สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๔ · ๒๖ ตุลาคม ๒๕๕๘

ถวิลวดี บุรีกุล หารือเรื่องยุทธศาสตร์ชาติ โดยเน้นการกระจายอำนาจ ระบบงบประมาณ และการออกกฎหมายหรือรัฐธรรมนูญที่ชัดเจน เพื่อนำงบประมาณที่มีความเป็นธรรมมาใช้ แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำและความยากจน โดยมุ่งเน้นการพัฒนาที่ยั่งยืน การลดความเหลื่อมล้ำ และการส่งเสริมความเท่าเทียม นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการกำหนดนโยบายที่ยั่งยืนและธรรมาภิบาล โดยเน้นการอบรมและปลูกฝังให้ข้าราชการมีพฤติกรรมที่โปร่งใสและสำนึกในหน้าที่

นางถวิลวดี บุรีกุล

กราบเรียนท่านประธาน ดิฉัน ถวิลวดี บุรีกุล สมาชิก หมายเลข ๖๑ ดิฉันมีข้อเสนอใน ๕-๖ ประเด็น

ประเด็นที่ ๑ คือดิฉันอยากจะสนับสนุนในเรื่องของการทําเรื่ อง ของยุทธศาสตร์ชาติให้เปึ้นจริง เพราะว่าตามที่ท่านยงยุทธ์ได้เสนอมานี่นะคะ ทาง สปช. ได้ทําการศึกษาไว้ครบถ้วน แล้วก็ใช้เวลาพอสมควร เพราะฉะนั้นทําอย่างไรถึงจะให้เรื่องของ ยุทธศาสตร์ชาตินี่เดินไปได้อย่างมั่นคงในอนาคต ซึ่งการมีส่วนร่วมของประชาชน จึงมีความหมายมาก ดิฉันคิดว่าตรงนี้เราสามารถที่จะเริ่มไปได้เลยพร้อมกับรัฐบาลในช่วงนี้

ประเด็นที่ ๒ คือเรื่องของการกระจายอำนาจ ซึ่งอันนี้ท่านสมาชิกศานิตย์ ได้พูดไว้แล้ว ดิฉันคิดว่าตรงนี้เราต้องทำเรื่องของการกระจายอำนาจให้เปึ้นจริง ไม่ใช่เพียง ลมปากนะคะ แล้วจะทำอย่างไรถึงจะให้ประชาชนมีโอกาสตัดสินอนาคตของพวกเขา มีเรื่องง่าย ๆ เช่น เรื่องของการบริการสาธารณะ ในหลายเรื่องที่ท้องถิ่นสามารถทำได้ก็คง จะต้องโอนไปให้ท้องถิ่นทำ หรือแม้กระทั่งการมีเรื่องของการแข่งขันการให้บริการสาธารณะ ที่ภาษาอังกฤษเรียกว่าค่อนเทสทะบิลิตี (Contestability) ถ้าภาคประชาสังคมหรือเอกชน หรือมูลนิธิต่าง ๆ สามารถทำได้ก็น่าจะให้เขามีโอกาสที่จะทำได้เพื่อให้เกิดการแข่งขัน ประชาชนก็จะได้รับการบริการที่ดี อันนี้เปึ้นเรื่องที่ทำได้เลยนะคะ

ประเด็นที่ ๓ เรื่องของระบบงบประมาณ ระบบงบประมาณอันนี้ดิฉันคิดว่า เปึ้นเรื่องเร่งด่วนที่จะต้องเริ่มเดิน โดยอาจจะต้องมีการออกกฎหมายหรือแม้กระทั่ง ร่างรัฐธรรมนูญที่กําลังจะเขียนกันอยู่ตอนนี้นี่ต้องใส่ไว้ให้ชัดเจน โดยในกรรมาธิการยกร่าง รัฐธรรมนูญชุดที่แล้วก็ได้เขียนไว้ชัดในเรื่องของระบบงบประมาณที่เปึ้นรูปแบบใหม่ คืองบประมาณที่คํานึงถึงความเสมอภาค งบประมาณที่คํานึงถึงมิติพื้นที่และงบประมาณ ที่คำนึงถึงการมีส่วนร่วมของประชาชน นั่นคือเอเรียเบสบัดเจตติง (Area based budgeting) พาร์ทิซิพาทอรี บัดเจตติง (Participatory budgeting) และเจนเดอร์ เรสปอนซีฟ บัดเจตติง

