สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๔ · ๒๖ ตุลาคม ๒๕๕๘

อลงกรณ์ พลบุตร เสนอแนะว่าสภานิติบัญญัติแห่งชาติมีส่วนสำคัญในการจัดทำรัฐธรรมนูญ และมีการจัดระบบในการทำงานร่วมกันระหว่างสภาผู้แทนราษฎร กรมประชาสัมพันธ์ และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการทำงานร่วมกันและประสานงานระหว่างหน่วยงานต่างๆ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายของการปฏิรูปประเทศในระยะเวลาที่กำหนด และเสนอแนวคิดในการบัญญัติวิธีการกำหนดยุทธศาสตร์ชาติเป็นกฎหมาย

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณดอกเตอร์สีลาภรณ์ครับ สำหรับประเด็นคำถามที่ได้ตั้งประเด็น นอกเหนือจากที่ดอกเตอร์สีลาภรณ์ได้นำเสนอเรื่องการสังเคราะห์การขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศนะครับ ประเด็นน่าสนใจมากที่ท่านสมาชิก ๖-๗ ท่านได้กรุณา ทั้งตั้งข้อสังเกตและข้อแนะนำ ทั้งเกี่ยวข้องโดยตรงกับงานวันนี้และงานวันหน้าของเรา รวมทั้งเชื่อมโยงไปถึงการทํางานของแม่น้ําสายต่าง ๆ เช่นเรื่องของรัฐธรรมนูญ ความจริง สปท. จะมีส่วนเกี่ยวโยงกับรัฐ ธรรมนูญโดยตรงเฉพาะในส่วนการจัดทำพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายลูกเท่านั้นนะครับ ไม่เหมือน สปช. ที่ประธาน สปช. เปึ้นคนตั้งกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ๓๖ ท่าน ๒๐ ท่าน มาจาก สปช. และก่อนจะยกร่างได้ต้องส่งความเห็น ท่านจำได้ว่ำ ๑๙ ธันวาคม สปช. ประชุมกัน ๓ วัน แล้วก็สรุปความเห็นได้ทั้งหมด ๒๔๖ ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญ ส่งมอบให้กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญตอนนั้นจึงจะเริ่มต้นยกร่างเปึ้นทางการได้ตั้งแต่วันที่ ๒๐ ธันวาคม จากนั้นเสร็จร่างแรกส่งกลับมาประชุม ๗ วัน ๗ คืน ๒๐ เมษายน ถึง ๒๖ เมษายน ป้ ๒๕๕๘ แล้วท้ายสุดก็คือการเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ แล้วก็ตกตายไปตามกัน เรียบร้อยแล้ว แต่นั่นก็คือสิ่งที่มั่นให้เห็นว่าการจัดทํารัฐธรรมนูญเมื่อสิ้นสุดตรงนั้น

รัฐธรรมนูญแก้ไขใหม่กําหนดว่าภายใน ๓๐ วันนับแต่วันสิ้นวาระของกรรมาธิการยกร่าง รัฐธรรมนูญจะต้องตั้งกรรมการร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมา มีเวลาจัดทํารัฐธรรมนูญไม่เกิน ๑๘๐ วัน เพราะในช่วงนี้จึงได้มีการประสานงานโดยความกรุณาท่านประธานมีชัย ก็มีนโยบายเป่ดรับฟังความคิดเห็นทุกภาคส่วน ก็ประสานมาที่ สปท. เราก็จัดลำดับในเรื่อง ของวาระการแสดงความคิดเห็น แต่ก่อนหน้านี้ท่านประธานทาง สปท. เราก็ส่งสรุปประเด็น ความเห็นทั้ง ๒๔๖ ประเด็นเดิมของ สปช. แล้วก็ในช่วงการประชุม ๗ วัน ๗ คืน เมื่อเดือนเมษายนส่งไปให้กับกรรมการร่างรัฐธรรมนูญนะครับ ดังนั้นระหว่างนี้ไม่ได้มี ข้อจำกัดใด ๆ ที่สมาชิกแต่ละท่านจะได้ส่งความเห็นเปึนการส่วนตัวไปยังกรรมการ ร่างรัฐธรรมนูญ ประการที่ ๒ การบูรณาการในเรื่องการทํางานร่วมกันกับการร่างรัฐธรรมนูญนั้น จะมีการจัดระบบวิป (Whip) ในการทำงานระหว่าง สนช. กรธ. และ สปท. โดยที่ตั้งแต่ต้นน้ำ ก็คือการรับฟังความคิดเห็นนั้น สปท. ได้เป่ดศูนย์สื่อสาร สปท. และ กรธ. ไปแล้ว เมื่อวันที่ ๒๐ ตุลาคม สัปดาห์ที่แล้วใน ๑๑ ช่องทาง

