ดิฉันคิดว่าสิ่งที่สำคัญก็ คือเพื่อให้สังคมเกิดความเปึนธรรม ประชาชน ได้รับการบริการที่ดี แล้วก็เกิดสังคมที่สันติสุขสถาพร เพราะฉะนั้นการบริหารราชการ แบบมีส่วนร่วมเท่านั้นที่จะทำให้ประชาชนมีความสุข การบริหารราชการที่ไม่ให้ประชาชน มีส่วนร่วมดิฉันคิดว่าเดินทางไปได้ยาก ในบางเรื่องเข้าใจได้ว่าการตัดสินใจเปึ้นของผู้มีอํานาจ แต่ว่าความคิดเห็นของประชาชนก็สามารถนำมาใช้ในกระบวนการพิจารณาได้ แล้วก็มีการใช้ กระบวนการที่มีการคำนึงถึงจิตใจของคนอื่น แล้วก็ไม่กำหนดนโยบายที่ไปทำให้เกิด ความขัดแย้ง นั่นเองเรื่องของการพัฒนาที่ยั่งยืนจึงเข้ามาสู่การพิจารณา ในเรื่องนี้ เพราะว่า ในเรื่องของการจัดสรรทรัพยากรที่ไม่เปึนธรรมก็ทำให้เกิดปัญหาความขัดแย้งขึ้นมาได้ ด้วยเหตุนี้ภาคส่วนต่าง ๆ จึงควรจะมีบทบาทที่สำคัญในการบริหารราชการตรงนี้
นอกจากนี้อีกเรื่องหนึ่งก็คือการมุ่งเน้นในการกำหนดนโยบายที่คำนึงถึง การพัฒนาที่ยั่งยืนที่สอดคล้องกับหลักการที่ดิฉันได้พูดไปแล้ว แล้วประเด็นก่อนสุดท้าย คือเรื่องของธรรมาภิบาล ซึ่งเมื่อกี้ท่านสมาชิกท่านหนึ่งได้พูดไปเรื่องของการบริหารกิจการ บ้านเมืองที่ดี ตรงนี้ดิฉันอยากจะให้มันเกิดขึ้นจริง โดยทำให้ข้าราชการของเรามีวัฒนธรรม ธรรมาภิบาลทั้งสำนึกและพฤติกรรม ซึ่งตรงนี้สามารถสร้างได้ด้วยการอบรม ด้วยการปลูกฝัง ตั้งแต่เด็ก ๆ แล้วก็เมื่อโตขึ้นก็จะมีการคิดที่คำนึงถึงหลักนิติธรรม คุณธรรม โปร่งใส สำนึกรับผิดชอบและคุ้มค่า เพราะว่าการมีธรรมาภิบาลเปึนเรื่องของการใช้อำนาจ ในการจัดสรรทรัพยากรที่เปึนธรรม เมื่อเปึนเช่นนี้เวลาจะทําอะไรหรือว่าจะตัดสินใจอะไร จะต้องตัดสินใจบนพื้นฐานของการคิดเพื่อประโยชน์ชาติเปึนหลัก
ซึ่งตรงนี้ดิฉันคิดว่าข้าราชการก็ควรจะมีหลักที่สําคัญในการคิดตรงนี้นะคะ เพราะฉะนั้น การบริหารราชการแผ่นดินที่จะทําให้เกิดการปฏิรูปอย่างแท้จริงก็น่าจะขับเคลื่อนได้ ตั้งแต่บัดนี้เปึ้นต้นไปค่ะ ขอบพระคุณ
ขอบพระคุณค่ะ ต่อไปนะคะ ท่านปลัดสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ เชิญค่ะ
ท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ก่อนอื่นผมขอชื่นชมท่านผู้บรรยายทั้ง ๒ ท่านที่ได้สรุปเรื่องการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน ได้เปึนอย่างดี แต่ที่อยากจะขออนุญาตท่านประธานก็คือว่าในการนำเสนอแต่ละครั้ง แต่ละเรื่องถ้าเปึนไปได้สิ่งที่ท่านผู้บรรยายจะนำเสนอที่ได้รวบรวมมาแล้วแล้วขึ้นจอ ถ้าสมาชิกจะได้มีโอกาสได้เห็นสไลด์ (Slide) เหล่านั้นไปด้วยก็จะง่ายในการติดตาม และทบทวนกลับไป เพราะว่าในสิ่งที่ท่านได้สรุปมานั้นก็สรุปมาจากรายงาน ๓ ชุดด้วยกัน แล้วท่านก็รวมจาก ๓ ชุดนั้นมาอยู่ในชุดฉบับใหม่ล่าสุดวันนี้ ซึ่งถ้าหากว่าได้มีชุดฉบับวันนี้ อยู่ตรงหน้าก็จะตามการบรรยายของท่านได้เปึนอย่างดี ซึ่งไม่เพียงแต่จะเปึ้นเรื่องนี้ เรื่องต่อ ๆ ไปถ้าได้ปฏิบัติเช่นนี้ก็จะทำให้การติดตามรับฟังของสมาชิกโดยเฉพาะอย่างยิ่ง สมาชิก สปท. ที่ไม่ได้เคยเปึนสมาชิก สปช. ก็จะมีความง่ายและกะทัดรัดมากขึ้น เพราะผมเข้าใจว่าเปึ้นเจตนาดีของท่านผู้บรรยายที่อยากจะสรุปจากรายงานหลาย ๆ ฉบับ รวมมาเปึนเรื่องเดียวกัน เรื่องที่ผมอยากจะเรียนนําเสนอที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูปการบริหาร ราชการแผ่นดินก็คือว่าการบริหารราชการแผ่นดินที่ต้องการปฏิรูปนี้ท่านได้นําเสนอเกี่ยวข้อง กับงบประมาณด้วย ผมอยากจะเรียนว่าการปฏิรูประบบราชการนั้นคงจะเปึนการปฏิรูป ระบบราชการที่จะนําไปสู่การทำให้ระบบราชการนั้นมีขนาดเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ ซึ่งในหลักการแล้วก็คงจะต้องมีงบประมาณที่ได้กำหนดไว้อย่างเหมาะสม การกำหนด งบประมาณโดยรวมนั้นก็จะแบ่งหลัก ๆ ออกเปึนงบลงทุนกับงบประจำ ขออภัยท่านประธาน ที่รู้เรื่องนี้ดีแล้วผมนํามา ฉายซ้ำอยู่บ้าง ในหลักการของการคลังที่ยั่งยืนนั้นงบลงทุนจะต้อง ไม่น้อยกว่าร้อยละ ๒๕ ของงบประมาณทั้งหมดไม่เช่นนั้นแล้วการพัฒนาประเทศ ในช่วงต่อไปก็จะไม่เต็มศักยภาพของการพัฒนาที่ควรจะเปึน เมื่อเปึนเช่นนั้นงบประจำ ก็ควรจะมีสักประมาณร้อยละ ๗๕ ซึ่งงบประจํานั้นถ้าแบ่งกว้าง ๆ แล้วก็อาจจะต้องแบ่งเปึน งบชำระหนี้เงินต้นบวกดอกเบี้ยและอื่น ๆ แล้วก็งบบุคลากร งบบุคลากรมีอยู่ประมาณ
๕๐ เปอร์เซ็นต์ของงบประจำ ในระยะ ๑๐ ป้ที่ผ่านมานับย้อนหลังไปงบประจำอยู่ที่ประมาณ ร้อยละ ๗๕ กว่านิด ๆ ซึ่งอยู่ในกรอบที่เหมาะสมแต่ลึกลงไปนั้นจะเปึนงบชำระหนี้เ งินต้น กับดอกเบี้ยเท่าใดนั้นเปึนอีกเรื่องหนึ่ง แต่ถ้านับ ๓ ป้หลัง ปรากฏว่างบประจำกลายเปึน ประมาณร้อยละ ๗๙ กว่า ๆ ไปแล้ว ถ้าเปึนเช่นนี้ความตั้งใจของท่านผู้บรรยายทั้งสอง ซึ่งเปึนตัวแทนของ สปช. ที่จะลดขนาดของการบริหารภาครัฐก็จะไม่เปึ้นผล เพราะฉะนั้น ผมจึงขอเสนอว่าควรจะเปึ้นที่ชัดเจนว่าภาครัฐควรจะใช้งบประมาณเท่าไร ในงบประจํานั้น เปึ้นเรื่องของการบริหารภาครัฐสักเท่าไร บุคลากรเท่าไร ควรจะมีการกําหนดเปึ้นเพดาน ที่ชัดเจนเพื่อที่จะไม่ให้งบประจำนี้เกินเข้าไปในสัดส่วนของงบลงทุน
