สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๔ · ๒๖ ตุลาคม ๒๕๕๘

คุรุจิ ต นาครทรรพ เสนอการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการปรับตัวและเปลี่ยนแปลงของภาคราชการ เพื่อตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก และเรียกร้องให้มีการบริหารราชการแผ่นดินแบบ "วันสต่อปเซอร์วิส" พร้อมเสนอแนะว่าการปฏิรูปควรคำนึงถึงการสร้างความโปร่งใสและการตัดสินใจที่รวดเร็วและมีคุณภาพ นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการบังคับใช้กฎหมาย การกระจายอำนาจ และการบริหารงานท้องถิ่น เพื่อแก้ไขปัญหาการบริหารงานท้องถิ่นที่ยังไม่ลงตัว

นายคุรุจิ ต นาครทรรพ

กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศที่เคารพ กระผม คุรุจิต นาครทรรพ ก่อนอื่นก็ต้องขอบพระคุณท่านยงยุทธ์ กับท่านเบญจวรรณเปึนอย่างสูงนะครับที่ได้ทุ่มเททําเรื่องวาระปฏิรูปและยุทธศาสตร์ชาติมาใน สปช. ตลอดเวลา ๑๑ เดือน ท่านประธานครับ ผมได้มาฟังแล้วก็อ่านทบทวนแล้วนะครับ ก็เห็นว่าเรื่องของการปฏิรูปด้านบริหารราชการแผ่นดินที่ได้มีการศึกษา มีการวิเคราะห์ มีการสังเคราะห์และนำเสนอข้อเสนอแนะต่าง ๆ ในสภาปฏิรูปแห่งชาติชุดที่หมดวาระลงไปนั้น ก็อยู่ในความรับผิดชอบของกรรมาธิการปฏิรูป ๓ คณะ คือ คณะกรรมาธิการปฏิรูป การบริหารราชการแผ่นดิน คณะกรรมาธิการปฏิรูปการปัองกันและปราบปรามการทุจริต

และประพฤติมิชอบ แล้วก็คณะกรรมาธิการปฏิรูปการปกครองท้องถิ่น ทั้ง ๓ คณะ ได้ผลิตผลงานออกมาถึง ๕ เรื่องหรือ ๕ วาระที่เกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดิน ก็คือเรื่อง ที่ได้นําเสนอไปเมื่อสักครู่นะครับ ๑. คือประสิทธิภาพและคุณภาพการบริหารงานภาครัฐ ๒. คือการปฏิรูประบบงบประมาณและการคลังท้องถิ่น ซึ่งมีความสําคัญต่อการบริหาร ราชการส่วนท้องถิ่นเปึนอย่างยิ่ง และเปึนการปัองกันการทุจริตด้วย เรื่องที่ ๓ ก็คือ การปัองกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ เรื่องที่ ๔ ก็คือการปรับโครงสร้าง อำนาจของส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น และเรื่องสุดท้ายที่ท่านยงยุทธ์ได้พูดก็คือ การจัดทําและขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติซึ่งรวมทุกเรื่องอยู่ในยุทธศาสตร์ชาติ ในเวลาที่มีอยู่ จำกัด ผมจะขออนุญาตรบกวนเวลาของสภาอภิปรายและให้ข้อคิดเห็นเสริมใน ๒ ประเด็น เท่านั้น ก็คือเรื่องของประสิทธิภาพ คุณภาพ การบริหารงานภาครัฐ แล้วก็การปรับโครงสร้าง อำนาจของส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น ประเด็นเรื่องการบริหารราชการแผ่นดิน ที่เราควรจะมุ่งเน้นก็คื อมุ่งให้ภาคราชการซึ่งรวมถึงองค์กรอิสระด้วยไม่ใช่เฉพาะของ ภาคฝ์ายบริหารเท่านั้น สามารถปรับตัวและเปลี่ยนแปลงได้โดยรวดเร็วและคล่องตัว เพื่อตอบสนองต่อการปฏิรูปประเทศไทยให้สอดคล้องกับสภาวะแวดล้อมของโลก ในยุคโลกาภิวัตน์ที่เปลี่ยนแปลงไปทุกวันอย่างรวดเร็ว ในยุคที่มีการสื่อสารแบบทันท่วงที อย่างนี้นะครับ ผมอยากกราบเรียนว่าเรามักจะได้ยินคําพูดคําหนึ่งในการบริหารราชการแผ่นดิน อยู่เสมอก็คือการตอบสนองความคาดหวังของผู้ใช้บริการ คำนั้นก็คือคำว่า วันสต่อปเซอร์วิส (One stop service)