ประการที่ ๒ ก็คือว่าเราจะออกไปทำงานร่วมกันเดินไปหาประชาชน ไม่ใช่เพียงแค่มาอยู่ที่นี่ แล้วก็รับฟัง แต่จะเดินไปหาประชาชน และคราวนี้ภายใต้นโยบายของท่านนายกรัฐมนตรี และท่านประธานของทุกแม่น้ำก็ให้มีการจัดทำงานแบบ ๔ ประสานที่ทำงานโดยตรงกับ ประชาชนก็คือ กรธ.์ สปท. สนช. ครม. ครับ จัดกิจกรรมตั้งแต่เดือนหน้าออกไปยังภูมิภาค ไปรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ไปรายงานประชาชนว่ารัฐบาล คณะรัฐมนตรีดำเนินการ ปฏิรูปประเทศมากน้อยแค่ไหน คืบหน้าอย่างไร เราไม่ใช่เพิ่งมาปฏิรูปเมื่อมี สปช. นะครับ รัฐบาลปฏิรูปมาตั้งแต่แถลงนโยบาย แล้วก็เดินหน้าปฏิรูปไปหลายเรื่องหลายราวมากทีเดียว มีความคืบหน้า และเมื่อได้รับเรื่องของทาง สปช. ไปไม่ใช่รับเมื่อวันที่ ๑๓ สิงหาคม รับมา ตั้งแต่ต้นป้ ๒๕๕๘ ครับ เรามีระบบการทำงานในการประสานกับวิป (Whip) ทางคณะรัฐมนตรี ส่งไปคณะรัฐมนตรีเขาไม่ใช่ตอบมาแล้วก็แช่นิ่ งอยู่ตรงนั้นครับ เมื่อเราส่งไปแล้วทาง ครม. เข้าที่ประชุม ครม. เขาจะแจ้งจากนั้นเปึนต้นมาครับว่าพัฒนาการของการขับเคลื่อนปฏิรูป ในภาคที่ใช้อํานาจทางบริหารของรัฐบาลไปถึงไหนแล้ว เพราะฉะนั้นตั้งแต่เดือนมกราคม ป้ ๒๕๕๘ เปึนต้นมาเมื่อ สปช. ได้ส่งทั้งข้อเสนอปฏิรูปเร็วที่เราเรียกว่าควิกวิน (Quick win) แล้วก็ไล่เรียงเรื่อยมานั้น คณะรัฐมนตรีได้มีมติ บางเรื่อง สนช. รับมายกร่างเสร็จออกเปึ้น กฎหมายใช้บังคับหลายฉบับแล้วครับ ทั้งการปฏิรูปราชการแผ่นดิน พ.ร.บ. อำนวย ความสะดวก หรือว่าในเรื่องของการปฏิรูปการทุจริตคอร์รัปชัน แก้กฎหมายเพิ่มอํานาจ แม้แต่ภาคีความตกลงระหว่างสหประชาชาติ อนุสัญญาต่าง ๆ เหล่านี้ขับเคลื่อนกันไป เยอะมากแล้ว ผมถึงบอกว่าวันนี้ต้องอัปเดต (Update) ให้ได้ ไม่อย่างนั้นถ้าเราไม่ให้เชื่อมต่อ เชื่อมโยงโซ่ข้อกลางตรงนี้เราก็จะไปคิดว่าเขายังไม่ได้ทํา เราก็จะคิดว่าเขายังไม่ได้คิด แต่หน้า ที่เราก็คือขับเคลื่อนให้สัมฤทธิ์ ผลครับ ไม่ใช่เปึ้นสภาที่ปรึกษาเพียงเท่านั้น แต่กระบวนการทำงานของแม่น้ำ ๕ สายซึ่งวันที่ ๒๘ คือวันพุธที่จะถึงนี้ท่านนายกรัฐมนตรี จะมามอบนโยบายแนวทางให้เห็นชัดเจนเลยว่าไม่ใช่ส่งข้อเสนอไปแล้วจบแค่นั้น ครับ หน้าที่เราคือต้องทํางานเคียงบ่าเคียงไหล่จนการปฏิรูปนั้นสําเร็จครับ เพราะในกรรมาธิการ ที่ออกแบบโดยกรรมาธิการยกร่างข้อบังคับจะมีทั้งลักษณะของสาขาปฏิรู ปีเปึนพื้นฐาน ๑๑ ด้าน และเฉพาะอะเจนดาเบส (Agenda base) อย่างที่เราจัดลำดับในช่วงเชิงปฏิบัติการ ประการที่ ๑ กับ ๒. ก็คือข้อเสน อแนะวันนี้ด้วย และกลไกทำงานต่อไปก็จึงจะไปอยู่ที่ ชุดกรรมาธิการ เราถึงต้องการตั้งหลักตั้งลำเพียงแค่ ๓๐ วันแรก จากนั้นลงมือทำงานเลย

