สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๔ · ๒๖ ตุลาคม ๒๕๕๘

เบญจวรรณ สร่างนิทร์ เสนอการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน โดยเน้นการปฏิรูประบบบริหารงานบุคคล เพื่อสร้างมาตรฐานที่เท่าเทียมกัน และลดความเหลื่อมล้ำในด้านค่าตอบแทนและความเป็นกลางทางการเมือง นอกจากนี้ยังเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการสร้างเครือข่ายหรือพันธมิตรในการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินภารกิจของรัฐ และยังเรียกร้องให้มีการพัฒนาและเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับการบริหารราชการส่วนภูมิภาค รวมถึงการกระจายอำนาจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และจัดสรรงบประมาณตามยุทธศาสตร์และเป้าหมายร่วมกัน

นางเบญจวรรณ สร่างนิทร์

เรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศ ดิฉัน เบญจวรรณ สร่างนิทร สปท. หมายเลข ๘๕ ท่านจะได้ยินการพูดถึง ๓๗ วาระปฏิรูปอยู่บ่อย ๆ นั่นก็คือสิ่งที่ สปช. ทํามา ในด้านของการปฏิรูปด้านบริหาร ราชการแผ่นดินที่เรารับผิดชอบใน ๓๗ วาระนั้นมีวาระที่ ๓ วาระที่ ๓ ก็คือการปฏิรูป โครงสร้างส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น วาระปฏิรูปที่ ๔ คือการปฏิรูป งบประมาณ วาระปฏิรูปที่ ๕ คือวาระปฏิรูประบบการเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผล ในการบริหารงานภาครัฐ ดิฉันจะนำสรุปใน ๓ เรื่องที่ได้ดำเนินการมาเพื่อให้ท่านเห็นภาพ ในเบื้องต้น แล้วก็จะเพิ่มในเรื่องที่ทางบริหารราชการแผ่นดินได้รับเพิ่มเติมมาในภายหลัง คือเรื่องการปฏิรูปองค์การมหาชน ดิฉันขออนุญาตเริ่มต้นด้วยการปฏิรูปโครงสร้างส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น ประเด็นที่จะนำเสนอแน่นอนทุกอย่างต้องเริ่มด้วยปัญหา จริง ๆ ปัญหาที่จะนำเรียนท่านนั้นเปึนปัญหาที่เราพูดกันมานานแล้ว แล้วก็ยังพูดกันอยู่ ทุกวันนี้ ตอนป้ ๒๕๔๐ ที่ประเทศเกิดภาวะวิกฤติต้มย้ำกุ้ง

ประเทศเราต้องกู้เงินไอเอ็มเอฟ (IMF) เงื่อนไขประการหนึ่ง ณ ขณะนั้นก็คือว่าเราต้องปฏิรูป ระบบราชการ ได้มีการเสนอแผนปฏิรูประบบบริหารภาครัฐกับ ครม. เมื่อ ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๔๒ ว่าเราจะต้องปฏิรูป ๕ ด้าน คือ ๑. ด้านโครงสร้าง ๒. งบประมาณและการเงิน ๓. ด้านบุคคล ๔. ด้านกฎหมาย แล้วก็ ๕. ด้านวัฒนธรรม ค่านิยม ในการปฏิรูปครั้งนั้น ก็เกิดการปฏิรูปครั้งใหญ่คือป้ ๒๕๔๕ เราได้มีการปฏิรูปจาก ๑๔ กระทรวง เปึ้น ๒๐ กระทรวง มา ณ วันนี้ป้ ๒๕๕๗ ต่อถึงป้ ๒๕๕๘ เราก็ยังพูดเรื่องเดิมอยู่พูดมาตั้งแต่ ป้ ๒๕๔๐ จนกระทั่งมา ณ ขณะนี้ ดิฉันคิดว่าถ้าเรายังไม่ก้าวต่อไปอีกไม่มีการดำเนินการ อะไรที่เกิดผลอย่างจริงจังเราก็คงจะพูดต่อไปเรื่อย ๆ เพราะเรื่องนี้เปึ้นเรื่องที่อยู่ในระบบ การปฏิบัติงานปกติประจำของประเทศ ประการแรกที่จะชี้ให้เห็นสถานการณ์ของปัญหา การบริหารราชการแผ่นดิน ประการที่ ๑ ก็คือระบบราชการยังมีขนาดและบทบาท ที่ไม่เหมาะสมกับภารกิจของรัฐ ได้นั่งคุยกับหลาย ๆ ท่านทุกคนก็ยอมรับ ตอนนี้ โลกเปลี่ยนไปเยอะ ความก้าวหน้าหรือ การพัฒนาด้านเทคโนโลยีเปลี่ยนไป แต่ระบบ การทํางานของเราก็ยังไม่เคลื่อนตาม ประการที่ ๒ มีการทุจริตคอร์รัปชันจากการที่ เจ้าหน้าที่ของรัฐมุ่งหาประโยชน์ส่วนตนมากกว่าการทำเพื่อประโยชน์ส่วนร่วม การบริหารงานขาดความโปร่งใส ไม่มีธรรมาภิบาล ล่าช้าและขาดประสิทธิภาพ นี่ก็คงเปึน ที่รับทราบทุกท่านลึกซึ้งหรือเห็นภาพตรงส่วนนี้ถึงกับยกเปึ้นประเด็นใน ๕ ประเด็นหลัก ที่ควรจะต้องดำเนินการ ประการที่ ๓ ระบบราชการมีโครงสร้างขนาดใหญ่และสลับซับซ้อน เกินความจำเปึนโดยเฉพาะราชการบริหารส่วนกลาง ดิฉันจะมีตัวเลขให้ท่ำนเห็นว่า เราบอกว่าอยากให้ระบบราชการจิ๋วแต่แจ๋ว อย่างที่เรียนพูดกันมานาน ณ ขณะนี้ มันไม่ใช่จิ๋วอย่างเดียวมันมีแต่จะขยายมากยิ่งขึ้น ประการที่ ๔ บทบาทภารกิจและอำนาจ หน้าที่ของกระทรวง ทบวง กรม เหลื่อมล้ำ ซ้ำซ้อนและมีความรับผิดชอบที่ไม่ชัดเจน ภารกิจบางอย่างที่จัดไปเมื่อป้ ๒๕๔๕ ยังตกลงทรัพย์สิน ยังเคลียร์ (Clear) กันยังไม่ได้ อย่างบางส่วนไม่ทราบว่าทรัพย์สินนั้นจะต้องเปึนของใคร หรือใครจะเปึนคนรับมอบ ตรงส่วนตรงนั้น มันอาจจะยังมีเชื้อหลงเหลืออยู่บ้าง แม้นในช่วงที่ผ่านมามีการเจรจากัน พอสมควร ประการที่ ๕ ศูนย์อำนาจการปกครองรวมไว้ที่ส่วนกลาง ขาดการมอบอำนาจ กระจายอำนาจอย่างเหมาะสมส่งผลให้การจัดการบริการสาธารณะหลายเรื่องผูกติดอยู่กับ ส่วนกลางเกิดความล่าช้า วันสตอปเซอร์วิส (One stop service) อะไรทั้งหลายที่บอกว่า

อยากจะให้เกิดขึ้น แต่ในกระบวนการทำงานจริง ๆ นั้นเปึนอย่างไร หลายท่านถ้าท่าน มีประสบการณ์ในการประสานงานท่านก็จะรู้ว่ามันสตอป์ (Stop) แล้วมันสต่อป์ (Stop) บอกว่าวันสต่อป์ (One stop) มันก็จะสต่อป์ (Stop) ไปเลยก็มี ประการต่อไป ระบบการทำงานขาดการเชื่อมโยงกันเปึนเครือข่ายแบบบูรณาการที่ยึดพื้นที่ หน้าที่และ การมีส่วนร่วมโดยยึดประชาชนเปึนศูนย์กลาง เรื่องบูรณาการก็เปึนเรื่องที่สำคัญ ถามว่า พวกเราจะคุ้นกันมากเลยคำว่าบูรณาการ แต่ถามว่าแล้วที่ทำที่เปึนรูปธรรมในทางปฏิบัติ เปึ้นแบบไหน อย่างไร เราเขียนได้ เราพูดได้ แต่ถึงเวลาทำมันค่อนข้างที่จะยาก เราก็คาดหวังว่า ในอนาคตมันจะต้องเกิดขึ้นให้ได้ ประการที่ ๗ มีการจัดตั้งราชการส่วนกลางไปตั้งอยู่ในพื้นที่ ภูมิภาคจำนวนมาก ถ้าท่านเห็นตัวเลขแล้วท่านจะน่าตกใจมาก มีราชการบริหารส่วนภูมิภาค อยู่แล้ว ส่วนราชการที่ไม่มีอยู่ในพื้นที่ก็จะไปตั้งส่วนกลางในพื้นที่โดยที่สังกัดส่วนกลาง ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดหลายคนเวลาสัมมนาหารือกันสมมุติว่าหน่วยงานในพื้นที่ ๑๐๐ แห่ง จะสังกัดส่วนภูมิภาคเพียงแค่ ๓๐ แห่ง ๗๐ แห่งจะสังกัดส่วนกลางทั้งนั้นเลย ก็เปึนประเด็น ที่สำคัญและประเด็นที่น่าขบคิดว่าเราจะยังคงให้ประเทศเราเปึ้นรูปแบบนี้หรือ