ซึ่งเปึนงบสําคัญของการพัฒนาประเทศระยะยาว มิเช่นนั้นแล้วการปฏิรูปเพื่อจะนําไปสู่ การพัฒนาด้านต่าง ๆ ก็จะไม่ประสบผลสำเร็จดังที่คาดหวังไว้ เพราะงบประมาณนั้น ไม่เพียงพอ ผมจึงอยากเสนอว่าการปฏิรูปในเรื่องนี้ต้องมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับ เรื่องของการกำหนดเพดานของงบประมาณที่อยู่ในกรอบของความยั่งยืนทางด้านการคลัง ในส่วนของการปฏิรูปภาคราชการดังที่ได้กล่าวไว้นั้นผมเห็นด้วยทุกประการว่าเปึ้นเรื่องของ การที่ทำให้ราชการทำหน้าที่เห มือนกับเปึ้นผู้คัดหางเสือ ไม่ใช่เปึ้นผู้ที่แจวเรือเอง เพราะฉะนั้นหน้าที่ในการคัดหางเสือนี้ก็เปึ้นหน้าที่ที่จำกัดดังที่ท่านผู้บรรยายได้บรรยายแล้ว แต่ผมอยากจะให้หน้าที่นี้เปึนหัวใจสําคัญที่นําไปสู่การขับเคลื่อนเรื่องต่าง ๆ ก็คือหน้าที่ ของการคัดหางเสื้อ ไม่ใช่หน้าที่ของการเปึนผู้พายเรือ ซึ่งถ้าทำหน้าที่นั้นด้วยก็จะมีภาระมาก แล้วก็จะมีงบประมาณมากตามไปด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการกระจายอำนาจ จากส่วนกลางไปสู่ท้องถิ่น ผมยังเห็นว่ายังมีความทับซ้อนกันอยู่มาก ระหว่างส่วนภูมิภาคกับ ส่วนท้องถิ่น เพราะฉะนั้นการกระจายอํานาจหัวใจสําคัญก็คือต้องให้ชัดเจนว่าอะไรที่เปึนของ ส่วนภูมิภาค อะไรที่เปึนของส่วนท้องถิ่น และท้ายที่สุดแล้วก็คงพัฒนาไปสู่เรื่องของ การบริหารท้องถิ่นในระยะยาว แต่ว่าในระหว่างจุดเชื่อมต่อนั้นจะเชื่อมต่ออย่างไรให้ชัดเจน ว่าภูมิภาคอยู่ตรงไหน ท้องถิ่นอยู่ตรงไหน ตรงไหนที่ทับซ้อนกันต้องมีการปฏิรูปแล้วก็ต้อง ขับเคลื่อนอย่างรวดเร็วเพื่อที่จะให้ความชัดเจนนั้นเกิดขึ้น ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณค่ะท่านปลัดสถิตย์ค่ะ ก่อนที่ดิฉันจะอ่านรายชื่ออีก ๓ ชื่อต่อไป ซึ่งมีผู้เพิ่มเติมมานะคะ ดิฉันมีประเด็นเล็กน้อยที่อยากจะเรียนฝากท่านสมาชิกเอาไว้ คือเรื่อง ของการกระจายอำนาจนี่ทุกคนเห็นด้วยว่าต้องกระจายอำนาจแต่ว่าในทางปฏิบัติ จากที่ประสบมาด้วยตนเองพบว่าบางงานเรากระจายอำนาจให้ท้องถิ่นไปแล้วแต่ท้องถิ่น ไม่มีศักยภาพในการทํางานนั้น เพราะฉะนั้นหน้าที่ของสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ ก็คือเราจะต้องดูความเปึนไปได้ในทางปฏิบัติว่าสิ่งที่เราพูดและสิ่งที่เราเสนอให้รัฐบาลทํานั้น ในทางปฏิบัติมันเปึ้นจริงเกิดขึ้นได้หรือเปล่า เพราะอย่างสมัยก่อนที่เรากระจายบริการสาธารณะ เรื่องการขุดแหล่งน้ำขนาดเล็กให้ท้องถิ่นไป ท้องถิ่นจำนวน ๗,๘๕๓ แห่งมีศักยภาพ ไม่เท่ากัน และมีจำนวนมากที่ทำงานไม่ได้และความเดือดร้อนก็ตกอยู่กับประชาชน ผลสุดท้ายราชการบริหารส่วนภูมิภาคก็ต้องเข้าไปทำเองหรือส่วนกลางก็ต้องเข้าไป
รับผิดชอบหน้าที่นั้นเอง เพราะฉะนั้นสิ่งสำคัญในการขับเคลื่อนอันหนึ่งที่ดิฉันมองเห็นก็คือว่า ความเปึนไปได้ในทางปฏิบัติ ข้อเสนอนี้นะคะเปึนการเสนอทางจากภาพที่เรามองจากข้างบน ลงไปข้างล่างแต่ว่าการที่เราอาจจะออกไปหรือเราอาจจะฟังเสียงภาคประชาชนหรือออกไป ในท้องถิ่นนี้จะทำให้ทุกท่านเห็นภาพว่าจริง ๆ แล้วข้อเสนอเราในทางปฏิบัติมันเปึนไปได้มาก หรือเปล่า หรือมันมีอุปสรรค์อยู่ที่ผู้รับมอบอํานาจของเราที่จะดําเนินงาน และอีกอันหนึ่ง ที่ท่านปลัดสถิตย์พูดไว้ ดิฉันก็ในฐานะอดีตผู้อำนวยการสำนักงบประมาณอยากจะเรียน เตือนว่าประเทศไทยกำลังเดินเข้าไปสู่ภาวะที่การใช้งบประจำสูงมากและงบบุคลากร ก็สูงมากจนกระทั่งถ้าหากว่าเรายังปล่อยให้เปึนอย่างนี้ต่อไปในวันหนึ่งเราจะมีแต่เงิน จ่ายเงินเดือนให้ข้าราชการทุกคนนั่งอยู่ในที่ทำงานแต่ไม่มีเงินให้ออกไปทำงาน ถึงจุดนั้น จะเปึนจุดอันตรายอย่างยิ่ง อันนี้เปึนเรื่องเร่งด่วนที่ต้องการแก้ไขว่าจะทําอย่างไรที่จะลดเรื่อง กำลังคนภาครัฐ มาตรการ ๓ ที่เราเคยมีเออร์ลี รีไทร์ (Early retire) มีอะไรไปไม่ประสบ ความสําเร็จนะคะ คนดี ๆ ออกหมดเพราะว่ามีทางไปแล้วก็เงินก็ไม่ได้ลดลงเท่าไร เพราะฉะนั้นอันนี้เปึ้นปัญหาใหญ่ที่จะต้องหา วิธีว่าฮาวทู (How-to) ที่จะแก้ไขและหยุด การเติบโต้ของงบประจำตรงนี้เอาไว้ มิฉะนั้นประเทศไทยเราก็คงมีโอกาสที่จะเหมือน ประเทศกรีซได้ ดิฉันเตือนจริง ๆ ว่าเราเดินไปสู่จุดอันตรายมากเข้าทุกวัน ๆ สำหรับเรื่องนี้
มีรายชื่อผู้อภิปรายอีก ๓ ท่านที่เสนอเข้ามานะคะ ท่านวรรณธรรม กาญจนสุวรรณ พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช พลตำรวจเอก เรื่องศักดิ์ จริตเอก แล้วก็มีต่อคือท่านอำพล จินดาวัฒนะ ทั้ง ๔ ท่าน มีอีก ๔ ท่าน ถ้าหากท่านประสงค์จะอภิปรายต่อก็โปรดส่งชื่อ เข้ามาได้เลยเพราะเรายังมีเวลาเหลืออยู่อีกมาก เพราะฉะนั้นดิฉันเชิญท่านวรรณธรรม กาญจนสุวรรณ ก่อนค่ะ เรียนเชิญค่ะ
เรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ กระผม วรรณธรรม กาญจนสุวรรณ ขออนุญาตตั้งข้อสังเกต เพื่อเปึนข้อมูลในการป ฏิรูปในด้านบริหารราชการแผ่นดิน ต้องขอขอบพระคุณวิทยากร ทั้ง ๒ ท่านนั้นทําให้เราได้เห็นว่า ณ ขณะนี้ในส่วนของรัฐบาลนั้นเขามีเครื่องมืออะไรอยู่ สภาพการณ์ของประเทศไทยเรานั้นมีทุนดั้งเดิมอะไรอยู่บ้าง และมีปัญหาอุปสรรค์อย่างไร จะเดินหน้าต่อไปอย่างไร แต่อย่างไรก็ดีเพื่อให้เกิดความสมบูรณ์และให้เกิดความเข้าใจ ตรงกัน เนื่องจากว่าเราพูดถึงการบริหารราชการแผ่นดิน และคณะของท่านได้กรุณาบอกว่า จะต้องเอายุทธศาสตร์ชาติเปึนตัวนำที่จะมีผลกระทบต่อการบริหารราชการแผ่นดิน ในหลายส่วนต่อไป หลายคนตั้งข้อสังเกตว่าเรามีกฎหมายสูงสุดคือกฎหมา ยรัฐธรรมนูญ ในกฎหมายรัฐธรรมนูญนั้นก็มีเรื่องของแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐอยู่ คำถามน่าสนใจคือว่า แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐนั้นมันคือส่วนหนึ่งหรือใช่เลยหรือไม่ที่เรียกว่าเปึนยุทธศาสตร์ ของชาติเพราะคือกฎหมายสูงสุด แต่เมื่อรัฐบาลเข้ามาโดยเฉพาะ ณ ขณะนี้ได้ตั้ง คณะกรรมการยุทธศาสตร์แห่งชาติและได้วางแผนล่วงหน้าไป ๒๐ ป้ เนื้องานตรงนั้น กับสิ่งที่เรากําลังปฏิรูปตรงนี้นั้นมีความสอดคล้องต้องกันอย่างไร รวมทั้งผมยังกลับไป เรื่องเดิมว่าแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐนั้นยังมีความจําเปึนอยู่หรือไม่ อย่างไร จะยึดอันไหน เปึ้นสรณะสูงสุด ก่อปรกับว่าวันนี้เรากำลังสิ้นสุดของแผน ๑๑ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม แห่งชาติแผนที่ ๑๑ ซึ่งแน่นอนว่านั่นก็คือแนวความคิดสําคัญในการที่จะมียุทธศาสตร์ชาติ เหมือนกัน ถ้าท่านจำกันได้ดีตั้งแต่สมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ บัดนี้กำลังป้หน้าป้ ๒๕๕๙ จะขึ้นแผนที่ ๑๒ จริง ๆ แล้ววันนี้เรายิ่งนกหลายตัวมากนะครับ ถ้าเราปฏิรูปแล้วเนื้องาน หลายส่วนนั้นไปอยู่ที่การออกกฎหมายบ้าง ไปอยู่ที่ในเรื่องของแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐบ้าง ไปอยู่ที่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติบ้าง ก็น่าจะเปึ้นเรื่องดีในมุมหนึ่ง แต่อย่างไรก็ดี มันก็คงสร้างความสับสนเหมือนกั นว่าจะยึดอันไหนเปึนสรณะแน่ เพราะว่า
เดี๋ยวหน่วยงานหนึ่งก็บอกว่านั่นอย่างไรแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐบัญญัติไว้อย่างนี้ต้องทำ แต่ก็ไม่ตรงกับแผนชาติอีก แล้วก็มียุทธศาสตร์ชาติอีก ตรงนี้ก็ฝากเปึนข้อกังวลใจเบื้องต้น แล้วเรามีทุนอะไรเดินอยู่บ้าง สิ่งที่วันนี้ส่วนราชการเอาไปดําเนินการแล้วไม่ว่าในเรื่องของ แผนพัฒนาระบบราชการ หรือมีพระราชบัญญัติหลายเรื่องรองรับขึ้นมาเรามีแนวทาง ที่จะแก้ไขอะไร อย่างไร ผมคิดว่าวันนี้ของพวกท่านคงมีทางไปแน่นอน แต่มีอีก ๒ ส่วน ที่มาจากส่วนที่เรี ยกว่ามาจากภาคประชาชน แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ตั้งแต่แผน ๘ แผน ๙ แผน ๑๐ เปึ้นต้นมาจนถึงปัจจุบันเราจะเน้นคำว่าภาคประชาสังคมมาก ให้ช่วยกันทำแผน ยุทธศาสตร์ชาติที่ว่านี้แสดงว่าต้องเปึนการพบกันครึ่งทางใช่หรือไม่ว่า จากข้างบนลงข้างล่างแล้วจากข้างล่างขึ้นข้ำงบน ตรงนี้จะใช้ข้อต่ออย่างไร ผมมีตัวอย่าง ให้ท่านดูดังต่อไปนี้นะครับ วันนั้นรัฐประหาร ๑๙ กันยายน รัฐบาลสุรยุทธ์ จุลานนท์ ก็คิดเหมือนกันว่าจะทําอย่างไรให้การเมืองมันดี มีการคิดทําแผนพัฒนาการเมืองขึ้น แล้วก็มีหน่วยงานหนึ่งตอนนี้ก็ยังอยู่ที่เรียกว่าสภาพัฒนาการเมือง ในแผนพัฒนาการเมืองนั้น มียุทธศาสตร์หลายเรื่องดีมากและกินไม่ได้เลย หมายความว่าอย่างไร ก็คือแผนที่ทําทิ้งไว้ แล้วก็ไม่รู้ว่าใครจะเอาไปทำต่อ ไม่สามารถจะมีผลผูกพันกับส่วนที่เกี่ยวข้องได้ ผมเลยคิดว่า วันนี้เรามีทุนเดิมอยู่ที่อยากจะฝากท่านไว้นิดหนึ่งคือแผนพัฒนาการเมือง รวมทั้งองค์กรนี้นั้น ท่านคือผู้กำหนดใช่หรือไม่ในอนาคตว่าจะอยู่หรือจะไป ก่อนที่จะมีสภาพัฒนาการเมือง ก็ยังมีสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเหมือนกัน ทั้ง ๒ สภานี้หลักการมาเลยครับ โดยเฉพาะหลักการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน หลักการมีส่วนร่ วมของ สาขาอาชีพต่าง ๆ เข้าไปนั่งในสภาที่ปรึกษาและจัดทำแผน เสนอแผนที่ไปเกี่ยวข้องกับแผนชาติ แสดงว่าวันนั้นมีการกำหนดยุทธศาสตร์โดยการมีส่วนร่วมของประชาชนนำหน้าเหมือนกัน
และวันนี้ผมเชื่อว่าหลักการนี้ยังอยู่ เพียงแต่ว่าองค์กรพวกนี้ยังสับสนอยู่นะครับ สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติจะเอาไว้ไหน สภาพัฒนาการเมืองจะเอาไว้ไหน และแผนพัฒนาการเมือง ท่านจะเอาไว้ไหน อย่างไร ยังเปึ้นทุน ผมถือว่าเปึ้นทุนนะครับ ไม่ใช่ ของเสียหายอะไร แต่จะไปบูรณาการ ไปปรับปรุงให้เกิดเปึนวิถีเดียวกันได้อย่างไร นอกจากนี้ พรรคการเมืองครับ เวลาเขาหาเสียงกันเขาก็บอกว่าเขาจะทำโน่นทำนี่ และเมื่อเปึนรัฐบาล เราก็เห็นภาพอย่างหนึ่ง เมื่อเปึนรัฐบาลแล้วเขาอาจจะไม่ได้สนใจเลยกับแผนชาติก็ได้ ๓๐ บาทรักษาทุกโรคไม่ได้เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญนะครับ แต่เปึ้นนโยบายของพรรคการเมือง เพราะฉะนั้นพรรคการเมืองเองจากนี้ไปไม่จำเปึนต้องมีนโยบายใช่ไหม เพราะทุกคน เมื่อเข้ามาเปึ้นรัฐบาลแล้วสิ่งที่ต้องผูกพันคือแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ และยิ่งต่อไป มียุทธศาสตร์ชาติก็แสดงว่า พรรคการเมืองไม่ว่าพรรคไหนเข้ามาต้องทำตาม ก็ฝากเปึน ข้อสังเกตครับเพราะว่าตรงนี้จะได้ไม่สับสนเหมือนกันครับว่าฝ์ายที่ได้รับการปฏิบัติ เมื่อไปปฏิรูปด้านบริหารราชการแผ่นดินว่าด้วยการกำหนดแผน ยิ่งวันนี้เวลาของบประมาณแผ่นดิน ทั้งหลาย