เสร็จแล้วส่งทั้งที่เปึนร่างกฎหมาย ทั้งที่เปึนเรื่องของที่เปึนข้อเสนอ ถ้าหากว่ารัฐบาลสามารถ ใช้อํานาจทางบริหารได้ แม้แต่มาตรา ๔๔ เพื่อการปฏิรูปทําได้ทันที แต่ถ้าเปึนการปฏิรูป ที่เรียกว่าการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างและระบบต้องมีการตรากฎหมายใหม่ ปรับปรุง กฎหมาย แก้ไขกฎหมายใหม่ ท่านยังไม่ต้องไปคิดอะไรใหม่หรอกครับ ตัวร่างกฎหมายและ ตัวที่เปึนกรอบกฎหมาย ๒๒๔ ฉบับที่ สปช. เขาเสนอไว้แล้ว แต่ละคณะไปกลั่นไปกรอง อะไรที่เห็นว่าทำได้ซึ่งท่านประธานพรเพชร ประธาน สนช. ได้ประสานท่านประธานทินพันธุ์ ผมเองก็ประสานกับท่านรองประธานคนที่หนึ่งในการขับเคลื่อน และเรามีวิป (Whip) ตรงนี้ ระหว่าง สนช. กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ แล้วก็ สปท. ทั้งกลไกที่ขับเคลื่อนนอกสภาและในสภา เพื่อให้บรรลุของการปฏิรูปภายในกรอบเวลา ๑ บวก ๑ บวก ๑๘ เราจะเห็นผลโดยเร็วครับ แต่ก่อนเห็นผลท่านต้องรู้ว่าเขาทํามาถึงไหนแล้ว และไม่ได้ทําแล้วอยู่ตรงนั้น วันนี้การขับเคลื่อน การปฏิรูปของรัฐบาลนั้นบางส่วน ลงไปถึงกรม ไปถึงกอง บางส่วนสํานักงบประมาณ จัดงบประมาณป้หน้าแล้วครับ มันไม่ใช่อย่างที่เราคิดว่าเราทําเสร็จแล้ว เขาถึงปฏิรูป เข้าปฏิรูปกันมาป้หนึ่งแล้วครับ เพราะฉะนั้นอันนี้อยากให้เข้าใจว่าพลวัตการทํางานของเรา จึงต้องเร่งรัด แต่การเร่งรัดของเรารวดเร็วแล้วต้องรอบคอบรอบด้าน คือให้รู้ว่าเขาทำมา ถึงไหนแล้ว ไม่อย่างนั้นเราจะเสียเวลาไปเชิญส่วนราชการมา มาชี้แจงอีก ไม่ใช่ครับ

หน้าที่วันนี้คือเมื่อให้ ๒๐๐ ท่านได้ระดมความคิดเห็นครบ ๑๑ ด้านแล้ว และในระหว่างนั้น ข้อบังคับเสร็จ ตั้งกรรมาธิการเสร็จเรียบร้อยแล้วลงมือทำงานทันที หน้าที่คือชุดเล็ก จะไปจัดลำดับความสำคัญว่าระต่าง ๆ แล้วก็เลือกกฎหมายที่สามารถออกได้ทันที กระบวนการประสานงานได้วางแผนขับเคลื่อนกันไว้ในระดับแม่น้ำ ๕ สายไว้ชัดเจนแล้วครับ ดังนั้นก็เรียนให้ทราบว่าข้อกังวลห่วงใยและข้อแนะนำของท่านนั้นก็ใจตรงกันแล้วก็รวมทั้ง แม่น้ำทุกสายด้วยนะครับ ส่วนเรื่องของการขับเคลื่อนจากนี้ไปก็คือในส่วนของการชี้แจง ให้เห็นภาพรวมการสังเคราะห์เพื่อการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศก็ได้เสร็จสิ้ นแล้ว แล้วก็ ขณะเดียวกันก็จะเข้าสู่สาขาที่ ๑ การบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งก็ต้องขออนุญาตเชิญท่าน พันตำรวจตรี ยงยุทธ สาระสมบัติ และท่านเบญจวรรณ สร่างนิทร์ ซึ่งจะมานำเสนอรายงาน การบริหารราชการแผ่นดิน แล้วก็อย่างที่ผมเรียนเบื้องต้นนะครับระหว่างนี้ขอเชิญสมาชิก ที่รับประทานอาหารเสร็จแล้วหรือกำลังออกไปก็พยายามเข้ามานะครับผมอาจจะมีการเช็ก (Check) องค์ประชุมเปึ้นระยะ ๆ นะครับ เพราะว่าถ้าท่านไม่ได้อยู่ในห้องประชุมเราก็ไม่ได้ ขับเคลื่อนร่วมกัน ๒๐๐ คน เว้นแต่ท่านมีภารกิจสำคัญจริง ๆ ต้องลานะครับ ไม่อย่างนั้น เราจะไม่มีพลังในการขับเคลื่อน ก็เรียนเปึนกติกานะครับ เชิญท่าน พันตำรวจตรี ยงยุทธ์ สาระสมบัติ อดีตปลัดสํานักนายกรัฐมนตรีครับ