นั่นคือความจำเปึนที่คิดว่าที่ปัญหายังเปึนปัญหาอยู่ แล้วปัญหาพวกนี้มันก็มีแต่ขยาย ขยายออกไปอีก ก็คงจะถึงเวลาที่เราจะต้องมาช่วยกันดูตรงจุดนี้ ประการต่อไป ปัญหา การทับซ้อนในการทำงานระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและการถ่ายโอนงานให้ท้องถิ่น ที่ไม่เปึนไปตามแผนขั้นตอนการกระจายอำนาจ ข้อมูลที่ย้อนกลับมามันมีทั้งกรณีที่ว่า กระจายไปแล้วท้องถิ่นไม่รับ ท้องถิ่นก็โอนกลับมาให้กับส่วนกลางเหมือนเดิม หรือบางอย่าง ส่วนกลางบอกว่าตามกฎหมายเขียนว่าเปึนหน้าที่ของท้องถิ่น แต่ส่วนกลางไม่กระจาย ส่วนนั้นให้ท้องถิ่นอย่างจริงจัง ประการสุดท้าย การเลื่อน ย้าย โอนและแต่งตั้ง รวมทั้ง การพิจารณาบำเหน็จความชอบของข้าราชการหรือเจ้าหน้า ที่ของรัฐไม่เปึนไปตามระบบ คุณธรรม มีการอุปถัมภ์และเล่นพรรคเล่นพวก เรื่องนี้ก็คงจะเปึ้นเรื่องที่ถ้าเปึนระบบ ภาครัฐเราก็จะมีการกล่าวขวัญถึงเรื่องนี้ประจำ ในขณะที่องค์กรกลางเองก็พยายาม จะทำอย่างไรให้ระบบเมอริต (Merit) ได้มีผลในการปฏิบัติอย่างจริงจัง ทีนี้อยากจะให้ดู ตัวเลขนะคะว่าจากปัญหาที่นำเรื่องเมื่อกี้ ตัวเลขที่ออกมามันเปึนอย่างไร เมื่อป้ ๒๕๔๕ อย่างที่เรียนว่าได้มีการปฏิรูปจาก ๑๔ กระทรวงเปึ้น ๒๐ กระทรวง ตัวเลข ณ วันนั้น องค์การมหาชนมีเพียง ๑๖ แห่ง แต่ ณ วันนี้องค์การมหาชนมี ๕๓ แห่ง กระทรวงเท่าเดิม เพราะว่าต้องออกเปึ้นพระราชบัญญัติ ๒๐ กระทรวงก็ยัง ๒๐ กระทรวงเหมือนเดิม แต่กรม จาก ๑๕๔ เปึน ๑๖๘ กองจาก ๑,๒๐๐ เปึน ๑,๔๐๐ ตัวเลขที่น่าสังเกตมาก ๆ นะคะ ราชการส่วนกลางในภูมิภาค คำว่า ราชการส่วนกลางในภูมิภาคก็หมายถึงว่า ราชการบริหารส่วนกลางแต่ไปตั้งอยู่ในพื้นที่ เมื่อ ณ เวลา ๒๕๔๕ มี ๑,๙๐๐ แต่ ณ ขณะนี้ มี ๒,๖๐๐ เพิ่มค่อนข้างสูงมาก ราชการบริหารประจำจังหวัดก็คือส่วนภูมิภาค จาก ๑,๙๐๐ เปึ้น ๒,๕๐๐ อำเภอก็ ๒,๑๐๐ เปึ้น ๕,๒๐๐ นี่คือตัวข้อมูล ณ เดือนมีนาคม ๒๕๓๘ ในการดำเนินงานของ สปช. ที่ผ่านมานั้นก็มีกรอบแนวคิดที่จะต้องคำนึงในการจัดโค รงสร้าง องค์กรระบบงานและอัตรากำลัง ก็คือในเรื่องโครงสร้างองค์กรภาครัฐและระบบงานนั้น สถานการณ์ปัจจุบันก็อย่างที่นำเรียนว่าขนาดใหญ่ ไม่คำนึงถึงต้นทุน ซึ่งอย่างที่เราทราบกันว่า ตัวเลขงบประมาณค่าใช้จ่ายภาครัฐแผนชาติกำหนดไว้ว่าจะต้องไม่เกิน ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ของงบประมาณรายจ่ายทั้งหมดของประเทศ แต่ตอนนี้เราก้าวข้ามตรงนั้นไปถึงแม้จะไม่มาก แต่มันก็เกินในสิ่งที่ไม่ควรจะเกิน ๔๐ เปอร์เซ็นต์ มีกฎ ระเบียบมากเกินไป กฎ ระเบียบ เขาบอกว่ามีแล้วรัดรึงในการทํางานการปฏิบัติงาน ไม่คํานึงถึงความต้องการของผู้รับบริการ