ไม่ว่าจะส่วนท้องถิ่นหรือส่วนราชการเรามักจะบังคับทิศทางบอกให้ไปฟังประชาคมก่อน และพอไปฟังประชาคมทำแผนขึ้นมา ไม่ว่าตอนนี้ที่กระทรวงมหาดไทยกำลังฮิต (Hit) มากเลยคือคณะกรรมการหมู่บ้าน ๗๐,๐๐๐ หมู่บ้านครับท่านทำแผนขึ้นมา แต่ปัญหาคือ เรื่องเงินครับ ไม่มีเงินเพียงพอที่จะทำตามเขาได้ ก่อปรกับท้องถิ่นก็มีแผนของท้องถิ่นกันอยู่ การจัดระเบียบที่จะสร้างแผนยุทธศาสตร์ระดับหมู่บ้าน ตำบล ท้องถิ่นถึงชาติต้องร้อย เปึ้นหนึ่งเดียวกันครับเราถึงจะไปได้ ถ้ากําหนดคนละครั้งคนละที่ และไม่มีตัวชี้วัดที่ชัดเจน ก็คงจะลําบาก สุดท้ายที่สุดเลยนะครับ ยุทธศาสตร์สําคัญคือการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมครับ อยากเห็นคํานี้ลงไปอยู่นะครับว่าเราจะเปลี่ยนวัฒนธรรมพฤติกรรมของข้าราชการ ของคนไทยเราได้อย่างไรที่ไปสู่การปกครองที่เรียกว่าประชาธิปไตยที่เปึนสมบูรณ์ครับ ขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณค่ะ เรียนเชิญท่าน พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช ค่ะ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ขออนุญาตอภิปราย เสริมในเรื่องของการบริหารราชการแผ่นดินนะครับ ก็คงจะไม่ชื่นชมท่านวิทยากรทั้ง ๒ ท่าน
เพิ่มเติมนะครับ เพราะว่าทุกท่านได้ชื่นชมท่านมาแล้ว ซึ่งเปึนคนเก่งของ สปช. แล้วก็ทุ่มเท ทำงานกันมาตลอดเวลานะครับ คือท่านยงยุทธกับท่านเบญจวรรณ ผมขอพูดสั้น ๆ ๒ เรื่อง คือเรื่ององค์การมหาชนแล้วก็ เรื่องการแต่งตั้งข้าราชการ ในฐานะที่เปึนประธานของ องค์การมหาชนอยู่แห่งหนึ่งในทุกวันนี้นะครับ ก็อยากจะกราบเรียนว่าการศึกษาในเรื่องนี้ ที่ได้ทําไว้ก็มีประโยชน์นะครับ แล้วก็น่าจะนําไปสู่การปรับปรุงองค์การมหาชนซึ่งมีอยู่ ๓๙ แห่งภายใต้การกำกับของ ๑๐ กว่ากระทรวง แล้วก็ของสำนักนายกรัฐมนตรี และของ ท่านนายกรัฐมนตรีเองก็เปึ้นผู้กำกับอยู่ ๓-๔ แห่ง ประเด็นปัญหาที่สำคัญของ องค์การมหาชนซึ่งจัดตั้งขึ้นเพื่อมาแก้ระบบราชการที่แข็งตัวที่อุ้ยอ้าย แล้วก็เพิ่ม ประสิทธิภาพในการบริการในการที่จะทำงานเฉพาะกิจเฉพาะเรื่องให้ได้ประสิทธิผล ประสิทธิภาพสูงสุดด้วยกําลังคน อย่างที่ผมเปึนอยู่ก็มีคนเพียงแค่ ๖๐ กว่าคนนะครับ ที่ทำงาน ใช้งบประมาณป้ละ ๓๐๐-๔๐๐ ล้านบาท ประเด็นที่คิดว่าน่าจะปรับปรุงพัฒนา หลายประเด็นก็สอดคล้องกับผลการศึกษาที่ได้ทำเอาไว้ ปัจจุบันนี้องค์การมหาชนทั้งหมด อยู่ภายใต้การกำกับของ ก.พ.ร. ซึ่ง ก.พ.ร. มีภาระหน้าที่ต่าง ๆ มากมาย เพราะฉะนั้น เขาก็คงไม่สามารถที่จะมาดูแลกำกับองค์การมหาชนตั้งเกือบ ๔๐ องค์กรได้อย่างมี ประสิทธิภาพ จึงน่าจะมีการตั้งกรรมการกลางขึ้นมาเปึนซูเปอร์บอร์ด (Super board) มากํากับ เพื่อช่วยในการเพิ่มสมรรถนะติดตามผลงานต่าง ๆ เสนอแนะการปรับปรุงแก้ไข พระราชกฤษฎีกาในการจัดตั้ง หรือจะยุบ จะเพิ่มเติมอย่างไรเพื่อให้มีประสิทธิภาพ เพิ่มมากขึ้น เพราะว่านั่นคือวัตถุประสงค์หลักของการเปึนองค์การมหาชน อีกทั้งในเรื่องของ การจัดตั้งองค์การมหาชนพระราชกฤษฎีกาหลาย ๆ ฉบับก็น่าจะได้มีการแก้ไขเพื่อที่จะให้มี ประสิทธิภาพจริง
สิ่งที่เปึนปัญหาอย่างเช่นในเรื่องของการที่เข้ามาแทรกแซงของฝ์ายการเมือง เพราะฉะนั้น ตรงนี้ก็น่าจะดำเนินการได้ด้วยการที่จะให้คณะกรรมการบริหารมีอิสระให้มากขึ้น เช่น มีข้าราชการน้อยลง หรืออย่างที่เสนอไว้ว่าไม่ควรให้ปลัดกระทรวงมาเปึน เพราะถ้าปลัดกระทรวงมาเปึนก็ต้องสนองนโยบายของรัฐมนตรีที่กำกับ ในองค์กรที่ผมเปึนอยู่ ก็เปึนการสรรหาประธานแล้วก็ผู้ทรงคุณวุฒิเข้ามา เรื่องงบประมาณก็เช่นเดียวกัน สำนักงบประมาณเองอาจจะมีความเข้าใจในวัตถุประสงค์ในการจัดตั้งหรือการต้องการ ผลสัมฤทธิ์ขององค์การมหาชนแต่ละองค์การนี่ไม่ดีพอ เพราะว่าเขาก็จะมุ่งแต่การที่จะใ ห้ งบประมาณให้น้อยที่สุดเพื่อจะสนองตอบนโยบายของรัฐบาลในการจัดสรรงบประมาณ ในแต่ละป้ ฉะนั้นจะมีคนกลางเปึนใครที่จะมาบอกสำนักงบประมาณว่าภารกิจเหล่านี้ ควรจะต้องทำให้สำเร็จในระยะเวลา เพราะถ้าตั้งขึ้นมาแล้วให้ทำแบบราชการคือ ๒๐ ป้ ค่อยสำเร็จนี่ผมคิดว่ามันก็คงจะไม่แตกต่างกว่าการเปึนหน่วยราชการ อาจจะทำงาน ๕ ป้ ๑๐ ป้สำเร็จแล้วก็ยุบทิ้งไปเลย ก็ต้องใช้เงิน ใช้คนพอสมควรในการดำเนินงาน เพราะฉะนั้น ตรงนี้เปึ้นอีกปัญหาหนึ่งที่ควรจะได้พิจารณาแก้ไข สรุปแล้วก็ในเรื่องของการดำเนินการของ องค์การมหาชนนั้นก็ถือว่าเปึนหน่วยงานที่มีความ สำคัญ เพราะฉะนั้นจะให้มีประสิทธิผล อย่างไรก็ควรจะต้องกําหนดอํานาจหน้าที่ให้ชัดเจนด้วย เพราะฉะนั้นการแก้ไข พระราชกฤษฎีกาก็ต้องมีการดำเนินการเพื่อเป่ดช่อง เพราะว่าบางทีให้อำนาจมาทำเรื่องหนึ่ง แต่ไปเกี่ยวกับอีกเรื่องหนึ่งแล้วก็ไม่สามารถดำเนินการได้ ก็เห็นด้วยกับผลการศึกษาแล้วก็ ฝากเพิ่มเติมว่าควรจะแก้ไขพระราชบัญญัติว่าด้วยองค์การมหาชน ซึ่งขณะนี้รัฐบาลได้ส่ง เข้าไปอยู่ที่ สนช. ก็มีหลายประเด็นที่ตรงกันกับหลายประเด็นที่ยังไม่ได้พิจารณาอยู่ ในพระราชบัญญัติฉบับนั้น ประเด็นที่ ๒ คือเรื่องการแต่งตั้งข้าราชการ ผมคิดว่าเปึนเรื่องที่มี ความสําคัญในการบริหารราชการแผ่นดิน จะถือว่าสําคัญที่สุดก็ได้ เพราะเรื่องคนก็สําคัญ ในทุก ๆ เรื่องถ้าเราต้องการจะปฏิรูปหรือปรับปรุงประสิทธิภาพประสิทธิผลขององค์กร ของหน่วยงานหรือของการทำงาน ในการแต่งตั้งข้าราชการของกระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ นั้น ยังไม่มีมาตรฐานที่ชัดเจน อย่างของกระทรวงกลาโหมอย่างน้อยก็ยังมีพระราชกฤษฎีกา ว่าด้วยการแต่งตั้งนายทหารชั้นนายพล แต่ในของกระทรวง ทบวง กรมทั้งหลายนี่น่าจะได้มี การออกพระราชบัญญัติการแต่งตั้งข้าราชการด้วยระบบคุณธรรม ซึ่งเขาก็ใช้กันมาในเกือบ ทุกประเทศทั่วโลกในการแต่ง ตั้งข้าราชการต่าง ๆ มันก็ต้องมีกฎ กติกา มีผู้แต่งตั้ง