พันตํารวจตรี ยงยุทธ์ สาระสมบัติ : กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ ท่านสมาชิก สปท. ที่เคารพทุกท่าน กระผม พันตํารวจตรี ยงยุทธ์ สาระสมบัติ สปท. ๑๑๘ ขอบคุณท่านประธานและท่านสมาชิกที่ให้โอกาสมาเล่าในสิ่งที่ กรรมาธิการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดินได้ทำเอาไว้ แล้วก็ขออนุญาตเรียนเพิ่มเติม ด้วยว่าจะเสนอแนวคิดในการที่จะขับเคลื่อนประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดิน อยากจะเรียนอย่างนี้นะครับ คณะกรรมาธิการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดินได้แบ่ง อนุกรรมาธิการออกเปึน ๔ คณะ คณะหนึ่งที่ผมอยากจะเรียนวันนี้คือคณะของ เรื่องการจัดทํากฎหมายว่าด้วยยุทธศาสตร์ ชาติ ในเรื่องของยุทธศาสตร์ชาตินั้นกฎหมาย ว่าด้วยยุทธศาสตร์ชาติได้ผ่านสภาแห่งนี้ไปเมื่อวันที่ ๒๓ มิถุนายน ๒๕๕๘ เปึ้นที่น่ายินดีว่า หลังจากนั้นเพียง ๓ วัน ท่านนายกรัฐมนตรีได้กล่าวถึงว่าประเทศชาติจะต้องมียุทธศาสตร์ชาติ ระยะ ๒๐ ป้ ในรายการคืนความสุขให้แก่ประชาชน และในวันที่ ๒๖ มิถุนายน วันเดียวกันนั้น ได้มีหนังสือจากท่านเลขาธิการนายกรัฐมนตรีมาถึงท่านประธานเทียนฉายว่าเปึ้นนโยบาย

ของ คสช. และ ครม. ที่ต้องการให้มียุทธศาสตร์ชาติกําหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ วันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๕๘ คณะรัฐมนตรีได้มีมติแต่งตั้งคณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติขึ้นมา คณะหนึ่ง การจัดทํายุทธศาสตร์ชาติโดยการแต่งตั้งของคณะรัฐมนตรีนั้นดังที่ท่านทั้งหลาย ทราบนะครับ มติคณะรัฐมนตรีนั้นจะเปลี่ยนแปลงเมื่อไรก็ได้ เมื่อรัฐบาลใหม่มาก็อาจจะ ยกเลิกก็ได้ ดังนั้นจึงมีความจำเปึนอย่างยิ่งที่จะต้องกำหนดหรือบัญญัติไว้เปึนกฎหมาย ซึ่งในกฎหมายฉบับนี้มีลักษณะเปึนกลไกและกระบวนการในการกำหนดยุทธศาสตร์ชาติ ไม่ใช่ตัวยุทธศาสตร์ชาติโดยตรงในสาระนะครับไม่ใช่เปึ้นสาระ

แต่ว่ากฎหมายฉบับนี้มีสภาพบังคับ ซึ่งผมได้เรียนให้ทราบว่ามีสภาพบังคับอย่างไร สภาพบังคับก็คือว่าตามมาตราที่กําหนดไว้ ร่างรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๘ ที่ไม่ผ่าน สปช. ได้บัญญัติเรื่องของยุทธศาสตร์ชาติไว้หลายแห่ง แห่งที่ ๑ ก็คือมาตรา ๖๒ ว่าการจัดทำ ยุทธศาสตร์ชาตินั้นจะต้องรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ประเด็นที่ ๒ ก็คือในเรื่องของ มาตรา ๗๗ บัญญัติว่ากฎหมายในหมวดนี้ ก็คือในหมวดแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ มีเจตจำนง ในการที่จะบัญญัติกฎหมายว่าด้วยยุทธศาสตร์ชาติ ในขณะเดียวกันก็กําหนดไว้ด้วยว่า กฎหมายว่าด้วยยุทธศาสตร์ชาตินั้นเปึนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีศักดิ์สูงกว่า พระราชบัญญัติธรรมดา ที่สำคัญกว่านั้ นในร่างมาตรา ๑๗๔ ได้บัญญัติไว้ว่ารัฐมนตรี ต้องดําเนินการตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ ตามกฎหมายและยุทธศาสตร์ชาติ รัฐมนตรีในที่นี้ หมายรวมถึงนายกรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรีด้วยนะครับ นอกจากนั้นแล้ว ในร่างมาตรา ๒๘๔ ในร่างมาตรานี้ได้บัญญัติไว้ว่าการบริหารราชการแผ่นดิน การจัดสรร งบประมาณต้องดําเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติ ฉะนั้นคือความสําคัญของยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งทางคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่แล้วได้เห็นความสําคัญ แล้วก็เมื่อเช้านี้ ก็เห็นหนังสือพิมพ์ของกรุงเทพธุรกิจที่ขออนุญาตท่านประธานไว้แจก ท่านคงจะเห็นแล้วว่า เลขาธิการ สศช. หรือสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคม แห่งชาติกล่าวถึงในเรื่องของ ยุทธศาสตร์ชาติอย่างไร นั่นคือเรื่องของยุทธศาสตร์ชาติที่ขออนุญาตเรียนสั้น ๆ ให้ที่ประชุม ได้ทราบนะครับ ภายหลัง สศช. ได้ส่งร่างรายงานการศึกษาพร้อมด้วยร่างกฎหมาย ไปยังรัฐบาลนะครับ ก็มีหน่วยงานที่ เกี่ยวข้องที่สำคัญอยู่ ๓ หน่วย หน่วยที่ ๑ ก็คือว่า ทางกระทรวงมหาดไทยได้เชิญให้ไปวิดีโอ คอนเฟอเรนซ์ (Video conference) ให้กับผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศฟัง ในเรื่องประเด็นทั้งหมดมีอยู่ ๖ ประเด็นวันนั้น ที่ท่านประธานเทียนฉายเสนอไป และประเด็นหนึ่งใน ๖ ประเด็นนั้นก็คือเรื่องยุทธศาสตร์ชาติ นอกจากนั้น สศช. ได้เชิญให้ไปทำโฟกัสกรุป (Focus group) เกี่ยวกับยุทธศาสตร์ชาติ และสภาความมั่นคงแห่งชาติได้เชิญไปบรรยายแนวคิดในเรื่องของยุทธศาสตร์ชาติ และสำหรับยุทธศาสตร์ชาตินั้นมีหนังสือของกระทรวงการต่างประเทศส่งไปยัง สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีหรือ สลค. ตามที่ทาง สลค. ได้สอบถามไปทุกกระทรวงว่า มีความเห็นอย่างไรเกี่ยวกับร่างกฎหมายว่าด้วยยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งทาง สศช. ส่งไป