และประชาชน การบริหารจัดการไม่เพียงพอ เพราะฉะนั้นในเรื่องกระแส่โลกนี่ก็คือ สิ่งที่มันจะต้องดำเนินการให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน เพราะฉะนั้นทิศทาง ในการจัดโครงสร้างองค์กรและระบบงานนั้นก็คือจะต้องใช้การบริหารเชิงกลยุทธ์ ให้มีขนาดเล็กแล้วก็มีป ระสิทธิภาพ จัดบริหารแบบแนวราบและกะทัดรัด มีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล มุ่งบริการประชาชน มีการกระจายอำนาจ มีส่วนร่วมสร้างความร่วมมือ ปัองกันการทุจริต ในส่วนเรื่องคุณภาพของการบริการก็ต้องให้เหมาะกับความต้องการ ของผู้บริการ ทันเวลา เข้าถึงบริการสาธารณะ ถูกต้อง เรียบง่าย ต่อเนื่อง ใส่ใจและให้เกียรติ ปลอดภัยแล้วก็มีช่องทางหลากหลาย อยากจะให้ดูกรอบความคิดรวบยอด กรอบความคิด รวบยอดนั้นจะต้องตอบคำถามว่าระบบราชการที่สามารถให้บริการประชาชนได้อย่างทั่วถึง สะดวก รวดเร็ว คุ้มค่า ถูกต้องและเปึนธรรม นั่นก็คือจะต้องมีรูปแบบองค์กร และมีความสัมพันธ์กับภาคส่วนอื่น ระบบบริหารงานจะต้องเปึนแบบบูรณาการ บทบาทจะต้องชัดเจน ขนาดและกำลังคนภาครัฐจะต้องให้เหมาะสม

แล้วที่สำคัญการบริหารงานบุคคลในภาคส่วนทั้งหลายที่เปึ้นเจ้าหน้าที่ของรัฐนั้น ไม่ว่าจะเปึน ระบบการแต่งตั้ง การโยกย้าย ความสัมพันธ์ระหว่างข้าราชการกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ และนักการเมือง การตรวจสอบ การปัองกันทุจริต แล้วก็ความเหลื่อมล้ำในเรื่องค่าตอบแทน และสิทธิประโยชน์เปึ้นเรื่องที่สําคัญที่จะเปึนขวัญกําลังใจในการปฏิบัติงานของผู้ปฏิบัติงาน ภาครัฐ กรอบที่เราวางไว้ในระหว่างส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค จังหวัด อำเภอกับส่วนท้องถิ่น หลัก ๆ นั้นก็คือถ้าเปึนหน่วยด้านกำหนดยุทธศาสตร์และเปัาหมายที่สอดคล้องกับ ยุทธศาสตร์ชาติจะต้องเปึนหน้าที่ของส่วนกลาง เรกูเลเตอร์ (Regulator) ก็คือควบคุม กำกับกฎ ระเบียบ ปฏิบัติถ้าเปึนงานในลักษณะที่จะต้องเปึนภารกิจเพื่อประโยชน์สาธารณะ ระดับชาติ เช่น การปัองกันประเทศ เรื่องต่างประเทศ การยุติธรรม การเงิน การคลัง การคมนาคมของประเทศ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนั้นควรเปึนหน้าที่ของส่วนกลาง งานด้านอื่นก็งานด้านวิชาการ วิทยาการใหม่ ๆ ในเรื่องส่วนภูมิภาคซึ่งเปึ้นตัวแทนของ ส่วนกลางนั้นก็จะต้องเชื่อมโยงงานของจังหวัดกับยุทธศาสตร์ชาติ ประสานและเชื่อมโยงกับ องค์กรทุกภาคส่วนในพื้นที่ ดูแลเรื่องความมั่นคงภายใน ความเปึนธรรมในระดับพื้นที่ ให้คำปรึกษาช่วยเหลือในการปฏิบัติงานของท้องถิ่น แล้วก็เปึ้นหน่วยบริการสาธารณะที่ต้อง