วิทยา แก้วภราดัย อธิบายถึงบทบาทและภารกิจของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ และพูดถึงการปฏิรูปประเทศ ตามรัฐธรรมนูญ วิทยา แก้วภราดัย หารือเรื่องการปฏิรูปประเทศ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการปฏิรูปการเมืองก่อนการเลือกตั้ง และการแก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน เพื่อสร้างสังคมที่มีความยุติธรรมและเสมอภาค
ท่านประธานสภาที่เคารพ เพื่อนสมาชิก ที่ทรงเกียรติ ผม วิทยา แก้วภราดัย ในฐานะสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ แล้วก็ เปึ้นกรรมาธิการยกร่างข้อบังคับอยู่ ก็ขออนุญาตที่จะใช้ช่วงเวลานี้ที่ฟังคำชี้แจงจาก สปช. ซึ่งเปึนสภาที่ได้ทำหน้าที่อย่างหนักแล้วก็ส่งเอกสารการวิเคราะห์ที่ ค่อนข้างจะรอบด้าน ในการปฏิรูปประเทศอย่างถึง ทุกด้าน แต่ว่าในคณะกรรมาธิการ ยกร่างข้อบังคับนี้ เราก็พยายามดูครับว่าสภาของเราคือสภาอะไรนะครับ ซึ่งจะดูได้ก็โดยข้อบัญญัติของ รัฐธรรมนูญ ข้อบัญญัติรัฐธรรมนูญบอกให้เราเปึนสภาที่ต่อเนื่องจากสภาปฏิรูปแห่งชาติ เมื่อสภาปฏิรูปแห่งชาติเขาครบวาระไปตามกฎหมาย สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ของเรานี้เขามีภารกิจตามมาตรา ๓๙/๒ นะครับท่าน ไม่ใช่สภาปฏิรูปแห่งชาติ แต่เปึ้นสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ซึ่งมาตรา ๓๙ วรรคสอง เขียนไว้ชัดเจนครับว่าให้มี สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศขึ้นแทนสภาปฏิรูปแห่งชาติเพื่อดําเนินการให้เกิดการปฏิรูป ด้านต่าง ๆ ตามมาตรา ๒๗ ซึ่งเขียนไว้ ๑๐ ด้าน บวกอื่น ๆ เปึ้น ๑๑ ด้าน ให้เกิดการปฏิรูป ด้านต่าง ๆ ตามมาตรา ๒๗ ต่อจากสภาปฏิรูปแห่งชาติ แล้วก็เว้นวรรคนะครับ โดยให้ คํานึงถึงความสําคัญเร่งด่วนและความสัมฤทธิ์ ผลของการปฏิรูปในระยะเวลาที่เหลืออยู่
คราวนี้ก็มาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญดูนะครับว่าเราไม่ใช่สภาปฏิรูปแห่งชาติ แต่เรามาทํางาน สืบเนื่องต่อจากสภาปฏิรูปแห่งชาติโดยคํานึงถึงความสำคัญเร่งด่วน เมื่อสักครู่ตัวแทนจาก สภาปฏิรูปแห่งชาติท่านก็นําเสนอภาพของการดูเรื่องปฏิรูปของสภาปฏิรูปแห่งชาติทั้งหมด คราวนี้หน้าที่ของสภาเราก็ต้องมาดูต่อครับว่าในหลาย ๆ ด้าน ๑๑ ด้านที่ว่าของสภาปฏิรูป แห่งชาติซึ่งไปแตกเปึนวาระต่าง ๆ ค่อนข้างครอบคลุมทั่วทุกด้านนี่ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศเราเห็นความสําคัญจําเปึนเร่งด่วนอะไร บ้าง และเขากําหนดไว้ว่าให้ใช้ระยะเวลา ที่เหลืออยู่ ปัญหาว่าสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศมีเวลาเหลืออยู่เท่าไรครับท่าน ถ้าโดยข้อวินิจฉัย ผมเข้าใจว่าสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเปึนสภาที่ไม่ได้มาจาก การเลือกตั้ง ไม่ได้มาจากการสรรหา