ก็ได้ข้อมูลมาว่า ๖๐ ประเทศที่กำลังพัฒนานั้นมียุทธศาสตร์ชาติ แต่ยังไม่พบว่ามีประเทศใดนั้น กําหนดไว้ว่ามีอํานาจไต่ส่วน อยากจะเรียนว่าในเรื่องของอํานาจในการไต่ส่วนหน่วยงานของรัฐ ได้มีการอภิปรายอย่างกว้างขวางในชั้นกรรมาธิการว่าสมควรจะมีหรือไม่ โดยสรุปมีความเห็นว่า ควรจะต้องมี มีท่านหนึ่งยกตัวอย่างขึ้นมาว่าในเรื่องของโครงการรับจำนำข้าว ถ้ามีมาตรการ ที่จะระงับยับยั้งไม่ให้เกิดความเสียหายเพิ่มเติม โครงการรับจำนำข้าวคงไม่เสียหายถึงขนาดนี้ นี่คือตัวอย่าง มาตรการที่มีสภาพบังคับอย่างไรนะครับ ขออนุญาตเรียนอย่างนี้ครับ ไม่ใช่บังคับอย่างเดียว ในร่างกฎหมายว่าด้วยยุทธศาสตร์ชาตินี้ ได้กําหนดไว้ด้วยว่า ให้มีอำนาจในการตรวจสอบ

ถ้าไม่ได้ปฏิบัติตามยุทธศาสตร์ชาติก็มีอํานาจเตือน และถ้าเกิดความเสียหาย ถ้าเปึนข้าราชการหรือเปึนนักการเมือง ถ้าเปึนข้าราชการก็ไปดําเนินการทางวินัย ถ้าเปึ้นนักการเมืองก็ไปดำเนินการถอดถอน แต่ถ้าทุจริตก็ส่งไปที่ ป.ป.ป. นี่คือใช้มาตรการ ปกติ แต่เปึนกรณีที่สามารถที่จะดำเนินการปัองกันปัญหาที่จะเกิดขึ้น ในขณะเดียวกัน ก็มีมาตรการในการส่ งเสริมนะครับ ที่ผมเรียนไปแล้วสักครู่ว่ามาตรา ๒๘๔ ว่า การบริหารราชการแผ่นดินและการจัดสรรงบประมาณนั้นต้องดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติ ฉะนั้นตรงนี้ก็คือว่าถ้าหน่วยงานของรัฐใดได้มีแผนงานโครงการใดที่สอดคล้องกับ ยุทธศาสตร์ชาติก็จะได้รับการส่งเสริมงบประมาณ ฉะนั้นก็เปรียบเสมือนว่าคณะกรรมการ ยุทธศาสตร์ชาตินี้เปึนยักษ์ใจดี แต่ในขณะเดียวกันก็ยักษ์มีตะบอง ถ้าดำเนินการให้เกิด ความเสียหายแล้วยักษ์นี้ก็สามารถจะดำเนินการอย่างไรได้ ฉะนั้นผมจะขออนุญาตไปคร่าว ๆ ในเรื่องของยุทธศาสตร์ชาติ ในการกําหนดยุทธศาสตร์ชาติเบื้องต้นนั้นเราให้มีการวิเคราะห์ สถานภาพของประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของภูมิยุทธศาสตร์ ทำอย่างไรเราจะเอา ภูมิยุทธศาสตร์ที่เราได้เปรียบหรืออยู่ในศูนย์กลางของอาเซียนหรือของเอเชียนี้ มาใช้ประโยชน์ นี่คือหลักการที่ ๑ ในเรื่องที่ ๒ ในเรื่องของกรอบแนวความคิดในการทำ ก็จะต้องมีการสอบถามความคิดเห็นของประชาชนแล้วก็วิเคราะห์ว่าประเทศไทยขณะนี้ ต้องการอะไรและต่างประเทศมีสภาพอย่างไร และมากําหนดวัตถุประสงค์หรือผลประโยชน์ แห่งชาติ จากผลประโยชน์แห่งชาติแล้วลงมาถึงว่ายุทธศาสตร์แห่งชาติเหลืออีก ๒๐ ป้ ในช่วง ๒๐ ป้นั้นเราก็แตกออกมาเปึนยุทธศาสตร์ด้านต่าง ๆ จากยุทธศาสตร์ด้านต่าง ๆ ก็ลงมาถึงแผนพัฒนา ๕ ป้ ในแผนพัฒนา ๕ ป้นั้นเรากำหนดต่อไปด้วยว่าควรจะมีแผน เปึ้นกลุ่มภารกิจ ในกรรมาธิการบริหารราชการแผ่นดินได้เสนอไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับที่แล้วว่าการบริหารราชการแผ่นดินต่อไปในอนาคตควรจะดำเนินกา รในลักษณะ กลุ่มภารกิจและกลุ่มจังหวัด ไม่ใช่บริหารแบบมีอาณาจักรของตนเอง ซึ่งไม่น่าจะเปึน ประโยชน์ในภาพรวมของประเทศ นอกจากมีคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติแล้ว เราออกแบบไว้ว่าจะต้องมีคณะกรรมการบริหารยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งประกอบด้วยภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน ภาควิชาการร่วมด้วย ในภาครัฐนั้นก็จะมีแผนงาน แผนเงิน แผนคน อันนั้นคือตัวอย่าง เสร็จแล้วคณะกรรมการบริหารยุทธศาสตร์ชาติก็จะต้องมี การจัดลำดับความสำคัญของแผนต่าง ๆ มีการบูรณาการแผนต่าง ๆ กำหนดตัวชี้วัดแล้วก็ไป