ยอมรับว่างานบางอย่างนั้นท้องถิ่นเองอาจจะยังไม่มีความพร้อมถึงขนาดในบางพื้นที่จังหวัด จังหวัดอาจจะต้องไปช่วยดูแลในระยะเบื้องต้น ในส่วนท้องถิ่นนั้นแน่นอนรัฐธรรมนูญ กำหนดไว้แล้วว่าภารกิจซึ่งมันเปึ้นโครงสร้างพื้นฐานหรืออะไรก็แล้วแต่เปึ้นหน้าที่ของท้องถิ่น เพราะฉะนั้นหน้าที่หลักก็ต้องมอบให้ท้องถิ่นไป ก็จะมีคําที่พูดถึงกันเปึ้นประจำ มอบงาน แต่ไม่มอบเงิน แล้วก็ไม่มอบคน ดิฉันคิดว่าประเด็นตรงนี้เราจะต้องทําให้เกิดผลให้ชัดเจน ถ้างานไปเงินจะต้องไปด้วย แล้วคนในขณะนี้หลายส่วนบอกว่าคนให้อยู่ในดุลยพินิจ ของผู้ที่จะไป ไปหรือไม่ไป ถ้าสมัครใจไปก็ไปอยู่กับท้องถิ่น แต่ถ้าไม่สมัครใจไปก็ยังอยู่ ที่ส่วนกลางเหมือนเดิม คงจะต้องมีแนวทางหรือกำหนดหลักเกณฑ์ เงื่อนไข หรือมาตรการ ให้ชัดเจนเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้ แล้วก็เปึนหน่วยปฏิบัติภารกิจในด้านการบริการสาธารณะ แก่ประชาชนในพื้นที่ แล้วก็ในเรื่องบางส่วนที่ท้องถิ่นเองสามารถเลือกดำเนินการได้ ในส่วนของตรงนี้ก็มีข้อเสนอหลายประการเกี่ยวกับเรื่องการดำเนินการเกี่ยวกับเรื่องนี้ ดิฉันก็ขออนุญาตไปเร็ว ๆ ในส่วนนี้ ก็คือจะต้ องมีการกำหนดขอบเขตหน้าที่ของ ราชการบริหารส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่นให้ชัด แล้วก็จัดความสัมพันธ์ระหว่าง

ภาคส่วนต่าง ๆ ได้มีการกำหนดว่ามาตรการแต่ละเรื่องนั้นหน่วยงานไหนควรจะต้อง เปึ้นคนรับผิดชอบ ประการที่ ๒ มีการกำหนด ทบทวน และจำแนกบทบาทภารกิจภาครัฐ นี่ก็ต้องยอมรับว่าในเมื่อโลกเปลี่ยนแปลง สถานการณ์หลายเรื่องมีการเปลี่ยนแปลง แต่บทบาทหน้าที่เรายังไม่ได้มีการปรับหรือเคลื่อนตามภารกิจที่เหมาะสมที่จะต้องรับผิดชอบ ดำเนินการต่อไป ในส่วนที่ ๓ ก็คือจะต้องออกแบบโครงส ร้างองค์กรที่เหมาะสมกับ ภารกิจของรัฐในลักษณะที่มีความคล่องตัวต่อการเปลี่ยนแปลง และยุบเลิก เราคงจะ ไม่ค่อยได้ยินคำว่ายุบเลิก เรามีแต่ว่ามีแล้วก็จะคงอยู่ตลอดต่อไป ดิฉันคิดว่า โครงสร้างสมัยใหม่นี้เกิดได้ก็ต้องยุบได้ กรณีที่ยุบค่อนข้างที่จะมีผลกระทบค่อนข้างสูง กับผู้ปฏิบัติงาน แต่ถ้าได้มีการออกแบบว่าคนที่มีอยู่นั้นจะต้องไปเปลี่ยนแปลงหรือว่าจะต้อง ขยับเขยื้อนไปรับผิดชอบในงานส่วนไหน อย่างไร แล้วก็มีการเตรียมความพร้อม ให้คนเหล่านั้นก่อน ดิฉันก็คิดว่าปัญหาที่จะเกิดขึ้นหรือสิ่งที่ผู้ที่ได้รับผลกระทบก็สามารถ ที่จะรับตรงส่วนนี้ได้

เพราะฉะนั้นตรงส่วนนี้ไม่ว่าจะเปึ้นทั้งระบบงบประมาณและการบริหารกำลังคน แล้วก็การจัดส่วนราชการประจำจังหวัดที่เปึ้นตัวแทนของกระทรวงที่แท้จริง ในราชการบริหารส่วนภูมิภาคก็จะต้องมีการดำเนินการในส่วนนี้ ประการที่ ๔ พัฒนากลไก หรือเครื่องมือในการสนับสนุนให้เกิดการบูรณาการความร่วมมือระหว่างราชการบริหารส่วนกลาง ส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่น