ซึ่งเปึนกลาง ปลอดจากการเมืองให้มากที่สุด เพราะฉะนั้นในอนาคตผมคิดว่าถ้าเราสามารถ ยกร่างพระราชบัญญัติในการแต่งตั้งข้าราชการด้วยระบบคุณธรรมในระดับต่าง ๆ ตั้งแต่ ปลัดกระทรวงลงมาเลยก็จะทําให้การแต่งตั้งข้าราชการนั้นมีประสิทธิภาพแล้วก็เปึนขวัญ และกำลังใจแก่ผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่ว่าเข้าสามารถที่จะเจริญเติบโตก้าวหน้าในหน่วยงานได้ โดยไม่ต้องไปพึ่งพานักการเมือง เพราะฉะนั้นอันนี้ผมก็คิดว่าเปึนเรื่องที่สําคัญยิ่ง หรือจะไป กําหนดไว้ในรัฐธรรมนูญส่วนหนึ่งก็น่าจะเปึนไปได้แล้วก็มายกร่างเปึ้นพระราชบัญญัติ ให้มีการแต่งตั้งข้าราชการด้วยระบบคุณธรรมก็จะเปึนการเพิ่มประสิทธิภาพของการบริหาร ราชการแผ่นดินครับ ขอบพระคุณครับท่านประธาน
ขอบพระคุณค่ะ ต่อไป พลตำรวจเอก เรื่องศักดิ์ จริตเอก เชิญค่ะ
พลตํารวจเอก เรื่องศักดิ์ จริตเอก : กราบเรียนท่านประธานและสมาชิก ผู้ทรงเกียรติ กระผม พลตํารวจเอก เรื่องศักดิ์ จริตเอก สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศ หมายเลข ๑๒๔ ท่านประธานและผู้ทรงเกียรติครับ ขณะนี้เรากําลังพูดถึงในเรื่อง ของการปฏิรูป รีฟอร์ม (Reform) หรือทรานส์ฟอร์ม (Transform) นะครับในส่วนของ การบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งกระบวนการและกลไกหลักกลุ่มก้อนที่แข็งแรงแล้วก็มี พัฒนาการมาอย่างยืนยาวคือกลุ่มข้าราชการนะครับ ในส่วนของในการขับเคลื่อนตั้งแต่ สมัยโบราณกาล จนกระทั่งถึงปัจจุบันได้มีการศึกษาหลาย ๆ ส่วน ซึ่งท่านผู้ทรงคุณวุฒิ ทั้งหลายเมื่อสักครู่ท่านก็ได้อภิปรายนะครับในส่ วนของมีข้อคิดเห็นประมาณ ๘-๙ ข้อ ซึ่งผมนั่งดูที่ท่านได้ศึกษาต้องกราบขอบพระคุณ ซึ่งหัวอกของผมก็เพิ่งออกมาจาก ระบบราชการ ในส่วน ๙ ข้อนี่ผมอยากให้เหลือบไปดูในส่วนของนอกกรอบ
คือเหลือบไปดูแล้วใจซึ่งท่านกว้างอยู่แล้วนะครับ มองไปถึงโพสซิทีฟ (Positive) มองไปถึง ส่วนบวก แบบว่าจิตใจของข้าราชการนั้นซึ่งผมจำได้ว่าเด็ก ๆ ท่านปัญญานันทภิกขุ ซึ่งผมอยู่บ้านแถวนั้น ท่านจะพูดว่าข้าราชการมีหน้าที่ที่จะทําให้ประชาชนชื่นใจนะครับ ก็รวมไปถึงสังคมยอมรับแล้วก็สามารถตอบสนองความปรารถนาของพี่น้องประชาชนได้ ในส่วนนี้ผมคิดว่านอกจากเราจะดูเรื่องขนาดใหญ่ แล้วก็ความสิ้นเปลืองต่าง ๆ เหล่านี้นะครับ หรือว่าในส่วนของจิ๋วแต่แจ๋วอะไรนี่เรามีปรารถนาเช่นนั้น แต่อย่าลืมว่าสังคมไม่ได้สแต่ติก ได้นามิก (Static dynamic) อยู่เสมอ ปัญหาต่าง ๆ ก็รุมเร้ามากขึ้นเรื่อย ๆ นะครับ เราเน้นเรื่องพื้นที่ แอเรียเบส (Area based) พื้นที่ก็จะรับผิดชอบมากขึ้นต่าง ๆ เหล่านี้ เพราะฉะนั้นในโลกนี้ทรัพยากรที่มีค่าในโลกต่าง ๆ แล้วก็มีตามทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ เราไม่มีอะไร ได้มาฟรีทั้งนั้นนะครับ อยากถามว่าท่านได้ลงทุนให้กับส่วนของข้าราชการแต่ละรายบุคคลนี่ เรายังไม่จำแนกหน่วยงานต่าง ๆ นะครับ ซึ่งภายในมันอาจจะมีการเรียงตัวหรือความเหลื่อมล้ำ ภายในกันเองอีกนี่ สิ่งเหล่านี้มันมีการจัดหรือบริหารจัดการที่เปึนธรรมหรือไม่อย่างไรนะครับ หมายถึงว่าท่านอยากได้ของดี แต่ถามว่าท่านลงทุนเ ท่าไร อาทิเช่นผมเคยเปึ้นตำรวจนี่ เคยรับราชการในส่วนของอยู่กับลูกน้องข้างถนนนี่นะครับ ไม่ว่าจะเปึ้นช่วงเทศกาลสงกรานต์ หรือป้ใหม่นี่ ยกตัวอย่างนะครับ สมมุติเราได้รับเบี้ยเ ลี้ยง ๓๓ บาท ๓๓ บาทกว่าจะได้นี่ ๕-๖ เดือน ยกตัวอย่างนะครับ ข้าวแก๊งข้างถนนนี่ลูกน้องผมกับผมนี่กิน ๓๓ บาทไม่พอนะครับ แต่ขณะหน่วยงานอื่นเบิกที่ ๔,๐๐๐-๕,๐๐๐ บาทต่าง ๆ เหล่านี้ นี่เปึนความเหลื่อมล้ำ ของภายในนะครับ ก็ต้องมีการบริหารจัดการที่ดี สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้หัวใจของข้าราชการนี่ทําได้ เพราะฉะนั้นผมพูดเบื้องต้นว่าจริง ๆ แล้วบ้านเมืองเรานี่ดีนะครับ แล้วเราก็สร้างสิ่งที่ดี ๆ ให้ต่อยอดต่อไปนะครับ ผมเข้าประเด็นเลยนะครับว่าจากที่ท่านพูดมาทั้งหมดนี้ผมชื่นชมและ ขอขอบคุณด้วยนะครับ แต่ผมอยากจะบอกว่าเราต้องหันมาดูความเปึ้นรากแก้ว และรากเหง้าของความเปึนไทยของเราซึ่งมีส่วนดี ๆ อีกเยอะนะครับ ซึ่งสังคมไทยนี่น่าอยู่ ชาวต่างชาติทั่วโลกยกให้เราเปึน ๑ ใน ๑๐ หรือ ๑ ใน ๕ ของเมืองมหานครของโลกที่น่าอยู่ น่ามาท่องเที่ยวหรือน่ามาใช้ชีวิตอยู่นะครับ เอาละครับคือผมก็อยากบอกว่า เราพูดถึง เมืองไทยเลยนะครับ ผมว่าถ้าเปรียบต้นไม้ที่เปึนป์าที่อุดมสมบูรณ์ บรรพชนเราสร้างไว้ดีแล้ว เราจะต้องบำรุงพืชพันธุ์ให้ดีขึ้น แต่ผมบอกว่าเราต้องเร่งปลูกต้นไม้อีก ๕ ต้น ผมก็นั่งคิด ในห้องนี้นะครับว่า ๕ ต้นที่เราจะต้องรีบปลูกขึ้นมาในสังคมเราหรือช่วยกันปลูก ต้นที่ ๑