(Gender responsive budgeting) จะต้องเอามาใช้ นั่นคือเปึนเรื่องของกระแสโลกาภิวัตน์ ที่เข้ามุ่งเน้นไปทางนั้นหมดแล้ว เพื่อที่จะนำประเทศให้ไปสู่การแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ในอนาคต ซึ่งตรงนี้ก็จะสอดคล้องกับการที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้ไปประชุมที่สมัชชา สหประชาชาติเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ท่านยังพูดถึงเรื่องของการขจัดความยากจน และความหิวโหยนี่จะต้องทำอย่างไรบ้าง ตั้งแต่การพัฒนาที่ยั่งยืน การลดความเหลื่อมล้ำ การส่งเสริมความเท่าเทียม แล้วก็จะไม่ทิ้งใครไว้เบื้องหลัง รวมทั้งการนำปรัชญาเศรษฐกิจ พอเพียงมาใช้ ดิฉันคิดว่าตรงนี้ถึงเวลาที่เราจะต้องขับเคลื่อนระบบงบประมาณให้เปึนจริงนะคะ

ต่อไปก็เปึ้นเรื่องของการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม การบริหารราชการแผ่นดินนี่ เปึ้นไปเพื่ออะไร ดิฉันคิดว่าสิ่งที่สำคัญก็ คือเพื่อให้สังคมเกิดความเปึนธรรม ประชาชน ได้รับการบริการที่ดี แล้วก็เกิดสังคมที่สันติสุขสถาพร เพราะฉะนั้นการบริหารราชการ แบบมีส่วนร่วมเท่านั้นที่จะทำให้ประชาชนมีความสุข การบริหารราชการที่ไม่ให้ประชาชน มีส่วนร่วมดิฉันคิดว่าเดินทางไปได้ยาก ในบางเรื่องเข้าใจได้ว่าการตัดสินใจเปึ้นของผู้มีอํานาจ แต่ว่าความคิดเห็นของประชาชนก็สามารถนำมาใช้ในกระบวนการพิจารณาได้ แล้วก็มีการใช้ กระบวนการที่มีการคำนึงถึงจิตใจของคนอื่น แล้วก็ไม่กำหนดนโยบายที่ไปทำให้เกิด ความขัดแย้ง นั่นเองเรื่องของการพัฒนาที่ยั่งยืนจึงเข้ามาสู่การพิจารณา ในเรื่องนี้ เพราะว่า ในเรื่องของการจัดสรรทรัพยากรที่ไม่เปึนธรรมก็ทำให้เกิดปัญหาความขัดแย้งขึ้นมาได้ ด้วยเหตุนี้ภาคส่วนต่าง ๆ จึงควรจะมีบทบาทที่สำคัญในการบริหารราชการตรงนี้

นอกจากนี้อีกเรื่องหนึ่งก็คือการมุ่งเน้นในการกำหนดนโยบายที่คำนึงถึง การพัฒนาที่ยั่งยืนที่สอดคล้องกับหลักการที่ดิฉันได้พูดไปแล้ว แล้วประเด็นก่อนสุดท้าย คือเรื่องของธรรมาภิบาล ซึ่งเมื่อกี้ท่านสมาชิกท่านหนึ่งได้พูดไปเรื่องของการบริหารกิจการ บ้านเมืองที่ดี ตรงนี้ดิฉันอยากจะให้มันเกิดขึ้นจริง โดยทำให้ข้าราชการของเรามีวัฒนธรรม ธรรมาภิบาลทั้งสำนึกและพฤติกรรม ซึ่งตรงนี้สามารถสร้างได้ด้วยการอบรม ด้วยการปลูกฝัง ตั้งแต่เด็ก ๆ แล้วก็เมื่อโตขึ้นก็จะมีการคิดที่คำนึงถึงหลักนิติธรรม คุณธรรม โปร่งใส สำนึกรับผิดชอบและคุ้มค่า เพราะว่าการมีธรรมาภิบาลเปึนเรื่องของการใช้อำนาจ ในการจัดสรรทรัพยากรที่เปึนธรรม เมื่อเปึนเช่นนี้เวลาจะทําอะไรหรือว่าจะตัดสินใจอะไร จะต้องตัดสินใจบนพื้นฐานของการคิดเพื่อประโยชน์ชาติเปึนหลัก

ซึ่งตรงนี้ดิฉันคิดว่าข้าราชการก็ควรจะมีหลักที่สําคัญในการคิดตรงนี้นะคะ เพราะฉะนั้น การบริหารราชการแผ่นดินที่จะทําให้เกิดการปฏิรูปอย่างแท้จริงก็น่าจะขับเคลื่อนได้ ตั้งแต่บัดนี้เปึ้นต้นไปค่ะ ขอบพระคุณ