เพราะฉะนั้นรูปแบบในการดำเนินการหรือแม้กระทั่ง เรื่องการมอบอํานาจหรือแบ่งอํานาจจากส่วนกลางที่จะให้ส่วนภูมิภาคในเรื่องอะไร อย่างไรบ้าง ดิฉันคิดว่าก็คงจะต้องมีการหารือกันเพื่อจะให้เกิดเปึ้นรูปธรรมหรือเกิดผลสัมฤทธิ์ ซึ่งที่ผ่านมาก็มักจะได้ยินว่าบางกระทรวงไม่มอบ อำนาจให้นะคะ หรือมีกลไก ในการดำเนินการที่พอถึงในพื้นที่จริง ๆ ก็ไม่สามารถดำเนินการได้นะคะ ต่อไปประการที่ ๕ ก็คือเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับการบริหารราชการส่วนภูมิภาคนะคะ หลักอันหนึ่ง ที่เปึนข้อกำหนดเลยเรื่องคนเราจะไม่ให้ตัดกำลังคนที่ปฏิบัติงานในส่วนภูมิภา คมาเปึ้น อัตรากำลังในส่วนกลาง เพราะเราเห็นว่างานที่ให้บริการจริง ๆ นั้นคืองานในพื้นที่ เพราะฉะนั้นกําลังคนที่จะให้ปฏิบัติงานในส่วนภูมิภาคย่อมต้องมีมากกว่าในส่วนกลาง แต่ภาพที่เกิดขึ้นหรือภาพที่เปึนอยู่ ณ ขณะนี้มันอาจจะยังสวนทางกันนะคะ นี่ก็จะเปึน ประเด็นหนึ่งที่จะต้องมีการพิจารณาหรือบางจังหวัดดิฉันลงพื้นที่ในบางจังหวัด การกำหนด ราชการบริหารส่วนภูมิภาคขณะนี้เราเหมือนเปึ้นแพทเทิร์น (Pattern) พอเกิดจังหวัดขึ้นมาปัูบ เราก็มีราชการบริหารส่วนภูมิภาคอะไร เราก็กําหนดให้เปึนแพทเทิร์น (Pattern) เลยว่า เคยมีที่ไหนก็ต้องมีแบบนั้นแต่ปรากฏว่าสภาพความเปึ้ นจริงในบางจังหวัด ในบางพื้นที่ เราต้องยอมรับว่าความเจริญเติบโตด้านอุตสาหกรรมมีมากขึ้น ภาคการเกษตรบางจังหวัดนั้น เปลี่ยนแปลงไป ภาคอุตสาหกรรมเพิ่มมากขึ้นในบางจังหวัดแต่รูปแบบในการจัดการในเรื่องนี้ หรือรูปแบบในการกำหนดโครงสร้างแบบนี้เราก็ยั่งยึดแบบเดิมอยู่ ดิฉันคิดว่าก็คงเปึนอีกส่วนหนึ่ง ที่ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องช่วยกันดูตรงส่วนนี้ ประการต่อไปเสริมสร้างความเข้มแข็งและ เร่งรัดการกระจายอำนาจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนะคะ นี่ก็เปึนเรื่องที่ดำเนินการ มานานแล้ว แต่ก็คงยังไม่บรรลุผลสัมฤทธิ์เท่าที่ควรคงจะต้องดำเนินการต่อไป ประการที่ ๗ จัดสรรงบประมาณตามยุทธศาสตร์และเปัาหมายร่วมกันนะคะ ซึ่งก็จะต้องเปึนการปฏิรูป ระบบงบประมาณแนวใหม่ที่ได้มีการเสนอกันซึ่งดิฉันจะนำเรียนในขั้นต่อไปนะคะ

ประการที่ ๘ ก็ส่งเสริมมีรัฐบาลระบบเป่ดซึ่งเปึ้นรัฐบาลที่เป่ดโอกาสให้ภาคส่วนต่าง ๆ เข้ามา มีส่วนร่วมในการดำเนินภารกิจของรัฐเพื่อเปึนเครือข่ายหรือพันธมิตรในการทำงานร่วม กัน การทำงานในหลาย ๆ อย่างในบางลักษณะนั้นภาคเอกชนสามารถทำงานแทนภาครัฐได้ หรือถ้ารัฐทําเองแล้วไม่คุ้มค่า เราก็อาจจะต้องบริหารจัดการตรงส่วนนี้ให้เหมาะสมต่อไป ประการที่ ๙ รัฐต้องปฏิรูประบบบริหารงานบุคคลให้มีมาตรฐานสามารถขจัดความเหลื่อมล้ำ มีเอกภาพในด้านค่าตอบแทนและความเปึนกลางทางการเมือง ก็ไม่น่าเชื่อนะคะ เราได้รับข้อมูล จากทาง สตง. ส่งข้อมูลมาในเรื่องไม่ว่าจะเปึนค่าตอบแทนหรือในเรื่องเบี้ยประชุมทั้งหลาย ปรากฏว่าความเหลื่อมล้ําของภาคส่วนต่าง ๆ ยังมีค่อนข้างมาก ก็คงจะเปึนจุดหนึ่งที่จะต้องมี หน่วยงานดูแลเรื่องระบบค่า ตอบแทนโดยรวมทั้งหมดนะคะ ในเรื่องกำลังคนที่บอกว่า จะต้องทำอย่างไรที่จะให้มีมาตรฐานที่ไม่เหลื่อมล้ำกัน ดิฉันเคยอยู่สำนักงาน ก.