คือต้นของที่เรียกว่าต้นฟังก์ชัน (Function) หน้าที่ความรับผิดชอบ ท่านมีสิทธิแต่ท่านต้อง รู้หน้าที่ด้วยทุกคนร่วมทั้งข้าราชการไทยนะครับ ต้องมีการจัดสรรหน้าที่ที่สอดคล้องกันนะครับ แล้วก็ให้เกิดความหลากหลายในส่วนของหน้าที่ที่ชัดเจน มีบอร์เดอริง (Bordering) มีเขตจำกัดข้องหน้าที่ที่ชัดเจน เพราะว่าความต้องการของภาคสังคมหรือประชาชนมากขึ้น ๆ แต่ว่าหน้าที่ของเราคืออะ ไร่ เช่นทศวรรษหน้าของตำรวจนี่ อาจจะมุ่งไปสู่การปัองกัน และการบริการเหล่านี้นะครับ สิ่งเหล่านี้ก็ต้องให้เกิดความชัดเจน เพราะหน้าที่เราฟังว่า หน้าที่คือธรรมะ คือทำหน้าที่นี่บางคนบอกว่าเปึนข้าราชการนี่ เงินเดือนน้อยแต่ต้องไป ไปเพื่อไปทำบุญ อย่างครูบาอาจารย์นี่บอกว่าไปสอนเด็กเงินเดือนน้อย แต่ไปก็มีกำลังใจตื่นขึ้น ไปเพื่อทำบุญ อยู่กับเด็ก คือใจมันกระชุ่มกระช่วยอยู่ได้ ถึงแม้รายได้จะต่ำแต่เราก็อยู่ได้ เพราะเราไปทำบุญ อย่างนี้ก็คือเน้นเรื่องหน้าที่ ๒. คือลดสวัสดิการครับ เวลแฟร์ (Welfare) ผมบอกแล้วว่าเราให้เขาเท่าไร ให้แล้วเปึ้นธรรมไหม เราอยากจะได้ของดีก็ต้องลงทุนนะครับ แต่ถ้าให้ข้อ ๒ แล้ว ให้ดีแล้ว ข้อ ๓ ผมจะพูดต่่อไปคือดิสซิพลิน (Discipline) ให้ดีอยู่ดีแล้ว ท่านยังดื้อ ท่านยังไม่ทำ บริการไม่เปึ้นที่ประทับใจ ประชาชนตาสีตาสาขึ้นมางันงก์ มาสถานที่ราชการถอดร้องเท้าแตะ กลัวงันงก์ ทั้งชีวิตเคยขึ้นมาโรงพักครั้งเดียว คือมาที่เขต มาอำเภอครั้งเดียว แต่ชีวิตเขากลับไปนอนร้องไห้อย่างนี้ไม่ได้นะครับ เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ ต้องบริการให้ดี ก็คือว่าให้เยอะแล้ว ข้อ ๒ ไม่ดี ดิสซิพลิน (Discipline) ต้องแข็ง ลงโทษครับ ผมเน้นลงโทษ คนดีต้องรักษา คนไม่ดีเราก็ต้องลงโทษนะครับ อันที่ ๔ คือต้องสร้าง คอนเชียส (Conscious) จิตสํานึก
เราไปประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกเขาบอกว่าเขามีความเดือดร้อน บอกไปช่วยบ้านโน้นก่อน ไปช่วยบ้านนี้ก่อน หรือสิ่งต่าง ๆ ที่เขาทำผิดก็มีสิทธิไปอีก เกตสมาร์ท (Get smart) ลาออก ต่าง ๆ เหล่านี้ ของเราไม่ลาออก เราต้องสร้างจิตสำนึกอย่างนั้น เกตสมาร์ท (Get smart) ในหัวใจก่อน เกตสมาร์ท (Get smart) ให้คนอื่นเขายอมรับมีความเชื่อถือ ต้องสร้างจิตสํานึก ตั้งแต่ตัวบุคคลไปถึงภาคสังคมและประชาชนนะครับ อันสุดท้ายอีกอันซึ่งเราอภิปรายกันเยอะ แล้วก็คือพาร์ทิซิเพต (Participate) การมีส่วนร่วม การมีส่วนร่วมตั้งแต่ตัวเรา ในบ้านเรา มีส่วนร่วม แล้วก็ชุมชนมีส่วนร่วม เปึนไปไม่ได้ที่จะทำโดยลำพัง หน่วยราชการต้อง เอาต์ซอร์ส (Outsource) หรือเอาส่วนต่าง ๆ มาช่วยอีกเยอะแยะเพราะปัญหามันรุมล้อม และปัญหาไม่ได้อยู่กับที่ ต้องปลูกต้นไม้ ๕ ต้นนี้ครับ กราบขอบคุณท่านประธานครับ ขอบคุณครับ
ขอบพระคุณค่ะ ต่อไปท่านอำพล จินดาวัฒนะ เชิญค่ะ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม นายแพทย์อำพล จินดาวัฒนะ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศครับ ต้องกราบขอบพระคุณท่านประธานแล้วก็ท่านผู้แทนของ สปช. ที่ได้นำเสนอ ผมคิดว่า ตั้งแต่เมื่อเช้าแล้วที่ดอกเตอร์สีลาภรณ์สรุป แล้วก็ที่ทั้ง ๒ ท่านได้สรุปเรื่องการปฏิรูป การบริหารราชการแผ่นดินนี่มีบางเรื่องที่ซ้อนกันพอดีโดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องงบประมาณ ผมคิดว่าวาระที่พูดในวันนี้เปึนวาระปฏิรูปที่สําคัญมาก จริง ๆ แล้วผมถือว่าสําคัญสูงสุด แต่จะพูดแบบนั้นคงไม่ได้ เพราะว่าหลังจากที่เราไปจัดลำดับความสำคัญแล้วเรามี ๕ เรื่อง คือปฏิรูปการเมือง การศึกษา ทุจริตคอร์รัปชัน กฎหมายและยุติธรรม เศรษฐกิจ บังเอิญ ปฏิรูปบริหารราชการแผ่นดินไม่อยู่ใน ๕ เรื่อง แต่ผมคิดว่าอย่างในความเห็นและในสิ่งที่ท่าน ได้วิเคราะห์ไว้ผมคิดว่าเรื่องนี้เปึนเรื่องสําคัญมาก อยากจะเรียกว่าอย่างนั้นก็ได้นะครับ น่าจะอยู่ใน ๑๐ เรื่องแรกที่จําเปึ้นที่จะต้องให้ความสนใจในการขับเคลื่อนการปฏิรูป ให้ประสบความสําเร็จ ซึ่งท่านสมาชิ ก็หลายท่านได้อภิปรายไปแล้ว กระผมคิดว่า เรื่องยุทธศาสตร์ชาติท่านอาจารย์ดอกเตอร์ยงยุทธ์ได้พูดไว้ชัดเจน ผมคิดว่าเราต้องมีหน้าที่ ช่วยรัฐบาล ช่วย สนช. ผลักดันร่าง พ.ร.บ. ฉบับที่ได้มีการยกร่างไว้แล้ว ซึ่งจะเปึนเครื่องมือ เปึนกลไก เปึ้นระบบในการที่จะทำให้เกิดกระบวนกำรทำยุทธศาสตร์ชาติอย่างต่อเนื่อง