ดำเนินการ อันนั้นคือกลไกในการดำเนินการ ภาพนี้เปึนภาพในลักษณะของโครงสร้าง การทำงานของการบริหารราชการแผ่นดินทั้งในส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่นนั้น ได้ร่วมกันดำเนินการอย่างไร เพื่อให้โครงสร้างการบริหารราชการแผ่นดินมีประสิทธิภาพ ปรับปรุงทรัพยากรบุคคล สร้างกลไกที่มีประสิทธิภาพในการบ ริหารราชการแผ่นดิน ในขณะเดียวกันก็จัดให้มีการแสวงหาทรัพยากร แล้วก็การจัดสรรทรัพยากรที่มีประสิทธิภาพ นําไปสู่เรื่องของยุทธศาสตร์ชาติโดยมีวาระปฏิรูป ๓๗ วาระ วาระพัฒนาอีก ๙ วาระหรือ บวก ๆ นะครับ นั่นคือทางซ้ายมือของภาพ ทางขวามือของภาพไม่ว่าจะเปึนเรื่องของ การลดแรงต้าน ข้างซ้ายมือควรเปึนแรงผลักตามทฤษฎีที่เราเรียนกันตั้งแต่เด็กนะครับ ลดความปรองดองลดความขัดแย้งอะไรทั้งหลายนี่ไปสู่ในเรื่องของวัตถุประสงค์ของชาติหรือ ความมั่นคงมั่งคั่งยั่งยืน มีอธิปไตยและศักดิ์ศรีในประชาคมโลก นั่นคือในเรื่องของยุทธศาสตร์ชาติ ที่ได้ถือโอกาสนี้กราบเรียนท่านประธาน แล้วก็จริง ๆ ท่านประธานฟังมา ๒-๓ ครั้งแล้ว แล้วก็สําหรับท่าน สปท. จะได้ทราบว่าทางกรรมาธิการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน ได้ทำอะไรต่อไป