แต่เปึนสภาที่แต่งตั้งโดยรัฐ บาลนายกรัฐมนตรี เพราะฉะนั้นอายุของสภานี้ก็อยู่เท่า ๆ กับอายุของท่านนายกรัฐมนตรีหรือรัฐบาล คราวนี้รัฐบาลมีอายุถึงไหนครับ รัฐบาลก็จะมีอายุจนกว่ารัฐธรรมนูญเสร็จและมีการเลือกตั้ง เมื่อเลือกตั้งเสร็จได้สภานิติบัญญัติแห่งชาติขึ้นมาใหม่ก็ได้รัฐบาลใหม่ รัฐบาลชุดนี้ก็จะหมด วาระ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศก็หมดวาระไปด้วยครับ เว้นแต่รัฐธรรมนูญจะเขียน เปึ้นอย่างอื่นก็ต้องไปตั้งขึ้นมาใหม่ ซึ่งอาจจะไม่ใช่ ๒๐๐ คนเหล่านี้
เพราะฉะนั้นระยะเวลาที่เหลืออยู่ของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศจริง ๆ ก็คือระยะเวลา ที่เหลืออยู่ของรัฐบาล ที่เหลืออยู่ของรัฐบาลก็ต้องเผชิญหน้าด่านสุดท้ายก็คือการเลือกตั้งครับ เพราะฉะนั้นการเลือกตั้งเปึนหัวใจสําคัญที่จะชี้ว่าสภาชุดนี้จะอยู่ต่อไปถึงวันไหน รัฐบาล มีตารางเวลาของตัวเองครับ จะมีการเลือกตั้งประมาณ ๒๐ เดือนข้างหน้า ซึ่งท่านประธาน ได้กรุณาชี้ให้พวกเราเห็นนะครับว่าเราควรจะใช้ ๑ บวก ๑ บวก ๑๘ ก็ถูกต้องครับ เพราะเรามีระยะเวลา ๒๐ เดือนโดยประมาณเท่านั้น ปัญหาว่าในระยะเวลา ๒๐ เดือนนี่ เปึ้นไปได้ไหมว่าพวกเราจะทำตามสภาปฏิรูปแห่งชาติทุกเรื่องที่ศึกษามา เปึ้นไปไม่ได้ครับ และจําเปึนต้องทํา ๑๑ ด้านด้วยหรือเปล่าครับ ผมก็คิดว่าไม่จําเปึนครับ รัฐธรรมนูญ ตีกรอบไว้กว้าง ๆ ให้ไปดูของสภาปฏิรูปแห่งชาติ แต่สภาเราต้องคิดค้นเองครับว่า ใน ๑๑ ด้านเราจะมีสักกี่ด้านภายใต้เวลาความจําเปึ้นเร่งด่วนที่เหลืออยู่ ไม่ใช่ทำทั้ง ๑๑ ด้าน สุดท้ายไม่เสร็จสักด้าน อันนั้นก็สูญเปล่าครับ ความเร่งด่วนจําเปึนก็ไม่มี ผมคิดว่าสภาเรา ท่านประธานได้นำพวกเรามาถูกทางครับ ตั้งแต่วันแรกให้มีการแลกเปลี่ยนเสวนากัน ประชุมเชิงปฏิบัติการ เราก็ค่อนข้างจะได้เรื่อง ๕ อันดับแรกของเปัาหมายปฏิรูปสำคัญของ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ซึ่งสภาพวกเราแยกเปึนกลุ่ม ๆ แล้วก็ไปทําข้อสรุปมา เราเห็นพ้องต้องกันเปึนสาระใหญ่ ๆ ๕ เรื่องครับ ซึ่งท่านก็กรุณาพิมพ์เปึ้นเอกสารแจก ๑. ปฏิรูปการเมือง ที่ไปกัน ๑๐ กลุ่มเห็นด้วยเหมือนกันหมดครับปฏิรูปการเมื่ อง เพราะอะไรครับ เพราะรู้ว่าเปัาหมายเราอยู่อีก ๒๐ เดือนจะมีการเลือกตั้ง ถ้าการเมือง มันเลวแบบเดิมเราก็จะได้คนชั่วมาบริหารประเทศ ทุกอย่างที่ทําสภาปฏิรูปแห่งชาติ หรือสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศล้มเหลวหมด การปฏิวัติก็ล้มเหลว เพราะฉะนั้น ทุกกลุ่มเห็นเหมือนกันทั้ง ๑๐ กลุ่มว่าการปฏิรูปการเมืองต้องเกิดก่อนการเลือกตั้ง เรื่องที่ ๒ การปฏิรูปการศึกษา ก็จากข้อวิเคราะห์ของท่าน สปช. ค่อนข้างจะชี้นําไปชัดเจนครับว่า ทั้งหมดก่อเกิดจากการศึกษา เรื่องที่ ๓ ที่เปึ้นเรื่องบ่อนทำลายระบอบประชาธิปไตย