อันนี้คงจะเปึนหน้าที่ที่เราจะต้องช่วยกันขับเคลื่อน ประเด็นที่ ๒ คือเรื่องการปฏิรูประบบ งบประมาณ ดอกเตอร์สีลาภรณ์พูดถึงเมื่อเช้า แล้วก็ท่านเบญจวรรณพูดถึง อันนี้ก็สำคัญมาก ถ้าท่านได้ศึกษาแล้วจะพบว่าข้อเสนอที่ได้ใส่ไว้จะทําให้เกิดการปฏิรูปการกระจายอํานาจด้วย ปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดินอื่น ๆ ตามไปด้วย ทั้งเรื่องส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ส่วนท้องถิ่นต่าง ๆ นะครับ และประเด็นที่ ๓ ที่สำคัญก็คือเรื่องการกระจายอำนาจ ซึ่งอาจจะอยู่ตรงนี้ส่วนหนึ่งและจะไปอยู่ตรงเรื่ององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอีกส่วนหนึ่ง ผมคิดว่าทุกท่านคงเห็นตรงกันแล้วละว่าเรื่องของการปฏิรูปบริหารราชการแผ่นดินนี่สําคัญ ทําไมเปึนอย่างนั้นล่ะ เพราะว่าเราได้ใช้ระบบการรวมศูนย์แบบแยกส่วนเลยนะครับ รวมศูนย์แบบแยกส่วนมาเปึนเวลาช้านาน ซึ่งก็มีประโยชน์ มากในการทำให้บ้านเมือง ขับเคลื่อนมาถึงวันนี้นะครับ แต่พอมาถึงวันนี้แล้วถ้าเรายังใช้เครื่องมือเดิม วิธีการเดิม มันจะไปลําบาก อันนี้หลายท่านก็พูดไปแล้ว ผมคิดว่ากรณีที่เรายกระดับเรื่องของการปฏิรูป การศึกษาเปึนลำดับความสำคัญที่ ๒ นี่เปึนกรณีตัวอย่างครับ จริง ๆ แล้วระบบการศึกษานั้น ก็ตัวแทนระบบราชการนั่นเองแบบรวมศูนย์ ถ้าเราปฏิรูประบบราชการหรือระบบ บริหารราชการแผ่นดินไม่ได้ระบบการศึกษาก็ปฏิรูปไม่ได้หรอกครับ ก็อยู่อย่างนี้ แล้วก็เกิดเปึ้นปัญหาและอุปสรรคในขณะนี้นะครับ อันนี้ผมยกตัวอย่างให้เห็น ประเด็น ที่อยากจะกราบเรียนให้เห็นว่าทําไมเราจะต้องให้ความสนใจและให้ความสําคัญเรื่องนี้สูงมาก เพราะว่าทั่วโลกนั้นการอภิบาลในอดีตเราใช้การอภิบาลโดยรัฐก็คือการบริหารราชการแผ่นดิน แบบรวมศูนย์และแยก ส่วนหรือกัฟเวิร์นแนนซ์ บาย สเตท์ (Governance by state) วันนี้พบว่าโลกทั้งโลกได้ขยับมามีกัฟเวิร์นแนนซ์ (Governance) อีก ๒ แบบคือการอภิบาล โดยตลาด ซึ่งเปึนมหึมามากนะครับการอภิบาลโดยตลาดหรือกัฟเวิร์นแนนซ์ บาย มาร์เกต (Governance by market) ซึ่งเราทราบกันดี แต่วันนี้เข้าสู่ยุคที่จะต้องให้ความสนใจ และให้ความสำคัญกับ การอภิบาลโดยเครือข่ายหรือการอภิบาลแบบหุ้นส่วน หรือกัฟเวิร์นแนนซ์ บาย เนตเวิร์ก (Governance by network) หรือกัฟเวิร์นแนนซ์ บาย พาร์ตเนอร์ชิพ (Governance by partnership) ผมคิดว่าตรงนี้ครับ ๓ อันนี้จะต้องนำมาสู่ การผสมให้ดีในการบริหารราชการแผ่นดิน
ไม่มีวิธีใดดีที่สุดนะครับ แต่จะต้องผสม ๓ ส่วนนี้ให้ได้อย่างลงตัว ก็เปึ้นหน้าที่ใหญ่ ของสภาของเราที่จะต้องช่วยรัฐบาลขับเคลื่อนเรื่องนี้ ประเด็นที่ ๒ ที่อยากกราบเรียน ท่านประธานครับ เมื่อวันอังคารที่แล้วผมได้แตะไปนิดหนึ่งถึงเรื่องฮาวทู (How-to) ขณะนี้คิดว่า เราอยู่ในสภาวะที่เราจำเปึ้นที่จะต้องเช็ก (Check) ทุน แล้วก็ช่วยกันขบคิดว่าเราจะทำงาน อย่างไร สภาของเราคงไม่ใช่เปึนสภาที่พูดกันไปเรื่อย ๆ แบบนี้ หรือมีข้อเสนอแต่จะต้อง ทำให้สำเร็จ ผมได้แตะไปถึงเรื่องที่คณะกรรมาธิการวิสัยทัศน์และการออกแบบ อนาคตประเทศไทยก็ได้แตะไว้ วันนี้ผมขอเวลาท่านประธานนิดเดียวเพราะวันนั้น ผมไม่สามารถที่จะลงไปในเนื้อได้นะครับ ผมพูดตรงนี้เพื่อจะเรียนว่าเครื่องมือเหล่านี้ และสิ่งเหล่านี้มันใช้กับเรื่องปฏิรูปบริหารราชการแผ่นดินก็ได้ และเรื่องอื่น ๆ ที่เราจะต้อง ทําต่อไปซึ่งมีการเขียนไว้แล้ว อาจจะต้องมีคณะอะไรขึ้นมาเพื่อจะศึกษาเรื่องนี้ให้กระจ่าง และวางกระบวนการในการทำงานของพวกเราต่อไปข้างหน้า ผมอยากจะเรียนอย่างนี้ว่า เขาพูดไว้ ๕ เรื่องที่ผมเรียนแล้ว เรื่องที่ ๑ เขาบอกว่าวิธีการที่จะกําหนดกระบวนการปฏิรูป ต้องคิดสิ่งที่ควรจะเปึนและสิ่งที่เปึนอยู่เพื่อหาช่องว่างแล้ววางแผนปฏิรูป ผมคิดว่าเรื่องนี้ สปช. ทำไปเยอะแล้วครับ เยอะพอสมควร ถ้าเรากลับไปดูรายงานทั้งหลาย ประเด็นที่ ๒ ที่จะต้องทำคือจะต้องหาผู้รับผิดชอบหลักในเรื่องนั้น หาผู้รับผิดชอบร่วมให้ได้ หาแนวร่วม พันธมิตรให้ได้ แล้วก็จะต้องมีผลลัพธ์์ที่เปึนรูปธรรม มีตัวชี้วัดผลลัพธ์ความสัมฤทธิ์ผล และมีกลุ่มเปัาหมายที่ได้รับผลกระทบทางบวก มีกลุ่มเปัาหมายที่ได้รับผลกระทบทางลบ อันนี้มีทั้งหมด ๗ ประเด็น อยู่ในเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) เขาศึกษาไว้อย่างดีนะครับ ผมคิดว่านี่สําคัญ เพราะแผนที่เราทําเรื่องวาระปฏิรูปที่ สปช. ทําไปนั้นยังไม่ไปถึงขั้นนี้ ยกตัวอย่างเช่นถ้าเราจะว่าด้วยปฏิรูปบริหารราชการแผ่นดินใครได้รับผลกระทบบวก ใครได้รับผลกระทบลบ หน่วยใดเปึ้นผู้รับผิดชอบหลัก ใครเปึ้นผู้รับผิดชอบร่วม พันธมิตร อยู่ตรงไหน แล้วถ้าเราจะปฏิรูประบบบริหารราชการแผ่นดินผลลัพธ์ที่เปึ้นรูปธรรมคืออะไร ตัวชี้วัดคืออะไร นี่แหละที่ผมขออนุญาตกราบเรียนประเด็นที่ ๒ ข้อที่ ๓ ที่เขาพูดไว้ เขาบอก แค่นี้มันไม่พอ จะต้องคิดมาตรการการปฏิรูป เขาใช้คําว่ารีฟอร์ม อินิชิเอทีฟ (Reform initiative) และหาจุดคานงัดให้เจอ แล้วหาตัวขับเคลื่อนหลักคือคีย์ได้ร์ฟเวอร์ (Key driver) เราเปึนสภาขับเคลื่อนก็จริงแต่เราไม่ได้เปึนคนได้ร์ ฟ (Drive) จริง ๆ เราเปึนคนช่วยรัฐบาล ได้ร์ฟ (Drive) การได้ร์ฟ (Drive) ต้องเปึนฝ์ายอำนาจคือฝ์ายบริหารราชการแผ่นดินแน่