หรือหมายถึงมาที่เดียวแล้วแก้ปัญหาได้เบ็ดเสร็จโดยรวดเร็ว แต่ระบบราชการของ ประเทศไทยที่เราดําเนินมาในช่วงที่ผมรับราชการมา ๓๐ กว่าป้เรามักจะมีการสร้างกลไก และขั้นตอนเพิ่มมากขึ้น มีการออกกฎหมายมากขึ้น และกฎหมายบางครั้งแทนที่จะเปึน วันสตอปเซอร์วิส (One stop service) ก็กลายเปึนการเมนี้ สตอป เซอร์วิส (Many stop service) ซึ่งเปึ้นอุปสรรคต่อการให้บริการอย่างรวดเร็ว ตอบสนองต่อความคาดหวัง ของประชาชน ทั้งนี้ก็เพราะแต่ละหน่วยร้ำชการหรือหน่วยงานต่างก็มีกฎหมาย มีอำนาจหน้าที่ของตนเอง แล้วก็ระมัดระวังตัวชี้วัดข้องตนเอง ภาษาอังกฤษก็จะเรียกว่า รักษาอาณาจักรหรือเทิร์ฟ (Turf) ของตัวเองไม่ให้คนมาข้องแวะ ยกตัวอย่างอย่างผมทำเรื่อง พลังงานก็จะมีเทิร์ฟ (Turf) ที่ต้องไปข้องแวะกับเรื่องสิ่งแวดล้อมหรือเรื่องป์าไม้เปึนประจำ บางทีเราเข้าไปสํารวจโดยสุจริตก็ถูกป์าไม้มาแจ้งความจับเข้าไปนอ นในคุกเสียก่อน ๑ คืน อย่างนี้เปึนต้น ทั้งที่ทําในฐานะของส่วนราชการ ทั้งนี้ทั้งนั้นผมก็คิดว่ามันก็เกิดจาก ความหวาดระแวง ความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจกันระหว่างหน่วยราชการด้วยกันเอง ถ้าหน่วยราชการ ด้วยกันเองยังไม่ไว้เนื้อเชื่อใจกันแล้วประชาชนจะมาไว้เนื้อเชื่อใจหน่วยราชการเราได้อย่างไร เพราะฉะนั้นการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดินเราไม่ควรที่จะละเลยหรือลืมดูภาพรวม มีสำนึกร่วมกันระหว่างส่วนราชการต่าง ๆ ในการร่วมกันแก้ปัญหา ไม่ใช่สร้างปัญหาหนึ่ง หรือสร้างโรดบล็อก (Roadblock) เพื่อให้งานช้าลง การบริการช้าลง การตัดสินใจช้าลง การสร้างความโปร่งใสในการบริหารราชการภาครัฐเปึ้นเรื่องที่ดีและควรส่งเสริม ซึ่งผมคิดว่า โรดแมป (Road map) ยุทธศาสตร์ที่ท่านนําเสนอก็จะนําไปสู่การปฏิรูประบบราชการครับ แต่ก็คงไม่ใช่ส่วนร่วมจนไม่มีขอบเขตแล้วก็ทำให้งานล่าช้าลง การบริหารราชการแผ่นดินที่ดี ควรมีหลักคิดให้เกิดการตัดสินใจที่รวดเร็วและมีคุณภาพโดยมีข้อมูลที่เพียงพอ ผมอยากจะ ยกตัวอย่างสัก ๒ เรื่องนะครับ ขออนุญาตท่านประธานเกินเวลาไปนิดหนึ่ง เรื่องแรกก็คือ เรื่องของคน เราจำเปึนต้องมีคนที่มีคุณภาพ แล้วก็มีอัตรากำ ลังที่เพียงพอ การสืบทอด ตำแหน่งในภาคข้าราชการพลเรือนปัจจุบันมีปัญหานะครับ อันนี้ก็ต้องขออภัย ท่านเบญจวรรณด้วยนะครับ เพราะว่าผมอยู่ในภาคข้าราชการพลเรือนนี่ถูกตอนถูกตัด อัตรากําลังทำให้การสืบทอดตําแหน่งผู้บริหารเปึ้นไปได้แทบจะไม่มีตัวตายตัวแทนเลย เพราะฉะนั้นมาดูแล้วก็ไม่ได้โทษท่านอย่างเดียวนะครับ เพราะว่าบางครั้งเราก็สร้างระบบงาน ของเราให้ต้องมีเจ้าหน้าที่อำนวยการอยู่ในทุกเรื่องทุกจุด ผมคิดว่าปัญหาหนึ่งของสังคมไทย

ก็คือปัญหาเรื่องลอว์ เอนฟอร์ซเมนต์ (Law enforcement) การบังคับใช้กฎหมาย ถ้าคนไทย มีจิตสำนึกที่จะเคารพกฎหมายนี่เราคงไม่ต้องมีเจ้าหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรมมากมาย เปึ้นแสนครึ่งล้านคนที่ต้องคอยเฝั้าอยู่ทุกจุด เพราะคนเคารพกฎหมายเสียแล้วไม่จำเปึนต้อง มีตำรวจและเพิ่มกำลังตำรวจเปึน ๔๐๐,๐๐๐ นาย ๕๐๐,๐๐๐ นาย มีราชทัณฑ์อีก ๒๐,๐๐๐ คน มีศาล อัยการรวมกันแล้วอีก ๑๐,๐๐๐ คน แล้วก็ด้วยเวลาที่จํากัดในเรื่องของ การสร้างดุลอำนาจระหว่างราชการบริหารส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่นนี่ ผมก็เห็นความขัดแย้งที่เกิดขึ้นด้วยกันเองว่าเราอยากจะกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น กระจายเงินไปให้เขา ขณะเดียวกันการบริหารของเราก็ยังรวมศูนย์อยู่ เพราะฉะนั้นก็เปึน ความขัดแย้งที่ยังหาจุดลงตัวไม่ได้ว่าระหว่างการปกครองส่วนท้องถิ่นกับส่วนภูมิภาค เราจะจัดรูปแบบในรูปปัจจุบันหรือเราจะปรับเปลี่ยนไปอย่างไรให้ตอบสนองความต้องการ ของประชาชนอย่างแท้จริง เพราะต้องยอมรับว่าปัจจุบันมันยังไม่ลงตัวและมีปัญหานะครับ และการกระจายอำนาจก็นําไปสู่การที่ส่วนท้องถิ่นมีอํานาจมากขึ้น และท่านก็เห็นว่า ในยุคปัจจุบันมีมาตรา ๔๔ พักงานข้าราชการ ผู้บริหารส่วนท้องถิ่นเปึ้นจำนวนมาก เพราะว่าระบบงานมันยังไม่ลงตัว ไม่โปร่งใส อันนี้ก็เปึนเรื่องที่ต้องแก้ไข แล้วก็อยากจะฝาก พวกเราใน สปท. ว่ายุทธศาสตร์ที่ สปช. ได้เขียนมานี่เราจะแต่งเติม ต่อเติมเสริมอย่างไร เพื่อจะแก้ปัญหาเหล่านี้ ก็ขอขอบพระคุณนะครับ จริง ๆ อยากจะมีเรื่องพูดอีกหลายเรื่อง แต่เดี๋ยวออดครั้งที่ ๒ ก็เลยขอยุติแต่เพียงแค่นี้ ขอบพระคุณครับ