พ. สิ่งที่ได้ยิน อยู่ตลอดเวลาก็คือ ก.พ. กำหนดอะไรไป ก อื่นก็จะเหยียบบ่าแล้วก็ก้าวข้ามต่อไปนะคะ ก็เปึนสิ่งที่ได้ยินมาจะบอกว่าชื่อกช้ำมั นหายช้ำไปหมดแล้วนะคะ ที่บอกว่ากดพวกนะคะ แต่ดิฉันคิดว่าสิ่งที่ประเทศจําเปึนต้องมีก็คือมาตรฐานกลางที่ทําอย่างไรเราจะดูแล บุคลากรภาครัฐทั้งหมดไม่ให้มีความเหลื่อมล้ํากัน กําลังคนทั้งหมด ดิฉันขอนําเรียน ข้อมูลนะคะว่ากำลังคนทั้งหมดที่เปึนภาครัฐของประเทศ ณ ขณะนี้ ๒,๖๐๐,๐๐๐ อัตราค่ะ ท่านคิดดูว่ากําลังคน ๒,๖๐๐,๐๐๐ อัตรา มันจะกระทบกับงบประมาณของประเทศ ขนาดไหน อย่างไร เปึ้นข้าราชการ ๑,๖๐๐,๐๐๐ อัตรา

เปึ้นของท้องถิ่น ๑๙๐,๐๐๐ อัตรา เปึนของลูกจ้างประจําก็ ๑๙๐,๐๐๐ อัตรา เปึ้นของลูกจ้างชั่วคราว ๔๐๐,๐๐๐ อัตรา พนักงานราชการ ๑๓๐,๐๐๐ อัตรา พนักงานในมหาวิทยาลัย ๖๕,๐๐๐ อัตรา พนักงานจ้าง ๑๘๐,๐๐๐ อัตรา อันนี้คือตัวเลข เมื่อป้ ๒๕๕๗ ตัวเลขออกมาขณะนี้ก็ได้ทราบว่าบางส่วนก็จะมีการขอเพิ่มตำแหน่งมาเปึน ระยะ ๆ นะคะ เราก็คงจะต้องพิจารณาเหมือนกันนะคะว่าการใช้กําลังคนที่มีอยู่ ณ ขณะนี้ เราได้มีการใช้กําลังคนให้เกิดประโยชน์สูงสุดแค่ไหน เพียงไร ก่อนที่จะขอเพิ่มอัตรากําลังนะคะ เราเหมือนขอเพิ่มอัตรากำลังเพื่อไปชดเชยหรือไปทดแทนกำลัง ถ้าเปึนภาษาทหารคงเรียก กําลังพลเสื่อมบางส่วน ดิฉันคิดว่าตรงนี้เปึนประเด็นที่สําคัญ ในเรื่องถัดไปเปึนเรื่อง การปฏิรูประบบงบประมาณ ระบบงบประมาณนี้ก็เปึ้นอีกเรื่องหนึ่งที่เปึ้นเรื่องที่สําคัญนะคะ สภาพปัญหานั้นที่ผ่านมาก็ถือว่าเปึนกระบวนการที่สําคัญอันหนึ่ง แล้วก็ตั้งแต่ ปฏิรูป เมื่อป้ ๒๕๔๒ เปึ้นประเด็นหนึ่งที่เราจะต้องปฏิรูปงบประมาณให้เกิดผลสำเร็จ ณ วันนี้ ป้ ๒๕๕๘ เราก็ยังพูดเรื่องนี้กันอยู่ว่าระบบงบประมาณนั้นจะต้องเดินหน้าต่อไปให้ได้นะคะ เพราะฉะนั้นในเรื่องนี้ยุทธศาสตร์ชาติเองก็ได้เปึ้นกรอบในการที่จะจัดสรรงบประมาณ ทั้งงบปี ระมาณเชิงภารกิจแล้วก็งบประมาณเชิงพื้นที่ภายใต้หลักการที่จะเน้น การมุ่งผลสัมฤทธิ์ การมีส่วนร่วมของประชาชน การบูรณาการและสร้างความเปึ้นธรรมและ ความรับผิดชอบที่โปร่งใส โดยดูทั้งความจำเปึนของพื้นที่แล้วก็ตัวภารกิจ แน่นอนค่ะ ในการดำเนินการในเรื่องนี้ถ้าเปรียบเทียบการมีส่วนร่วมแล้วแบบเดิมนั้นก็จะเปึ้นรูปแบบของ จากข้างบนลงข้างล่างเปึ้นส่วนใหญ่ แต่แนวคิดในเรื่องงบประมาณแบบมีส่วนร่วมนี้ ประชาชน องค์กรภาคประชาชนจะต้องมีส่วนร่วมในการนำเสนอ เพราะฉะนั้น ในการออกแบบกระบวนการงบประมาณที่ได้มีการนำเสนอนั้นก็จะมีงบประมาณ ทั้งเชิงภารกิจแล้วก็งบประมาณเชิงพื้นที่นะคะ ณ ตรงส่วนนี้ถ้าท่านจะดูภาพในเรื่อง กระบวนการงบประมาณในเชิงพื้นที่แล้วเราก็มีข้อเสนอในช่วงที่ผ่านมา มีข้อเสนอในการที่จะ ให้พื้นที่มีเวทีของสภาพลเมือง แล้วก็ที่จะเสนอออกมาเปึนงบตำบล แต่อย่างไรก็ตาม งบทั้งหมดที่จะดำเนินการนั้นก็จะต้องออกมาจากแผนพัฒนาจังหวัด ซึ่งการปรับเปลี่ยนตรงนี้ แน่นอนค่ะจะต้องกระทบกับบทบาทของหน่วยงานท้องถิ่น ภูมิภาค แล้วก็ส่วนกลาง การเสริมสร้างกระบวนการสมัชชาพลเมืองแล้วที่สำคัญก็จะต้องปรับกระบวนการ งบประมาณที่เปึนอยู่ ในเรื่องนี้ก็ได้มีการหารือในส่วนที่ทั้งไ ม่ว่ากระทรวงมหาดไทยเอง

แล้วก็ผู้ที่เกี่ยวข้อง สำนักงบประมาณก็เห็นชอบด้วยกัน ในสภาปฏิรูปแห่งชาติที่ผ่านมา กำลังวางแผนว่าจะลงไปในพื้นที่แต่ยังไม่ได้มีการดำเนินการ ก็คิดว่าเที่ยวนี้อย่างน้อย ก็อยากจะเห็นผลในเรื่องระบบง บประมาณบังเกิดผล ในเรื่องถัดไปที่อยากจะ นําเรียนก็คือการเพิ่มประสิทธิภาพและคุณภาพในเรื่องการบริหารจัดการภาครัฐ ซึ่งในเรื่องนี้ ประเด็นเรื่องความอ่อนแอของภาครัฐก็เปึนที่รับทราบแล้วก็ทุกคนจะพูดถึงโดยทั่วไปนะคะ ดิฉันก็เอาเปึนโดยสรุปรวม ๆ ก็แล้วกันนะคะว่าสาเหตุ ไม่ว่าจะเปึนสาเหตุของ ความไร้ประสิทธิภาพมันมีมาแบบไหน อย่างไร แต่หลักของการปฏิรูปนั้นเราก็จะยกระดับ ประสิทธิภาพและคุณภาพในการดำเนินการขององค์กรภาครัฐทั้งระบบให้สูงขึ้น โดยยึดหลักการมุ่งเน้นผลงานแล้วก็ให้มีมาตรฐานในการดำเนินการ

เพื่อท้ายที่สุดให้เกิดประสิทธิภาพในเรื่องการบริหารงานภาครัฐโดยรวม สุดท้ายดิฉันอยากจะ นําเรียนในเรื่องการปฏิรูปองค์การมหาชน ซึ่งเปึ้นส่วนหนึ่งของข้อเสนอที่ผ่านมา เพราะองค์การมหาชนหลาย ๆ คนอาจจะสัมผัสแล้วก็จะรู้ว่าจริง ๆ หลักการ เปึ้นหน่วยงานของรัฐอีกประเภทหนึ่ง แต่ในการบริหารงานที่ผ่านมาเหมือนกับจะต้อง มีการไปทบทวนไปดูว่าสิ่งที่เกิดขึ้นที่ผ่านมาแล้วก็สิ่งที่จะให้เดินต่อไปข้างหน้านั้นควรจะเปึน แบบไหน อย่างไร ถ้าสมมุติ ว่ามองในแง่ว่าถ้าเปึนหน่วยงานในเรื่องบริการสาธารณะ ซึ่งทำอย่างไรจะให้เกิดประสิทธิภาพ ประสิทธิผลมากที่สุด จะเปึนรูปแบบของหน่วยงาน อีกลักษณะหนึ่งที่สามารถที่จะทำให้เกิด แทนที่จะไม่ใช่เปึ้นเรื่องการออกกฎ กติกา ในการกําหนดหรือบังคับ แต่เปึนหน่วยบริการสาธารณะอีกประเภทหนึ่ง ดิฉันคิดว่าในเรื่องนี้ หลายท่านอาจจะสัมผัสหรือว่าเกี่ยวข้องกับเรื่ององค์การมหาชนมา ดิฉันก็เพียงนำเรียน ในรูปแบบของงานบริการภาครัฐอีกประเภทหนึ่งที่เราอาจจะไม่ต้องเปึนส่วนราชการ แล้วก็ทำให้การบริหารงานนั้นคล่องตัวมากยิ่งขึ้น ดิฉันก็นำเสนอโดยรวมว่าการดำเนินงาน ในส่วนของด้านการบริหารราชการแผ่นดินนั้นมีส่วนไหน อย่างไรบ้างค่ะ