แล้วตรงไหนล่ะครับ วันนี้มีเพื่อนสมาชิกพูดชัดเจน บางเรื่องดูเหมือนมีกฎหมายอยู่แล้ว มีหน่วยงานที่ทำอยู่แล้ว เราจะต้องค้นตรงนี้ให้เจอใช่ ไหมครับ แล้วก็หาจุดคานงัดให้ได้ อันนี้คือข้อ ๓ ข้อที่ ๔ เขาพูดไว้มีทั้งหมดเปึนวงจรเขี ยนไว้ชัดเจนวงจร ๖ ข้อ ข้อที่ ๑ เขาบอกว่าถ้าจะปฏิรูปต้องปรับรื้อโครงสร้างและระบ บอะไร ตรงนี้ต้องลงลึกแล้วนะครับ ไปถามส่วนราชการทั่วไปก็ไม่ได้ ที่เราทำแผนไว้เราอาจจะลงไม่ถึงขั้นนั้น การปรับรื้อกลไก กระบวนการทำอย่างไร ระดับโครงสร้างและระบบ และระดับกลไกและกระบวนการ การปรับเปลี่ยนหรือปรับรื้อองค์กร มีไหมองค์กรไหนต้องยุบ องค์กรไหนต้องเพิ่ม จะออกแบบอย่างไร การปรับรื้อระบบธรรมาภิบาลจะทำอย่างไร บางท่านท่านพูดไว้ชัดเจน การถ่ายโอนอํานาจและความรับผิดชอบจะทําอย่างไรครับ และการยกระดับขีดความสามารถ ที่จะไปสู่ระบบที่เราจะปฏิรูปใหม่ได้ทําอย่างไร อันนี้ข้อ ๔ มีอยู่ ๖ ขั้นตอน ๖ ข้อที่สําคัญ ที่เราคงจะต้องคิดไปให้ทะลุไม่อย่างนั้นเราทําไม่ได้ครับ และสุดท้ายข้อที่ ๕ เขาบอกว่า พอคิดอันนั้นเสร็จหมดแล้วต้องมีอีก ๖ เรื่อง เรื่องที่ ๑ ต้องบริหารการเปลี่ยนแปลง เช่นจ์ แม้เนจเมนต์ (Change management) ใครทำครับ มันไม่ใช่วันเดียวเสร็จนะครับ นานแค่ไหน มีแผนการบริหารไหม อันที่ ๒ มีปัจจัยอะไรที่ควบคุมไม่ได้ไหมถ้าจะเดิน ไปตามนั้น อันที่ ๓ อุปสรรคคืออะไร อันที่ ๔ ผลสัมฤทธิ์ที่จะเกิดขึ้นได้เร็วคืออะไร อันที่ ๕ คือการบริหารจัดการความขัดแย้ง มีแน่นอนครับ ปฏิรูปที่ไหนไม่มีความขัดแย้งเปึนไปไม่ได้ แล้วจะบริหารความขัดแย้งอย่างไร และอันที่ ๖ จะชดเชยให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบทางลบ อย่างไร ผมขออนุญาตใช้เวลาของท่านประธานที่กรุณานี่นะครับ เพื่อจะลงตรงนี้เพื่อเปึน กรณีตัวอย่างไว้ว่ามันมีอยู่ในนี้เราดูเหมือนว่าเราต้องคิดค่อนข้างละเอียดครับ
ไม่เช่นนั้นเราคิดเรื่องใหญ่ ๆ แล้วได้ข้อเสนอแล้วถ้าคิดไปสู่ละเอียดในการขับเคลื่อนไม่ได้ ที่ชัดเจนมันก็ปฏิรูปไม่ได้ ซึ่งเปึนหน้าที่ของเราที่เราจะต้องหาทางแสวงหาการขับเคลื่อนไปสู่ ผลสัมฤทธิ์ให้เปึ้นรูปธรรมครับ ขอบพระคุณท่านประธานครับ
ขอบพระคุณค่ะ ดิฉันฟังแต่จดไม่ทันเดี๋ยวจะไปหาในเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) คือเปึนเงื่อนไขสำคัญที่จะทำให้การขับเคลื่อนสําเร็จและต้องเปึนไปตามสเตป (Step) ทั้ง ๕-๖ ข้อนั้นอันนี้สําคัญมากเลย มีสมาชิกท่านใดจะขออภิปรายอีกไหมคะ เพราะรายชื่อที่ส่งมาที่ดิฉันหมดแล้ว ถ้าไม่มีดิฉันจะกราบเรียนเชิญท่านยงยุทธ์ สาระสมบัติ กรุณากล่าวอะไรเล็กน้อยค่ะ ขอบคุณค่ะ
ขอบพระคุณครับท่านประธานที่เคารพ และท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่าน ในฐานะที่เปึ้นตัวแทนของกรรมาธิการกลุ่มบริหาร ราชการแผ่นดินทั้งของ สปท. และ สปช. นะครับ ขอบคุณความเห็นของท่านอย่างยิ่ง ผมว่า ความเห็นของท่านจะเปึนประโยชน์อย่างมาก โดยเฉพาะที่ สปท. จะดําเนินการต่อไป สำหรับท่านที่เปึนกรรมาธิการหรือแสดงความจำนงที่จะอยู่ในกลุ่มบริหารราชการแผ่นดิน คงจะสามารถเสนอในการประชุมกรรมาธิการได้อยู่แล้ว แต่สําหรับท่านที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่มของ บริหารราชการแผ่นดินหรือกรรมาธิการบริหารราชการแผ่นดิน ผมและท่านเบญจวรรณ จะขออนุญาตที่ประชุมกรรมาธิการเชิญท่านไปให้ความเห็นที่เปึ้นประโยชน์ มีนิดหนึ่ง ที่จะเรียนเพิ่มเติมคือบางท่านมีอยู่ท่านหนึ่งที่สงสัยว่าแนวนโยบายพื้ นฐานแห่งรัฐ กับยุทธศาสตร์ชาติต่างกันอย่างไร ความจริงผมคิดว่าท่านคงทราบอยู่แล้วท่านคงจะถามขึ้นมา เพื่อความกระจ่างเท่านั้นเอง แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐคำชัดเจนอยู่แล้วเปึ้นพื้นฐาน พื้นฐานความจําเปึนแห่งรัฐคือความจําเปึนว่ารัฐจะต้องทําอะไร แต่ในเรื่องของยุทธศาสตร์ชาตินั้น ทํามากกว่าพื้นฐานแห่งรัฐ ยุทธศาสตร์ชาติต้องมองไปข้างหน้าเปึ้นเรื่องของการพัฒนา อย่างที่ผมกราบเรียนเมื่อตอนต้นว่า ๖๐ ประเทศทั่วโลกมียุทธศาสตร์ชาติ ฉะนั้นทุกคน ต้องพัฒนาเราก็ต้องพัฒนานั่นเรื่องที่ ๑ นะครับ ประเด็นที่ ๒ แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ เปั้าหมายไ ม่ชัดเจน แต่ยุทธศาสตร์ชาติมีเปัาหมายชัดเจนและมีความต่อเนื่อง อย่างน้อยต้อง ๒๐ ป้ และ ๒๐ ป้มีการปรับเปลี่ยนได้ คำถามต่อไปว่าแล้วยุทธศาสตร์ชาติ ต่างกับแผนพัฒนาอย่างไร แผนพัฒนาที่เราทํากันอยู่ส่วนใหญ่จะ ๕ ป้ แต่ยุทธศาสตร์ชาติ
ยาวกว่านั้นแต่สามารถจะมีการตรวจสอบปรับปรุงทุก ๕ ป้ หรือถ้ามีเหตุการณ์ใดกระทบ ต่อเปัาประสงค์สำคัญของยุทธศาสตร์ชาติก็สามารถเปลี่ยนแปลงได้ อันนี้สั้น ๆ ความจริง มีมากกว่านั้น ขอบพระคุณครับท่านประธาน
ขอบคุณค่ะ ดิฉันคิดว่าความเห็นของทุกท่านที่เสนอมาเกี่ยวกับการบริหาร ราชการแผ่นดินวันนี้เปึนประโยชน์ หลายท่านจะเน้นทางด้านปัญหาอุปสรรค หลายท่าน ก็ชี้แนะว่าควรจะทำอย่างไร ฝ์ายเลขาควรจะสรุปออกมาไม่จดเปึนรายงานการประชุม ไม่จดเปึนถอดเทป (Tape) นะคะ แต่สรุปประเด็นออกมาว่าสาระทั้งหมดมีอะไรบ้าง เพื่อเราจะได้นําส่วนนี้ตอนตั้งกรรมาธิการแล้วเราจะได้นําความเห็นของท่านที่อภิปราย วันนี้ทั้งหมดไปรวมให้คณะกรรมาธิการในด้านนี้ต่อไป นับว่าเราได้อภิปรายกันครบถ้วน ในเรื่องการบริหารราชการแผ่นดิน ดิฉันก็ไปตามวาระ เทค (Take) วาระนะคะ
ระเบียบวาระที่ ๒ รับรองรายงานการประชุม ไม่มี
ระเบียบวาระที่ ๓ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว ไม่มี
ระเบียบวาระที่ ๔ เรื่องที่ค้างพิจารณา ไม่มี
ระเบียบวาระที่ ๕ เรื่องที่เสนอใหม่ ไม่มี
ระเบียบวาระที่ ๖ เรื่องอื่น ๆ ไม่มี
วันนี้ครบระเบียบวาระการประชุมทั้งหมดแล้วรู้สึกเราจะเลิกเร็วกว่ากำหนด ที่เมื่อเช้าข้อมติไว้ ในเมื่อหมดประเด็นสาระสำคัญเราก็เลิกตามเวลาที่เราได้ทำงานกันมา ครบถ้วน ดิฉันขอป่ดประชุมค่ะ