ในส่วนที่ ๒ ที่จะขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานก็คือแนวความคิดในการขับเคลื่อน ประเทศ ขออีกภาพหนึ่งวกกลับไปเมื่อกี้อีกนิดหนึ่ง ในเรื่องของการถ่ายทอด ในเรื่องของ กลยุทธ์ แล้วก็ในเรื่องของถ่ายทอดและประเมิน ท่านจะเห็นรูปเปึนรูปวี เชฟ (V shape) อาจจะไม่ต้องเสนอก็ได้เปึนภาพที่ ๕ ที่อยู่ในเอกสารที่แจก ต่อไปเปึนแนวอันนี้ภาพนี้นะครับ ลงมาตั้งแต่ยุทธศาสตร์ชาติ ยุทธศาสตร์รัฐบาล ยุทธศาสตร์กระทรวง ยุทธศาสตร์กรม กอง แล้วก็หน่วยปฏิบัติแล้วก็ประเมินผลไล่ขึ้นไปเปึนรูปตัววี (V) ตรงกลางระหว่างที่ยึดโยง เข้าด้วยกันคือเปัาหมาย ก็คือตัวชี้วัดแล้วก็เปัาหมายต่าง ๆ ในระดับต่าง ๆ เอกสารมีอยู่แล้ว คงไม่รบกวนเวลาของท่านนะครับ ขออนุญาตไปที่แนวคิดในการที่จะขับเคลื่อนประเทศ ในด้านการบริหารราชการแผ่นดิน เอกสารอยู่ในมือท่านแล้วผมคงไม่ลงไปในรายละเอียด ในเรื่องที่ ๑ ในเรื่องของหลักการ ทุกท่านทราบอยู่แล้วหลักการในเรื่องของ การที่จะขับเคลื่อน ในรูปที่ ๒ ถัดไปท่านจะเห็นในเรื่องของที่คิดไว้นอกจากหลักการแล้วก็คือ ความเชื่อมโยง หลายท่านที่อภิปรายไปตั้งแต่ต้นในเรื่องของความเชื่อมโยงของ สปท. กับ แม่น้ำอีก ๔ สาย ในภาพนี้ท่านจะเห็นว่า สปท. อยู่ตรงนั้นเชื่อมโยงกับคนอื่นอย่างไร สายอื่น อย่างไร แต่ไม่ได้มีการเชื่อมโยงอย่างเปึ้นทางการ แนวคิดที่เกิดขึ้นขณะนี้ก็คือว่าเหมือนกับ น่าจะต้องมีองค์กรองค์กรห นึ่ง องค์กรนี้อาจจะเ ปึนสเตียริง คอมมิตตี (Steering committee) ขออนุญาตใช้ภาษาอังกฤษยังนึกภาษาไทยเหมาะ ๆ ไม่ออก ตัวสเตียริง คอมมิตตี (Steering committee) นี้น่าจะเปึนยึดโยงระหว่างกรรมาธิการของเราในของ สปท. ในขณะเดียวกันก็ทำหน้าที่ประสานกับอีกแม่น้ำ ๔ สาย ภาพต่อไปครับ ภาพต่อไป จะเห็นเรื่องของฮาว ทู (How-to) แล้วครับ ผมเห็นว่าอย่างนี้นะครับ ในล็อก (Lock) ที่ ๑ โดยเฉพาะล็อก (Lock) ที่ ๑ เปึนหน้าที่ของ สปช. ได้ทำเอาไว้ว่าระต่าง ๆ พอมาถึงในช่องที่ ๒ คือ สปท. สปท. ตรงนี้ท่านทั้งหลายคงทราบอยู่หลายท่านพูดแล้วต้องมาจัดลำดับ ความสำคัญ แล้วก็เรื่องของจัดลำดับ ความสำคัญแล้ว สิ่งที่ผมคิดต่อไปก็คือว่าถ้าเพียงแต่ จัดลำดับความสำคัญแล้วมานั่งประชุมกัน ในห้องประชุมใหญ่นี้ หรือไปประชุมในกลุ่ม กรรมาธิการอาจจะยังไม่ชัดเจน จึงคิดเสนอว่าน่าจะต้องอย่างน้อยทำเปึนแผนแม่บทออกมา มีข้อมูลพอสมควร จากแผนแม่บทนี้ช่องที่ ๒ เปึนช่องที่ ๓ เราต้องยอมรับความจริงว่าไม่ว่า จะคิดอะไรก็ตามถ้าหน่วยงานของรัฐไม่ได้เข้ามา ร่วมด้วย ไม่ได้มาเปึนคนทํางานไม่เกิดผล ในทางปฏิบัติ ฉะนั้นเมื่อคิดออกมาแล้วช่องที่ ๓ น่าจะต้องทำเปึ้นอิมพลีเมนเทชันแพลน

(Implementation plan) ขออนุญาตใช้ภาษาอังกฤษอีกทีครับ เมื่อเปึนอิมพลีเมนเทชันแพลน (Implementation plan) อย่างน้อยที่สุดจะต้องมียุทธศาสตร์อยู่ตรงนี้ เมื่อมีอิมพลีเมนเทชันแพลน (Implementation plan) แล้วน่าจะต้องเอาหน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่รับผิดชอบ เข้ามาร่วม เมื่อทําไมต้องเข้ามาร่วม ๒ ประการ เพราะว่าทาง สปท. คิดอะไรแล้วถ้าส่งไป คณะรัฐมนตรีต้องไปถามหน่วยงานของรัฐ ถ้าหน่วยงานของรัฐ ไม่เห็นด้วยก็ไม่สำเร็จ หรือไม่อย่างนั้นก็ช้าอย่างที่มีบางท่านอภิปรายว่าช้า ถ้าอย่างนั้นตรงนี้ก็คือว่า ๑. มาสเตอร์แพลน (Master plan) ต้องเกิด เมื่อทำมาสเตอร์ แพลนแล้วต้อง อิมพลีเมนเทชัน แพลน (Implementation plan) บางท่านอาจจะถามว่า เฮ้ย แล้วมันต่างกันอย่างไร ขอโทษ ขอถอนคำพูดคำว่า เฮ้ย ออก ท่านทั้งหลายคงนึกออก ๓๐-๔๐ ป้ก่อนแลนด์ คอร์เปอเรชัน (Land corporation) บริษัทในประเทศสหรัฐอเมริกาคิดถึงเรื่องวางแผนแบบล็ อกจิคอล เฟรมเวิร์ก (Logical framework) หรือเรียกง่าย ๆ ว่าล็ อกเฟรม (Logframe) ผมก็พูดเปรียบเทียบขึ้นมาง่าย ๆ ก็คือว่าถ้ามาสเตอร์ล็ อกเฟรม (Master Logframe) ช่องที่ ๒ สปท. ทํามาสเตอร์ ล็อกเฟร์ม (Master Logframe) ช่องถัดไปที่ร่วมกับ ทางหน่วยงานของรัฐก็คือเปึนโมดิฟายมาสเตอร์ล็ อกเฟรม (Modify Master Logframe) คือมียุทธศาสตร์เข้ามาร่วม ยุทธศาสตร์ตรงนี้ก็คือจะทําให้มีฮาว์ทู (How-to) ไปอีกวิธีหนึ่ง ไปอีกขั้นตอนหนึ่ง จากฮาว์ทู (How-to) ตรงนี้แล้วไปถึงคณะกรรมการ คณะกรรมการ ได้เห็นชอบหรือมีการปรับปรุงแก้ไขหรือไม่เห็นชอบก็ตาม สมมุติว่าเห็นชอบก็ส่งไป หน่วยงานของรัฐนอกจากถามแล้ว แล้วค่อยมาเข้ามติคณะรัฐมนตรี ถ้าคณะรัฐมนตรีมีมติ กับโครงการนั้น แผนงานนั้น หรือสิ่งที่ สปท. ได้ทำไปก็ไปทำแอกชันแพลน (Action plan)