จนพังทลายก็เรื่องปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน ถ้าสร้างการเมืองที่ดีไม่ได้เกิดรัฐบาลชั่วร้าย วันข้างหน้า มาจากการซื้อเสียง มาจากการทุจริต และไปสู่การทุจริต เราก็หนี้วังวนเดิม ไม่พ้นครับ ประชาชนส่วนหนึ่งก็ต้องเรียกทหารออกมาช่วยปฏิวัติอีกทีหนึ่งไล่คนโกงสักที เรื่องที่ ๔ ปฏิรูปกฎหมายและกระบว นการยุติธรรม ผมคิดว่าสังคมที่ถกเถียง เปึนว่าทกรรมกันก็คือ ๒ มาตรฐาน ซึ่งเปึนข้อโต้เถียงที่ว่าทกรรมที่บางครั้งกระบวนการ
บังคับใช้กฎหมายปฏิเสธไม่ออกครับ ถ้าเราสามารถปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมให้เปึน มาตรฐานปราศจากมโนทุจริตหรือปราศจากอามิสสินจ้าง เปึนกระบวนการที่ปลอดจริง ๆ คำว่า ๒ มาตรฐานหายไป ความปรองดองสังคมนี้ก็จะเกิดขึ้นครับท่านประธาน ประการสุดท้ายที่พวกเราเห็นพ้องต้องกัน์ ละตามการสำรวจประชามติของประชาชน ทั่วประเทศ ประชาชนเข้าใจว่าสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศจะทําเรื่องต่าง ๆ ได้ ประชาชนฝากเรื่องเศรษฐกิจไว้ครับ ข้อ ๕ ที่เราเห็นพ้องต้องกันคือปฏิรูปเศรษฐกิจ แต่เนื่องจากสภาเราเปึ้นสภาที่ปรึกษาแบบเดียวกับ สปช. ไม่มีอำนาจครับ ไม่มีอำนาจ ออกกฎหมาย ไม่มีอำนาจสั่งการส่วนราชการ ผมไปตั้งกรรมาธิการขึ้นบ้นข้อบังคับก็ยังติดขัด ก็อยากหารือท่านประธานผ่านเพื่อนสมาชิกด้วยครับว่าเวลาเราเขียนข้อบังคับ ให้ตั้งกรรมาธิการมา ปัญหากรรมาธิการของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเชิญข้าราชการ เขามาชี้แจงนี่มีอำนาจไหม หรือไปขออำนาจจากใคร เพราะฉะนั้นผมคิดว่าเราอย่าติดกรอบ รูปแบบของสภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภาอย่างเดิม แต่สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเรา มีระยะเวลา เพราะฉะนั้นผมหารือเพื่อนสมาชิกในกรรมาธิการก็แตกความคิดเปึน ๒ ฝ์าย ฝ์ายหนึ่งคิดว่าควรจะตั้งกรรมาธิการ ๑๑ ด้านเหมือนที่ สปช. เขาตั้งมาแล้วจะไปแตก กี่อนุกรรมาธิการก็เปึนตามความจำเปึน ส่วนของอีกฝ์ายหนึ่งเห็นว่าเรามีกรอบระยะเวลา ถ้าตั้งกรรมาธิการสามัญศึกษาก็จะได้ข้อศึกษาอย่าง ๑๑ เดือนของ สปช. ซึ่งจะกว้างออกไป จนจับอะไรไม่ถูก
แต่ถ้าเราตั้งกรอบว่ากรรมาธิการทุกคณะเปึนกรรมาธิการวิสามัญมีระยะเวลาการศึกษา ที่แล้วเสร็จแน่นอน ๒ เดือนรายงานต่อสภา ๔ เดือนส่งผล ๖ เดือนยกร่างเปึนกฎหมาย ครบ ๑ ป้ส่งรัฐบาล เรื่องเร่งด่วนที่ต้องเขียนในรัฐธรรมนูญ ๒ เดือนข้างหน้าต้องส่ง รายงานได้ เราก็จะได้เนื้อหาสาระของการทำงาน เพราะฉะนั้นผมคิดว่าแนวทางที่ดีที่สุด ที่ท่านประธานนำพวกเรามานี่ค่อนข้างจะถูกแนวทาง ก็คือได้หารือทิศทางของเราเอง ให้รู้สภาพจริง ๆ ของเราเอง เราไม่ใช่ฝ์ายนิติบัญญัติ เราไม่ใช่ฝ์ายบริหาร และเราไม่ใช่ ฝ์ายตุลาการ เราคือที่ปรึกษาครับ ขอขอบพระคุณครับ