แผนปฏิบัติละครับ พอแผนปฏิบัตินั้นออ กมาแล้วหน่วยงานของรัฐไปทำ ทำกับใครครับ ผมคิดว่าเพื่อให้แน่ใจว่าแผนปฏิบัติการนั้นเปึนไปตามที่ สปท. หรือกรรมาธิการชุดต่าง ๆ คิด ก็คือเอากรรมาธิการที่เกี่ยวข้องของ สปท. เข้าไปร่วมกับหน่วยงานของรัฐนั้น ตรงนี้ก็จะ ออกมาชัดเจนแอกชันแพลน (Action plan) ก็จะเกิดผลปฏิบัติ ถัดไปมีหลายท่านพูดถึงว่า มันต้องติดตามประเมินผล แน่นอนครับ ในหน่วยงานของการประเมินผลและติดตาม ประเมินผลในร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่แล้วมีการพูดถึงคณะกรรมการประเมินผลแห่งชาติ แต่ตอนนี้อาจจะไม่ต้องคณะกรรมการประเมินผลแห่งชาติ จับอะไรขึ้นมา ถ้าสมมุติสเตียริง คอมมิตตี (Steering committee) เกิดขึ้น สเตียริงคอมมิตตี (Steering committee) นั้น ทำหน้าที่ในเรื่องของติดตามก็ได้ เราจะมีการติดความก้าวหน้า ตรวจสอบประสิทธิผล ประเมินประสิทธิภาพ วิเคราะห์ผลสัมฤทธิ์ แล้วก็สังเคราะห์ผลลัพธ์์ และก็มีฟ้ดแบก (Feedback) อยู่อย่างที่เห็น ถ้าทำตรงนี้ได้ผมว่าวงจรในเรื่องของฮาวทู (How-to) จะชัดเจนยิ่งขึ้น ก็มองต่อไปครับ ภาพต่อไปครับ ที่พูดถึงเรื่องสเตียริงคอมมิตตี (Steering committee) เมื่อกี้นี้คิดง่าย ๆ คร่าว ๆ ถ้าสมมุติสภาปฏิรูปแห่งชาติมอบหน้าที่หรือตั้ง กรรมาธิการเรื่องยุท ธศาสตร์การขับเคลื่อนประเทศขึ้นมาชุดหนึ่ง แล้วก็มี ประธานกรรมาธิการทุกชุดเข้ามาร่วมเปึนกรรมการ แล้วมีภาคเอกชนเข้ามาสัก ๑ คน ๒ คน หรือ ๓ คน หรือภาคประชาสังคมเข้ามาร่วมด้วย เสร็จแล้วตั้งอนุกรรมาธิการ อันนี้ได้หารือ ขออนุญาตเอ่ยถึงท่านรองประธานโดยทำหน้าที่ประธำนด้วย ได้หารือกันเปึนภายใน เราจัดเปึนกลุ่ม กลุ่มภารกิจ พอเปึนกลุ่มภารกิจตรงนี้ก็คือเวลาเชิญส่วนราชการที่เกี่ยวข้องมา จะไม่ซ้ำซ้อนกัน ไม่ใช่คณะนั้นเชิญ คณะนี้เชิญ แล้วสามารถจะทำงานร่วมกันได้ อันนี้ คือภาพที่คิดนะครับ ต่อไปครับ อันนี้ไม่เปึนไรข้ามไปอันนี้เปึ้ นตุ๊กตาเท่านั้นว่าน่าจะ ประกอบด้วยใคร อำนาจเพื่อใครเพื่อประหยัดเวลาของท่าน ถัดไปครับ ในเรื่องของประเด็น ประเด็นในเรื่องของการปฏิรูปในด้านบริหารราชการแผ่นดินจะมีคร่าว ๆ อยู่ ๔ ประเด็น ซึ่งผมจะขออนุญาตท่านประธานมอบให้ท่านเบญจวรรณซึ่งเปึ้นเลขานุการของกรรมาธิการ บริหารราชการแผ่นดินเปึ้นผู้นำเสนอแล้วเดี๋ยวผมจะสรุปอีกครั้งหนึ่ง ขอบพระคุณครับ ท่านประธาน

เชิญท่านเบญจวรรณ สร่างนิทร์ ทั้ง ๒ ท่านเปึน สปท. ด้วย เผอิญว่าทั้ง ๒ ท่าน เปึนกรรมาธิการด้านการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน เชิญท่านเบญจวรรณครับ